อนุทิน ตรวจสอบแล้ว รถขนน้ำมันช่องเม็กไปลาว ไม่เลี้ยวเขมร 

อนุทิน ตรวจสอบแล้ว รถขนน้ำมันช่องเม็กไปลาว ไม่เลี้ยวเขมร 

อนุทิน ตรวจสอบแล้ว รถขนน้ำมันช่องเม็กไปลาว ไม่เลี้ยวเขมร 

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

นายกฯ บอก ตรวจสอบแล้ว รถขนน้ำมันช่องเม็ก ไปลาว ไม่เลี้ยวเขมร  โต้  ไทย ใช้อาวุธหนัก ไล่ ไปดูคลิป ใครรุนแรงกว่า

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 10.42 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุม เป็นประธานโดยระบุว่าจะต้องไปเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เดี๋ยวเลขาธิการสมช.จะแถลงผลการประชุม 

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกัมพูชาใช้เวทีโลกกดดัน ประเทศไทย  นายกฯไม่ตอบคําถามดังกล่าว 

เมื่อถามว่า จะไม่ให้มีการส่งน้ํามันไปไปยังประเทศกัมพูชาใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวย้ําว่าเดี๋ยวเลขาฯสมช.จะแถลง 

เมื่อถามอีกว่า มีการตรวจสอบหรือไม่ กรณีรถขนน้ำมันไปจอดรอที่ด่านช่องเม็ก จ. อุบลราชธานี จะขนน้ำมันไปที่ไหน นายกฯ ตอบว่า” ไปลาว “

เมื่อถามว่า ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ได้เลี้ยวไปยังกัมพูชาใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ” ไม่มีครับ ” 

เมื่อถามว่า จะต้องสกัดกั้นหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไปลาวก็สกัดไม่ได้ 

เมื่อถามย้ำว่า กัมพูชาพยายามใช้เวทีโลกโจมตีว่าไทยใช้อาวุธรุนแรง จะต้องให้กระทรวงการต่างประเทศ มีคําชี้แจงอย่างไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไปดูอาวุธเปรียบเทียบ เวลาเขายิง BM -27 มา ทําไมผู้สื่อข่าวถามแบบนี้ ไปเปิดคลิปดู เวลาเขายิงมาเป็นยังไง ใครรุนแรงกว่า 

เมื่อถามว่า นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีการให้สัมภาษณ์อ้างอิงจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ไทยกับ กัมพูชาหยุดยิง จะตอบประเด็นนี้อย่างไร  นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ตอบ”

เมื่อถามย้ำว่า มาตรการภาษีไม่สามารถมากดดันอะไรใครได้หรือใช่หรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

ถามอีกว่า ที่นานาชาติมากดดันเช่นนี้ ยิ่งจะทําให้การหยุดยิงไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ไม่มีใครกดดัน ใครจะมากดดัน จะกดดันใคร 

ถามย้ำว่า สหรัฐใช้มาตรการภาษีมากดดันอีกแล้ว นายกฯ กล่าวว่า กดดันใคร ตนไม่ทราบ 

ถามอีกว่า ล่าสุดโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง เพราะเป็นเพื่อนบ้านที่แยกจากกันไม่ได้ นายกฯ ไม่ตอบคำถาม

ถามย้ำอีกว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาระบุว่าจะสามารถหยุดสงครามได้ นายกฯ กล่าวว่า” ไปขอให้กัมพูชาหยุดยิงไทยสิ เพราะไทยไม่เคยยิงกัมพูชาก่อน” 

ฉบับเต็ม! เปิดคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ชี้มีเจตนาใช้เอกสารราชการปลอม

ฉบับเต็ม! เปิดคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ชี้มีเจตนาใช้เอกสารราชการปลอม

ฉบับเต็ม! เปิดคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ชี้มีเจตนาใช้เอกสารราชการปลอม

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

ศาลอาญาสั่งจำคุก 2ปี ไม่รอลงอาญาอดีต ส.ส.จิรัฏฐ์  พรรคปชน 2 ปี  โชว์ใบส.ด.43 ปลอม ส่วนใครปลอมให้นั้น ศาลระบุยังจับมือใครดมไม่ได้ เจ้าตัวยันไม่ได้ทำปลอม ทนายยื่นประกันตัว

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.45 น. ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี ปลอมใบสด.43 หมายเลขดำอทย.155/2567 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายจิรัฏฐ์ หรือนวรินทร์ ทองสุวรรณ์ อดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ อันเป็นเท็จ 

กรณีนายจิรัฏฐ์ จำเลย แสดงใบผ่านเกณฑ์ทหารหรือใบสด.43 ปลอม แล้วนำมาเผยแพร่ในโซเชียลโดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีเกิดข้อสงสัยการได้มาซึ่งใบผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ว่า อาจจะได้มาโดยไม่ถูกต้อง จนเป็นที่มาร้องเรียนให้กองทัพบกตรวจสอบ ต่อมา พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ในขณะนั้น ได้มอบหมายให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความดำเนินคดี นายจิรัฏฐ์ ที่สน.ประชาชื่น ข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมฯ

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

สำหรับคดีนี้มีพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 6 ปากเข้าเบิกความ ขณะที่จำเลยมีนายจิรัฏฐ์ เป็นพยานเบิกความต่อสู้คดีเพียงปากเดียว

วันนี้นายจิรัฏฐ์ เปิดเผยก่อนเข้าฟังคำพิพากษาว่า ตนยังมั่นใจในพยานหลักฐานที่ใช้ต่อสู้ในคดีและยืนยันว่า ไม่ได้มีการปลอมแปลงเอกสาร ใบ สด.43 เพราะก่อนหน้านี้ทางพนักงานอัยการก็ให้คำตอบไม่ได้ว่าปลอมแปลงอย่างไร เพราะในใบเอกสารมีทั้งลายเซ็น มีทั้งตราประทับ ซึ่งยากที่จะปลอมแปลง และโดยส่วนตัวแล้วตนเชื่อว่าคดีนี้ เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองจากฝั่งตรงข้าม เพราะตอนที่นั่งไต่สวนก็มีนายทหารตั้งแต่ยศพันโทไปจนถึงพลโทประมาณ 8-9 นาย เข้ามาร่วมเบิกความ ทั้งที่ความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องใช้นายทหารยศสูงขนาดนี้ อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเก็บเอกสารประวัติของตนก็แตกต่างจากคนอื่น เพราะโดยปกติแล้ว จะต้องมีการทำลายทิ้งหากครบ 10 ปี 

ขณะที่ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว หากศาลพิพากษาลงโทษ โดยให้เหตุผลว่าจำเลยไม่ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน และจำเลยขาดสมาชิกภาพความ สส. แล้ว 

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างเห็นว่า พยานโจทก์มีนายทหารกรมพระธรรมนูญ เข้าเบิกความยืนยันว่าการผ่านการเกณฑ์ทหารมีรายละเอียดในเล่มต้นฉบับ ซึ่งบันทึกไว้ว่าจำเลยขาดการเกณฑ์ทหารซึ่งระบบการตรวจสอบเป็นไปอย่างมีระเบียบถูกต้อง เนื่องจากจำเลยขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารระหว่างเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยบูรพาเมื่อระหว่างปี 2552-2555 มาโดยตลอด ทางสัสดีอ.บางปะกงได้ออกหมายเรียกให้จำเลยเข้าคัดเลือกทหารในปี 2555 แต่จำเลยกลับหลีกเลี่ยงไม่เข้ามาคัดเลือกหารเกณฑ์ทหาร และศาลจังหวัดฉะเชิงเทรามีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 1 เดือน รอลงอาญา เนื่องจากจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร อย่างไรก็ตามใบผ่านเกณฑ์ทหารที่จำเลยอ้างและนำไปแสดงในรายการ The politic ของมติชนทีวี อัยการโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ทำเอกสารราชการปลอม (ใบสด.43) ให้จำเลย 

ส่วนที่จำเลยไม่นำเอกสารผ่านเกณฑ์ทหารต้นฉบับมาแสดง และไม่มีพยานเข้ามาเบิกความสนับสนุนโดยที่จำเลยรู้ดีอยู่แก่ใจแล้วว่าไม่เคยเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินแต่อย่างใด จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) รวมถึงเป็นกรรมาธิการทหารของสภาผู้แทนราษฎร ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าความจริงเป็นอย่างไร อีกทั้งจำเลยไม่มีพยานเข้ามาเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์ล้วนเบิกความไปตามจริง ไม่มีเจตนาปรักปรำหรือกลั่นแกล้งจำเลยให้ต้องรับโทษ 

การกระทำของจำเลยทำให้กระทรวงกลาโหม ประชาชนได้รับผลกระทบ รวมทั้งกระทบความมั่นคงของชาติ การเกณฑ์ทหารกองเกิน เห็นว่าจำเลยมีเจตนาใช้เอกสารราชการปลอม และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวให้ลงโทษบทหนักที่สุดฐานใช้เอกสารราชปลอม พิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

ต่อมาทนายความของนายจิรัฏฐ์ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43 ปลอม ไม่รอลงอาญา

สุทธิชัยvsอนุทิน บทพิสูจน์สื่อ-นายกฯ บนความเสี่ยงของประเทศ!

สุทธิชัยvsอนุทิน บทพิสูจน์สื่อ-นายกฯ บนความเสี่ยงของประเทศ!

สุทธิชัยvsอนุทิน บทพิสูจน์สื่อ-นายกฯ บนความเสี่ยงของประเทศ!

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

ถ้ามองผิวเผิน เรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นการตั้งคำถามตามปกติของสื่อ

แต่เมื่อพิจารณาให้รอบด้าน โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ระหว่างประเทศที่กำลังตึงเครียด คำถามนั้นกลับไม่ใช่คำถามเล็ก ๆ และไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกสรุปแบบรีบเร่งผ่านโพสต์

เพราะคำถามดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน แต่เป็นการนำคำให้สัมภาษณ์ของผู้นำสหรัฐผ่านสื่อต่างประเทศ มาทาบกับการสื่อสารของนายกรัฐมนตรีไทยที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยโดยตรงในระดับผู้นำประเทศ

สุทธิชัย หยุ่น เลือกหยิบคำให้สัมภาษณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ กับ Wall Street Journal ที่ระบุถึงการใช้มาตรการทางภาษีเป็นแรงกดดันให้ไทยและกัมพูชายุติการสู้รบ

ก่อนตั้งคำถามต่อสาธารณะว่า เหตุใดอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเพิ่งคุยกับทรัมป์ในคืนก่อนหน้า จึงไม่ได้บอกประชาชนในทำนองเดียวกัน แต่กลับพูดถึง “สัญญาณบวก” ในการกลับไปเจรจาภาษีกับ USTR

คำถามที่ตามมาคือ ใครพูดไม่ชัด หรือใครฟังคลาดเคลื่อน

คำถามนี้ หากเป็นการพูดคุยในวงสนทนา อาจจบลงแค่ความเห็นต่าง

แต่เมื่อมันถูกโพสต์ออกมาในฐานะความเห็นของสื่ออาวุโส ที่สังคมให้ความเชื่อถือ ผลกระทบของมันย่อมไม่ธรรมดา

สิ่งที่ต้องแยกให้ออกตั้งแต่ต้น คือ เวทีที่ทรัมป์พูดกับ Wall Street Journal กับเวทีที่ทรัมป์คุยกับผู้นำรัฐบาลไทย ไม่ใช่เวทีเดียวกัน และไม่ควรถูกปฏิบัติราวกับมีน้ำหนักเท่ากัน

การให้สัมภาษณ์กับสื่ออเมริกัน เป็นการสื่อสารต่อสาธารณชนของประเทศเขา มีทั้งบริบทการเมืองภายใน แรงกดดันจากสภา จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และจากภาพลักษณ์ผู้นำโลก

ขณะที่การคุยโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีไทย เป็นการสื่อสารในระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อจัดการความสัมพันธ์ ผลประโยชน์ และท่าทีระหว่างประเทศ

ผู้นำโลกคนเดียวกัน สามารถพูดเรื่องเดียวกันด้วยน้ำหนักที่ต่างกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกหกหรือพูดไม่ตรง นี่คือพื้นฐานของการเมืองระหว่างประเทศ ที่คนทำข่าวอาชีพย่อมเข้าใจดี

ดังนั้น การนำคำให้สัมภาษณ์จากสื่อมวลชนต่างประเทศ มาใช้เป็นฐานตั้งคำถามต่อการสื่อสารของรัฐบาลไทย โดยไม่ตรวจสอบกับแหล่งตรงก่อน จึงเป็นสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามกลับ

ยิ่งเมื่อผู้ตั้งคำถาม คือสุทธิชัย หยุ่น

สื่ออาวุโสที่อยู่ในวงการมานาน

เป็นคนที่มีช่องทางติดต่อผู้นำรัฐบาลโดยตรง และเคยใช้ช่องทางนั้นในการตรวจสอบข้อมูลมาแล้วหลายครั้งในอดีต

การเลือก “โพสต์ตั้งคำถาม” แทนการ “ยกหูถาม” จึงไม่ใช่แค่เรื่องรูปแบบ

แต่เป็นเรื่องมาตรฐานการทำงาน

ไม่ใช่เพราะสื่อไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม

แต่เพราะสื่อระดับนี้ มีหน้าที่ต้องทำให้ข้อมูลครบ ก่อนโยนคำถามสู่สาธารณะ

โดยเฉพาะในประเด็นที่แตะเรื่องอธิปไตย ความมั่นคง และท่าทีของประเทศในเวทีโลก

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งชัด คือการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ปล่อยให้ข้อสงสัยลอยค้างอยู่ในสังคม ไม่ได้สั่งโฆษกออกมาแก้ ไม่ได้เลือกความเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงแรงปะทะ

แต่เลือก “เข้าไปคอมเมนต์ชี้แจงด้วยตัวเอง” ในโพสต์ของสุทธิชัย หยุ่น บน Facebook

การกระทำนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำรัฐบาลต้องทำเป็นประจำ แต่สะท้อนว่า นายกรัฐมนตรีมองว่าความคลาดเคลื่อนของข้อมูลครั้งนี้ กำลังขยายผลเกินกว่าที่ควรจะปล่อยผ่าน

ในคอมเมนต์นั้น อนุทินอธิบายอย่างตรงไปตรงมา ว่าในการพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐ เขาไม่ได้อยู่คนเดียว

มีผู้ร่วมรับฟังหลายคน มีทีมงานที่ร่วมสรุปสาระ และมีการเตรียมข้อความสำหรับการแถลงข่าวล่วงหน้า ก่อนออกมาสื่อสารกับสาธารณชน

นายกฯอนุทินย้ำว่า ไม่มีการปิดบัง ไม่มีความคลาดเคลื่อน และไม่มีการพูดสดแบบฉับพลัน พร้อมชี้ให้เห็นว่า หากมีข้อสงสัย สุทธิชัยสามารถติดต่อสอบถามเขาได้โดยตรง เหมือนที่เคยทำมาในอดีต

ที่สำคัญกว่านั้น คือประโยคที่สะท้อนน้ำหนักของสถานการณ์ เมื่ออนุทินระบุชัดว่า การสื่อสารข้อมูลที่ผิดพลาด อาจทำให้ประเทศเสียหาย และเรื่องการปกป้องอธิปไตย จำเป็นต้องได้รับความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชน

สิ่งที่อนุทินพยายามสื่อ คือเรื่องนี้ไม่ควรถูกตัดสินจากการอ้างสื่อต่างประเทศเพียงด้านเดียว โดยไม่สอบถามข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในวงเจรจาโดยตรง

หลังจากนั้น กระแสในโซเชียลมีเดียก็สะท้อนภาพที่ชัดขึ้น คอมเมนต์ของอนุทินถูกนำไปแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในหลายแพลตฟอร์ม พร้อมเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่มองว่า นายกรัฐมนตรีทำในสิ่งที่ควรทำ คือออกมารับผิดชอบต่อข้อมูล

ขณะเดียวกัน เสียงวิจารณ์ต่อสุทธิชัย หยุ่น ก็เกิดขึ้นตามมา ไม่ใช่ในฐานะศัตรูของสื่อ แต่ในฐานะความคาดหวังต่อสื่ออาวุโส ว่าควรใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ให้รอบคอบกว่านี้

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก สิ่งที่สังคมต้องการ ไม่ใช่คำถามที่เร็ว แต่คือข้อมูลที่แม่น

และเมื่อผู้นำประเทศพูดจากวงเจรจาโดยตรง การอ้างข่าวนอกโดยไม่ตรวจสอบกับแหล่งตรงก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ควรถูกทักท้วง

ไม่ใช่เพื่อเอาชนะใคร แต่เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสียหายจากความคลาดเคลื่อนที่ควรป้องกันได้ตั้งแต่ต้น.

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์- 

สมชาย มั่นใจ‘ยศชนัน’ทำงานให้ประเทศได้ ปัดบงการ ปล่อยอิสระ อิ๊งค์แซวตัวเองอดเป็นแคนดิเดตฯ

สมชาย มั่นใจ‘ยศชนัน’ทำงานให้ประเทศได้ ปัดบงการ ปล่อยอิสระ อิ๊งค์แซวตัวเองอดเป็นแคนดิเดตฯ

สมชาย มั่นใจ‘ยศชนัน’ทำงานให้ประเทศได้ ปัดบงการ ปล่อยอิสระ อิ๊งค์แซวตัวเองอดเป็นแคนดิเดตฯ

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.19 น.

“อดีตนายกฯ สมชาย” มั่นใจ “ยศชนัน” ทำงานให้ประเทศได้ ปัดบงการ ปล่อยลุยอิสระ​ ชี้หน้าใหม่ทางการเมือง ขอโอกาสพิสูจน์ โยนปชช.ตัดสินใจ ฟาก “แพทองธาร” แซวตัวเองอดเป็นแคนดิเดตฯ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ในฐานะบิดา ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอชื่อ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชาย เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย มั่นใจว่าจะได้รับเลือกและเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ว่า ขึ้นอยู่กับประชาชนในการเลือกตั้ง ซึ่งเราก็ได้แต่สนับสนุน แต่ไม่ได้เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการ หรือครอบงำการทำงาน เพราะเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องเป็นความคิดอิสระส่วนตัว และมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ทำงานกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งพ่อแม่ก็จะอยู่เบื้องหลังแบบนี้ อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกันไป ตนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องหรือบงการ เนื่องจากเรื่องนี้ใหญ่กว่าระดับครอบครัวและเป็นเรื่องของระดับชาติ 

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นบิดาและผ่านเรื่องราวหนักหนาสาหัสมาแล้ว ได้พูดคุยกับนายยศชนัน ที่จะเข้าสู่การเมืองอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ไม่ได้พูดเพราะตนได้ต่อสู้มาตามวิถีทาง และเมื่อลูกจะเข้ามาทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ก็ต้องปล่อยให้ต่อสู้เต็มที่พร้อมกับคณะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ต้องบอกทุกคนก็รู้ว่าการต่อสู้เป็นอย่างไร โตขนาดนี้เราก็ต้องปล่อยให้เป็นอิสระ เป็นผู้นำจะเป็นอะไรก็ว่ากันไป เราคงไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าวิกฤตประเทศขณะนี้มีหลายด้าน คิดว่านายยศชนันจะผ่านไปได้หรือไม่ถ้าอยู่ในตำแหน่งนายกฯ นายสมชาย กล่าวว่า ก็อยู่ที่ว่าจะได้เป็นหรือไม่ ซึ่งแกนนำและผู้ที่เกี่ยวข้องในพรรคก็ช่วยกันเต็มที่ จึงมั่นใจว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยจะจับต้องได้เหมือนกับที่ประชาชนเคยได้สัมผัส เพราะนโยบายของพรรคก้าวหน้ากว่าเดิม และเป็นรูปธรรมที่ประชาชนคาดหวังได้ ฉะนั้นน่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นที่สนับสนุนของประชาชน ทั้งนี้ ก็ต้องอยู่กับพี่น้องประชาชนด้วยว่าจะสนับสนุนและเลือกหรือไม่ เพราะพรรคการเมืองมีหลายพรรค ซึ่งตนไม่ใช่ผู้บริหารของพรรคเพื่อไทย แต่ทุ่มเทกำลังใจให้เต็มที่และอยากให้เราได้กลับมาเป็นรัฐบาล เพื่อดูแลประชาชนต่อไป แต่จะได้หรือไม่ได้ก็ต้องเคารพการออกเสียงของประชาชน

เมื่อถามว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่เพราะนายยศชนัน ถือเป็นหน้าใหม่ทางการเมืองและเกมการเมืองสู้กันดุเดือด นายสมชาย กล่าวว่า หน้าใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ด้อยโอกาส ด้อยความรู้ ด้อยความสามารถ ต้องเปิดโอกาสให้แสดงอย่างเต็มที่ เพื่อให้เห็นว่าแม้แต่จะเป็นคนหน้าใหม่ แต่หากได้รับการสนับสนุนก็สามารถที่จะนำพาพรรคและประเทศชาติบ้านเมืองได้ ซึ่งเจ้าตัวต้องไปพิสูจน์และแสดงให้เห็นเพื่อให้ได้รับการสนับสนุน

ต่อจากนั้น เวลา 09.45 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางถึงพรรคเพื่อไทย ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามว่าแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คนของพรรคเพื่อไทยถือว่าว้าวหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวติดตลกว่า “อดเป็นเลย” 

ภท.เผยเตรียมเปิดตัว สส.กทม. ทั้ง 33 เขต 1-2 วันนี้​ รับแคนดิเดตมีผล

ภท.เผยเตรียมเปิดตัว สส.กทม. ทั้ง 33 เขต 1-2 วันนี้​ รับแคนดิเดตมีผล

ภท.เผยเตรียมเปิดตัว สส.กทม. ทั้ง 33 เขต 1-2 วันนี้​ รับแคนดิเดตมีผล

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.07 น.

“ศุภมาส”เผยเตรียมเปิดตัว สส.กทม. ทั้ง 33 เขต 1-2 วันนี้ บอกคัดเลือกได้ 70 % แล้ว รับแคนดิเดตนายกฯ มีผลต่อกระแส กทม.

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเหรัญญิกและแกนนำดูพื้นที่ กทม.พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง ความพร้อมการคัดเลือกผู้สมัครในพื้นที่สส.กทม. ว่า ได้หารือกับนายเอกนัฐ พร้อมพันธุ์ ซึ่งขณะนี้มีผู้สมัครมากกว่าจำนวนเขตทั้ง 33 เขตในกทม. และทุกคนมีความพร้อมและคุณสมบัติตามที่ต้องการโดยมีทั้งที่เป็นอดีตสส.และอดีตรัฐมนตรี และเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจมาทำงานทางการเมือง

นางสาวศุภมาศ กล่าวว่า ขณะนี้ได้คัดเลือกแล้วประมาณ 70% และคาดว่าภายใน1-2 วันนี้ จะได้ผู้สมัครเกือบครบทั้ง 33 เขต ซึ่งวันนี้จะมีการหารือเพิ่มเติม และถ้าพร้อมอาจจะเปิดตัวพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่า จะชัดเจนก่อนวันที่ 27 ธันวาคม แน่นอน

เมื่อถามว่าวางเป้าสส.กทม. ไว้กี่เก้าอี้ นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ยังไม่ได้ดูเรื่องตัวเลข แต่เมื่อทุกคนลงเลือกตั้งแล้วแพ้ไม่ได้ และจะต้องทำพื้นที่ทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด เรื่องตัวเลขค่อยมาดู เพราะในขณะนี้ยังไม่นิ่ง

เมื่อถามว่า วางกลยุทธ์ไว้อย่างไร เพราะการเลือกตั้งในกทม. จะอิงกระแสมากกว่า นางสาวศุภมาศ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ผู้นำพรรคและองคาพยพทั้งหมดของภูมิใจไทย รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประกาศมาแล้ว 3 ท่าน และจะมีทีมเศรษฐกิจและทีมอื่นๆที่จะทยอยเปิดตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและให้เป็นที่ยอมรับของสังคม พร้อมย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ ตัดสินใจเพื่อตัวเอง เพื่อให้มีทางรอดไม่ติดเดตร็อค หรือเงื่อนไขต่างๆ

เมื่อถามย้ำว่า แคนดิเดตพรรคภูมิใจไทยเป็นไปตามข่าวหรือไม่ นางสาวศุภมาศ กล่าวว่า 1-2 วันนี้ น่าจะเห็นความชัดเจนแต่เรื่องนี้ขอให้ทางผู้ใหญ่ของพรรคเป็นคนตอบ

เมื่อถามถึงกระแสชาตินิยมจะส่งผลในพื้นที่กทม.หรือไม่นางสาวศุภมาศ กล่าวว่า จริงๆเราไม่ได้คิดเรื่องนี้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นกระแสบวกหรือลบ แต่ทุกอย่างทำด้วยความจริงใจและอยากจะแก้ไขปัญหาจริงๆ เพราะจังหวัดแถบชายแดนก็เป็นพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยเกือบทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราจึงมีหน้าที่แก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ได้คิดว่าทำแล้วได้หรือเสียคะแนน แต่ที่สำคัญจะต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน 

นฤมล รับ ธรรมนัส แคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 พรรคกล้าธรรม จ่อเปิดตัวกลุ่ม เฉลิมชัย

นฤมล รับ ธรรมนัส แคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 พรรคกล้าธรรม จ่อเปิดตัวกลุ่ม เฉลิมชัย

นฤมล รับ ธรรมนัส แคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 พรรคกล้าธรรม จ่อเปิดตัวกลุ่ม เฉลิมชัย

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

“นฤมล” จ่อ เปิดตัวกลุ่ม”เฉลิมชัย”บ่ายนี้ รับ ทำให้ภาคใต้”กล้าธรรม”แข็งแกร่งขึ้น เผยมีคนมาสมัครเป็นสมาชิกเรื่อยๆ รับ”ธรรมนัส”แคนดิเดตนายกอันดับ 1

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 9.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมในวันนี้ว่า ยอมรับว่ากลุ่มนายเฉลิมชัย จะมาสมัครวันนี้ส่วนจะมากี่คนนั้นขอให้รอดู ตอนเวลาเที่ยงวันนี้  ซึ่งเราเชิญทุกพรรค โดยวันนี้จะเป็นการเปิดแค่กลุ่มของนายเฉลิมชัย ก่อน 

เมื่อถามว่า การได้กลุ่มของนายเฉลิมชัย มาเป็นสมาชิกพรรคแล้วจะทำให้ในภาคใต้มีความแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า แน่นอน รวมถึงภาคอื่นด้วย ซึ่งตอนนี้จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และจะมีการทยอยเปิดตัวไป และเมื่อกกต.เปิดรับสมัครแล้วก็คงจะมีความชัดเจนขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสมาชิกเข้ามาเพิ่มขึ้นเราต้องตั้งเป้าสส.ที่จะได้เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า น่าจะลักษณะเดิม ตัวเลขใกล้ๆกันกับครั้งที่แล้ว 

เมื่อถามว่าจะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมเมื่อไหร่ นางนฤมล กล่าวว่ายังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน ส่วนตนเองจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้นยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เมื่อถามย้ำว่าจะส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครบทั้ง 3 คนหรือไม่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง นางนฤมล กล่าวว่า คงไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ดูที่ความเหมาะสมมากกว่า 

ด่วน! ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43 ปลอม ไม่รอลงอาญา

ด่วน! ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43 ปลอม ไม่รอลงอาญา

ด่วน! ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43 ปลอม ไม่รอลงอาญา

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.43 น.

ด่วน !ศาลอาญาสั่งจำคุก 2ปี ไม่รอลงอาญาอดีต ส.ส.จิรัฏฐ์  พรรคปชน 2 ปี  ใช้ใบสด.43 ปลอม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.45 น. ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี ปลอมใบสด.43 หมายเลขดำอทย.155/2567 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายจิรัฏฐ์ หรือนวรินทร์ ทองสุวรรณ์ อดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ อันเป็นเท็จ 

กรณีนายจิรัฏฐ์ จำเลย แสดงใบผ่านเกณฑ์ทหารหรือใบสด.43 ปลอม แล้วนำมาเผยแพร่ในโซเชียลโดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีเกิดข้อสงสัยการได้มาซึ่งใบผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ว่า อาจจะได้มาโดยไม่ถูกต้อง จนเป็นที่มาร้องเรียนให้กองทัพบกตรวจสอบ ต่อมา พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ในขณะนั้น ได้มอบหมายให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความดำเนินคดี นายจิรัฏฐ์ ที่สน.ประชาชื่น ข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมฯ

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

สำหรับคดีนี้มีพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 6 ปากเข้าเบิกความ ขณะที่จำเลยมีนายจิรัฏฐ์ เป็นพยานเบิกความต่อสู้คดีพียงปากเดียว

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานใช้เอกสารราชการผ่านการเกณฑ์ทหาร(ใบ สด.43)จริง จำคุก2ปีโดยไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฉบับเต็ม! เปิดคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ชี้มีเจตนาใช้เอกสารราชการปลอม

ทนายบอนฟาดเดือด! พวกกินอิ่มนอนหลับ หยุดซ้ำเติมทหาร ลั่น!ถ้าช่วยไม่ได้ ก็แค่เงียบๆ ไว้

ทนายบอนฟาดเดือด! พวกกินอิ่มนอนหลับ หยุดซ้ำเติมทหาร ลั่น!ถ้าช่วยไม่ได้ ก็แค่เงียบๆ ไว้

ทนายบอนฟาดเดือด! พวกกินอิ่มนอนหลับ หยุดซ้ำเติมทหาร ลั่น!ถ้าช่วยไม่ได้ ก็แค่เงียบๆ ไว้

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.27 น.

ทนายบอนฟาดเดือด! พวกกินอิ่มนอนหลับ หยุดซ้ำเติมทหาร ลั่น!ถ้าช่วยไม่ได้ ก็แค่เงียบๆ ไว้

ณัฐนันท์ กัลยาศิริ – ทนายบอน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ตอนที่เขมรรุกดินแดนไทย และเข้ามาวางกับระเบิด ทหารไทยขาขาด

เมื่อใช้วิธีการทางการทูตประท้วง ก็หาว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันกับฮุนเซน เรื่อง Scammer บ้าง กลัวโดนแฉบ้าง … ไม่กล้ารบ

พอให้สัมภาษณ์เปิดไฟเขียวให้ทหารรบ บอกว่าตีกิน ไม่รับผิดชอบ ไม่จริงใจ

พอชัดเจนว่าสั่งเป็นทางการให้ทหารรบตอบโต้ ก็แซะว่าหาคะแนนเสียงจากความคลั่งชาติ ชาตินิยม แลกกับชีวิตทหาร

