‘พรรครักชาติ’แถลงการณ์ประณาม‘กัมพูชา’โจมตีพลเรือน-โรงเรียน-โรงพยาบาล ไร้มนุษยธรรม

‘พรรครักชาติ’แถลงการณ์ประณาม‘กัมพูชา’โจมตีพลเรือน-โรงเรียน-โรงพยาบาล ไร้มนุษยธรรม

‘พรรครักชาติ’แถลงการณ์ประณาม‘กัมพูชา’โจมตีพลเรือน-โรงเรียน-โรงพยาบาล ไร้มนุษยธรรม

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.58 น.

‘พรรครักชาติ’ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา ประณาม‘กัมพูชา’โจมตีไทย พุ่งเป้าพลเรือน-โรงเรียน-โรงพยาบาล ไร้มนุษยธรรม เรียกร้องประชาคมโลก พิจารณาข้อเท็จจริง ย้ำไทยรักสงบ ใช้มาตรการขั้นต่ำสุดป้องกันอธิปไตย

16 ธันวาคม 2568 นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ออกแถลงการณ์ 2 ภาษาคือภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีความรุนแรงอยู่ โดยเฉพาะการโจมตีอย่างไม่เลือกหน้าจากกัมพูชา ที่พุ่งเป้ามายังพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โรงพยาบาล โรงเรียนและชุมชนว่า พรรครักชาติถือว่ากรณีดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่งและเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

“ขอเรียกร้องไปยังประชาคมโลกให้พิจารณาถึงข้อเท็จจริง ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเจตนาที่จะรุกรานใคร และจากประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไทยรักสงบ และใช้เพียงมาตรการขั้นต่ำที่สุดในการปกป้องอธิปไตย”

โฆษกพรรครักชาติ กล่าวว่า ตนขอตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบเพื่อให้ประชาคมโลกได้พิจารณาถึงเหตุผลว่า ประเทศที่กำลังพัฒนาและมีความเจริญอย่างไทย จะต้องการสิ่งใดจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งแสดงความหวังว่าความขัดแย้งนี้จะยุติลงโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งรวมถึงชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ที่ถูกดึงเข้ามาในเกมสงครามนี้ ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง

‘ยศชนัน’แนะนำตัวเอง ลั่น‘คนไทยมีของ’ ขายฝันอาสาเป็นผู้นำสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก

‘ยศชนัน’แนะนำตัวเอง ลั่น‘คนไทยมีของ’ ขายฝันอาสาเป็นผู้นำสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก

‘ยศชนัน’แนะนำตัวเอง ลั่น‘คนไทยมีของ’ ขายฝันอาสาเป็นผู้นำสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

‘ยศชนัน’โพสต์โซเชียลมีเดียแนะนำตัวเอง เชื่อคนไทยมีของ แต่ขาดโอกาสและทุน อาสาเป็นผู้นำ รับไม่ง่าย แต่มีทีมยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

16 ธันวาคม 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

สวัสดีครับ ผม “เชน” ครับ

หลายคนอาจคุ้นกับผมที่เป็นอาจารย์วิศวะ หรือลูกชายนักการเมือง แต่วันนี้ผมขอแนะนำตัวในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า “คนไทยก็มีศักยภาพ ที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตตัวเองได้”

ตลอดชีวิตการทำงานวิจัย ผมเชื่อว่า “คนไทยมีของ” อย่างมหาศาลครับ แต่เพราะ “โอกาส” และ “ทุน” ไม่เอื้ออำนวย เลยทำให้ประเทศเรายังย่ำอยู่กับที่ ซึ่งผมทนเห็นไม่ได้อีกต่อไป

ในวันที่โลกหมุนด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราจะมัวแต่รอซื้อของเขาไม่ได้ เราต้องลุกขึ้นมาสร้างเอง และ ผมเชื่อว่าเรา “ทำได้” ครับ

4 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?

ผมมองเห็นภาพการ “ยกระดับคุณค่าการมีชีวิต” ของคนไทย ด้วย 3 หัวใจหลักครับ

ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ : เราต้องเปลี่ยนจากผู้ซื้อ เป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” เราต้องมีความรู้ของเราเอง เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตได้เองอย่างแท้จริง

ผมเชื่อว่าเราต้องป้องกันปัญหา ก่อนเกิดปัญหา : เราจะใช้ Data และ AI มา “ป้องกันปัญหา” ทั้งเรื่องสุขภาพ การเกษตร และเศรษฐกิจ รวมถึงภัยธรรมชาติ เพื่อให้คนไทยรับมือกับทุกวิกฤตได้

ผมเชื่อว่าความหลากหลายคือกุญแจสำคัญ : ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ “ทุกคน” เป็นพลัง ให้คนตัวเล็กทุกกลุ่มได้มีเครื่องมือ มีทุน และมีโอกาสปล่อยของอย่างเท่าเทียม

ผมขออาสาเข้ามาเป็น “ผู้นำ” ที่จะมาช่วยวางโครงสร้าง ผมจะใช้หลักคิดทางวิทยาศาสตร์ และกติกาที่เป็นธรรม ที่พิสูจน์ได้ วัดผลได้ มาทำงานร่วมกับทุกคน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนไทยเก่งๆ ได้เฉิดฉาย โดยเราจะใช้ “เสียง” ของทุกคน เพื่อออกแบบระบบที่ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำได้จริง

งานนี้ไม่ง่าย และผมทำคนเดียวไม่ได้ ผมต้องการ “ทีม” ซึ่งคือทุกท่าน เรามาเป็นทีมเดียวกันครับ

มาช่วยกันพิสูจน์สิ่งที่ผมเชื่อมาตลอดชีวิตว่า “ถ้าสภาพแวดล้อมดีพอ คนไทยธรรมดาๆ อย่างพวกเรา ก็สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้”

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย

#พรรคเพื่อไทย #ยกเครื่องประเทศไทย #เพื่อไทยทําได้

จิรัฏฐ์ รอดคุก ศาลให้ประกันตัว 1 แสน วิโรจน์-เบญจา 2 สส.ปชน.โผล่ให้กำลังใจ

จิรัฏฐ์ รอดคุก ศาลให้ประกันตัว 1 แสน วิโรจน์-เบญจา 2 สส.ปชน.โผล่ให้กำลังใจ

จิรัฏฐ์ รอดคุก ศาลให้ประกันตัว 1 แสน วิโรจน์-เบญจา 2 สส.ปชน.โผล่ให้กำลังใจ

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

จิรัฏฐ์ รอดคุกศาลให้ประกันตัว1แสน วิโรจน์ -เบญจา 2 สส.ปชน.โผล่ให้กำลังใจ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.45 น. ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี ปลอมใบสด.43 หมายเลขดำอทย.155/2567 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายจิรัฏฐ์ หรือนวรินทร์ ทองสุวรรณ์ อดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ อันเป็นเท็จ 

