‘เพื่อไทย’ย้ำ 5 จุดยืนปมชายแดนไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย-ยึดกม.สากล-คุ้มครองปชช.

'เพื่อไทย'ย้ำ 5 จุดยืนปมชายแดนไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย-ยึดกม.สากล-คุ้มครองปชช.

‘เพื่อไทย’ย้ำ 5 จุดยืนปมชายแดนไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย-ยึดกม.สากล-คุ้มครองปชช.

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.53 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคนไทยคนหนึ่ง ตนติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกเจ็บปวดและเศร้าใจทุกครั้งที่ทราบข่าวความสูญเสีย มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตแล้วเกือบ 20 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น มีพี่น้องประชาชนอพยพมากกว่า 2.6 แสนคน ในศูนย์พักพิง 996 แห่งทั่วทั้ง 8 จังหวัด มีโรงพยาบาลต้องปิดบริการ 12 แห่ง และ รพ.สต.ต้องปิด 218 แห่ง

นายจุลพันธ์ ระบุว่า ในนามของพรรคเพื่อไทย ตนขอย้ำอีกครั้งว่า เราคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อป้องกันประเทศ อธิปไตย และสังคมของเรา และขอย้ำถึงจุดยืนของพรรค 5 ข้อ ว่า 1.ปกป้องอธิปไตยไทย การวางกับระเบิดใหม่ที่ชายแดนเป็นการละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา ทำลายหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิ่งที่มิตรประเทศควรทำต่อกัน เราต้องปกป้องอธิปไตยและเอกราชของชาติไทย 2.ตอบโต้อย่างได้สัดส่วน แม้เราจะปกป้องอธิปไตยอย่างมั่นคง แต่เราต้องตอบโต้อย่างมีสติ มีเหตุมีผล ได้สัดส่วนที่เหมาะสม ยึดหลักการสากล การตอบโต้ที่ชาญฉลาดนั้นสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและแสนยานุภาพของเรา แต่เราจะไม่ประมาทในการคุ้มครองประชาชนและผลประโยชน์ของชาติ 3.โลกล้อมกัมพูชา ยึดกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด เร่งสื่อสารกับนานาชาติอย่างโปร่งใส น่าเชื่อถือ เน้นให้เห็นถึงข้อเท็จจริง เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการปกป้องตนเองและการตอบโต้ สร้างความชอบธรรมเพื่อเป็นเกราะกำบังประเทศไทยในเวทีโลกในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกัมพูชา

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุต่อว่า 4.ชีวิตคนไทยต้องมาก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งคนในพื้นที่ชายแดนและคนไทยที่ไปทำมาหากินในกัมพูชา รัฐบาลต้องดูแลทุกด้าน ทั้งการอพยพ ที่พักชั่วคราว สาธารณูปโภค โรงพยาบาล โรงเรียน และการเยียวยารายได้ ต้องไม่ทิ้งผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางไว้ในพื้นที่เสี่ยง เราตระหนักดีว่า ในทุกวันของความขัดแย้งและปะทะ ก็ยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ตนจึงได้มอบหมายให้นายสรวงศ์ เทียนทอง น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ และอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยอีกหลายคนลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแล้ว หากพี่น้องที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรคเพื่อไทยได้ และ 5.ขอขอบคุณทหารไทยทุกนาย ตนขอขอบคุณทหารไทยทุกนายที่เสียสละปกป้องแผ่นดิน พิทักษ์อธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ท่านทั้งหลายคือกำแพงที่แข็งแกร่งของประเทศ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

“ผมและพรรคเพื่อไทย ขอส่งกำลังใจให้ทหารไทยทุกหน่วยงานและพี่น้องประชาชนทุกคนในพื้นที่ชายแดน ผมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและช่วยเหลือพี่น้องอย่างเต็มที่” นายจุลพันธ์ ระบุ

‘คนละครึ่งเฟส 2’ส่อชะงัก! ‘กกต.’แจ้งยึดเกณฑ์ความได้เปรียบเสียเปรียบ

'คนละครึ่งเฟส 2'ส่อชะงัก! 'กกต.'แจ้งยึดเกณฑ์ความได้เปรียบเสียเปรียบ

‘คนละครึ่งเฟส 2’ส่อชะงัก! ‘กกต.’แจ้งยึดเกณฑ์ความได้เปรียบเสียเปรียบ

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.28 น.

“โครงการคนละครึ่งเฟส 2″ส่อชะงัก! “กกต.”แจ้งยึดเกณฑ์ความได้เปรียบเสียเปรียบ ส่วน”ประชามติ”ต้องมีเวลาทำความเข้าใจประชาชนไม่น้อยกว่า 30 วันจนถึงวันเลือกตั้ง มั่นใจพื้นที่สู้รบบริหารจัดการได้ไม่ต้องเลื่อนวันเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ในการหารือของ กกต.กับผู้แทนรัฐบาล ช่วงกลางวันที่ผ่านมา ในเรื่องของการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้น ทาง กกต.แจ้งกับทางตัวแทนรัฐบาลว่า หากจะจัดให้มีการทำประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้ง สส.ก็จำเป็นจะต้องมีเวลาไม่น้อยกว่า 30 วันจนถึงวันเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต.นำประเด็นที่จะทำประชามติไปเผยแพร่ทำความเข้าใจกับประชาชน

ส่วนการขออนุญาตใช้งบประมาณในส่วนของโครงการคนละครึ่งเฟส 2 นั้น กกต.ยืนยันว่า ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องว่า การดำเนินโครงการนั้นก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันเลือกตั้งหรือไม่ แต่หากเป็นการโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หรือการปูนบำเหน็จให้กับทหารชายแดน เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการและได้ดำเนินการมาก่อนแล้ว ก็สามารถทำต่อไปได้

ส่วนเรื่องการจัดการเลือกตั้งในสถานการณ์ที่มีการสู้รบขณะนี้ กกต.ยืนยันว่า จะสามารถจัดการเลือกตั้งตามแผนที่วางไว้ได้ โดยขณะนี้ทางสำนักงานฯ ดำเนินการสำรวจว่าในจังหวัดที่มีการสู้รบนั้นกระทบต่อการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดบ้าง และเชื่อว่าสามารถใช้วิธีบริหารจัดการพาคนไปหาหน่วยเลือกตั้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป เพราะการเลื่อนการเลือกตั้งทั้งประเทศน่าจะไม่เป็นผลดีทั้งกับ กกต.และรัฐบาล โดย กกต.อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอื้อต่อรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลเองก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าใช้ กกต.เป็นเครื่องมือ

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเบื้องต้นอยู่ที่ 53,052,847 คน แบ่งเป็นชาย 25,454,342 คน เป็นหญิง 27,598,505 คน

แฉเรื่องฉงน’ขีปนาวุธ’ โยง’เขมร-มาเลย์’ จงใจให้เทคโนโลยี’จีน’รั่วหรือไม่?

แฉเรื่องฉงน'ขีปนาวุธ' โยง'เขมร-มาเลย์' จงใจให้เทคโนโลยี'จีน'รั่วหรือไม่?

แฉเรื่องฉงน’ขีปนาวุธ’ โยง’เขมร-มาเลย์’ จงใจให้เทคโนโลยี’จีน’รั่วหรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.05 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn ระบุว่า เรียนกูรู้ทั้งหลาย! ขีปนาวุธต่อต้านรถถังรุ่นที่ 5 GAM 102 LR ของจีนออกแสดงในขบวนสวนสนามปี 2023 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจถ้าอาวุธร้ายแรงที่มีระบบนำวิถีล้ำยุคแม่นยำสูงอยู่ในครอบครองของกัมพูชาในปี 2025

ที่แปลกใจคือเขมรนำไปทิ้งเรี่ยราดที่ช่องอานม้าให้ทหารไทยยึดมาได้อย่างไร? ที่แปลกใจมากกว่านั้น GAM 102 LR ต้องยิงจากฐานรถหุ้มเกาะหรือเรือรบ ไม่ใช่แบกบ่ายิงได้เครื่องยิงระเบิดโบราณ น่าประหวาดใจมากว่านั้นคือ เขมรลากขึ้นเนิน 500 แล้วทิ้งไว้ทำไม ขีปนาวุธลูกหนึ่งมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท

กล่าวมาเพื่อสนับสนุนความเชื่อส่วนตัวที่ว่าจีนไม่ได้ส่งอาวุธล็อตใหม่ให้กัมพูชาหลังจากเกิดปะทะกับไทยตั่งแต่วันที่ 24 ก.ค.ถึงวันนี้ เหตุผลที่เชื่ออย่างนี้เพราะจีนโกรธกัมพูชากับมาเลเซียมากที่พบว่ากัมพูชากับมาเลเซียไปลงนามการค้าด้านกลาโหมกับสหรัฐ และในข้อตกลงนั้นยังให้กีดกันสิ้นค้าเทคโนโลยีอ่อนไหวจากจีน สำหรับนายอันวาร์ จีนฉีกหน้ากากตั้งแต่ประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้สองวันหลังจากประชุมอาเซียน

ส่วนกัมพูชา+มาเลเซียได้รับหนังเตือนเป็นทางการถึงความกังวลของจีนพร้อมกันเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ว่า “จีนกังวลเป็นอย่างยิ่งที่มาเลเชียกับกัมพูชาลงนามผูกพันธ์ความร่วมมือด้านป้องกันประเทศกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเท่ากับสองประเทศอาเซียนทำให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นศูนย์กลางทวีความรุนแรงขัดแย้งของมหาอำนาจคู่แข่ง

พูดง่ายๆคือ จีนเตือนกัมพูชากับมาเลเซียเหมือนตัดหางปล่อยวัด โดยส่วนตัวจึงแปลกใจและไม่เชื่อว่า จีนส่งอาวุธล๊อตใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงให้กัมพูชา ความเป็นไปได้มีอยู่ทางเดียวคือกัมพูชาจัดหา GAM 102 LR ไว้สำหรับกองกำลังพิทักษ์ฮุน เซนใช้งาน แต่เมื่อไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากไม่มีรหัสหรือไม่มีสัญญาณดาวเทียมจากจีนสนับสนุนการใช้อาวุธนำวิถี ฮุน เซนจึงให้เขมรแดงลากไปทิ้งไว้บนเนิน 500 โดยตั้งใจว่าเทคโนโลยีล่ำยุคของจีนรั่วไหลไปถึงวอชิงตันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

นั้นเป็นเหตุเดียวที่เรานึกได้ว่าทำไม่กัมพูชาจึงทิ้งอาวุธร้ายแรงราคาแพงไว้ให้ไทยยึด

เอาให้สิ้นสภาพ!!! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’หนุน‘กองทัพ’จัดเต็ม ประเคนใส่‘เขมร’ให้หมด

เอาให้สิ้นสภาพ!!! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’หนุน‘กองทัพ’จัดเต็ม ประเคนใส่‘เขมร’ให้หมด

เอาให้สิ้นสภาพ!!! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’หนุน‘กองทัพ’จัดเต็ม ประเคนใส่‘เขมร’ให้หมด

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.49 น.

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า เอาให้จบๆ

นักสังเกตุการณ์สงสัยว่าทำไมกองทัพไทยเอาไม่จบสักที​ หลายวันแล้ว

ไทยอาจประเมินเขมรต่ำไป​ ตระกูลฮุนเตรียมการรบกับไทยมานาน​ เงินดำๆเทาๆใช้สะสมอาวุธชั้นดีจำนวนมาก​ จากกลุ่มธุรกิจสแกมเมอร์​ ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่มีการซื้ออาวุธจีนดีๆมาซุกซ่อนในเขมร​ เพื่อเตรียมรบกับไทย

