จิรัฏฐ์ ผิดหวังคำพิพากษาสั่งจำคุก 2 ปี คดีปลอมใบ สด. 43 ลั่นขอยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ

จิรัฏฐ์ ผิดหวังคำพิพากษาสั่งจำคุก  2 ปี คดีปลอมใบ สด. 43 ลั่นขอยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ

จิรัฏฐ์ ผิดหวังคำพิพากษาสั่งจำคุก 2 ปี คดีปลอมใบ สด. 43 ลั่นขอยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.45 น. ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี ปลอมใบสด.43 หมายเลขดำอทย.155/2567 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายจิรัฏฐ์ หรือนวรินทร์ ทองสุวรรณ์ อดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ อันเป็นเท็จ 

กรณีนายจิรัฏฐ์ จำเลย แสดงใบผ่านเกณฑ์ทหารหรือใบสด.43 ปลอม แล้วนำมาเผยแพร่ในโซเชียลโดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีเกิดข้อสงสัยการได้มาซึ่งใบผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ว่า อาจจะได้มาโดยไม่ถูกต้อง จนเป็นที่มาร้องเรียนให้กองทัพบกตรวจสอบ ต่อมา พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ในขณะนั้น ได้มอบหมายให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความดำเนินคดี นายจิรัฏฐ์ ที่สน.ประชาชื่น ข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมฯ

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

สำหรับคดีนี้มีพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 6 ปากเข้าเบิกความ ขณะที่จำเลยมีนายจิรัฏฐ์ เป็นพยานเบิกความต่อสู้คดีพียงปากเดียว

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานใช้เอกสารราชการผ่านการเกณฑ์ทหาร(ใบ สด.43)จริง จำคุก2ปีโดยไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

ต่อมา ศาลอาญา พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้นายจิรัฏฐ์ จำเลยประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกัน 100,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้นายวิโรจน์ลักขณาอดิศร  และน.ส.เบญจา แสงจันทร์ 2สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.)ได้เดินทางมาให้กำลังใจนายจิรัฏฐ์ด้วย

ล่าสุด นายจิรัฏฐ์ กล่าวภายหลังได้รับการปล่อยตัวว่า หลังจากนี้ก็จะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไปที่โดนพิพากษาจำคุก 2 ปีวันนี้ก็ยอมรับว่าผิดหวัง แต่ก็ถือว่าคดียังไม่สิ้นสุด เเละก็ยังมีหลายประเด็นที่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ได้เอ่ยถึงก็จะนำตรงนี้ยื่นอุทธรณ์ต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จิรัฏฐ์ รอดคุก ศาลให้ประกันตัว 1 แสน วิโรจน์-เบญจา 2 สส.ปชน.โผล่ให้กำลังใจ

‘อนุทิน’เคลียร์ทุกคำถาม ลั่นใจไม่ถึงพอเอา‘อธิปไตย-ทหาร-ปชช.’แลกคะแนนนิยม

‘อนุทิน’เคลียร์ทุกคำถาม ลั่นใจไม่ถึงพอเอา‘อธิปไตย-ทหาร-ปชช.’แลกคะแนนนิยม

‘อนุทิน’เคลียร์ทุกคำถาม ลั่นใจไม่ถึงพอเอา‘อธิปไตย-ทหาร-ปชช.’แลกคะแนนนิยม

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

‘นายกฯ’อ้างถอนเรื่อง MOU เหตุผูกพันรัฐบาลหน้า ชี้กฤษฎีกาเตรียมแจง หวังหลังเลือกตั้ง‘ภท.’ใหญ่ขึ้น แต่อยู่ที่ประชาชน ขอรอเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ บอกช้าๆได้พร้าเล่มงาม แย้มแอบภูมิใจเงียบๆนั่งเป็นรัฐบาลทุกองค์กรให้ความร่วมมือดี 3-4 เดือนขับเคลื่อนประเทศได้ เผยกำชับ ครม.ขยันทำงาน ไม่ใช้เวลาราชการหาเสียงเพื่อตัวเอง ยันไม่เอาปัญหาชายแดนสร้างคะแนน ลั่นใจไม่ถึงพอเอา‘อธิปไตย-ทหาร-ประชาชน’แลกคะแนนนิยม

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 16 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำพร้อมกับการเลือกตั้งได้หรือไม่ ว่า เรื่องรัฐธรรมนูญส่งไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมความเห็นของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งทุกอย่างจะไปอยู่ที่การพิจารณาของ กกต. ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข้อกฎหมายแย้งอาจจะไม่ทัน 60 วัน นายกฯ กล่าวว่า ได้ทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง โดยมติครม.คือส่งไปให้ กกต.พิจารณา

