‘อนุทิน’เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง’เท้ง’บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง

'อนุทิน'เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง'เท้ง'บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง

‘อนุทิน’เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง’เท้ง’บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.50 น.

“อนุทิน”เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง”เท้ง”บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง ยึดตาม MOA แต่เรื่องคงอำนาจ สว.โหวตรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง รับสั่ง สว.ไม่ได้ แย้มพร้อมหนุนประชามติแก้รัฐธรรมนูญคำถามแรก

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุผลในการตัดสินใจยุบสภา ว่า ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน ตนและพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นรัฐบาลได้ เพราะพรรคประชาชน (ปชน.) ให้มาเป็น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็พยายามทำมาตลอด และในสัญญาที่มีต่อกันใน MOA ทั้ง 4 – 5 ข้อ พรรคภูมิใจไทยก็ปฏิบัติมาตลอด แต่เรื่องการแก้ไขมาตรา 256/28 เกี่ยวกับอำนาจ สว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการพูดกันใน MOA มาก่อน แต่เมื่อหัวหน้าพรรคประชาชนแถลงในรัฐสภาว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่โหวตตามที่ต้องการ พรรคประชาชนก็จะไม่สนับสนุน และขอให้นายกฯ ยุบสภา

“ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า ก่อนถึงจุดนี้ได้เจรจากับพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการพูดคุย และประสานกัน ซึ่งคนที่ประสานงานหลัก คือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ตัดสินใจยุบสภามาจากการที่พรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าชัดเจนที่ท่านต้องการให้ยุบสภา ตนก็ยุบ เพราะท่านให้ตนมาเป็นรัฐบาล ตนก็ให้เกียรติท่าน

เมื่อถามว่า การยื่นยุบสภาเป็นการยื่นก่อนที่พรรคประชาชนจะมีท่าทีในการเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำทุกอย่างแล้ว มาจนถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้มีการโหวตในวาระ 1 และวาระ 2 แต่มาติดที่มาตรา 256/28 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่มีความสามารถที่จะไปกดดันหรือบังคับโน้มน้าว สว.ตามที่พรรคประชาชนต้องการได้

เมื่อถามว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนการคงอำนาจ สว.ไว้ ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นการหักหลังทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ให้ไปดู MOA เขียนไว้อย่างไร ซึ่ง MOA ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับ สว.เลย แต่เป็นข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อตกลงที่จะไม่มีการเพิ่มจำนวน สส.และไม่พยายามเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นบริบททางการเมืองที่เราสามารถทำได้ แต่เราก็ไม่ทำ ซึ่งการขอให้มีมติเกี่ยวกับคำถามแก้รัฐธรรมนูญเราก็ทำให้ หากส่งมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนได้หารือกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ท่านก็บอกว่าสามารถที่จะกำหนดวันทำประชามติได้ โดยอำนาจคณะรัฐมนตรีที่ยังรักษาการอยู่ ตนก็ทำให้ รักษาเงื่อนไขตามเอ็มโอเอ พร้อมย้ำว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ในอนาคตยังจับมือกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เมื่อถามว่า การยุบสภาครั้งนี้มีการเตรียมการมาล่วงหน้าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามเรื่องการเตรียมร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ตนได้เตรียมไว้แต่วันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรี แค่เปลี่ยนเดือนมาแค่สองเดือนเท่านั้นเอง เราต้องยอมรับสภาพว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เข้ามาเพื่อจัดการปัญหาบ้านเมืองที่ติดขัดค้างคาให้ผ่านพ้นไปได้ เช่น การเจรจาทางการค้า การยอมรับจากนานาชาติ การนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก เรื่องความมั่นคงก็ทำให้เป็นปึกแผ่น การจัดระเบียบข้าราชการให้บริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่งเมื่อคนที่เขานำเราเข้ามา บอกให้เราทำแค่นี้ เราก็คืนอำนาจให้ประชาชน

