สีหศักดิ์ ดอดเข้า ภูมิใจไทย ถ่ายรูป ปัดลงเล่นการเมือง-ถูกทาบนั่งแคนดิเดตนายกฯ

สีหศักดิ์ ดอดเข้า ภูมิใจไทย ถ่ายรูป ปัดลงเล่นการเมือง-ถูกทาบนั่งแคนดิเดตนายกฯ

สีหศักดิ์ ดอดเข้า ภูมิใจไทย ถ่ายรูป ปัดลงเล่นการเมือง-ถูกทาบนั่งแคนดิเดตนายกฯ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.49 น.

เขาให้มาถ่ายรูปก็ถ่ายไปก่อน! ‘สีหศักดิ์’ ดอดเข้า ‘ภูมิใจไทย’ ปัดลงเล่นการเมือง-ถูกทาบนั่งแคนดิเดตนายกฯ บอกยังไม่ได้คิด

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 12.00 น. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เดินทางเข้ามาที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยทันทีที่ผู้สื่อข่าวเห็นต่างเดินกรูกันเข้าไปสัมภาษณ์ถึงการเดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้เพื่อมาถ่ายรูป จะลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่โดยนายสีหศักดิ์ ตอบว่า ยังไม่ได้คิดตรงนั้น 

เมื่อถามว่าการเดินทางมาครั้งนี้ ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าจะมาลงเล่นการเมืองหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่คิดในเรื่องการเมือง แต่ถ้าให้มาถ่ายรูป ตนก็มาถ่ายไปก่อน 

เมื่อถามต่อว่าถึงขั้นเป็นแคนดิเดตนายกฯเลยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่มั้ง เพราะตอนนี้ตนเป็นรมว.การต่างประเทศอยู่

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ทางนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีแผนสำรองแล้วในเรื่องของแคนดิเดตนายกฯ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เขาให้มาถ่ายรูปตนก็มาถ่ายรูป

เมื่อถามว่าหากนายอนุทิน เชิญให้เป็นแคนดิเดตนายกพรรคภูมิใจไทย จะพร้อมหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีอยู่แล้ว 2 ท่าน ก็ตามนั้นไปก่อนดีกว่า 

เมื่อถามย้ำว่าก็เป็นการเดินทางมาสมัคร สส.บัญชีรายชื่อใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้คิด

กกต.ติวเข้ม ข้อกม.พรรค เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ คาด 15 วันรู้วันทำประชามติ

กกต.ติวเข้ม ข้อกม.พรรค เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ คาด 15 วันรู้วันทำประชามติ

กกต.ติวเข้ม ข้อกม.พรรค เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ คาด 15 วันรู้วันทำประชามติ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

กกต.ติวเข้ม กม.เลือกตั้ง ตัวแทนพรรคการ เมือง เตรียมพร้อมเลือกตั้ง – ประชา มติ  หวังทำให้ถูกต้อง คาด 15 วันรู้วันทำประชามติ

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิ การ กกต.เปิดกิจกรรมประชุมชี้แจงแนว ทางการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองครั้งที่ 1  เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจข้อกฎหมายและเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมือง และการจัดสรรเงินอุดหนุนของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2569 โดยมีตัวแทนของพรรคการเมืองเข้าร่วมกิจกรรม

