​เวลายุบสภามักหายกัน! ‘อนุทิน’กำชับรมต.อย่าโดดประชุม‘ครม.’

​เวลายุบสภามักหายกัน! ‘อนุทิน’กำชับรมต.อย่าโดดประชุม‘ครม.’

​เวลายุบสภามักหายกัน! ‘อนุทิน’กำชับรมต.อย่าโดดประชุม‘ครม.’

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี และรักษาการรมว.มหาดไทย จะเดินทางออกจากพรรคภูมิใจไทย หลังจบการประชุม สส.พรรค ปรากฏว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะแกนนำกลุ่ม 16 และ นายธนกร วังบุญคงชนะ รักษาการรมว.อุตสาหกรรม ได้เดินมาส่งที่รถพร้อมกับสวัสดี โดยนายอนุทิน หันมากล่าวย้ำกับรัฐมนตรีทั้งสองว่า “ในวันที่ 16 ธ.ค.ที่จะประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่าโดดการประชุมกันนะ” ซึ่งทั้งสองคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่โดดแน่นอน” ผู้สื่อข่าวเลยถามว่า ที่กำชับเพราะกลัวว่ารัฐมนตรีจะโดดประชุมกันเยอะหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเวลายุบสภา รัฐมนตรีมักจะเป็นแบบนี้ จึงต้องบอกกัน”

ไม่พลิก! 16 ธ.ค.‘เพื่อไทย’เปิดตัว‘ยศชนัน-สุริยะ-จุลพันธ์’แคนดิเดตนายกฯ

ไม่พลิก! 16 ธ.ค.‘เพื่อไทย’เปิดตัว‘ยศชนัน-สุริยะ-จุลพันธ์’แคนดิเดตนายกฯ

ไม่พลิก! 16 ธ.ค.‘เพื่อไทย’เปิดตัว‘ยศชนัน-สุริยะ-จุลพันธ์’แคนดิเดตนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

ไม่พลิก! 16 ธ.ค.‘เพื่อไทย’เปิดตัว‘ยศชนัน-สุริยะ-จุลพันธ์’แคนดิเดตนายกฯ

15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จำนวน 3 คนที่จะเปิดตัววันที่ 16 ธ.ค.ในกิจกรรม “ ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้“ จะประกอบด้วย

+ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เป็นนักวิชาการ เคยทำวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือคนพิการที่ร่างกายขยับไม่ได้ แต่สมองยังทำงานจากเคสคนที่ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์มาแล้ว

+ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เคยเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายกระทรวง อยู่ในพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย คนในพรรคต่างให้การยอมรับ

+ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถสามารถ ขึ้นเวทีดีเบตในนามพรรคเพื่อไทยได้ และมีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทั้ง 3 คน จะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์และเปิดนโยบายลอตแรกของพรรคเพื่อไทยในงานวันดังกล่าวด้วย

ปชป.ลุยหาดใหญ่ ‘อภิสิทธิ์’นำทัพ เยี่ยม ปชช.-นักเรียน

ปชป.ลุยหาดใหญ่ 'อภิสิทธิ์'นำทัพ เยี่ยม ปชช.-นักเรียน

ปชป.ลุยหาดใหญ่ ‘อภิสิทธิ์’นำทัพ เยี่ยม ปชช.-นักเรียน

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้นำคณะ อาทิ นายวีระพงษ์​ ประภา , นางการดี เลียวไพโรจน์ , นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามภารกิจ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เข้าเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชน นักเรียน โรงเรียนบ้านควนลัง และโรงเรียนบ้านเกาะหมี พร้อมทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในหาดใหญ่ ที่ประสบปัญหาอุทกภัยหนัก ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองยังคงอยู่ในช่วงสุญญากาศหลังการยุบสภา

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภารกิจหลักที่มาในวันนี้มี 2 เรื่อง ซึ่งเป็นความตั้งใจและวางแผนไว้ก่อนที่จะมีการยุบสภา 1.มาดูปัญหาเรื่องโรงเรียนโดยเฉพาะ ทราบว่าผลกระทบค่อนข้างรุนแรง ซึ่งสิ่งที่พบเห็นก็อยากให้รัฐบาลเร่งรัดกระบวนการในการที่จะทำให้การเรียนการสอนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้จริงๆ ซึ่งมีปัญหาซับซ้อนอยู่พอสมควร เช่นหนึ่งในโรงเรียนที่เราไปในวันนี้เด็กที่ขาดเรียนเกือบครึ่งหนึ่งเพราะผู้ปกครองไม่มีความพร้อมในการพาลูกมาโรงเรียน รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนสื่อการเรียนการสอนที่ไปกับน้ำยังไม่นับรวมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องเร่งรัดด้วยการติดต่อหาเอกชนหนึ่งด้วยตัวเอง เพื่อให้มีการซ่อมแซมและกลับมาใช้งานได้ จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการในการที่จะเอาความช่วยเหลือของรัฐมาลงมาให้ได้เท่าที่ทราบกระบวนการของการให้มีการรายงานความเสียหายต่างๆยังต้องใช้เวลาอีกมาก รวมถึงการดูแลสภาพจิพใจของเด็กด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า และ 2.พบปะภาคเอกชนเพื่อติดตามเรื่องความคืบหน้าเกี่ยวข้องกับการเยียวยา การฟื้นฟูและการวางแผนสำหรับอนาคต ซึ่งทราบว่าภาคเอกชนได้มีการนำเสนอมาตรการต่างๆไปที่ภาครัฐแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งต้องเพิ่มกำลังซื้อและเปิดช่องทางทางการเงิน ให้ผู้ประกอบการสามารถต่อลมหายใจหรือฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาได้ ซึ่งในส่วนของการเพิ่มกำลังซื้อ ตนเข้าใจดีว่าเมื่อยุบสภาแล้ว ทางรัฐบาลก็ต้องไปขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

“สิ่งที่เราอยากสะท้อนไปคืออยากให้รัฐบาล และ กกต.เร่งรัดกระบวนการโดยเร็วที่สุด ผมคิดว่ามีเหตุผลในการเติมกำลังซื้อไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส ถ้าอยากจะทำอีกกรอบ เป็นไปได้หรือไม่ว่าทุ่มไปในพื้นที่ตรงนี้กับพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบผมเชื่อว่าคนในประเทศพร้อมที่จะสนับสนุนคนไทยเหล่านี้เป็นลำดับแรก ถึงอยากให้รัฐบาลได้พิจารณาและเร่งรัดในการทำเรื่องนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนการสนับสนุนเรื่องการเงิน มาตรการที่ผ่านธนาคารของรัฐในปัจจุบันก็ต้องบอกว่ายังไม่เพียงพอและมักจะประสบกับปัญหาเดิมคือมีโครงการแต่คุณไม่สามารถเข้าถึงได้โดยจะติดเงื่อนไขหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ถ้าเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลมีคณะทำงาน ที่เชื่อมระหว่างผู้ออกนโยบายกับภาคเอกชนและสถาบันการเงินต่างๆ มาทำความเข้าใจว่าเงื่อนไขที่จะสามารถตอบโจทย์ได้มากที่สุด มีการปรับปรุงผ่อนคลายหลักเกณฑ์อะไรที่คิดว่าจะมีประสิทธิภาพที่สุดก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ไม่ใช่ตีความคำว่า ฝน 300 ปี หรือ 1,000 ปี ผิดไปจนเกิดความประมาท แต่ต้องรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำฝน แต่เกิดจากการพัฒนาเมือง ดังนั้นควรมองไปถึงความในอนาคต ถ้าฟื้นฟูทุกอย่างได้ แม้ทำได้เต็มที่ แต่ถ้าปีหน้าเจอสภาพแบบนี้อีกก็คงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถทำให้คนพร้อมที่จะอยู่และลงทุนที่นี่ ดังนั้นควรถอดบทเรียนโดยเฉพาะคณะกรรมการด้านวิชาการที่เป็นอิสระไม่ใช่เพื่อไปเอาผิดใครแต่เพื่อสามารถตอบโจทย์ได้ว่าระบบในวันข้างหน้าต้องปรับปรุงอย่างไร ทั้งโครงสร้าง การเตือนภัย กระบวนการสื่อสาร การบูรณาการของฝ่ายปฏิบัติการต่างๆ เพื่อป้องกันหรืออย่างน้อยบรรเทาภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเก็บเกี่ยวบทเรียนจากวันนี้ และต่อเนื่องไปจนถึงการฟื้นตัวของหาดใหญ่

“ไม่ได้หมายความว่าทำหาดใหญ่ให้เป็นเหมือนก่อนน้ำท่วมอย่างเดียว แต่ควรมองไปข้างหน้าว่าอนาคตที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งหาดใหญ่ และภาคใต้ควรจะเป็นอย่างไร และทำอย่างไร การขยายหรือการสร้างตรงนี้ขึ้นมาสอดคล้องกับเป้าหมายในเรื่องการทำให้ตัวเมืองมีความสามารถในการระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้นและมีผลกระทบกับประชาชนน้อยลง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนการถอดบทเรียนกที่มีทุกครั้งเมื่อมีปัญหาน้ำท่วมแต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงจะมีข้อแนะนำอย่างไรเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมแท้จริงนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราอย่าไปสรุปว่าที่ผ่านมาไม่ได้เก็บเกี่ยวบทเรียนหรือแก้ไขอะไรเพราะน้ำท่วมเมื่อปี 43 , 53 ก็มีคลอง ร.1 มาช่วยบรรเทา เพียงแต่วันนี้ต้องยอมรับสภาพว่าปัญหาเคลื่อนตัวไปอีกจากภาวะโลกร้อน สภาพความแปรปวนของอากาศ และจากการที่เมืองเติบโตขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำมากขึ้นดังนั้นอย่างไรก็ต้องทำในการเที่ยวตะถอดบทเรียนตรงนี้เพื่อให้เราสามารถวางแผนได้ตามหลักที่ถูกต้องมากกว่าการใช้ความรู้สึกว่าน่าจะต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้

– 006

‘สมชัย’แย้ง’บวรศักดิ์’ทำประชามติแก้ไข รธน. พร้อมเลือกตั้ง สส.ไม่ได้ เหตุกรอบเวลาไม่ตรงกัน

'สมชัย'แย้ง'บวรศักดิ์'ทำประชามติแก้ไข รธน. พร้อมเลือกตั้ง สส.ไม่ได้ เหตุกรอบเวลาไม่ตรงกัน

‘สมชัย’แย้ง’บวรศักดิ์’ทำประชามติแก้ไข รธน. พร้อมเลือกตั้ง สส.ไม่ได้ เหตุกรอบเวลาไม่ตรงกัน

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

‘สมชัย’แย้ง’บวรศักดิ์’ทำประชามติแก้ไข รธน. พร้อมเลือกตั้ง สส.ไม่ได้ เหตุกรอบเวลาไม่ตรงกัน เตือน ครม.และ กกต.เตรียมเงินส่วนตัว 3,000 ล้าน เพื่อชดใช้ค่าเสียหายด้วย  

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนักวิชาการ โพสต์ถึงการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมวันเลือกตั้ง ว่าตามมาตรา 10 ของพ.ร.บ.ประชามติ เขียนไว้ชัดเจนว่าในกรณีที่ต้องการทำประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ต้องมีกรอบเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน และไม่เกิน 150 วัน หาก ครม. มีมติ ในวันอังคารที่ 16 ธ.ค.2568 ให้มีการจัดออกเสียงประชามติ วันที่เร็วสุดในกรอบ 60 วันที่เป็นไปได้ เร็วที่สุดคือวันเสาร์ที่ 14 ก.พ.2569 ซึ่งเลยจากวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ไปแล้ว การที่นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ข่าวว่าสามารถจัดออกเสียงประชามติตรงกับวันเลือกตั้งได้ โดยไม่ติดกรอบด้านเวลาและได้ปรึกษากับคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ตนยังไม่เห็นมุมทางกฎหมายว่าทำได้

แต่ถ้าอยากทำแล้วมีคนร้องว่าเป็นการออกเสียงประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ทั้ง ครม. และ  กกต. ช่วยเตรียมเงินส่วนตัว 3,000 ล้าน  เพื่อชดใช้ค่าเสียหายด้วย ด้วยความหวังดี

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ 'Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย'

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

ไทยพีบีเอส ลุยภารกิจ “Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย” เดินหน้าจัดเวทีดีเบตใหญ่– โรดโชว์ฟังเสียงประชาชน 4 ภาค เสริมข้อมูลรอบด้านให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจบนข้อเท็จจริง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เตรียมเดินหน้าภารกิจสื่อสาธารณะสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไป 2569 หลังจากมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 12 ธ.ค. 2568 โดยให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นั้น

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ได้ระดมความเห็นในการประชุม war room แผนการรายงานข่าวเลือกตั้ง 2569 กับทุกหน่วยงานภายใน ร่วมถึงภาคีเครือข่ายของไทยพีบีเอส เพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ภายใต้แคมเปญ “Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย” เพื่อสร้างพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และรอบด้าน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก โดยการจัดกิจกรรมสัญจร 4 ภาค เวทีดีเบตผู้สมัคร และรับฟังความเห็นประชาชน ตลอดเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 โดยการดำเนินงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการเป็นพื้นที่สาธารณะให้ทุกพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายอย่างตรงไปตรงมา พร้อมให้ประชาชนตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้การตัดสินใจของประชาชนตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงตามพันธกิจด้านความโปร่งใสของสื่อสาธารณะ

“กิจกรรมจะจัดขึ้นในรูปแบบเวทีเสวนาและนิทรรศการในพื้นที่ศูนย์กลางของเมือง ครอบคลุม 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร โดยมีการรายงานข้อมูลเลือกตั้ง การนำเสนอนโยบายพรรคการเมือง และบูธกิจกรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญคือเรายังวางแผนประสานความร่วมมือกับเพื่อนองค์กรสื่อ เพื่อร่วมจัดเวทีดีเบตสาธารณะด้วย”

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

เปิดภารกิจบูรณะ'ปราสาทตาควาย'ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้ ขอรอสถานการณ์สงบก่อน

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ภารกิจหลังรบ : กรมศิลปากรกับการกอบกู้ “#ปราสาทตาควาย”

หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา โดย “#ห้องค้นคว้า” ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจภารกิจด้านการอนุรักษ์และบูรณะปราสาทหินในประเทศไทย ซึ่งมิใช่เพียงงานช่าง หากเป็นการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและอธิปไตยของชาติ

หลักการบูรณะปราสาทหิน: ศาสตร์และศิลป์แห่งการอนุรักษ์
การบูรณะปราสาทหินเป็นงานที่ต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งโบราณคดี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการอนุรักษ์ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศิลปากร ตามพระราชบัญญัติโบราณวัตถุ โบราณสถาน ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
.
หลักการสำคัญที่สุดในการบูรณะคือการคงไว้ซึ่ง “คุณค่าดั้งเดิม” และ “ความเป็นของแท้” (Authenticity) ของโบราณสถาน โดยยึดแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล วิธีการบูรณะหลักที่ใช้กับปราสาทหินในประเทศไทย คือการบูรณะแบบ อนัสติโลซิส (Anastylosis) ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนหินเดิมที่พังทลายกลับไปประกอบในตำแหน่งเดิมให้มากที่สุด หากจำเป็นต้องเสริมชิ้นส่วนใหม่ จะต้องแยกแยะจากของเดิมได้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและทำความเข้าใจการบูรณะในอนาคต
.
ก่อนการดำเนินงานบูรณะ จำเป็นต้องมีการขุดค้นและศึกษาทางโบราณคดีอย่างละเอียด มีการจัดทำผัง บันทึก และวิเคราะห์ชิ้นส่วนที่พังทลาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการถอดแบบและฟื้นฟูรูปแบบดั้งเดิม ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงของโครงสร้าง เพื่อป้องกันการทรุดตัวและการเสื่อมสภาพของวัสดุตามกาลเวลา
ผู้สนใจสามารถศึกษาวิธีการบูรณะแบบอนัสติโลซิสเพิ่มเติมได้ที่ [????] https://youtu.be/idtIw7enmyk?si=VEPxpQO92J2p2N-N
.
ปราสาทตาควาย: โบราณสถานกับมิติอธิปไตยและความมั่นคง
ปราสาทหินตาควายตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะทางทหารในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา จากการให้สัมภาษณ์ของ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันว่า โบราณสถานในเขตชายแดน รวมถึงปราสาทตาควาย สามารถบูรณะซ่อมแซมได้ตามหลักวิชาการ และมิใช่สิ่งที่เกินขีดความสามารถของกรมศิลปากร อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานต้องคำนึงถึงความมั่นคงของพื้นที่และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ
.
ในฐานะที่โบราณสถานเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย กรมศิลปากรมีหน้าที่โดยตรงในการคุ้มครองและอนุรักษ์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง การบูรณะจะสามารถดำเนินการได้เมื่อสถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับสู่ความสงบ
.
การดูแลของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
ปราสาทหินตาควายอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ว่า ปราสาทตาควายสามารถบูรณะให้กลับสู่สภาพเดิมได้ โดยใช้กระบวนการมาตรฐานเช่นเดียวกับโบราณสถานอื่น ได้แก่ การสำรวจ ขุดค้น จัดทำแบบ และจัดทำรายการบูรณะ ทั้งนี้ การดำเนินงานจำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนยุติลง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ
.
ภารกิจกรมศิลปากรหลังความขัดแย้ง
ภายหลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้ง ภารกิจหลักของกรมศิลปากรคือการคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ การสำรวจและประเมินความเสียหายของโบราณสถาน รวมถึงการดำเนินการอนุรักษ์ฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม โดยต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
.
การบูรณะปราสาทหินตาควายจึงมิใช่เพียงการฟื้นฟูโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม หากเป็นบทพิสูจน์ถึงบทบาทของกรมศิลปากรและสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ในการใช้หลักวิชาการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และยืนยันอำนาจหน้าที่ในการดูแลโบราณสถานบนผืนแผ่นดินอธิปไตยของไทย
.
เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำโดย นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน
ออกแบบกราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ”

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

15 ธ.ค.2568 ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสื่อมวลชนจังหวัดเชียงราย เพื่อขอบคุณสื่อมวลชนที่ร่วมเผยแพร่ข่าวสารและพันธกิจของมหาวิทยาลัย พร้อมบริการสุขภาพและคำปรึกษาทางการแพทย์ โดยมี นายโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย นำสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุมประจวบ ภิรมย์ภักดี ชั้น 6 โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นโรงพยาบาลของประชาชนของชาวเชียงราย ก่อสร้างด้วยงบประมาณรวมกว่า 4,000 ล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดินและการบริจาคของประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน พันธกิจสำคัญคือการรับใช้ประชาชน จากเชียงรายก่อนขยายบริการสู่พื้นที่จังหวัดใกล้เคียงและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตามแนวคิดของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งและนายกสภามหาวิทยาลัย ที่ให้หลักการว่า ”จะไม่มีผู้ป่วยคนใดถูกปฏิเสธการรักษาเพราะความยากจน“

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวเน้นว่า เนื่องจากเชียงรายเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยจึงมองบทบาทการแพทย์เกินกว่าการรักษาโรค โดยพัฒนาการศึกษาควบคู่สาธารณสุข และใช้เป็นเครื่องมือสร้างมิตรภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน ผ่านการให้โอกาสทางการศึกษาและการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อสร้างสะพานแห่งความเข้าใจและความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ

“การศึกษาและสาธารณสุขคือกุญแจสำคัญในการสร้างมิตรภาพไร้พรมแดน เมื่อเราให้โอกาสทางการศึกษาและดูแลสุขภาพของประชาชนในภูมิภาค เราไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความไว้วางใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นรากฐานของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค” อธิการบดีฯ กล่าว

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้บริการด้านสุขภาพภายใต้แนวคิด 3Ps: Promotion, Prevention, Prediction (ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค คาดการณ์ความเสี่ยง) ผ่านศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คลินิกทันตกรรม คลินิกพิเศษโดยแพทย์เฉพาะทาง และบริการบูรณาการแพทย์ปัจจุบันกับแพทย์แผนไทยและจีน

นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการแพทย์อาสาบรมราชกุมารี เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารเข้าถึงบริการทางการแพทย์ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับมาตรฐานสู่สากลผ่านความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำ อาทิ Oregon Health and Science University สหรัฐอเมริกา และ Yunnan University of Chinese Medicine สาธารณรัฐประชาชนจีน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วางแผนขยายบริการในช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ครอบคลุมคลินิกศัลยศาสตร์หลอดเลือด ศูนย์ฟื้นฟูระบบประสาท ศูนย์โรคเบาหวานและคลินิกพิเศษอื่นๆ พร้อมจัดตั้งศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลน่านและขยายเครือข่ายไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

“มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะบรรลุเป้าหมายด้วยการมีส่วนร่วมและพลังใจจากประชาชนจากชาวเชียงราย ในการสานต่อพระราชปณิธาน ‘ปลูกป่า สร้างคน’ ด้วยการพัฒนาสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Regional Medical Hub ที่ดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด ‘Driving Force for Well-Being and Sustainable Future’ เพื่อขับเคลื่อนสังคมและภูมิภาคสู่ความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน” อธิการบดีแม่ฟ้าหลวง กล่าวปิดท้าย

ศาลฮ่องกงตัดสิน “จิมมี่ ไหล” นักธุรกิจสื่อชื่อดัง ผิดจริง คดีความมั่นคงชาติ รอชี้ชะตาโทษ

ศาลฮ่องกงตัดสิน “จิมมี่ ไหล” นักธุรกิจสื่อชื่อดัง ผิดจริง คดีความมั่นคงชาติ รอชี้ชะตาโทษ

15 ธ.ค. 2568 12:06 น.

ศาลฮ่องกงตัดสิน “จิมมี่ ไหล” นักธุรกิจสื่อชื่อดัง ผิดจริง คดีความมั่นคงชาติ รอชี้ชะตาโทษ

ศาลฮ่องกงตัดสิน “จิมมี่ ไหล” นักธุรกิจสื่อชื่อดัง มีความผิดฐานสมคบต่างชาติและยุยงปลุกปั่นตามกฎหมายความมั่นคงชาติ แต่ยังไม่กำหนดโทษ อาจเผชิญจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว  CNN รายงานว่า ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาว่า นายจิมมี่ ไหล วัย 78 ปี นักธุรกิจสื่อและนักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตย มีความผิดในคดีความมั่นคงแห่งชาติ ฐานสมคบคิดกับต่างชาติและเผยแพร่สื่อปลุกปั่น หลังการพิจารณาคดีที่ยืดเยื้อนานเกือบ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่ได้อ่านคำพิพากษากำหนดโทษ ทำให้ยังต้องรอการนัดฟังโทษในขั้นตอนถัดไป ซึ่งโทษสูงสุดตามกฎหมายอาจถึงจำคุกตลอดชีวิต

คดีของจิมมี่ ไหล ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสื่อ “Apple Daily” ถูกจับตามองจากนานาชาติ โดยสหรัฐฯ อังกฤษ และสหภาพยุโรปแสดงความกังวลว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติถูกใช้จำกัดเสรีภาพสื่อและการแสดงออก ขณะที่รัฐบาลจีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จำเป็นต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของเมือง

ทั้งนี้ นายจิมมี่ ไหล ถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2563 หลังการประท้วงใหญ่ในฮ่องกงปี 2562 และยังคงถูกควบคุมตัวระหว่างรอการตัดสินโทษในคดีนี้.

ที่มา CNN BBC 

จีนทวงคืนแพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายจากญี่ปุ่น เตรียมส่งกลับม.ค.นี้ ไร้แพนด้าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

จีนทวงคืนแพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายจากญี่ปุ่น เตรียมส่งกลับม.ค.นี้ ไร้แพนด้าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

15 ธ.ค. 2568 12:05 น.

จีนทวงคืนแพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายจากญี่ปุ่น เตรียมส่งกลับม.ค.นี้ ไร้แพนด้าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ญี่ปุ่นเตรียมส่งแพนด้ายักษ์ 2 ตัวสุดท้ายที่อยู่ในญี่ปุ่น กลับประเทศจีนในเดือนมกราคมนี้ตามคำร้องขอจากจีน ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นไม่มีแพนด้าเหลืออยู่เลยเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ

แพนด้าทั้งสองตัวที่จะถูกส่งกลับ ได้แก่ เล่ยเล่ย และ เสี่ยวเสี่ยว อาศัยอยู่ที่สวนสัตว์อุเอโนะ กรุงโตเกียว โดยเป็นแพนด้าที่จีนให้ยืมภายใต้โครงการ “การทูตแพนด้า” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนและญี่ปุ่น นับตั้งแต่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1972

รายงานระบุว่า แพนด้าคู่แฝดจะถูกส่งกลับจีนก่อนกำหนดประมาณ 1 เดือน แม้สัญญายืมจะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ โดยหนังสือพิมพ์ อาซาฮี ชิมบุน และสื่อญี่ปุ่นหลายแห่งรายงานตรงกันว่า รัฐบาลกรุงโตเกียวพยายามขอให้แพนด้าทั้งสองอยู่ต่อ เนื่องจากเป็นสัตว์ยอดนิยมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ทางการจีนไม่เห็นด้วย

ด้านรัฐบาลกรุงโตเกียวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการสอบถามของเอเอฟพี ขณะที่ อาซาฮี ชิมบุน ยังรายงานเพิ่มเติมว่า ทางการโตเกียวกำลังเจรจาขอยืมแพนด้าคู่ใหม่จากจีน อย่างไรก็ตาม โอกาสที่แพนด้าคู่ใหม่จะเดินทางมาถึงก่อนการส่งคืนเล่ยเล่ยและเสี่ยวเสี่ยวนั้นยังถือว่าเป็นไปได้น้อย

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชีย ที่กำลังตึงเครียดมากขึ้น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น แสดงท่าทีว่าโตเกียวอาจพิจารณาแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน ความเห็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับจีน ซึ่งถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง

สวนสัตว์อุเอโนะถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการทูตแพนด้า โดยมีความร่วมมือกับสวนสัตว์ในจีนและสหรัฐฯ ในการเพาะพันธุ์แพนด้ายักษ์อย่างต่อเนื่อง แพนด้าคู่แฝดเล่ยเล่ยและเสี่ยวเสี่ยว เกิดในปี 2021 จากแม่ชื่อ ชินชิน ซึ่งเดินทางมาญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2011 และถูกส่งกลับจีนไปเมื่อปีที่ผ่านมา

โดยการเพาะพันธุ์แพนด้าในสวนสัตว์ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เนื่องจากแพนด้ามีปัญหาในการผสมพันธุ์ มีภาวะตั้งครรภ์ลวง และมีอัตราการตายของลูกแพนด้าแรกเกิดค่อนข้างสูง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แพนด้า

“คิม จองอึน” สวมกอดต้อนรับทหารที่กลับจากการร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน

"คิม จองอึน" สวมกอดต้อนรับทหารที่กลับจากการร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน

15 ธ.ค. 2568 11:03 น.

“คิม จองอึน” สวมกอดต้อนรับทหารที่กลับจากการร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน

คิม จองอึน ร่วมพิธีต้อนรับทหารเกาหลีเหนือที่กลับจากรัสเซีย หลังร่วมภารกิจรบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในสงครามยูเครน ยกย่องความกล้าหาญ พร้อมมอบยศวีรชนแก่ทหารที่เสียชีวิต

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เข้าร่วมพิธีต้อนรับทหารหน่วยวิศวกรรมกองทัพประชาชนเกาหลี ที่เดินทางกลับประเทศ หลังถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในแคว้นคูร์สก์ของรัสเซีย ท่ามกลางสงครามรัสเซีย–ยูเครน

พิธีนี้จัดขึ้นในกรุงเปียงยาง โดยคิม จองอึน ได้กล่าวยกย่องความกล้าหาญอย่างยิ่งใหญ่ ของกองพันวิศวกรรมที่ 528 ซึ่งปฏิบัติภารกิจนานราว 120 วัน ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งการรบและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่กองกำลังยูเครนเคยแทรกซึมเข้ายึดครอง

ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า หน่วยทหารสามารถเปลี่ยนพื้นที่อันตรายให้กลับมาปลอดภัยได้ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน พร้อมระบุว่า กองทัพเกาหลีเหนือไม่อาจเทียบได้กับกองกำลังตะวันตกที่พึ่งพาอาวุธทันสมัยเพียงอย่างเดียว

ในพิธีนี้ คิม จองอึน ยังแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียทหาร 9 นาย และประกาศมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ “อิสระภาพและเอกราช” ให้กับหน่วยทหาร ขณะที่ทหารที่เสียชีวิตจะได้รับการยกย่องเป็น “วีรชนแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี”

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันว่า ทหารเกาหลีเหนือมีบทบาทช่วยรัสเซียผลักดันกองกำลังยูเครนออกจากแคว้นคูร์สก์ และดำเนินภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อเนื่อง โดยรายงานระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือส่งทหารราว 14,000 นายไปสนับสนุนรัสเซีย โดยมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บประมาณ 3,000–4,000 นาย.

ที่มา Yonhap