ถ้าทหารไทยเพลี่ยงพล้ำ ก็คงซ้ำเติมว่าไม่มีศักยภาพ … ทหารมีไวัทำไม

พอทหารไทยรบเก่งจนเขมรเสียทรง ยึดดินแดนคืนได้ เขมรไปล็อบบี้ประเทศอื่นๆ มากดดันไทย … ก็หาว่าจุดยืนไทยไม่ดี ทำให้นานาชาติมารุมไทย

ทุกวันนี้ทหารเราเสียสละ รุก รบ ทั้งวันทั้งคืน ก็เพื่อรักษาเอกราช รักษาดินแดน รักษาความปลอดภัยของประชาชนคนไทยทุกคน … รวมถึงไอ้คนพวกนี้

ที่พวก_ กินอิ่ม นอนหลับ ตื่นมามีความคิดแบบใช้หัวแม่ตี_ คิดอย่างสร้างสรรค์ได้ ก็เพราะทหารเค้าเสียสละ นอนกลางดิน กินกลางทราย อยู่กลางดงกระสุน ให้เราได้นอนห้องแอร์

แต่ละคำพูดก่อนจะกลั่นออกมาขอใหัคิดถึงครอบครัวทหารที่เสียสละบ้าง ว่าเค้าจะรู้สึกอย่างไร … คิดถึงทหารในสนามรบบ้างว่าจะเสียกำลังใจขนาดไหน

ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะให้กำลังใจทหารยังไง หรือจะช่วยประเทศด้วยวิธีไหน ก็แค่เงียบๆ ไว้ครับ

อนุทิน ถก สมช. จับตาไฟเขียวสกัดกั้นยุทธปัจจัย ยุทธภัณฑ์ทางทะเล

อนุทิน ถก สมช. จับตาไฟเขียวสกัดกั้นยุทธปัจจัย ยุทธภัณฑ์ทางทะเล

อนุทิน ถก สมช. จับตาไฟเขียวสกัดกั้นยุทธปัจจัย ยุทธภัณฑ์ทางทะเล

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.21 น.

นายกฯ ถก สมช. จับตาไฟเขียวสกัดกั้นและควบคุมยุทธปัจจัย และยุทธภัณฑ์ต่างๆ ทางทะเล

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 16/2568 โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสีหศักดิ์ พ่วงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์  รมว.ยุติธรรม  พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

โดยเมื่อนายกฯเดินทางถึงไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ สำหรับวาระหลักในการประชุมคือ การขออนุมัติ  ให้หน่วยงานใน ศรชล. ยกระดับมาตรการตามมาตรา 27 วรรค 2 และ 3 ในการบูรณากาการกลไก การควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง เรือสนับสนุนทำงานประมง ทั้งในส่วนของเรือไทย และผู้ประกอบการทางทะแล ที่เป็นเจ้าของเรือโดยตรงหรือทางอ้อมที่เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารกิจการกองเรือภาคการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศและมีพฤติการลักลอบลำเลียงและส่งออกน้ำมันหรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา พร้อมให้ ศรชล. พิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชา เป็นพื้นที่เสี่ยง หรือสรุปง่ายๆคือ การขอสกัดกั้นและควบคุมยุทธปัจจัย และยุทธภัณฑ์ต่างๆ ตามมติ ที่ประชุมคณะบัญชาการทางทหาร

ศุภจี เผย สหรัฐฯยังไม่ปรับเงื่อนไขภาษี รอถก ครม. หลังจ่อคุมเข้มส่งนํ้ามัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

ศุภจี เผย สหรัฐฯยังไม่ปรับเงื่อนไขภาษี รอถก ครม. หลังจ่อคุมเข้มส่งนํ้ามัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

ศุภจี เผย สหรัฐฯยังไม่ปรับเงื่อนไขภาษี รอถก ครม. หลังจ่อคุมเข้มส่งนํ้ามัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

“ศุภจี” ยํ้า ดีลเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่คืบ ยัน สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเงื่อนไข ชี้ รอถก ครม. หลัง “สมช.” จ่อคุมเข้มส่งนํ้ามัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะที่คุยกันสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ บอกว่า ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ พร้อมยํ้าว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ 

เมื่อถามถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ประเทศไทยหยุดการสู้รบกับกัมพูชา นางศุภจี กล่าวว่า ก็เห็นตามข่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตน แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

เมื่อถามว่า จะเจรจาเรื่องนี้เสร็จก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นมากมาย

เมื่อถามถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีมติ สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการส่งออกด้านอื่นหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ขอรับฟังการประชุม ครม.ก่อน หลังจากนั้นตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง