ศรชล. ยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

ศรชล. ยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

ศรชล. ยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.00 น.

เลขาฯ ศรชล. ยัน ไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำ มาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือชักธงไทย สกัด น้ำมัน- ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา ไม่กระทบเรือต่างชาติ ยังระบุไม่ได้ บังคับใช้กี่วัน  

เมื่อเวลา 08.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเรือเอกธาดาวุธ  ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะ เลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กล่าวก่อนประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อขออนุมัติให้หน่วยงานใน ศรชล. ยกระดับมาตรการตามมาตรา 27 วรรค 2 และ 3 ในการบูรณาการกลไก การควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง เรือสนับสนุนทำงานประมง ทั้งในส่วนของเรือไทย และผู้ประกอบการทางทะเล ที่เป็นเจ้าของเรือโดยตรงหรือทางอ้อมที่เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารกิจการกองเรือภาคการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศและมีพฤติการลักลอบลำเลียงและส่งออกน้ำมันหรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา พร้อมให้ ศรชล. พิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชา เป็นพื้นที่เสี่ยงว่า วันนี้จะเป็นการเสนอเรื่องในส่วนของ ศรชล.เกี่ยวกับความปลอดภัยทางทะเล โดย ยอมรับว่าจะโฟกัสเฉพาะเรือสัญชาติไทยเท่านั้น ทั้งนี้ขอให้ความมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบกับเรือของต่างชาติ เป็นการบริหารจัดการเฉพาะเรือที่ชักธงไทยเท่านั้น หรือเรือสินค้าของไทย 

สําหรับเรือของไทยที่ไปรับน้ำจากประเทศที่ 3 มาส่งให้กัมพูชานั้น ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทําธุรกิจโดยทั่วไป  ในส่วนของกัมพูชาจะต้องตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เนื่องจาก ศรชล.มีมาตรการอยู่แล้ว 

“ขอยืนยันว่าไม่ได้ปิดน่านน้ำตามที่เป็นข่าว เพียงแต่ทําให้เกิดความปลอดภัย และการปฏิบัติการ มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับภาคเอกชนโดยเฉพาะเรือไทย  ส่วนกรณีเรือไทยถูกโจมตีว่าไม่หยุดส่งน้ำมันให้กัมพูชานั้น อยากให้รอผลการประชุม สมช.วันนี้ก่อน ยังไม่ขอชี้แจงประเด็นนี้ ทั้งนี้ ศรชล.มีหน้าที่บริหารจัดการ การทํางานในทะเลอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าหาก สมช.อนุมัติ การบังคับใช้จะครอบคลุมเวลาเท่าไหร่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องดูตามสถานการณ์ ยังไม่สามารถระบุได้ 

ไชยชนก ไม่กังวลถูกแจ้งความใกล้เลือกตั้ง ย้ำอยู่เคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้างหากทำผิด

ไชยชนก ไม่กังวลถูกแจ้งความใกล้เลือกตั้ง ย้ำอยู่เคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้างหากทำผิด

ไชยชนก ไม่กังวลถูกแจ้งความใกล้เลือกตั้ง ย้ำอยู่เคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้างหากทำผิด

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.41 น.

“ไชยชนก” ยืนยัน​ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายหลังถูกแจ้งความ​ ฐานไม่ดำเนินการหลังแม่โพสต์​ทะเบียนราษฎร​คู่กรณี​ ชี้​ ตรวจสอบแล้ว​ ไม่เข้าข่าย​ผิด​ 157 ลั่น​ หากไม่ใช่เกมการเมือง​ ก็น่าเห็นใจ​ ย้ำ​ เคียงข้างแม่ แต่ไม่มีเข้าข้าง

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 08.27 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีที่นางกรุณา ชิดชอบ มารดา​ นำทะเบียนราษฎรของบุคคลอื่นมาโพสต์ เผยแพร่ทางสื่อออนไลน์​ ว่า​ กรณีดังกล่าวถ้าไม่ใช่เกมการเมือง​ ก็เห็นใจผู้ที่ร้องเรียน​ ตอนแรกก็คิดว่ามีความผิดเหมือนกัน​ แต่ภายหลังทราบว่า​ เรื่องนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 157​ ​ซึ่งผอ.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล​ ได้ชี้แจงในข้อกฎหมายแล้ว​ จึงยืนยันว่า​ ได้ทำเต็มที่แล้ว​ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย​ และตนเองไม่ได้เข้าข้างแน่นอน​

“พอมีเรื่องของการกระทำผิดกฎหมาย​ ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีทางจะเข้าข้าง วันนั้นถึงได้มีการแนะนำและให้สัมภาษณ์ไปด้วยว่า​ พอมีการตรวจสอบแล้ว​ มันไม่เข้าข่าย PDPA จริงๆ แต่อาจจะต้องดำเนินการว่าผิดอย่างไร ให้ดำเนินการในเรื่องของหมิ่นประมาท ดังนั้นแม้จะยืนเคียงข้างแม่ แต่ก็ไม่มีทางเข้าข้าง ถ้าเป็นเรื่องการกระทำผิดทางกฎหมาย”

ส่วนมองอย่างไรที่มีการแจ้งความในช่วงใกล้เลือกตั้ง​ นายไชยชนก​ กล่าวย้ำว่า​ อย่างที่บอกถ้าไม่ใช่เกมการเมือง​ ก็น่าเห็นใจ​ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวล​ เพราะสุดท้ายแล้วหากเป็นเกมการเมืองก็คงได้รับกรรมอยู่ดี เพราะตนเองดำเนินการทุกอย่างเรื่องสแกมเมอร์​ และไม่มีทางจะหยุดในเรื่องนี้​

นายไชยชนก​ ยังเปิดเผยว่าเรื่องนี้ได้คุยกับแม่แล้ว​ ท่านก็เป็นห่วงและรู้สึกผิด มีความกังวลว่าจะกระทบกับตนเองและกระแสหรือไม่​ แต่ก็ยืนยันไปว่าดำเนินการทุกอย่างเต็มที่แล้ว​ ผิดก็ว่ากันตามผิด ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย​ และได้บอกกับแม่ว่าไม่ต้องคิดมาก​

บิ๊กเล็ก แย้มสถานการณ์ชายแดน ขอเวลาอีกไม่นาน ยันอาวุธสัญชาติจีน กองทัพใช้หรือทำลายได้หมด

บิ๊กเล็ก แย้มสถานการณ์ชายแดน ขอเวลาอีกไม่นาน ยันอาวุธสัญชาติจีน กองทัพใช้หรือทำลายได้หมด

บิ๊กเล็ก แย้มสถานการณ์ชายแดน ขอเวลาอีกไม่นาน ยันอาวุธสัญชาติจีน กองทัพใช้หรือทำลายได้หมด

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.32 น.

“บิ๊กเล็ก” ลั่น อาวุธที่ยึดได้ กองทัพใช้หรือทำลายได้หมด แค่ตรวจสอบก่อน แจง สกัดกั้นน้ำมันไปเขมร เป็นสันติวิธี แย้ม สถานการณ์ชายแดน ”ขอเวลาอีกไม่นาน“

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ถึงสถานการณ์ล่าสุดชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า มีความคืบหน้าไปตามลำดับ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อกังวลอะไรหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มี ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของกองทัพที่ได้ดำเนินการ

เมื่อถามถึงกรณีขีปนาวุธที่เนิน 500 ซึ่งเป็นของใหม่ หน่วยข่าวกรองทราบหรือไม่ว่าได้มาช่วงไหน เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีผู้สนับสนุนซื้อมาในตลาดใต้ดิน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตอนนี้ข่าวยังไม่ยืนยัน กำลังตรวจสอบอยู่ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางการจีนได้มีการประสานขอคืนอาวุธเหล่านี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ได้รับทราบตรงนี้เลยที่จะมาติดต่อขอคืน ซึ่งอาวุธเหล่านี้ยังคงอยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งตามกฎบัตรแล้วอันไหนที่ยึดได้ก็เป็นของเรา เมื่อถามย้ำว่า อาวุธเหล่านี้เราสามารถเอาไปใช้ได้เลย หรือจะต้องรอตรวจสอบก่อน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราสามารถใช้ได้หรือทำลายก็ได้ แต่ต้องมีการตรวจสอบก่อน

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีหลายประเทศเป็นห่วงเรื่องการสกัดกั้นน้ำมัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราใช้วิธีสันติ ไม่ได้ใช้กำลังเข้าประหัตประหารกัน ไม่ได้ใช้อาวุธ เป็นการใช้สันติวิธีที่จะจำกัดฝ่ายกัมพูชาที่จะเข้ามาปฏิบัติการในฝ่ายเรา เพราะยืนยันแล้วว่าเราจะหยุดยิงเมื่อกัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์อย่างชัดเจนและเปิดเผย เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็นแนวทางสันติที่ใช้ได้ที่จะทำให้สิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ นั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าสถามว่า ได้รับรายงานเรื่องรถน้ำมันที่จอดเป็นร้อยคันที่ช่องเม็กหรือยัง  พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตรงนั้นเป็นเรื่องของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ ซึ่งตอนนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ควบคุมเพราะเราทราบว่ามีการขนส่งน้ำมันไปทางช่องเม็กและผ่านไปให้ที่กัมพูชา ซึ่งเป็นมาตรการอย่างสันติวิธีที่จะจำกัดฝ่ายปฏิบัติของกัมพูชาที่กระทำต่อฝ่ายเรา

เมื่อถามว่า คิดว่าจะยืดเยื้ออีกแค่ไหน พล.อ.ณัฐพล กล่าว “ขอเวลาอีกไม่นานครับ”

นิพิฏฐ์ ฟาดแรง! บอก ใจถึง พึ่งได้ ดาบสองคม นักการเมืองชั่ว แอบยิ้มมุมปาก

นิพิฏฐ์ ฟาดแรง! บอก ใจถึง พึ่งได้ ดาบสองคม นักการเมืองชั่ว แอบยิ้มมุมปาก

นิพิฏฐ์ ฟาดแรง! บอก ใจถึง พึ่งได้ ดาบสองคม นักการเมืองชั่ว แอบยิ้มมุมปาก

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.31 น.

