ใจถึงพึ่งได้คัมแบ็ก! วัน อยู่บำรุง ประกาศลงชิง ส.ส.กทม.เขต 28 สังกัดพลังประชารัฐ

ใจถึงพึ่งได้คัมแบ็ก! วัน อยู่บำรุง ประกาศลงชิง ส.ส.กทม.เขต 28 สังกัดพลังประชารัฐ

ใจถึงพึ่งได้คัมแบ็ก! วัน อยู่บำรุง ประกาศลงชิง ส.ส.กทม.เขต 28 สังกัดพลังประชารัฐ

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส. กทม. โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 นับจากนี้ภายใน 60 วัน จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั่วประเทศ คาดว่าจะอยู่ในช่วงต้นเดือน กุมภาพันธ์ 2569

ผมพร้อมกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 28 กรุงเทพมหานคร เขตหนองแขม(เฉพาะแขวงหนองแขม) เขตบางบอน(เฉพาะแขวงบางบอนเหนือและแขวงคลองบางพราน) เขตจอมทอง(เฉพาะแขวงบางขุนเทียน)

หากคิดถึงผู้แทนที่  จริงจัง จริงใจ เข้าใจ เข้าถึง ติดดิน เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ยึดประโยชน์ส่วนรวม… โปรดเลือก #วันอยู่บำรุง #ใจถึงพึ่งได้ #พรรคพลังประชารัฐ ให้กลับมาเป็นผู้แทนด้วยเถิดครับ

ขอหยุดกิจกรรมที่อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งไว้ตั้งแต่บัดนี้

ผมจึงของดทำกิจกรรม และ ประสานงานช่วยเหลือทุกประเภท ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ ต่อ การหาเสียงเลือกตั้ง

มีผลตั้งแต่ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะสิ้นสุดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ

‘มาร์ค’ลั่นพร้อมลงสนามเลือกตั้ง รับเสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหา’ชายแดน-น้ำท่วม’

'มาร์ค'ลั่นพร้อมลงสนามเลือกตั้ง รับเสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหา'ชายแดน-น้ำท่วม'

‘มาร์ค’ลั่นพร้อมลงสนามเลือกตั้ง รับเสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหา’ชายแดน-น้ำท่วม’

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

‘มาร์ค’ลั่นพร้อมลงสนามเลือกตั้ง รับเสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหา’ชายแดน-น้ำท่วม’ สับสนฝ่ายต้องการแก้ไขรธน. กลับเลือกเส้นทางให้จบลงแบบนี้ ไม่หวั่น รบ.รักษาการยาวลากการเลือกตั้ง เหตุสู้รบชายแดน ชี้ อำนาจอยู่ที่กกต.

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้ง หลังรัฐบาลประกาศยุบสภา ว่า พรรคมีความพร้อม ไม่มีปัญหาอะไร เราเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมออยู่แล้ว ตนก็ได้กำชับผู้บริหารทุกคนมาตั้งแต่ต้น ว่าเราทำงานแข่งขันกับเวลา แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดในหลายเรื่อง แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็มั่นใจ ขณะนี้เราเร่งทำกันมาก ซึ่งก็มีความพร้อม และเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศ ในแง่ผู้สมัครก็เร่งรัดปฏิบัติตามขั้นตอน และเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างครบถ้วน และมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาทำการเมืองแบบสุจริตจำนวนมาก ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องกลั่นกรองและคัดเลือกให้เหมาะสมที่สุด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ห่วงใย และได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหาของประเทศในขณะนี้ ทั้งการสู้รบตามแนวชายแดน และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย หากเรามีการเมืองที่เป็นเอกภาพ มีพลังและมีอำนาจเต็ม ก็จะสามารถผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ด้วยดี พร้อมกับยอมรับว่ารู้สึกเสียดาย อาจจะเรียกว่าการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองสุดก็แล้วแต่ ทำให้เกิดการชะงักงัน สิ่งที่ตนอยากจะเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจ ทั้ง 2 เรื่องให้เสร็จสิ้นด้วยดี แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะมีข้อจำกัดไปโดยปริยาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้กระทั่งรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี ต้องมาใช้เวลากับการรณรงค์หาเสียง การที่รัฐบาลไม่ได้มีอำนาจเต็ม และต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา และการตัดสินใจในนโยบายใหม่ๆ ก็คงทำไม่ได้ และอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง จะมีเรื่องของกกต. ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ถ้าเริ่มต้นวันนี้นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาล จะดูแลภารกิจเหล่านี้ว่าจะไม่กระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอในวันนี้มากกว่า ส่วนเรื่องการเลือกตั้งก็ว่าไปตามกระบวนการของพรรคการเมือง 

