ฮุน เซน แจง ไม่ได้กีดกันคนไทยเดินทางกลับประเทศ ย้ำหยุดข้ามแดนทางบกเพื่อความปลอดภัย

 ฮุน เซน แจง ไม่ได้กีดกันคนไทยเดินทางกลับประเทศ ย้ำหยุดข้ามแดนทางบกเพื่อความปลอดภัย

15 ธ.ค. 2568 11:01 น.

ฮุน เซน แจง ไม่ได้กีดกันคนไทยเดินทางกลับประเทศ ย้ำหยุดข้ามแดนทางบกเพื่อความปลอดภัย

ฮุน เซน แจง ไม่ได้ห้ามคนไทย–กัมพูชาเดินทาง แต่ขอหยุดข้ามแดนทางบกชั่วคราว เหตุเสี่ยงอันตรายจากสถานการณ์ชายแดน ตัดพ้ออย่าตีเจตนาดีเป็นเจตนาร้าย

ฮุนเซน โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กล่าสุด ตัดพ้ออย่าตีความเจตนาผิด ยืนยันไม่ได้สั่งห้ามชาวไทยเดินทางกลับประเทศแต่ขอระงับเฉพาะการข้ามแดนทางบกชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยตามแนวชายแดน โดยขอให้ไปอ่านทวนซ้ำข้อความที่เขาโพสต์ก่อนหน้านี้อีกครั้ง โดยข้อความที่โพสต์ล่าสุดระบุว่า

เมื่อวานนี้ ที่ผมได้โพสต์ข้อความแนะนำรัฐบาลว่ากรณีของชาวกัมพูชาและชาวไทยที่เดินทางข้ามพรมแดนทางบกควรระงับไว้ชั่วคราว เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของทั้งชาวกัมพูชาและชาวไทย อาจมีความสับสนหรือถูกมองว่าเป็นการยั่วยุจากอีกฝ่ายหนึ่งที่คิดว่า กัมพูชาไม่ยอมให้ชาวไทยเดินทางกลับประเทศ

ผมขอยืนยันว่า การระงับดังกล่าวเป็นการระงับเฉพาะการเดินทางทางบกเท่านั้นเนื่องจากมีการสู้รบและความรุนแรงเกิดขึ้นตามแนวชายแดนทางบกและรวมถึงบางส่วนของพื้นที่ทางทะเลด้วย

สำหรับการเดินทางทางอากาศยังคงสามารถเดินทางได้ตามปกติเพราะไม่มีการสู้รบที่สนามบิน

จากเหตุผลดังกล่าว ขอให้ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาสามารถเดินทางออกจากกัมพูชาได้ทางอากาศผ่านกรุงพนมเปญหรือเสียมราฐส่วนชาวไทยที่ทำงานอยู่ใกล้ชายแดนเวียดนามสามารถเดินทางผ่านเวียดนาม และหาวิธีเดินทางกลับประเทศไทยได้

ส่วนชาวกัมพูชา หากต้องการกลับกัมพูชาก็ต้องเดินทางกลับกัมพูชาทางอากาศเช่นกัน ในเส้นทางที่มีเที่ยวบินมายังกัมพูชา

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า กัมพูชาไม่ได้สั่งห้ามการเดินทางของชาวกัมพูชาหรือชาวไทย สิ่งเดียวที่เราขอให้หยุดไว้ชั่วคราวคือการเดินทางทางบกซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชน

โปรดตรวจสอบข้อความที่ผมโพสต์เมื่อวานนี้และโปรดอย่านำเจตนาดีของผมที่ต้องการปกป้องชีวิตของทั้งชาวเขมรและชาวไทยไปใช้โจมตีในลักษณะนี้.


ที่มา FB : Samdech Hun Sen of Cambodia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮุน เซน

คอนเสิร์ต เลดี้ กาก้า ที่ซิดนีย์ชะงัก หลังแดนเซอร์ลื่นตกเวทีจากฝนตกหนัก

คอนเสิร์ต เลดี้ กาก้า ที่ซิดนีย์ชะงัก หลังแดนเซอร์ลื่นตกเวทีจากฝนตกหนัก

15 ธ.ค. 2568 09:53 น.