นายแสวง กล่าวว่า เชื่อว่าการชี้แจงวันนี้จะทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งและดำเนินกิจกรรมได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และเมื่อมีพระราชกฤษฎี กาให้มีการยุบสภา กกต.ได้กำหนดให้วันที่ 8 ก.พ. 2569  เป็นวันเลือกตั้ง พรรคก็จะมีกิจกรรมดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งการส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้งรวมทั้งการหาเสียงในช่วงนี้  ซึ่งการชี้แจงเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง สส.ให้พรรค มุ่งเน้นให้พรรคดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ตนในฐานนะนายทะเบียนพรรคการ เมือง และสถานการณ์บ้านเมืองในครั้งนี้ 2 เรื่องคือ พรรคจะต้องเตรียมพร้อมในการเลือกตั้ง และเป็นครั้งแรกที่จะมีการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ พร้อมกัน จากนี้เรื่องประชามติเกี่ยวกับพรรคอยู่บ้าง  แม้ ครม. จะเป็นผู้ส่งเอกสาร  เพราะเป็นเร่องของรัฐธรรมนูญ กติกาสูงสุดของประเทศ สองเรื่องเกี่ยวเนื่องไปกับการเลือกตั้ง  ส่วนอำนาจประกาศวันประชามติ เป็นอำนาจ ครม. นายกรัฐมนตรี  จึงต้องติดตามว่าจะมีความชัดเจนวันไหน ซึ่งกกต. เพียงรับไม้ต่อจัดการออกเสียงให้สำเร็จ   โดย ครม.ส่งประเด็นที่รัฐสภาส่งมาให้ กกต แล้ว โดยต้องรออีก 15 วัน หรือในวันที่ 31 ธ.ค. จะทราบวันออกเสียงประชามติ อาจจะตรงกับวันเลือกตั้งหรือไม่ตรงก็ได้  แต่ทั้งสองกิจกรรมมีความสัมพันธ์กัน เพราะอาจใช้ประเด็นประชา มติไปหาเสียงได้ แต่เมื่อขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็นบนเทวีประชามติของฝ่ายที่เห็นต่างหรือเห็นด้วยจะพูดหาเสียงไม่ได้  ย้ำว่าทั้งสองเรื่อง สำนักงาน กกต.พร้อมเป็นผู้สนับ สนุนทุกพรรคการให้ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง และกกต. รู้สึกเป็นเกียรติที่สำนักงานได้สนับสนุนพรรคการเมืองเพื่อประเทศไทย  อนาคตของประเทศไทยจากวันนี้อยู่กับทุกพรรค การเมือง 

ซาบีดา สมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย ทำหน้าที่รัฐมนตรี 1 ปี มีพลังลงชิงผู้แทนปชช.

ซาบีดา สมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย ทำหน้าที่รัฐมนตรี 1 ปี มีพลังลงชิงผู้แทนปชช.

ซาบีดา สมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย ทำหน้าที่รัฐมนตรี 1 ปี มีพลังลงชิงผู้แทนปชช.

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

17 ธันวาคม 2568 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ต้องเรียนว่าตอนนี้เขตเลือกตั้งในจังหวัดอุทัยธานีเต็มหมดแล้ว จะต้องลงระบบปาร์ตี้ลิสต์ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินว่าการทำงานการเมืองที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า จากการที่ได้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนมาเกือบหนึ่งปี รู้สึกว่ามีพลังที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน จึงคิดว่าเราน่าจะไปต่อได้ 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตสส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะบิดา ให้คำแนะนำอย่างไร ซึ่งน.ส.ซาบีดา กล่าวว่า เรียนตามตรงว่าคุณพ่อไม่ได้บอกอะไรเลย บอกแต่ว่าต้องมีผลงาน คุณพ่อจะถามหาผลงานตลอด 

เมื่อถามว่าสิ่งที่เราทำจะผลักดันให้เป็นสส.ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างไร น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า เป็นความตั้งใจมากกว่า ส่วนผลตอบรับจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชน ต้องทำให้ดีที่สุด

กกต.เตือนพรรค-ผู้สมัคร สส. ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กกต.เตือนพรรค-ผู้สมัคร สส. ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กกต.เตือนพรรค-ผู้สมัคร สส. ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

กกต.ยันพร้อมทำประชามติวันเลือกตั้ง แต่รอรัฐบาลประกาศวันชัดเจน เตือนพรรค-ผู้สมัครหาเสียงแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่ห้ามชี้ควรเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ ส่วนเวทีประชามติห้ามหาเสียง ล้ำเส้นเสี่ยงผิดกม.
 