‘กองทัพ’โต้เฟกนิวส์’กัมพูชา’ อ้างกระสุนปืนใหญ่/ระเบิด F-16 ตกใส่ รพ.-โรงเรียน

'กองทัพ'โต้เฟกนิวส์'กัมพูชา' อ้างกระสุนปืนใหญ่/ระเบิด F-16 ตกใส่ รพ.-โรงเรียน

‘กองทัพ’โต้เฟกนิวส์’กัมพูชา’ อ้างกระสุนปืนใหญ่/ระเบิด F-16 ตกใส่ รพ.-โรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง ภาพที่ฝ่ายทางกัมพูชานำมากล่าวอ้างว่า ฝ่ายไทยยิงปืนใหญ่เข้ามาบริเวณโรงพยาบาลของกัมพูชา เป็นภาพหัวกระสุนที่ไม่ระเบิดที่กัมพูชากล่าวอ้าง เป็นภาพปลอม หากเป็นหัวกระสุนที่ถูกยิงมาสภาพหัวกระสุนต้องบิดเบี้ยว บุบสลาย เนื่องจากการยิงจากปืนใหญ่ยิงด้วยความเร็วสูงเมื่อกระแทกกับพื้นที่ที่เป็นพื้นที่แข็ง หัวกระสุนจะมีการบุบสลายถ้าไม่ระเบิด แต่ถ้าระเบิดจะต้องเป็นหลุมที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ถือว่าเป็นภาพเป็นการจัดฉากของฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้ดูว่าเราโจมตีสถานที่พลเรือนต่างๆ

ดังนั้น ขอปฏิเสธว่า กองทัพไม่ได้มีแนวทางหรือการปฏิบัติการในลักษณะเช่นนี้ในการโจมตีสถานที่พลเมือง ซึ่งตรงกันข้ามกับกัมพูชาในเหตุการณ์ที่ผ่านมา โจมตีสถานพยาบาล สถานที่พลเรือนได้รับความเสียหาย เกิดความโกลาหลในประชาชนคนไทย

นอกจากนี้ ยังมีภาพเฟกนิวส์ที่สร้างโดยเอไอ ที่กล่าวว่ามีการตรวจพบกองกำลัง BHQ กัมพูชา แทรกซึมในพื้นที่ ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเป็นสถานการณ์จริง แต่ภาพที่นำมาเสนอ เป็นภาพที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน สังเกตได้ คนที่เดินเข้ามา การใส่หมวกของชาวตะวันตก ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ในภูมิภาคเอเชีย ไม่มีการสวมหมวกแบบคาร์บอยเช่นนี้

นอกจากนี้ ยังมีภาพทหารกัมพูชายืนประจันหน้ากับทหารไทย ก็เป็นไปไม่ได้ จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ เฟกนิวส์ในช่วงนี้กระจายและระบาดเป็นอย่างมาก ต้องใช้ความรอบคอบในการตรวจสอบอย่างยิ่ง

ด้าน พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวเสริม คลิปที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่อ้างว่าเกิดจากผลกระทบ F-16 รร.พระวิหาร ว่า ยืนยันว่ากองทัพอากาศโจมตีเป้าหมายทางทหารทั้งหมด เราให้ความสำคัญต้องไม่กระทบกับพลเมือง หรือให้กระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ การเลือกเป้าหมาย เราพิจารณาอาวุธเป็นองค์ประกอบ เป้าหมายที่มีโอกาสใกล้เคียงพลเรือนใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง อำนาจการทำลายล้างระเบิดขนาด 500 ปอนด์ ต้องใหญ่กว่าที่กัมพูชาขุดเอาไว้มาก เป็นความพยายามที่จะสร้างเฟกนิวส์ สร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายกัมพูชา

“ระเบิด 500 ปอนด์ หากลงมาแถวนี้ ช่อง 5 จะหายไปทันที หาก 2,000 ปอนด์ เท่ากับสนามฟุตบอล ถือว่าเป็นความพยายามที่ดูน่ารัก แต่ดูไม่สมเหตุสมผล ขอยืนยันทุกเป้าหมายที่เราเลือกให้เกิดผลกระทบ ขีดความสามารถ ลดทอนขีดความสามารถกัมพูชา และเสริมสร้างโอกาสที่ฝ่ายเรา เข้าปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

พร้อมย้ำว่า หากเป็นเป้าหมายพลเรือนทุกอย่าง สถานศึกษาย่านที่พักอาศัย ถูกหลีกเลี่ยงทั้งหมด เป้าหมายที่ใกล้กับชุมชนถูกใช้อาวุธที่มีความแม่นยําสูง เพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดกับพลเรือนน้อยที่สุด ขอยืนยันว่าภาพที่เกิดขึ้นเป็นเฟกนิวส์และมีความพยายามหลากหลายครั้งว่ากองทัพอากาศของไทยโจมตีพลเรือนขอยืนยันด้วยความชัดเจน เราหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนต้องฝั่งไทยและฝ่ายกัมพูชา