คอนเสิร์ต เลดี้ กาก้า ที่ซิดนีย์ชะงัก หลังแดนเซอร์ลื่นตกเวทีจากฝนตกหนัก

Lady Gaga หยุดการแสดงคอนเสิร์ตที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลียชั่วคราว หลังเกิดเหตุไม่คาดฝันแดนเซอร์ลื่นตกจากเวที เนื่องจากพื้นเวทีเปียกฝน โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง และการแสดงสามารถดำเนินต่อได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างคอนเสิร์ตที่สนาม Accor Stadium เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยแดนเซอร์ชื่อ ไมเคิล ดาเมสกี พลัดลื่นตกจากเวทีที่เปียกน้ำฝน ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก

หลังเกิดเหตุ เลดี้ กาก้า ซึ่งกำลังร้องเพลงอยู่ ได้ส่งสัญญาณให้ทีมงานหยุดดนตรีทันที และเข้าไปตรวจสอบอาการของแดนเซอร์ ก่อนจะยืนยันกับผู้ชมว่าเขาปลอดภัยดี และการแสดงสามารถดำเนินต่อได้

ในคลิปวิดีโอจากผู้ชมที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ เห็นได้ชัดว่า กาก้าพูดกับแฟนเพลงว่า “ขอเวลาสักครู่นะคะ เราเพิ่งเกิดอุบัติเหตุบนเวที ทุกอย่างโอเคแล้ว ขอให้ทุกคนรอสักครู่ค่ะ”

นอกจากนี้ นักร้องวัย 39 ปี ยังใช้เวลาตรวจสอบรองเท้าของแดนเซอร์ทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะสมกับสภาพพื้นเวทีที่เปียกฝน หลังจากฝนตกอย่างต่อเนื่องตลอดการแสดง

ต่อมา ไมเคิล ดาเมสกี ได้โพสต์ผ่าน Instagram Story ยืนยันว่า เขาปลอดภัย และยังสามารถขึ้นแสดงจนจบโชว์สุดท้ายของปีได้ พร้อมขอบคุณแฟนๆ ที่เป็นห่วง

ทั้งนี้ คอนเสริ์ตของเลดี้ กาก้า เคยต้องชะงักมาแล้วครั้งหนึ่ง ในเดือนเดียวกันนี้ เมื่อ จอห์นสัน เหวิน หรือที่รู้จักในชื่อ PyjamaMan อินฟลูเอนเซอร์ชาวออสเตรเลีย ถูกเชิญออกจากคอนเสิร์ตของเลดี้ กาก้า ที่สนาม Suncorp Stadium เมืองบริสเบน หลังไปสร้างความวุ่นวายภายในงาน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้จอห์นสัน เหวิน ก็ไปป่วนในงานพรีเมียร์ภาพยนตร์ Wicked: For Good ที่ประเทศสิงคโปร์ ด้วยการวิ่งเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด จนทำให้เขาถูกเนรเทศและห้ามเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์อีก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เลดี้ กาก้า

กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

15 ธ.ค. 2568 09:45 น.

กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

กัมพูชาย้ำว่า เที่ยวบินระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงให้บริการตามปกติ แม้รัฐบาลกัมพูชาจะสั่งระงับการเดินทางผ่านด่านพรมแดนทางบกทั้งหมด ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 โฆษกสำนักเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐกัมพูชาแถลงว่า เที่ยวบินเส้นทางพนมเปญ–เสียมราฐ–กรุงเทพฯ ยังดำเนินการตามปกติ และเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารทุกสัญชาติ โดยย้ำว่าคำสั่งระงับการเดินทางผ่านด่านพรมแดนทางบก เป็นการจำกัดเฉพาะด่านพรมแดนทางบกเท่านั้น ไม่กระทบต่อการเดินทางทางอากาศ

การชี้แจงมีขึ้นหลังจากกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ประกาศระงับการเดินทางผ่านด่านกัมพูชา-ไทย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดความกังวล โดยเฉพาะในฝั่งรัฐบาลไทย

อย่างไรก็ตาม โฆษกฯ ยืนยันว่า กัมพูชาไม่มีเจตนาขัดขวางการเดินทางกลับประเทศของพลเมืองไทย และการเดินทางทางอากาศยังคงเปิดตามพันธกรณีระหว่างประเทศทุกประการ โดยอ้างคำแถลงของสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ขอให้ประชาชนทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยมีการใช้เครื่องบินรบโจมตีหลายพื้นที่

พร้อมกันนี้ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาจะคุ้มครองความปลอดภัยของชาวไทยที่พำนักอยู่ในประเทศ ขณะเดียวกันแนะนำให้แรงงานกัมพูชาในไทยชะลอการเดินทางกลับ จนกว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลาย.

ที่มา Khmertimes

ซิดนีย์ลดธงครึ่งเสา นายกฯ ออสเตรเลียวางดอกไม้ไว้อาลัยเหตุกราดยิงหาดบอนได

ซิดนีย์ลดธงครึ่งเสา นายกฯ ออสเตรเลียวางดอกไม้ไว้อาลัยเหตุกราดยิงหาดบอนได

15 ธ.ค. 2568 08:33 น.

ซิดนีย์ลดธงครึ่งเสา นายกฯ ออสเตรเลียวางดอกไม้ไว้อาลัยเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียลดธงลงครึ่งเสา เพื่อไว้อาลัยต่อเหตุกราดยิงที่ชายหาดบอนได ในนครซิดนีย์ ระหว่างที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย

คริส มินส์ มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 10 ปี ไปจนถึง 87 ปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 42 คน กำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยหลายรายมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤตขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี เดินทางไปวางดอกไม้ ณ จุดเกิดเหตุในวันจันทร์ เพื่อแสดงความอาลัยและสดุดีต่อผู้เสียชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการก่อการร้ายต่อต้านชาวยิวที่โจมตีหัวใจของประเทศ

อเล็กซ์ ริฟชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของสภาบริหารชาวยิวแห่งออสเตรเลีย (Executive Council of Australian Jewry) กล่าวว่า “ในเวลานี้ พวกเราหัวใจสลาย เราต้องโศกเศร้า ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องคิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้กับลูกหลานของเราอย่างไร”

ล่าสุดทางการเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเป็นพ่อลูกกัน โดยผู้เป็นพ่อวัย 50 ปี ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่มือปืนอีกราย ซึ่งเป็นบุตรชายวัย 24 ปี ได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยทางตำรวจยืนยันว่า มือปืนรายหนึ่งเป็นบุคคลที่หน่วยงานความมั่นคงรู้จักมาก่อน แต่แลนยอนกล่าวว่า ทางการไม่มีข้อมูลบ่งชี้ล่วงหน้าว่าจะมีการวางแผนก่อเหตุโจมตี

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุกราดยิงที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ เจ็บอีก 42 มือปืนเป็นพ่อลูกกัน

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ เจ็บอีก 42 มือปืนเป็นพ่อลูกกัน

15 ธ.ค. 2568 06:19 น.

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ เจ็บอีก 42 มือปืนเป็นพ่อลูกกัน

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียยืนยัน ผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเพิ่มเป็น 15 ศพแล้ว ไม่รวมมือปืนที่เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย โดยทั้งคู่เป็นพ่อลูกกัน และใช้ปืนถึง 6 กระบอกในการก่อเหตุ

เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2568 นายคริส มินส์ ผู้นำรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย อัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับเหตุกราดยิงงานเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได นครซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า ขณะนี้ มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้ว 15 ศพ มีอายุตั้งแต่ 10 ขวบ ถึง 87 ปี

นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 42 คน ขณะที่มือปืนจนถึงตอนนี้ยังยืนยันจำนวนอยู่ที่ 2 คน คนหนึ่งเป็นชาววัย 50 ปี ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ อีกรายเป็นชายวัย 24 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤต และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล ภายใต้การคุ้มกันของตำรวจ

นายมินส์พยายามรวมใจชุมชนเป็นหนึ่งเดียว “ขอให้พวกเขาได้รู้ว่า ชาวออสเตรเลียธรรมดาๆ ชาวออสเตรเลียทั่วไปอยู่เคียงข้างพวกเขา และกำลังคิดถึงพวกเขาในการโจมตีอันเลวร้ายที่มุ่งเป้ามาที่งาน ซึ่งควรจะเป็นงานที่เต็มไปด้วยความสุข ที่พวกเขามีสิทธิ์เต็มที่ในการแบ่งปันกับชุมชนบนหาดบอนได”

จากนั้น นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียก็ขึ้นแถลงการณ์ต่อ โดยระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “พฤติกรรมต่อต้านชาวยิว” (act of antisemitism) และเป็นการ “ก่อการร้าย” บนผืนแผ่นดินของออสเตรเลีย พร้อมให้คำมั่นว่า “เราจะทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างที่จำเป็นในการตอบสนองต่อเรื่องนี้”

นายมาล แลนยอน (Mal Lanyon) ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ขึ้นแถลงเป็นคนถัดไป โดยยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้กำลังตามหามือปืนรายอื่นเพิ่มเติมแล้ว โดยตำรวจสืบทราบว่ามือปืนวัย 50 ปี กับ 24 ปี เป็นพ่อลูกกัน ซึ่งเขายืนยันว่า ชายวัย 50 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่ชายวัย 24 ปี ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในอาการวิกฤต

นายแลนยอนเผยอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตามหมายค้นใน 2 สถานที่ในย่านชานเมืองทางตะวันตกของซิดนีย์ ได้แก่ บอนนีริก (Bonnyrigg) และแคมป์ซี (Campsie)

ชายวัย 50 ปี เป็นผู้มีใบอนุญาตอาวุธปืน และมีอาวุธปืนที่เชื่อมโยงกับเขาถึง 6 กระบอก ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยัน และเสริมว่า คาดว่าปืนทั้ง 6 กระบอกนี้ถูกนำมาใช้ในการก่ออาชญากรรมที่หาดบอนไดด้วย

สุดท้ายนายแลนยอนกล่าวว่า ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ 2 นายยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ขณะที่ตำรวจจะไปประจำการตามสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาต่างๆ ให้มากขึ้น

ด้าน ดร.โดมินิก มอร์แกน ผู้บริหารสูงสุดของ “NSW Ambulance” ซึ่งเป็นสำนักงานฉุกเฉินของรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวในงานแถลงข่าวเดียวกันว่า ทีมรถพยาบาลตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่หาดบอนไดภายใน 10 นาที โดยเจ้าหน้าที่ชุดแรกขนส่งผู้บาดเจ็บ 24 คนไปโรงพยาบาล และช่วยเหลือผู้ที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้ง 14 ศพ

ดร.มอร์แกน เสริมว่า ในเวลาต่อมามีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 ศพ และมีอีกทั้งสิ้น 42 คนที่ยังคงรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลต่างๆ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์

ในด้านของแรงจูงใจในการก่อเหตุ นายแลนยอนระบุว่า ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยตอนนี้ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่า ชายผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คน วางแผนการโจมตีนี้เอาไว้ล่วงหน้า นอกจากนั้น ยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ที่สามารถใช้การได้จริงในที่เกิดเหตุ 2 ลูกด้วย แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินการเก็บกู้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

15 ธ.ค. 2568 01:56 น.

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

เผย 1 ใน 2 มือปืนผู้ก่อเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ของออสเตรเลีย มีประวัติในฐานข้อมูลของตำรวจอยู่แล้ว ขณะที่พลเมืองดีที่เข้าแย่งปืนคนร้ายสำเร็จ ถูกยิงบาดเจ็บ แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

นายณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวประจำออสเตรเลีย รายงานว่า เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.45 น. ของวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีก 29 คน รวมตำรวจ 2 นาย ขณะที่คนร้าย 2 คน ถูกวิสามัญฆาตกรรม 1 ราย ส่วนอีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัสอาการอยู่ในขั้นวิกฤต

รายงานระบุว่า เหตุการณ์นี้ถูกจัดเป็น “การก่อการร้าย” โดยมีการระบุว่าเป้าหมายคือชุมชนชาวยิวที่จัดงานเทศกาล “ฮานุกกะห์” โดยหนึ่งในมือปืนมีประวัติอยู่ในฐานข้อมูลตำรวจ แต่ไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นภัยคุกคามเร่งด่วน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนแรงจูงใจและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุ

มือปืนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกระบุว่าชื่อ นาวีด อาคราม (Naveed Akram) อายุ 24 ปี ได้รับการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในสองคนที่เปิดฉากยิงใส่ฝูงชนในงานเทศกาลฮานุกกะห์ ที่ชายหาดบอนได

จากรายงานเพิ่มเติมของ The Jerusalem Post ระบุว่า นายอาคราม อาจมีเชื้อสายจากปากีสถาน และตามข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เขาเคยศึกษาที่ Central Queensland University ในซิดนีย์ และที่ Hamdard University ในอิสลามาบัด ของปากีสถาน

ตำรวจยังตรวจพบ ระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ในยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ซึ่งทีมเก็บกู้ระเบิดจัดการเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างสอบสวนว่ามี ผู้ก่อเหตุรายที่สามหรือไม่

ขณะเดียวกัน มีรายงานด้วยว่า ชายผู้เข้าไปแย่งและปลดอาวุธจากหนึ่งในคนร้ายได้สำเร็จจนกลายเป็นคลิปไวรัลทั่วอินเทอร์เน็ต ถูกยิงได้รับบาดเจ็บแต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ชายคนนี้ได้รับการเปิดเผยชื่อว่า อาเหม็ด อัล อาเหม็ด อายุ 43 ปี แต่งงานแล้ว และมีลูก 2 คน เป็นเจ้าของร้านขายผลไม้ในย่านซัทเธอร์แลนด์ ใกล้กับที่เกิดเหตุ โดยเขาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับปืน แต่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์พอดีและตัดสินใจเข้าแทรกแซง

ตำรวจระบุว่านายอาเหม็ด ถูกยิง 2 นัดที่แขน ก่อนถูกส่งตัวเข้าการรักษาที่โรงพยาบาล โดยขณะนี้มีอาการปลอดภัยแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว

พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว

15 ธ.ค. 2568 01:11 น.

พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว

พรรคการเมืองฝ่ายหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ตัดสินใจยุบพรรคแล้ว ชี้สภาพแวดล้อมทางการเมืองของฮ่องกงเปลี่ยนไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) พรรคการเมืองฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค. 2568 หลังจากสมาชิกลงมติอย่างเป็นทางการให้ยุบพรรคและเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี

พรรคประชาธิปไตยก่อตั้งขึ้นในปี 2537 ใกล้ช่วงสุดท้ายของการปกครองของอังกฤษ หลังกลุ่มเสรีนิยมของฮ่องกงลุกฮือขึ้นต่อต้าน

“ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เราได้เข้าร่วมและเป็นพยานในการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของสังคมฮ่องกง เฝ้าดูระบบและสภาพแวดล้อมของฮ่องกงที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งครั้งแล้วครั้งเล่า” พรรคประชาธิปไตยระบุในแถลงการณ์ “ทว่า เมื่อเวลาได้เปลี่ยนผันไป ตอนนี้ เราจำเป็นต้องปิดฉากบทนี้ลงด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง”

นาย หลอ กิน-เหย (Lo Kin-hei) ประธานพรรคประชาธิปไตยกล่าวในงานแถลงข่าวว่า การประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สมาชิก 117 คน จากทั้งหมด 121 คน โหวตให้พรรคเข้าสู่การชำระบัญชี ขณะที่อีก 4 คนไม่ลงคะแนนเสียง

นายหลอระบุว่า นี่คือ “การตัดสินใจร่วมกัน” ของสมาชิกพรรค และเสริมว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา “เราขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อพลเมืองทุกคนที่ได้ร่วมเดินทางกับพรรคเดโมแครติกตลอด 30 ปีที่ผ่านมา” หลอกล่าว

ขณะที่ น.ส. เอมิลี เหลา (Emily Lau) บอกกับผู้สื่อข่าวหลังออกจากที่ประชุมในวันอาทิตย์ว่า เธอประหลาดกับการตัดสินใจยุบพรรคในวันนี้ “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพรรคประชาธิปไตยถึงลงเอยเช่นนี้ … ฉันคิดว่าปักกิ่งต้องให้คำอธิบาย”

นายหลอกล่าวว่า การยุบพรรคเป็นผลมาจาก “สภาพแวดล้อมทางการเมือง” ของฮ่องกง แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อจำกัดที่พรรคกำลังเผชิญอยู่

ทั้งนี้ หลังจากอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับจีนในปี 2540 พรรคประชาธิปไตยได้กลายเป็นเสียงฝ่ายค้านที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสภานิติบัญญัติของฮ่องกง และเป็นผู้นำในการเดินขบวนประท้วงอย่างสันติหลายครั้งที่ผ่านมา

นาย หยาง ซัม อดีตผู้นำพรรคประชาธิปไตยและเคยถูกตัดสินจำคุก กล่าวว่า การตัดสินใจยุบพรรคแสดงให้เห็นถึงความถดถอยของฮ่องกงจากการเป็นสังคมเสรีไปสู่ “สังคมอำนาจนิยม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เยอรมนีจับกุม 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนโจมตีตลาดคริสต์มาส

เยอรมนีจับกุม 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนโจมตีตลาดคริสต์มาส

14 ธ.ค. 2568 23:00 น.

เยอรมนีจับกุม 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนโจมตีตลาดคริสต์มาส

ตำรวจเยอรมนีจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ฐานวางแผนก่อเหตุโจมตีตลาดคริสต์มาส โดยมีแรงจูงใจมาจากแนวคิดอิสลามหัวรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจเยอรมนีดำเนินการจับกุมชาย 5 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการขับรถพุ่งชนผู้คนที่ตลาดคริสต์มาสในรัฐบาวาเรียทางตอนใต้ของประเทศ โดยคาดว่าแรงจูงใจของพวกเขาเกี่ยวข้องกับแนวคิดอิสลามหัวรุนแรง

เจ้าหน้าที่ในเยอรมนีกำลังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังเกิดเหตุโจมตีตลาดคริสต์มาสหลายครั้งก่อนหน้านี้ โดยผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาวโมร็อกโก 3 คน ชาวอียิปต์ 1 คน และชาวซีเรีย 1 คน ถูกควบคุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ธ.ค.)

อัยการกล่าวหาว่า ชายชาวอียิปต์ ซึ่งมีอายุ 56 ปี เสนอให้มีการโจมตีโดยใช้ยานพาหนะ โดยมีเป้าหมายเพื่อสังหารหรือทำให้ผู้คนบาดเจ็บให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนชายชาวโมร็อกโกถูกกล่าวหาว่าเห็นด้วยที่จะดำเนินการโจมตีดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้วางแผนจะก่อเหตุโจมตีเมื่อใด หรือตลาดใดเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาเชื่อว่าเป็นตลาดแห่งหนึ่งในพื้นที่ดิงโกลฟิง-ลันเดา (Dingolfing-Landau) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมิวนิก

หนังสือพิมพ์บิลด์ (Bild) ของเยอรมนีรายงานว่า ชายชาวอียิปต์ผู้นี้เป็นอิหม่ามประจำมัสยิดแห่งหนึ่งในพื้นที่

ตำรวจเปิดเผยด้วยว่า ชายชาวโมร็อกโก 3 คน อายุ 30 ปี, 28 ปี และ 22 ปี ถูกจับกุมในข้อหาตกลงที่จะก่อการฆาตกรรม ส่วนชายชาวซีเรียวัย 37 ปี ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้ ในการตัดสินใจก่ออาชญากรรมของพวกเขา

นายโจอาคิม แฮร์มันน์ รัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐบาวาเรีย บอกกับหนังสือพิมพ์บิลด์ว่า “ความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงของเรา ช่วยป้องกันการโจมตีที่มีแรงจูงใจจากแนวคิดอิสลามหัวรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้”

ทั้งนี้ ตลาดคริสต์มาสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามเทศกาลที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศเยอรมนี ซึ่งมักดึงดูดผู้คนจำนวนมากและการท่องเที่ยวที่สำคัญ

การรักษาความปลอดภัยในงานอีเวนต์ต่างๆ ของเยอรมนี เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เหตุโจมตีในกรุงเบอร์ลินเมื่อปี 2559 เมื่อชายคนหนึ่งขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนในตลาด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ เมื่อธันวาคมปีก่อนก็เพิ่งเกิดเหตุโจมตีตลาดคริสต์มาสในเมืองมักเดบูร์ก จนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวเน็ตยกย่อง ชายฮีโร่แย่งปืนจากคนร้าย เหตุกราดยิงที่หาดบอนได

ชาวเน็ตยกย่อง ชายฮีโร่แย่งปืนจากคนร้าย เหตุกราดยิงที่หาดบอนได

14 ธ.ค. 2568 22:16 น.

ชาวเน็ตยกย่อง ชายฮีโร่แย่งปืนจากคนร้าย เหตุกราดยิงที่หาดบอนได

ชายคนหนึ่งกำลังได้รับการยกย่องจากชาวเน็ต ในฐานะฮีโร่ในเหตุกราดยิงที่หาดบอนได หลังจากมีวิดีโอเผยให้เห็นว่า เขาเสี่ยงชีวิตเข้าไปแย่งอาวุธจากมือปืนได้สำเร็จ

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็น ชายร่างใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคนหนึ่ง เข้าสกัดและปลดอาวุธ 1 ใน 2 มือปืนระหว่างเกิดเหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได ในนครซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค. 2568 ทำให้เขาได้รับการยกย่องจากชาวเน็ตจำนวนมากให้เป็นวีรบุรุษ และช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้มากมาย

เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.45 น. ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีก 29 คน รวมตำรวจ 2 นาย ขณะที่คนร้าย 2 คน ถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย ส่วนอีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัสอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ตำรวจกำลังสืบสวนว่ามีคนร้ายรายที่ 3 หรือไม่

ภาพวิดีโอแสดงให้เห็นว่า ชายเสื้อเชิ้ตขาวรายนี้วิ่งเข้าไปหาชายสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่กำลังถือปืนไรเฟิลที่ลานจอดรถ จากนั้นเขาจึงเข้าตะครุบมือปืนจากด้านหลัง แล้วใช้มือแย่งปืนไรเฟิลจากคนร้ายได้สำเร็จ ก่อนจะหันปืนนั้นกลับไปจ่อที่ชายคนร้าย แต่เขาไม่ได้ยิงแต่อย่างใด ในขณะที่คนร้ายล่าถอยไปสมทบกับมือปืนอีกคน

***ชมคลิปที่นี่***

สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า วิดีโอนี้จากภาพที่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันแล้ว โดยชายติดอาวุธในวิดีโอนี้เป็นบุคคลเดียวกับที่ปรากฏในภาพที่คนร้ายถูกตำรวจห้อมล้อม

ภาพวีรกรรมครั้งนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ โดยผู้คนต่างยกย่องความกล้าหาญของชายเสื้อขาว ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นใคร และเชื่อว่าการกระทำของเขาอาจช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้มากมาย

“วีรบุรุษชาวออสเตรเลีย (พลเมืองทั่วไป) ต่อสู้แย่งปืนจากผู้โจมตีและปลดอาวุธเขา บางคนมีความกล้าหาญ และบางคนก็… ไม่ว่ามันจะคืออะไรก็ตาม” ผู้ใช้งาน X คนหนึ่งแสดงความเห็นพร้อมกับโพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์

“ชายชาวออสเตรเลียคนนี้ช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วนด้วยการแย่งปืนจากหนึ่งในผู้ก่อการร้ายที่หาดบอนได เขาเป็นวีรบุรุษ” ชาวเน็ตอีกคนระบุ

ด้านนายคริส มินส์ หัวหน้ารัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครซิดนีย์ กล่าวว่า “นี่คือภาพที่น่าเหลือเชื่อที่สุดที่ผมเคยเห็นมา ชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหามือปืนที่ยิงเข้าใส่ผู้คนในชุมชน และปลดอาวุธเขาได้ด้วยตัวคนเดียว โดยยอมเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตผู้คนอีกนับไม่ถ้วน”

“ชายคนนี้คือวีรบุรุษอย่างแท้จริง และผมไม่สงสัยเลยว่ามีผู้คนจำนวนมากยังมีชีวิตอยู่ได้ในคืนนี้ ก็เพราะความกล้าหาญของเขา”

ขณะที่นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ก็ออกมากล่าวชื่นชมการกระทำของชายคนนี้และคนอื่นๆ ที่ “วิ่งเข้าหาอันตรายเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น”

“ชาวออสเตรเลียเหล่านี้คือวีรบุรุษ และความกล้าหาญของพวกเขาได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้” ผู้นำออสเตรเลียกล่าวในงานแถลงข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กรมชลฯkick off หนุน‘นาเปียกสลับแห้ง’สู่พื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ‘สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม’

กรมชลฯkick off หนุน‘นาเปียกสลับแห้ง’สู่พื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ‘สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม’

กรมชลฯkick off หนุน‘นาเปียกสลับแห้ง’สู่พื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ‘สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม’

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

‘กรมชลประทาน’ kick off ส่งเสริม‘นาเปียกสลับแห้ง’ สู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ‘สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม’

15 ธันวาคม 2568 สำนักงานชลประทานที่ 10 กรมชลประทาน จัดกิจกรรม kick off ส่งเสริมนาเปียกสลับแห้งสู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อลดการใช้น้ำและเพิ่มผลผลิตเชื่อมโยงการลดภาวะโลกร้อน (Carbon Credit) นำสู่การเพิ่ม Water Productivity  โดยมี นายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 พร้อมด้วย ดร.วัชระ เสือดี ที่ปรึกษากรมชลประทาน และประธาน INWEPF  นายไชยวัฒน์ คุณวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง  ผู้แทนจากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และภาคเอกชน  ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม  ณ แปลงต้นแบบ “สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม” อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี

ภายในงานประกอบด้วยการบรรยาย การขับเคลื่อนโครงการฯ ในพื้นต้นแบบทุ่งบางกุ่ม การส่งเสริมนาเปียกสลับแห้งสู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน  การสาธิตการเพาะกล้า และความรู้เกี่ยวกับปุ๋ย Low Carbon  โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้ความรู้เพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ  และร่วมกิจกรรมปักดำกล้าและสาธิตการทำนาโดยใช้รถดำนา ภายในแปลงนาต้นแบบ “สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม”

สำนักงานชลประทานที่ 10 มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 2.5 ล้านไร่ มีแผนการเพาะปลูกนาปรังปีละประมาณ 1.43 ล้านไร่ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เกษตรกรส่วนใหญ่ยังทำนาน้ำขังรูปแบบเดิม การสร้างต้นแบบนาหว่านและนาดำ จำนวน 50 ไร่ ที่ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี ภายใต้ชื่อแปลงต้นแบบ “สุขเต็มนา Rio10@ทุ่งบางกุ่ม” เพื่อใช้เป็นแหล่งสาธิตและเรียนรู้กระบวนการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง สู่การขยายผลพื้นที่ชลประทานของกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งบางกุ่ม จำนวน 83,400 ไร่ รวมถึงพื้นที่ชลประทานในเขตสำนักงานชลประทานที่ 10  

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายเพื่อผลิตข้าวคุณภาพ สร้างแบรนด์เฉพาะของกลุ่มผู้ใช้น้ำบางกุ่มสู่ตลาดสากล สร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 3 เท่าจากปัจจุบัน  โดยใช้ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ พลิกฟื้นการทำนาโดยใช้รูปแบบนาเปียกสลับแห้ง เพื่อมุ่งลดการใช้น้ำให้น้อยลง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทานให้สูงขึ้นและเพิ่มผลผลิตต่อไร่จากกระบวนการเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว สามารถเชื่อมโยงกับมาตรการแนวทางการลดโลกร้อน โดยการขายคาร์บอนเครดิต เพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่งให้เกษตรกร นำมาซึ่งการเพิ่ม water productivity ให้สูงขึ้นอีกด้วย