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวถึงการจัดทำประชามติ ว่า วานนี้ (16 ธ.ค.) รัฐบาลได้ส่งหนังสือเรื่องการขอให้กกต.จัดทำประชามติ มาถึงกกต. ตามมาตรา 15 ของพ.ร.บ.งประชามติ 2564 โดยมีรายละเอียด 5 เรื่อง เช่น เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติ งบประมาณ ตามกฎหมายกำหนดเพื่อให้กกต. เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน ซึ่งยังถือว่ากระบวนการประชามติยังไม่เริ่ม 100% ต้องรออีก 15 วัน ที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.หรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่โดยกฎหมายและการบริหารของกกต. สามารถทำประชามติในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งได้ และกกต. ได้ให้ข้อมูลนี้กับรัฐบาลไปแล้วในวันที่มีการหารือร่วมกัน ดังนั้นกกต. พร้อม แต่อยู่ที่รัฐบาลจะคิดอย่างไร ตอบแทนไม่ได้

นายแสวง ยังอธิบายถึงการหาเสียงเลือกตั้ง และการรณรงค์การออกเสียงประชามติ ว่า การหาเสียงคือการที่พรรคหาคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัคร หรือพรรคของตัวเอง แต่การทำประชามติคือการให้ข้อมูลความรู้ สาระสำคัญของประเด็นที่จะทำประชามติเพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งหน่วยงานที่จะให้กกต.จัดทำประชามติได้ส่งข้อมูล มาให้กกต.เพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนแล้วตามมาตรา 15 และอีกส่วนคือการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งก็จะใช้ระยะเวลาอีกช่วงหนึ่งในการดำเนินการ

 “จริงๆประเด็นหาเสียง เป็นการเสนอแนวทางและนโยบายว่าพรรคจะทำอะไร แต่เมื่อขึ้นเวทีประชามติเรื่องการแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราต้องพูดเฉพาะเนื้อหา ไม่ใช่การหาเสียง ซึ่งมันต้องแยกกันให้ชัด และในข้อมูลที่ครม.ส่งมาตามมาตรา 15 ต้องไม่เป็นการชี้นำ ต้องเป็นกลาง ซึ่งการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นกกต. ก็ต้องจัดให้ทัดเทียมกันทั้งฝ่ายเห็นด้วย แล้วไม่เห็นด้วย”

เมื่อถามว่าผู้สมัคร และพรรคการเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ชี้นำว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไม่ได้ใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นมันชี้นำอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือที่สภาทำส่งมาให้ ข้อมูลนี้ชี้นำไม่ได้ เวลาที่ให้ข้อมูลกับประชาชนฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นตามเขา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะต้องให้ข้อมูลโน้มน้าวไปอีกทางหนึ่ง ดังนั้นในส่วนของประชามติจะมี 2 ส่วน คือส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นอย่างนี้ทั่วโลกส

ส่วนการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครพรรคการเมืองสามารถนำประเด็นประชามติไปหาเสียงได้ แต่ถ้าเป็นเวทีของการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ ในหนังสือที่ครม.ส่งมาให้กกต.ระบุว่า ให้กสทช.ดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชน จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน สำนักงานฯก็จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อและประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อถามว่าในเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคสามารถบอกเลยได้หรือไม่ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับประเด็นที่ประชามติ นายแสวง กล่าวว่า พรรคสามารถบอกได้ว่ามีนโยบายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติคนที่พูดไม่ใช่พรรค หากอยากพูดก็ต้องไปลงทะเบียน เป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งมันใช้กฎหมายคนละฉบับ ดังนั้นการหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงสามารถเสนอว่าพรรคมีนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ไม่ใช่ไปบอกว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะถ้าทำเช่นนั้นมันจะเป็นเรื่องของการทำประชามติไปแล้ว และในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็มีการเสนอนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหาเสียงซึ่งก็ไม่ผิดกฎหมาย ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเลือกหรือไม่เลือก แต่ถ้าไปตั้งเวทีรณรงค์ว่ามีการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องของกฎหมายประชามติ

ตอนนี้พรรคการเมืองจึงต้องระมัดระวัง พรรคจึงหาเสียงว่า จะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่จะไปพูดว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเพราะมันดีอย่างนั้นอย่างนี้นั้นไม่ได้ และถ้าหากมีการล้ำเส้นก็จะมีโทษตามกฎหมาย