วันนี้เขาไม่ใช่เพื่อนบ้าน​ที่ดี แต่เป็นเด็กเกเรที่พูดจากลับกรอก​ โกหกรายวัน ปั้นน้ำเป็นตัว

อย่าเพิ่งตั้งข้อสงสัยกับอาวุธของมิตรประเทศที่ไปโผล่ในเขมร​ ของซื้อของขาย​ ใครมีเงินก็ซื้อได้​ ตลาดมืดก็มีขาย​ อย่าเสียมิตรกลางศึก

อะไรที่ต้องทำ​ กองทัพทำให้เต็มที่​ ประเคนให้หมด ไม่ต้องขยักเอาไว้​ ไม่มีรอบสาม​ เอาให้สิ้นสภาพ ไม่มีรอบสาม​ เอาให้จบ

เพราะแรงกดดันเริ่มมาจากหลายทาง​ ทั้งจากตำรวจโลก​ ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเดิม​ รวมทั้งโป๊ป

ประการสำคัญจากคนไทยในพื้นที่ที่ต้องอพยพ​ พลัดที่อยู่​ ไปกินนอนในศูนย์อพยพเริ่มคิดถึงบ้าน​ อยากกลับบ้าน กองทัพเร่งมือเถอะ

‘เอกสิทธิ์’ขอบคุณผลโพลชื่นชอบนโยบายพรรค ลั่นการเมืองที่ดีคือยื่นโอกาสให้ปชช. ไม่ใช่แย่งอำนาจ

'เอกสิทธิ์'ขอบคุณผลโพลชื่นชอบนโยบายพรรค ลั่นการเมืองที่ดีคือยื่นโอกาสให้ปชช. ไม่ใช่แย่งอำนาจ

‘เอกสิทธิ์’ขอบคุณผลโพลชื่นชอบนโยบายพรรค ลั่นการเมืองที่ดีคือยื่นโอกาสให้ปชช. ไม่ใช่แย่งอำนาจ

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.23 น.

‘อาร์ท เอกสิทธิ์’หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ขอบคุณปชช. หลังผลโพลชี้นโยบาย’สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ’โดนใจมากสุด ลั่นการเมืองที่ดีไม่ใช่แก่งแย่งอำนาจ แต่คือการยื่นโอกาสให้ปชช.  

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 ภายหลังจากมีการนำเสนอผลสำรวจเรื่อง “สำรวจพรรคใหญ่กับพรรคใหม่” โดยผลโพลพบว่า “พรรคปวงชนไทย”เป็นพรรคใหม่มาแรง สโลแกนโดนใจสร้างคน-สร้างงาน ล่าสุดนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ได้ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ร่วมโหวตนโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” เป็นนโยบายที่โดนใจมากที่สุด พร้อมโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “การเมืองที่ดี ไม่ใช่การแย่งอำนาจ แต่คือการยื่นโอกาสให้ประชาชนที่ล้มให้ลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเอง

ผมและพรรคปวงชนไทย เชื่อมั่นว่า ทางออกของประเทศต้องเริ่มจากการ สร้างคน สร้างงาน และสร้างอาชีพ ไม่ใช่การสร้างเกมการเมือง ไม่ใช่การต่อรองผลประโยชน์ และไม่ใช่การพูดสวย ๆ บนเวที แต่ไม่เคยลงไปเห็นชีวิตจริงของประชาชน

วันนี้ เราเห็นความเจ็บปวดของผู้ประกอบการ SMEs คนทำงานอิสระ เกษตรกร และคนตัวเล็ก ๆ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ พวกเขาไม่ได้ต้องการคำปลอบใจ แต่ต้องการ ทางรอด และต้องการ โอกาส ที่จับต้องได้จริง

พรรคปวงชนไทย เข้าใจปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง เพราะเรามองเห็นว่า ถ้าคนยังไม่รอด ประเทศก็ไม่มีวันเดินหน้าได้ นโยบาย สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ จึงไม่ใช่สโลแกน แต่คือภารกิจสำคัญของเรา เพื่อให้ประชาชนอยู่รอดในวันที่ยากลำบาก และพร้อมลุกขึ้นเติบโตได้อีกครั้งในโลกใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าสถานการณ์จะหนักหนาเพียงใดชีวิตต้องเดินต่อ ธุรกิจต้องไปต่อ ครอบครัวต้องมีความหวัง ผมและพรรคปวงชนไทยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ เดินไปพร้อมกับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการทุกคน เพราะประเทศจะเข้มแข็งได้ เมื่อประชาชนทุกคนเข้มแข็งไปด้วยกัน

เราจะเดินไปด้วยกัน… และเราจะไปให้ถึง”

‘กต.’ย้ำไทยพร้อมร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ยันไม่ยกระดับความรุนแรงใน‘อ่าวไทย’

‘กต.’ย้ำไทยพร้อมร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ยันไม่ยกระดับความรุนแรงใน‘อ่าวไทย’

‘กต.’ย้ำไทยพร้อมร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ยันไม่ยกระดับความรุนแรงใน‘อ่าวไทย’

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

‘กต.’ชี้แจงความคืบหน้าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ย้ำไทยพร้อมร่วมประชุมเต็มที่ ยืนยันจุดยืนไม่ยกระดับความรุนแรงใน‘อ่าวไทย’ ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและมนุษยธรรม

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 ธ.ค.2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้ การประชุมดังกล่าวเป็นข้อเสนอจากฝ่ายมาเลเซีย ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อม ในการเข้าร่วมการประชุมมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม การกำหนดวันประชุมจำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อม ของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดรวมถึงฝ่ายเจ้าภาพ เดิมมีแนวคิดจัดการประชุมในวันที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างกระชั้นชิด จึงมีการหารือร่วมกัน เพื่อเลื่อนกำหนดการออกไป โดยคาดว่า วันที่ 22 จะมีความเหมาะสมมากกว่า

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยังคงยืนยันความพร้อม ในการเข้าร่วมการประชุม และในวันพรุ่งนี้ จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องและเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมอาเซียน

ขณะเดียวกัน ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในอ่าวไทย ซึ่งได้สร้างข้อสงสัยในหมู่ประชาคมระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยจึงขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจน

ประการแรก ประเทศไทยไม่มีความประสงค์ ที่จะยกระดับสถานการณ์ หรือเพิ่มความรุนแรงใด ๆ การดำเนินการทั้งหมด มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนโดยยึดหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

ประการที่สอง ประเทศไทยยืนยัน การยึดมั่นและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ เสรีภาพในการเดินเรือ เพื่อสื่อสารไปยังประเทศที่สามและประชาคมระหว่างประเทศให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อท่าทีและการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงความคืบหน้า

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ย้ำไทยพร้อมร่วมประชุมเต็มที่ ขณะเดียวกันยืนยันจุดยืน ไม่ยกระดับความรุนแรงในอ่าวไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและมนุษยธรรม

ทอ.ย้ำปฏิบัติการทางอากาศ ยึดหลักกฎหมายสากล-มนุษยธรรม

ทอ.ย้ำปฏิบัติการทางอากาศ ยึดหลักกฎหมายสากล-มนุษยธรรม

ทอ.ย้ำปฏิบัติการทางอากาศ ยึดหลักกฎหมายสากล-มนุษยธรรม

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

ทอ.ย้ำปฏิบัติการทางอากาศ ยึดหลักกฎหมายสากลและมนุษยธรรม ใช้อาวุธแม่นยำสูงไม่กระทบประชาชนในพื้นที่

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจงกรณีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ที่ตั้งข้อสงสัยว่าเครื่องบินรบของฝ่ายไทย ได้เข้าไปปฏิบัติการทิ้งระเบิดในพื้นที่เสียมราฐ และมีรายงานว่าระเบิดจำนวน 2 ลูก ตกใกล้ศูนย์ผู้ลี้ภัยนั้น โฆษกกองทัพอากาศ ยืนยันว่า การปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพอากาศไทย เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎการปะทะอย่างเคร่งครัด

โดยหลักการกำหนด “เป้าหมายทางทหาร” มิได้พิจารณาจากระยะห่างจากแนวชายแดน แต่พิจารณาจากการใช้โครงสร้างพื้นฐาน หรือสถานที่นั้นๆ เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารเป็นสำคัญ ดังนั้น ขอเน้นย้ำว่า การโจมตีด้วยกำลังทางอากาศทุกครั้ง
เป็นการโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

การปฏิบัติการของกองทัพอากาศ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการป้องกันประเทศ การรักษาเอกราชและอธิปไตย ควบคู่ไปกับการยึดหลักมนุษยธรรม ในกรณีที่เป้าหมายอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชน กองทัพอากาศจะเลือกใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบ

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบและวิเคราะห์ ผลการปฏิบัติการอย่างละเอียด ไม่พบว่ามีผลกระทบใดๆ ต่อพี่น้องประชาชนชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แต่อย่างใด

16 ธ.ค.‘เฉลิมชัย’นำ’10 อดีต สส.-สจ.ประชาธิปัตย์’สมัครเข้ากล้าธรรม ‘เดชอิศม์-น้ำหอม’ยุติบทบาท

16 ธ.ค.‘เฉลิมชัย’นำ’10 อดีต สส.-สจ.ประชาธิปัตย์’สมัครเข้ากล้าธรรม ‘เดชอิศม์-น้ำหอม’ยุติบทบาท

16 ธ.ค.‘เฉลิมชัย’นำ’10 อดีต สส.-สจ.ประชาธิปัตย์’สมัครเข้ากล้าธรรม ‘เดชอิศม์-น้ำหอม’ยุติบทบาท

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

‘เฉลิมชัย’เตรียมนำ’10 อดีต สส.-สจ.ประชาธิปัตย์’ สมัครสมาชิก‘พรรคกล้าธรรม’ 16 ธ.ค.นี้ ขณะที่เจ้าตัวไม่ขอลงสมัครรับเลือกตั้ง ด้าน‘เดชอิศม์-น้ำหอม’ยุติบทบาทการเมือง ส่งลูกชายลงแทน แต่‘สส.สิงโต’ยังลงสมัครในนาม‘ประชาธิปัตย์’

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรุ่งนี้ (16 ธ.ค.68) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะนำอดีต สส. และ สจ. พรรคประชาธิปัตย์ รวม 10 คน เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรม โดยนายเฉลิมชัยจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยทั้ง 10 คน ประกอบด้วย

1. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์ 

2. นายจักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์ 

3.นายชาตรี หล้าพรหม อดีต สส.สกลนคร 

4.นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี 

5.นางสาวสุพัชรี ขำเพชร อดีตสส.พัทลุง 

6.นายยุทธการ รัตนมาศ  อดีต สส.นครศรีธรรมราช 

7.พลตำรวจตรีสุรินทร์ ปาลาเร่ อดีต สส.สงขลา 

8 นายยูนัยดี วาบา อดีต สส.ปัตตานี  

9. นายฐิตินัย ตั้งบูรพากิจ สจ .ประจวบคีรีขันธ์ 

ส่วนนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา , นางสาวสุภาพร กำเนิดผล สส.สงขลา ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดย เขต 5 ของนายเดชอิศม์ จะส่งลูกชาย คือ นายวงศ์วชิระ ขาวทอง  ลงแทน ส่วน เขต 6 ของ น.ส. สุภาพร ภรรยานายเดชอิศม์ จะส่งผู้สมัครอื่นลงแทน 

ขณะ “สส.สิงโต” นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา บุตรชายอีกคนของนายเดชอิศม์ ยังคงสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

โพลเผยคนไทยต้องการผู้นำมีคุณธรรม-โปร่งใส พบ‘เท้ง’นำ23.14% ‘อนุทิน’ตามมา 14.85%

โพลเผยคนไทยต้องการผู้นำมีคุณธรรม-โปร่งใส พบ‘เท้ง’นำ23.14% ‘อนุทิน’ตามมา 14.85%

โพลเผยคนไทยต้องการผู้นำมีคุณธรรม-โปร่งใส พบ‘เท้ง’นำ23.14% ‘อนุทิน’ตามมา 14.85%

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

เช็กนายกฯ ในอุดมคติคนไทย! ‘ไอเอฟดีโพล’ เปิดผลสำรวจคนไทยต้องการผู้นำมีคุณธรรม โปร่งใส พบ ‘เท้ง’ นำ23.14% ‘อนุทิน’ ตามมา 14.85% ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ ลำดับ3 แซง ‘จุลพันธ์’ ด้าน ‘ดร.แดน’ ชี้สถานการณ์อาจดึงไปสู่ ‘นายกฯม.5’

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป  เรื่อง “เปิดสเปกนายกฯ ที่ทำให้ประเทศเดินหน้าไม่เดินวน” 1,247 ตัวอย่าง สำรวจในช่วง 11 – 13 ธ.ค. 2568 ใน 6 ภูมิภาค โดยการลงภาคสนามและการโทรศัพท์ สุ่ม‍ตัวอย่างความน่าจะเป็น Stratified Five-Stage Random Sampling ค่าความผิดพลาด 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

ไอเอฟดีโพล ชี้ คนไทยระบุว่าคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า คือต้อง “ทั้งดีและเก่ง” แต่ 53.57% ยังไม่เห็นใครเข้าเกณฑ์ และช่องทางที่จะได้นายกรัฐมนตรีในแบบดังกล่าวได้ ประชาชนให้ความเห็นว่ามี 2 ทางหลัก คือ จากระบบเลือกตั้งเดิม 44.10% ใกล้เคียงการเปิดทางคนนอกนอกบัญชีพรรค 40.90% มีผลสำรวจ ดังนี้

สเปกนายกฯ” ที่จะนำประเทศเจริญก้าวหน้า “คุณธรรมมาก่อน แต่โจทย์ใหญ่ต้องบริหารเก่ง” คนไทยระบุว่าคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า: ผลสำรวจพบว่า คุณสมบัติอันดับหนึ่งที่ประชาชนต้องการจากนายกรัฐมนตรีคือ “มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้” 23.14% รองลงมาคือ “เก่งรอบด้าน บูรณาการงานได้” 17.89% และ “มีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ระยะยาว” 15.29% ตามด้วย “มองโลกกว้าง เข้าใจการต่างประเทศ รักษาผลประโยชน์ชาติ ทำไทยแข่งขันได้” 12.69% และ “ตัดสินใจถูกต้อง-เร็วแม้เวลาและทรัพยากรจำกัด” 8.85% ส่วนคุณสมบัติอื่นรองลงมาคือ “กล้าเปลี่ยนแปลง” 8.01% “พัฒนาคนและการศึกษา” 6.49% “ทำให้การเมืองปรองดองลดขัดแย้ง” 4.92% และ “ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีทันสมัยในการตัดสินใจ” 2.72%
“มีสเปกนายกฯ แต่รายชื่อที่มีในปัจจุบัน ยังไม่โดน” 

เมื่อถามต่อว่า จากรายชื่อนักการเมืองหรือผู้สมัครที่มีอยู่ในปัจจุบัน ประชาชนคิดว่ามีคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีตามสเปกหรือไม่ พบว่า ยังไม่มีคนเหมาะ 53.57% ประชาชนที่ระบุว่ามีรายชื่อคนที่เหมาะเป็นนายกฯ คะแนนยังกระจาย ประชาชนที่ระบุว่า “มีคนเหมาะ” (46.43%) ได้ระบุชื่อบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมเป็นนายกฯ ดังนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 23.14% รองลงมาคือ อนุทิน ชาญวีรกูล 14.85% และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 11.23% กลุ่มถัดมาได้แก่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ 8.64% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 6.91% พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ 5.87% เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส 5.35% สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ 5.18% ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 5.01% พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 4.49% ขณะเดียวกันมีผู้ตอบเลือกท่านอื่น ๆ ได้แก่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ชัยเกษม นิติสิริ, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ 9.33%

ส่วนวิธีจะได้ “นายกฯ มานำประเทศเจริญก้าวหน้า” มี 2 ทางหลัก: เลือกจากระบบเลือกตั้งปัจจุบัน และได้นายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมือง เมื่อถามถึงเส้นทางที่จะได้ “นายกฯ แบบที่อยากได้” ประชาชนระบุว่าได้จาก “การเลือกตั้งตามระบบปัจจุบัน” 44.10% และ “เปิดทางให้นายกฯ คนนอกนอกบัญชีพรรค” 40.90% ส่วนแนวทาง “รอพรรคเกิดใหม่เพื่อเสนอนายกฯ ที่เหมาะสม” อยู่ที่ 15.00% อยากได้นายกฯ ดี หรือ เก่ง: คนส่วนใหญ่อยากได้ทั้งคนดีและคนเก่ง ประชาชนส่วนใหญ่เลือกแนวทาง “ขอทั้งดีและเก่ง” มากที่สุด โดยเลือกแบบผสม 48.67% ขณะที่เลือก “คนเก่ง” 27.83% และเลือก “คนดี” 23.50% เหตุผลของกลุ่มเลือก “คนดี” เพราะ คนเก่งแต่ไม่ดีอาจสร้างความเสียหายหนักกว่า 39.57% รองลงมาคือ ต้องได้คนดีมานำเพื่อความไว้ใจและเป็นแบบอย่าง 31.71% และมองว่าสามารถให้คนดีนำแล้วดึงทีมคนเก่งมาช่วยได้ 28.18% และเหตุผลของกลุ่มเลือก “คนเก่ง” เพราะประเทศต้องการคนเก่งบริหารเพื่อแก้วิกฤตและเดินหน้าเร็ว 34.78% รองลงมาคือผลงานสำคัญกว่า ต้องเร่งเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน 33.04% ตามด้วยอยากได้ผู้นำที่ทำได้จริง 17.39% และเชื่อว่ามีระบบตรวจสอบคุมได้แม้มีข้อกังขา 14.79%

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ช่วง 5 ปีข้างหน้ามีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางประเทศไทยในระยะ 20 ปีข้างหน้า และเป็นห้วงเวลาที่ประเทศต้องการผู้นำที่มีศักยภาพสูง ผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนคาดหวังนายกรัฐมนตรีที่ “ดี–เก่ง–กล้า–มองไกล–มีความเป็นสากล” อย่างไรก็ตาม รายชื่อนักการเมืองหรือแคนดิเดตนายกฯ ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังดังกล่าว จนสะท้อนความรู้สึกสิ้นหวังของประชาชนต่อระบบการเมืองที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่า ช่องทางที่ประชาชนมองว่าอาจนำไปสู่การได้ผู้นำที่พาประเทศก้าวหน้า คือการเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีนอกบัญชีรายชื่อพรรค โดย ดร.แดน ย้ำว่าต้องเป็นผู้นำพลเรือนที่มาด้วยกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิใช่จากการรัฐประหาร เพื่อพาประเทศผ่านวิกฤตและเจริญก้าวหน้า

หย่อนบัตร 8 ก.พ.69 ​กกต.เห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้ง

หย่อนบัตร 8 ก.พ.69 ​กกต.เห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้ง

หย่อนบัตร 8 ก.พ.69 ​กกต.เห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

​กกต.เห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้ง หย่อนบัตรอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.69 รับสมัคร 27-31 ธ.ค.นี้

เมื่อ​วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่าที่ประชุม กกต.มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามที่สำนักงาน กกต.ได้เสนอ โดยให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้ง วันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งสำหรับการพิการทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ส่วนวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกำหนด

และ​วันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเท่านั้น และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

และกำหนดระยะเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขตเลือกตั้ง /นอกเขตเลือกตั้ง / นอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 และ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้ส่งประกาศดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วต่อไป

– 006