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใจถึง พึ่งได้ 

เวลานี้ประชาชนจะเริ่มเชียร์นักการเมืองของเขา ด้วยคำพูดว่า นักการเมืองของเขา “ใจถึง พึ่งได้” 

นักการเมืองเองก็ดูจะพอใจกับเสียงเชียร์ที่บอกว่าเขาเป็นคน“ใจถึง พึ่งได้” 

คำกล่าวนี้ เป็นดาบ 2 คมเสมอ

คำถาม คือ แล้วเรา จะพึ่งอะไรนักการเมือง

ลองเปรียบเทียบ ว่า 

หากประชาชน จะพึ่งตำรวจ ก็ต้องบอกว่า ตำรวจต้องป้องกันอาชญากรรมให้เขาได้

หากจะพึ่งหมอ(แพทย์) ก็ต้องบอกว่า หมอต้องรักษาโรคของเขาให้หายได้

หากพึ่งครู ก็ต้องบอกว่า ครูต้องสอนลูกหลานของเขาให้เป็นคนดีและเก่ง

ทั้งหมด ที่ยกตัวอย่างมา ก็เพียงจะบอกว่า ใครมีหน้าที่ทำอะไร เราก็อยากให้เขาทำหน้าที่นั้นให้ดีและถูกต้อง

แล้วคนเป็นผู้แทนราษฎรล่ะ เราจะพึ่งอะไรเขา 

ก็คงตอบเหมือนคำตอบแรก ว่า ผู้แทนราษฎร มีหน้าที่อะไร เราก็อยากพึ่งพาให้เขาทำหน้าที่นั้นแทนเราให้ดีและถูกต้อง 

ผู้แทนบางคนมีข้อครหาเรื่องค้ายาเสพติดข้ามประเทศ  บางคนมีข้อครหาเรื่องอยู่ในกลุ่มแก๊งหลอกลวงประชาชน

แต่เขาเอาเงินผิดกฎหมายนั้นมาดูแลประชาชน เพื่อเข้าสู่อำนาจ และใช้อำนาจนั้นหาเงินผิดกฎหมาย มาดูแลประชาชน

การสู้รบระหว่างประเทศตอนนี้ สาเหตุหนึ่งก็มาจากนักการเมืองแก๊งนี้ขัดแย้งกัน

 ลูกหลานไทยปลิดชีวิตลง ก็มาจากความขัดแย้งที่นักการเมืองสร้างขึ้น

ท่ามกลางความสกปรกของบ้านเมือง ท่ามกลางเสียงพระสวดในงานศพนักรบ ประชาชนส่วนหนึ่งตะโกนว่า ผู้แทนของเขา“ใจถึง พึ่งได้”

นักการเมืองชั่ว แอบยิ้มที่มุมปาก

อนุทิน บุกถ้ำ หยุ่น หลังสื่อดังโพสต์เป็นนัยพูดไม่ตรงกับ ทรัมป์ ชาวเน็ตชอบใจแห่คอมเมนต์เชียร์นายกฯเพียบ

อนุทิน บุกถ้ำ หยุ่น หลังสื่อดังโพสต์เป็นนัยพูดไม่ตรงกับ ทรัมป์ ชาวเน็ตชอบใจแห่คอมเมนต์เชียร์นายกฯเพียบ

อนุทิน บุกถ้ำ หยุ่น หลังสื่อดังโพสต์เป็นนัยพูดไม่ตรงกับ ทรัมป์ ชาวเน็ตชอบใจแห่คอมเมนต์เชียร์นายกฯเพียบ

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.42 น.

วานนี้ (15 กันยายน พ.ศ.2568) สุทธิชัย หยุ่น นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ชื่อดังของประเทศไทยได้มีการโพสต์ข้อความและภาพบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก Suthichai Yoon ถึงกรณีที่ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ หลังจากที่ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ! ว่า ใครกันแน่พูดไม่ชัดหรือใครกันแน่ฟังอะไรคลาดเคลื่อน ?

‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

คุณอนุทินที่คุยกับทรัมป์คืนวันก่อนไม่เห็นบอกคนไทยแบบนั้น

ตรงกันข้ามกลับบอกว่ามี “สัญญาณบวก” จากทรัมป์ให้กลับไปเจรจาภาษีกับ USTR

ใครพูดไม่ชัดหรือใครฟังอะไรคลาดเคลื่อน?

Was that another roadside accident?

Suthichai Live 19.30 น.

สุทธิชัย หยุ่น

หลังจากนั้นไม่นานนัก นาย อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้ามาคอมเมนท์อธิบายตอบคำถามของ สุทธิชัย หยุ่น บนเพจเฟซบุ๊กหลังสื่อดังโพสต์ประเด็น นายกฯคุยกับทรัมป์ แต่ออกมาแถลงไม่ตรงกับที่ทรัมป์แถลง โดยนายสุทธิชัยตั้งคำถามว่า ใครพูดไม่ชัด หรือใครฟังอะไรคลาดเคลื่อน

“Suthichai Yoon

ตอนพูดกับ ปธน ทรั้มป์ ผมไม่ได้อยู่คนเดียวครับคุณสุทธิชัย มีคนร่วมรับฟังอยู่หลายคน ความรู้ภาษาอังกฤษของผมถึงแม้จะไม่ดีเท่าคุณสุทธิชัยแต่ผมมั่นใจว่าผมได้บอกคนไทยตามสิ่งที่ได้พูดกับสหรัฐทุกอย่าง ไม่มีปิดบังและไม่มีสิ่งใดคลาดเคลื่อน ภาษาที่สื่อสารในวันนั้นก็ไม่ต้องถึงขั้นต้องเปิดดิกชันนารี และเมื่อพูดเสร็จก็มีการสรุปข้อความที่จะแถลงข่าวร่วมกับทีมงานที่ร่วมรับฟังอยู่ด้วยก่อนเดินไปแถลงข่าวตามที่นัดเวลากับนักข่าวไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่เป็นการให้สัมภาษณ์แบบฉับพลัน ก็ขอให้คุณสุทธิชัยได้เข้าใจและอย่าพยายามสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้ประชาชน คุณสุทธิชัยมีช่องทางติดต่อผมโดยตรงมาตลอด หากมีข้อสงสัย ผมยินดีอธิบายให้ทราบด้วยความเต็มใจ แต่ช่วงนี้คุณสุทธิชัยมักจะสรุปเอง ไม่ตรวจสอบข่าวกับผมเหมือนที่เคยทำมาในช่วงก่อนหน้านี้ ผมเกรงว่าคุณสุทธิชัยจะทำให้ประเทศเราเสียหายครับเพราะสื่อสารข้อมูลที่ผิดให้ประชาชนเข้าใจ เรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนครับ การสื่อสารที่ถูกต้องจึงมีความหมายมากครับ ผมยังเหมือนเดิมที่คุณสุทธิชัยสามารถตรวจสอบข้อมูลข่าวสารกับผมได้ตลอดเวลาครับ ขอความกรุณาเห็นแก่ประเทศของเราด้วยนะครับ”

อนุทิน ชาญวีรกูล

ชาวเน็ตหลายคนต่างที่เห็นคอมเมนต์ชี้แจงของ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล ต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นและกดไลก์กันเป็นจำนวนมากกว่ายอดกดไลค์ของโพสต์ดังกล่าวที่นายสุทธิชัยโพสต์ไว้ ซึ่งหลายคนต่างก็คอมเมนต์ให้กำลังใจและชื่นชมการทำงานของ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ออกมาคอมเมนต์ชี้แจ้งโพสต์ของ สุทธิชัย หยุ่น ถึงขั้นยกย่องให้เป็น MVP กันเลย

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
สุทธิชัย หยุ่น
อนุทิน ชาญวีรกูล

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Suthichai Yoon, เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การที่เราเข้ามาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย จะเอื้อให้การทำงานของเราผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคภูมิใจไทย และจะมีเครือข่ายกระทรวง เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายวราวุธ ศิลปอาชา

อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

เปิดรับสมัครสส.27-31ธ.ค. กกต.เคาะแล้ว กาบัตร8ก.พ./ล่วงหน้า1ก.พ.

เปิดรับสมัครสส.27-31ธ.ค. กกต.เคาะแล้ว กาบัตร8ก.พ./ล่วงหน้า1ก.พ.

เปิดรับสมัครสส.27-31ธ.ค. กกต.เคาะแล้ว กาบัตร8ก.พ./ล่วงหน้า1ก.พ.

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดรับสมัครสส.27-31ธ.ค. กกต.เคาะแล้ว กาบัตร8ก.พ./ล่วงหน้า1ก.พ. ภท.เนื้อหอมหลายมุ้งแห่ซบ ‘หนู’โวพุ่งขึ้นพรรคอันดับ1

“อนุทิน” ลั่นเลือกตั้งนี้ “ภท.” พร้อมเป็นพรรคอันดับหนึ่ง มั่นใจทั้งนโยบาย-บุคลากร ชี้จับมือ “พท.-ปชน.” ยังไม่คิด แต่ถ้ายึดบ้านเมืองเป็นหลัก จับได้ทุกพรรค “ภูมิใจไทย” คึกคัก เปิดรับสมัครสส.วันแรก บ้านใหญ่ มาตามนัด งกลุ่ม’สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ’มาครบ ร่วมทัพสู้เลือกตั้ง69ด้าน ‘บวรศักดิ์’หารือกกต.ไทม์ไลน์จัดเลือกตั้ง-ขอใช้งบทำโครงการ‘คนละครึ่งเฟส2-ครม.สัญจร แย้มรับสมัครสส.-เปิดแคนดิเดต นายกฯ27-31ธ.ค.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเมืองตั้ง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อม นางณัฐฏ์จารี อนันต์ศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง นำโดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการหลังมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยเฉพาะในเรื่องของการอนุมัติโครงการคนละครึ่งเฟส 2 การประชุมครม.สัญจร ที่ต้องใช้งบประมาณตามกฎหมาย และต้องขออนุญาตจาก กกต.รวมถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้ง

‘บวรศักดิ์’หารือกกต.ดันคนละครึ่ง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าการจัดการเลือกตั้งจะเป็นวันที่ 8ก.พ.2569หรือไม่เพราะเป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะกำหนดจึงต้องจึงต้องถามความชัดเจนจาก กกต.วันนี้ เพราะคนอื่นจะพูดอย่างไรก็คงไม่มีผล รวมถึงการส่งคำถาม จัดทำประชามติ เพราะรัฐบาลทำไม่ได้ ต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย เมื่อถามว่าความแตกต่างระหว่างคำถามประชามติที่สภาส่งให้ กับคำถามในส่วนของคณะรัฐมนตรีมีความแตกต่างกันอย่างไรนั้น ส่วนความชัดเจนโครงคนละครึ่งพลัส เฟส2 ตนจะหารือกกต.ต่อ เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลพูดไว้ และคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจพูดไว้นานแล้ว ส่วนจะถูกมองว่า จะเป็นการหาเสียงล่วงหน้าหรือไม่ ตนเองก็ไม่รู้ วันนี้ถึงต้องมา กกต.เพราะไม่ได้คิดก่อนเลือกตั้ง และเราแถลงนโยบายไว้แล้วว่าจะมีเฟส 2 แต่หาก กกต.เห็นว่า ไม่สามารถทำได้ เราก็ไม่ทำ เราจะไปฝืนทำไมถ้ามันทำไม่ได้