“ผู้สมัครและพรรคต้องระวังต้องคิดว่าขณะที่พูดๆในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้งหรือในกรอบการทำประชามติ ถ้าพูดในกรอบประชามติต้องไปลงทะเบียน ว่าเป็นฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เนื่องจากมันมีเวทีให้แสดงความคิดเห็นอยู่ แต่ถ้าพูดในฐานะสส.มันเปิดกว้าง พูดอย่างไรก็ได้ แต่อย่าไปพูดว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ มันจะข้ามไปกฎหมายการทำประชามติ”

นายแสวง ยังกล่าวถึงครม.เตรียมหารือในเรื่องคำถามที่จะทำประชามติว่าจะใช้คำถามที่รัฐสภาส่งผ่านครม. หรือครม.เป็นผู้คิดคำถาม ว่า กกต.ขอเวลาดูรายละเอียดหนังสือที่ครม.ส่งมาก่อน แต่โดยหลักกฎหมายแล้วเป็นอำนาจของหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาให้ทำประชามติ ไม่ใช่กกต.เป็นผู้เลือกคำถาม ซึ่งยังไม่ขอตอบว่าครม.ส่งคำถามมาตามวงเล็บไหนของกฎหมายประชามติ ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามติถ้าไม่รวมกับการจัดการเลือกตั้ง จะใช้ใกล้เคียงกันเพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวน 53 ล้านคนซึ่งถ้าแยกกันทำก็จะรวมประมาณหมื่นล้านบาท แต่ถ้าจัดพร้อมกันก็จะอยู่ที่ 8 พันล้านบาท

แสวง ย้ำชัดไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง แม้มีเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

แสวง ย้ำชัดไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง แม้มีเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

แสวง ย้ำชัดไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง แม้มีเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

“แสวง” ย้ำชัดไม่มีเลื่อนวันเลือกตั้ง ถึงมีเหตุตูมตามยังเปิดคูหาได้ วางแผนรับสถานการณ์พิเศษไว้แล้ว พร้อมเข้มตรวจสอบนโยบายหาเสียงพรรคการเมือง

วันที่  17 ธันวาคม 2568  นายแสวง บุญมี เลขาธิ การคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงความชัดเจนกรณีเหตุสู้รบชาย แดนไทย-กัมพูชา ถ้าเกิดในช่วงเลือกตั้ง ว่า สถานการณ์ชายแดนกระทบความเป็นอยู่ของผู้อพยพรวมทั้งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและผู้ปฏิบัติงาน แต่อาจจะไม่กระทบกับการเลือกตั้งเลย เพราะเรามีวิธีบริหารจัดการเราคงอยากให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดวัน ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยในการแก้ปัญหา ซึ่งเราอำนวยความสะดวกอยู่แล้วอาจจะไม่ลำบากอะไร ซึ่งต้องย้ำว่าหากเป็นเพียงสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนเรามีแผนบริหารจัดการอยู่แล้วแต่หากมีการประกาศกฎอัยการศึก และก็ต้องดูว่าประกาศแบบไหนดูสาระสำคัญของกฎอัยการศึก

เมื่อถามว่าหากถึงกำหนดวันเลือกตั้งแล้วเกิดสถานการณ์ตูมตามขึ้นจะยังสามารถประกาศเลื่อนเลือกตั้งได้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า หากเราประกาศให้มีการเลือกตั้งนั่นแสดงว่าเราสามารถจัดการเลือกเลือกตั้งได้ ไม่ว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่กระ ทบ เพราะเราบริหารงานในสถานการณ์ พิเศษ พื้นที่พิเศษ ดังนั้นแสดงว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่กระทบ อย่างไรก็ตามเราบริหารงานภายใต้ที่กฎหมายให้อำนาจจะทำน้อยกว่ากฎหมายไม่ได้ ส่วนจะสามารถจัดคูหาเลือกตั้งในศูนย์อพยพได้หรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ ตอนนี้ยังต้องประเมินไปก่อนแต่เรามีทางออก แบบมีทั้งเพราะรูปแบบมีทั้งการเอาคนไปหาหน่วยและเอาหน่วยไปหาคน