เมื่อถามว่าเรื่อง MOU43 และMOU44 ยังไม่ผ่านใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่อง MOU มีความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าอาจจะไปผูกพันรัฐบาลหน้า ซึ่งจากการหารือเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงจึงให้ถอนเรื่องออกไปก่อน โดยที่ทางเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจะทำเรื่องชี้แจงไป

เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทยพร้อมเปิดตัวหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ยังมีเวลาอยู่

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยได้ชิงเปิดตัวก่อนแล้ว นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้ตอบรับหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวก็คุยๆกันอยู่

เมื่อถามอีกว่าท่าทีของ นางศุภจีดูเหมือนไม่มั่นใจ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องคุยกัน ตอนนี้ตอบรับมีอยู่คนเดียว ผู้สื่อข่าวถามว่านายอนุทินใช่หรือไม่ที่ตอบรับ นายอนุทิน กล่าวว่า อืม

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยคาดหวังถึง 200 ที่นั่ง นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ใครรายงาน ไม่ใช่ตน เมื่อถามว่าในใจนายกฯตั้งไว้เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำดีที่สุด เท่าไหร่ก็เท่านั้น ประชาชนตัดสินเราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด คนที่เหมาะสมกับคนที่มีความสามารถ ถามมา 6 ปี คำตอบก็เหมือนเดิม เมื่อถามว่านายกฯอยากได้สส.บัญชีรายชื่อครั้งนี้เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามว่าอยากได้เท่าไหร่ก็อยากได้ 500 ใช่ไหม แต่เราจะทำได้เท่าไหร่อีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่ประชาชน ความอยากก็อยากได้เยอะใช่ไหม แต่ความเป็นจริงเราต้องทำการบ้านของเราให้ดี เลือกคนให้ดี ทำนโยบายให้ดี สร้างความเชื่อมั่นให้ดี และประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจ ตนก็เป็นสไตล์แบบนี้

เมื่อถามว่าแต่นายกฯก็มั่นใจใช่หรือไม่ที่จะทำให้พรรคใหญ่ขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ดูๆแล้วการเตรียมการเลือกตั้งในครั้งหน้านี้และองค์ประกอบต่างๆค่อนข้างจะเป็นไปในแนวโน้มพรรคน่าจะใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่พี่น้องประชาชนจะเลือกหรือไม่เลือก เมื่อถามว่าจุดขายของพรรคภูมิใจไทยคืออะไรในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า จุดขายของภูมิใจไทยคือการทำงานตอบสนองคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เน้นในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การที่เราจะเปิดกว้างให้มีที่ยืนในนานาชาติ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่คิดว่าประเทศไทยสามารถที่จะมาลงทุนสร้างรายได้ มาท่องเที่ยว เอาเงินมาลงทุนให้ประเทศไทยมีโอกาสหลายๆด้าน ถ้าจะถามมันมีเป็นเล่มๆหน้าๆอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลได้วางกลไกไว้หลายๆอย่าง คิดว่าสิ่งที่วางไว้ถ้าได้มีโอกาสกลับมาทำต่อประเทศจะดีขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จริงๆมันติดปากแล้วคำว่าพูดแล้วทำ แล้วก็ยังไม่มีตรงไหนที่ยังคั่งค้างอยู่ เมื่อถามว่าพูดแล้วทำพลัสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะพลัสไม่พลัสก็แล้วแต่ เมื่อถามอีกว่าหวังพื้นที่ กทม.มากน้อยแค่ไหน นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็ส่งลงพื้นที่กทม. เมื่อถามว่า น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลพื้นที่กทม.ระบุมีตัวพร้อมส่งลงครบ 33 เขต นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นพรรคการเมืองและเป็นพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วย ก็ต้องส่งให้ครบทุกเขต ถ้าคนเกิดแพ้ก็ยังหวังว่าจะได้พรรคบ้าง

เมื่อถามว่ามีการพูดกันทำนองว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้ที่ 2 จะชิงจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า อู้ย อย่าเพิ่งคิดยาวยังไม่สมัคร สส.เลย เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์ให้ภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 พอจะบอกได้หรือไม่ทำไมประชาชนถึงต้องเลือกท่านเป็นนายกฯในสมัยหน้า นายอนุทิน กล่าวว่า ”มันไม่มีคำว่าประชาชนต้องเลือกหรอกครับ ผมก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้ประชาชนมั่นใจว่าผมทำให้พวกท่านได้ ถ้าท่านมั่นใจว่าผมทำงานให้พวกท่านได้ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมมีความดีใจและภูมิใจอยู่เงียบๆว่าการเข้ามาทำงานของผม ทุกคนรู้วันมาและวันไปอย่างชัดเจน และทุกฝ่ายทั้งข้าราชการประจำ ฝ่ายกองทัพ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ ต่างๆก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกเลยว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากใคร ฉะนั้นการขับเคลื่อนประเทศถึงแม้ว่าจะมีระยะเวลาเพียง 3-4 เดือนก็สามารถขับเคลื่อนประเทศไปได้มากพอสมควร ทั้งเรื่องระยะยาว การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศ เราก็ทำด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย“

เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าพรรคภูมิใจไทยชิงจังหวะจากเหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชา และอาศัยความเป็นชาตินิยมสร้างคะแนนนิยมให้พรรค นายอนุทิน หัวเราะในลำคอพร้อมส่ายหน้า ก่อนตอบว่า “อย่ามองโลกในแง่ร้าย อย่างผมคงใจไม่ถึงพอที่จะเอาอธิปไตยของบ้านเมือง เอาชีวิตของพี่น้องทหารของประชาชนมาแลก เพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียง หรือได้ประโยชน์ใดๆ ผมว่าคิดแบบนี้ก็ไม่ถูก ยืนยันว่าไม่ถูก

เมื่อถามว่าที่ นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ไปพูดคุยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับวันเลือกตั้ง มีการคิดเผื่อหรือไม่หากไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ เนื่องจากยังมีเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ นายกฯ กล่าวว่า เราเสนอไปทุกอย่างขอให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของกกต. ในฐานะที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ถ้ากกต.ประสานมา แล้วขอให้ทำนั่นทำนี่เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อย ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญรัฐบาลก็ต้องทำตามทุกเรื่อง เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลในครั้งหน้าปัญหาชายแดนจะจบโดยสิ้นเชิง นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามทำให้จบโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกมาบอกว่าถ้า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯปัญหาชายแดนคงไม่เกิด นายอนุทินหัวเราะพร้อมกล่าวว่า ลองเปิดไปตรงคอมเม้นท์ดู

เมื่อถามว่ามีความกังวลอะไรหรือไม่ในขณะที่กำลังจะเกิดการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนกังวลเรื่องชายแดนและกังวลเรื่องทำอย่างไรให้หาดใหญ่ฟื้นฟู ซึ่งตอนนี้สะอาดคนกลับบ้านแล้ว แต่ภาคธุรกิจต้องเร่งฟื้นฟูกลับมาและเมื่อกี้ตนได้เร่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ให้ดูเรื่องซอฟต์โลนที่ได้พูดกันไว้เพื่อให้ประชาชนได้ฟื้นฟู อย่างน้อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยหลังคาเรือนละ 100,000 บาท หนักค่าฟื้นฟูกับซ่อมแซมบ้านเรือนทรัพย์สินที่เสียหายก็ต้องเร่ง หากได้แค่ 9,000 บาทจากเยียวยาไม่พอ

เมื่อถามว่าการประชุม ครม.นัดแรกหลังยุบสภาได้กำชับในที่ประชุมอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ได้กำชับให้ขยันทำงาน เรื่องหาเสียงก็หาเสียงไปแต่ต้องไม่ใช้เวลาราชการและสภาพความเป็นรัฐมนตรียังมีอยู่จนกว่าครม.ชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ฉะนั้นยังอยู่อีกหลายสัปดาห์ ดังนั้นการทำงานบริหารราชการแผ่นดินจะต้องไม่มีการชะงักและต้องทำอย่างเต็มที่ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องการหาเสียง เพราะนั่นเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ต้องคิดถึงเรื่องของบ้านเมืองและภาพรวมเป็นหลักไว้ก่อน

เมื่อถามว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 คน นายกฯ กล่าวว่า ก็แสดงความยินดีกับทั้ง 3 ท่านด้วย ซึ่งตนรู้จักทั้ง 3 ท่าน อย่าง นายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ตนก็รู้จัก เคยหารือปรึกษาสมัยตนอยู่กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะเปิดช้าไปหรือไม่เพราะเวลานี้พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชน ได้เปิดแคนดิเคตนายกฯกันหมดแล้ว นายอนุทิน ยิ้มพร้อมกล่าวว่า ตนยึดถือคติช้าๆได้พร้าเล่มงาม

เมื่อถามว่ามีแคนดิเดตพรรคไหนน่ากลัวบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า คนไหนน่ากลัวหรอ ก็พรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่าพรรคอื่นน่ากลัวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถามแล้วตอบยาก กลัวทุกคนแหละครับ เมื่อถามอีกว่ากลัวเด็กรุ่นไหมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กลัวหมดแหละครับ

