‘เพื่อไทย’เลือดไหลอีก! ‘อดีต สส.ปทุมธานี’โบกมือลา แจงขอเดินบนเส้นทางใหม่

‘เพื่อไทย’เลือดไหลอีก! ‘อดีต สส.ปทุมธานี’โบกมือลา แจงขอเดินบนเส้นทางใหม่

‘เพื่อไทย’เลือดไหลอีก! ‘อดีต สส.ปทุมธานี’โบกมือลา แจงขอเดินบนเส้นทางใหม่

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

‘เพื่อไทย’เลือดไหลอีก! ‘อดีต สส.ปทุมธานี’โบกมือลา แจงขอเดินบนเส้นทางใหม่

15 ธันวาคม 2568 นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ อดีตสส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ฟลุ๊คขออนุญาตใช้พื้นที่นี้กล่าวขอบคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคนจากใจจริง ที่ให้โอกาสทำงานแก้ไขปัญหา แทนพ่อแม่พี่น้องในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้

ทุกการประสานงานโครงการต่างๆ ทุกการปรึกษาหารือ หรืออภิปรายในญัตติต่างๆ คือความเดือดร้อนจริงของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผมมีความตั้งใจที่จะแก้ไข สะท้อนปัญหาในพื้นที่ ที่ท้องถิ่นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ให้ได้รับการแก้ไขได้ถูกต้อง ทันท่วงที และทุกการทำงานที่ผ่านมาผมตั้งใจและเต็มที่ที่จะยืนหยัดอยู่ข้างพี่น้องประชาชนตรงนี้เสมอทุกๆช่วงเวลา

เพราะความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนั้นเยอะมาก การต่อสู้ ดิ้นรน เพื่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ให้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่พี่น้องประชาชนเห็นผม ผมไม่เคยหยุด ไม่เคยท้อ ที่จะทำเพื่อบ้านเกิดของผมครับและเพื่อสานต่อในการทำงานเพื่อพี่น้องชาวจังหวัดปทุมธานี ฟลุ๊คตั้งใจยึดมั่นทำงานด้วยความซื่อสัตย์ และตั้งใจเป็นปากเป็นเสียงให้ทุกคนเหมือนที่ผ่านมา

ฟลุ๊คขอยุติการทำงานกับพรรคเพื่อไทยไว้เพียงเท่านี้ครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ใดๆครับ

พรรคเพื่อไทย ครอบครัวเพื่อไทย ได้มอบโอกาสให้ผมมาโดยตลอด ได้เริ่มต้นการเรียนรู้และประสบการณ์การทำงานในสภาผู้แทนราษฎรมากมาย ที่ผ่านมาคือประสบการณ์อันมีค่าสำหรับผม และผมยังคงมีความรู้สึกดีให้กับพรรคเพื่อไทยเสมอ

นับต่อจากนี้ไป ฟลุ๊คขอเดินหน้าบนเส้นทางใหม่

พร้อมทำงานเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ดีที่สุดครับ ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่เมตตา สนับสนุนผมด้วยดีเสมอมาครับจากใจ มนัสนันท์ หลีนวรัตน์ ฟลุ๊ค

บ้านใหญ่ไหลซบ’ภท.’ ‘แป๊ะ-เฮ้ง-ขิง-นิพนธ์’ยกก๊วนซบสู้ศึกเลือกตั้ง

บ้านใหญ่ไหลซบ'ภท.' 'แป๊ะ-เฮ้ง-ขิง-นิพนธ์'ยกก๊วนซบสู้ศึกเลือกตั้ง

บ้านใหญ่ไหลซบ’ภท.’ ‘แป๊ะ-เฮ้ง-ขิง-นิพนธ์’ยกก๊วนซบสู้ศึกเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังมี พ.ร.ฎ.ยุบสภา นั้น วันนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า บรรดาแกนนำพรรค ภท.ทยอยเข้าพรรค อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรค ภท. , น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รับผิดชอบเขตพื้นที่เลือกตั้ง กทม. , นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ในฐานะคณะที่ปรึกษาพิจารณากลั่นกรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.พรรค ภท.โดยได้มีการลาราชการ รวมถึง นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต สส.อุทัยธานี เดินทางเข้าพรรค

ขณะที่แกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ ทยอยนำอดีต สส.และว่าที่ผู้สมัคร สส.สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ทั้งกลุ่ม นายสนธยา คุณปลื้ม บ้านใหญ่ชลบุรี นำว่าที่ผู้สมัคร สส.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต สมัครสมาชิกพรรค รวมถึงกลุ่ม 16 ของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่ม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

รวมถึงกลุ่มอดีต สส.และสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้า ชทพ.มาพร้อมกับ นายประภัตร โพธสุธน อดีต สส.สุพรรณบุรี และอดีตเลขาธิการพรรค , นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ , นายสรชัด สุจิตต์ , นายนพดล มาตรศรี , นายเสมอกัน เที่ยงธรรม , นายศุภโชค ศรีสุขจร , นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ , นายอนุชา สะสมทรัพย์ , นายอนุรักษ์ จุรีมาศ , นายนิกร จำนง และ นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมัครสมาชิก

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกฯ นำอดีต สส.และว่าที่ผู้สมัคร สส.ในสังกัด รวม 13 คน ไปสมัครเข้าพรรค ภท.อาทิ นายทวี สุระบาล อดีต สส.ตรัง พรรค พปชร. , นายสุธรรม จริตงาม อดีต สส.นครศรีธรรมราช เขต 6 พรรค พปชร. , นายคอซีย์ มามุ อดีต สส.ปัตตานี เขต 2 , นายวิริยะ ทองผา อดีต สส.มุกดาหาร เขต 1 พปชร. , นายชัยมงคล ไชยรบ อดีต สส.สกลนคร เขต 5 พรรค พปชร.สมัครพรรค ภท.

นอกจากนี้ นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่นำ นายสมยศ พลายด้วง อดีต สส.สงขลา , นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ อดีต สส.พัทลุง รวมไปถึง นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ซึ่งเพิ่งย้ายจากพรรคกล้าธรรม (กธ.) จะมาลงสมัครเลือกตั้ง สส.สงขลา ครั้งนี้ในนามพรรค ภท.ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่า นายกฤษดา หลีนวรัตน์ หรือ นายกเบี้ยว อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี พร้อมบุตรชาย นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ หรือ ฟลุ๊ค อดีต สส.ปทุมธานี จะเดินทางเข้าสมัครสมาชิกพรรค ภท.วันนี้ด้วย

ภาพมันฟ้อง! ‘อนุทิน’ลั่นไม่ต้องแจง‘ยูเอ็น’ เหตุหลักฐานชัดเขมรใช้ BM-21 เฟี้ยวฟ้าวเป็นซีรี่ส์

ภาพมันฟ้อง! ‘อนุทิน’ลั่นไม่ต้องแจง‘ยูเอ็น’ เหตุหลักฐานชัดเขมรใช้ BM-21 เฟี้ยวฟ้าวเป็นซีรี่ส์

ภาพมันฟ้อง! ‘อนุทิน’ลั่นไม่ต้องแจง‘ยูเอ็น’ เหตุหลักฐานชัดเขมรใช้ BM-21 เฟี้ยวฟ้าวเป็นซีรี่ส์

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

ภาพมันฟ้อง! ‘อนุทิน’ลั่นไม่ต้องแจง‘ยูเอ็น’ เหตุหลักฐานชัดเขมรใช้ BM-21 เฟี้ยวฟ้าวเป็นซีรี่ส์

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเรียก นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าหารือถึงสถานการณ์ชายแดน ว่า วันที่ 16 ธ.ค. จะมีการประชุมสมช. มีวาระที่เกี่ยวกับการควบคุมจำกัดยุทธภัณฑ์ทั้งหลายที่ไปยังกัมพูชา นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วยังจะถือโอกาสคุยกับทุกฝ่ายด้วย

เมื่อถามว่าในที่ประชุมจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ปฏิบัติอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการป้องกันการขนน้ำมันผ่านทางประเทศลาวไปยังประเทศกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราปิดในส่วนของเรา ที่ช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี แต่รายละเอียดให้ถามกองทัพ และแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลเรื่องนี้อยู่ ท่านเป็นคนออกคำสั่ง

เมื่อถามถึง สำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา โพสต์ข้อความถึงหลายประเทศที่มีความรุนแรงให้หยุดยิง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีไทยและกัมพูชาด้วย จะชี้แจงอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “ประเทศไทยรักษาอธิปไตยของเรา ไม่ต้องชี้แจง ภาพมันชัดเจนอยู่แล้ว BM-21มาเป็นซีรี่ส์มาเป็นชุดเฟี้ยวฟ้าวเต็มไปหมดไทยยังไม่เคยทำอะไรประเทศเขาเลย”

เมื่อถามว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโอ รองนายกฯได้รายงานการหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ (15 ธ.ค.) แล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ยังเลยๆ ยังไม่ได้เจอนายบวรศักดิ์เลย

ทภ.2 สรุปสถานการณ์สู้รบชายแดน เขมรดับ 205 ราย ทำลายรถถัง 12 คัน

ทภ.2 สรุปสถานการณ์สู้รบชายแดน เขมรดับ 205 ราย ทำลายรถถัง 12 คัน

ทภ.2 สรุปสถานการณ์สู้รบชายแดน เขมรดับ 205 ราย ทำลายรถถัง 12 คัน

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

15 ธ.ค. 68 กองทัพภาคที่ 2 สรุปรายงานสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 

สรุปการปฏิบัติต่อข้าศึก (8-14 ธ.ค.68) ทำลาย รถถัง 12 คัน, โดรน 171 ลำ, BM-21 1 คัน, เสาแอนตี้โดรน 4 ต้น, ปตอ. 4 กระบอก, ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุด, รถบรรทุก 7 คัน, เสาสัญญาณ 1 ต้น, ปืนใหญ่ 1 กระบอก, ปืนครก 6 กระบอก และทหารกัมพูชาเสียชีวิต 205 ราย 

ถก‘สมช.’ 16 ธ.ค. เคาะมาตรการสกัดกั้นยุทธปัจจัย จับตาสายลับ-อาวุธจีน

ถก‘สมช.’ 16 ธ.ค. เคาะมาตรการสกัดกั้นยุทธปัจจัย จับตาสายลับ-อาวุธจีน

ถก‘สมช.’ 16 ธ.ค. เคาะมาตรการสกัดกั้นยุทธปัจจัย จับตาสายลับ-อาวุธจีน

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

‘เลขาฯ สมช.’เผย‘นายกฯ’เรียกหารือก่อนถกประชุม‘สมช.’ 16 ธ.ค.68 เคาะมาตรการสกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัยและช่วยคนไทยเดินทางกลับ พร้อมจับตาความคืบหน้าตรวจสอบสายลับ-อาวุธสัญชาติจีน

15 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังเข้ามารายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้นายกรัฐมนตรีทราบ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า เป็นการหารือเพื่อเตรียมการประชุมสมช. ในวันพรุ่งนี้ (16 ธ.ค.68) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งวาระการประชุมจะมีเรื่องการขอสกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัยตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอมาเป็นเรื่องหลัก รวมถึงเรื่องความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากกัมพูชา

ส่วนเรื่องสายลับและยุทโธปกรณ์สัญชาติจีนที่กองทัพไทยยึดได้จากฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการประกาศขยายพื้นที่ใช้กฎอัยการศึก และการประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่อื่นๆ นั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอให้รอการประชุมในวันพรุ่งนี้

นายกฯ หารือ ก่อนถก สมช.พรุ่งนี้ เคาะมาตรการสกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัย ช่วยคนไทยเดินทางกลับ

นายกฯ หารือ ก่อนถก สมช.พรุ่งนี้ เคาะมาตรการสกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัย ช่วยคนไทยเดินทางกลับ

นายกฯ หารือ ก่อนถก สมช.พรุ่งนี้ เคาะมาตรการสกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัย ช่วยคนไทยเดินทางกลับ

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

เลขาฯ สมช. เผย นายกฯ เรียกหารือก่อนถกประชุมสมช.พรุ่งนี้ เคาะมาตรการสกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัยและช่วยคนไทยเดินทางกลับ พร้อมจับตาความคืบหน้าตรวจสอบสายลับ-อาวุธสัญชาติจีน

15 ธ.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เปิดเผยภายหลังเข้ามารายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้นายกรัฐมนตรีทราบ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า เป็นการหารือเพื่อเตรียมการประชุมสมช. ในวันพรุ่งนี้ ( 16 ธ.ค.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งวาระการประชุมจะมีเรื่องการขอสกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัยตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอมาเป็นเรื่องหลัก รวมถึงเรื่องความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากกัมพูชา

ส่วนเรื่องสายลับและยุทโธปกรณ์สัญชาติจีนที่กองทัพไทยยึดได้จากฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการประกาศขยายพื้นที่ใช้กฎอัยการศึก และการประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่อื่นๆ นั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอให้รอการประชุมในวันพรุ่งนี้ 

‘บวรศักดิ์’หลบสื่อ หลังหารือกับ กกต. ด้าน กกต.นำเข้าหารือประชุมบ่ายนี้

'บวรศักดิ์'หลบสื่อ หลังหารือกับ กกต.  ด้าน กกต.นำเข้าหารือประชุมบ่ายนี้

‘บวรศักดิ์’หลบสื่อ หลังหารือกับ กกต. ด้าน กกต.นำเข้าหารือประชุมบ่ายนี้

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.01 น.

‘บวรศักดิ์’หลบสื่อ หลังหารือกับ กกต.  ด้าน กกต.นำเข้าหารือประชุมบ่ายนี้ คาดกำหนด 8 ก.พ.69เป็นวันลต. รับสมัคร27-31ธ.ค.นี้ พร้อมถกแบ่งเขตใหม่ 4จว. ปทุมธานี -สมุทรสาคร เฮได้เพิ่ม ส่วนนครฯ-ลพบุรี ลดลง

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือระหว่างนายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีและคณะกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.  สิ้นสุดลงแล้วเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. โดยนายบวรศักดิ์ ไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ และได้ใช้ลิฟต์ VIP ลงไปบริเวณชั้นล่างอาคารศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และเดินทางกลับทัน

ขณะที่กกต. จะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ คาดว่าจะมีการนำข้อหารือเข้าพิจารณา รวมทั้งมีการพิจารณาเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง สส.และแผนการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้ง สส.ที่จะเกิดขึ้นในต้นปี 2569

โดยในส่วนของการแบ่งเขตนั้นจากการคำนวณหาจำนวน สส. แบบแบ่งเขตพึงมีในแต่ละจังหวัด ในการเลือกตั้งปี 2569 พบว่า มี 4 จังหวัดที่จะมีการเพิ่มลดของจำนวน สส. โดย 2 จังหวัดที่จำนวน สส. แบบแบ่งเขต“ลดลง” คือ นครศรีธรรมราช จากที่ มี สส. แบบแบ่งเขตในปี 2566 จากจำนวน 10 คน จะลดลง เหลือ 9 คน ลพบุรี จากที่มีสส. แบบแบ่งเขตในปี 2566 จากจำนวน 5 คน จะลดลงเหลือ 4 คน และ2 จังหวัดที่จะมี สส. แบบแบ่งเขต “เพิ่มขึ้น” คือ  ปทุมธานี จากที่มี สส. แบบแบ่งเขตในปี 2566 จากจำนวน 7 คน เพิ่มเป็น 8 คน และจ.สมุทรสาคร จากที่มี  สส. แบบแบ่งเขตในปี 2566 จากจำนวน 3 คนเพิ่มเป็น 4 คน

อย่างไรก็ตาม จากการหารือ กับรัฐบาลเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กกต. เสนอกำหนดวันรับสมัคร สส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึง เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ในวันเสาร์ที่ 27-31 ธ.ค.68 โดยการรับสมัครส.สแบบบัญชีรายชื่อและเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกจะจัดที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ส่วนวันเลือกตั้งเป็นวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 69  ซึ่งในส่วนของการประชุมกกต.เพื่อประกาศกำหนดวันเลือกตั้งและวันรับสมัครเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (16ธ.ค.) 

จุดแข็ง’อนุทิน’ ตอบโจทย์การเมือง ในสถานการณ์สู้ศึกกัมพูชา

จุดแข็ง'อนุทิน' ตอบโจทย์การเมือง ในสถานการณ์สู้ศึกกัมพูชา

จุดแข็ง’อนุทิน’ ตอบโจทย์การเมือง ในสถานการณ์สู้ศึกกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.26 น.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในรอบนี้ เป็นการสู้รบจริง มีการปะทะ มีการยิง มีทหารบาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมแรงกดดันจากต่างประเทศที่เข้ามาพร้อมกัน

15 ธันวาคม 2568 ในสถานการณ์แบบนี้ ประเทศต้องการความชัด ต้องการการตัดสินใจ และต้องการผู้นำที่รับผิดชอบกับคำสั่งของตัวเอง

จุดแข็งของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี อยู่ตรงการยืนอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่เปลี่ยนท่าทีตามแรงกดดัน
และไม่ปล่อยให้ใครพูดแทนประเทศไทย

ตั้งแต่สถานการณ์เริ่มตึง อนุทินสื่อสารตรง ไม่อ้อม ไม่ใช้คำคลุมเครือ และไม่ปล่อยให้ต่างชาติอธิบายสถานการณ์ของไทยฝ่ายเดียว
ภาพใหญ่ของเรื่องนี้ คือการสู้รบตามแนวชายแดน การเผชิญหน้าทางทหารและความพยายามจากหลายฝ่ายให้สถานการณ์หยุดลง

ในช่วงนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีอนุทิน และผู้นำกัมพูชา

หลังการพูดคุย ทรัมป์โพสต์ผ่านช่องทางการสื่อสารของตนเอง กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ เรียกร้องให้ ทั้งสองฝ่าย หยุดยิง และลดความตึงเครียดฃ

ในโพสต์เดียวกันนั้น ทรัมป์กล่าวถึงกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด โดยอธิบายว่าเป็นอุบัติเหตุ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

ตรงจุดนี้จุดแข็งของ “อนุทิน” ปรากฏชัด

อนุทินออกมาตอบโต้ทันที ยืนยันว่าเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด ไม่ใช่อุบัติเหตุไม่ใช่การโต้เถียง แต่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง และยืนยันจุดยืนของรัฐไทยต่อสายตานานาชาติ

พร้อมกันนั้น อนุทินย้ำชัดว่า ประเทศไทยจะยัง ปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่เหลือภัยคุกคามต่อประเทศและประชาชน

นี่คือจุดแข็งสำคัญ ไม่ปล่อยให้คำอธิบายจากภายนอก มากำหนดกรอบความจริงของประเทศไทย และไม่ยอมให้เรื่องความมั่นคง ถูกทำให้เบาลงด้วยถ้อยคำที่คลุมเครือ

แรงกดดันจากภายนอก ไม่ได้มีแค่สหรัฐฯอีกบทบาทที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง คือ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งกำลังจะหมดวาระในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจังหวะเวลานี้ ทำให้บทบาทของอันวาร์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษ

อันวาร์แสดงท่าทีต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยสื่อสารว่าเป็นการขอให้ ทั้งสองประเทศ ลดความตึงเครียดและหลีกเลี่ยงการยั่วยุแต่ในทางปฏิบัติ ท่วงทำนองของการสื่อสาร กลับดูเหมือนว่าแรงกดดันจำนวนมากพุ่งมาที่ฝั่งไทย

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของประธานอาเซียนในช่วงใกล้หมดวาระ กำลังทำหน้าที่ตามกรอบอาเซียน หรือมีบริบทอื่นพัวพันอยู่ด้วย
โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่ผลประโยชน์ในภูมิภาค ทั้งเศรษฐกิจชายแดน และธุรกิจบ่อนคาสิโนในกัมพูชาที่หลายประเทศในอาเซียนมีส่วนเกี่ยวข้อง

แม้คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบแต่สิ่งที่ชัดคือ อนุทินไม่เอนตามแรงกดดันที่ไม่ชัดเจน และไม่ผูกมัดประเทศไทย กับคำขอที่ตีความได้หลายทาง

อนุทินออกมาพูดตรง ว่าไม่มีข้อความใดที่ระบุให้ไทยหยุดยิงและประเทศไทย ไม่ได้รับข้อเสนอหยุดยิงอย่างเป็นทางการจากฝ่ายใด

ท่าทีแบบนี้ ทำให้จุดยืนของไทยชัดไม่สับสน และไม่เปิดช่องให้ใครพูดแทนรัฐไทย

เมื่อหันกลับไปมองการเมืองไทย ความแตกต่างยิ่งเห็นชัด

รัฐบาลแพทองธาร คือรัฐบาลที่ถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้น ว่าใครเป็นคนตัดสินใจจริง และใครเป็นคนกำหนดทิศทางอยู่เบื้องหลัง
การมีทักษิณเป็นเงา ประกอบกับความสัมพันธ์กับผู้นำกัมพูชา และคลิปเสียงสนทนาที่เคยหลุดออกมา ทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ถูกตั้งคำถามตรง ๆ ในเรื่องท่าทีต่ออธิปไตยของประเทศ
 ในสถานการณ์ความมั่นคง รัฐบาลที่ไม่ชัดว่าใครเป็นคนตัดสินใจ และใครเป็นคนกำหนดทิศทางจริง คือความเสี่ยงทันที

ขณะเดียวกัน แนวคิดของกลุ่มการเมืองอย่าง ธนาธร-พิธา ที่ยืนอยู่บนอุดมคติทางการเมือง และมีท่าทีตรงข้ามกองทัพมาโดยตลอด ยิ่งสะท้อนความไม่พร้อมต่อสถานการณ์จริง

การตั้งคำถามกับบทบาททหาร การพูลดความจำเป็นของกองทัพ อาจใช้ได้ในเวทีการเมืองแต่เมื่อชายแดนมีการยิงจริง มีทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตจริง แนวคิดแบบนี้ไม่ตอบโจทย์รัฐ

ปัญหาชายแดน ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์แต่เป็นเรื่องการตัดสินใจทันที และต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ทันที

ทั้งหมดนี้ ทำให้ภาพของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ชัดขึ้นในช่วงเวลานี้ไม่ใช่จากคำพูด แต่จากการตัดสินใจในวันที่ประเทศถูกกดดัน และต้องยืนอยู่กับอธิปไตยของตัวเอง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ ยัน ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน-เรือยอร์ช เบน สมิธ

นายกฯ ยัน ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน-เรือยอร์ช เบน สมิธ

นายกฯ ยัน ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน-เรือยอร์ช เบน สมิธ

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.37 น.

15 ธ.ค. 68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ  ซึ่งพิธีกรได้สอบถามนายอนุทินตอนหนึ่ง เมื่อพิธีกรสอบถามกรณีมีการเผยแพร่ภาพคู่กับนายเบน สมิธ นายอนุทิน กล่าวว่ายอมรับว่ารู้จักแต่ไม่สนิท ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่าได้ให้นายเบน สมิธ ยืมเครื่องบินส่วนตัวนั้น ยืนยันว่าตนไม่เคยให้นายเบน สมิธยืม เพราะเขาก็มีของเขาเป็นยี่ห้อเดียวกันแต่คนละรุ่นกับตน เช่นเดียวกับเรือยอร์ชก็ไม่เคยไปขึ้นของเขา เพราะตนก็มีของตนจอดที่พัทยา ของนายเบน สมิธ 

อนุทิน ยันไม่ได้หักหลัง ปชน. บอกสั่งสว.ไม่ได้ ถ้าโดนซักฟอกประเทศเสี่ยง ต้องตัดสินใจยุบสภา

อนุทิน ยันไม่ได้หักหลัง ปชน. บอกสั่งสว.ไม่ได้ ถ้าโดนซักฟอกประเทศเสี่ยง ต้องตัดสินใจยุบสภา

อนุทิน ยันไม่ได้หักหลัง ปชน. บอกสั่งสว.ไม่ได้ ถ้าโดนซักฟอกประเทศเสี่ยง ต้องตัดสินใจยุบสภา

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

‘อนุทิน’ยันไม่ได้หักหลัง ‘พรรคประชาชน’ บอกสั่งสว.ไม่ได้  แจงถ้าโดนซักฟอกประเทศเสี่ยง ต้อง ตัดสินยุบสภา

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 15 ธ.ค.68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกรายการ“กรรมกรข่าว คุยนอกจอ”
โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ  ซึ่งพิธีกรถามนายอนุทินถึงการประกาศยุบสภามีหลายฝ่ายมองว่ายุบสภาหนีการตรวจสอบหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า  การตรวจสอบยังไม่เกิดมีใครยื่น การยุบสภา เพราะคนที่บอกเป็นฝ่ายค้ำ คุณบอกให้ยุบสภาดีกว่าไม่ค้ำแล้ว 

เมื่อพิธีกรถามว่าก่อนที่พรรคประชาชน(ปชน.)จะบอกให้นายกฯยุบสภาทูลเกล้าฯร่างพ.ร.ฎ.ยุบสภาไปแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ยัง ทูลเกล้าฯคืนนั้น 4 ทุ่ม  ตนถือไปเองไม่ได้ทูลเกล้าฯ ตั้งแต่เย็น

พิธีกรถามต่อว่า ถือเป็นการไปหักหลังหรือไม่ เพราะพรรคประชาชนเชื่อว่านายกฯโน้มน้าวสว.ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าบอกว่า โน้มน้าวได้ก็จะบอกว่าฮั้วสว.  จะให้ตนไปพูดกับสว. มันสั่งใครไม่ได้ แค่คิดยังคิดไม่ได้เลย ตรงนี้เป็นบทพิสูจน์ให้ความเป็นธรรมตนได้หรือไม่ ในเมื่อเอ็มโอเอไปต่อไม่ได้ ก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชน ย้ำว่าเขาไม่ได้เสียรู้ตน เพราะเขาไม่ได้คุยกับตนสักคำ เรื่องประชามติวันที่ 16 ธ.ค. มีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตนก็จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ถ้าตนเบี้ยวตนก็ไม่เอาเข้า ตนกวนใครเป็น ตนจริงใจตลอดอาจจะพูดไม่เข้าหูคน แต่ข้างในตนคิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ย้ำว่าตนทำตามเอ็มโอเอ และรู้สึกว่าไม่มีคนค้ำแล้วก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนไปเลือกตั้ง รัฐบาลชุดนี้เข้าสู่ญัตติไม่ไว้วางใจได้ แต่ทำไมไม่ใช้มาตรา 152 ได้แต่ใช้มาตรา 151 ตนก็คอหักกลางสภา แล้วตนต้องไปเสี่ยงหรือไม่ ตอนนั้นไม่มีรัฐบาลแล้วประเทศทำอย่างไร ตนบอกเขาแล้วว่าอย่าเล่นเกมนี้ บอกไว้ก่อนแล้ว

พิธีกรถามอีกว่า รู้สึกอย่างไรที่อาจจะมีคนพยายามบอกว่าพยายามอาศัยกระแสชาตินิยมมาสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองก็เลยจะไม่ให้มีการเจรจาและยุติ เพื่อให้สถานการณ์ดำรงต่อเพื่อพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเป็นนายกฯแล้ว ตอนนี้ตนก็มีหลัก ทำงานเต็มที่และยึดประโยชน์ขององค์กรของตนวันนี้คือรัฐบาล ตนไปไหนใครเป็นนายจ้าง ตนทุ่มทำงานให้เต็มที่ ตนไม่ค่อยแคร์ว่าอะไรจะเกิดกับตน สมัยเป็นผู้จัดการจะได้เป็นประธานหรือเปล่า ตนไม่ได้สนใจ ถ้าทำดีเขาก็เพิ่มเงินเดือนให้ ถ้าทำไม่ดีเขาก็ไล่ออก

“ผมไม่ได้คิดเรื่องกระแสเรื่องนี้ ผมอยากให้มีเลือกตั้งตั้งแต่เดือนม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว แต่เรื่องนี้ผมห่วงบ้านเมือง ห่วงเรื่องกัมพูชา ผมดูแล้ว ถ้าเข้าไปแล้ว ผมถูกไม่ไว้วางใจมันจะไม่มีรัฐบาล ผมต้องหลุดเลย รัฐมนตรีทั้งหมดต้องหลุดหมดแล้วก็ไปนั่งหานายกฯใหม่ กว่าจะทูลเกล้าฯกว่าจะตั้งครม.อีกเดือนหนึ่ง ตรงนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของพรรคภูมิใจไทย ”นายอนุทิน กล่าว