หลบสื่อหลังหารือกับ กกต.เสร็จสิ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือระหว่าง นายบวรศักดิ์ โณ รองนายกรัฐมนตรีและคณะกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.สิ้นสุดลงเวลาประมาณ 11.30น.โดย นายบวรศักดิ์ ไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใดๆและได้ใช้ลิฟต์VIP ลงไปบริเวณชั้นล่าง อาคารศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะและเดินทางกลับทัน

กกต.เคาะ8ก.พ.กาบัตร-สมัคร27-31ธ.ค.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าว เนื้อหาระบุว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ.2568 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น การประชุมกกต.วันนี้ สำนักงานได้เสนอร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กกต.พิจารณา โดยที่ประชุมกกต.พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานเสนอ ดังนี้ 1.วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2.วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้งวันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

3.วันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนี้ วันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศกำหนด วันที่ 28-31ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเท่านั้น) และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ 4.กำหนดระยะเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า (ในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้ง/นอกราชอาณาจักร) ตั้งแต่วันที่ 20ธันวาคม2568 ถึง5มกราคม2569 5.การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์2569และ9-15กุมภาพันธ์2569 ทั้งนี้ สำนักงานกกต.จะได้ส่งประกาศดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วต่อไป

‘อนุทิน’ลั่นยินดีจับมือทุกมุ้งตั้งรบ.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ซึ่งพิธีกรได้สอบถามนายอนุทินว่า ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะมาเป็นที่1หรือที่2 จะจับมือกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน นายอนุทิน ตอบว่า รอให้ถึงวันนั้นก่อน ต้องคิดอีกเยอะ เมื่อถามว่า ถ้าพูดถึงความสัมพันธ์ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าทุกฝ่ายแยกออก เรื่องส่วนตัวเป็นอย่างนี้ ไม่เอาเรื่องส่วนตัว และ ไม่เอาเรื่องความไม่เป็นมืออาชีพมา ถ้ามองเรื่องบ้านเมืองเป็นหลักก็ได้หมด สมัยก่อนตนก็สนิทกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ยังถูกออกมาจากรัฐบาลเลย ซึ่งพูดตอนนี้ไม่ได้ เพราะไม่รู้เราจะได้มากี่คน เมื่อถามว่า สนิทกับใครมากกว่า นายอนุทินกล่าวว่า เมื่อก่อนก็สนิทกับนางสาวแพทองธาร ยังถูกออกมาเลย

โวพร้อมทั้งบุคคากร-นโยบายพรรค

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อม ทั้งเรื่องบุคลากรและนโยบาย พร้อมกว่าเดิมเยอะ สมัยก่อนไม่เคยคิดเกินตัว เป็นพรรคขนาดกลาง แต่ตอนนี้คิดจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง เพราะเป็นรัฐบาล ถือว่าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล มีบุคลากรเข้ามาร่วมหลายภาคส่วน เข้ามาเยอะ แล้ววันนี้เราก็มั่นใจว่าจะทําให้ใหญ่กว่าเดิมได้ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นรัฐบาลแล้วได้เปรียบ แต่เพราะเราเป็นรัฐบาลแล้ว สามารถทําอะไรให้ประชาชนเห็นว่าเราทํางานได้ ทุ่มเท และตั้งใจ รวมถึงเรื่องมือเศรษฐกิจและงานต่างประเทศ เราก็มีบุคลากร เมื่อถามว่า การเป็นนายกฯ รอบนี้เหมือนส่งให้นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลอีกครั้งแบบขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปเลยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็อะไรทํานองนั้น ซึ่งตนเห็นบุคลากรพรรคในตอนนี้ สามารถดูแลบ้านเมืองได้ มีจิตวิญญาณมีอุดมการณ์ มีความทุ่มเท มุ่งมั่น มีประสบการณ์ เก่ง ตนจึงคิดว่าไม่ได้ทําทุกอย่างเพื่อให้ตนเป็นนายกฯ แต่ใครในพรรคพร้อมคนนั้นก็เอาไปเลย เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนจะเดิมพันให้นายอนุทิน เป็นนายกฯครั้งแรก เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นแค่พรรคขนาดกลาง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็พยายามทําให้ดีที่สุดในความสามารถที่มีอยู่

‘ภูมิใจไทย’เนื้อหอม-ย้ายซบคึกคัก

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในช่วงเช้าวันที่ 15ธันวาคม2568 ว่า บรรยากาศ เป็นไปอย่างคึกคัก เป็นวันแรกที่พรรคเปิดรับสมัครสมาชิกที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.เพื่อให้ทันกรอบระยะเวลา 30 วันที่ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา อดีต สส. และกลุ่มการเมืองต่างทยอยเดินทางเข้าสมัครสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่น่าจับตา เช่น ‘กลุ่ม 16’ นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายสุชาติยืนยันว่า อดีต สส.ในกลุ่มจะเดินทางมาสมัครครบทั้ง 16 คนในวันนี้

ขณะเดียวกัน นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้นำ สส. ในสังกัดเข้าร่วมสมัครกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 เช่นกัน

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินทางเข้าที่ทำการพรรคโดยนายเอกนัฏจะเข้ามารับผิดชอบพื้นที่เขตเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครร่วมกับ นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมา นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)สลัดเสื้อสีชมพูมาสวมเสื้อสีน้ำเงิน พร้อมด้วย สส.อีก 12คน เข้าสังกัดพรรคอย่างเป็นทางการ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ยังมีอดีตสส. กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชนที่พรรคเดิมไม่ได้ส่งลงสมัครต่อ มาติดต่อขอเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

‘วราวุธ’มั่นใจ’ภท.’แกนนำตั้งรัฐบาล

นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)พร้อมอดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา 10 คน มาร่วมงานด้วยกัน ยืนยันว่ายังดูแลพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และบางของจังหวัดร้อยเอ็ด ตนคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไป ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็ก มีพื้นที่ทำงานค่อนข้างจำกัด ที่ผ่านมาพรรคชาติไทยพัฒนา เราได้ดูแลแค่เพียงกระทรวงเดียว การที่เราเข้ามาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยจะเอื้อให้การทำงานของเราผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคภูมิใจไทย และจะมีเครือข่ายกระทรวง เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า

ไม่ได้มาชั่วคราว-ช่วยทำงานเต็มที่

เมื่อถามว่าการสวมเสื้อพรรคภท.ในเขตของตัวเองคิดว่าประชาชนยังจะสนับสนุนอีกหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า แน่นอนว่าต้องมีอารมณ์ที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่มีสุภาษิตต่างชาติบอกไว้ว่า อย่าสนว่าแมวตัวสีอะไร ตราบใดที่ยังจับหนูได้ ไม่ว่าจะใส่เสื้อของพรรคใด วันนี้เราได้รับเกียรติจากพรรคภูมิใจไทยมาทำงานร่วมกัน แต่ก็ยังเป็นบุคลากรเดิม ทีมเดิม นอกจากเหมือนเดิมแล้ว เพิ่มเติมคือเครือข่ายการทำงานที่ดียิ่งขึ้น เมื่อถามว่า กรณีที่มีการระบุว่า จะมาจากพรรคแค่ชั่วคราว นายวราวุธ กล่าวว่า ไม่ครับ วันนี้เราได้เห็นแล้วว่าเราเดินทางมาครบทุกคน ไม่มีชั่วคราว มาแล้วทำให้องค์กรที่เราอยู่เป็นองค์กรที่เข้มแข็ง พรรคภูมิใจไทยจะได้สรรพกำลังของเรา เราจะทุ่มเทให้พรรคภูมิใจไทยอย่างเต็มที่ เรามั่นใจว่าจะทำงานให้กับประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจึงได้ตัดสินในเข้ามา 

นายกฯเบี้ยว-ลูกชาย-มนัสนันท์ซบ

เวลา 13.40น.ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี พร้อมด้วยนายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ อดีต สส.ปทุมธานี เดินทางเข้าที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเสร็จพอดี ขณะเดียวกันยังพบว่า น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเช่นเดียวกัน เพื่อสมัครสมาชิกพรรคตามเจตจำนงก่อนหน้านี้ จากนั้น นายอนุทิน พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รักษากาารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะแกนนำพรรคได้ให้การต้อนรับ และสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทยให้ว่าที่ผู้สมัครอาทินายมนัสนันท์ น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ อดีตสส.บัญชีราวชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ นายอรรถพล วงษ์ประยูร นายขุนทอง แสนวิเศษ อดีต สส.สระบุรีพรรคเพื่อไทย นายสมบัติ ยะสินธุ์ อดีต สส.แม่ฮ่องสอน พรรคประชาธิปัตย์, นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร อดีต สส.นครนายก พรรคเพื่อไทย นายนรากร นาเมืองรักษ์ อดีต สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายอนุทินว่า มีผู้ประสงค์จะสมัคร สส.จำนานมากเขตจะพอสำหรับส่งผู้สมัครหรือไม่ นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถาม ส่วนจะถือว่าจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งเลยหรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มและมองบน

เมื่อถามย้ำว่านายวราวุธศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยจะกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทำเต็มที่ เราก็ต้องสู้เต็มที่ เมื่อถามว่า จะได้กลับมาเป็นนายกฯอีกหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถาม โดยยิ้มให้กับผู้สื่อข่าวและเดินขึ้นพรรคทันที

ชง’ยศชนัน-สุริยะ-จุลพันธ์’ชิงนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า รายชื่อแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย 3คน ที่จะเปิดตัววันที่ 16ธ.ค.ในกิจกรรม“ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้“จะประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชาย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ อีกสองคน คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยและนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลาง ที่มีความรู้ความสามารถสามารถ ทั้งนี้ ผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทั้ง3คน จะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์และเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรคเพื่อไทยในงานวันดังกล่าวด้วย