จับตา 3 สส.ติดคดี112 หลังหมดเอกสิทธิ์คุ้มครอง

จับตา 3 สส.ติดคดี112 หลังหมดเอกสิทธิ์คุ้มครอง

จับตา 3 สส.ติดคดี112 หลังหมดเอกสิทธิ์คุ้มครอง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

จับตา 3 สส. ปชน. อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี  112 จะเป็นอย่างไรหลังหมดเอกสิทธิ์คุ้มครอง

หลังมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดพ้นจากตำแหน่งทันที รวมทั้งเอกสิทธิ์ต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดก็ยุติลงด้วย โดยเฉพาะเอกสิทธิ์คุ้มครองในการถูกดำเนินคดี

ทั้งนี้นอกจากคดีทั่วไปแล้ว มีการจับตาไปที่ สส. พรรคประชาชน ซึ่งหลายคนยังถูกดำเนินคดีที่เป็นที่สนใจจากประชาชน เช่น คดีกระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 พบว่า มีอย่างน้อย 3 คน คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพ โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ศาลชั้นต้นได้ตัดสินจำคุกคดีกระทำความผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยไม่รอลงอาญา 3 ปี และคดีผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ 3 ปี รวมเป็น 6 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

โดยนอกจากคดีดังกล่าวแล้ว น.ส.รักชนก ยังถูกนายสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้องหมิ่นประมาทร่วมกับนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทด้วย

นส.ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ในความผิดมาตรา 112 จำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา ขณะนี้อยู่ระหว่างประกันตัว

นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กรุงเทพ แม้จะได้รับการยกฟ้องคดี 112 ไปแล้ว 1 คดี แต่ยังเหลืออีก 1 คดี โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานี นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 มีนาคม 2569

นอกจากนี้ นายจิรัฏฐ์​ ทองสุวรรณ์​ สส.ฉะเชิงเทรา ซึ่งถูกดำเนินคดีปลอมแปลงเอกสาร สด.43 จากการตรวจสอบพบว่า ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นี้

พท.เรียกประชุมแกนนำ-อดีต สส.เตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าโหมดเลือกตั้ง

พท.เรียกประชุมแกนนำ-อดีต สส.เตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าโหมดเลือกตั้ง

พท.เรียกประชุมแกนนำ-อดีต สส.เตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าโหมดเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

พท.เรียกประชุมแกนนำ-อดีต สส.เตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าโหมดเลือกตั้ง งดทุกกิจกรรมที่ขัด กม. สั่งเร่งทำตัวแทนจังหวัดให้ครบทุกเขตก่อน 15 ธ.ค.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการเรียกประชุมแกนนำ และอดีต สส.ของพรรค ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาประกาศยุบสภา นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายชูศักดิ์ ศิรินิล , นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรค และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค

นายประเสริฐ กล่าวว่า ขอให้ให้กำลังใจสมาชิกทุกท่าน จึงอยากให้ทุกท่านเตรียมความพร้อมในการเตรียมเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง ขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจในศักยภาพของพรรคและทีมงาน เราได้เตรียมการคิดถึงเหตุการณ์ยุบสภาที่เกิดขึ้นมา โดยตั้งสมมุติฐานว่าการยุบสภานั้น สามารถเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค.ซึ่งเป็นจริง ฉะนั้นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้เตรียมมาหลายอย่าง ทั้ง 1.ป้ายที่เปิดตัวผู้สมัครก่อนหน้านี้ ท่านต้องเอาลงทั้งหมด เพราะว่าป้ายที่ติดตั้งก่อนหน้านี้ เป็นป้ายที่มีขนาดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ป้ายที่บอกว่าจะลงสมัคร สส.สำหรับผู้สมัครใหม่ที่ขึ้นป้าย 2.กิจกรรมทุกอย่างที่ขัดกับกฎหมายการเลือกตั้ง ต้องลดทุกชนิด ในช่วงที่มีผู้ประสบภัย สถานการณ์ชายแดน หรือการแจกสิ่งของทุกชนิดต่างๆ ที่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ท่านไม่สามารถกระทำได้แล้ว เพราะพระราชกฤษฎีกามีผลวันที่ 12 ธ.ค.