เมื่อถามว่าการแข่งขันนโยบายตามประกาศใหม่ของกกต. มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่  นายแสวง กล่าวว่า มีผลประกาศตามราชกิจจานุเบกษาวันนี้ การที่กกต.ประ กาศฉบับนี้ออกมา เป็นไปตามกระแสเรียกร้องจากประชาชนและสังคม ที่อยากให้กกต.ทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองให้มากขึ้นจากเดิม ซึ่งเราจะไปเชิญหน่วยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆมาช่วยตรวจสอบ ส่วนกรณีผลการตรวจสอบของนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองนั้นจะทำได้หรือไม่ตนยังไม่สามารถตอบได้อย่างไรก็ตามวิธีการทำงานจะยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

“ การประกาศนี้ยอมรับว่ากกต.ทำเกินที่กฎหมายกำหนดแต่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติซึ่งเป็นไปตามความต้องการของสังคม ส่วนพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะสามารถส่งนโยบายให้กกต. ตรวจสอบ 20 วันก่อนวันเลือกตั้งได้หรือไม่นั้นต้องไปถามความพร้อมจากพรรคการเมืองแต่ละพรรค ” นายแสวง กล่าว

DSI สรุปสำนวน ‘คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.’ ให้อัยการคดีพิเศษเชือดลอตแรก 8 ผู้ต้องหา

DSI สรุปสำนวน ‘คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.’ ให้อัยการคดีพิเศษเชือดลอตแรก 8 ผู้ต้องหา

DSI สรุปสำนวน ‘คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.’ ให้อัยการคดีพิเศษเชือดลอตแรก 8 ผู้ต้องหา

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

9 เดือน DSIสรุปสำนวน“คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” ให้อัยการคดีพิเศษเชือดล็อตแรก  8 ผู้ต้องหา 

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณี การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นานกว่า 9 เดือน นับแต่วันที่ 6 มี.ค.68 ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติให้รับเป็นคดีพิเศษ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องไปหลายร้อยคน มีการจัดทำเหตุการณ์จำลองทั้งสถานที่ใช้ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และกระบวนการคัดเลือก พร้อมขอรับภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุจากหลายหน่วยงาน มีการสืบสวนตรวจสอบร่องรอยทางการเงินพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน 1,200 คน พบว่ามีผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภาเกี่ยวข้องในพื้นที่ 45 จังหวัด เป็นเหตุให้คณะพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาในฐานะพยาน จำนวน 1,200 ราย เพื่อเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม 

โดยอธิบดีดีเอสไอได้มอบหน่วยงานภาย ในสังกัดรวม 10 กองคดีที่เป็นคณะพนักงานสอบสวน เร่งดำเนินการสอบสวนปากคำพยานทุกคน อย่างไรก็ตาม พยานในจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดขอนแก่น ที่ทำหนังสือร้องเรียนมายังอธิบดีฯ ว่าในการให้ถ้อยคำต่าง ๆ กับพนักงานสอบสวน พยานอ้างว่าถูกข่มขู่ บังคับให้รับสารภาพ 

จนกระทั่งล่าสุด คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบเส้นทางการเงินของบุคคล รวมจำนวน 8 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตัวจริง 2 ราย และ เครือข่ายพรรคการเมืองดัง 6 ราย ที่มีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 ฐานกระทำความผิดอั้งยี่ฯ และได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้วนั้น 

17 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ภายหลังจากเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน ร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวน ได้มีการประชุมหารือร่วมกันในประเด็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. ซึ่งจากการสอบปากคำพยานหลายปาก และรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะเส้นทางการเงินในห้วงเวลาก่อนการเลือก สว. ระหว่างเลือก สว. และภายหลังเสร็จสิ้นการเลือก สว. พบมีการรับโอนเงินระหว่างกันแบบผิดปกติ ถี่และบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันในเชิงต่างตอบแทน เมื่อบุคคลนั้นได้รับเลือกเป็น สว.ระดับประเทศ จึงพบว่า มีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนในพฤติการณ์ รวมจำนวนเบื้องต้น 8 ราย จากการกระทำความผิดทางอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการออกหมายทุกคนเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาฟอกเงิน อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งหมดได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนใหญ่ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับขบวนการฮั้ว สว.  ซึ่งเมื่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ ได้ร่วมกันตรวจทานคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว พบว่าไม่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานการอั้งยี่และฟอกเงินได้ จึงมีมติเห็นพ้องกันให้สรุปสำนวนส่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของอัยการต่อไป

ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย

ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย

ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.68 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีการจัดตั้งบริษัทใหม่รวมทั้งสิ้น 80,064 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย และการเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องของภาคเอกชน

โดยเดือนที่มีการจดทะเบียนบริษัทใหม่สูงสุด คือ เดือนมกราคม 2568 จำนวน 8,862 บริษัท ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ขณะที่เดือนเมษายน 2568 มีจำนวนการจดทะเบียนต่ำที่สุดที่ 6,325 บริษัท สอดคล้องกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์

สำหรับวันที่มีการจดทะเบียนบริษัทมากที่สุด คือ วันที่ 8 สิงหาคม 2568 จำนวน 779 บริษัท รองลงมา ได้แก่ วันที่ 9 กันยายน 2568 จำนวน 767 บริษัท และวันที่ 9 มกราคม 2568 จำนวน 716 บริษัท ซึ่งพบว่าหลายวันที่มีการจดทะเบียนสูง เป็นวันที่มีเลขซ้ำหรือเลขมงคล สะท้อนพฤติกรรมผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจ

รองโฆษกฯ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของภาคธุรกิจไทยที่ยังคงปรับตัว เดินหน้า และมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อดีต ส.ส.แจ้ สยบข่าวลือ ย้ำเลือดปราจีน อยู่กับพรรคชาติพัฒนาจนวินาทีสุดท้าย

อดีต ส.ส.แจ้ สยบข่าวลือ ย้ำเลือดปราจีน อยู่กับพรรคชาติพัฒนาจนวินาทีสุดท้าย

อดีต ส.ส.แจ้ สยบข่าวลือ ย้ำเลือดปราจีน อยู่กับพรรคชาติพัฒนาจนวินาทีสุดท้าย

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.58 น.

อดีตส.ส.แจ้ สยบข่าวลือ ย้ำเลือดปราจีน อยู่กับพรรคชาติพัฒนาจนวินาทีสุดท้าย

กระแสการเมืองร้อนแรงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ล่าสุด อดีตส.ส.แจ้ หรือ นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปราจีนบุรี เขต 2 ออกมาแสดงจุดยืนชัด สยบข่าวลือการย้ายขั้วทางการเมือง ยืนยันยังคงยืนหยัดเคียงข้าง พรรคชาติพัฒนา จนถึงวินาทีสุดท้าย ท่ามกลางแรงจับตาการเมืองระดับชาติ

นายวุฒิพงศ์ เปิดใจว่า ตนเป็น “คนเลือดปราจีนบุรี” พรรคอยู่ที่ใด ตนก็อยู่ที่นั่น พรรคไปทางไหน ตนก็ไปด้วย พร้อมตอกย้ำว่า ไม่มีวันทิ้งพรรคในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด

ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 2 ระบุว่า เส้นทางการเมืองของตนผ่านประสบการณ์มาหลายพรรค จากพรรคใหญ่สู่พรรคขนาดเล็กอย่างพรรคชาติพัฒนา ในวันที่ตนเองกำลังเผชิญวิกฤติหนัก เปรียบเสมือน “กำลังจะจมน้ำ” แต่พรรคชาติพัฒนาได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ให้โอกาส ประคับประคองจนสามารถยืนหยัดในสนามการเมืองได้จนถึงวันนี้ ซึ่งถือเป็นบุญคุณที่ไม่อาจลืม

“วันนี้ผมทำได้เพียงทุ่มสุดกำลัง เพื่อกอบกู้และพาเรือลำนี้เดินหน้าให้ดีที่สุด ส่วนปลายทางจะเป็นอย่างไร คงต้องรอคำตอบจากการประชุมผู้บริหารพรรคชาติพัฒนาในวันพรุ่งนี้ (18 ธันวาคม 2568)” นายวุฒิพงศ์ กล่าว

ภูมิใจไทย ฟุ้งมีผู้สนใจร่วมงาน-ลงสมัคร สส.อื้อ แย้มเตรียมประกาศชื่อ แคนดิเดตนายกฯ ในไม่ช้า

ภูมิใจไทย ฟุ้งมีผู้สนใจร่วมงาน-ลงสมัคร สส.อื้อ แย้มเตรียมประกาศชื่อ แคนดิเดตนายกฯ ในไม่ช้า

ภูมิใจไทย ฟุ้งมีผู้สนใจร่วมงาน-ลงสมัคร สส.อื้อ แย้มเตรียมประกาศชื่อ แคนดิเดตนายกฯ ในไม่ช้า

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.40 น.