กรณีนายจิรัฏฐ์ จำเลย แสดงใบผ่านเกณฑ์ทหารหรือใบสด.43 ปลอม แล้วนำมาเผยแพร่ในโซเชียลโดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีเกิดข้อสงสัยการได้มาซึ่งใบผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ว่า อาจจะได้มาโดยไม่ถูกต้อง จนเป็นที่มาร้องเรียนให้กองทัพบกตรวจสอบ ต่อมา พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ในขณะนั้น ได้มอบหมายให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความดำเนินคดี นายจิรัฏฐ์ ที่สน.ประชาชื่น ข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมฯ

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

สำหรับคดีนี้มีพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 6 ปากเข้าเบิกความ ขณะที่จำเลยมีนายจิรัฏฐ์ เป็นพยานเบิกความต่อสู้คดีพียงปากเดียว

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานใช้เอกสารราชการผ่านการเกณฑ์ทหาร(ใบ สด.43)จริง จำคุก2ปีโดยไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

ความคืบหน้าล่าสุด ศาลอาญา พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้นายจิรัฏฐ์ จำเลยประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกัน 100,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้นายวิโรจน์ลักขณาอดิศร  และน.ส.เบญจา แสงจันทร์ 2สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.)ได้เดินทางมาให้กำลังใจนายจิรัฏฐ์ด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฉบับเต็ม! เปิดคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ชี้มีเจตนาใช้เอกสารราชการปลอม

ด่วน! ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43 ปลอม ไม่รอลงอาญา

‘สีหศักดิ์’เผย’UNSC’ยังไม่เรียกถกปมชายแดน หลังทำหนังสือโต้’กัมพูชา’หยุดยิง

'สีหศักดิ์'เผย'UNSC'ยังไม่เรียกถกปมชายแดน หลังทำหนังสือโต้'กัมพูชา'หยุดยิง

‘สีหศักดิ์’เผย’UNSC’ยังไม่เรียกถกปมชายแดน หลังทำหนังสือโต้’กัมพูชา’หยุดยิง

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

“สีหศักดิ์”เผย”UNSC”ยังไม่เรียกประชุมปมชายแดน หลังทำหนังสือโต้”กัมพูชา”หยุดยิง ย้ำท่าทีไทยชัดเจน เขมรหยุดก่อน จีนแจงขีปนาวุธเป็นของเก่าไม่ได้ส่งให้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ไทยทำหนังสือประท้วงถึงองค์การสหประชาชาติ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา มีการตอบรับอย่างไรบ้าง ว่า สาเหตุที่ทำหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติ เนื่องจากกัมพูชาทำหนังสือส่งไปก่อน และขณะนี้ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) หรือ UNSC ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการประชุมนัดพิเศษเรื่องสถานการณ์ไทย – กัมพูชา เพราะเขาเห็นว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องเรียกประชุม และหลังจากนี้ทางรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน จะมีการประชุมสมัยพิเศษเรื่องสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้

เมื่อถามว่า ท่าทีของจีนต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตจีน ที่ผ่านมามีการระบุว่าอยากให้ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สันติภาพ พยายามแก้ไขปัญหาระหว่างกัน ซึ่งฝ่ายไทยพร้อมอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามต้องเห็นตรงกันทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์หยุดยิงก็พูดได้ แต่ที่เราเห็นก็คือ คำพูดว่าหยุดยิง ในวันรุ่งขึ้นก็ยังยิงเข้ามา ซึ่งไทยมีท่าทีที่ชัดเจนว่า ถ้าจะหยุดยิง เขาต้องเป็นฝ่ายยุติก่อน แล้วค่อยมาพูดกันว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร

ส่วนขีปนาวุธที่เรายึดได้บริเวณเนิน 500 มีความทันสมัยและเป็นสัญชาติจีน ทางการจีนมีการชี้แจงมาแล้วหรือไม่ว่า นายสีหศักดิ์ ระบุว่า อาวุธที่เขาให้กัมพูชาเป็นของเก่า ซึ่งทางการจีนยืนยันว่าไม่ได้มีการส่งมอบอาวุธใหม่ แต่อาจจะมีหลายวิธีในการได้มาซึ่งอาวุธต่างๆ เพราะมีตลาดทั่วไป แต่เรื่องนี้เราจะติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธจากประเทศจีน ซึ่งเป็นอาวุธหนักโจมตีเข้ามายังฝั่งไทย ทำให้เราได้รับความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิต จึงต้องมีการติดตามพูดคุยกับฝ่ายจีน

ส่วนที่มีรายงานว่ามีทหารรับจ้างเข้ามาช่วยกัมพูชานั้น นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ยังไม่ได้มีรายงานอย่างเป็นทางการ

ส่วนความชัดเจนในการหารือกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาพูดไม่ตรงกันกับฝ่ายไทย นายสีกศักดิ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องของการหยุดยิงอย่างแน่นอน เพราะเรายืนยันว่าจะหยุดยิงก็ต่อเมื่อกัมพูชาหยุดก่อน แล้วที่บอกว่าอยู่ดีๆ จะมีการประกาศโดยสหรัฐฯ ว่าหยุดยิง ทั้งที่ฝ่ายไทยไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าจะมีการหยุดยิง จะต้องมีการพูดคุยกันว่า จะหยุดยิงเมื่อไหร่ ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร และจะมีการตรวจสอบอย่างไรยังไม่ถึงจุดนั้นเลย อยู่ดีๆ บอกจะหยุดยิงภายในเวลา 22.00 น.มันเป็นไปไม่ได้ ส่วนเรื่องภาษีสหรัฐฯ เรื่องนี้ควรที่จะให้มีความคืบหน้าต่อไปอซึ่งเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์อะไรที่บอกว่าเราจะระงับ หรือยังคงระงับการเจรจาภาษี