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า 3.ตัวแทนจังหวัดทุกจังหวัด ขณะนี้พรรคได้ดำเนินการแล้วเกือบเสร็จสิ้นครบ 77 จังหวัด ยังมีบางจังหวัดที่ยังไม่ครบ ขอให้จังหวัดที่ยังไม่ทำให้ครบ เร่งดำเนินการทำให้ครบ เพื่อให้สามารถส่งผู้สมัคร สส.ทั้งในระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อได้ครบ ขณะนี้เหลืออีกไม่กี่จังหวัด เดดไลน์ไม่เกิน 21 ธ.ค.ย้ำว่าต้องทำก่อน ไม่ต้องรอให้ถึงเดดไลน์ ให้จบไม่เกินวันที่ 15 ธ.ค.นี้ 4.ขอให้เตรียมรายชื่อตัวแทนของผู้สมัคร ในการแจ้งเบาะแสเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม อีกทั้งเอกสารในการสมัครรับเลือกตั้ง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักลืมเสมอคือเอกสารภาษี การเลือกตั้งแม้จะสมัครวันใดก็ยังไม่รู้ แต่หลักฐานภาษีต้องนำมาด้วย โดยต้องย้อนหลัง 3 ปี และจะให้ทีมกฎหมายมาชี้แจงอีกครั้ง

– 006

ผลทางกฎหมายหลัง‘ยุบสภา’ รัฐธรรมนูญจำกัดอำนาจ‘ครม.’ 4 เรื่อง

ผลทางกฎหมายหลัง‘ยุบสภา’ รัฐธรรมนูญจำกัดอำนาจ‘ครม.’ 4 เรื่อง

ผลทางกฎหมายหลัง‘ยุบสภา’ รัฐธรรมนูญจำกัดอำนาจ‘ครม.’ 4 เรื่อง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

ผลทางกฎหมายหลัง‘ยุบสภา’ รัฐธรรมนูญจำกัดอำนาจ‘ครม.’ 4 เรื่อง

12 ธันวาคม 2568 ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความ และกฎหมายพยานหลักฐาน ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รามคำแหง นิด้า และแม่ฟ้าหลวง ให้ความเห็นทางกฎหมายกรณี “ผลตามกฎหมายเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

อำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 วรรคหนึ่ง โดยการยุบสภาให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 วรรคสอง

ผลตามกฎหมายกรณีทั่วไปเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร มีดังนี้

1. สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (1)

2. ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรใช้บังคับ คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประกาศกําหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรใช้บังคับ โดยวันเลือกตั้งต้องกําหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 วรรคสาม

ดังนั้น กรณีที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปภายในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

โดยวันเลือกตั้งทั่วไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนด อย่างเร็วที่สุดจะเป็นวันที่ 26 มกราคม 2569 และอย่างช้าที่สุดจะเป็นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

และเมื่อพิจารณาจากธรรมเนียมปฏิบัติที่จะกำหนดวันเลือกตั้งให้ตรงกับวันอาทิตย์เพื่อความสะดวกของประชาชนในการมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

หากพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ดังกล่าว วันเลือกตั้งที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด จะเป็นวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

3. ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 117 วรรคหนึ่ง

4. ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ หรือที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วแต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้เป็นอันตกไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 วรรคหนึ่ง

5. รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตําแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง  (2)

ผลตามกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร มีดังนี้

1. คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตําแหน่งเนื่องจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1)

2. คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตําแหน่งเนื่องจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) ดังกล่าว ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ดังต่อไปนี้

(1) ไม่อนุมัติงานหรือโครงการ หรือกระทำการที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

(2) ห้ามแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําหรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตําแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การเลือกตั้งก่อน

(3) ห้ามอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

(4) ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทําการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และห้ามกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด

มีข้อสังเกตว่า สำหรับกรณีที่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) อันเป็นผลจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเสียงข้างมากให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั้น คณะรัฐมนตรีรักษาการที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามทั้ง 4 ข้อ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ดังกล่าว

ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตําแหน่งเนื่องจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (2)

‘กรณ์’ลั่น‘ประชาธิปัตย์’ไม่ทิ้งกัน ปวดใจแทนปชช.‘ยุบสภา’ตอนนี้ทำบ้านเมืองสุ่มสี่ยง

‘กรณ์’ลั่น‘ประชาธิปัตย์’ไม่ทิ้งกัน ปวดใจแทนปชช.‘ยุบสภา’ตอนนี้ทำบ้านเมืองสุ่มสี่ยง

‘กรณ์’ลั่น‘ประชาธิปัตย์’ไม่ทิ้งกัน ปวดใจแทนปชช.‘ยุบสภา’ตอนนี้ทำบ้านเมืองสุ่มสี่ยง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.10 น.

