ผบ.ทบ.ลั่นคำสั่งไม่เปลี่ยนแปลง เดินหน้ารบต่อ! บี้เขมรหยุดคุกคามเป็นปรปักษ์

ผบ.ทบ.ลั่นคำสั่งไม่เปลี่ยนแปลง  เดินหน้ารบต่อ!  บี้เขมรหยุดคุกคามเป็นปรปักษ์

ผบ.ทบ.ลั่นคำสั่งไม่เปลี่ยนแปลง เดินหน้ารบต่อ! บี้เขมรหยุดคุกคามเป็นปรปักษ์

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผบ.ทบ.ลั่นคำสั่งไม่เปลี่ยนแปลง เดินหน้ารบต่อ! บี้เขมรหยุดคุกคามเป็นปรปักษ์ รบ6วันเขมรดับ221นาย ยึดสำเร็จ4ที่หมายสำคัญ

กองทัพฉะเขมรไม่หยุดยิง-ส่งโดรนป่วนชายแดนไทยต่อเนื่อง ลั่นต้องจัดการกัมพูชาให้สิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ก่อนถึงจะเจรจากันจริงๆ ย้ำดำรง 2 เป้าหมาย “สถาปนาความมั่นคงชายแดน- ทำลายขีดความสามารถทางทหาร” ด้านทบ.เผยกัมพูชาดับ 221 นาย ทำลายอาวุธ-ยุทโธปกรณ์ได้อื้อ  ด้านทภ.2สรุปชายแดนตึงเครียดต่อเนื่อง ไทยโต้กลับตามสัดส่วนเขมรระดมโจมตี สุดท้ายทหารไทยยิงคลังกระสุน-ฐานบัญชาการทหารเขมรที่ปราสาทตาควายกระจุย ยึด 4 ที่หมายได้ตามผน ผบ.ทบ.ประกาศคำสั่งไม่เปลี่ยนแปลง เดินหน้ารบตามแผน สั่งทุกหน่วยทำลายขีดความสามารถทางทหารเขมรให้สิ้นซาก ที่จ.ตราดปะทะเดือดแต่เช้ามีด นาวิกโยธินยึดคืนพื้นที่บ้านสามหลังปักธงชาติไทยได้สำเร็จ เขมรพล่านยิงโจมตีเพื่อเอาคืนให้ได้

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริโฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงสรุปสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ทหารกัมพูชายังระดมอาวุธหนักยิงเข้ามาฝ่ายไทยไทยจําเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการปะทะและกฎหลักสากล

เขมรไม่หยุดยิง-ส่งโดรนป่วนตราด

โดยตั้งแต่ช่วงเวลา 22.00 น วันที่ (13 ธันวาคม)เป็นต้นมาจนถึงเช้าวันนี้ (14 ธันวาคม) พบโดรนของกัมพูชาแทรกซึมเข้ามา ไทยพยายามสกัดกั้นและตรวจสอบโดรนในพื้นที่จังหวัดตราด ซึ่งกองทัพเรือได้ป้องกันการลุกลามอธิปไตย ขณะที่เวลา 04.00 น.วันนี้กัมพูชายิงBM- 21 และปืนใหญ่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษต่อเนื่อง รวมถึงพื้นที่อื่นตลอดแนว ย้ำว่ากัมพูชาไม่ได้หยุดยิงตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ต้องจัดการเขมรให้หยุดคุกคามก่อนถึงคุย

พร้อมย้ำว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธการเจรจาหรือด้านการทูต แต่การดําเนินการช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถเจรจาได้ เพราะเขมรไม่พร้อมเจรจา และยังเป็นภัยคุกคาม เราต้องให้กัมพูชาสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ก่อน เพื่อจะนําไปสู่การเจรจาอย่างแท้จริงนอกจากนี้ไทยขอให้ประชาคมโลกเข้าใจบริบทสถานการณ์ในพื้นที่จริงเพื่อคุ้มครองพลเรือน ลดความตึงเครียด และเคารพอธิปไตยของรัฐ

ยึดปราสาทคนาได้100%-แฉเขมรขุดคูเลตใช้รบ

ด้านพ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกกล่าวเสริมว่า ภาพรวมปฏิบัติการ ทหารควบคุมพื้นที่ไว้แล้วยังไม่เปลี่ยนแปลงได้ขยายผลในหมายสําคัญปราสาทคนา จังหวัดสุรินทร์ ควบคุมเบ็ดเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจากการตรวจสอบพบกําแพงโบราณสถาน และมีภาพการขุดคูเลตที่ใช้รบ บ่งชี้ได้ว่ากัมพูชาเข้ามายึดพื้นที่ดินแดนไทยในบริเวณที่เป็นโบราณสถานเป็นที่ตั้งทางการทหาร ซึ่งผิดหลักสากล

ทหารเขมรตาย221-ทำลายฐานทหารได้51แห่ง

ส่วนความสูญเสียของกัมพูชามีดังนี้ฐานที่มั่นที่ตั้งทางทหาร 51แห่งBM-21 จํานวน 1ระบบ

รถถัง 10คันรถเกราะ-ยานเกาะ 9คันปตอ. 4 ระบบปืนใหญ่ปืนค. 7กระบอก แอนตี้โดรน 5จุดโดรน 68 ลํา

เสาสื่อสาร 3 จุดทหารกัมพูชาเสียชีวิตประมาณ221ราย

รองโฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า ทบ.ยังดํารงความมุ่งหมายการปฏิบัติการ 2 ประการคือ 1.สถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ํากลับคืนมาให้ได้ และ2.ทําลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่ชัดเจนแล้วว่าเข้าโจมตีและเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกําลังทหารและคนไทยให้หมดสิ้นสภาพทั้งกําลังพลยุทโธปกรณ์ ที่ตั้งทางทหาร และสิ่งสนับสนุน พร้อมยืนยันเป็นความมุ่งหมายที่ยังดํารงอยู่อย่างแน่นอน