สมช. เผย เช่าเหมาลำเครื่องบิน ขนคนไทยในกัมพูชา ชง ครม. เยียวยาเหยื่อชายแดน

สมช. เผย เช่าเหมาลำเครื่องบิน ขนคนไทยในกัมพูชา ชง ครม. เยียวยาเหยื่อชายแดน

สมช. เผย เช่าเหมาลำเครื่องบิน ขนคนไทยในกัมพูชา ชง ครม. เยียวยาเหยื่อชายแดน

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

สมช. มอบ กต. พาคนไทยตกค้างในปอยเปตกลับบ้าน คาดใช้วิธีเช่าเหมาลำ พร้อมชง ครม. อนุมัติเยียวยาเพิ่มเติมผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต จากเหตุปะทะชายแดน

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 10.39 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)แถลงผลการประชุม ว่า สำหรับการช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างอยู่ในปอยเปต ประเทศกัมพูชา มีประมาณ 3-4 พันคน จึงมีมติมอบให้กระทรวงต่างประเทศรับไปดำเนินการ ประสานกับคนไทยเหล่านั้นที่จะหาทางส่งคนไทย ไม่ว่าจะทางเครื่องบินพาณิชย์ โดยมีเรื่องของการยืมเงินตามระบบกระทรวงการคลังในการซื้อตั๋วเครื่องบิน หรือการเช่าเหมาลำพาคนไทยกลับประเทศไทย โดยเฉพาะคนไทยที่ติดค้างด่านปอยเปต จะให้เดินทางไปขึ้นเครื่องที่เสียมเรียบ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการเช่าเหมาลำ 

ส่วนการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ที่ผ่านมามีหลักเกณฑ์ชัดเจนอยู่แล้ว ก็จะมีการรวบรวมผู้บาดเจ็บเสียชีวิตล่าสุด นำเสนอคณะรัฐมนตรี และมีเงินเยียวยาเพิ่มเติมจากที่เคยอนุมัติก่อนหน้านี้

เพื่อไทย เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายก ยศชนัน นั่งแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1

เพื่อไทย เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายก ยศชนัน นั่งแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1

เพื่อไทย เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายก ยศชนัน นั่งแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

‘เพื่อไทย’ ชู ‘ยศชนัน’ นั่งแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 มอง ไม่เป็นปัญหาหนีไม่พ้นตระกูลชินวัตร บอก เป็นโอกาส-จุดเด่น ยัน ไม่ถูกครอบงำจาก ‘เยาวภา’ ‘สุริยะ’ ยังมั่นใจได้ 200 ที่นั่ง ขณะที่ ‘จุลพันธ์’ มั่นใจ 2 เดือน ชนะใจปชช.ได้

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ภายหลังการเปิดตัวและแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พท. โดยแคนดิเดตทั้งสามคน ได้แก่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงลำดับของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายจุลพันธ์ กล่าวแซวผู้สื่อข่าวว่า “นั่งแบบนี้ชัดหรือไม่ ยังไม่ชัดหรือ” ก่อนกล่าวต่อว่า พรรค พท.ได้มีการรับฟังเสียงสมาชิก ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน ดูจากความต้องการของประชาชน วันนี้เราต้องการคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี นำพาประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้ง และก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่จะนำเทคโนโลยี AI ความรู้สมัยใหม่เข้ามาบวกประสาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า บุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรค พท.คือ นายยศชนัน แต่เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคม นายยศชนันคือคนที่เราจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเราประสบชัยชนะจากการเลือกตั้ง ส่วนอีก 2 คน ไม่ได้มีการเรียงลำดับ แต่มีความพร้อมในการทำงานกรณีที่มีความจำเป็น ดังนั้น ทั้ง 3 คนที่นั่งอยู่ตรงนี้มีความพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน และมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานให้กับประเทศไทย

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

ผู้สื่อข่าวถามนายยศชนัน ว่าในฐานะที่เคยผ่านเวทีการเมืองมาแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นหน้าใหม่ การเปิดตัวเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในวันนี้ มั่นใจในตัวเองและนโยบายหรือไม่ว่าจะสามารถเรียกกระแสนิยมในการเปิดตัวครั้งนี้ นายยศชนัน กล่าวว่า ต้องตั้งต้นที่เรามีหัวใจพรรค พท. ต้องไปคุยกับประชาชนเยอะๆ วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะชูว่าไปได้ว่าประเทศไทยจะไปในทิศทางใด แต่การพบปะประชาชนสำคัญกว่าการเลือกตั้ง เพราะประชาชนวันนี้อาจจะยังไม่รู้จักตนดี แต่หากได้สัมผัสและพูดคุยกัน และเราเอาสิ่งที่เขาต้องการใส่ไปในนโยบาย เชื่อว่าจะชนะใจประชาชน

เมื่อถามว่า เวลา 2 เดือนเพียงพอหรือไม่ ที่จะดึงกระแสพรรค พท.ให้กลับมา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราไม่ได้เริ่มเพียงแค่ 2 เดือน เราเดินหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาการทำงานตั้งแต่พรรคไทยรักไทยจนถึงพรรค พท. ยังประทับอยู่ในความทรงจำของประชาชน และตั้งแต่การประกาศยกเครื่องเพื่อไทย เรามีการปรับเปลี่ยนการทำงานทั้งเรื่องการสื่อสาร นโยบาย และขับเคลื่อนมาจนถึงจุดนี้ เราไม่ได้อยู่ที่เดิม เรามาข้างหน้าไกลแล้ว ระยะเวลาอีก 2 เดือนข้างหน้าเป็นการทำความเข้าใจกับประชาชน ถึงนโยบายของเรา

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปในสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนั้น มีเวลาเพียงแค่ 40 กว่าวันเท่านั้น เราก็สามารถขับเคลื่อนจนประสบชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายได้ ตนเชื่อมั่นว่าการทำงานของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งสามคน จะสามารถเดินสู่ชัยชนะได้

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่ายังไงก็หนีไม่พ้นตระกูลชินวัตร แม้จะเป็นตระกูลวงศ์สวัสดิ์ แต่ยังถือเป็นเครือญาติกับชินวัตร นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องที่เป็นลูกหลานใคร ตนคิดว่าเป็นเรื่องได้เปรียบ ซึ่งการที่วันนี้เรามุ่งมั่นที่จะทำบางอย่างให้กับคนไทยและทำเรื่องนี้มาโดยตลอด ตนไม่เคยหยุดที่จะทำเรื่องนี้ แต่วันนี้หากเราได้รับโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น ทำไมเราจะไม่รับ และการที่เรามีหลายคน