‘กรณ์’ลั่น‘ประชาธิปัตย์’ไม่ทิ้งกัน ปวดใจแทนปชช.‘ยุบสภา’ตอนนี้ทำบ้านเมืองสุ่มสี่ยง

12 ธันวาคม 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ผมเชื่อว่าหลายคนคงตกใจกับข่าวยุบสภาฯ เมื่อคืนนี้  การยุบตอนนี้สุ่มเสี่ยงต่อบ้านเมืองและต่อประชาชนที่รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างมาก

ก่อนอื่นขอเป็นกำลังใจให้กับทหารแนวหน้าทุกคนของเรา แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองจะทำให้เกิดสุญญากาศในจังหวะที่ล่อแหลม แต่ผมมั่นใจว่าประชาชนคนไทยแทบทุกคนมีท่านอยู่ในใจ ส่งกำลังใจไปที่ท่าน และร่วมกันสวดมนต์อวยพรให้ท่านปลอดภัย ประสบความสำเร็จในการรักษาอธิปไตยของชาติบ้านเมือง

และในเวลานี้ขอส่งใจไปที่พี่น้องขาวใต้ ที่ยังสาหัสจากน้ำท่วมที่ผ่านมา ท่านรอดชีวิตมาได้แต่ยังต้องต่อสู้กับการคืนชีวิตความเป็นอยู่ การฟื้นฟูอาชีพการงาน หารายได้เพื่อมาลดภาระหนี้สิน  เราจะไม่ทิ้งกันครับ

เราชาวประชาธิปัตย์ตระหนักในภาระหน้าที่ ปวดใจแทนประชาชนกับสถานการณ์การเมืองและบ้านเมือง แต่เราคนไทยต้องไม่ย่อท้อครับ กำลังใจเป็นสำคัญ เรามาสามัคคีแก้ปัญหาไปด้วยกัน #ประเทศชาติต้องมาก่อน

‘ยุบสภา’ไม่เกินคาดหมาย ‘สรวงศ์’เชื่อไม่ทำแนวหน้าเสียขวัญกำลังใจ

'ยุบสภา'ไม่เกินคาดหมาย 'สรวงศ์'เชื่อไม่ทำแนวหน้าเสียขวัญกำลังใจ

‘ยุบสภา’ไม่เกินคาดหมาย ‘สรวงศ์’เชื่อไม่ทำแนวหน้าเสียขวัญกำลังใจ

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.06 น.

เมื่อวีนที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีรัฐบาลประกาศยุบสภาท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีเหตุปะทะต่อเนื่อง ว่า ตนไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะกระแสการยุบสภามีมาอย่างต่อเนื่อง และ นายจุลพัลธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้กำชับลูกพรรคให้มีความพร้อมลงพื้นที่ และกรรมการบริหารพรรคต้องพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง และพรรคเพื่อไทยไม่ได้แปลกใจอะไร แต่รู้สึกเป็นห่วงประชาชน ซึ่งตนเป็น สส.พื้นที่ชายแดน ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ 100% แล้ว แต่ได้รับการดูแลที่ยังไม่ทั่วถึง นี่คือสิ่งที่ประชาชนสะท้อนมายังผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นการยุบสภาหากถามว่ามีผลต่อประชาชนในศูนย์อพยพหรือไม่ ตนมองว่าไม่มี เพราะทางจังหวัดดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

นายสรวงศ์ กล่าวว่า การยุบสภาไม่ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของแนวหน้า การที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะเช่นนี้ โดยเฉพาะ 7 จังหวัดชายแดน เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทหารหาญก็ทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

เมื่อถามถึงการจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดน นายสรวงศ์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้พูดคุยกับนายจุลพันธ์เมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะการเลือกตั้งทั่วไปไม่เหมือนการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ แต่ 7 จังหวัดที่มีการสู้รบกันอยู่อาจเป็นประเด็น แต่ต้องดูว่ากฤษฎีกาเลือกตั้งจะออกเมื่อไหร่ และมีการเลือกตั้งวันไหน เหตุการณ์จะบานปลายไปจนถึงตอนนั้นหรือไม่ ซึ่งตนมองว่า ต้องแยกกันคนละส่วน เมื่อกฤษฎีกาออกกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจนต้องไปดูหน้างานอีกทีว่าวันที่ลงคะแนนสถานการณ์ยังแย่อยู่หรือไม่

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องมีแผนสำรองรองรับในพื้นที่ชายแดนหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ตนไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ต้องถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าหากถึงวันเลือกตั้งจริงๆแล้วเหตุการณ์ 7 จังหวัดชายแดนยังวิกฤติอยู่จะมีการปฏิบัติอย่างไร ทั้งนี้ รู้สึกหนักใจในฐานะที่เป็นผู้แทนจังหวัดชายแดน อย่างไรตนยังเป็นผู้แทนอยู่ถึงจะไม่มีสภา แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน และยังดูแลประชาชนได้อยู่จะทำงานควบคู่กับการหาเสียง