‘ทรัมป์’ขู่อีก! ยกเลิกภาษีการค้าไทย-เขมร ‘อนุทิน’ซัดกัมพูชาหาเรื่องก่อน

‘ทรัมป์’ขู่อีก! ยกเลิกภาษีการค้าไทย-เขมร ‘อนุทิน’ซัดกัมพูชาหาเรื่องก่อน

‘ทรัมป์’ขู่อีก! ยกเลิกภาษีการค้าไทย-เขมร ‘อนุทิน’ซัดกัมพูชาหาเรื่องก่อน

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ทรัมป์’ขู่อีก! ยกเลิกภาษีการค้าไทย-เขมร ‘อนุทิน’ซัดกัมพูชาหาเรื่องก่อน

“อนุทิน” ยันไม่ชี้แจง UN ไทยรักษาอธิปไตย โดนกัมพูชายิง BM-21 มาเป็นชุดๆ เผยคุยกับปธน.ทรัมป์ระบุไทยตอบโต้สาสม แต่แรงไปหน่อย “ขุนหาญ”ศรีสะเกษ สั่งอพยพทั้งอำเภอไปอยู่ในศูนย์พักพิง

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters รายงานระบุข้อความว่า ในหลวง-ราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ รวมถึงครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ

ทั้งสองพระองค์ทรงติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงใยอย่างใกล้ชิดและทรงมีพระราชประสงค์ให้การดูแลช่วยเหลืออย่างรอบด้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ความสูญเสีย และเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ อดทน และจงรักภักดี เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

พระมหากรุณาธิคุณอันแผ่ไพศาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาธรรมอันลึกซึ้ง และพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยกำลังพลและประชาชนชาวไทยในทุกสถานการณ์ อันเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยท่ามกลางเหตุการณ์อันยากลำบากและความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ปวงพสกนิกรชาวไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และขอร่วมแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมทั้งส่งกำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ให้มีความเข้มแข็ง ปลอดภัย และมีกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติบ้านเมือง

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน 7 จังหวัด และส่งผลทำให้สาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวมสถานพยาบาลในพื้นที่จังหวัดชายแดน ปิดบริการรวมสะสม 212 แห่ง

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข จัดเตรียมบุคลากรทีม SRRT และ SEhRT รวม 52 ทีม ลงพื้นที่ศูนย์พักพิง เพื่อสนับสนุนการดูแลศูนย์พักพิงขนาดใหญ่ที่รองรับผู้พักพิงมากกว่า 1,000 คนขึ้นไป รวมทั้งได้ออกแนวทาง คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยโรคไตในศูนย์พักพิง โดยให้ผู้ป่วยเตรียมยาที่ต้องใช้พร้อมซองยาที่มีชื่อยาและวิธีใช้ ผลเลือดครั้งล่าสุด เบอร์ติดต่อศูนย์ฟอกเลือดล้างไต หากเป็นผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ให้เตรียมอุปกรณ์การเปลี่ยนถ่ายน้ำยา น้ำยาล้างไตและอุปกรณ์ทำแผลไปด้วย

“รัฐบาลกำชับเตรียมพร้อมแผนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกพื้นที่ จัดเตรียมรถบัส/รถพยาบาล ประสานกองทัพเรือสนับสนุนเรือในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางทะเล วางเส้นทางหลักและเส้นทางสำรองกรณีเส้นทางหลักใช้ไม่ได้หรือไม่ปลอดภัย กำหนดจุดพักรถระหว่างเดินทาง รวมถึงจัดหาสถานที่ตั้งโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยเพิ่มเติม ซึ่งหากเกิดสถานการณ์รุนแรงจริง จะต้องสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทุกรายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

ด้านนายศดิศ ณิชกุล นายอำเภอขุนหาญ/ผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ออกประกาศศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อำเภอขุนหาญ (ภัยสงคราม) เรื่อง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย (ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ) พักอาศัยในศูนย์อพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือสถานที่ปลอดภัย จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ตั้งแต่วันที่ 15 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2568 จนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุด

เช้าวันเดียวกัน.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกรายการกรรมกรข่าว“คุยนอกจอ”โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

โดยพิธีกรถามถึงการลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ และจ.สุรินทร์เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชนที่อาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ตอบว่าต้องไปเยี่ยม ต่อให้เรามีความสะดวกแค่ไหนก็ไม่เท่าอยู่กับบ้านทุกคนก็ถามว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน ซึ่งตนก็บอกว่าไม่นานแต่อยากจะให้มีความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ก่อน จึงจะกลับบ้านได้ อยู่ตรงนี้ปลอดภัย อยู่ตรงนี้ลูกหลานที่เป็นทหาร ที่ไปดูแลชายแดน จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขาต้องใช้สมาธิในการสู้รบ ซึ่งตนก็พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงอยู่ตลอดเวลาว่าการปกป้องดินแดนและรักษาอธิปไตยของเราต้องมีรูปแบบและมีเป้าหมาย ซึ่งทางฝ่ายกองทัพได้รายงานตนถึงเป้าหมายและกำหนดการต่างๆถ้านับตั้งแต่วันที่เราดำเนินการมาจนถึงวันนี้ ก็ต้องถือว่าอยู่ในเป้าหมาย

พิธีกรถามอีกว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนนายกฯลอยตัวไม่ตัดสินใจ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อให้อยากจะลอยก็ลอยไม่ได้ จะพยายามวิ่งไปไหนเดี๋ยวก็มีคนเกี่ยวกับเข้ามา ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่สุดท้ายความรับผิดชอบต่อของประเทศนี้ มันอยู่ที่รัฐบาลอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจไปรบอย่างไร มันไม่ใช่ การตัดสินใจของตน

นายอนุทินชี้แจงกรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่าทุกฝ่ายทั้งนายโดนัลด์ ทรัมป์  นายอันวาร์ อยู่ต่างประเทศเวลาพูดคุย เขาต้องฟังแต่รายงานบอกว่าไม่มีทุนระเบิด ทุนระเบิดเก่า แต่ฟังรายงานใคร ตนไม่ทราบ  แต่ตอนลงพื้นที่ไปเห็นกับตา ตรงนี้เวลามาพูดก็ต้องถูกหักล้างโดยคนที่เห็นหน้างานจริง โดย วันที่พูดคุยกับนายนายโดนัลด์ ทรัมป์  เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ท่านก็บอกว่าเราตอบโต้แรงไปด้วยซ้ำ และสาสมแล้ว ตนบอกว่า เดี๋ยวจะส่งรูปและวิดีโอคลิปที่ยิงจรวด BM-21 ไปให้ ถามว่าใครแรงกว่าใครมันพิสูจน์ได้ด้วยสิ่งที่มันเกิดขึ้น

“เวลาคุยกับผู้นำต่างชาติตั้งแต่มีเรื่องอังเคิล ผมก็ไม่กล้าเวลาคุยกับผู้นำต่างชาติ ผมต้องมีประจักษ์พยานด้วย พูดจริงๆ ไม่งั้นเดี๋ยวก็หาว่าแต่งเรื่องเองหรือเปล่า ผมไม่กล้า เดี๋ยวจะเป็นปัญหาเราก็ต้องเปิดเผย ย้ำว่าไม่ได้มีการพูดว่าให้หยุดยิงเวลา 4 ทุ่มคืนวันนั้น เขาก็พูดว่าให้หยุดแต่ในทางปฏิบัติอยู่ดีๆบอกว่า 4 ทุ่มหยุดกำลังจะตะลุมบอลกันอยู่ ความจริงแล้วคนที่บอกจะหยุดหรือไม่หยุดเป็นคู่กรณีกัน ผมก็ได้ยืนการกับเขาไปบอกว่าให้ไปบอกฝั่งโน้น ท่านโดนัลด์ ทรัมป์  ท่านอันวาร์  ท่านเป็นบุคคลที่ 3 ท่านจะบอกว่ายิงต่อไปไม่ได้หรอก ท่านต้องบอกหยุดยิงอย่างเดียว ท่านอันวาร์บอกว่าอนุทินคุณก็เพื่อนผม ท่านฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ก็เพื่อนผม ผมไม่ต้องการเห็นเพื่อนทะเลาะกัน ท่านก็พูดถูกต้องหมด แต่ประเทศไทยก็ต้องบอกว่าท่านต้องไปบอกคนที่มาตีเราก่อนให้หยุด เราจะได้ไม่ต้องตอบโต้แล้วมานั่งคุยกัน เราคุยกัน 3-4 ครั้งแล้ว ก่อนที่ผมจะเข้ามาและผมยอมไปทำปฏิญญา สำหรับผมการปฏิบัติโคตรง่ายเลย 4 ข้อไม่ได้ยากเลยไม่มีอะไรที่ต้องคิดมาก ท่าเยอะหรืออะไรเยอะเลย” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้บอกนายโดนัลด์ ทรัมป์  นายอันวาร์ ให้ไปพูดกับกัมพูชา เรื่องหยุดยิง ซึ่งตนได้พูดไปชัดเจน และท่าทีของนายโดนัลด์ก็ไม่ได้มีอาการกดดันอะไร  ตนขอสรุปง่ายๆ เราลงนามกับกัมพูชา เราปฏิบัติครบ 4 ข้อ กัมพูชาปฏิบัติไม่ครบ ใครต้องแก้ถ้าจะมาคุยกันใหม่ทุกคนบอก last go bake to ปฏิญญา ประเทศไทยทำได้หรือไม่หรือ ถ้าจะ go bake to สิ่งแรกที่ไทยจะต้องพูดก่อนคือถอยออกไป อาวุธทั้งหลายคุณเล็งมาใส่ ต้องเอาออกไปให้หมดตนไม่ใช่ว่าตึงทั้งหมด ตนไม่ได้อยากรบ และไม่ต้องการรบรบทุกวันก็เสียหายทุกวัน เรามีเรื่องกันก็ต้องเจ็บทั้งคู่ประชาชนเกี่ยวข้องมีชีวิตทหารและชีวิตผู้คนทั้ง 2 ประเทศ ไม่ใช่ว่าเราอยากเห็นคนไทยปลอดภัย แต่เราอยากเห็นประชาชนฝั่งตรงข้ามไม่อยากให้เขาเป็นอะไรเลย ถามว่าตนสบายใจไหมตนไม่สบายใจ โดยเฉพาะเรื่องชีวิตของคนแต่ว่าในเรื่องของประเทศของอธิปไตยมันมีหน้าที่ที่เราจะต้องดำเนินการไม่มีหัวหน้ารัฐบาลชุดไหนที่อยากจะให้เกิดการสู้รบ ตนได้พูดกับนายกฯอันวาร์บ่อย มีความสนิทสนมมากกว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ท่านโทรศัพท์หา ตนถ้าตนมีอะไรด่วนก็โทรศัพท์หาท่านและรับสายตนทุกครั้ง นายกฯอันวาร์ เข้าใจประเทศไทย 

”ณ ตอนนี้ เรายังไม่ได้รับการติดต่อโดยตรงจากคู่กรณีของเรา(ฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา) และวันนี้ทำไมเราต้องยอม เราไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเรามีปฏิญญาอยู่มันชัดเจน คุณต้องไปบอกเขา ถ้ากลับเข้ามาต้องมาในบริบทที่ประเทศไทยรู้สึกปลอดภัยแล้ว เราไม่ได้ต้องการที่จะมีเรื่องมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าประเทศไหน เขาเป็นคนผิดสัญญา นอกจากคุณเบี้ยวแล้ว คุณยังทุบผมต่อ เรื่องการเรียกร้องให้นำดาวเทียมมาตรวจสอบว่าใครเป็นคนยิงก่อนนั้น คุณเป็นใคร คุณมีสิทธิ์อะไรเอาดาวเทียมมาจับการปฏิบัติการทางทหารของประเทศผม การเอาดาวเทียมมาจับต้องการให้เห็นว่าเราตอบโต้แรง มันมีหรือทะเลาะกัน พอคุณยิงใส่ผมไม่เป็นอะไร เราไม่ได้เริ่มก่อน ถ้าจะดีกันต่างคนต่างถอยมันง่ายกว่า และผมว่ามันคงจะไม่ไปถึงวันเลือกตั้งหรอก ไม่มีใครอยากขัดแย้ง ทุกวันที่มีความขัดแย้งความเสียหายเกิดขึ้น“นายอนุทิน กล่าว.