‘ภท.’ เปิดสโลแกน ‘พูดแล้วทำ Plus’ ขยายสานต่อนโนบายเต็มสูบ ฟุ้งมีผู้สนใจร่วมงาน-ลงสมัคร สส.เพียบ แย้มเตรียมประกาศชื่อ ‘แคนดิเดตนายกฯ’ ในไม่ช้า เมินเสียงวิจารณ์ ‘บ้านใหญ่’ แห่ไหลเข้า ‘สีน้ำเงิน’ มองบวกแสดงถึงความพร้อมทุกด้าน รับมีข้อจำกัดหาเสียงโซนชายแดนไทย-กัมพูชา ขอใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงปชช. ช่วยโกยคะแนนเสียง

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย อดีตสส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง ภายหลังมีการยุบสภาว่า เป็นการเตรียมการเลือกตั้งตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ประกาศไว้ เป็นไปตามแผน และขั้นตอนปกติตามแบบแผนในช่วงของการเลือกตั้ง โดยได้พูดคุยกับผู้สมัคร สส.เกี่ยวกับข้อปฏิบัติและข้อควรระวังต่างๆแล้ว

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้พรรคภูมิใจไทยจะใช้สโลแกน พูดแล้วทำ Plus ซึ่งยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์และจุดยืนเดิม การเป็นพรรคที่เมื่อพูดแล้วจะต้องทำ และทำให้สำเร็จ ส่วนคำว่า Plus เป็นการขยายความสิ่งที่พรรคได้พูดแล้วทำต่อไป เป็นการขยายแนวนโยบายทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นสิ่งที่พรรคทำสำเร็จมาแล้ว หรือสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา 

“พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความแตกต่างจากเดิม โดยมีการขยายแนวนโยบาย และมองประเทศให้ครบทุกมิติ ซึ่งนายอนุทิน ได้เคยกล่าวถึงแกนหลักของแนวคิด รวมถึงนโยบายของพรรคไว้แล้ว” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวด้วยว่า ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกพรรคและแจ้งความประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคเป็นจำนวนมาก แม้จะมีบางส่วนถูกเรียกว่าเป็น บ้านใหญ่ แต่ยืนยันว่ามีผู้ที่สนใจจากทุกกลุ่ม และทุกกลุ่มอาชีพ การที่หลายฝ่ายมองว่าพรรคมีผู้ที่เป็นบ้านใหญ่เข้าร่วมนั้น แสดงให้เห็นว่าพรรคมีความพร้อม ทั้งการทำงาน การลงพื้นที่ต่างๆ ได้แสดงให้เห็นแล้วมีความพร้อมในการทำงานและการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าประมาณการจำนวนที่นั่งสส. ที่พรรคคาดว่าจะได้รับ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องย้อนไปฟังคำสัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะนี้ตัวเลขที่กล่าวถึงเป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น ไม่ได้มาจากพรรคเพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากหลายพื้นที่และสื่อต่าง ๆ ด้วย ยืนยันว่าจะทำผลงานให้ดีที่สุดในทุกพื้นที่

เมื่อถามถึงการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จะได้ข้อสรุป และจะมีการเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน การคัดเลือกแคนดิเดตนายกฯ ไม่จำกัดเฉพาะแคนดิเดตนายกฯ พรรคจะเลือกจากผลการทำงานและประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ โดยเปิดโอกาสให้ทุกท่านที่มีความสามารถในการทำงานในด้านต่าง ๆ และสิ่งสำคัญที่สุด คือทุกคนต้องพร้อมทำงาน สำหรับแคนดิเดต 2 คนที่ถูกกล่าวถึงก่อนหน้านี้ก็ยังต้องรอการสรุปอีกครั้ง