‘โสภณ’มองไม่น่าเลือกตั้งได้ อ้างเหตุปะทะชายแดนไทย เขมร

'โสภณ'มองไม่น่าเลือกตั้งได้ อ้างเหตุปะทะชายแดนไทย เขมร

‘โสภณ’มองไม่น่าเลือกตั้งได้ อ้างเหตุปะทะชายแดนไทย เขมร

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

‘โสภณ’มองถ้าคนชายแดนยังอพยพอยู่ ไม่น่าเลือกตั้งได้ เหตุต้องทำพร้อมกันทั่วประเทศ ระบุถ้าไม่สงบ เป็นหน้าที่ กกต.

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 12 ธ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะกำกับดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสาน ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดการเลือกตั้ง สส. ซึ่งกฎหมายกำหนดให้จัดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด 400 เขต แต่ยังมีสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จะมีปัญหาหรือไม่ ว่า ถ้ามันไม่สงบก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถ้าคนยังอพยพอยู่อย่างนี้จะเลือกตั้งอย่างไร ซึ่งไม่น่าจะได้ เพราะต้องเลือกตั้งพร้อมกัน

เมื่อถามถึงการหาเสียงของพรรค ภท.ในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายโสภณ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราก็ดูแลประชาชน ซึ่งจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ยังไม่รู้ อยู่ที่ กกต.

ปล่อยหนูเข้าป่า!‘จุลพันธ์’ฟาด‘ดีลการเมือง’ที่พังพินาศที่สุด ‘ปชน.-ภท.’ต้องร่วมรับผิดชอบ

ปล่อยหนูเข้าป่า!‘จุลพันธ์’ฟาด‘ดีลการเมือง’ที่พังพินาศที่สุด ‘ปชน.-ภท.’ต้องร่วมรับผิดชอบ

ปล่อยหนูเข้าป่า!‘จุลพันธ์’ฟาด‘ดีลการเมือง’ที่พังพินาศที่สุด ‘ปชน.-ภท.’ต้องร่วมรับผิดชอบ

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

‘จุลพันธ์’ฟาด‘ปชน.-ภท.’ต้องรับผิดชอบร่วมกัน มองเป็น‘ดีลการเมือง’ที่พังพินาศที่สุด ผิดหวัง‘เท้ง’ปล่อย‘หนูเข้าป่า’ให้นายกฯ‘ยุบสภา’หนีการตรวจสอบ ซัดรัฐบาลลอยตัวเหนือความผิด ชี้ไม่ใช่เวลาถามหาความจริงใจ ‘นายกฯ’ต้องทำตามกฎหมาย ส่งคำถามประชามติให้กกต.เท่านั้น

เมื่อเวลา 08.50 น.วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไปไม่ถึงวาระ 3 ถือว่าเกินความคาดหมายหรือไม่ ว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่พูดมาโดยตลอด เพราะเห็นมาตั้งแต่ต้นว่าเอ็มโอเอที่ทำมาจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) มีแต่ทางล้มเหลว เพราะเป็นดีลการเมืองที่พังพินาศที่สุดเท่าที่เคยมีมา และขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วมีแต่ไปสู่ความผิดพลาด สุดท้ายปรากฏชัดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เราสงสัยมาโดยตลอดถึงเรื่องความจริงใจรัฐบาลที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจุดนี้ตนไม่แน่ใจว่าพรรคปชน. เพิ่งเห็นหรือไม่อย่างไรเพราะเราพยายามเตือน พยายามบอกตั้งแต่ต้นอยู่แล้วสุดท้ายก็ปรากฏชัด เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ประชุมรัฐสภา ทางพรรคภท. โหวตให้กับสว. โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถไปคุยกับสว.ได้ หรือไปควบคุมไม่ได้ จึงจำเป็นต้องยกมือให้เพื่อหวังว่าวาระ 3 จะผ่าน หากจะมีคนเชื่อก็มีแต่พรรคปชน. เพราะพรรคการเมืองอื่นเห็นอยู่แล้วว่าการเคลื่อนไหวของสว.ชุดนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภท. อย่างไร

“จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องประหลาด ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ได้พูดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่าที่เข้าสู่เอ็มโอเอฉบับดังกล่าว เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทย มีอำนาจเหนือที่จะเจรจากับสว.ชุดนี้ ฉะนั้น นายณัฐพงษ์คงเชื่อเหมือนกับผมว่ากระบวนการฮั้วสว.นั้นมีจริง” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามถึง กรณีที่สถานการณ์มาถึงจุดนี้ดูเหมือนว่าพรรคปชน.กับพรรคภท.โยนความผิดกันไปมา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องรับผิดชอบทั้งคู่ สำหรับพรรค พท.ต้องแสดงความผิดหวังกับรัฐบาลก่อน เพราะสภาวะประเทศขณะนี้ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา เรื่องน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ และเลือกที่จะหนีการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจและยุบสภา ทิ้งให้ประชาชนเดือดร้อนต่อไป แต่แน่นอนว่ากลไกภาครัฐยังสามารถเดินต่อไปได้ ทหารก็ดูแลชายแดนไป แต่รัฐบาลปัดความรับผิดชอบของตนเอง ยุบสภาหนีการตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่ความผิดหวังที่สองของพรรค พท. คือพรรคปชน. ซึ่งยอมรับว่าก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกับนายณัฐพงษ์จริง ที่มาขอให้พรรค พท.ชะลอการยื่นอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และสุดท้ายมาพูดคุยกันว่าหากการลงมติในวาระที่ 2 มีปัญหาหรือแพ้ นายณัฐพงษ์ก็เชื่อว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ ก็จะมาร่วมกับพรรค พท. ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งตอนที่นายณัฐพงษ์พูดในสภา ตนอยู่ด้านนอก แต่เมื่อได้ยินก็รีบเข้ามาทันที เพราะตอนที่นายณัฐพงษ์พูด ก็ชัดเจนว่า หากญัตติโหวตแพ้ ก็ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา และส่งสัญญาณว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ซึ่งต้องใช้คำว่า ปล่อยหนูเข้าป่า เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถที่จะยุบสภาได้ทัน เพื่อที่จะไม่ต้องตรวจสอบกัน เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาล ไม่ต้องโดนตรวจสอบ ซึ่งเราผิดหวังทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และอีกหลายพรรคการเมือง ที่มาลงชื่อไว้กับผม ก็พร้อมที่จะตรวจสอบ เรารอพรรคประชาชนว่าจะเอาอย่างไร”นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าพรรคปชน. ตามเกมไม่ทันทั้งเอ็มโอเอ หรือการชิงยุบสภาก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตามไม่ทันหรือเห็นว่าวิธีการนี้ดีกว่า ตนไม่ทราบ ท่านอาจจะเลือกให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งแทนการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งการตรวจสอบรัฐบาลมีปัญหาเยอะทั้งเรื่องของกรณีเขากระโดง ฮั้วสว. การทุจริตคอรัปชั่น MotoGP และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า 2 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยและคนไทยไม่ได้อะไรเลย คนที่ได้ทั้งหมดเต็มๆ คือ พรรคภท.ที่ได้สะสมกำลัง เสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม และได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งคนไทยไม่ได้อะไร กลับต้องมาเผชิญกับรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ที่บริหารงานน้ำท่วมล้มเหลว งานชายแดนจนกระทั่งลุกลาม ซึ่งทั้ง 2 พรรคที่อยู่ในเอ็มโอเอต้องรับผิดชอบทั้งคู่

เมื่อถามว่า สถานการณ์แบบนี้เหมือนปล่อยให้รัฐบาลลอยตัวเหนือความผิดหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ถูกต้อง ความจริงแล้วกระบวนการถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สภาก็เดินหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อได้ สภามีหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาใหม่ หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกจากตำแหน่ง ซึ่งยังสามารถเสนอชื่อเข้ามาได้ ไม่ได้ผิดอะไร และการแก้ไขปัญหาประเทศก็เดินหน้าต่อ เมื่อมีรัฐบาลใหม่มาก็ประสานงานต่อแค่นั้น แต่ตอนนี้คือมีสุญญากาศ

เมื่อถามย้ำว่า เป็นการเตะหมูเข้าปากหนูใช่หรือไม่ พรรค พท.จะตั้งเกมรับมืออย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราไม่ตั้งเกม เพราะเราเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว วันนี้ต้องบอกประชาชนว่าอย่าสิ้นหวัง วันนี้ต้องใช้เวทีการเลือกตั้งนำพาประเทศกลับสู่ความถูกต้อง พรรค พท.พร้อมเป็นตัวเลือก