ต่อมา ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอบคำถามกรณี สำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา โพสต์ข้อความถึงหลายประเทศที่มีความรุนแรงให้หยุดยิง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีไทยและกัมพูชาด้วยจะชี้แจงอย่างไรนายอนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยรักษาอธิปไตยของเรา ไม่ต้องชี้แจง ภาพมันชัดเจนอยู่แล้ว BM-21มาเป็นซีรี่ส์ มาเป็นชุดเฟี้ยวฟ้าว เต็มไปหมด ไทยยังไม่เคยทำอะไรประเทศเขาเลย

กองทัพไทยปักธงชาติโบกสะบัด ยึดปราสาทตาควาย ไล่ทุบเขมรออกพ้นพื้นที่

กองทัพไทยปักธงชาติโบกสะบัด ยึดปราสาทตาควาย ไล่ทุบเขมรออกพ้นพื้นที่

กองทัพไทยปักธงชาติโบกสะบัด ยึดปราสาทตาควาย ไล่ทุบเขมรออกพ้นพื้นที่

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กองทัพไทยปักธงชาติโบกสะบัด ยึดปราสาทตาควาย ไล่ทุบเขมรออกพ้นพื้นที่ ‘ทภ.2’คุมเข้ม‘ช่องเม็ก’ สกัดขนน้ำมันไปกัมพูชา นายกฯนัดถกสมช.16ธ.ค.

เขมรรัวยิง BM-21 เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ตั้งแต่เช้า หวังจะยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350 ให้ได้ พบข้อมูลเสริมกำลังอีก 300 นาย ทางด้านทหารไทยบุกเข้ายึดปราสาทตาควายได้แล้ว ส่วนเนิน 350 และบริเวณโดยรอบยังอยู่ระหว่างปฏิบัติการ มทภ.2 สั่งคุมเข้มช่องเม็ก สกัดลอบส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา นายกฯลาราชการ ออกรายการกรรมกรข่าว แจงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ก่อนเข้าทำเนียบฯเรียกเลขาฯสมช.ถก รับรายงานสายลับเขมร รอกองทัพตรวจสอบขีปณาวุธสัญชาติจีน จ่อส่งเที่ยวบินรับคนไทยหลายพันคนกลับมั่นใจไม่ถึงขั้นต้องประกาศกฎอัยการศึก เรียกประชุมสมช. 16 ธ.ค. เคาะมาตรการสกัดส่งยุทธภัณฑ์ ติดตามช่วยคนไทยออกจากกัมพูชา จับตาตรวจสอบสายลับ-อาวุธสัญชาติจีนในกองทัพเขมร

จากกรณีข้อพิพาทความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตจำนวนมาก และบาดเจ็บอีกหลายสิบนาย เป็นวันที่ 8 โดยที่ทางฝั่งกัมพูชาเปิดฉากยิงโจมตีเข้ามาก่อนจนแนวปะทะขยายออกไปหลายจุดโดยที่ทางฝั่งทหารของกัมพูชา ยังคงทยอยเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อหวังยึดครองพื้นที่

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 06.06 น. ทหารกัมพูชาเริ่มระดมยิงจรวด BM-21 เข้ามาในพื้นที่ชายแดนด้านปราสาทตาควาย เนิน 350 แต่เช้า และเสียงปืนตอบโต้จากไทยก็เริ่มดังเป็นระยะ คาดว่าจะมีการยิงใส่กันตลอดทั้งวันเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ในพื้นที่ปราสาทตาควาย เนิน 350 ช่องกร่างและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน เกิดการสู้รบกันอย่างดุเดือด เนื่องจากกัมพูชาต้องการยึดปราสาทตาควายและเนิน 350 ที่เป็นจุดสูงข่ม

หลังจาก ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 14 ธ.ค. จนถึงช่วงค่ำ กัมพูชาได้ยิงระดมจรวด BM-21 เข้ามายังฝั่งไทย ลูกจรวดกระจายตกใส่บ้านเรือนราษฎร วัดและเรือกสวนไร่นาและป่าสวนยางในพื้นที่ตำบลบักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันเสียงปืนใหญ่จากฝั่งไทย ได้ยิงสวนกลับอย่างทันท่วงที เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นชุดๆ เช่นกัน และเสียงปืนเริ่มเบาบางลงในเวลาประมาณ 22.00 น.

ตรวจตราเข้มงวดพื้นที่พนมดงรัก

ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองอำเภอพนมดงรัก พร้อมด้วยทหาร ตำรวจ ได้นำอาหาร มีข้าวเหนียวหมูปิ้ง น้ำดื่ม และเวชภัณฑ์ยารักษาโรค มามอบให้กับผู้นำหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลบักได พร้อมแจ้งว่าพื้นที่อำเภอพนมดงรัก ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึกแล้ว ให้ผู้นำชุมชนได้มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด ทั้งสอดส่องในเรื่องการลักขโมยทรัพย์สินซ้ำเติมชาวบ้าน รวมทั้งการให้ข่าวต่อสื่อมวลชนให้มีความระมัดระวังเป็นอย่างพิเศษ ระวังการเปิดเผยพิกัดจุดตั้งในพื้นที่ เมื่อพื้นที่ได้ประกาศเป็นเขตกฎอัยการศึก จึงขอให้ผู้นำชุมชนมีอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างเต็มที่ตามสถานการณ์ รวมทั้งห้ามประชาชนกลับเข้าพื้นที่ 100%

ขณะที่ตามจุดต่างๆ ที่ชุด ชรบ.ประจำการอยู่ ก็ได้มีการเฝ้าสังเกตการณ์และระมัดระวังตนเอง โดยการปิดไฟส่องสว่างให้เหลือน้อยที่สุด ป้องกันการตรวจจับของโดรนกัมพูชา และติดตามการแจ้งเตือนจากหน่วยงานต้นสังกัดอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของผู้นำชุมชนและ ชรบ.

เขมรเสริมกำลัง300นายที่ช่องจอม

ส่วนที่ชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง เช้านี้ยังไม่มีเสียงปืนยิงเข้ามาในพื้นที่ แต่ยังคงประมาทไม่ได้ เนื่องจากพบข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กของ “วาสนา นาน่วม” ที่ได้โพสต์ข้อความเมื่อช่วงเย็นวานนี้ ระบุว่า “ทัพ 2 เผย ทหารเขมรเสริม 300 นาย บุกจะยึดคืนช่องจอม-ช่องระยี-ปลดต่าง สุรินทร์ ยิงปืนเล็ก ค. เป็นห้วงๆ หลังไทยยึดได้” ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

มทภ.2 คุมเข้มช่องเม็กสกัดส่งน้ำมัน

ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2(มทภ.2) ได้ลงนามในหนังสือการควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง และยุทธภัณฑ์ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก เริ่มตั้งแต่เวลา 24.00 น. (15 ธ.ค.) เป็นต้นไป

ตามคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 806/2568 เรื่องการควบคุม การเปิด – ปิดจุดผ่านแดน ทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ให้กองทัพภาคที่2 โดยกองกำลังสุรนารี มีอำนาจ การควบคุมการเปิด – ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภท ในพื้นที่รับผิดชอบ วิธีการและเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่จำเป็นเหมาะสม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

กองทัพภาคที่ 2 จึงกำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกฯ ณ จุดผ่านแดนถาวร ช่องเม็ก ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยห้ามส่งออกเฉพาะสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด และยุทธภัณฑ์ต่างๆ สำหรับการดำเนินการอื่นๆ คงเดิม โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 24.00 น.