เมื่อถามถึงสถานการณ์การหาเสียง น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ยอมรับว่าไม่กล้าที่จะระบุถึงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานอย่างเฉพาะเจาะจง โดยเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด ทั้งโซนภาคอีสานใต้ และภาคตะวันออกด้วย นับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรก 

“ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่บ้างในการหาเสียง แต่ปัจจุบันการเข้าถึงประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การติดป้ายหาเสียงแล้ว แต่สามารถเข้าถึงได้ผ่านสื่อออนไลน์ทุกอย่าง” น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

แค่เศษดาวตก! ดร.อานนท์ สอนมวย อดีต สส. พรรคส้มที่ถูกตัดสิทธิ์ เลิกโวยวาย เอาเวลาไป พัฒนาเป็นดาวฤกษ์

แค่เศษดาวตก! ดร.อานนท์ สอนมวย อดีต สส. พรรคส้มที่ถูกตัดสิทธิ์ เลิกโวยวาย เอาเวลาไป พัฒนาเป็นดาวฤกษ์

แค่เศษดาวตก! ดร.อานนท์ สอนมวย อดีต สส. พรรคส้มที่ถูกตัดสิทธิ์ เลิกโวยวาย เอาเวลาไป พัฒนาเป็นดาวฤกษ์

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.26 น.

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

จริง ๆ อดีต สส. พรรคประชาชน ที่ถูกตัดสิทธิ์ ไม่ให้ลงสมัคร สส. ไม่น่าจะต้องโวยวายอะไรนะครับ ว่าเป็นเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตย อะไรพวกนั้น

หนึ่ง คุณก็รู้อยู่แล้วว่า พรรคนี้คือพรรคนายทุนสามานย์ เผด็จการทางความคิด ใครที่ไม่ล้มเจ้า โดนอัปเปหิออกไปทั้งนั้น 

สอง โปลิตบูโรพรรค มีอยู่จริง มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด คุณเลือกมาอยู่พรรคแบบนี้เอง 

สาม อดีต สส. พรรคประชาชน แทบทั้งหมดเป็นเพียงดาวเคราะห์ที่เกาะกระแสพรรคจึงพอจะมีแสง ได้เป็น สส. ที่ได้เป็น สส. มานั้น ไม่ได้เพราะตัวคุณเองมีคุณสมบัติอะไรดีเด่นพอที่จะขายได้ จะให้ประชาชนเลือก แต่ในเวลานั้น ประชาชนหลงเชื่อโง่ไปตามกระแสที่ Cyberwarroom ปลุกปั่นมา ตัวคุณเองไร้ค่า ไร้ราคา no name อ่านเลขผิด ๆ ถุก ๆ พฤติกรรมเลวร้าย ลักแกง ข่มขืนผู้หญิง ปล้นขโมยของจากคนที่ถูกรถชนกัน สารพัดคดีอาญา 

สี่ อดีตสส. พรรคประชาชน ส่วนใหญ่ควรตระหนักและขอบใจพรรคว่า ด้วยความรู้ความสามารถของพวกคุณ ได้เป็น สส. มาแค่นี้ก็ดีมากที่สุดในชีวิตแล้ว ควรสำนึกบุญคุณของนายทุนพรรค เขาให้คุณไปต่อแค่ไหน ก็ควรจะแค่นั้น รู้จักพอเพียง 

ห้า เลือกตั้งเที่ยวนี้ ที่จะมาถึง กระแสพรรคก็ไม่มีแล้ว การที่ไม่ได้สมัครเป็น สส. พรรคนี้ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เอาเวลาไปพัฒนาตัวคุณเองดีกว่า ให้มีความรู้ความสามารถ มีแสงในตัวเองได้ เปลี่ยน

ตัวเองจากดาวเคราะห์หรือเศษดาวตก ให้เป็นดาวฤกษ์ จะดีกว่า

หก เสียเวลาจะไปเรียกร้องอะไรจากทุนนิยมสามานย์เผด็จการทางความคิดครับ บัวมีหลายเหล่าครับ