‘นายกฯ’กำชับ’ครม.รักษาการ’ อย่าใช้อำนาจ-ทรัพยากรรัฐ เอื้อประโยชน์เลือกตั้ง

'นายกฯ'กำชับ'ครม.รักษาการ' อย่าใช้อำนาจ-ทรัพยากรรัฐ เอื้อประโยชน์เลือกตั้ง

‘นายกฯ’กำชับ’ครม.รักษาการ’ อย่าใช้อำนาจ-ทรัพยากรรัฐ เอื้อประโยชน์เลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

นายกฯ กำชับ ครม.รักษาการ อย่าใช้อำนาจ-ทรัพยากรรัฐ เอื้อประโยชน์เลือกตั้ง ลงหาเสียงต้องลางาน-ใช้เวลานอกราชการ เตรียมเยือนศรีสะเกษ 20 ธ.ค.ชมแข่งโยธวาทิตโลก

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แจ้งในที่ประชุม ครม.รับทราบ ว่า ตามที่รัฐบาลได้ยื่นพระราชกฤษฎีกายุบสภา และทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.68 ดังนั้น จึงกำชับ ครม.ทุกคนให้ดำเนินการทุกอย่างตามกติกา ไม่ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อให้มีผลต่อการเลือกตั้ง รวมถึงไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง ส่วนรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากมีความประสงค์จะลงพื้นที่หาเสียง ให้ไปนอกเวลาราชการ หรือลาราชการให้ถูกต้อง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 19 – 21 ธ.ค.นี้ รัฐบาลได้ยกเลิกกิจกรรมสื่อสัญจร (เพรสทัวร์) จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากมีข้อกังวลจากทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องการใช้ทรัพยากรของรัฐและอาจทำให้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของการหาเสียงจึงยกเลิกกิจกรรมดังกล่าวไปก่อน โดยนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ เพื่อเปิดงานแข่งขันวงโยธวาทิตโลก ชิงถ้วยพระราชทาน และเยี่ยมประชาชนที่ศูนย์อพยพในพื้นที่

‘อภิสิทธิ์’ไม่หวั่น‘อดีตสส.ปชป.’ย้ายซบพรรคอื่น พร้อมส่งสส.ชน ย้ำไม่มีใครผูกขาดคะแนนเสียง

‘อภิสิทธิ์’ไม่หวั่น‘อดีตสส.ปชป.’ย้ายซบพรรคอื่น พร้อมส่งสส.ชน ย้ำไม่มีใครผูกขาดคะแนนเสียง

‘อภิสิทธิ์’ไม่หวั่น‘อดีตสส.ปชป.’ย้ายซบพรรคอื่น พร้อมส่งสส.ชน ย้ำไม่มีใครผูกขาดคะแนนเสียง

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

‘อภิสิทธิ์’ไม่หวั่น‘อดีตสส.ปชป.’ย้ายซบพรรคอื่น พร้อมส่งสส.ชน ย้ำไม่มีใครผูกขาดคะแนนเสียง บอกหากวันเลือกตั้งต้องขยับเพราะเหตุสุดวิสัยเป็นเรื่องเข้าใจได้

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความคิดเห็นต่อกระแสนิยมทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ว่า ผลสำรวจนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา  ดังนั้นขณะนี้ต้องมุ่งมั่นทำงานต่อไป ทั้งนี้ตนมองว่าคะแนนที่ตั้งใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากความคาดหวังที่อยากเห็นทางเลือกใหม่ในการเมือง ซึ่งหายไปในช่วงปัจจุบันหรือหลายสิบปีที่ผ่านมา  

เมื่อถามว่ากระแสนิยมของพรรคที่ดีขึ้นจะรักษาไว้ได้อย่างไรในช่วงเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าต้องชัดเจนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ที่ผ่านมาพรรคยังไม่ได้เปิดตัวเรื่องนโยบาย ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นได้ต่อไป เพื่อให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นทางเลือกและความหวังของประชาชนได้

เมื่อถามถึงความชัดเจนต่อการเปิดตัวผู้สมัคร สส. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระบวนการขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น โดยจะเสร็จสิ้นในวันที่  19 ธ.ค.นี้ และจากนั้นจะให้กรรมการสรรหาดำเนินการต่อ และเมื่อทำเสร็จแล้วจะเสนอกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณาได้สัปดาห์หน้าโดยมั่นใจว่าจะทันพร้อมกับวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ช่วงวันที่ 27-28 ธ.ค. นี้ ขณะที่บัญชีของผู้ที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ที่จะได้ข้อยุติสัปดาห์หน้า ส่วนรายละเอียดจะเป็นใครบ้างนั้นขอให้ผ่านที่ประชุมกรรมการบริหาพรรคแล้วจะแจ้งอีกครั้ง