ทร.ยึดคืนบ้านชำรากปักธงไทยสำเร็จ

นาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ที่กองทัพเรือได้รับมอบหมายพื้นที่บ้านชําราก จังหวัดตราด เป็นเป้าหมายหลักที่พยายามยึดคืนที่กัมพูชาถูกรุกล้ำมานาน ไทยโต้ตอบและยึดคืน ซึ่งช่วงเช้าที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศ (ทอ.) ทิ้งระเบิดปูทาง หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ใช้กำลังทหารราบเข้ายึดครองพื้นที่ และมีการตอบโต้จากกัมพูชาหนาแน่น แต่สุดท้ายก็สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่และเชิญธงชาติขึ้นสู่เสาธงได้สําเร็จแสดงอํานาจอธิปไตยในพื้นที่ของเรา

«ขอย้ำว่าจุดนี้เป็นอธิปไตยของไทยที่ถูกกัมพูชารุกรานตั้งแต่แรกไทยยึดคืนกลับมาจนถึงปัจจุบันยังมีการโจมตีโต้ตอบจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ลดหย่อนลง กัมพูชายังโจมตีกลับมา ไทยต้องดําเนินกลยุทธ์เพื่อจํากัดภัยคุกคามจากฝ่ายตรงข้ามต่อเนื่อง»นาวาเอกนรากล่าว และว่า หน่วยที่เข้าดําเนินกลยุทธ์ ในกองทัพเรือยังมีหลายหน่วยที่สนับสนุนภารกิจ ทั้งหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานรักษาฝั่ง กรมสรรพาวุธทหารเรือ รวมถึงหน่วยอื่น ประกอบกําลังเพื่อเข้าดําเนินกลยุทธ์พื้นที่ทางเป้าหมาย

แจงเคอร์ฟิวตราดเพราะเขมรก่อกวนหนัก

สำหรับการประกาศเคอร์ฟิวในจังหวัดตราด กองทัพเรือเข้าใจดีว่าส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีการก่อกวนจากฝ่ายกัมพูชาอย่างหนักในพื้นที่ชุมชนของประชาชนเองเพื่อความปลอดภัย จำเป็นต้องประกาศเพื่อให้เกิดความปลอดภัยประชาชนสูงสุด

ทั้งนี้หากมีประชาชนจำเป็นต้องออกจากเคหะสถานนอกเวลา สามารถขออนุญาตและชี้แจงเจ้าหน้าที่ได้ เราจะรับฟังและอํานวยความสะดวก ขอให้ยึดความปลอดภัยเป็นหลัก ขอให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่กองทัพเรือดําเนินการ รวมถึงทุกเหล่าทัพ เพื่ออํานาจอธิปไตยเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ชายแดนด้านทภ.2ตึงเครียดปะทะต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาประจำวันที่ 14 ธันวาคม เวลา 09.00 น.ว่าสถานการณ์ตั้งแต่เวลา 1800 น.วันที่ 13 ธันวาคมเป็นต้นมาถึงช่วงเช้าวันนี้ สถานการณ์ตามแนวชายแดนตึงเครียดต่อเนื่อง มีการปะตลอดทั้งคืน กัมพูชาเพิ่มระดับใช้กำลัง โดยเสริมปืนใหญ่ และจรวด BM-21 หลายพื้นที่ พร้อมตรวจพบ UAV และโดรน FPV ต่อเนื่อง ไทยตอบโต้เชิงรุกตามแผนอย่างเหมาะสม มุ่งทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาในจุดสำคัญ สามารถคุมสถานการณ์ได้ และกำลังพลฝ่ายเราส่วนใหญ่ปลอดภัยโดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

ไทยยิงคลังกระสุนเขมรที่ตาควายกระเจิง

1.พื้นที่ช่องคานม้า พระวิหาร และตามาเรีย อ.กันทรลักษ์จว.ศรีสะเกษตรวจพบการเสริมกำลังของกัมพูชา และโจมตีฝ่ายเราด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ค.,ปืนใหญ่ และ BM-21 ไทยยิงปืนใหญ่ทำลายเป้าหมาย รวมทั้งสามารถยิงทำลายรถบรรทุกของกัมพูชาได้ 1 คัน 2.พื้นที่ช่องคนา อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ กัมพูชาโจมตีฝ่ายเราด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ค.,ปืนใหญ่ BM-21 และอากาศยานไร้คนขับทั้งแบบทิ้งระเบิด และFPV ฝ่ายเราเสริมความมั่นคงในพื้นที่ และปฏิบัติตามแผนต่อไป

3.พื้นที่ปราสาทตาควาย อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ กัมพูชาโจมตีด้วย ค. ใส่ฝ่ายเรา ฝ่ายเรายิงตอบโต้ตามสถานการณ์ พร้อมใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ AGL ยิงทำลาย บก.ร้อย.1 พัน.ร.444 ของฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้คลังกระสุนของกัมพูชาเสียหายรุนแรง กำลังพลไทยปลอดภัย4.พื้นที่ปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก จว.สุรินทร์ กัมพูชาใช้พลซุ่มยิงปืนใหญ่ และจรวด BM-21 ยิงเข้าพื้นที่ฝ่ายไทย ไทยตรึงตลอดพื้นที่การวางกำลัง และตอบโต้ตามเหตุการณ์

รบ6วันไทยทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์เขมรได้อื้อ

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์สู้รบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สรุปปฏิบัติการต่อข้าศึกตั้งแต่วันที่ 8-13 ธันวาคมทำลาย รถถัง 10 คันโดรน 64 ลำ BM-21จำนวน 1 คันเสาแอนตี้โดรน 4 ต้นปตอ. 4 กระบอกระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุดรถบรรทุก 6 คันเสาสัญญาณ 1 ต้นปืนใหญ่ 1 กระบอก, ปืนครก 6 กระบอก และทหารกัมพูชาเสียชีวิต 181 ราย