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

”เราอาจจะเป็นคนตัวเล็กๆ บนมือของยักษ์ใจดีคนหนึ่ง ที่ผสมระหว่างคนรุ่นเก่ากับใหม่ อย่างพรรคไทยรักไทยผู้มีประสบการณ์ ซึ่งรวมถึงครอบครัวของตนด้วย เราสามารถมองเห็นได้ไกลขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นจุดเด่น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร“ นายยศชนัน กล่าว

ถามย้ำว่า หากได้รับตำแหน่งนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มารดา จะไม่เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจการทำงานหรือครอบงำใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เราพยายามนำเสนอเรื่องวิสัยทัศน์ ค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปในโลกนี้ เราต้องเดินไปข้างหน้า จะพยายามเคลื่อนประเทศไทยในทุกรูปแบบทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งเราจำเป็นต้องเป็นรัฐบาล ที่มีการพูดคุยกันภายใน ภายนอก และต่างประเทศด้วย สิ่งนี้เป็นบทบาทหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำ และมั่นใจว่าเราสามารถตัดสินใจเองได้ ร่วมกับกรรมการบริหารพรรค

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

เมื่อถามว่า เป็นนักวิชาการจะชูอะไรเป็นจุดเด่นในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง นายยศชนัน กล่าว่า ตนได้ผ่านการเมืองมาช่วงสมัยหนึ่ง มีจุดเด่นที่หลายคนไม่มี แม้จะไม่ใช่จุดเด่นมากนัก แต่เรามีคนในทีมพรรค และมีหลายคนที่คอยสนับสนุน ขอให้ในวันนี้เรามีเข็มทิศที่ชัดเจน ตนเชื่อว่าเราทำได้

ด้านนายสุริยะ กล่าวเสริมว่า ในขณะที่เราคัดเลือกให้นายยศชนัน มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ตนอยากให้มองว่าการเมืองที่ผ่านมา เป็นมิติบริหารด้านการเมืองเป็นหลัก แต่โลกยุคนี้เป็นโลกที่ต้องแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งในแคนดิเดตของพรรค พท.คนอื่นๆ ไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้ เราจึงเชื่อว่าการเมืองแบบเก่าได้ผ่านไปแล้ว ควรจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองจะช่วยสนับสนุนด้านอื่นได้

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า ที่สำคัญที่สุดเมื่อได้ฟังภาพรวมของภาพรวมของนายยศชนัน ทั้งหมดเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศไทย หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีเราเชื่อว่าเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยคาดหวังไว้

เมื่อถามว่า ในฐานะหลานชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมองว่านี่เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนของแคมเปญของพรรค พท. อย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า จะมีหลายประเด็นที่เราต้องแก้ไข ก่อนอื่นเลย ตนคิดว่านี่จะเป็นข้อได้เปรียบสำหรับพรรคเรา เรามีวิสัยทัศน์เดียวเพื่อประชาชน ตนพยายามเสนอแนวคิดที่ว่า เราต้องพัฒนาเศรษฐกิจที่มีอยู่โดยการยกระดับเครื่องยนต์ที่มีอยู่ และเราต้องยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ ดังนั้น ตนคิดว่าด้วยผลประโยชน์ทั้งหมดที่พรรคหรือประชาชนสนับสนุน เราจะไม่มีปัญหาในการเดินหน้าต่อไป

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

เมื่อถามถึง จุดยืนหรือนโยบายของพรรค พท.ต่อกรณีชายแดนฝั่งกัมพูชา นายยศชนัน กล่าวว่า ประเด็นเรื่องกัมพูชา ตนคิดว่ามันค่อนข้างตรงไปตรงมา อธิปไตยต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเราต้องปกป้องประชาชนของเรา นั่นคือสิทธิของเรา

เมื่อถามว่า เป้าหมายจำนวนสส.ของพรรค พท.ยังเป็น 200 คน อยู่หรือไม่ หลังจากที่มีหลายคนไปเปิดตัวกับพรรคการเมืองอื่นๆ นายสุริยะ กล่าวว่า การเปิดตัวของพรรคต่างๆ ทราบกันมานานแล้วว่าจะมีการย้าย ทั้งจากพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายไปสู่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม แต่ตนได้มีการดูสมการที่ไปรวมกันเป็นสส.ปัจจุบัน ที่ไปรวมกันที่พรรคภูมิใจไทย ประมาณ 130 คน ซึ่งทางพรรค พท.การเลือกตั้งที่ผ่านมาเราได้ 141 คน ตอนนี้อาจจะมีไหลออกไปประมาณ 10 กว่าคน แต่ตนเชื่อมั่นว่าที่ตนตั้งเป้าหมาย ว่า 200 คน ไม่ใช่เป็นการตั้งเป้าหมายที่ไม่มียุทธศาสตร์

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ครั้งที่แล้วเราได้มา 141 คน ความจริงเราต้องได้ใกล้เคียง 200 คน แต่มีการทำโพลออกมาทุกคนมั่นใจ ตัวผู้สมัครสส.จึงหยุดทำงาน ไม่ได้ลงพื้นที่ตามที่ควรจะไปทำ เพราะประมาท และครั้งนี้เราเรียนรู้เรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย ฉะนั้น ตนจึงมั่นใจว่าไปถึง 200 หรือบวกลบอย่างมากไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะมีการกำชับผู้สมัครให้ลงพื้นที่ให้เข้มข้นขึ้น ประกอบกับนโยบายที่ดีของพรรค พท. ที่จะไปชี้แจงกับประชาชนกับประชาชนในพื้นที่ ในขณะเดียวกันพรรค พท.เตรียมพร้อมบุคคลที่จะขึ้นปราศรัยเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องสู้ ทั้งเรื่องอำนาจ กระสุน และกระแสชาตินิยม พรรค พท. ถือว่าเป็นงานหนักและกังวลเรื่องนี้หรือไม่หรือไม่ และเตรียมรับมือกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต่อสู้กับภาวะการณ์ลำบาก พรรค พท.ผ่านการยุบพรรค 2 ครั้ง การปฏิวัติรัฐประหารมาอีก 2 ครั้ง หลังเหตุการณ์เหล่านั้นสถานการณ์พวกตนไม่ได้ดีกว่าวันนี้ แต่เราก็เดินหน้าต่อสู้อย่างเข้มแข็ง และคว้าชัยชนะได้ ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เรายืนกันอย่างเหนียวแน่น และพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ และย้ำว่าสิ่งที่จะทำให้พรรค พท.ชนะคือนโยบาย บุคคล และความตั้งใจของพวกเรา

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

เมื่อถามว่า ระหว่างกระสุนกระแสและอำนาจรัฐ พรรค พท.กังวลเรื่องใดมากที่สุด และมองว่าเรื่องใดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หากถามว่าห่วงอะไรมากที่สุด เราห่วงทุกอย่าง แต่เราจะทำหน้าที่ให้เต็มที่ ไม่มีอะไรที่เราไม่ห่วง แต่สิ่งที่อุ่นใจเราประชาชน เพราะพรรค พท.หัวใจคือประชาชนมาตลอด เราเชื่อว่าประชาชนยังสนับสนุน อย่างเป็นแฟนคลับและพรรค พท. เป็น 10 ล้านคน ซึ่งพร้อมจะสนับสนุนไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กระสุนหรืออำนาจรัฐ เชื่อว่าเราสามารถฝ่าด่านไปได้ ด้วยการทำความเข้าใจกับประชาชนและนำนโยบายที่ดีไปสู่ประชาชน

ด้านนายสุริยะ กล่าวเสริมว่า ในอดีตสส.ที่ย้ายออกจากพรรค พท. ก็สอบตกไปหลายคน ตนเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนยังจำได้คือนโยบายที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ ภาพนั้นยังอยู่ในความทรงจำของประชาชน ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องกระสุนหรือกระแส ตนเชื่อว่าท้ายที่สุดเราจะไปใกล้เคียงกับ 200 ที่นั่ง

เพื่อไทย ชู ยศชนัน

เมื่อถามถึง สถานการณ์สถานการณ์ชายแดนขณะนี้ ในฐานะที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท.มีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จุดยืนของพรรค พท. คือการปกป้องอธิปไตย แต่สิ่งที่เราเห็นว่ากระบวนการที่รัฐบาลควรจะดำเนินการ คืออยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ การตอบโต้อย่างได้สัดส่วนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตามที่จะมาปฎิบัติภารกิจต่อ ต้องระมัดระวังอย่างรอบคอบ รวมถึงการสื่อสารของรัฐต่อประชาชน และสื่อต่างประเทศ ใช้กลยุทธ์หรือยุทธวิธี โลกล้อมกัมพูชา เป็นเรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นจุดอ่อน เพราะต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าการสื่อสารของไทยต่อสื่อต่างชาติ

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า หากติดตามจากสื่อต่างประเทศจะเห็นว่าข่าวที่ออก ไม่ได้เป็นผลดีกับประเทศไทย มีข่าวในลักษณะเราใช้การโจมตีทางอากาศ ซึ่งจุดนี้อาจจะเป็นปัญหากับประเทศไทยในระยะยาว พรรค พท.จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาและปรับเปลี่ยนท่าที อีกเรื่องคือความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ พรรค พท.พร้อมให้การสนับสนุนเข้าไปดูแลประชาชนที่จะต้องอพยพ ให้มีความปลอดภัยและสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม อยากให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ส่วนหน้า ที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน

เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน
เพื่อไทย ชู ยศชนัน

สมช. ไฟเขียว ศรชล. เข้มงวดเรือสัญชาติไทย ขนน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

สมช. ไฟเขียว ศรชล. เข้มงวดเรือสัญชาติไทย ขนน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

สมช. ไฟเขียว ศรชล. เข้มงวดเรือสัญชาติไทย ขนน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

สมช. ไฟเขียว ศรชล. เข้มงวดเรือสัญชาติไทย ขนน้ำมัน-ยุทธปัจจัย ผ่านอ่าวไทยเข้ากัมพูชา ด้าน ปลัดพลังงาน เร่งหากลไก สสป.ลาว รับรองไม่ส่งต่อน้ำมันไทย

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 10.39 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสมาความมั่นคงแห่งชาติ แถลงผลการประชุมว่า เรื่องการสกัดกั้นน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล ที่ประชุมมีมติมอบให้ ศรชล. เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก ในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การแจ้งเตือนเรือไทยที่จะเข้าในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ให้ได้รับทราบ รวมถึงการประสานกรมเจ้าท่า ในการตรวจเรือไทย ซึ่งเน้นเรือไทยเป็นหลักที่มีการขนส่งสินค้าที่จะเอื้อต่อการทำสงครามในกัมพูชา โดยจะมีการตรวจเรือไทยที่มีที่หมายปลายทางสินค้า เพื่อควบคุมให้เกิดความเรียบร้อย 

ส่วนสินค้ายุทธภัณฑ์ ยุทธปัจจัยต่างๆ มอบให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการ กำหนดสินค้าที่จะควบคุมในการส่งไปกัมพูชา โดยยึดถือตามพระราชกำหนดควบคุมสินค้าชายแดน พ.ศ.2524

ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากตรวจสอบยืนยันว่าเราไม่มีการส่งออกน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางเรือ โดยได้รับคำยืนยันได้จากผู้ค้าน้ำมัน กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ส่วนที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการส่งน้ำมันจากไทยไป สปป.ลาว โดยปริมาณน้ำมันภาพรวมเป็นปกติ ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่การขนส่งแต่ละวันอาจจะแตกต่างกันไป เฉลี่ยต่อวันมีประมาณ 20 คันที่ผ่านช่องเม็ก แต่บางวันอาจมี 5 คัน หรือบางวันมีถึง 50 คัน ทั้งนี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึง เมษายน 2569 เป็นช่วงที่หมดฝน ทาง สปป.ลาว จะใช้น้ำมันเยอะกว่าปกติ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี เพื่อใช้หมุนเวียนในประเทศและประกอบธุรกิจต่างๆ แต่ถ้าเป็นช่วงฝน เขาทำเมืองไม่ได้ 

ทั้งนี้ ยืนยันว่าผู้ส่งออกน้ำมันส่งไปเพียงแค่ สปป.ลาว ไม่ได้ส่งต่อให้กัมพูชา ซึ่งจะต้องมีการหารือกับทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน กรมศุลกากร และทาง สปป.ลาว ว่าจะมีกลไกอะไรที่ทำให้เกิดความมั่นใจกับคนไทย ว่าน้ำมันที่ส่งไป สปป.ลาว ใช้ในประเทศลาวจริงๆ ไม่เกี่ยวกับกัมพูชา 

ล่าสุดทาง สปป.ลาว ก็แจ้งว่าเริ่มมีปัญหา เพราะน้ำมันที่ซื้อจากไทยใช้พัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาประเทศ หากไม่มีตรงนี้ก็จะลำบาก ซึ่งหากมีแนวทางที่ชัดเจนแล้วก็จะเปิดทางช่องเม็กให้ส่งข้ามไปได้

เมื่อถามว่า มีความจำเป็นต้องให้รัฐบาล สปป.ลาว การันตีหรือไม่ว่าน้ำมันที่เข้าไป ใช้สำหรับ สปป.ลาว จริงๆ  ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว ได้ทำหนังสือแจ้งมาที่กระทรวงพลังงานของไทย  ยืนยันว่าน้ำมันที่นำมาจากไทยใช้ภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งช่วงบ่ายวันนี้จะมีการหารือกับ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ ของลาว ว่าจะมีกลไกยืนยันอะไร เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้

ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังเปิดเผยข้อมูลด้วยว่า เมื่อกัมพูชาไม่ได้ซื้อน้ำมันจากไทย ก็ไปซื้อจากเวียดนาม จีน และสิงคโปร์ ซึ่งก็สามารถทำได้ ส่วนการส่งน้ำมันจากไทยไป สปป.ลาว  (ทุกช่องทาง) ดีเซล ทั้งหมด 100 ล้านลิตรต่อเดือน  เบนซิล 20 กว่าล้านลิตรต่อเดือน 

กล้าธรรม เปิดบ้านต้อนรับ ก๊วนเฉลิมชัย หวังสู้กระแส ภท.-ปชป. ภาคใต้ อุบจับมือใครตั้ง รบ. ขอดูหลังเลือกตั้ง

กล้าธรรม เปิดบ้านต้อนรับ ก๊วนเฉลิมชัย หวังสู้กระแส ภท.-ปชป. ภาคใต้ อุบจับมือใครตั้ง รบ. ขอดูหลังเลือกตั้ง

กล้าธรรม เปิดบ้านต้อนรับ ก๊วนเฉลิมชัย หวังสู้กระแส ภท.-ปชป. ภาคใต้ อุบจับมือใครตั้ง รบ. ขอดูหลังเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

“นฤมล” สวมเสื้อ “ก๊วนเฉลิมชัย” ซบกล้าธรรม มั่นใจ สู้กระแส ภท.-ปชป. ภาคใต้ได้ อุบ จับมือใครตั้งรบ. ขอดูหลังเลือกตั้ง ด้าน “ประมวล” เผย ร่วมงานเหตุถูกใจนโยบาย ปัด มาต่อรองเก้าอี้

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 12.20 น. ที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรรค ต้อนรับ อดีต สส. และ อดีต สจ.กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค กธ. เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยนางนฤมลได้สวมเสื้อพรรค กธ.ให้ ประกอบด้วย 1.นายประมวล วงศ์ถาวรเดช อดีต สส. ประจวบคีรีขันธ์ 2.พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ อดีต สส.สงขลา 3.นายยูนัยดี วาบา อดีต สส.ปัตตานี 4.นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี 5.ว่าที่ร้อยโทยุทธการ รัตนมาศ อดีต สส.นครศรีธรรมราช 6.น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง 7.นายชาตรี หล้าพรหม อดีต สส.สกลนคร 8.น.ส.เจนจิรา รัตนเพียร อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ 9.นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์  อดีต สส.บัญชีรายชื่อ 10.นายฐิตินัย ตั้งบูรพากิจ สจ.ประจวบคีรีขันธ์ 11.นายจักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ ยังมี จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ  รมช.อุตสาหกรรม มาร่วมด้วย ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย และนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เดินทางมาในครั้งนี้ด้วย 

โดยนางนฤมล เปิดเผยว่า วันนี้มาต้อนรับ “กลุ่มเพื่อนต่อ” ของนายเฉลิมชัย ที่จะมาอยู่กับพรรค กธ. เราจะร่วมมือกันทำงานการเมืองเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่ภาคใต้ แต่รวมถึงภาคตะวันออกและภาคอีสาน โดยในเร็วๆ นี้จะมีการเปิดแคมเปญหาเสียง และเปิดตัวผู้สมัคร สส. ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกับผู้สมัคร

เมื่อถามว่า การรับอดีต สส.ประชาธิปัตย์เข้ามา ไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ซับซ้อนใช่หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราคุยกันได้อยู่แล้ว เพราะบางคนไม่ได้ลง สส. ก็อยู่เบื้องหลัง คงจะต้องมีการพูดคุยกัน และขอให้รอดูบ้านใหญ่ที่กำลังจะทยอยเข้ามา เมื่อถามว่า การรับอดีต สส.ประชาธิปัตย์เข้ามา ถือเป็นการเสริมกำลังให้กับพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ นฤมล กล่าวว่า ใช่ ทั้ง จ.พัทลุง จ.สงขลา จ.นครศรีธรรมราช 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการไปชนกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า การเลือกตั้งต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด คงจะไม่มีการหลบหรือเลี่ยงในลักษณะนั้น เราสู้เต็มที่ในจุดที่เราจะไปรับใช้ประชาชน และผู้สมัครทุกคนมีความจริงใจ ต้องการไปรับใช้ประชาชนจริงๆ พรรคจะสนับสนุนทุกคนอย่างเต็มที่  เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะสู้กระแสของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ได้หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า ทุกพรรคมีกระแสของตัวเอง เราไม่กังวล

นางนฤมล กล่าวว่า ส่วนเป้าหมายที่นั่ง สส. เราไม่ได้โฟกัสที่ตัวเลข แต่จะทำให้ดีที่สุด ส่งผู้สมัครครบ 400 เขต มั่นใจว่าทุกคนมีความตั้งใจที่จะเอาชนะการเลือกตั้งให้ได้ เราไม่ได้จะเป็นแค่ผู้ชนะเท่านั้น แต่จะชนะเพื่อไปรับใช้ประชาชนในเขตที่แต่ละคนรับผิดชอบ ส่วนสนามเลือกตั้ง กทม.นั้น เดี๋ยวจะเปิดตัว ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กธ.ยังไม่ได้มีการหารือกัน จะต้องมีการพูดคุยกับบุคคลที่เข้ามาใหม่ด้วย

เมื่อถามถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นางนฤมล กล่าวว่า ไม่มีความเห็นอะไร ไม่ใช่หน้าที่เราที่ต้องไปแสดงความคิดเห็น

เมื่อถามว่า หลังเลือกตั้งคิดไว้หรือยังว่าจะจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคใด นางนฤมล กล่าวว่า ยังไม่มีใครในใจ รอผลการเลือกตั้งก่อน ขอไม่คุยอะไรล่วงหน้า เอาแค่ตอนนี้ที่จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร เราจะทำให้ดีที่สุดในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ ย้ำว่าการทำงานการเมือง ต้องทำงานได้กับทุกพรรค

ด้านนายประมวล พงศ์ถาวรเดช อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายเฉลิมชัยเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม หากสมาชิกกลุ่มเดินทิศทางใดไม่มีปัญหา เพราะเป็นคนที่เปิดกว้าง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่กลุ่มเพื่อนต่อ มาอยู่พรรค กธ.หวังจะการันตีเก้าอี้หรือไม่ นายประมวล กล่าวว่า ไม่ว่าจะอยู่ไหนไม่เคยพูดถึงเก้าอี้ เพราะเราเห็นนโยบายของพรรคกล้าธรรมที่ช่วยเหลือเกษตรกร และเราพยายามดำเนินการ เพราะเป็น สส.บ้านนอก ต้องดูแลปากท้องพี่น้องประชาชน 

เมื่อถามว่า การแข่งขันที่เข้มข้น กลุ่มเพื่อนต่อได้มีการวางแผนอย่างไร นายประมวล กล่าวว่า ให้ สส.ทุกคนพยายามเข้าไปในพื้นที่ พยายามดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในแต่ละเขตพื้นที่ เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ของ สส.เขตในกลุ่มของนายเฉลิมเข้มแข็งมาโดยตลอด

เมื่อถามว่า กลัวกระแสเปลี่ยนพรรค แล้วคะแนนหายหรือไม่ นายประมวล กล่าวว่า เป็นปกติของการเมือง สส.ต้องลงพื้นที่อย่างขยันแข็ง และนโยบายของพรรคเป็นที่ถูกใจของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ดูแลพรรคและ สส.เขต 
 

มั่นใจสู้พรรคอื่นได้! ประชาธิปัตย์จ่อเปิดแคนดิเดตนายกฯ-ว่าที่ผู้สมัครสัปดาห์หน้า

มั่นใจสู้พรรคอื่นได้! ประชาธิปัตย์จ่อเปิดแคนดิเดตนายกฯ-ว่าที่ผู้สมัครสัปดาห์หน้า

มั่นใจสู้พรรคอื่นได้! ประชาธิปัตย์จ่อเปิดแคนดิเดตนายกฯ-ว่าที่ผู้สมัครสัปดาห์หน้า

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.26 น.

‘ปชป.’จ่อเปิดแคนดิเดตนายกฯ-ว่าที่ผู้สมัคร-นโยบายสัปดาห์หน้า  มั่นใจแคนดิเดตนายกฯ สู้พรรคอื่นได้ ‘โฆษกปชป.’เผย 6 อดีต สส. แสดงเจตจำนงลงเขตเดิมรวม‘ชวน-จุรินทร์’ด้าน ’บัญญัติ‘ไม่แสดงเจตจำนงลงสมัครสส. ด้าน’อัศวิน‘ดอดสมัครเป็นสมาชิกปชป. แล้ว คาดช่วยลูกสู้เลือกตั้งกทม. เขต4

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุมถึงกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส. ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสัมภาษณ์ จากนั้นจะส่งให้สาขาพรรคเพื่อทำดำเนินการเลือกตั้งขั้นตอน (ไพรมารี่โหวต) ก่อนส่งให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย เบื้องต้นในวันที่ 24 ธ.ค.จะมีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ และหลังจากนั้นนจะมีการแถลงเพื่อเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพร้อมจะส่งแคนดิเดตรวมทั้งสิ้น 3 คน

นายพงศกร กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่ยื่นเจตจำนงลงสมัครเป็น สส. เบื้องต้นมีเกินกว่าเขต เช่น กทม. มี 33 เขต มีผู้แสดงเจตจำนง 150 คน ขณะที่บัญชีรายชื่อ มีผู้แสดงเจตจำนง 400 คน ดังนั้นการพิจาณาคัดเลือกต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เป็นทฤษฎีของบิล คลินตัน ได้แก่ ความชำนาญในพื้นที่ การสื่อสาร ประวัติที่ดี การนำเสนอนโยบาย รวมถึงสามารถระดมทุนสนับสนุนผู้สมัครได้ เป็นต้น

นายพงศกร กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านซึ่งเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ อดีตสส.ของพรรคที่แสดงเจตจำนงลงสมัครรับเลือกตั้งต่อ จะอยู่ในพื้นที่เดิม รวม 6 คน ได้แก่ นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคดูแลภาคใต้ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช นายทรงศักดิ์ มุสิกอง อดีต สส.นครศรีธรรมราช  นายกาญจ์ ตั้งปอง อดีตสส.ตรัง นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง และ น.ส.สุภาพร กำเนิดผล อดีต สส.สงขลา ขณะที่ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ที่แสดงเจตจำนงมี 2 คน คือ นายชวน หลีกภัย และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ขณะที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ไม่ได้แสดงเจตจำนง 

“สำหรับผู้ที่ได้แสดงเจตจำนงลงสมัคร ทางพรรคยังมีกระบวนการทาบทามหากเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะช่วยพรรรค ขณะที่สส.เขต หากบุคคลใดไม่ไม่ได้รับการเลือกขั้นต้น แต่ยังสามารถช่วยงานพรรคในส่วนอื่นได้  และอาจได้สิทธิรับการทาบทามให้ลงสมัครหากพบว่าผู้ที่ได้รับเลือกขาดคุณสมบัติ ทั้งนี้การเลือกของกรรมการบรริหารพรรคต้องยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ” นายพงศกร กล่าว

เมื่อถามถึงการทำนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร กล่าวว่า จะมีการแถลงในสัปดาห์หน้าโดยมีนโยบายสำคัญ คือ การเมืองสุจริต เป็นมืออาชีพ และไว้ใจได้  ซึ่งตนเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความได้เปรียบเพราะทำมาก่อนการยุบสภา โดยนำนโยบายของพรรคในปีก่อนๆ มาปรับปรุงเพื่อให้ทันสมัย  ทั้งนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและเตรียมเปิดตัวพร้อมในสัปดาห์หน้า ขณะที่แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ตนมั่นใจว่าแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่จะเปิดตัวจะสามารถสู้กับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้  ส่วนแคนดิเดตนายกฯของพรรคจะมีสัดส่วนผู้หญิงด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณา

“พรรคประชาธิปัตย์มีผู้เชี่ยวชาญที่ทุกฝ่ายยอมรับ ทั้งนายอภิสิทธิ์ นายกรณ์​ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลังที่โลกยอมรับ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและเชี่ยวชาญ นอกจากนั้นยังมีคนรุ่นใหม่อีกหลายคนเช่น นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค ที่เคยเป็นผู้แทนการค้าไทย จึงสะท้อนให้เห็นความเป็นมืออาชีพ พร้อมจะนำอนาคตของประเทศไทยไปในทางที่ถูกต้องมากกว่าเล่นเกมการเมือง และยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีดีลลับ” นายพงศกร กล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้กระแสความนิยมของพรรคดีขึ้น เป็นเพราะแนวทางที่พรรคทำมาหรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ แต่ตนมองว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคะแนนนิยม คือ ประเทศชาติต้องมาก่อน ทั้งนี้สิ่งที่พรรคนำเสนอให้ประเทศพ้นจากวิกฤติอาจอาจไม่สำคัญเท่ากับคะแนนนิยม เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือประเทศชาติ

ทั้งนี้ นายพงศกร ยังเปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างงชาติ ซึ่งเป็นบิดาของตน ได้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ไม่ได้แสดงความจำนงจะลงสมัครสส. บอกเพียงว่าจะมาช่วยตนในการสู้ศึกเลือกตั้ง ซึ่งตนแสดงเจตจำนงลงสมัครสส.กทม. เขต4 คลองเตยและวัฒนา ทั้งนี้ในเขตดังกล่าวมีตนแสดงความจำนงเพียงคนเดียวของพรรค จึงไม่ต้องแข่งกับใคร

‘พีระพันธุ์’ เขย่ารัฐบาล เลิกอ้อมค้อม! จี้บังคับใช้กฎหมาย ม.122 เด็ดขาด สกัดส่งน้ำมันหนุนยุทธปัจจัยกัมพูชา

‘พีระพันธุ์’ เขย่ารัฐบาล เลิกอ้อมค้อม! จี้บังคับใช้กฎหมาย ม.122 เด็ดขาด สกัดส่งน้ำมันหนุนยุทธปัจจัยกัมพูชา

‘พีระพันธุ์’ เขย่ารัฐบาล เลิกอ้อมค้อม! จี้บังคับใช้กฎหมาย ม.122 เด็ดขาด สกัดส่งน้ำมันหนุนยุทธปัจจัยกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

‘พีระพันธุ์’ เขย่ารัฐบาลเลิกอ้อมค้อม หยุด “ขอความร่วมมือ” เรียกร้องบังคับใช้กฎหมาย ม.122 ขั้นเด็ดขาด สกัดส่งน้ำมันหนุนยุทธปัจจัยเขมร ลั่น ‘จับ-ดำเนินคดี’ ทันที ไม่ต้องรอกฎอัยการศึก

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กรณีบริษัทน้ำมันของไทยยังคงมีการส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดด้านความมั่นคง โดยระบุว่า  ตนได้ติดตามรายงานข่าวจากสื่อมวลชนว่า กองทัพเรือกำลังแก้ไขปัญหาเรือไทยที่ลำเลียงน้ำมันอ้อมผ่านประเทศสิงคโปร์ หรือไปรับน้ำมันจากสิงคโปร์ก่อนนำไปส่งต่อให้กัมพูชา โดยมีการชี้แจงว่ากำลัง “ขอความร่วมมือ” จากเจ้าของเรือไม่ให้ดำเนินการดังกล่าว

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้วิธีขอความร่วมมือ ทั้งที่การกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 อย่างชัดเจน” นายพีระพันธุ์กล่าว

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำว่า กฎหมายอาญามาตรา 122 ระบุชัดว่า การอุปการะ สนับสนุน หรือช่วยเหลือการดำเนินการรบ หรือการตระเตรียมการรบของข้าศึก เป็นความผิดร้ายแรง และหากการกระทำนั้นทำให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องรอการประกาศกฎอัยการศึกแต่อย่างใด

“น้ำมันคือยุทธปัจจัยหลักของสงคราม ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีเหตุผลใดให้เชื่อว่าน้ำมันที่ถูกส่งออกไปจะไม่ถูกนำมาใช้ต่อสู้กับประเทศไทย” นายพีระพันธุ์ระบุ

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐควรดำเนินการไม่ใช่การขอความร่วมมือ แต่ต้องจับกุมและดำเนินคดีทันที ทั้งผู้ควบคุมเรือ เจ้าของเรือ และบริษัทที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า เรือไทย บริษัทขนส่ง หรือบริษัทค้าน้ำมันรายใดมีพฤติกรรมเข้าข่ายสนับสนุนยุทธปัจจัยให้ข้าศึก พร้อมเรียกร้องให้รัฐประกาศอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดส่งน้ำมันหรือยุทธปัจจัยให้กัมพูชา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ถือเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย และต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบรถบรรทุกน้ำมันทุกคันที่ผ่านด่านช่องเม็กอย่างเข้มงวดโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งการตรวจเอกสารการส่งออก ตรวจสอบปลายทางที่แท้จริง ผู้รับสินค้า และวัตถุประสงค์การใช้งาน รวมถึงการควบคุมตัวและสอบปากคำคนขับรถทุกคันเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ เพื่อยืนยันปลายทางสุดท้ายของการขนส่ง

“บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 ซึ่งเป็นความผิดด้านความมั่นคงของรัฐ” นายพีระพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ การขนส่งดังกล่าว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังประกาศห้ามตามคำสั่งของกองทัพภาคที่ 2 ก็ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างได้ เนื่องจากเป็นคนละประเด็น โดยคำสั่งห้ามเป็นมาตรการป้องกัน ขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 122 เป็นกฎหมายความมั่นคงของชาติที่มีผลบังคับใช้อยู่ตลอดเวลา

นายพีระพันธุ์ ยังระบุว่า นายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจได้ทันที ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการออกคำสั่งหรือกำหนดนโยบายห้ามการกระทำลักษณะดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

“แต่น่าแปลกใจที่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีคำสั่งใดออกมา กลับเลือกใช้วิธีขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ในขณะที่ทหารไทยต้องยืนอยู่แนวหน้า เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องประเทศ” นายพีระพันธุ์กล่าว พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาของความลังเลหรืออ้อมค้อม แต่เป็นเวลาที่รัฐต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เพื่อประเทศ เพื่ออธิปไตย และเพื่อไม่ให้การเสียสละของทหารไทยต้องสูญเปล่า