เมื่อถามว่าพรรคจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.เขตครบทั้ง 400 เขตหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าใกล้เคียง เพราะบางเขตที่มีผู้เสนอตัว แต่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบบางเขตที่มีปัญหา และอาจต้องคัดกรองเพิ่มเติม ทั้งนี้มีไม่กี่เขตที่มีปัญหา หากส่งไม่ครบ 400 เขต ก็ใกล้เคียง 

เมื่อถามถึงกรณีที่ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ย้ายสังกัด พรรคจะส่งคนลงเลือกตั้งหรือไม่  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องแข่งขันตามปกติ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่ยึดแนวทางนี้มาตลอด 80 ปี โดยที่ผ่านมาพรรคเปลี่ยนผ่านมาหลายยุค หลายสมัยต้องสร้างคนใหม่ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อคนเดิมตัดสินใจไปอยู่พรรคอื่น ประชาธิปัตย์มีหน้าที่สร้างคนใหม่ เพื่อเดินหน้าตามแนวทางของพรรคต่อไป

เมื่อถามย้ำว่าในเขตสส.เก่า ประชาธิปัตย์จะหวังชนะ หรือ ล้มแชมป์ได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครผูกขาดคะแนนเสียงในเขตเลือกตั้งไหนเลยทั่วประเทศ ตนทราบดีว่าปัจจุบันหากพูดกันในคนการเมือง หรือ ประชาชนบางส่วนอาจบอกว่า เขตเลือกตั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องกระแสความนิยมไปเสียแล้ว พูดตรง ๆ คือการใช้เงิน ใช้ทองมากกว่า โดยพวกตนจะต่อสู้เรื่องนี้ เพื่อให้การเมืองกลับมาเป็นเรื่องของความนิยม อุดมการณ์ นโยบาย ตัวบุคคลที่จะเข้าไปทำงาน เพราะหากปล่อยให้สภาพการเมืองปล่อยให้เงินชี้ขาดได้ ตนมองไม่เห็นว่าปัญหาที่สับสนจะแก้ไขอย่างไร ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม

เมื่อถามว่าเชื่อว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งปี2569 ตามที่ กกต. กำหนดว่าจะเป็นวันที่ 8 ก.พ.2569 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันและเข้าใจข้อกฎหมายว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดเงื่อนไขกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญไว้ก่อนแล้ว แต่ขณะเดียวกันในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเปิดทางกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเลื่อนวันลงคะแนนเป็นอำนานหน้าที่ของกกต. ตัดสินใจ ดังนั้นตนทำงานบนสมติฐานว่าจะเป็นไปตามกรอบเวลา ทั้งนี้ตนเข้าใจได้หากมีเหตุสุดวิสัยจริงเป็นไปตามกฎหมายและเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับ

มติเอกฉันท์! ‘กมธ.สว.’ชงยกเลิก‘MOU 44’ ชี้ชัดกระทบอธิปไตย ย้ำ 7 เหตุผล 6 ข้อเสนอถึง‘รัฐบาล’

มติเอกฉันท์! ‘กมธ.สว.’ชงยกเลิก‘MOU 44’ ชี้ชัดกระทบอธิปไตย ย้ำ 7 เหตุผล 6 ข้อเสนอถึง‘รัฐบาล’

มติเอกฉันท์! ‘กมธ.สว.’ชงยกเลิก‘MOU 44’ ชี้ชัดกระทบอธิปไตย ย้ำ 7 เหตุผล 6 ข้อเสนอถึง‘รัฐบาล’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

‘กมธ.ศึกษาMOU 43-44 สว.’เคาะมติเอกฉันท์เห็นควรยกเลิก‘MOU 44’ หลัง‘กัมพูชา’แสดงเจตนาไม่ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ-ละเมิดอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ย้ำ 7 เหตุผล 6 ข้อเสนอแนะ ชงถึง‘รัฐบาล’ชี้ช่องใช้วิธีการเจรจาขอยกเลิกภายใต้ความยินยอมของทั้งสองประเทศ ตามข้อบทแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนา บอก หากต้องการรายงานฉบับเต็ม ยินดีส่งให้‘ครม.’