ส่วนจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครได้เมื่อไหร่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นั่นแปลว่าต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาขา และตัวแทนจังหวัด ตามกฎหมายบังคับ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และหลังจากได้รับฟังความคิดเห็นมาแล้วคณะกรรมการสรรหาก็จะเร่งประชุมเสนอ เสนอคณะกรรมการบริหารอนุมัติ 

ส่วนจะส่งตัวผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบ แม้ว่าจะมีผู้ยื่นความจำนงมาแล้ว แต่จะต้องมีการคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าคิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะอาศัยช่วงนี้เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ยาว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะไปลากยาวด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ได้ ยกเว้นเท่าที่กฏหมายให้อำนาจไว้ อย่างกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่มีการเลื่อนเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นไปตามกฎหมาย คือกกต.เห็นแล้วว่าการจะเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านั้นมันจัดไม่ได้ หรือไม่สามารถจัดได้ และทำให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนมีส่วนร่วมด้วย ก็เป็นอำนาจของกกต.ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง แต่จะเป็นการทั่วไปยังมองไม่เห็นว่ากฎหมายจะอนุญาตอย่างไร 

เมื่อถามว่ามีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญิวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปต้องเลือกตั้งพร้อมกันทั่งประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ามีบทบัญญัติที่พยายามมาปรับ เพื่อแก้สถานการณ์ตรงนั้นอยู่ว่าในกรณีบางพื้นที่ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรก็คงเป็นหน้าที่และอำนาจของกกต.ที่จะวินิจฉัย 

ส่วนการชิงยุบสภากระทันหันมองว่าพรรคภูมิใจไทยเอาเปรียบเพื่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่อยากไปถกเถียงว่าใครเป็นคนผิดข้อตกลงหรืออะไร เพียงแต่มันน่าเสียดายตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์ไปว่าถ้าพรรคการเมืองจะพยามยามหาทางออกร่วมกันผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายร่วมกันสักนิดก็จะหลีกเลี่ยงที่จะทำให้บางปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศต้องได้รับผกระทบไปด้วย

“ความได้เปรียบเสียเปรียบก็ทราบกันมาอยู่แล้วตามเงื่อนไข ให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ เพราะนายกฯพูดมาตลอดว่าถ้าขยับอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ เขาก็จะยุบสภา เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้พรรคประชาชนก็ไม่ได้บอกว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเคยถูกสอบถามก็บอกว่ารัฐบาลยังไม่มีความผิดร้ายแรง แต่พอมีปัญหาเรื่องตกลงกันไม่ได้ เรื่องสาระของรัฐธรรมนูญเลยทำให้เป็นเหตุขึ้นมา ในใจผมก็นึกว่าถ้าเราเอาเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาเป็นตัวตั้งของประเทศแล้วคุยกันเสีย เผื่อหาทางออกได้มันก็น่าจะดีกว่านี้ แต่เมื่อถึงจุดนี้ก็ต้องเดินไปตามกระบวนการ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเสียดายหรือไม่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆที่ค้างอยู่ในสภาฯไม่สามารถออกมาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ตนมีความรู้สักสับสนนิดหน่อยว่าฝ่ายที่ต้องการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติม หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ดีๆก็เลือกเส้นทางทำให้มันจบลง แม้ว่าจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติให้ทำประชามติ แต่จริงๆแล้วตรงนี้ไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น เพราะจริงๆแล้วก่อนหน้านี้คำถามที่ไปถามประชาชนจะไปถามพร้อมกับตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้จัดทำใหม่ แม้มีการทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งแล้วผ่านก็ยังต้องไปทำประชามติอีกรอบอยู่ดีในวันที่ไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 จริงๆแล้วก็แปลกใจอยู่ว่าแทนที่จะพยายามหาทางออกก็ไปเลือกเส้นทางที่เหมือนกับมาตั้งต้นกันใหม่

กฤต ชนนพัฒฐ์ ลาตำแหน่ง พร้อมก้าวสู่การเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าผลเป็นอย่างไร ขอยืนข้าง ปชช.

กฤต ชนนพัฒฐ์ ลาตำแหน่ง พร้อมก้าวสู่การเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าผลเป็นอย่างไร ขอยืนข้าง ปชช.

กฤต ชนนพัฒฐ์ ลาตำแหน่ง พร้อมก้าวสู่การเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าผลเป็นอย่างไร ขอยืนข้าง ปชช.

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

วันที่ 12 ธันวาคม นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.กฤต” ระบุว่าถอดหัวโขนวันนี้ก็แค่คนธรรมดาคนนึง

อำลาตำแหน่ง ด้วยความขอบคุณพร้อมก้าวสู่การเลือกตั้งใหม่ ด้วยหัวใจเดิม

ตลอดระยะเวลาที่ผมได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ในพื้นที่อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร รวมถึงพี่น้องในหลายตำบลที่ผมมีโอกาสเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดผมขอขอบคุณจากใจจริง สำหรับทุกกำลังใจ ทุกคำแนะนำและทุกเสียงสะท้อนที่ทำให้ผมทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

ตลอดเวลาผมพยายามทำหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ติดดิน เข้าถึงง่ายเดินเข้าหาประชาชน รับฟังปัญหาด้วยตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้อง การทำมาหากิน คุณภาพชีวิต หรือความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน เพราะผมเชื่อเสมอว่า การเมืองที่ดี ต้องเริ่มจากการฟังประชาชนจริง ๆ

วันนี้ผมขออำลาตำแหน่งตามวาระแต่ไม่ได้อำลาความตั้งใจในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน 

ผมพร้อมก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่ด้วยประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ และหัวใจที่ยังมุ่งมั่นเหมือนวันแรก

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรผมยังคงยืนอยู่ข้างพี่น้องประชาชน และบ้านของเราเสมอ

ขอบคุณทุกความไว้วางใจและขอฝากความหวังไว้กับอนาคตของสงขลาที่เราจะสร้างไปด้วยกัน

‘ธนกร’สวน’จุลพันธ์’ แม้’ยุบสภา’แต่รัฐบาลยังรักษาการ ชี้กลไกภาครัฐยังเดินต่อได้

'ธนกร'สวน'จุลพันธ์' แม้'ยุบสภา'แต่รัฐบาลยังรักษาการ ชี้กลไกภาครัฐยังเดินต่อได้

‘ธนกร’สวน’จุลพันธ์’ แม้’ยุบสภา’แต่รัฐบาลยังรักษาการ ชี้กลไกภาครัฐยังเดินต่อได้

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

“ธนกร”สวน”จุลพันธ์” แม้”ยุบสภา”แต่รัฐบาลยังรักษาการ ชี้กลไกภาครัฐยังเดินต่อได้ รัฐบาลบริหารจัดการสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนได้ เย้ย 2 เดือนคนไทยเห็นชัด รัฐบาลไหนของจริง-ของปลอม พรรคไหนดีแต่พูดหรือพูดแล้วทำ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ รวมถึงเรื่องน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ แต่รัฐบาลกลับปัดความรับผิดชอบของตนเอง เลือกที่จะยุบสภา หนีการตรวจสอบ ทิ้งให้ประชาชนเดือดร้อนต่อไป ว่า เข้าใจได้ว่าพรรคเพื่อไทยถนัดเรื่องตีกิน พูดอะไรหรือทำอะไรไปมักจะจำพฤติกรรมตัวเองไม่ค่อยได้ เมื่อก่อนก็บอกให้รัฐบาลรีบยุบสภา แต่มาวันนี้พอรัฐบาลยุบสภาจริงๆ กลับพลิกลิ้นกล่าวหาว่ารัฐบาลทิ้งให้ประชาชนเดือดร้อน ยืนยันว่า ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมนั้น แม้จะยุบสภา แต่รัฐบาลก็ยังรักษาการอยู่ ยังสามารถบริหารจัดการสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนได้ กลไกภาครัฐก็ยังเดินต่อไปได้ ส่วนทหารก็ยังมีอำนาจเต็มดูแลสถานการณ์ชายแดนต่อไป วันนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยคิดอะไรไม่ออก ก็อย่าพูดไปเรื่อยเหมือนผีเจาะปากจนประชาชนสับสนจะดีกว่า

ส่วนกรณีที่นายจุลพันธ์ระบุว่า 2 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยและคนไทยไม่ได้อะไรเลย คนที่ได้ทั้งหมดเต็มๆ คือพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่สะสมกำลัง เสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม และโยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้งนั้น นายธนกร กล่าวว่า นายจุลพันธ์อย่าจินตนาการจนเกินไป อย่าคิดว่าพรรคอื่นจะต้องมีนิสัยชอบทำอะไรเหมือนกับพรรคตัวเอง 2 เดือนที่ผ่านมาเชื่อว่าประชาชนรับรู้ได้ถึงความจริงใจของรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกฯ ที่แก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด ให้อำนาจทหารจัดการสถานการณ์อย่างเต็มที่ ที่สำคัญ ผู้นำรัฐบาลไม่เคยคิดใช้วิธีต่อสายเจรจาแบบลับๆ จนประเทศต้องวุ่นวาย ทุกอย่างถูกหยิบมาพูดบนโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ ไม่มีซ่อนเร้น หรือนินทาผู้ใต้บังคับบัญชาให้เขาต้องเสียกำลังใจ ขณะที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอน ท่านนายกฯ ได้สั่งการให้วางมาตรการในระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแล้ว

“การอ้างว่าคนไทยไม่ได้อะไร ต้องมาเผชิญกับรัฐบาลที่บริหารงานน้ำท่วมล้มเหลว งานชายแดนลุกลามนั้น ผมเชื่อว่าคนไทยแยกแยะออก อันไหนของจริง อันไหนของปลอม พรรคไหนพูดแล้วทำ พรรคไหนดีแต่พูด และรัฐบาลไหนเด็ดขาด รัฐบาลไหนทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ของมันเห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว” นายธนกร กล่าว

‘เพื่อไทย’ของขึ้น จวกรัฐบาล‘ยุบสภา’หนีตรวจสอบ ซัด MOA เปิดช่อง‘ภูมิใจไทย’สะสมอำนาจ

‘เพื่อไทย’ของขึ้น จวกรัฐบาล‘ยุบสภา’หนีตรวจสอบ ซัด MOA เปิดช่อง‘ภูมิใจไทย’สะสมอำนาจ

‘เพื่อไทย’ของขึ้น จวกรัฐบาล‘ยุบสภา’หนีตรวจสอบ ซัด MOA เปิดช่อง‘ภูมิใจไทย’สะสมอำนาจ

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

‘จุลพันธ์’จวกรัฐบาล‘ยุบสภา’หนีตรวจสอบ ซัด MOA เปิดช่อง‘ภูมิใจไทย’แสวงหาประโยชน์ สะสมอำนาจ บี้‘ส้ม-น้ำเงิน’รับผิดชอบความล้มเหลวร่วมกัน อุบชื่อแคนดิเดตนายกฯ ‘ประเสริฐ’ลั่น‘เพื่อไทย’พร้อมเลือกตั้งส่งครบ 400 เขต

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค แถลงภายหลังการเรียกประชุมแกนนำและอดีต สส. ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาประกาศยุบสภา

นายจุลพันธ์ อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การยุบสภาของรัฐบาลครั้งนี้ คือการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดและไร้ประสิทธิภาพ ทั้งในประเด็นความขัดแย้งชายแดน ที่ยังแก้ไขไม่ได้อย่างยั่งยืน การโยกย้ายข้าราชการและใช้งบประมาณเอื้อประโยชน์กลุ่มคนบางกลุ่ม ความน่าเชื่อถือของประเทศที่ตกต่ำในสายตานานาชาติ ประชาชนเดือดร้อนจากอุทกภัย เสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือน คดีสำคัญไม่เดินหน้าอย่างโปร่งใส

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยมีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น เพราะสัญญา MOA ที่จัดทำขึ้นไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตย ตั้งแต่แรก ความพยายามของพรรคเพื่อไทยที่จะสร้างกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงประชาชนก็ถูกปัดตกทันที ประเทศไม่ได้ประโยชน์ใดจากกระบวนการนี้ กลับกลายเป็นการเปิดช่องให้พรรคภูมิใจไทยใช้อำนาจ ทรัพยากร และเครือข่ายของรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์และสะสมอำนาจเพิ่มขึ้น

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนเคยมาเจรจาขอให้เพื่อไทยชะลอการยื่นอภิปราย พร้อมยืนยันว่าจะร่วมกันตรวจสอบรัฐบาล หากการแก้รัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินต่อได้ แต่ในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อคืน พรรคประชาชนกลับเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ซึ่งเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารใช้ช่องทางดังกล่าว หลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบจากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่าคู่สัญญาใน MOA ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวนี้ร่วมกัน แม้เสียดายโอกาสของประเทศที่สูญเสียไปเพราะการเมืองไร้เสถียรภาพ พรรคเพื่อไทยย้ำว่าประชาชนต้องไม่สิ้นหวัง โดยพรรคมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและวางรากฐานใหม่ให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างแท้จริง

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า พรรคประกาศว่าในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คนของพรรคภายใต้แคมเปญ “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ซึ่งจะนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิต โดยยึดหลักคิด วิทยาศาสตร์-ข้อมูลจริง-ความเป็นไปได้ทางปฏิบัติ

ด้านนายประเสริฐ กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้งว่า เช้านี้พรรคได้เรียกประชุมว่าที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง และได้ให้นโยบายรวมทั้งแนะนำขั้นตอนต่างๆกับผู้สมัคร เนื่องจากพรรคได้คาดการณ์เหตุการณ์ยุบสภา และเป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาเรียบร้อยแล้ว ขอเรียนว่าพรรคส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ ขณะนี้พรรคมีความพร้อมในการเลือกตั้ง และจะดำเนินการนำผู้สมัครไปสู่กระบวนการเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่กำลังจะจะมาถึงหลังการประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ว่าจะเป็นวันใดก็ตาม

เมื่อถามว่ารายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยตามที่ออกหน้าสื่อ มีชื่อของหัวหน้าพรรคและ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอให้รอดูวันที่ 16 ธ.ค.มิฉะนั้นจะไม่ตื่นเต้น ทั้งนี้ ในวันที่ 15 ธ.ค.จะมีการนํารายชื่อเข้าสู่คณะกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตามกระบวนการ ขอให้ใจเย็น รอในวันที่ 16 ธ.ค.ยืนยันว่าไม่มีข้อจํากัดใดๆ เกี่ยวกับแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค แต่ต้องคัดเลือกคนที่มีแนวคิด อุดมการณ์ตรงกับพรรค และเป็นที่รู้จักของสังคมเพื่อผลักดันให้พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างแข็งแรง

เมื่อถามว่ามั่นใจแค่ไหนเมื่อเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยแล้ว แคนดิเคตจะสามารถดึงคะแนนนิยมกลับมา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันนั้นจะมีการเปิดตัว ไม่เพียงแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 ท่าน จะมีการเสนอนโยบายชุดแรกที่จะเปิดให้กับสังคมว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยจะให้นโยบายอะไรกับพี่น้องประชาชน

‘เท้ง’แถลงร่ายยาว! ลั่น’ปชน.’พร้อมลุยศึกเลือกตั้ง-แก้วิกฤตรุมล้อมประเทศ

'เท้ง'แถลงร่ายยาว! ลั่น'ปชน.'พร้อมลุยศึกเลือกตั้ง-แก้วิกฤตรุมล้อมประเทศ

‘เท้ง’แถลงร่ายยาว! ลั่น’ปชน.’พร้อมลุยศึกเลือกตั้ง-แก้วิกฤตรุมล้อมประเทศ

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.26 น.

ปชน.แถลงพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเพื่อการเปลี่ยนแปลง-แก้วิกฤตรุมล้อมประเทศ ยอมรับ-ขอโทษประชาชนผลักดันวาระ รธน.ไม่สำเร็จ ยังมีความหวังกระบวนการทำ รธน.ใหม่เต็มเปี่ยม

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงถึงความพร้อมในการเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง และการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังมีความชัดเจนเรื่องการยุบสภา

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลแม้จะชนะการเลือกตั้งมาเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง มีการทำเอ็มโอยูกับฝั่งพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่สามารถผลักดันการจัดตั้งรัฐบาลโดยมี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ เนื่องจากมีเสียง สว.และการฉีกข้อตกลงเอ็มโอยูลง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งถึง 2 คนโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2 ปีที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลถูกยุบกลายมาเป็นพรรคประชาชน ผ่านกระบวนการนิติสงครามมามากมาย ทำให้พรรคประชาชนมองเห็นว่าไม่สามารถที่จะผลักดันประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้ถ้าไม่เดินหน้าการแก้ไขระบบการเมือง กติกาสูงสุดของประเทศ ให้เป็นกติกาที่เป็นไปตามหลักสากล มีความเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน นั่นคือการมุ่งหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

จึงเป็นที่มาที่พรรคประชาชนได้มีการทำข้อตกลงเอ็มโอเอกับทางพรรคภูมิใจไทย แต่ท้ายที่สุดผลจากการลงมติในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวาน รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดที่ได้มีการประกาศยุบสภาไปแล้วโดยนายกรัฐมนตรี ตนในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนและพรรคประชาชนเองรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่พรรคประชาชนยังผลักดันไม่สำเร็จ และขอโทษต่อประชาชนที่ภารกิจในครั้งนี้ แม้พรรคประชาชนจะผลักดันอย่างเต็มที่แล้วภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองที่เป็นอยู่ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดได้ ในการเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปพร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งหน้า

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเมื่อวานที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภายังมีมติให้มีคำถามประชามติในครั้งที่ 1 ซึ่งตอนนี้เป็นข้อผูกพันตามกฏหมายตาม พ.ร.บ.ประชามติ ที่ได้ส่งคณะรัฐมนตรีแล้ว หวังว่าคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการตามข้อกฎหมายที่เป็นอยู่ ในการจัดการเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมกับการจัดทำประชามติในส่วนของคำถามที่ 1 เพื่ออย่างน้อยยังทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเดินหน้าได้อยู่

ในส่วนของพรรคประชาชนเอง วันนี้ตนขอประกาศความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า ตอนนี้พรรคประชาชนมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ ที่ผ่านมาในส่วนของพรรคประชาชนเองที่เดินทางมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ไม่ได้ต้องการตั้งพรรคการเมืองมาทำงานการเมืองเพื่ออยากเข้ามาเป็นรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ต้องการได้จำนวนเก้าอี้ สส.ในสภาเพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง พรรคประชาชนเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงบริบททางการเมืองที่ผ่านมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 จนถึงปี 2566 พรรคประชาชนเล็งเห็นแล้วว่าตราบใดที่เสียงของประชาชนยังไม่เข้มแข็งพอ โดยที่พรรคประชาชนซึ่งเป็นยานพาหนะยังไม่สามารถรวบรวมเสียงของประชาชนได้เข้มแข็งพอ ยังไม่สามารถที่จะเอาชนะระบบกติกาทางการเมืองที่ฉุดรั้งประเทศไทยอยู่ในปัจจุบันได้ ดังนั้น สำหรับภารกิจในครั้งหน้าพวกตนยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม พรรคประชาชนเชื่อว่ามีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะไม่หักหลังประชาชนด้วยกันเอง

ภารกิจของพรรคประชาชนในครั้งต่อไปคือการมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งโดยเอาหลังพิงประชาชนให้มากที่สุด ให้ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชนมากที่สุด ด้วยชุดนโยบายทั้ง การเปิดตัวคณะผู้บริหารต่อจากนี้ รวมทั้งการประกาศความพร้อมที่จะมีผู้สมัครครบทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ เพื่อทำให้พรรคประชาชนเติบโตเข้มแข็งมากเพียงพอที่จะสามารถกำกับทิศทางของรัฐบาลชุดหน้า เพื่อทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปได้ไกลกว่านี้ได้

เมื่อถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการผิดเอ็มโอเอหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากยึดตามตามข้อตกลงเอ็มโอเอที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็เป็นไปตามเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีให้ เพราะตามข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติเอ็มโอเอไม่สามารถที่จะลงรายละเอียดได้ทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่ลงนามอยู่แล้ว ว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญจะเป็นแบบไหน และถ้าย้อนไปดูบันทึกในที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญ ก็จะเห็นว่ามีการถกเถียง มีเหตุผลที่แตกต่างหลากหลายจาก สส.แต่ละพรรครวมถึง สว.เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติหลักของเอ็มโอเอต้องวางไว้เป็นหลักกว้างๆ ที่พรรคประชาชนมีจุดมุ่งหมายนอกจากการยุบสภาโดยเร็วที่สุดแล้ว ก็คือต้องมีการเดินหน้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดด้วย

แต่ในทางปฏิบัติ ตนอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปดูว่าตั้งแต่ร่างของกรรมการเสียงข้างมากที่มีตัวแทนจากทุกพรรคที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องของ สว. 1 ใน 3 รวมทั้งมติวิปรัฐบาลที่ออกมาก่อนที่จะมีการลงมติในสภาเมื่อวานที่ผ่านมา ทุกอย่างสอดคล้องกันในทิศทางเดียวกันว่าพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ว่าจะไม่มีเสียง สว. 1 ใน 3 อยู่ แต่ตนเริ่มได้รับทราบข้อเท็จจริงในช่วงเที่ยงของเมื่อวานที่ผ่านมา ว่าท่าทีของพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ลงมติตามมติของวิปรัฐบาล

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ว่าเหตุใดพรรคภูมิใจไทยถึงเลือกที่จะลงมติสวนต่อมติวิปรัฐบาลของตัวเอง พรรคประชาชนได้แสดงจุดยืนก่อนหน้านี้มาตลอดแล้ว ด้วยการทำงานผ่านกรรมาธิการหรือการประสานงานกันโดยตลอดระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง ว่าพรรคประชาชนไม่สามารถจะยอมรับได้ถ้ามีการผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ยังคงอำนาจ สว. 1 ใน 3 ไว้อยู่ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการผิดหรือไม่ผิดเอ็มโอเอ ตนอยากให้มีการถามคำถามในเชิงปฎิบัติกับนายกรัฐมนตรีด้วย

ส่วนกระบวนการต่อไปในครั้งหน้า อย่างน้อยเงื่อนไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็คือคำถามที่ 1 ที่จะต้องมีการจัดทำประชามติก่อน ซึ่งตอนนี้รัฐสภาได้ผ่านญัตติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นข้อผูกมัดตามกฏหมายที่คณะรัฐมนตรีรักษาการจะต้องดำเนินการตาม เพราะฉะนั้นความหวังในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงเดินหน้าอย่างเต็มที่ และในการเลือกตั้งครั้งหน้ายิ่งเสียงของประชาชนเห็นด้วยกับพรรคประชาชนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ความสำเร็จมากขึ้นได้เท่านั้น

– 006

ไขก๊อก พท.แล้ว! ‘ภูมินทร์-กิตติ-ประเสริฐ-นุชนาถ’จ่อซบ ภท. ยื่นใบสมัคร 13 ธ.ค.

ไขก๊อก พท.แล้ว! 'ภูมินทร์-กิตติ-ประเสริฐ-นุชนาถ'จ่อซบ ภท. ยื่นใบสมัคร 13 ธ.ค.

ไขก๊อก พท.แล้ว! ‘ภูมินทร์-กิตติ-ประเสริฐ-นุชนาถ’จ่อซบ ภท. ยื่นใบสมัคร 13 ธ.ค.

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

ไขก๊อก พท.แล้ว! “ภูมินทร์-กิตติ-ประเสริฐ-นุชนาถ”จ่อซบ ภท. ยื่นใบสมัคร 13 ธ.ค.นี้ ชี้พื้นที่ชายแดนศรีสะเกษ เลือกตั้งได้หรือไม่ เป็นหน้าที่ กกต.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีต สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ภาพหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย พร้อมโพสต์ภาพถ่ายร่วมกับ 3 สส.พรรคเพื่อไทย คือ นายกิตติ สมทรัพย์ อดีต สส.ร้อยเอ็ด เขต 6 , นายประเสริฐ บุญเรือง อดีต สส.กาฬสินธุ์ เขต 2 และ นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร อดีต สส.ศรีสะเกษ เขต 9 พร้อมโพสต์ข้อความว่า “ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเรียบร้อยแล้วนะครับ”

ต่อมา นพ.ภูมินทร์ เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นหนังสือลาออกจากพรรคเพื่อไทย และได้กรอกใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยเตรียมจะยื่นในวันที่ 13 ธ.ค.68 รวมถึง นายกิตติ , นายประเสริฐ และ นางนุชนาถ ได้เตรียมยื่นสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วยเช่นกัน โดยในส่วนของตนจะลงเลือกตั้งในเขต 4 เช่นเดิม และอีก 3 คน ลงพื้นที่เดิมเช่นเดียวกัน

นพ.ภูมินทร์ กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์พื้นที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ที่ยังมีการสู้รบ และเกรงว่าจะมีปัญหาในการเลือกตั้ง ในส่วนนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นผู้พิจารณา

– 006

เปิดตัว‘เสธ.แมว’ แคนดิเดตนายกฯไทยสร้างไทย สู้ศึกเลือกตั้ง

เปิดตัว‘เสธ.แมว’ แคนดิเดตนายกฯไทยสร้างไทย สู้ศึกเลือกตั้ง

เปิดตัว‘เสธ.แมว’ แคนดิเดตนายกฯไทยสร้างไทย สู้ศึกเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.54 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว นั้น ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน ซึ่งส่งผลกระทบกับกำหนดการอย่างเป็นทางการในการจัดแถลงข่าวบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยสร้างไทย

อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลาที่ผ่านมาพรรคไทยสร้างไทยได้มีการพูดคุยและเรียนเชิญด้วยวาจากับ พลโทภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อขอเสนอชื่อเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งนี้  และพลโทภราดร พัฒนถาบุตร ได้ตอบรับด้วยวาจาแล้ว ซึ่งจะได้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติที่เป็นทางการของพรรคไทยสร้างไทยต่อไป

ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่มีเวลาเป็นข้อจำกัดนี้พรรคไทยสร้างไทยจึงขอเรียนพี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนให้ได้รับทราบในเบื้องต้นว่า พลโทภราดร พัฒนถาบุตร จะเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยสร้างไทย ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ จึงเรียนมาเพื่อทราบ

– 006

สะพัด! ‘วราวุธ’ยื่นลาออก‘หัวหน้าชาติไทยพัฒนา’แล้ว จันทร์ 15 ธ.ค.ยกคณะเข้า‘ภูมิใจไทย’

สะพัด! ‘วราวุธ’ยื่นลาออก‘หัวหน้าชาติไทยพัฒนา’แล้ว จันทร์ 15 ธ.ค.ยกคณะเข้า‘ภูมิใจไทย’

สะพัด! ‘วราวุธ’ยื่นลาออก‘หัวหน้าชาติไทยพัฒนา’แล้ว จันทร์ 15 ธ.ค.ยกคณะเข้า‘ภูมิใจไทย’

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.45 น.

สะพัด! ‘วราวุธ’ยื่นลาออก‘หัวหน้าชาติไทยพัฒนา’แล้ว จันทร์ 15 ธ.ค.ยกคณะเข้า‘ภูมิใจไทย’

12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) หลังจากที่นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นำอดีต สส.ของพรรคทั้ง 10 คน ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

ล่าสุดบรรดาอดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนาทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายวราวุธ , นายประภัตร โพธสุธน อดีตเลขาธิการพรรค , นายสรชัด สุจิตต์ , นายนพดล มาตรศรี , นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายเสมอกัน เที่ยงธรรม อดีต สส.สุพรรณบุรี , นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ นายอนุชา สะสมทรัพย์ และนายศุภโชค ศรีสุขจร อดีต สส.นครปฐม และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต สส.ร้อยเอ็ด ต่างทยอยเดินทางมายังที่ทำการพรรค ชทพ. เพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคแล้ว และในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม นี้ อดีตสส.ทั้ง 10 คน นำโดยนายวราวุธจะเดินทางไปสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

รายงานข่าว ระบุว่า หลังจากที่นายวราวุธ ลาออกแล้ว เท่ากับว่ากรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งและต้องมีการเลือกขึ้นมาใหม่ ภายในระยะเวลา 60 วัน ดังนั้นการปรับโครงสร้างภายในพรรคจะดำเนินการหลังจากนี้ และเมื่อนายวราวุธ ลาออกแล้ว จะให้นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคไปพรางก่อน เพื่อรอการเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคของน.ส.กัญจนา ศิลปอาชา 

ขณะที่การส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น เบื้องต้นพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทั้งสส.เขต และระบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ซึ่งจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสถานะความเป็นพรรคการเมือง เพราะตามเงื่อนไขของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าพรรคการเมืองใดที่ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ติดต่อกัน 2 ครั้ง พรรคจึงจะสิ้นสภาพไป

จับตา 3 ทุ่มคืนนี้ ‘อนุทิน’คุย’ทรัมป์’ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

จับตา 3 ทุ่มคืนนี้ 'อนุทิน'คุย'ทรัมป์'ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

จับตา 3 ทุ่มคืนนี้ ‘อนุทิน’คุย’ทรัมป์’ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวนัดหารือทางโทรศัพท์กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า คืนนี้ เวลา 21.20 น.ตนจะหารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเป็นอัพเดตสถานการณ์หลังจากพูดคุยกันล่าสุดตอนที่ตนเดินทางตามเสด็จที่ประเทศจีน ก็เป็นเวลาเกือบเดือนแล้ว แต่เรื่องการตัดสินใจดำเนินการอะไรต่างๆ นั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลไทยที่สนับสนุนและมอบอำนาจให้กองทัพดำเนินการ

เมื่อถามว่า จะให้ความมั่นใจประชาชนตามแนวชายแดนอย่างไร เพราะเมื่อมีการยุบสภาแล้ว ทำให้มีความกังวลว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการก็มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน มีเพียงข้อยกเว้นบางอย่างเท่านั้น แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ข้อยกเว้นนั้นก็ไปอธิบายกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ และถ้าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“เมื่อดูตามวางไทม์ไลน์ที่เคยดำเนินการมาเลือกตั้งไม่เกิน 60 วัน การรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 45 วัน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ทุกรัฐบาลจะหมดวาระไปเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งเมื่อนับๆ ดูก็แค่ 5 – 6 เดือน”

เมื่อถามว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะยุติก่อนเลือกตั้งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการปกป้องอธิปไตยปกป้องดินแดนทหารเขาก็ทำเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ประกาศหยุดยิง ได้รับรายงานหรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามว่า หยุดยิงเมื่อไหร่ ตนยังไม่ได้รับทราบ และเสร็จจากนี้ตนจะเดินทางไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย เนื่องจากเย็นวันเดียวกันนี้ตนต้องคุยกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะไปรับฟังผลการสรุปการดำเนินการของกองทัพ

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าการตัดสินใจยุบสภา สอดคล้องกับกระแสข่าวที่สมเด็จฮุนเซน สั่งหยุดยิง ทำให้ถูกมองว่ารัฐบาลไทยและกัมพูชาสมรู้ร่วมคิดกัน นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ตนยุบสภาเพราะหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) บอกให้ยุบ ผมก็ยุบ”

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานการกักตัวคนไทย ที่ด่านปอยเปตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับรายงานแล้ว ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือทางความมั่นคงจะเป็นผู้ดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีมีข่าวว่านายกฯ ให้ นายเบน สมิธ ยืมเครื่องบิน นายอนุทิน เพียงแค่หันมามองหน้าผู้สื่อข่าว แต่ไม่ตอบคำถามใดๆ