พบอาจมีการลักลอบส่งน้ำมันไปกัมพูชา

โดย กองทัพภาคที่ 2 พบว่าอาจจะมีการลักลอบนำน้ำมัน เชื้อเพลิงผ่านไปทางจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก สปป.ลาว เพื่อนำไปขายต่อให้กับทางกัมพูชา จึงประสานไปทางด่านตม.ลาว ของงดการส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เป็นสินค้าควบคุมและเป็นยุทธภัณฑ์ เป็นการชั่วคราว หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังทางทหารของกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ทางทิศใต้ของภูมะเขือ ,พระวิหาร, สัตตะโสม และภูผี อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทางกัมพูชายังคงยิ่งปืนใหญ่เข้ามายังฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้ามาประชิดชายแดน โดยทางฝั่งเราได้ทำการยิงปืนใหญ่ ส่องสว่างและปืนใหญ่สวนกลับไปทันที เพื่อทำลายกำลังข้าศึกดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศบริเวณจุดผ่านแดนถาวร ช่องเม็ก ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ในช่วงเช้าวันที่ 15 ธ.ค. ยังมีรถบรรทุกน้ำมันจอดรอข้ามแดนกว่า 100 คัน

“ผบก.ตม.4”ลงพื้นที่ด่านช่องเม็ก

พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4 พร้อมด้วย พ.ต.อ.สำราญ กลั่นมา ผกก.ตม.จว.อุบลราชธานี , พ.ต.ท.สมพัฒน์ อุ่นคำ รอง ผกก ตม.จว.อุบลราชธานี และหน่วยงานด้านความมั่นคง , ศุลกากร , กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

พล.ต.ต.ไพรัช ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ ตม. จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ทำการสกัดกั้นรถน้ำมัน ไม่ให้ออกนอกราชอาณาจักร เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังมีตรวจสอบพบว่ามีการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านช่องเม็กในปริมาณที่มากผิดปกติ ทาง พล.ต.ต.ไพรัช จึงกำชับการปฏิบัติ เพื่อป้องกันการส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชา

ผบก.ตม.4 ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวของ ตม.อุบลราชธานี บก.ตม.4 เป็นไปตามคำสั่งของแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ให้ควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท รวมถึงยุทโธปกรณ์และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก โดยให้งดการส่งออกเฉพาะสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดและยุทโธปกรณ์ต่างๆ คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่เวลา 24.00 น.ของวันที่ 14 ธ.ค.68 และให้บังคับใช้ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ขอความร่วมมือ“งดไลน์-โพสต์-แชร์”

กองทัพภาคที่ 2 แชร์ภาพขอความร่วมมือ โดยในภาพระบุข้อความว่า “งดไลน์ งดโพสต์ งดแชร์ ไม่ต้องรีบแจ้งลงสื่อ การปฎิบัติการทหารยังไม่จบ การบอกลักษณะพื้นที่เฉพาะเจาะจง/พื้นที่จำกัด ยิ่งสร้างอันตรายให้กับผู้ปฎิบัติงานในพื้นที่”โดยระบุข้อความว่า งดไลน์ งดโพสต์ งดแชร์ “การปฏิบัติทางทหารยังไม่จบ อันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน”

นายกฯ ให้สัมภาษณ์กรรมกรข่าว

เมื่อเวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แจ้งลาราชการ โดยในช่วงเช้า ได้เดินทางมาที่สถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 เพื่อให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยข่าวนอกจอ” อัพเดทสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา การแก้ปัญหา อาชญากรรมข้ามชาติ หรือ แก๊งสแกมเมอร์ รวมไปถึงประเด็นทางการเมือง หลังจากประกาศยุบสภา

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเองได้เชิญนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ เลขา สมช. เข้าพบหารือ เนื่องจากยังมีวาระที่ต้องหารือในหลายเรื่อง ทั้งกรณีการเสนอการสกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัยทางทะเล เรื่องการตรวจยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถียุคที่ 5 รุ่น GAM – 102 LR สัญชาติจีน ที่บริเวณเนิน 500 วานนี้ รวมถึงสายลับและทหารรับจ้างของฝ่ายกัมพูชา ที่แทรกซึมเข้ามาในไทย ซึ่งเรื่องนี้ก็ให้ติดตาม และเฝ้าระวังพื้นที่อยู่แล้ว

จ่อส่งเครื่องบินรับคนไทยกลับ

ส่วนการช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศโดยเครื่องบิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราพร้อมดำเนินการทุกการช่วยเหลือ แต่ยังไม่ได้พูดคุยรายละเอียดกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของการทำงานปกติ ก็ทำงานอยู่ ไม่ต้องมาขออนุมัติกับนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่า เรื่องการให้ความสะดวก และความปลอดภัยกับคนไทยทุกหน่วยงานสามารถทำได้เลย พร้อมยอมรับว่า ที่จะเหมาเครื่องบินพาณิชย์ไปรับ ถ้าอะไรที่ทำให้คนไทยได้รับความสะดวก พร้อมทำหมด โดยขณะนี้ ได้รับรายงาน ว่า มีคนไทยติดค้างอยู่หลายพันคน ก็จะดำเนินการเต็มที่

ไม่ถึงขั้นประกาศกฏอัยการศึก

เมื่อถามว่าขณะนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะขยายพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่คิดว่าคงไม่ถึงจุดนั้น นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ตอบคำถามที่บอกว่า สถานการณ์จะจบก่อนการเลือกตั้ง รวมถึง กรณีที่มีการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่า การเปิดตัว สส. ยังไม่เหมาะสม เนื่องจากยังมีสถานการณ์ชายแดนอยู่

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประชุม เรื่องความมั่นคงและรับรายงานในประเด็นต่างๆ

เรียกประชุมสมช. 16 ธ.ค.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า เป็นการหารือเพื่อเตรียมการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งวาระการประชุมจะมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา อาทิ การขอสกัดกั้นและควบคุมยุทธปัจจัยและยุทธภัณฑ์ต่างๆ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอมาเป็นเรื่องหลัก รวมถึงจะหารือเรื่องการช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางออกจากกัมพูชาด้วย

เมื่อถามถึงเรื่องสายลับและยุทโธปกรณ์สัญชาติจีนที่กองทัพไทยยึดได้จากฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการประกาศขยายพื้นที่ใช้กฎอัยการศึก และการประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่อื่นๆ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอให้รอการประชุมในวันพรุ่งนี้ (16 ธ.ค.)

เตรียมหารือระงับส่งน้ำมันไปกัมพูชา

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น.ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นาวาเอกนรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า ทั้งหมดที่ว่านี้เป็นเพียงข้อเสนอ ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศออกมา ซึ่งจะหารือในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช. ) วันที่ 16 ธ.ค.นี้ พิจารณาใน 3 ประเด็นคือ

1.ขอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติมีมติระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยสำคัญไปยังกัมพูชา น้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยสำคัญไปยังกัมพูชา

2.ให้หน่วยงาน ศรชล. บูรณาการกลไกควบคุมเฝ้าระวังเรือที่มีพฤติกรรมลําเลียงน้ำมันเชื้อเพลิง สินค้ายุทธปัจจัยสําคัญไปยังกัมพูชา

3.ให้ ศรชล. ออกประกาศพื้นที่บริเวณทะเลอาณาเขต รอบท่าเรือกัมพูชาเป็นพื้นที่มีความเสี่ยงภัยสูง เนื่องจากกองทัพกัมพูชามีการใช้อาวุธโดยไม่ระบุเป้าหมาย ยิงไม่มีทิศทาง ทําให้เรือที่สัญจรไปมาที่อยู่ในระยะการยิงมีความเสี่ยงสูง จึงให้ออกประกาศแจ้งเตือน และย้ำว่าจะไม่มีคําว่าปิดน่านน้ำ

ขอให้งดออกเรือประมงพื้นที่ตราด

นอกจากนี้ กองทัพเรือภาคที่ 1 ออกประกาศเพื่อขอความร่วมมืองดออกเรือทำการประมงในพื้นที่ทางทะเลจังหวัดตราดเป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณด้านทิศใต้ของเกาะช้าง รอบเกาะกูด ตรงข้ามเกาะยอ และ อ.คลองใหญ่ และมีการประกาศเคอร์ฟิวช่วง 1 ทุ่ม-ตี 5 ในพื้นที่ จ.ตราด ยกเว้น อ.เกาtช้าง และเกาะกูด ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) เป็นต้นไป เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และป้องกันสายลับที่เข้ามาแทรกซึมในพื้นที่

เขมรแฝงตัวโจมตีสถานที่สำคัญ

กรณีมีฝ่ายกัมพูชาแฝงตัวเข้ามาโจมตีกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดนั้น พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นความจริง มีคนของฝ่ายกัมพูชาแทรกซึมมาในพื้นที่ จ.ตราด และพยายามก่อวินาศกรรมต่อสถานที่สำคัญทางทหารและราชการ เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน ขณะนี้กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้มีมาตรการด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวดและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวขึ้นซ้ำอีก

โดยได้มีการประกาศใช้มาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนดในบางพื้นที่ จัดตั้งด่านตรวจและด่านความมั่นคงในจุดสำคัญ เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้งทางทหารและพื้นที่โดยรอบ

ทร.ยันมุ่งเป้าโจมตีฐานปืนเท่านั้น

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุถึงสถานการณ์ชายแดนพื้นที่เกาะกง กรณีมีประเด็นประชาชนในจังหวัดตราดไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางเรือต่อเป้าหมายฐานปืน 4 ฐานบนเกาะยอ และกล่าวหาว่าไม่ได้ยินเสียงปืนจากเกาะยอว่า อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยกองทัพเรือได้ประเมินว่าฐานปืนดังกล่าวเป็นภัยคุกคามที่ใกล้ถึงตัว ทั้งทหารและประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวกรองระบุว่า อาจจะมีการปฏิบัติการทางทหารจากฝ่ายตรงข้าม โดยพบว่าเมื่อเริ่มปฏิบัติการมีการตอบโต้มาจากฝ่ายตรงข้ามในหลายทิศทาง และหลายรูปแบบ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นภัยคุกคามจริง ส่วนการปฏิบัติการของกองทัพเรือพยายามจำกัดความเสียหายต่อพลเรือนชาวกัมพูชา โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานปืนเท่านั้น

ปิดน่านน้ำ ใช้ในสงครามขนาดใหญ่

น.อ.นรา คุณโฐถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ แถลงว่า การประกาศจำกัดกัดอาณาเขต อ่าวไทย และ พื้นที่เสี่ยงภันระดับสูง สกัด น้ำมัน ยุทธปัจจัย ลำเลียงเข้ากัมพูชาว่าการประกาศพื้นที่เสี่ยงภัยสูง เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีการใช้อาวุธต่อเป้าหมายโดยไม่เลือกฝ่าย และมีความเสี่ยงที่เรือทีาเข้าไปในพื้นที่อาจถูกโจมตีจากทหารกัมพูชา จึงเสนอให้ออกประกาศ เน้นเฉพาะเรือสัญชาติไทย พื้นที่เสี่ยงภัยสูงไม่ใช่การบล็อกเขตหรือการปิดอ่าว ในกรณีนั้นต้องเป็นในภาวะสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง คือ ห้ามเข้าออกเรือทุกชนิดทุกประเภทของทุกชาติในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งแน่นอนการประกาศปิดอ่าว จะกระทบเรือของชาติอื่น ซึ่งในการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความขัดแย้งสองรัฐ คือไทย-กัมพูชา การปฏิบัติการของเราจะต้องไม่กระทบประเทศที่ 3 ขอเน้นย้ําให้หลีกเลี่ยงใช้คําว่าปิดอ่าวหรือบล็อกเขต ให้ใช้คำว่า พื้นที่เสี่ยงภัยสูงซึ่งจะบังคับใช้กับเรือสัญชาติไทยเท่านั้น