16 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ที่มี นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.)ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นประธานการประชุม

นายนพดล กล่าวว่า ทางกมธ.ได้มีการประชุมพิจารณาหารือมาแล้ว 12 ครั้ง ซึ่งได้เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล รวมถึงเดินทางไปศึกษาที่จ.ตราด จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และจ.สระแก้ว จากผลการพิจารณาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ทาง กมธ.ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับ MOU 2544 โดยมีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่า เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544 ด้วยเหตุผล 7 ประการ ดังนี้ 

ประการที่หนึ่ง เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าว เข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น

ประการที่สอง ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่า จะไม่ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนของเขตทางทะเลของทั้งสองประเทศ พ.ศ. 2544 ซึ่งการแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวมิใช่ครั้งแรก กัมพูชาได้เคยแจ้งกับฝ่ายไทยเมื่อปี พ.ศ. 2538 ว่า “เส้นไหล่ทวีปของกัมพูชา ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้

ประการที่สาม ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เช่นนี้เมื่อเปรียบเทียบกับ กรณีระหว่างการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย และเวียดนาม หรือการจัดทำข้อตกลงในการจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วมกับมาเลเซีย นับเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดแจ้งว่า บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 มิอาจบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้

ประการที่สี่ ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ แล้วเห็นเป็นที่แน่ชัดว่า ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมด หรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ และแสดงให้ประจักษ์ว่าราชอาณาจักรกัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลไปพร้อม ๆ กับการแบ่งปันผลประโยชน์ ตามหลักการที่เป็นแก่นสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 

ประการที่ห้า กรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ กรอบการเจรจาของบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 ซึ่งผูกเรื่องการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือเข้ากับเรื่องการเจรจาแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเอาไว้ด้วยกัน แม้จะเห็นได้ว่าเป็นแนวทางที่พึงประสงค์ในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ ด้วยเหตุดังกล่าว การผูกมัดทั้งสองประเด็นเข้าไว้ด้วยกัน จึงกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา แทนที่จะเป็นกลไกในการส่งเสริมให้การเจรจาคืบหน้าตามที่ตั้งเจตนารมณ์ไว้

ประการที่หก บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 พ้นลักษณะของข้อตกลงชั่วคราวไปแล้ว หากจะถือเอาบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 เป็นข้อตกลงชั่วคราว (Provisional Arrangement) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea, 1982: UNCLOS) ข้อ 83 (3) ซึ่งจัดทำขึ้นในกรณีที่การเจรจาแบ่งเขตทางทะเลไม่มีความคืบหน้านั้น ปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้พ้นระยะเวลาที่อาจถือได้ว่าเป็นชั่วคราวไปแล้ว และได้กลายสภาพเป็นทางตันแทน 

ประการที่เจ็ด ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจ จากฝั่งกัมพูชาที่ส่งผลกระทบทางลบ และไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในไหล่ทวีปเพื่อให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เกินจากความเป็นจริง ขาดพื้นฐานทางกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นไหล่ทวีปที่ไม่เคารพต่ออำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยทางทะเลโดยรอบเกาะกูดของไทย และการกระทำอื่น ๆ ที่หากพิจารณาในภาพรวมที่ไม่แบ่งแยกว่าบกหรือทะเล พบว่า กัมพูชามีพฤติกรรมและเจตนาที่ไม่ส่งเสริมบรรยากาศในการเจรจาแม้แต่น้อย

นายนพดล กล่าวต่อว่า การยกเลิก MOU 2544 เพื่อแสวงหาข้อตกลงชั่วคราวรูปแบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้สูงกว่า และสามารถนำไปสู่ความคืบหน้าได้อย่างแท้จริง น่าจะเป็นแนวทางที่สมควรในอันที่จะผ่าทางตัน และบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทางกมธ.มีข้อเสนอว่า

1.หลักการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หาก MOU 2544 มีการยกเลิกไป การเตรียมความพร้อมในการกำหนดเขตทางทะเลของหน่วยงานรัฐ และการให้ความรู้กับประชาชนยังคงต้องดำเนินต่อไป โดยต้องมีการออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการดำเนินการใด ๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและสิทธิอธิปไตยทางทะเลของไทยทางโดยสมบูรณ์

2.กดดันกัมพูชาให้มาเจรจาแบ่งเขตทางทะเลโดยเร็วที่สุด โดยแสดงเจตจำนงยกเลิก MOU 44 ตามอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1968 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 56 โดยให้มีผลบังคับอีก 12 เดือน และหลังรัฐสภาไทยเห็นชอบซึ่งใช้บริหารเวลาให้เหมาะสมได้หลังแสดงเจตจำนงแล้วอาจเจรจากับกัมพูชา เพื่อตกลงร่วมกันยกเลิก MOU 44 หรือแก้ไขให้เหมาะสม โดยเน้นให้มีการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

3.ใช้มาตรการทางนาวิกานุภาพ (Naval Power) กดดัน เช่น การปิดอ่าว (Blockade) ควบคุมเรือ สินค้าเข้าออกท่าเรือกัมพูชา

4.พิจารณาประกาศเส้นฐานตรงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมตลอดแนวชายฝั่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอ่าวไทยทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก ในบริเวณชายฝั่งที่ยังมีสถานะเป็นเส้นฐานปกติ เนื่องจากตามแนวชายฝั่งดังกล่าว ยังมีเกาะและหินเรียงราย ที่สามารถใช้เป็นจุดฐานในการสร้างเส้นฐานตรง เพื่อรองรับการกำหนดเขตทางทะเลกับกัมพูชา โดยไม่กระทบกับเขตแดนทางทะเลที่ไทยได้ทำข้อตกลงไว้กับประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด 

5.ศึกษาแนวทางในการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐ โดยทำการศึกษาจากผลการพิจารณาตัดสินทั้งจากของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea : ITLOS) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเล

นอกจากนี้การคิดค้นวิธีการกำหนดเขตทางทะเลที่สามารถแสดงความเที่ยงธรรมให้เป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับขั้นตอนตรวจสอบความได้สัดส่วนในการกำหนดเขตทางทะเลที่ ICJ และ ITLOS นำมาประกอบการพิจารณา โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง จำนวน ขนาด และระยะทางจากฝั่งพื้นที่ทางทะเลที่เกิดจากเกาะหรือหินจะแสดงความเกี่ยวข้องกับพื้นที่สำหรับการกำหนดเขตทางทะเลที่ชัดเจน ให้ผลการปรับแต่งเส้นมัธยะเป็นแบบพื้นที่ ที่แสดงเป็นตัวเลขเป็นเครื่องมือในการยืนยันความเที่ยงธรรมที่เป็นรูปธรรม

6. กรณีการยกเลิก MOU 2544 รัฐบาลต้องพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน MOU 44 สิ้นผลบังคับ ทั้งโดยวิธีการเจรจาขอยกเลิกภายใต้ความยินยอมของทั้งสองประเทศ หรืออาศัยเหตุแห่งการสิ้นสุดของสนธิสัญญา หรือเหตุในการบอกเลิกหรือถอนตัวในฐานะรัฐภาคีสนธิสัญญาประการต่าง ๆ ตามข้อบทแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 เช่น เหตุที่สนธิสัญญาได้สิ้นสุดลงโดยปริยายจากพฤติการณ์ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา หรือปฏิบัติตามโดยไม่สอดคล้องกับเจตนาเดิม

นายนพดล ระบุว่า หากยกเลิกเอ็มโอยูแล้วก็กลับไปใช้มาตรฐานสากลที่สหประชาชาติบังคับใช้อยู่ ซึ่งมีกฎหมายทางทะเลกำหนดไว้อยู่แล้ว ทุกประเทศก็ควรจะปฏิบัติตาม เมื่อเรานับหนึ่งใหม่ เพราะ 24 ปีที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรคืบหน้าอยู่แล้ว การกลับไปใช้กฎหมายสากลก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้จากนานาประเทศ ในเมื่อกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแล้ว ก็เป็นหน้าที่ต้องไปชี้แจงต่อสหประชาชาติ หรือภาคีต่างๆ ที่ประเทศกัมพูชาแบบสมาชิกอยู่

นายนพดล กล่าวด้วยว่า ถ้าไม่ยุบสภาเสียก่อน ก็สามารถนำมติของกรรมาธิการฯ เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ครม. ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ขณะนี้ก็ถือว่าหมดหน้าที่ของกรรมาธิการฯ

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะไม่ดำเนินการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU43-44 แล้ว นายนพดลระบุว่า เชื่อว่าการที่กรรมาธิการฯ มาแถลงวันนี้ รัฐบาลก็น่าจะรับรู้แล้ว และหากรัฐบาลต้องการรายงานฉบับเต็มของกรรมาธิการฯ ก็สามารถแจ้งมาได้ กรรมาธิการฯ ยินดีส่งไปให้อย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีมติของวุฒิสภา

‘นายกฯ’เผย’เอกนิติ-ศุภจี’คุยแบงก์ชาติ แก้บาทแข็งรอบ 4 ปี

'นายกฯ'เผย'เอกนิติ-ศุภจี'คุยแบงก์ชาติ แก้บาทแข็งรอบ 4 ปี

‘นายกฯ’เผย’เอกนิติ-ศุภจี’คุยแบงก์ชาติ แก้บาทแข็งรอบ 4 ปี

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในรอบ 4 ปี ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่

สะพัด’พปชร.’เคาะแล้ว! ส่ง 3 แคนดิเดตนายกฯลุยเลือกตั้ง ‘บิ๊กป้อม’เบอร์ 1

สะพัด'พปชร.'เคาะแล้ว! ส่ง 3 แคนดิเดตนายกฯลุยเลือกตั้ง 'บิ๊กป้อม'เบอร์ 1

สะพัด’พปชร.’เคาะแล้ว! ส่ง 3 แคนดิเดตนายกฯลุยเลือกตั้ง ‘บิ๊กป้อม’เบอร์ 1

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีความเคลื่อนไหว โดยมีรายงานข่าวว่า คณะกรรมการบริหารพรรค มีมติเตรียมส่ง 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งปี 69 โดยแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค , เบอร์ 2 คือ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เลขาธิการพรรค เป็นแคนดิเดตนนายกฯ เบอร์ 3

ชัดเจน! ‘นายกฯ’บอก‘คนละครึ่งพลัส’เฟส2 รอรัฐบาลปกติ ‘รัฐบาลรักษาการ’ใช้งบกลางไม่ได้

ชัดเจน! ‘นายกฯ’บอก‘คนละครึ่งพลัส’เฟส2 รอรัฐบาลปกติ ‘รัฐบาลรักษาการ’ใช้งบกลางไม่ได้

ชัดเจน! ‘นายกฯ’บอก‘คนละครึ่งพลัส’เฟส2 รอรัฐบาลปกติ ‘รัฐบาลรักษาการ’ใช้งบกลางไม่ได้

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

‘นายกฯ’เผย‘คนละครึ่งพลัส’เฟส2 รอรัฐบาลปกติ เหตุ‘รัฐบาลรักษาการ’ใช้งบกลางไม่ได้

เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 16 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 แล้วหรือไม่ ว่าทำได้หรือไม่ได้ โดย นายกฯ กล่าวว่า “ตนคิดว่าเราทำตามกติกา ตอนนี้เรายุบสภาแล้ว เราก็ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้กลับมาเป็นรัฐบาลปกติก่อน”

‘ลุงหนู’มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 ‘รักชาติไทย ใส่ใจโลก’

‘ลุงหนู’มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 ‘รักชาติไทย ใส่ใจโลก’

‘ลุงหนู’มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 ‘รักชาติไทย ใส่ใจโลก’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

‘ลุงหนู’มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 ‘รักชาติไทย ใส่ใจโลก’

16 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีระกุล นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และประชาคมโลก

คำขวัญดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ให้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย เคารพกติกา อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปิดมุมมองสู่โลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลก

รัฐบาลยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต

‘ภราดร’ชี้ช่อง ทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้งได้-ประหยัดงบ 3,000 ล้าน

'ภราดร'ชี้ช่อง ทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้งได้-ประหยัดงบ 3,000 ล้าน

‘ภราดร’ชี้ช่อง ทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้งได้-ประหยัดงบ 3,000 ล้าน

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.58 น.

“ภราดร”ชี้ช่องใช้ข้อยกเว้นกฎหมายประชามติ มาตรา 11 ส่งให้ กกต.ทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้ง โดยระยะเวลาไม่ต้องถึง 60 วันได้ ชี้ช่วยประหยัดงบ 3,000 ล้าน ขณะที่กฤษฎีกาก็ไม่คัดค้าน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีเสียงท้วงติงการทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.ไม่สามารถทำได้ เพราะระยะเวลาไม่ถึง 60 วัน ว่า ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาตรา 11 ที่ระบุว่า ให้นำมาตรา 9 (2) (3) (4) และ (5) ส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำประชามติได้ โดยสามารถร่นระยะเวลาเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็อาจจะดำเนินการตามนี้ โดยเฉพาะมาตรา 9 (2) ที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติ กรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีโดยแท้ และ (4) ที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณา และมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรออกเสียง และได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะ (4) รัฐสภาก็ได้ส่งเรื่องมายังคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งเข้าข้อยกเว้นของมาตรา 11 เพราะเห็นว่าหากทำพร้อมวันเลือกตั้งจะเป็นการประหยัดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ทำให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ส่งความเห็นตามข้อกฎหมายไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 11 ประกอบมาตรา 9 (2) และ (4) ซึ่งกฤษฎีกาก็ไม่ได้ทักท้วง

นายภราดร กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการยกเลิก MOU 43 – 44 ที่ไม่สามารถทำประชามติได้นั้น เนื่องจากเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทักท้วง เพราะมองว่าจะทำให้มีผลผูกพันกับรัฐบาลหน้า ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เกี่ยวกับข้อห้ามของรัฐบาลรักษาการ

เมื่อถามว่า เรื่อง MOU จะอธิบายสังคมอย่างไร เนื่องจากถูกบรรจุอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่เคยแถลงต่อรัฐสภา แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้ นายภราดร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามีความจริงใจและแสดงให้เห็นมาตลอด ว่าจะทำคำถามประชามติเรื่องดังกล่าว แต่เนื่องจากอุบัติเหตุ เราจึงถามไปที่กฤษฎีกาว่าทำได้หรือไม่ ซึ่งกฤษฎีกาบอกว่าทำไม่ได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงไม่สามารถทำการใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญได้