นายกฯเรียก สมช.ถกด่วน รับรายงานสายลับเขมร-ทหารรับจ้างแทรกซึมไทย

นายกฯเรียก สมช.ถกด่วน รับรายงานสายลับเขมร-ทหารรับจ้างแทรกซึมไทย

นายกฯเรียก สมช.ถกด่วน รับรายงานสายลับเขมร-ทหารรับจ้างแทรกซึมไทย

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.34 น.

นายกฯลาราชการ ออกรายการ แจงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา  ก่อนเข้าทำเนียบเรียก สมช.ถกด่วน รับรายงานสายลับเขมร-ทหารรับจ้างแทรกซึมไทย  บอก ขอรอ‘กองทัพ’ตรวจสอบขีปณาวุธสัญชาติจีน จ่อส่งเที่ยวบินรับคนไทยหลายพันคนกลับ

เมื่อเวลา 11.00น.วันที่ 15 ธ.ค.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมวแมหาดไทย แจ้งลาราชการในช่วงเช้า เนื่องจากเดินทางมาที่สถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 เพื่อเข้ารายการ“กรรมกรข่าวคุยข่าวนอกจอ” เพื่ออัพเดทถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ  รวมไปถึงประเด็นทางการเมือง หลังจากประกาศยุบสภา 

จากนั้นนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า วันเดียวกันนี้ตนได้เชิญนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)เข้าพบหารือ เนื่องจากยังมีวาระที่ต้องหารือในหลายเรื่อง ทั้งกรณีการเสนอการสะกัดกั้นการส่งยุทธปัจจัยทางทะเล เรื่องการตรวจยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถียุคที่ 5 รุ่น GAM – 102 LR สัญชาติจีน ที่บริเวณเนิน 500 วานนี้ รวมถึงสายลับและทหารรับจ้างของฝ่ายกัมพูชา ที่แทรกซึมเข้ามาในไทย ซึ่งเรื่องนี้ก็ให้ติดตาม และเฝ้าระวังพื้นที่อยู่แล้ว 

เมื่อถามว่าการช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศโดยเครื่องบิน นายกฯ กล่าวว่า เราพร้อมดำเนินการทุกการช่วยเหลือ แต่ยังไม่ได้พูดคุยรายละเอียดกับกระทรวงการต่างประเทศ แต่เรื่องของการทำงานทำตามปกติ ไม่ต้องมาขออนุมัติกับนายกฯ ให้ความสะดวก และความปลอดภัยกับคนไทยทุกหน่วยงานสามารถทำได้เลย 

เมื่อถามว่าจะมีการเช่าเหมาเครื่องบินพาณิชย์ไปรับคนไทยในกัมพูชา นายกฯ กล่าว่า ถ้าอะไรที่ทำให้คนไทยได้รับความสะดวก พร้อมทำหมด โดยขณะนี้ ได้รับรายงาน ว่า มีคนไทยติดค้างอยู่หลายพันคน ก็จะดำเนินการเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าขณะนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะขยายพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก นายกฯ กล่าวว่า ขึ้นอยู่สถานการณ์ แต่คิดว่าคงไปถึงจุดนั้น 

ทั้งนี้ นายกฯไม่ได้ตอบคำถามกรณีสถานการณ์จะจบก่อนการเลือกตั้งรวมถึงกรณีที่มีการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าการเปิดตัว สส. ยังไม่เหมาะสม เนื่องจากยังมีสถานการณ์ชายแดนอยู่.

ภท.คึกคัก เปิดรับสมัคร สส. วันแรก บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่มสุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏมาครบ

ภท.คึกคัก เปิดรับสมัคร สส. วันแรก บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่มสุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏมาครบ

ภท.คึกคัก เปิดรับสมัคร สส. วันแรก บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่มสุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏมาครบ

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.26 น.

ภูมิใจไทยคึกคัก เปิดรับสมัคร สส. วันแรก บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่มสุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏมาครบ จับตา อดีต สส. เพื่อไทย-ปชน. ร่วมทัพ ร่วมทัพสู้เลือกตั้ง 69 

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้  เป็นไปอย่างคึกคัก ถือเป็นวันแรกที่พรรคเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อให้ทันกรอบระยะเวลา 30 วันที่ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา อดีต สส. และกลุ่มการเมืองต่างทยอยเดินทางเข้าสมัครสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่น่าจับตา เช่น ‘กลุ่ม 16’ นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายสุชาติยืนยันว่า อดีต สส. ในกลุ่มจะเดินทางมาสมัครครบทั้ง 16 คนในวันนี้

ขณะเดียวกัน นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้นำ สส. ในสังกัดเข้าร่วมสมัครกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 เช่นกัน

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรค โดยเอกนัฏจะเข้ามารับผิดชอบพื้นที่เขตเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

จากนั้น 12.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะสลัดเสื้อสีชมพูมาสวมเสื้อสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย สส. อีก 12 คน เข้าสังกัดพรรคอย่างเป็นทางการ 

ในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคภูมิใจไทยจะมีการประชุมพรรค ซึ่งถือเป็นการคิกออฟ สู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมและคัดเลือกผู้สมัครที่จะลงรับเลือกตั้ง ซึ่งพรรคตั้งเป้าหมายจะต้องส่งผู้สมัครให้ครบ 500 คน แบ่งเป็น สส. เขต 400 คน และ สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ยังมีอดีตสส. กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชนที่พรรคเดิมไม่ได้ส่งลงสมัครต่อ มาติดต่อขอเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

นอกจากนี้ นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส. อุบลราชธานี และนางสาวสรัสนันท์ อรรนพร สส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย จะเดินทางมาแสดงเจตจำนงค์เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทยแล้ว รวมถึงอดีตสส. พรรคเพื่อไทยอีกหลายรายจ่อตามมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยมาสังกัดสมทบด้วย 

‘โอ๊ค-ภรรยา’ เข้าเยี่ยม ‘ทักษิณ’ พูดคุยเรื่องหลานๆ-สุขภาพโดยรวม

'โอ๊ค-ภรรยา' เข้าเยี่ยม 'ทักษิณ' พูดคุยเรื่องหลานๆ-สุขภาพโดยรวม

‘โอ๊ค-ภรรยา’ เข้าเยี่ยม ‘ทักษิณ’ พูดคุยเรื่องหลานๆ-สุขภาพโดยรวม

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

‘โอ๊ค พานทองแท้’พร้อมภรรยา เป็นตัว แทนครอบครัวเยี่ยม’ทักษิณ’ เผยพูดคุยเรื่องหลานๆและสุขภาพโดยรวม  ด้านเรือนจำกลางคลองเปรม ระบุ ธ.ค. 68 ‘ทักษิณ’จะยังไม่ถูกเสนอปรับเลื่อนชั้นผู้ต้องขังชั้นกลางเป็นชั้นดี ชี้ราวเดือน เม.ย.69 ได้ปรับเลื่อนชั้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ มหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในวันนี้ถือเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 25 หลังคุมขังมาแล้วเป็นระยะเวลา 3 เดือน 6 วัน โดยสมาชิกครอบครัวที่เป็นตัวแทนเดินทางมาเยี่ยมในครั้งนี้ คือ นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊ก ภรรยาของนายพานทองแท้

สำหรับบรรยากาศที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำฯ ยังมีมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมารอต้อนรับและให้กำลังใจ โดยเมื่อขบวนรถของครอบครัวชินวัตรมาถึง นายพานทองแท้ ชินวัตร และภรรยา ได้ลงจากรถ ยกมือไหว้ทักทายสื่อมวลชนและคนเสื้อแดง ก่อนเดินเข้าไปด้านในเรือนจำฯ พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนาย ความประจำตัวของนายทักษิณ โดยยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด

ต่อมาเวลา 10.30 น. นายพานทองแท้ และภรรยา ได้ออกมาเปิดเผยสั้นๆกับสื่อมวล ชน ว่าวันนี้ตนได้พูดคุยกับคุณพ่อเรื่องหลาน ๆ และอัปเดตสุขภาพโดยรวมของคุณพ่อ ส่วนเรื่องการเมืองภายหลังมีการยุบสภาเกิดขึ้น ตนก็ไม่ได้คุยกับคุณพ่อเรื่องนี้เลย ก่อนยกมือไหว้ขอบคุณสื่อ มวลชน และเดินทางกลับออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมจากกรมราชทัณฑ์ ว่า นายทักษิณ ชินวัตร ปัจจุบันยังเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง ยังไม่ได้เลื่อนปรับเป็นชั้นดี เนื่องด้วยกระบวนการของระดับเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ได้มีการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังใดเสนอปรับเลื่อนชั้นไปยังส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาเห็นชอบ จึงยังคงชั้นกลางดังเดิม ทั้งนี้ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร ภายในเดือน ธ.ค.68 ทางเรือนจำกลางคลองเปรม จะยังไม่มีการเสนอปรับเลื่อนชั้นไปยังกรมราช ทัณฑ์พิจารณา แต่ราวเดือน เม.ย.69 จึงจะได้พิจารณาปรับเลื่อนชั้นจากผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลางเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นดี

‘อนุทิน’ยันไม่ได้ลอยตัว ต้องรับผิดชอบต่อประเทศ ลั่นปะทะเพื่อหยุดปะทะ

'อนุทิน'ยันไม่ได้ลอยตัว ต้องรับผิดชอบต่อประเทศ ลั่นปะทะเพื่อหยุดปะทะ

‘อนุทิน’ยันไม่ได้ลอยตัว ต้องรับผิดชอบต่อประเทศ ลั่นปะทะเพื่อหยุดปะทะ

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.58 น.

‘อนุทิน’ลั่นคนเป็นนายกฯลอยตัวไม่ได้ ต้องรับผิดชอบต่อประเทศ หลังเสียงวิจารณ์ไม่ตัดสินแก้ชายแดนไทย-กัมพูชา เผยคุย ‘ทรัมป์’บอกไทยตอบโต้แรง-สาสมแล้ว สวนกลับส่งคลิปยิงจรวด BM-21 พิสูจน์ใครแรงกว่าใคร ด้าน ‘อันวาร์’บอกไม่อยากเห็น ‘เพื่อนอนุทิน-เพื่อนคุณฮุน มาเนต’ ทะเลาะกัน ลั่นทำไมวันนี้ต้องยอมไทยไม่ผิด แต่‘เขมร’ผิดสัญญา ถ้าจะดีกันต่างคนต้องต่างถอย

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 15 ธ.ค.68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ  ซึ่งพิธีกรได้สอบถามนายอนุทินว่า พักผ่อนเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินตอบว่า โอเค

โดยพิธีกรถามถึงการลงพื้นที่จ. บุรีรัมย์และจ.สุรินทร์ เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชนที่อาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปเยี่ยม ต่อให้เรามีความสะดวกแค่ไหนก็ไม่เท่าอยู่กับบ้านทุกคนก็ถามว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน ซึ่งตนก็บอกว่าไม่นานแต่อยากจะให้มีความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ก่อน จึงจะกลับบ้านได้อยู่ตรงนี้ปลอดภัย อยู่ตรงนี้ลูกหลานที่เป็นทหาร ที่ไปดูแลชายแดน จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขาต้องใช้สมาธิในการสู้รบ ซึ่งตนก็พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงอยู่ตลอดเวลาว่าการปกป้องดินแดนและรักษาอธิปไตยของเราต้องมีรูปแบบและมีเป้าหมายซึ่งทางฝ่ายกองทัพได้รายงานตนถึงเป้าหมายและกำหนดการต่างๆถ้านับตั้งแต่วันที่เราดำเนินการมาจนถึงวันนี้ ก็ต้องถือว่าอยู่ในเป้าหมาย

“ผมไม่สามารถบอกในรายละเอียดเป้าในการดำเนินการของทหาร แต่เป้าหมายที่ทหารเข้ายึดพื้นที่ได้ แต่ไม่ได้เป็นการทำลายขีดความสามารถ ไม่ได้หมายความว่าเข้าไปถล่มให้แหลกลาญกันไปข้างหนึ่ง แต่เราเข้าไปยึดครองพื้นที่ทำให้มีการถอยร่นของฝ่ายตรงข้าม และเพียงทำให้เขาเห็นว่าเราเป็นประเทศที่คุณจะมารุกล้ำ มาคุกคามอธิปไตย มาทำร้ายคนของเราไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านไม่ได้ทั้งนั้น และดินแดนของเราเรามีการสถาปนาชัดเจนอยู่แล้วว่าตรงไหนเป็นของเราใช้แผนที่มาตรา 1:50000 มาโดยตลอด สุดท้ายคือต้องพยายามไปให้ถึงจุดที่ไม่มีใครอยากจะปะทะ แต่เราต้องปะทะเพื่อหยุดปะทะ“ นายกฯ กล่าว

จากนั้นพิธีกรถามว่าตอนนี้ใกล้แล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ถ้าในเรื่องของการเข้ายึดพื้นที่ พร้อมพยักหน้าและตอบว่า “อืม” 

พิธีกรถามอีกว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนนายกฯลอยตัวไม่ตัดสินใจ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อให้อยากจะลอยก็ลอยไม่ได้ จะพยายามวิ่งไปไหนเดี๋ยวก็มีคนเกี่ยวกลับเข้ามา ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่สุดท้ายความรับผิดชอบต่อของประเทศนี้ มันอยู่ที่รัฐบาลอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจไปรบอย่างไร มันไม่ใช่ การตัดสินใจของตน แต่การตัดสินใจในเรื่องของการสนับสนุน ฝ่ายความมั่นคงให้ดำเนินการอย่างไร เป้าหมายเป็นอย่างไรจะต้องมีการสนับสนุนทั้งงบประมาณ ทั้งกำลังพลและการสนับสนุนอยู่ข้างหลังอย่างไร โดยกรอบจะต้องมาจากรัฐบาลและมีการประชุมหารือร่วมกันกับสภาความมั่นคง(สมช.)ตลอดเวลา 

พิธีกรถามต่อว่าคิดอย่างไรที่บางฝ่ายบอกว่ากัมพูชาอาจจะต้องการเบี่ยงเบน เพราะกำลังมีการยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินบุคคลใกล้ชิดของเขาที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ จึงยั่วยุเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น เพื่อทำให้ เรื่องสแกมเมอร์หายไปเป็นเรื่องไทย-กัมพูาแทน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่หายหรอก เรารู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการอะไร แต่ตนคิดว่าเขาต้องการเบี่ยงเบนประเด็นในเรื่องการมีวัตถุ มีทุ่นระเบิดในพื้นที่ตรงนั้นเยอะไปหมด เพราะเขาไม่ใช่ประเทศที่จะใฝ่หาสันติอยู่แล้ว

นายอนุทิน ชี้แจงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่า ทุกฝ่ายทั้งนายโดนัลด์ ทรัมป์  นายอันวาร์ อยู่ต่างประเทศเวลาพูดคุยเขาต้องฟังแต่รายงานบอกว่าไม่มีทุ่นระเบิด ทุ่นระเบิดเก่า แต่ฟังรายงานใคร ตนไม่ทราบ  แต่ตอนลงพื้นที่ไปเห็นกับตา ตรงนี้เวลามาพูดก็ต้องถูกหักล้างโดยคนที่เห็นหน้างานจริง โดย วันที่พูดคุยกับนายนายโดนัลด์ ทรัมป์  เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ท่านก็บอกว่าเราตอบโต้แรงไปด้วยซ้ำ และสาสมแล้ว ตนบอกว่า เดี๋ยวจะส่งรูปและวิดีโอคลิปที่ยิงจรวด BM-21 ไปให้ ถามว่าใครแรงกว่าใครมันพิสูจน์ได้ด้วยสิ่งที่มันเกิดขึ้น

“เวลาคุยกับผู้นำต่างชาติตั้งแต่มีเรื่องอังเคิล ผมก็ไม่กล้าเวลาคุยกับผู้นำต่างชาติ ผมต้องมีประจักษ์พยานด้วย พูดจริงๆ ไม่งั้นเดี๋ยวก็หาว่าแต่งเรื่องเองหรือเปล่า ผมไม่กล้า เดี๋ยวจะเป็นปัญหาเราก็ต้องเปิดเผย ย้ำว่าไม่ได้มีการพูดว่าให้หยุดยิงเวลา 4 ทุ่มคืนวันนั้น เขาก็พูดว่าให้หยุดแต่ในทางปฏิบัติอยู่ดีๆบอกว่า 4 ทุ่มหยุดกำลังจะตะลุมบอลกันอยู่ ความจริงแล้วคนที่บอกจะหยุดหรือไม่หยุดเป็นคู่กรณีกัน ผมก็ได้ยืนการกับเขาไปบอกว่าให้ไปบอกฝั่งโน้น ท่านโดนัลด์ ทรัมป์  ท่านอันวาร์  ท่านเป็นบุคคลที่ 3 ท่านจะบอกว่ายิงต่อไปไม่ได้หรอก ท่านต้องบอกหยุดยิงอย่างเดียว หยุดสู้รบและท่านก็ไม่ได้คาดคั้น มันบอกไม่อยากให้มีสงครามท่านหยุดสงครามมาแล้วท่านมีมิชชัน ของท่านที่ไม่อยากให้เกิดการสู้รบกันถามว่าท่านก็พูดถูกหมด ท่านอันวาร์บอกว่าอนุทินคุณก็เพื่อนผม ท่านฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ก็เพื่อนผม ผมไม่ต้องการเห็นเพื่อนทะเลาะกัน ท่านก็พูดถูกต้องหมด แต่ประเทศไทยก็ต้องบอกว่าท่านต้องไปบอกคนที่มาตีเราก่อนให้หยุด เราจะได้ไม่ต้องตอบโต้แล้วมานั่งคุยกัน เราคุยกัน 3-4 ครั้งแล้ว ก่อนที่ผมจะเข้ามาและผมยอมไปทำปฏิญญา สำหรับผมการปฏิบัติโคตรง่ายเลย 4 ข้อไม่ได้ยากเลยไม่มีอะไรที่ต้องคิดมาก ท่าเยอะหรืออะไรเยอะเลย” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้บอกนายโดนัลด์ ทรัมป์  นายอันวาร์ ให้ไปพูดกับกัมพูชา เรื่องหยุดยิง ซึ่งตนได้พูดไปชัดเจน และท่าทีของนายโดนัลด์ก็ไม่ได้มีอาการกดดันอะไร  ตนขอสรุปง่ายๆ เราลงนามกับกัมพูชา เราปฏิบัติครบ 4 ข้อ กัมพูชาปฏิบัติไม่ครบ อาวุธทั้งหลายคุณเล็งมาใส่ ต้องเอาออกไปให้หมดตนไม่ใช่ว่าตึงทั้งหมด ตนไม่ได้อยากรบ และไม่ต้องการรบ รบทุกวันก็เสียหายทุกวัน เรามีเรื่องกันก็ต้องเจ็บทั้งคู่ประชาชนเกี่ยวข้องมีชีวิตทหารและชีวิตผู้คนทั้ง 2 ประเทศ ไม่ใช่ว่าเราอยากเห็นคนไทยปลอดภัย แต่เราอยากเห็นประชาชนฝั่งตรงข้ามไม่อยากให้เขาเป็นอะไรเลย ถามว่าตนสบายใจไหมตนไม่สบายใจ โดยเฉพาะเรื่องชีวิตของคนแต่ว่าในเรื่องของประเทศของอธิปไตยมันมีหน้าที่ที่เราจะต้องดำเนินการ ไม่มีหัวหน้ารัฐบาลชุดไหนที่อยากจะให้เกิดการสู้รบ ตนได้พูดกับนายกฯอันวาร์บ่อย มีความสนิทสนมมากกว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ท่านโทรศัพท์หา ถ้าตนมีอะไรด่วนก็โทรศัพท์หาท่านและรับสายตนทุกครั้ง นายกฯอันวาร์ เข้าใจประเทศไทย

”ณ ตอนนี้ เรายังไม่ได้รับการติดต่อโดยตรงจากคู่กรณีของเรา(ฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา) และวันนี้ทำไมเราต้องยอม เราไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเรามีปฏิญญาอยู่มันชัดเจน คุณต้องไปบอกเขา ถ้ากลับเข้ามาต้องมาในบริบทที่ประเทศไทยรู้สึกปลอดภัยแล้ว เราไม่ได้ต้องการที่จะมีเรื่องมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าประเทศไหน เขาเป็นคนผิดสัญญา นอกจากคุณเบี้ยวแล้ว คุณยังทุบผมต่อ เรื่องการเรียกร้องให้นำดาวเทียมมาตรวจสอบว่าใครเป็นคนยิงก่อนนั้น คุณเป็นใคร คุณมีสิทธิ์อะไรเอาดาวเทียมมาจับการปฏิบัติการทางทหารของประเทศผม การเอาดาวเทียมมาจับต้องการให้เห็นว่าเราตอบโต้แรง มันมีหรือทะเลาะกัน พอคุณยิงใส่ผมไม่เป็นอะไร เราไม่ได้เริ่มก่อน ถ้าจะดีกันต่างคนต่างถอยมันง่ายกว่า และผมว่ามันคงจะไม่ไปถึงวันเลือกตั้งหรอก ไม่มีใครอยากขัดแย้ง ทุกวันที่มีความขัดแย้งความเสียหายเกิดขึ้น“นายอนุทิน กล่าว

เกลือจิ้มเกลือ อดีตสว.แนะ ใช้อาวุธที่ยึดได้ซัดกลับเขมร

เกลือจิ้มเกลือ อดีตสว.แนะ ใช้อาวุธที่ยึดได้ซัดกลับเขมร

เกลือจิ้มเกลือ อดีตสว.แนะ ใช้อาวุธที่ยึดได้ซัดกลับเขมร

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.15 น.

15 ธ.ค. 68 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “#ดาบนั้นคืนสนอง #สงครามไทยกัมพูชา

ข้อเสนอให้ใช้ GAM-102LR อาวุธร้ายแรงที่ยึดจากทหารเขมรจัดการกองทัพเขมร 

#จัดไปอย่าให้เสียของ

แม้หลายฝ่ายกำลังตรวจสอบว่า ระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังแบบ GAM-102LR ที่ยึดมาจากฐานทหารกัมพูชาที่เนิน677 เป็นอาวุธอานุภาพทำลายล้างร้ายแรงเพิ่งผลิตในปี2025 ราคาแพงมหาศาล  ผลิตจากจีนหรือชาติอื่นนี้ มาอยู่ในมือทหารเขมร
ได้อย่างไร ?

ผู้มีหน้าที่ก็คงต้องสอบถามติดตามหาคำตอบจากจีนกันต่อไป เช่นเดียวกัน ทหารเขมรยังอาจมีทุ่นระเบิด โดรนพลีชีพ เครื่องยิงลูกระเบิด BM21 PHL03 รถถัง ปืนใหญ่ เครื่องบิน และอื่นๆ
ที่ได้มาจากจีน รัสเซีย ยูเครน สหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง ที่เรายังไม่รู้อีกก็เป็นได้ 

ผมขอเสนอให้ละเรื่องนี้ไว้ก่อน ในทางความสัมพันธ์ทางการทูตในทางการทหารก็ว่ากันไป

แต่สำหรับอาวุธอานุภาพร้ายแรงที่ทหารไทยยึดได้นี้ ทหารไทยควรนำมาใช้เป็นประโยชน์ทันที
ด้วยการใช้ยิงถล่มเป้าหมายของศัตรูให้สิ้นซาก
 เช่น รถถัง รถหุ้มเกราะ คลังแสง ฐานที่มั่นทางทหาร BM21 PHL03 สนามบิน รังสแมเมอร์ ฯลฯ

เชื่อว่า ทหารไทยหลายคนคงเคยฝึกใช้มาแล้ว น่าจะเรียนรู้ ไม่ยาก ใช้จัดการเป้าหมายอริราชศัตรู แล้ว อย่าลืมบันทึกคลิปวิดิโอ เผยแพร่ให้ทราบด้วยนะครับ ประเทศที่เขาบริจาคหรือขายให้มา จะได้ชืื่นชมผลงาน และไม่ผิดกฎบัตรสหประชาชาติในการรบใดๆแน่นอนครับ

#ใครเห็นด้วยยกมือขึ้นครับ

สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
15 ธค 2568 

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

@ข้อมูล
จากรายงานข่าวว่า ทหารไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถียุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR 
จากทหารกัมพูชาบนเนิน 677 ได้เป็นจำนวนมาก 

ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นอาวุธที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีนี้ 
และถือเป็นการค้นพบอาวุธหนัก
และทันสมัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในแนวรบ

นอกจากนี้ระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถีแบบ GAM-102LR ยังได้รับแรงบันดาลใจจากระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี FGM-148 Javelin ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

GAM-102LR ผลิตโดยบริษัทอาวุธชั้นนำของประเทศจีน ชื่อ Poly Defense ในเครือ Poly Technologies และถูกเปิดตัวครั้งแรกภายในงานนิทรรศการอาวุธยุทโธปกรณ์ EDEX ประจำปี 2025

สำหรับ GAM-102LR ถูกจัดให้เป็นขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านยานเกราะ (ATGM) รุ่นที่ 5 แต่ละลูกมีนํ้าหนัก 52 กิโลกรัม (5th Generation Multi-Purpose Ultra Long-Range Precision Guided Anti-Tank Missile System) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-10X 

พิสัยระยะทำยิงสูงสุดประมาณ 6-10 กิโลเมตร

GAM-102LR เป็นอาวุธหลายวัตถุประสงค์ (Multi-purpose weapon) ที่มีมีหัวนำวิถีขั้นสูง (Advanced homing head) และมีความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถใช้ยิงได้ในโหมด Lock-on-After-Launch (LOAL) และ Man-in-the-Loop เพื่อการเลือกเป้าหมายใหม่กลางอากาศ

ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถีในปัจจุบันมีศักยภาพในการโจมตีที่หลากหลาย โดยสามารถนำไปใช้ยิงเป้าหมายอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ฐานที่มั่นทางทหาร, ยานเกราะ, บ้านเรือน, และเรือรบ ฯลฯ ซึ่งหมายความว่า ขีปนาวุธเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การใช้งานกับรถถังเท่านั้น แต่สามารถใช้โจมตีได้ทุกเป้าหมายที่อยู่ในพิสัย

รายละเอียด อ่านเพิ่มเติมได้ที่ > https://www.meddeftech.com/en/solutions/gam-102lr

https://www.facebook.com/share/p/1DDjy8eA1N/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/p/17ekXyiM98/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/p/1JueCgo8ap/?mibextid=wwXIfr

ทภ.2 ขอความร่วมมือ งดไลน์ งดโพสต์ งดแชร์ อันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน

ทภ.2 ขอความร่วมมือ งดไลน์ งดโพสต์ งดแชร์ อันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน

ทภ.2 ขอความร่วมมือ งดไลน์ งดโพสต์ งดแชร์ อันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.51 น.

15 ธ.ค. 68 กองทัพภาคที่ 2 แชร์ภาพขอความร่วมมือ โดยในภาพระบุข้อความว่า “งดไลน์ งดโพสต์ งดแชร์ ไมง่ต้องรีบแจ้งลงสื่อ การปฎิบัติการทหารยังไม่จบ การบอกลักษณะพื้นที่เฉพาะเจาะจง/พื้นที่จำกัด ยิ่งสร้างอันตรายให้กับผู้ปฎิบัติงานในพื้นที่”

โดยระบุข้อความว่า งดไลน์ งดโพสต์ งดแชร์ “การปฏิบัติทางทหารยังไม่จบ อันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน”

ชูวิทย์ เหลืออดฟาด ธนาธร เด็กเสียนิสัย วาดฝันขอได้เกิน 250 ส.ส.

ชูวิทย์ เหลืออดฟาด ธนาธร เด็กเสียนิสัย วาดฝันขอได้เกิน 250 ส.ส.

ชูวิทย์ เหลืออดฟาด ธนาธร เด็กเสียนิสัย วาดฝันขอได้เกิน 250 ส.ส.

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.57 น.

วันนี้ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับกรณีข้อพิพพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ จากการเปิดฉากยิงโจมตีของทางฝั่งกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทย ทำให้ทหารไทยจำเป็นต้องยิงตอบโต้กลับไปตามสมควร จนแนวรบลุกลามบานปลายไปหลายจุดจากการระดมกำลังของฝั่งทางทหารกัมพูชาที่ต้องการยึดพื้นที่

โพสต์ดังกล่าวทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากถึงโพสต์ของนาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่มีต่อสถานการณ์บ้านเมืองไทยอยู่ในขณะนี้

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

“หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้“

นี่คือสิ่งที่คุณธนาธรเข้าใจผิดอย่างมาก

หากคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น

นอกจากสงครามจะยังเกิดเหมือนเดิมแล้ว สถานการณ์จะบานปลายยิ่งกว่าเก่า

ไทยจะเสียดินแดนให้กับ “จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน”

ทำไมผมกล่าวเช่นนั้น ลองฟังเหตุผล

เทียบกันระหว่าง พิธา กับ ฮุนเซน ปอนด์ต่อปอนด์ เหมือนเอามวยรุ่นไลท์เวท ไปขึ้นเวทีชกกับรุ่นเฮฟวีเวท

ไม่ใช่คุณพิธาไม่เก่ง แต่องค์ความรู้ ประสบการณ์ห่างชั้นมาก

จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน อยู่ในสนามรบตั้งแต่คุณพิธายังไม่ได้ตั้งไข่

ฮุนเซนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่อายุ 27 ปี

ไม่ยึดถืออุดมการณ์สุดโต่งแบบคุณธนาธร คุณพิธา คุณเท้ง แห่งพรรคประชาชน

ฮุนเซนเติบโตเป็นนักการเมืองสายปฏิบัติ ยอมเจรจาปรับตัวต่อรอง

เป็นนักรบจนเสียตาไป 1 ข้าง ผ่านประสบการณ์หลากหลายเจียนอยู่เจียนตาย

จนต้องไปพึ่งเวียดนามเพื่อให้ได้ชัยชนะ

ฮุนเซนเป็น “สายปฏิบัติ“ ไม่ใช่ “สายอุดมคติ” อย่างพรรคประชาชน

พรรคประชาชนเป็นการเมืองแบบที่ไม่ปรับตัว ยึดถือความคิดตัวเอง ตรงๆ ทื่อๆ ไม่รู้จักชั้นเชิงการเมือง

เล่นเกมการเมืองในประเทศที่ไม่มีใครเล่นด้วย แต่เป็นเกมที่ต้องเล่น ทำให้พรรคประชาชนโดดเดี่ยวไม่มีใครเอาด้วย

พรรคประชาชนต้องรู้จักระบบการเมืองไทยให้ดี และต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง

ไม่สามารถพลิกฟ้าด้วยฝ่ามือ

แม้เข้าใจแนวทางอุดมการณ์ของพรรค แต่เมื่อเกมการเมืองมีคู่แข่งขันที่พลิกแพลงมาก มีประสบการณ์ เจนจัดกับระบบ

การที่พรรคประชาชนจะยึดถือความตรงไปตรงมา เป็นสิ่งดีที่จะใช้กับประชาชน

แต่กับระบบการเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ได้

หากขาดความแหลมคม เล่ห์เหลี่ยมที่จำเป็นต้องใช้ในการเจรจาต่อรอง

ยิ่งเป็นช่วงสงครามถูกรุกรานอธิปไตย ต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าว

ปกป้องดินแดน ยึดพื้นที่ให้ได้มาก การเจรจาถึงจะได้เปรียบ

ไม่ได้หิวสงคราม เพราะไทยไม่ได้ก่อ แต่เหตุมาจากฮุนเซนเสียผลประโยชน์ในเรื่อง “สแกมเมอร์”

มันไม่ใช่การค้าที่ตรงไปตรงมา จะได้ “วินวินกันทั้งสองฝ่าย“

แต่ต้อง “เราวินเพื่อสั่งสอนจิ้งจอกเฒ่าสารพัดพิษฮุนเซนรู้ว่าไทยทันเกมของฮุนเซน“

การเป็นผู้นำประเทศได้จึงต้องมากประสบการณ์ รู้จักทั้งบุ๋นและบู๊ รู้จักระบบ รู้จักใช้คนเข้ากับสถานการณ์

ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมาก ที่หากคุณพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์จะไม่ใช่ที่คุณธนาธรบอกว่า

“จะไม่มาถึงจุดนี้เด็ดขาด”

แต่กลับจะเลยจุดออกทะเลไปไกล เพราะความด้อยประสบการณ์ทางการเมือง

แม้แต่เวทีในประเทศยังยอมถูกหลอก

หากเป็นเวทีระหว่างประเทศแม้จะพูดภาษาอังกฤษเก่ง

แต่ในเวทีโลกภาษาไม่ได้เกี่ยวข้อง มันอยู่ที่กึ๋น หรือประสบการณ์มากกว่า

นี่คือสิ่งที่คุณพิธา หรือพรรคประชาชนไม่มีเอาเสียเลย

หากจะเรียกว่าเป็น “ละอ่อนทางการเมือง“ ก็ว่าได้

จากการพลาดแล้วพลาดอีกตั้งแต่ต้นจัดตั้งรัฐบาลยันยุบสภา

ต้องตอบว่าเพราะอะไรที่พรรคประชาชน ที่ได้คะแนนเสียงมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง ถึงไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล กลับถูกเบี้ยวแล้วเบี้ยวอีก

แม้โอกาสมาอยู่ต่อหน้า แต่ด้วยความซื่อไปเชื่อใจคุณอนุทินที่มีคนกำกับการแสดงบงการอยู่เบื้องหลัง

ที่สำคัญคือความดื้อรั้น มั่นใจในตัวเอง ที่มีมากเกินไปจนไม่ฟังใคร

ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างพรรคประชาชนของคุณธนาธร จะทำให้พังตั้งแต่ต้นยันจบ

คุณธนาธรคงจำในสิ่งที่พูดเองเมื่อไม่นานนี้กรณี “เขากระโดง” และ “ฮั้ว ส.ว.” ได้ดี

หรือกระทั่งตอนโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ แล้วหวังจะให้พรรคภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญให้ภายใน 4 เดือน

แล้วป่านนี้มันได้เป็นอย่างที่คุณธนาธรพูดเอาไว้ไหม?

ทั้งที่ใครต่อใครก็เตือนไว้ว่า ไม่มีใครทำการเมืองแบบนี้

แต่คุณวิโรจน์ยืนยันเองว่า “ทำการเมืองแบบซื่อๆ ตรงไปตรงมา”

แล้วคุณอนุทินเขาตรงๆ ซื่อๆ กับพรรคประชาชนหรือไม่?

อย่างน้อยประสบการณ์อย่างนี้ ได้สอนอะไรให้พรรคประชาชนได้บ้าง

ผมมิได้มีเจตนจะดูถูก ลิดรอนสิทธิ ความคิด ความเชื่อมั่น ของพรรคประชาชนแต่อย่างใด

เพียงแต่ความคิดของผู้นำจิตวิญญานอย่างคุณธนาธร มิได้มีผลดีใดๆ กับประเทศชาติ ประชาชน

จึงจำเป็นต้องกระตุกไม่ให้เสียนิสัย

แม้อุตส่าห์จัดอีเว้นท์ขอโทษประชาชนที่ทำผิดพลาด

แต่ยังวาดฝันขอได้เกิน 250 ส.ส. เป็นพรรคเดี่ยวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอีก

คิดแบบนี้นี่ไงถึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า

“ไม่ใช่ขอโทษ แต่กลับขอโอกาสเพิ่มมากขึ้นอีก”

ที่ขอโทษก็ไม่ทราบว่าขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ

หรือขอโทษที่ไปหลงเชื่อคารมคมหอกของพรรคภูมิใจไทย?

เมื่อทำพลาด ประชาชนให้ส้มไปมากในคราวเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เกินที่พรรคประชาชนจะคาดหวัง

ยังเขวี้ยงส้มตกพื้น

แล้วครั้งนี้จะยังมาขอส้มเพิ่มมากกว่าเดิมอีก

ผู้ใหญ่จะเรียกเด็กอย่างนี้ว่า “เด็กเสียนิสัย“ ครับ

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

รบ.เร่งฟื้นฟู‘สงขลา’ เก็บขยะได้1.18แสนตัน

รบ.เร่งฟื้นฟู‘สงขลา’  เก็บขยะได้1.18แสนตัน

รบ.เร่งฟื้นฟู‘สงขลา’ เก็บขยะได้1.18แสนตัน

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐบาลเร่งฟื้นฟู “สงขลา” ลุล่วง!เก็บขยะแล้ว 1.18 แสนตัน-ทำความสะอาดถนน 394 กิโลเมตร

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 นายภราดร  ปริศนานันทกุล รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ จ.สงขลา หลังประสบอุทกภัยรุนแรง ว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ส่วนหน้า) ว่าการดำเนินการลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยได้มีการแบ่งกำลังการปฏิบัติงานออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 รับผิดชอบโดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย โซนที่ 2 โดยกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 4) โซนที่ 3 โดยกระทรวงมหาดไทย และโซนที่ 4 โดยกระทรวงคมนาคม รวมถึงได้รับความร่วมมือจากภาคประชาสังคมในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้ นับถึงคืนวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา สามารถขนย้ายขยะไปกำจัดได้แล้วกว่า 1.18 แสนตัน และดำเนินการทำความสะอาดถนนรวมระยะทางกว่า 394 กิโลเมตร ส่งผลให้ประชาชนทั่วพื้นที่ จ.สงขลา กลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

นายภราดร ยังกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ กองทัพ ภาคประชาสังคม ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูจังหวัดสงขลาอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่า หลังจากนี้นอกจากการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านมาตรการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไปแล้ว จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะเข้ามาสนับสนุนการประชาสัมพันธ์และสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้ อ.หาดใหญ่ และ จ.สงขลา กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

โพลชี้‘อนุทิน’เต็ง ผู้นำจัดตั้งรัฐบาลใหม่

โพลชี้‘อนุทิน’เต็ง  ผู้นำจัดตั้งรัฐบาลใหม่

โพลชี้‘อนุทิน’เต็ง ผู้นำจัดตั้งรัฐบาลใหม่

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจประชาชน ให้ความสำคัญเรื่องปากท้องสูงสุด “อนุทิน” ยังเต็ง 1 ผู้นำพรรคใหญ่จัดตั้งรัฐบาล ส่วนสวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจประชาชนมองการเมืองไทยตลอดปี’68 แย่ลง

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “สำรวจพรรคใหญ่กับพรรคใหม่” จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 1,435 ตัวอย่างเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม 2568 ภายหลังการประกาศยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริบททางการเมืองไทย ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนทั้ง “ความต้องการเร่งด่วนของประชาชน” “ความตั้งใจจะไปเลือกตั้ง” “ความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่” และ “การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองเปิดใหม่ในฐานะม้ามืดเชิงนโยบาย” อย่างชัดเจน มี 5 หัวข้อหลักสำคัญ

1.ความต้องการเร่งด่วนของประชาชน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ การค้าขาย ธุรกิจ และการทำมาหากิน คิดเป็นร้อยละ 81.9 สะท้อนว่ามิติทางเศรษฐกิจฐานรากยังคงเป็น “โจทย์หลัก” ของสังคมไทยหลังการยุบสภา รองลงมาคือ การยุติความขัดแย้งและการสู้รบชายแดนโดยเร็ว ร้อยละ 80.5 ซึ่งสะท้อนความกังวลด้านความมั่นคงและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ขณะเดียวกัน ประชาชนยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามสแกมเมอร์และมิจฉาชีพ ร้อยละ 66.7 ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 65.3 และความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 62.4 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าประชาชนมองปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

2.ความตั้งใจไปเลือกตั้ง พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 74.3 ระบุว่า ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 5.8 ระบุว่า ไม่ไป และร้อยละ 19.9 ยังไม่แน่ใจ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การเมืองไทยจะเผชิญความผันผวน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมอง “การเลือกตั้ง” เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจซึ่งเกือบ 1 ใน 5 ของผู้ตอบทั้งหมด ถือเป็น “กลุ่มชี้ขาด” ที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

3.พรรคการเมืองขนาดใหญ่ พบว่าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการระบุสูงสุด ร้อยละ 14.4 รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.0 และพรรคประชาชน ร้อยละ 9.9 ขณะที่พรรคอื่นๆ รวมกันร้อยละ 11.5 อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจไม่ชอบพรรคใดหรือไม่ระบุ มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 52.2 ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด สะท้อนว่า แม้พรรคใหญ่ยังคงนำในเชิงความนิยม แต่ “ฐานเสียงที่ยังลังเล” ยังคงเปิดกว้าง และการแข่งขันทางนโยบายยังไม่ปิดเกม

4.ผู้นำพรรคใหญ่กับการจัดตั้งรัฐบาล พบว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการคาดหมายสูงสุด ร้อยละ 30.1 รองลงมาคือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 17.8 และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร้อยละ 14.4 ขณะที่กลุ่มอื่นๆ หรือไม่ตอบ มีสัดส่วนร้อยละ 37.7 ผลดังกล่าวสะท้อนภาพ “เต็งหนึ่งหลังยุบสภา” ของนายอนุทินอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ตัวเลขกลุ่มอื่นๆ ที่ยังสูง สะท้อนว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรอดูทิศทางการเมืองและการนำเสนอนโยบายในช่วงหาเสียง

5.พรรคการเมืองเปิดใหม่ พบว่า สโลแกน “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ของพรรคปวงชนไทย มีนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรค ได้รับความชอบสูงสุดมาเป็นม้ามืดในนโยบายพรรคการเมืองเปิดใหม่ โดยการตอบครั้งที่ 1 อยู่ที่ร้อยละ 48.5 และเพิ่มเป็นร้อยละ 51.7 ในการตอบครั้งที่ 2 รองลงมาคือ สโลแกน “ต้องทำเมกะโปรเจกต์ นิคมการเกษตร พลิกเศรษฐกิจ” ของพรรคเศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งได้ร้อยละ 47.3และ48.2ตามลำดับ และ “ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” ของพรรคไทยก้าวใหม่ ของศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้ร้อยละ 39.6 และ37.8

ด้าน“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การเมืองไทยในปี 2568” กลุ่มตัวอย่าง 1,194 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมองภาพรวมการเมืองไทยตลอดปี 2568 แย่ลง ร้อยละ 55 53 โดยเรื่องที่ทำให้รู้สึกกังวลใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง คือการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว ร้อยละ 67.59 เมื่อพิจารณาความเห็นต่อพรรคการเมืองไทย พบว่ากลุ่มตัวอย่างมองว่าพรรคการเมืองยังเน้นทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประชาชน ร้อยละ 59.05 จากการทำงานของพรรคฝ่ายรัฐบาลตลอดปี 2568 สิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริงร้อยละ 56.28 ส่วนพรรคฝ่ายค้าน คือการตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ร้อยละ 64.07

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง โดยมีปัญหาการจัดการภัยพิบัติและเศรษฐกิจเป็นตัวเร่งความกังวล ขณะที่ยังเห็นว่าพรรคการเมืองทำเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า และหากมีการเลือกตั้ง ปัจจัยขี้ขาดการตัดสินใจจะอยู่ที่ผลงานที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานของการบริหารประเทศ ทว่าตลอดปี 2568 ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นภาพไม่ชัด และอยากเห็นผลงานจริงมากกว่าการเล่นเกมการเมืองกันไปมา

ขณะที่ ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลของสวนดุสิตโพล ประชาชนมองการเมืองไทยตลอดปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 อับดับหนึ่งเห็นว่าแย่ลง แสดงให้เห็นว่าประชาชนอาจมีความเบื่อหน่ายหรือไม่ชอบบรรยากาศการเมืองที่เป็นอยู่ จากเหตุอุทกภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในประเทศโดยเฉพาะที่อ.หาดใหญ่ ประชาชนจึงรู้สึกกังวลใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองเรื่องนี้มากที่สุด ต่อมาประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าพรรคการเมืองยังเน้นทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าทำเพื่อประชาชนอันเป็นเครื่องเตือนใจว่าพรรคการเมืองควรหันมามองประชาชนให้มากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพให้ได้จริงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการให้พรรครัฐบาลทำมากที่สุด อันจะส่งผลต่อการเลือกตั้งเป็นเหตุให้นโยบายคนละครึ่งจึงค่อนข้างประสบความสำเร็จ การทำงานของฝ่ายค้านมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการให้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งฝ่ายค้านน่าจะทำได้ดีเพราะถึงขั้นรัฐบาลตัดสินใจยุบสภา

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568” สำรวจระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 6.28 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 3.88 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 3.12 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ร้อยละ2.28 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) , ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ , นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) , นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) , นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) , นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) , พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) , ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) , นายวราวุธศิลปอาชา (พรรคภูมิใจไทย) , นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) , นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)ร้อยละ 0.88 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ2 ร้อยละ 25.28 ระบุว่า เป็น พรรคประชาชน

อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่า เป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 ระบุว่า เป็น พรรคเพื่อไทย

อันดับ 5 ร้อยละ 9.92 ระบุว่า เป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 6 ร้อยละ 2.76 ระบุว่า เป็น พรรคเศรษฐกิจ

อันดับ 7 ร้อยละ 2.32 ระบุว่า เป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 ระบุว่า เป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9ร้อยละ 1.12 ระบุว่า เป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ1.36 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคประชาชาติ , พรรคไทยภักดี , พรรคโอกาสใหม่ , พรรคเพื่อไทรวมพลัง , พรรคกล้าธรรม , พรรคไทยก้าวใหม่ , พรรคชาติพัฒนา , พรรคเสรีรวมไทย และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) ร้อยละ0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘อนุทิน’ชัดเจน!ไทยเดินหน้าลุย ไม่มีแผนหยุดยิง เผย‘อันวาร์’แค่ขอให้ยุติยั่วยุ

‘อนุทิน’ชัดเจน!ไทยเดินหน้าลุย  ไม่มีแผนหยุดยิง  เผย‘อันวาร์’แค่ขอให้ยุติยั่วยุ

‘อนุทิน’ชัดเจน!ไทยเดินหน้าลุย ไม่มีแผนหยุดยิง เผย‘อันวาร์’แค่ขอให้ยุติยั่วยุ

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’ชัดเจน!ไทยเดินหน้าลุย ไม่มีแผนหยุดยิง เผย‘อันวาร์’แค่ขอให้ยุติยั่วยุ ‘ทรัมป์’ขู่เล่นงานผู้เกี่ยวข้อง ‘สีหศักดิ์’ตอกเขมรไม่จริงใจ

“ทรัมป์” ขู่เล่นงาน “ผู้เกี่ยวข้อง” หวัง “ไทย-กัมพูชา” เคารพข้อตกลง ยุติการเข่นฆ่า สร้างสันติภาพยั่งยืน  ด้าน กต. ซัดกัมพูชา ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ห้ามต่างชาติ-คนไทย เดินทางทางบก พร้อมเปิดสมรภูมิโซเชียลมีเดีย โดยการชี้แจงข้อเท็จจริงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ถูกบิดเบือน ผ่านทางเฟซบุ๊กสถานทูต 90 แห่งทั่วโลก ขณะที่‘อนุทิน’ เปิดคำแถลง‘อันวาร์’ ชัดเจน รัฐบาลไทยไม่มีแผน-ข้อตกลง‘หยุดยิง’ แต่เป็นข้อเสนอให้ยุติการยั่วยุ และไม่ได้ระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงร่วมกันแล้ว ด้าน‘สีหศักดิ์’ซัดเขมรไม่เคยจริงใจ ปากบอกพร้อมหยุดยิงแต่ก็ยิงใส่ไทยซ้ำๆ เสนอประชุม‘รมว.กต.อาเซียน’ ที่จาการ์ตา อินโตนีเซีย

หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้โทรศัพท์หารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไทย และ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อค่ำวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และโพสต์บนโซเชียลมีเดียของตนเองว่า ผู้นำไทย-กัมพูชาตกลงที่จะหยุดยิงและกลับสู่ข้อตกลงสันติภาพ ทั้งบอกด้วยว่าเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้กลับอย่างรุนแรง ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากในสังคมไทย ขณะที่ นายอนุทินและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ยืนยันว่า ระหว่างการหารือกับทรัมป์ ไม่ได้มีการพูดถึงการหยุดยิง แต่ได้มอบให้รัฐมนตรีต่างประเทศไปหารือกันต่อไป

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า โฆษกทำเนียบขาวร ะบุในแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวังว่าทุกฝ่ายจะเคารพและปฎิบัติตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้ในการลงนามข้อตกลงอย่างครบถ้วน และประธานาธิบดีจะดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็น เพื่อหยุดยั้งการสังหารและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน นายอนุทิน ให้คำมั่นเมื่อวันเสาร์ว่า จะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป จนกว่าเราจะมั่นใจว่าไม่มีอันตรายและภัยคุกคามใดๆ ต่อแผ่นดินและประชาชนไทยอีก“ผมขอชี้แจงให้ชัดเจน การกระทำของเราในเช้าวันนี้ได้พูดแทนทุกอย่างแล้ว” อนุทินโพสต์บนเฟซบุ๊กหลังจากที่ทรัมป์โพสต์ว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงทั้งหมด

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจสูงสุด ยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทุกรูปแบบ และงดเว้นการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมใดๆ รวมถึงการใช้กำลังหรือการเคลื่อนกำลังของหน่วยติดอาวุธไปข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 13 ธันวาคม พร้อมกับระบุว่า ได้ร้องขอให้มีการส่งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ซึ่งนำโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซีย ลงพื้นที่ชายแดน และรัฐบาลสหรัฐจะสนับสนุนเพิ่มเติมด้วยขีดความสามารถในการติดตามสถานการณ์ผ่านดาวเทียม เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันที่ 16 ธันวาคมนี้

ด้าน นายฮุน มาเนต ระบุบนเฟซบุ๊กเมื่อวันเสาร์ว่า เขายินดีต้อนรับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพ ให้มีการยุติการสู้รบตั้งแต่เย็นวันเสาร์เป็นต้นไป

รอยเตอร์ รายงานว่า เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอของมาเลเซีย อนุทินตอบว่า “ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับการหยุดยั้งสิ่งใดทั้งสิ้น” ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกล่าวระหว่างแถลงข่าวว่า ไทยจะให้ความร่วมมือกับ AOT แต่การหยุดยิงใดๆ จำเป็นต้องมีการเจรจากันก่อน เพราะเราไม่สามารถประกาศหยุดยิงได้ ในขณะที่การสู้รบยังคงดำเนินอยู่

กัมพูชาและไทยได้แลกเปลี่ยนการยิงอาวุธหนักในหลายจุดตลอดแนวชายแดนยาว 817 กิโลเมตร ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา นับเป็นการสู้รบที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่การปะทะกันนาน 5 วันเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยการสู้รบยังคงดำเนินต่อไปในวันที่ 14 ธันวาคม แม้ผู้นำทั้งสองประเทศจะได้หารือกับทรัมป์ และแม้ว่า ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชาจะบอกว่ายินดียุติการสู้รบในวันที่ 13 ธันวาคม ตามคำร้องขอของนายอันวาร์ก็ตาม

ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมการดูแลคนไทยที่ติดค้างในกัมพูชา ที่ต้องการเดินทางกลับประเทศไทยโดยยังติดขัดอยู่ที่ปอยเปต เนื่องจาก ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เสนอแนะให้รัฐบาลกัมพูชาระงับการเดินทางทางบก ของคนต่างชาติรวมถึงคนไทย ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศชัดเจน

“ขอยืนยันว่า ประเทศไทยปฏิบัติตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ให้ความร่วมมือและดําเนินการทุกสิ่งทุกอย่างสําหรับคนต่างชาติในประเทศไทย โดยเฉพาะคนกัมพูชาที่มีความชัดเจน ถึงแม้การเดินทางทางบกมีส่วนที่ติดขัดจากประกาศดังกล่าว ทางสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่พร้อมที่จะช่วยอํานวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางออกทางอากาศ โดยจะออกเอกสารฉุกเฉิน เที่ยวบินวันละ 1,000 ที่นั่ง จากเสียมราฐ” นางมาระตี กล่าว

ในส่วนของข้อมูลข่าวสารที่มีการบิดเบือนนั้น นางมาระตี ระบุว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตทั่วโลกของไทยได้ใช้ประโยชน์จากเอกสารที่ออกจากศูนย์แถลงข่าว ขึ้นเว็บไซต์เฟซบุ๊ก สถานทูต 90 แห่งทั่วโลก เพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนกับชาวต่างชาติและสื่อต่างประเทศ ถือเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งในโซเชียลมีเดีย ที่มีความจําเป็นที่จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเป็นภาษาอังกฤษ ระบุว่า Dear PM Anutin My statement #DID #NOT mention ceasefire  I merely said – my suggestion to cease any provocations from 10 pm. I didn’t say that both parties have agreed.

The above statement was sent to me from Prime Minister Anwar Ibrahim yesterday. This clearly proves that there was no plan nor agreement by Thai Government to ceasefire with our enemy as of 10 pm last night. Thailand stands firm with our determination to preserve, protect and defend integrity of our land and our people at all cost

โดยข้อความดังกล่าวแปลเป็นไทยได้ว่า “เรียน นายกรัฐมนตรี อนุทิน คำแถลงของผม #ไม่ได้ #กล่าวถึงการหยุดยิง ผมเพียงแต่กล่าวว่า – ผมเสนอให้ยุติการยั่วยุใดๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป ผมไม่ได้บอกว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว”

คำแถลงข้างต้นถูกส่งมาถึงผมจากนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม เมื่อวานนี้ ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไทยไม่มีแผนหรือข้อตกลงใดๆ ที่จะหยุดยิงกับศัตรูของเราตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของเมื่อคืนนี้ ประเทศไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงในความมุ่งมั่นที่จะรักษา ปกป้อง และพิทักษ์บูรณภาพของแผ่นดินและประชาชนของเราอย่างสุดกำลัง”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กับ รมว.การต่างประเทศเวียดนามว่า ทางเวียดนามก็รับทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เขาเห็นการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งตนก็ได้บอกไปว่าขึ้นอยู่กับฝ่ายกัมพูชา ที่เขาแสดงความพร้อมเมื่อไหร่ เพราะเมื่อวานก็เห็นได้ชัดว่ายังพูดถึงการหยุดยิง แล้ววันนี้เขาทำอะไร เขาก็ยิง BM-21 ข้ามมาฝั่งไทย ถูกพลเรือนของเราเสียชีวิต และบาดเจ็บหลายคน แบบนี้กัมพูชาพร้อมจะหยุดยิงหรือไม่

“เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะพูดเรื่องการหยุดยิง ต้องพูดกันแบบจริงจังด้วยความจริงใจ และเราอยากจะให้ฝ่ายสหรัฐอเมริกาที่อยากจะเห็นการหยุดจริง อยากเห็นสันติภาพกลับมา ก็ต้องเข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง เข้าใจความรู้สึกของคนไทย เข้าใจความรู้สึกของประเทศไทย อย่างที่ผมเรียนไปว่า ความกังวลนั้น เป็นความกังวลอย่างแท้จริง เหตุการณ์ทุ่นระเบิดก็เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เป็นอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นหากจะหยุดยิงต้องจริงใจต่อกัน พิสูจน์กันด้วยการกระทำ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่วถามว่า ล่าสุด นายอันวาร์ ชี้แจงกับนายอนุทิน เกี่ยวกับการหยุดยิง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ท่านพูดว่า อยากให้การยั่วยุทั้งหลายมีการยุติลง ท่านชี้แจงว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องการหยุดยิง

ถามต่อว่า หลังจากนี้ ที่กัมพูชายกระดับตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนเคยเรียนตลอดเวลาว่า ประเทศไทยก็อยากจะคุยอย่างจริงจัง ในประเด็นที่เป็นปัญหาระหว่างกันเพื่อหาทางออก แต่ถ้ากัมพูชาไม่พร้อมที่จะคุยสถานการณ์ก็ต้องเป็นแบบนี้ ตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่ามีสองเส้นทาง เส้นทางหนึ่ง คือ มีความขัดแย้งมากขึ้น มีความสูญเสียมากขึ้นทั้งสองฝ่าย อีกเส้นทางหนึ่ง คือ สันติภาพ มีการพูดคุยกัน ตนก็ยังรู้สึกว่าฝ่ายกัมพูชา ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าไปเส้นทางไหน เพราะฉะนั้นถ้ากัมพูชายังไม่ตัดสินใจ ประเทศไทยจะไปคนเดียวได้อย่างไร

ต่อข้อถามว่าจุดไหนที่ทำให้เราเชื่อมั่นว่ากัมพูชาพร้อมที่จะพูดคุย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า “ถ้าพูดถึงเรื่องการหยุดยิงก็หยุดยิงได้เลย ถูกหรือไม่ ไม่ใช่พูดถึงการหยุดยิง แล้วก็ยังยิง ซ้ำแล้วซ้ำอีก

สำหรับเรื่องที่จะมีการช่วยเหลือคนไทยจากกัมพูชากลับมาวันละ 1,000 ที่นั่ง นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าออกทางชายแดนไม่ได้ ตามจุดผ่านแดน โดยเฉพาะที่ปอยเปต อาจจะต้องใช้วิธีการให้เดินทางกลับด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งเรามีเที่ยวบินที่ไปเสียมราฐ ตนเข้าใจว่าวันละ 3 เที่ยวบิน ก็จะทยอยพาคนไทยที่ประสงค์จะกลับประเทศไทยผ่านทางอากาศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายอันวาร์จะให้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เราจะต้องมีการเตรียมตัวอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อันดับแรกเราพร้อมที่จะไป ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดได้หรือไม่ และขึ้นอยู่กับประเทศอื่นๆ ว่าพร้อมที่จะไปด้วยหรือไม่ คิดว่าเรื่องที่สำคัญแบบนี้ ต้องประชุมที่นั่นเลย การประชุมออนไลน์ไม่ทำให้สามารถคุยกันลงลึกอย่างแท้จริง ซึ่งเราก็มีความพร้อมที่จะไปพูดคุยในประเด็นที่เป็นปัญหาจริงๆ เบื้องต้นได้พูดคุยถึงวันที่ประเทศไทยสะดวก ซึ่งเร็วที่สุดจะเป็นวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เราก็พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ และได้ให้วันไป แต่ตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องวัน ยังต้องดูอีกที และอาจจะไม่ได้ไปประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเราได้เสนอให้ไปประชุมที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของสำนักเลขาธิการอาเซียน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กองทัพต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศช่วยชี้แจงประชาคมโลก ภายหลังตรวจพบสมุดจดบันทึกพิกัดการวางทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชานั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เราชี้แจงมาตลอดในทุกโอกาสและทุกเวทีก็นำประเด็นนี้ไปชี้แจง เช่น ในการประชุมรัฐสภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่นครเจนีวา ก็ได้พูดถึงกรณีที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดถึง 7 ครั้ง และได้เสนอในแง่ของถ้อยแถลง นำเสนอวิดีโอคลิปซึ่งทำมาในทุกเวที

เมื่อถามว่าการที่กัมพูชาเริ่มกลับมาโจมตีพื้นที่พลเรือน จะยกระดับการชี้แจงตอบโต้อะไรเพิ่มเติมมากกว่าการประณามหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายทหารในการดำเนินการ ซึ่งฝ่ายทหารรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ในส่วนการปฏิบัติการทางการทูตก็พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร การยกระดับอะไรต่าง ๆ คงเป็นเรื่องของฝ่ายทหาร

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวล ว่าท่าทีที่แข็งกร้าวของไทยจะทำให้นานาชาติมองไทยเป็นผู้เล่นที่ก้าวร้าว นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าเราก้าวร้าว เรามีท่าทีที่ปกป้องผลประโยชน์ และไม่ได้คิดว่าเราตั้งใจที่จะมามีท่าทีที่แข็งกร้าวเกินความจำเป็น ซึ่งเราต้องปกป้องผลประโยชน์ของเราอย่างเต็มที่อยู่แล้ว คงไม่ใช่ท่าทีที่ก้าวร้าว การที่ทหารไทยต้องสูญเสียขา แล้วเราออกมาแสดงท่าที่ที่เข้มแข็งในเวทีระหว่างประเทศ เป็นการก้าวร้าวหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ได้ก้าวร้าว”