ทบ.ย้ำยึดหลักมนุษยธรรม

ด้าน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวเสริมว่ายืนยันว่า มีการนำเข้าน้ำมัน ยุทธปัจจัยให้กัมพูชา จึงนํามาสู่การดําเนินการควบคุม แต่ในรายละเอียดจะมาจากช่องไหน อย่างไรนั้น ไม่สามารถบอกได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องทํา ขอทำความเข้าใจในการสู้รบ เราเน้นย้ําและได้เรียนกับประชาชน และ ต่างประเทศว่า เรายึดหลักมนุษยธรรม จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา มีการสูญเสียทั้งสองฝ่ายรวมถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดังนั้นต้องทำให้การสู้รบจบเร็ว ลดความเดือดร้อนในทุกวิถีทาง แต่สาเหตุที่การสู้รบยืดเยื้อเกิดจาก ยุทธปัจจัย หากไม่ถูกถูกตัดรอน ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอก ต้องยอมรับว่าว่าสิ่งที่เราทําได้ช่องทางจุดผ่านแดนในส่วนของประเทศไทย เราทําในขอบเขตอํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะกระทําได้ อะไรที่อยู่นอกขอบเขตที่จะดึงประเทศที่3ก็ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยจะทํา เพราะความขัดแย้งเป็นในส่วนรัฐบาลไทยกับกัมพูชาเท่านั้น

ตัดเส้นทางกําลังบํารุง ทำได้หลายวิธี

ด้าน พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวต่อว่า การตัดเส้นทางกําลังบํารุง ทำได้หลายวิธี เพื่อไม่ให้ส่งจากส่วนหลังไปสู่แนวหน้า ที่ผ่านมากองทัพอากาศ ทํางานร่วมกับ กองทัพบก กองทัพเรือ ในการโจมตีเส้นทางส่งกําลังบํารุง เช่นการโจมตีสะพาน เพื่อลดประสิทธิภาพในการส่งกําลังบํารุงเป็นสิ่งที่เราทําต่อเนื่อง ถือเป็นหนทางหนึ่ง เพื่อให้การสู้รบและข้อขัดแย้งยุติโดยเร็ว ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน แม้ควบคุมได้ไม่ทั้งหมด แต่ควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมได้และลดทอนประสิทธิภาพการส่งกําลังบํารุงไปส่วนหน้าก็ส่งผลต่อการปฏิบัติเช่นเดียวกัน

สกัดลําเลียงยุทธปัจจัย น้ำมัน

พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวสรุปว่าหากเราสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่ามีการลําเลียงยุทธปัจจัย น้ำมัน มาจากช่องทางอื่นหรือจากประเทศที่3 คงต้องมีการประสานระหว่างกระทรวงในเรื่องการดําเนินการ ประสานงานซึ่งเป็นไปตามอํานาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ คมนาคม ต้องพูดคุยกัน เชื่อมั่นว่าทางรัฐบาลไทยมีความพร้อมในทุกกระทรวงก็เช่นเดียวกัน ในเรื่องการให้ความร่วมมือในการปฏิบัติการต่าง ๆ

สกมช.ยัน มีระบบป้องกันไซเบอร์ถูกโจมตี

พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(เลขา สกมช.)กล่าวให้ความเชื่อมั่นเรื่องระบบไซเบอร์ภายหลังมีความพยายามโจมตี ว่า เรามีการการเฝ้าระวัง ตั้งแต่ที่มีความเสี่ยงว่าจะมีการปะทะในเดือน มิ.ย. และไม่ได้ทํางานลําพังมีการประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป้องกันเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ แก้ไขสถานการณ์ สิ่งที่เรามุ่งหวังคือการให้บริการประชาชนต้องไม่สะดุด แม้จะมีความพยายามในรูปแบบใดก็ตาม จะมีการแจ้งเตือนภัยภายใน 5 นาที หากมีเหตุมีแนวโน้มที่จะสร้างปัญหา เฝ้าระวังไม่ให้เหตุการณ์บานปลายและ ส่งผลกระทบต่อประชาชน

กัมพูชาล็อกเป้าโจมตีกันทรลักษ์

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ปัจจุบันเราพบว่าทางทหารกัมพูชามีการโจมตีเข้ามาพื้นที่พลเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ทําให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จนต้องออก ประกาศห้ามประชาชนที่ไม่มีความจําเป็นเข้าพื้นที่เด็ดขาด จะอนุญาตเฉพาะชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)ที่ต้องดูแลพื้นที่ เป็นเรื่องสําคัญที่ต้องแจ้งเตือน จากการพิสูจน์ทราบ ไม่มีแนวโน้มกัมพูชาจะหยุดใช้ยุทธวิธีนี้เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ดังนั้นขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอ.กันทรลักษ์ ที่พบการโจมตีเข้ามาบ่อยครั้ง ขอให้ทําตามคําแนะนําของส่วนราชการ

สําหรับภาพรวมปฏิบัติการทางทหาร พื้นที่กองทัพภาคที่ 1และพื้นที่กองทัพภาคที่2 พื้นที่ที่มีการควบคุมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราสามารถยึดรักษาพื้นที่นั้นไว้ได้ ที่สําคัญฝ่ายกัมพูชาพยายามโจมตีเข้ามาในพื้นที่ที่เราควบคุมได้แล้วอย่างหนักหน่วง อาวุธที่ใช้ BM-21 โดรนพลีชีพ ยังคงปฏิบัติต่อเนื่องและหมายรวมถึงพื้นที่ที่เราพยายามสถาปนาแนวเขตแดนไทย ที่ยังยึดคืนไม่ได้ทั้งพื้นที่กองทัพภาคที่1และกองทัพภาคที่2ก็ถูกโจมตีอย่างหนักเช่นกัน

ทหารกัมพูชาดับ505นาย

สำหรับประมาณการสูญเสียของกัมพูชา ฐานที่มั่น/ฐาน ปฏิบัติการต่างๆ ที่ตั้งทางทหาร อาวุธยิง บก.ควบคุมและจุดปฏิบัติการที่ตั้งอาวุธต่างๆ ทําลายประมาณ 82 แห่ง , BM-21 จำนวน 1ระบบ ,รถถัง 12คัน ,ยานรบต่างๆ รวมถึงยานเกราะ 10 คัน ,ปืนใหญ่ต่อสู้ อากาศยาน(ปตอ. )4 ระบบ ,ปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด 7กระบอก ,แอนตี้โดน 5 จุด ,โดรน 175 ลำ ,เสาสื่อสาร5 จุด และทหารกัมพูชา เสียชีวิต 505 นาย

กองทัพบก ยืนยันว่า การปฏิบัติการเราถูกรุกล้ําอธิปไตยและถูกโจมตีเข้ามาก่อน ดังนั้นความมุ่งหมายหลักของกองทัพบก เราจะมุ่งมั่น สถาปนาแนวเขตแดนไทยที่ถูกรุกล้ําให้กลับคืนมาให้ได้ เราจะมุ่งมั่นทําลายขีดความสามารถของทหารกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามต่อกําลังพลและประชาชนคนไทยให้หมดสิ้นไป

ขออภัยทำให้สสป.ลาวเดือดร้อน

พลเรือตรี สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กองทัพภาคที่สองได้ออกคําสั่งควบคุมการส่งออกน้ํามันเชื้อเพลิงและยุทธภัณฑ์ สองจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ติดกับ สปป.ลาว โดยเหตุผลหลัก มีการนําน้ํามันและยุทธภัณฑ์ต่างๆ ส่งต่อไปให้กัมพูชา นํามาใช้ในการสู้รบ ไทยไม่มีเจตนาสร้างผลกระทบให้เพื่อนบ้าน สปป.ลาว เราทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นระหว่าง2ประเทศเท่านั้น ประเทศอื่นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใดขออภัยพี่น้องชาวลาวที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ และจะดําเนินมาตรการนี้ให้รวดเร็วให้มีผลกระทบน้อยที่สุดต่อประชาชนชาวลาว

“ระบอบฮุนเซน”ต้นเหตุความขัดแย้ง

พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยต่อสถานการณ์ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยเน้นในเรื่องของการปกป้องอธิปไตยของชาติ ภายใต้หลักมนุษยธรรม และฝ่ายไทยไม่ใช่ผู้เริ่มความขัดแย้ง แต่เป็นระบอบของฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และรัฐบาลกัมพูชา ที่เป็นผู้ริเริ่มความขัดแย้งดังกล่าว พร้อมยืนยันไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน

นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังยึดมั่น หลีกเลี่ยงการโจมตีเป้าหมายพลเรือน รวมถึงจุดยืนโจมตีเฉพาะจุดที่เป็นภัยคุกคามทางทหารเท่านั้น ขณะที่การอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เกิดจากการจัดสินใจที่ล่าช้าของกัมพูชาเอง โดยกัมพูชาทิ้งประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย อพยพล่าช้า ทําให้เกิดความโกลาหล ฝ่ายไทยยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม ในเรื่องการปฏิบัติเป็นไปตามหลักสากล การมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน ต้องมีการความปลอดภัยสงบสุขตามพื้นที่ชายแดนและจํากัดขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามไม่ให้รุกรานประเทศไทยได้อีกต่อไป

สำหรับปัจจุบัน สถานการณ์เปลี่ยนแปลงเป็นพลวัต อย่างต่อเนื่อง นํามาซึ่งการสรุปประเด็นสําคัญ การปฏิบัติการของไทยเพื่อความมั่นคงและมนุษยธรรมที่เราเน้นในห้วงนี้ เพื่อประชาชนเพื่อมนุษยธรรม การดําเนินการของไทยอยู่ภายใต้การระงับ ชั่งใจใช้อาวุธแม่นยํา มุ่งลดภัยคุกคามทางทหาร หลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนเป็นสําคัญ โจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น โดยประเทศไทยยังคงใช้ความระมัดระวังสูงสุด ยึดหลักความได้สัดส่วน ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยมุ่งหมาย ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและพลเรือนทุกฝ่ายเป็นสำคัญ

ทหารไทยยึดปราสาทตาควายสำเร็จ

เมื่อเวลา 11.56 น. เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้เผยแพร่วิดีโอคลิปปราสาทตาควายที่ทหารไทยยึดได้แล้ว พร้อมระบุข้อความว่า “ด่วน!! ทหารไทยยึดคืนปราสาทตาควายสำเร็จแล้ว พร้อมอัญเชิญธงชาติไทยขึ้นเหนือตาควาย เป้าหมายต่อไปยึดเนิน 350”

ต่อมาเวลา 12.26 น. เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้โพสต์ภาพทหารไทยที่ปราสาทตาควาย พร้อมข้อความว่า “ทหารไทยยึดคืนปราสาทตาควายได้สำเร็จแล้วครับ”