ขณะที่ช่วงดึกวันที่ 13 ธันวาคม ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. สถานการณ์ยังตึงเครียด กัมพูชาใช้ ปืนใหญ่ โดรนพลีชีพ และจรวด BM-21 ควบคู่กับความพยายามแทรกซึมและเพิ่มเติมกำลังในบางพื้นที่ แต่ไทยยังสามารถควบคุมพื้นที่เดิม นอกจากนั้นยังยึดพื้นที่ยึดได้เพิ่มเติม และตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยันทภ.2เข้าคุมได้ครบทั้ง4ที่หมายตามแผน

การปฏิบัติสำคัญวันนี้ ไทยยึดควบคุมเนิน 677ช่องเปรอช่องระยีช่องปลดต่างพื้นที่ซำแต กำลังเสริมความมั่นคง ณ ที่หมายช่องคนา กำลังฝ่ายเราข้าควบคุมได้ครบทั้ง 4 ที่หมายตามแผน ใช้ระเบิดทำลายบันไดส่วนบน ฝ่ายกัมพูชาตอบโต้ด้วย จรวด BM-21 และ โดรนพลีชีพ สองฝ่ายยังตรึงกำลังอยู่บริเวณบันได

พื้นที่ปราสาทตาควาย กัมพูชาโจมตีฝ่ายเรา ด้วยปืนใหญ่, BM-21 และโดรนพลีชีพอย่างหนัก ไทยตอบโต้ด้วยอาวุธวิถีโค้ง และเครื่องบินทิ้งระเบิด สถานการณ์ยังไม่จบ ยังคงต้องรบต่อเพื่อความปลอดภัยขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ งดเดินทางกลับภูมิลำเนาให้พำนักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวต่อไป

พนมดงรักเดือด-เขมรยิงBM-21ตกบ้านคน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจ.สุรินทร์ ด่านอำเภอพนมดงรัก ยังน่าเป็นห่วง หลังเปิดฉากระดมยิงปะทะกันตั้งแต่เวลา 0.00 น. โดยทหารกัมพูชาระดมยิงปืนใหญ่เข้าที่ปราสาทตาควาย-คนา ช่องกร่าง และเนิน 350 ต.บักได อ พนมดงรัก หวังยึดพื้นที่คืน ก่อนใช้จรวด BM-21 ชุดแรกยิงใส่พื้นที่ปราสาทตาควาย เวลา 08.25 น. มีกระสุนตกพื้นที่พลเรือน ไร่นาชาวบ้านและวัดเขาโต๊ะ ตำบลบักได

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ต.บักไดเผยว่า ช่วงเช้าตรู่มีการปะทะกันหนักมาก

และตลอดทั้งวันเขมรยิงบีเอ็ม-21 เข้ามาฝั่งไทยเป็นระยะ ซึ่งฝ่ายไทยยิงโต้ตอบด้วยเช่นกัน

ผบ.ทบ.ยันรบตามแผนไม่เปลี่ยนแปลง

พลตรีวินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงถึงกรณีสังคมให้ความสนใจและมีข้อสงสัยประเด็นการหยุดยิงว่ากองทัพบกไม่เคยกล่าวถึงหรือมีแนวการปฏิบัติเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันกัมพูชายังใช้อาวุธหนัก จรวด BM-21เครื่องยิงลูกระเบิดและโดรนพลีชีพ โจมตีกำลังทหารไทยในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนต่อเนื่อง ถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยอย่างร้ายแรงโดยพลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ติดตามสถานการณ์และมอบแนวทางปฏิบัติเฉพาะส่วนใกล้ชิด ปัจจุบันยืนยันว่ายังไม่ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติการของหน่วยในพื้นที่การรบแต่อย่างใด ยังสั่งหน่วยทหารที่รับผิดชอบตลอดแนวชายแดน เดินหน้าปฏิบัติการตามแผนที่กำหนด พร้อมบูรณาการกับเหล่าทัพ และหน่วยงานอื่นเต็มที่

ลั่นมุ่งทำลายความสามารถทางทหารเขมร

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบกกำชับให้กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำกำลังพลเรื่องการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย ดำเนินกลยุทธ์ด้วยความรอบคอบ มุ่งสู่เป้าหมายหลักคือ มุ่งทำลายขีดความสามารถทางการทหารของกัมพูชา ทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมถึงองค์ประกอบสนับสนุนอื่นที่ส่งผลกระทบต่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ยืนยันว่ากองทัพบกไทยโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และการสถาปนาพื้นที่ เข้าควบคุมบริเวณที่เคยมีการรุกล้ำเขตอธิปไตยไทย

“กองทัพบกขอยืนยันในปฏิบัติการครั้งนี้ว่ายังดำเนินการต่อเนื่องจนกว่ากัมพูชาหยุดความเป็นปรปักษ์ หยุดโจมตีต่อกำลังทหารไทยและประชาชนพื้นที่ชายแดน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากำลังพลและยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก พร้อมตรึงกำลังการปฏิบัติ และตอบโต้ตามกฎการใช้กำลังตามแผนปฏิบัติการที่กำหนดและตามหลักกติกาสากล เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช และดูแลความปลอดภัยให้คนไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ”โฆษกกองทัพบกระบุ

ตราดปะทะเดือด-ทร.ยึดคืนพื้นที่บ้าน3หลังได้

สำหรับสถานการณ์สู้รบด้านตะวันออก พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ (โฆษก ทร.) เปิดเผยว่า วันนี้(14 ธันวาคม) กองทัพเรือโดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก,นย.ตราด) เปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของไทย บริเวณบ้าน 3 หลัง บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามรุกล้ำเข้ามาอยู่ในเขตดินแดนไทยปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เช้ามืด มีการปะทะกันอย่างหนักในพื้นที่ ภายใต้หลักการใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายสากล และการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญจนถึงเวลา 07.20 น. กองทัพเรือสามารถควบคุมและยึดพื้นที่ดังกล่าวได้แล้ว และขับไล่กองกำลังฝ่ายตรงข้ามออกจากพื้นที่ได้ทั้งหมด พร้อมดำเนินการปักธงชาติไทยในพื้นที่ เพื่อแสดงถึงการยืนยันอธิปไตยของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่บ้านหนองรีโดยรอบยังมีการปะทะกันเป็นระยะ จากการพยายามตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม กำลังของหน่วยนาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ควบคุมสถานการณ์ต่อเนื่อง ภายใต้หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อรักษาความมั่นคงของพื้นที่ และป้องกันฝ่ายตรงข้ามกลับเข้ามารุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทยอีก

คุมเข้มอ่าวไทยสกัดขนน้ำมัน-ยุทธปัจจัยเข้าเขมร

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีหนังสือด่วนจาก กองบัญชาการกองทัพไทย(บก.ทท.) และ ศูนย์บัญชาการทางทหาร (ศบท.)1.เพื่อให้การปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทยมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ที่ประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร (คบท.) เมื่อ 12 ธันวาคม 2568 มีมติดำเนินการต่อเรือไทย และ/หรือผู้ประกอบการไทยที่ไช้เรือไทยหรือเรือจดทะเบียนเรือสัญชาติอื่น ลำเลียงและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง หรือสินค้ายุทธปัจจัยไปกัมพูชาทางทะเล เพื่อเป็นการลิดรอบและลดศักยภาพ ขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามต่อประเทศไทย2.. ตามข้อ1. เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเรียบร้อยและทันสถานการณ์ บก.ทท./ศบท.ขอให้กห/ศบช.กห. พิจารณานำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุม สภา มช. โดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

2.1 เสนอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พิจารณากลไกภายใต้สมช.ให้หน่วยงานทางทะเลในศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กำหนดให้2.1.1. มีมติสมช. เรื่อง ประกาศมาตรการระงับการขนส่งน้ำมันเชื่อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยไปกัมพูชา2.1.2. ให้หน่วยงานใน ศรชล. ยกระดับมาตรการตามมาตรา 27 วรรค 2 และ 3 บูรณาการกลไกควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง เรือสนับสนุนทำงานประมง ทั้งในส่วนเรือไทย และผู้ประกอบการทางทะแล ที่เป็นเจ้าของเรือโดยตรงหรือทางอ้อมที่เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารกิจการกองเรือภาคการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศและมีพฤติการลักลอบลำเลียงและส่งออกน้ำมันหรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังกัมพูชา2.1.3. ให้ ศรชล. พิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชา เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง

‘พท.’โวแหลก เปิดนโยบายปชช.ตอบรับแน่ ‘ท็อป-เอกนัฏ’ซบภท.15ธ.ค.นี้

‘พท.’โวแหลก  เปิดนโยบายปชช.ตอบรับแน่  ‘ท็อป-เอกนัฏ’ซบภท.15ธ.ค.นี้

‘พท.’โวแหลก เปิดนโยบายปชช.ตอบรับแน่ ‘ท็อป-เอกนัฏ’ซบภท.15ธ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พท.มั่นใจ หากเปิดนโยบายแล้วได้รับเสียงตอบรับจากปชช.สัปดาห์หน้าจบผู้สมัคร 400 เขต “วราวุธ”พร้อม 5 อดีตสส.สุพรรณบุรี ไหว้อนุสาวรีย์ “บรรหาร ศิลปอาชา” ก่อนซบ “ภูมิใจไทย” 15 ธันวาคมนี้ ด้าน “เอกนัฏ” เตรียมยกก๊วนอดีตรทสช.เข้า “ภท.” 15 ธันวาคม “บ้านใหญ่ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-พิษณุโลก-แพร่-ทีมกทม.”มากันครบ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท.ในวันที่ 16ธันวาคมนี้ จะประกาศลำดับด้วยหรือไม่ ว่า ขณะนี้กำลังดูรูปแบบอยู่ อาจจะไม่มีการประกาศถึงขนาดนั้น เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทุกคนมีความสำคัญ แต่ขอให้รอวันที่ 16 ธันวาคมและในวันที่ 15ธันวาคม จะประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคอีกครั้ง เมื่อถามว่า นโยบายที่จะเปิดจะเป็นด้านใดบ้าง นายประเสริฐกล่าวว่า จะเป็นในกรอบภาพรวม ต้องรอการประชุม กก.บห.พรรค ซึ่งจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าหากเปิดมาแล้วจะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชน เมื่อถามถึง ความพร้อมในการส่งตัวผู้สมัครทั้ง400เขตรวมถึงว่าที่ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ นายประเสริฐกล่าวว่า พร้อม ภายในสัปดาห์หน้าน่าจะจบทั้ง 400เขต

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตสส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พร้อมด้วย อดีตสส.สุพรรณบุรี ทุกเขตของพรรคชทพ. ได้แก่ นายสรชัด สุจิตต์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นายนพดล มาตรศรี นายเสมอกัน เที่ยงธรรม และนายประภัตร โพธสุธน รวมทั้งอดีตแกนนำพรรคชทพ. ได้แก่ นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมใจกันนำพวงดอกไม้มาไหว้อนุสาวรีย์นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เอาฤกษ์เอาชัยในการลงสนามเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ หลังจากที่ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาแล้ว และจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยพร้อมกันในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ เวลา 12.00 น. ในโอกาสนี้ นายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นายอรรถพล สุวรรณศร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ที่ทำงานร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนามายาวนาน ก็ได้มาร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย

จากนั้น นายประภัตร ได้นำ อดีต สส.กล่าวกับรูปปั้นนายบรรหารว่า ตนผู้แทนสุพรรณบุรี คู่บุญบารมีกับนายบรรหารมาโดยตลอด 50 ปีวันนี้พวกเราสมาชิกพรรค ชทพ.ทุกคน ด้วยความเคารพ และด้วยความรักและจิตใจอยู่กับนายบรรหารมาตลอด วันนี้พวกตนซึ่งเป็นลูกหลานมาขอขมา สิ่งใดที่ตนทำไม่ถูกบ้าง ล่วงเกินนายบรรหารบ้าง ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้ลูกหลานด้วย วันนี้พวกตนมาขอกล่าวเพื่อหยุดพรรค ชทพ.ชั่วคราว เพื่อไปทำหน้าที่ผู้แทนรัฐบาลให้ได้ เพื่อมาช่วยเหลือพี่น้องชาวสุพรรณบุรี ดังนั้น การที่ลูกหลานต้องขอหยุดพรรค ชทพ.เพื่อไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ด้วยความตั้งใจจะมาช่วยพี่น้องสุพรรณบุรี เราพูดมาโดยตลอดว่าเมื่อเป็นผู้แทนแล้วก็ต้องขอให้อยู่ในพรรครัฐบาล ลูกหลานจึงพร้อมใจมาขอหยุดพรรคและขอลาไปชั่วคราวแล้วจะกลับมาพัฒนาเมืองสุพรรณบุรีตามเจตนารมณ์ของนายบรรหารและกลับมาพัฒนาพรรค ชทพ.ของเราทุกคนให้เจริญก้าวหน้าสืบต่อไป

ด้าน นายวราวุธ ให้สัมภาษณ์ว่า การทำงานของพวกเราในฐานะที่เป็นพรรคเล็กนับวันจะเรียกคะแนนนิยมในการเลือกตั้งแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความลำบาก ตลอดระยะ 9 ปีกว่าที่ผ่านมา และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ด้วยจำนวน สส. 10 คน เราทำงานได้อย่างจำกัดมาก พื้นที่ในการทำงาน จำนวนรัฐมนตรีที่อยู่ในการดูแลของเราทำให้มีข้อจำกัดอย่างยิ่งในการทำงาน ดังนั้น วันนี้พวกเราทุกคนจึงตัดสินใจที่จะแสวงหา เดินทางไปฝึกฝีมือในยุทธจักร ไปสร้างความเข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถทำงานให้คนสุพรรณบุรีและคนไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง สมัยนายบรรหารมีอายุ 18 ปียังต้องจาก จ.สุพรรณบุรีไปเพื่อที่จะฝ่าฝันไปเติบใหญ่ใน กทม. ในวันนั้นหากนายบรรหารไม่จากสุพรรณบุรีไป วันนี้เราก็คงไม่มีนายกฯ ที่ชื่อบรรหาร ศิลปอาชา นี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคนกำลังทำอยู่ในขณะนี้ กำลังสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพในการทำงานให้ประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น บ้านของพวกเราคือ จ.สุพรรณบุรี ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด บ้านของเราคือ จ.สุพรรณบุรี และนี่คือปณิธานที่พวกเราได้ตั้งหวังไว้ในการที่จะเดินรอยตาม รอยเท้าของนายบรรหาร ที่จะกลับมาพัฒนาเมืองสุพรรณบุรีของพวกเรา

นายวราวุธ กล่าวว่า การมาขอวันนี้เพื่อมาขออนุญาตในการที่จะเดินทางบนอีกเส้นหนึ่ง แต่เป็นการสานต่อความฝันของนายบรรหารที่อยากจะเห็นสุพรรณบุรีรวมกันเป็นหนึ่งเดียว มีความสามัคคี และทำให้คุณภาพชีวิตคนสุพรรณบุรีดีขึ้น และที่สำคัญเราสามารถทำงานให้กับคนไทยทั้ง 64 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขออภัยจริงๆ ที่วันนี้เราได้ออกเดินทางบนถนนอีกเส้นหนึ่ง ภายใต้การนำของพรรค ภท. เพราะหัวใจสำคัญของพวกเราคือ การเดินไปข้างหน้าของ จ.สุพรรณบุรี พัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาตั้งแต่นายบรรหารจากไป เราได้ สส.มา 10 คน แต่มีข้อจำกัดในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เราอยากทำงานให้พี่น้องชาวสุพรรณบุรีและคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานร่วมกับพรรค ภท.จากนี้ไปจะทำให้ศักยภาพการดูแลพี่น้องชาวสุพรรณบุรีได้มากขึ้น ไม่ได้ทิ้งคนสุพรรณบุรีไปไหน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00น.วันที่ 15ธ.ค.68 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เตรียมนำอดีต สส.และสมาชิกในกลุ่มสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกอบด้วย นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจ อดีต สส.ราชบุรี เขต 4 , นายจุติ ไกรฤกษ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ จะลงสมัคร สส.พิษณุโลก เขต 5 , นายพงษ์มนู ทองหนัก อดีต สส. พิษณุโลก เขต 3 ส่วนกลุ่มชุมพรของนายชุมพล จุลใส มีนายวิชัย สุดสวาส อดีต สส.ชุมพร เขต 1 , นายสุพล จุลใส อดีต สส.ชุมพร เขต 3 และนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายก อบจ.ที่จะลงสมัครในเขต2 ขณะที่กลุ่มสุราษฎร์ธานี มี 2 เขต มี น.ส.กานสินี โอภาสรังสรรค์ อดีต สส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 และนายธานินทร์ นวลวัฒน์ อดีต สส.สุราษฎร์ธานี เขต7 ส่วน จ.แพร่ มีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีต สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ชนกนันท์ ศุภศิริ ที่จะลงสมัคร สส.ในเขต1และนายชนาธิป ศุภศิริ จะลงสมัครในเขต 2

ด้านผู้สมัครโซนกทม.และปริมณฑล อาทิ นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันท์ อดีต สส.กทม. น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ อดีต สส.สมุทรปราการ นายพงษ์พล ยอดเมืองเจริญ อดีตเลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม รวมถึงทีม กทม.และทีมสุดซอยของ นายเอกนัฏ ด้วย

‘มทภ.2’ออกคำสั่ง คุมเข้ม’ด่านช่องเม็ก’ งดส่งออกน้ำมัน-ยุทธภัณฑ์ มีผลเที่ยงคืน 14 ธ.ค.

'มทภ.2'ออกคำสั่ง คุมเข้ม'ด่านช่องเม็ก' งดส่งออกน้ำมัน-ยุทธภัณฑ์ มีผลเที่ยงคืน 14 ธ.ค.

‘มทภ.2’ออกคำสั่ง คุมเข้ม’ด่านช่องเม็ก’ งดส่งออกน้ำมัน-ยุทธภัณฑ์ มีผลเที่ยงคืน 14 ธ.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.40 น.

“แม่ทัพภาค2”ออกคำสั่ง คุมเข้มด่านช่องเม็ก งดส่งออกน้ำมัน-ยุทธภัณฑ์ มีผลเที่ยงคืน 14 ธ.ค.68 หลังพบมีการส่งออกน้ำมันมากผิดปกติ คาดส่งออกชายแดนลาว แล้วส่งต่อไปกัมพูชา

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกคำสั่งควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท รวมถึงยุทโธปกรณ์และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี โดยให้งดการส่งออกเฉพาะสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนการดำเนินการอื่นให้เป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไขเดิม

คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่เวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป และให้บังคับใช้ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ชายแดน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ จะมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการดำเนินการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่อไป

ใน ขณะที่กองทัพภาค2 ระบุว่าสาเหตุที่ต้องออกคำสั่งนี้เนื่องจากการตรวจสอบพบว่ามีการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านช่องเม็กในปริมาณที่มากผิดปกติ

โดยมีรายงานว่า มีการส่งผ่านช่องเม็ก ออกชายแดนลาว และส่งต่อไปขายให้กัมพูชา

– 006

‘โฆษกทร.’รับ’เขมร’แทรกซึมเข้าพื้นที่ จ.ตราด พยายามก่อวินาศกรรมสถานที่ทางทหาร-ราชการ

'โฆษกทร.'รับ'เขมร'แทรกซึมเข้าพื้นที่ จ.ตราด พยายามก่อวินาศกรรมสถานที่ทางทหาร-ราชการ

‘โฆษกทร.’รับ’เขมร’แทรกซึมเข้าพื้นที่ จ.ตราด พยายามก่อวินาศกรรมสถานที่ทางทหาร-ราชการ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.19 น.

‘โฆษกกองทัพเรือ’รับ’เขมร’แทรกซึมเข้าพื้นที่ จ.ตราด พยายามก่อวินาศกรรมสถานที่ทางทหาร-ราชการ จ.ตราด ยันทหารเรือพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยปชช. 

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “โฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ตามที่ปรากฏกระแสข่าวในสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ กรณีกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ถูกโจมตีนั้น พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอเรียนให้ประชาชนทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความจริง โดยเป็นการกระทำของฝ่ายตรงข้ามที่แทรกซึมมาในพื้นที่จังหวัดตราด และพยายามก่อวินาศกรรมต่อสถานที่สำคัญทางทหารและราชการ เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

– ประกาศใช้มาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนดในบางพื้นที่

– จัดตั้งด่านตรวจและด่านความมั่นคงในจุดสำคัญ

– เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้งทางทหารและพื้นที่โดยรอบ

กองทัพเรือขอยืนยันว่า ขณะนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายความมั่นคง และกำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รอบคอบ และยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญสูงสุด ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ”

‘นายกฯ’ลุยสุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิงให้กำลังใจประชาชน

'นายกฯ'ลุยสุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิงให้กำลังใจประชาชน

‘นายกฯ’ลุยสุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิงให้กำลังใจประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.04 น.

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจประชาชน และเจ้าหน้าที่ ที่อพยพจากผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงเดินทางเข้ามาพักพิงอยู่เป็นจำนวนมาก

โดย นายกฯ พร้อมคณะ ได้เดินตรวจเยี่ยมพื้นที่โดยรอบศูนย์พักพิง เพื่อติดตามความพร้อมในการรองรับผู้พักพิง ทั้งด้านที่พัก อาหาร น้ำดื่ม การแพทย์ และการรักษาความปลอดภัย โดยได้พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ให้มีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน

นายอนุทินได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในศูนย์พักพิง พร้อมชื่นชมการทำงานที่เป็นระบบและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ

ขณะเดียวกัน นายกฯ ได้ขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการอพยพเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ปลอดภัยตามคำแนะนำของทางราชการ พร้อมย้ำว่า มาตรการอพยพมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชีวิต และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ และรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน คือเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลและกองทัพ โดยขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ดำเนินภารกิจอย่างเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตยและสกัดภัยคุกคามไม่ให้ลุกลามเข้ามายังพื้นที่ชั้นในของประเทศ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาลและกองทัพ ซึ่งยึดหลักความรอบคอบและคำนึงถึงชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก

“รัฐบาลและกองทัพทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทุกการตัดสินใจคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเราจะดูแลอย่างเต็มความสามารถ และจะผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับมาตรการดูแลช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ศูนย์พักพิงและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย และการดูแลอย่างเหมาะสมตลอดช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า การลงพื้นที่ยังศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดที่ 2 ของภารกิจลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และให้กำลังใจประชาชนของนายกฯ โดยก่อนหน้านี้นายอนุทินได้เดินทางไปยังสนามช้างอารีน่า ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงของจ.บุรีรัมย์ เพื่อติดตามความพร้อมในการดูแลผู้อพยพและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนเช่นเดียวกัน

– 006

‘อนุทิน’ดอดเยี่ยมศูนย์อพยพบุรีรัมย์ โชว์ทำส้มตำ-หอยทอด พร้อมร้องเพลงให้ชาวบ้านฟัง

'อนุทิน'ดอดเยี่ยมศูนย์อพยพบุรีรัมย์ โชว์ทำส้มตำ-หอยทอด พร้อมร้องเพลงให้ชาวบ้านฟัง

‘อนุทิน’ดอดเยี่ยมศูนย์อพยพบุรีรัมย์ โชว์ทำส้มตำ-หอยทอด พร้อมร้องเพลงให้ชาวบ้านฟัง

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.48 น.

‘อนุทิน’ดอดลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์อพยพบุรีรัมย์ ลงมือทำส้มตำปูปลาร้า-หอยทอด พร้อมร้องเพลงให้ชาวบ้านฟัง 

เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 14 ธ.ค.2568 ที่สนามช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านที่ศูนย์อพยพสนามช้างอารีน่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จุดต่างๆ และลงมือทำหอยทอดทะเล ส้มตำปลาร้า ให้ชาวบ้าน ให้กำลังใจทีมแพทย์ พยาบาล ที่เต็นท์ปฐมพยาบาลโรงพยาบาลบ้านกรวด เดินทักทายประชาชนที่จุดพักผ่อน โดยมีประชาชนเข้ามาสวมกอดและถ่ายภาพ 

ภายหลัง นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เที่ยวนี้การบริหารจัดการศูนย์พักพิงดีขึ้นมาก เพราะเราได้มีปฏิบัติการในการดูแลพี่น้องประชาชนที่เข้ามาอยู่ และสามารถการันตีเรื่องของความปลอดภัย การที่ประชาชนได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจในพื้นที่ได้ตอบโต้ และปกป้องอธิปไตยของเราได้อย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนทราบดีว่าทุกคนคิดถึงบ้านของตนเองกันหมด แต่ถ้าให้เลือกว่าอยากกลับบ้านหรือไม่ ทุกคนอยากกลับบ้านหมด เราก็ต้องพยายามอธิบายให้เข้าใจว่าการอยู่ในศูนย์อพยพนี้จะมีความปลอดภัยสูงสุด เราจะระดมอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ประจำวันให้รู้สึกว่าการอยู่ที่นี่ไม่ได้ห่างบ้านมา และมีจิตอาสามากมาย ที่ต้องชื่นชมสรรเสริญ เอกชน ห้างร้าน บริษัทต่างๆ นำของใช้มาให้ และเราก็พยายามที่จะมีมาตรการในทุกสถานที่พักพิง และเราได้ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยมาจัดการ มีผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วก็จะมีงบประมาณในการดูแลพี่น้องประชาชน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนเองได้มีการพูดคุยกับหลายๆคนให้มีความอดทนอดกลั้น เพราะการเข้าไปในพื้นที่นั้นยังอันตราย ขอให้อยู่จนกว่ารัฐบาลจะมั่นใจว่า ในพื้นที่มีความปลอดภัยแล้ว ก็จะให้ประชาชนได้กลับเข้าพื้นที่ แต่หากสถานการณ์ยังอันตรายอยู่ขอให้อยู่ที่ศูนย์พักพิงจะดีกว่า

เมื่อถามว่า ทางผู้นำกัมพูชามีท่าทีว่าจะเจรจาด้วยตัวเองหรือให้ประเทศอื่นเจรจาแทน นายอนุทิน กล่าวว่า การพูดคุยมันต้องมาพร้อมกับการกระทำ ไม่ใช่บอกว่าจะมาบอกว่าต้องทำอย่างนี้ก่อนอย่างนั้นก่อน เพราะว่าประเทศไทยเราไม่เคยไปรุกรานเขาก่อน แล้วประเทศไทยเราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ผิดสัญญาที่เราได้ลงนามกัน เราทำตามทุกอย่างแต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิด และฝ่ายที่ละเมิดจะต้องรับผิดชอบไม่ใช่ให้ฝ่ายที่ถูกละเมิด หรือฝ่ายที่เสียหายฝ่ายที่ถูกคุกคามต้องมาทำตามในสิ่งที่เขาต้องการ เขาต้องทำในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ

เมื่อถามอีกว่า แต่ตอนนี้ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีการแสดงท่าทีอะไรเลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ไม่เป็นไร ทนได้ก็ทนไป

ทบ.ชี้พฤติการณ์กัมพูชา กักกัน’คนไทย’อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

ทบ.ชี้พฤติการณ์กัมพูชา กักกัน'คนไทย'อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

ทบ.ชี้พฤติการณ์กัมพูชา กักกัน’คนไทย’อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.19 น.

ทบ.ชี้พฤติการณ์กัมพูชา กักกันคนไทยหลายพันคนที่ด่านปอยเปต อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงพฤติการณ์อย่างชัดเจนในการขัดขวางการเดินทางกลับประเทศไทยของประชาชนชาวไทยจำนวนหลายพันคน ณ ด่านปอยเปตนั้น พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวพลเรือนโดยมิชอบ หรือมีลักษณะใกล้เคียงกับการจับตัวพลเรือนไปเป็นตัวประกัน อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจในระดับนานาชาติว่าเป็นการกักกันตัวโดยผิดกฎหมาย และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาของตนเอง

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ได้แก่ อนุสัญญาเจนีวา ว่าด้วยการคุ้มครองพลเรือนในเวลาการรบหรือการสงคราม ลงวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1949 รวมถึงพิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาเจนีวา และพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างประเทศ ค.ศ.1977

ทั้งนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักกันตัวพลเรือนโดยมิชอบดังกล่าว อาจมีความผิดเข้าข่ายเป็นอาชญากรสงคราม ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

เนื่องจากกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาเจนีวาและพิธีสารเพิ่มเติมดังกล่าว จึงมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนชาวไทยจำนวนหลายพันคน ณ ด่านปอยเปต สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้โดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนสากล

‘บิ๊กเล็ก’ย้ำ!ใน’สนามรบ’ ข้อมูลข่าวสารต้องสื่อสารอย่างมีเอกภาพ

'บิ๊กเล็ก'ย้ำ!ใน'สนามรบ' ข้อมูลข่าวสารต้องสื่อสารอย่างมีเอกภาพ

‘บิ๊กเล็ก’ย้ำ!ใน’สนามรบ’ ข้อมูลข่าวสารต้องสื่อสารอย่างมีเอกภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.10 น.

รมว.กลาโหม ให้กำลังใจทีมศูนย์แถลงข่าวร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำในสนามรบ ข้อมูลข่าวสารต้องสื่อสารอย่างมีเอกภาพ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ณ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีตัวแทนทั้งจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ และ ททบ.5 โดยมี พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เสียสละร่วมปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเน้นย้ำว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงสนามรบตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ถือเป็นอีกสนามรบหนึ่ง ในมิติของสงครามข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลจึงจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นกลไกด้านยุทธศาสตร์การสื่อสาร ถ่ายทอดข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนอย่างเป็นเอกภาพ

รมว.กลาโหม ระบุเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติงานของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ทำงานต่อไปอย่างเข้มแข็ง และเน้นย้ำให้มีการถอดบทเรียนการทำงานของศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ไปพัฒนาเป็นต้นแบบด้านการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต

ทั้งนี้ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จัดตั้งขึ้นเพื่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน โดยมีการแถลงข่าววันละ 2 ครั้ง เวลา 10.00 น.และ 16.00 น.โดยถ่ายทอดสดผ่านช่อง NBT2HD, ททบ.5 และสื่อออนไลน์ของกรมประชาสัมพันธ์, NBT Connext และ TV5HD Online

ในหลวง-พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต จากเหตุชายแดน ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวง-พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต จากเหตุชายแดน ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวง-พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต จากเหตุชายแดน ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters  รายงานระบุข้อความว่า ในหลวง-ราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ รวมถึงครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ

ทั้งสองพระองค์ทรงติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงใยอย่างใกล้ชิด และทรงมีพระราชประสงค์ให้การดูแลช่วยเหลืออย่างรอบด้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ความสูญเสีย และเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ อดทน และจงรักภักดี เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

พระมหากรุณาธิคุณอันแผ่ไพศาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาธรรมอันลึกซึ้ง และพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยกำลังพลและประชาชนชาวไทยในทุกสถานการณ์ อันเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยท่ามกลางเหตุการณ์อันยากลำบากและความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ปวงพสกนิกรชาวไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และขอร่วมแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมทั้ฝส่งกำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ให้มีความเข้มแข็ง ปลอดภัย และมีกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติบ้านเมือง

ด่วน ยิงสนั่นหาดบอนได ซิดนีย์ ดับอย่างน้อย 10 ศพ ระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลยิว

ด่วน ยิงสนั่นหาดบอนได ซิดนีย์ ดับอย่างน้อย 10 ศพ ระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลยิว

14 ธ.ค. 2568 17:47 น.

ด่วน ยิงสนั่นหาดบอนได ซิดนีย์ ดับอย่างน้อย 10 ศพ ระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลยิว

เกิดเหตุกราดยิงสุดสะเทือนขวัญที่ หาดบอนได แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย รวมถึงผู้ก่อเหตุ ขณะที่มือปืนอีกคนถูกจับกุมและอาการสาหัส

เกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีรายงานว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนเปิดฉากยิงในพื้นที่หาดบอนได ขณะที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลยิว เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 10 ราย รวมถึงชาย 1 รายที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งในมือปืน ส่วนมือปืนอีก 1 คนถูกควบคุมตัว แต่อยู่ในอาการวิกฤต นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย

ล่าสุดตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า ภัยคุกคามทั้งหมดถูกควบคุมไว้ได้แล้ว แต่ยังขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยหลายรายการ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยได้ตั้ง เขตห้ามเข้า รอบบริเวณหาดบอนไดเพื่อความปลอดภัย

ด้านนาย แอนโธนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าตกใจและสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยฉุกเฉินได้ลงพื้นที่ทันทีเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและควบคุมสถานการณ์แล้ว

ด้าน อเล็กซ์ ริฟชิน  ประธานร่วมฝ่ายบริหารของ สภาชาวยิวแห่งออสเตรเลีย  ให้สัมภาษณ์กับ Sky News ว่า เหตุยิงเกิดขึ้นระหว่างงานเฉลิมฉลอง เทศกาลฮานุกกะห์ ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญทางศาสนายิว และเริ่มต้นขึ้นหลังพระอาทิตย์ตกดินในวันเดียวกัน โดยที่ปรึกษาด้านสื่อของเขาได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีครั้งนี้ด้วย

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หาดบอนได ซิดนีย์