โฆษกทบ.ชี้ยังต้องระมัดระวังสูง

เวลา 12.30 น. พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบว่า ปัจจุบันสามารถผลักดันทหารกัมพูชาออกจากบริเวณพื้นที่“ตัวปราสาทตาควาย” และเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่ที่หมายสำคัญโดยรอบ โดยเฉพาะเนิน 350 และพื้นที่สูงข่มในบริเวณใกล้เคียง ยังคงอยู่ระหว่างการปฏิบัติการเข้าควบคุมพื้นที่ตามแผนดำเนินกลยุทธ์

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวว่าอย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ตอบโต้ด้วยการใช้อาวุธทุกชนิดระดมโจมตีพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งทำลายกำลังฝ่ายไทยและพยายามช่วงชิงพื้นที่คืน ทำให้สถานการณ์ยังไม่อาจวางใจได้ และยังต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการปฏิบัติการ

ทั้งนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ติดตามการปฏิบัติการสำคัญในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้หน่วยที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการด้วยความรอบคอบ เพื่อป้องกันลดการบาดเจ็บและความสูญเสียของกำลังพลให้ได้อย่างดีที่สุด

ทภ.2สรุป7วันถล่มที่มั่นเขมร54แห่ง

กองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 8-14 ธ.ค.2568 ใน 17 พื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.-14 ธ.ค.2568 ไทยได้ทำลายฐานปฏิบัติการทางทหาร คลังน้ำมัน/กระสุน และอื่น ๆ บก.ควบคุม 11 ที่, ฐานทหาร 14 ที่, อาคารที่พัก 5 ที่, หลุมเครื่องยิงลูกระเบิด 6 หลุม, ฐานที่ตั้งปืนใหญ่ 2 ที่, คลังกระสุน 3 ที่, คลังน้ำมัน 1 ที่, ฐานที่ตั้งสแกมเมอร์/ฐานจุดปล่อยโดรนโจมตีทางทหาร 2 ที่ และบังเกอร์ 10 ที่ รวม 54 ที่ ทำลายรถถัง 12 คัน, โดรน 171 ลำ, BM-21 1 คัน, เสาแอนตี้โดรน 4 ต้น, ปืนต่อสู้อากาศยาน 4 กระบอก, ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุด, รถบรรทุก 7 คัน, เสาสัญญาณ 1 ต้น, ปืนใหญ่ 1 กระบอก, ปืนครก 6 กระบอก และทหารกัมพูชาเสียชีวิต 205 นาย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อมขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการ และเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่อไป

‘ไชยชนก’นำดีอี ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ จับมือ LINE ลงนาม MOU ยกระดับการเตือนภัยผ่านฟีเจอร์’Safety Check’

'ไชยชนก'นำดีอี ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ จับมือ LINE ลงนาม MOU ยกระดับการเตือนภัยผ่านฟีเจอร์'Safety Check'

‘ไชยชนก’นำดีอี ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ จับมือ LINE ลงนาม MOU ยกระดับการเตือนภัยผ่านฟีเจอร์’Safety Check’

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.57 น.

“ไชยชนก”นำดีอี ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ จับมือ LINE ลงนาม MOU ยกระดับการเตือนภัยผ่านฟีเจอร์”Safety Check” เพิ่มความเร็วและความน่าเชื่อถือของข้อมูลภาครัฐสู่ประชาชน

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ในสถานการณ์ภัยพิบัติ “เวลา” คือ ปัจจัยชี้ขาด แต่ความเร็วเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การสื่อสารและการแจ้งเตือนภัยจากภาครัฐต้องมาพร้อมความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้สถานการณ์ เตรียมพร้อม และป้องกันตนเองได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ประเด็นนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Win ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลเตือนภัยฉุกเฉินด้วยกลไกที่ตรวจสอบความถูกต้องได้ พร้อมส่งต่อข้อมูลผ่านช่องทางที่ประชาชนเข้าถึงง่าย รองรับการสื่อสารจากภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบบเตือนภัยมีความครอบคลุมและพร้อมใช้งานทั่วประเทศ โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการต่อยอดที่มุ่งสร้าง “กลไกการทำงานร่วมกัน” ระหว่างหน่วยงานรัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่จำเป็นจากภาครัฐอย่างทันท่วงที และสามารถยืนยันความปลอดภัยของตนเอง เมื่อเผชิญเหตุภัยพิบัติ ผ่านฟีเจอร์ “Safety Check” ทำให้ประชาชนสามารถใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ที่ยกระดับระบบสื่อสารสาธารณภัยของประเทศทำให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ เข้าถึงการดูแลความปลอดภัยในยามฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ด้าน ร้อยตำรวจตรีสัณฐิติ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยงานกลางของรัฐในการดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีบทบาทในแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า กระจายข่าว ติดตามภาวะคุกคามและความรุนแรงของสาธารณภัย ตลอดจนการสิ้นสุดการเตือนภัย รวมทั้งให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาธารณภัยผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยประสานงานและร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ในด้านข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการเตือนภัยล่วงหน้า และสนับสนุนการกำหนดกลไก หรือช่องทางการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสาธารณภัยไปยังช่องทางอื่นๆ มีบทบาทในการบริหารจัดการสาธารณภัย ผ่านการจัดทำ รวบรวม แบ่งปัน และเผยแพร่ข้อมูลภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง โดย ปภ.จะมุ่งสนับสนุนข้อมูลสาธารณภัยของประเทศ โดยจัดทำ รวบรวม ตรวจสอบ ยืนยันความถูกต้อง และเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และประกาศอย่างเป็นทางการในทุกระดับ เพื่อให้ภาคีความร่วมมือใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงหลักในการสื่อสารสู่ประชาชน รวมทั้งให้คำแนะนำด้านเนื้อหาและภาษาสื่อสาร เพื่อให้ข้อมูลที่เผยแพร่เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึง ตลอดจนสนับสนุนการกำหนดกลไกเชื่อมโยงข้อมูล การเผยแพร่ข่าวสาร และการฝึกซ้อม ประเมินผลการสื่อสารในภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง

นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า กสทช.มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการเพื่อให้การแจ้งเตือนภัยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้และเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องจากภาครัฐในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน โดย กสทช. มุ่งสนับสนุนความร่วมมือในมิติที่เกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารและโครงข่ายโทรคมนาคม เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมีประสิทธิภาพ เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง และทำงานได้อย่างเหมาะสมในภาวะฉุกเฉิน พร้อมสนับสนุนการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน กสทช. และร่วมส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อติดตามข้อมูลจากภาครัฐ ยืนยันความปลอดภัย และรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างถูกต้อง

นายธนัญชัย วรรณสุข รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า เหตุการณ์ด้านมลพิษและอุบัติภัยด้านมลพิษจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา เพื่อให้ประชาชนป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม กรมควบคุมมลพิษ จึงเป็นหน่วยงานด้านการบริหารจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ คพ.จะมุ่งสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย ตลอดจนร่วมประสานการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีความร่วมมือในการกำหนดกลไกเชื่อมโยงข้อมูลและการเผยแพร่ข่าวสาร รวมถึงสนับสนุนการเตรียมความพร้อม การฝึกซ้อม และการประเมินผลการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อพัฒนาการทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ

นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (สปภ.) กล่าวว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลความปลอดภัยในเมืองหลวง มี 2 เรื่องที่กรุงเทพมหานครต้องทำ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ทุกคน สิ่งแรกคือต้องทำให้ “ข้อมูลโปร่งใส ถึงมือประชาชนทันที” เพราะข้อมูลคือชีวิต ที่ผ่านมาเวลาเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วมใหญ่หรือภัยอื่น ๆ ปัญหาที่เราเจอคือ ข้อมูลการแจ้งเตือนไม่ทันการณ์ ไม่แม่นยำ หรือมีหลายแหล่งจนประชาชนสับสน กทม. ต้องทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางในการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูล” โดยนำข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้เกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติ เชื่อมเข้าสู่ฟีเจอร์“Safety Check” โดยตรง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ข้อมูลที่ประชาชนได้รับนั้นถูกต้องที่สุด และส่งถึงมือในเวลาที่สำคัญที่สุด ประการสำคัญต่อมาคือต้อง “ประสานงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นหนึ่งเดียว” เพราะภัยพิบัติไม่รู้จักเขตแดน การรับมือจึงต้องการความร่วมมือ เราต้องการให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน หรือภาคประชาชน ทำงานร่วมกันเป็นเนื้อเดียว โดย กทม.จะเป็น “ศูนย์กลางในการประสานงาน” อย่างเต็มที่ แพลตฟอร์มนี้จะเป็นกลไกในการเชื่อมต่อการทำงานและการสื่อสารเตือนภัยให้สอดคล้องกับทุกภาคีที่ร่วมมือกัน เพื่อให้การรับมือภัยพิบัติเป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพที่สุด

นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) กล่าวว่า LINE ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการยกระดับการสื่อสารภาวะฉุกเฉินของภาครัฐผ่านผ่านฟีเจอร์ “Safety Check” ซึ่ง LINE ริเริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในช่วงเหตุการณ์สำคัญได้อย่าง รวดเร็ว ถูกต้อง และครอบคลุม พร้อมช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์และยืนยันความปลอดภัยของตนเองได้สะดวกยิ่งขึ้น ภายใต้ความร่วมมือนี้ LINE จะสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลภัยพิบัติเป็นไปอย่างเหมาะสมและทันเวลา รวมถึงสนับสนุนด้านเทคนิคและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเกิดการใช้งานบริการดังกล่าวอย่างทั่วถึง พร้อมร่วมสนับสนุนการลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนในช่วงวิกฤต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความไว้วางใจที่ภาครัฐมีต่อ LINE ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นอีกหนึ่งที่พึ่งพาของคนไทยยามคับขัน และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบเตือนภัยที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และช่วยให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยและพร้อมกว่าเดิมจากการทำงานร่วมกันของรัฐและเอกชน”

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับระบบสื่อสารสาธารณภัยของประเทศให้ทันต่อสถานการณ์ โดยมุ่งให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจากภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเชื่อถือได้ ผ่านช่องทางดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง พร้อมต่อยอดการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต ซึ่งฟีเจอร์ “Safety Check” บนแอปพลิเคชัน LINE จะเปิดให้ประชาชนใช้ได้เร็วๆ นี้ โดยแนะนำให้ผู้ใช้ LINE อัปเดตแอปพลิเคชันเป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรองรับการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

– 006