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องสู้กับกระแสคลั่งชาติ และสถานการณ์ชายแดน จะทำอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระแสใดก็ตามเราก็ต้องฟันฝ่า และต้องแสดงความจริงใจของเราให้กับประชาชน จุดยืนของพรรค พท. เรามั่นคง

ต่อข้อถามว่า มองว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนมีผลกระทบกับการเลือกตั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีแต่พูดคุยกันว่า จะจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ ในกรณีที่ไม่สามารถจัดเลือกตั้งพร้อมกันทั้งประเทศ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา สส. ของพรรคภท. เดินพูดทั้งวัน ซึ่งกลไกตามรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรติดขัด เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์หรือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ถ้าจะให้ทันตามกรอบเวลา การตั้งคำถามประชามติ คงต้องเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อมีประกาศให้เลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็เขียนชัดเจนว่า ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินจำเป็น แต่ละหน่วยเลือกตั้งสามารถเลื่อนการเลือกตั้งในแต่ละจุดนั้นได้ แต่ไม่กระทบการเลือกตั้งภาพรวม ซึ่งยังมองไม่ออกว่า รัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการอย่างที่ว่า จะดำเนินการด้วยกฎหมายช่องใด แต่ต่อให้ดำเนินการจริง ก็สามารถทำได้ถ้ามีช่องทางทางกฎหมาย แต่นั่นคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนคนไทยคงไม่รอด้วย

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสงสัยสถานการณ์การชายแดนที่เกิดขึ้น อาจจะมีการเอื้อต่อการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ประเด็นนี้อย่าคิดมาก ตนก็ติดตามข่าวสาร แต่นาทีนี้สิ่งที่ต้องทำคือ การส่งกำลังใจให้ทหารที่บริเวณชายแดน ประชาชนที่ต้องประสบภัย และต้องอพยพ ซึ่งตัวแทนของพรรค พท.เองก็อยู่ในพื้นที่ และให้ความช่วยเหลือกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามว่า การชิงยุบสภาก่อนจะส่งผลต่อการปราบสแกมเมอร์หรือไม่นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระบวนการการแก้ไขปัญหาต่างๆ หน่วยงานรัฐก็ต้องดำเนินการต่อไป อย่าให้สะดุดติดขัดตามกรอบกฎหมายที่มี ในส่วนของรัฐบาล การรักษาการก็สามารถดำเนินการภารกิจที่เป็นประโยชน์กับประชาชนได้ ไม่ใช่ต้องยุติไปทั้งหมด เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ไปสานต่อ ซึ่งไม่ทำให้การแก้ปัญหานั้นหยุด

เมื่อถามว่า จะได้เห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาล ในการเดินหน้าทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร สุดท้ายพวกเราที่อยู่ในสภาก็คุยกัน เพื่อที่จะเร่งกระบวนการในการผ่านญัตติเรื่องคำถามประชามติ คำถามที่ 1 ว่า เห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งจบด้วยดี

“ตอนนี้ไม่ได้ถามถึงความจริงใจรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลต้องดำเนินการ ดังนั้น ไม่ต้องไปถามหาความจริงใจ ผมว่าความจริงใจเขาหมดตั้งแต่เข้าสู่เอ็มโอเอและกระบวนการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อคืนนี้แล้ว วันนี้ไม่ได้มาถามหาความจริงใจ แต่ขอให้ทำตามกฎหมายคือ คำสั่งที่รัฐสภาส่งไปให้ถาม ก็ไปถามซะ” นายจุลพันธ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม นอกจากวันนี้พรรค พท.จะมีการเรียกประชุมสส.พรรค พท.แล้ว ยังมีกรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค รวมถึงน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่คาดว่าเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรคในวันนี้ด้วย

‘อภิสิทธิ์’โพสต์ภาพสีฟ้าสดใส ติดแฮชแท็ก ‘ประเทศชาติต้องมาก่อน’

'อภิสิทธิ์'โพสต์ภาพสีฟ้าสดใส ติดแฮชแท็ก 'ประเทศชาติต้องมาก่อน'

‘อภิสิทธิ์’โพสต์ภาพสีฟ้าสดใส ติดแฮชแท็ก ‘ประเทศชาติต้องมาก่อน’

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.54 น.

‘อภิสิทธิ์’โพสต์ภาพสีฟ้าสดใส ติดแฮชแท็ก ‘ประเทศชาติต้องมาก่อน’

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพบนเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพพื้นหลังสีฟ้า พร้อมทข้อความติดแฮชแท็ก “ประเทศชาติต้องมาก่อน” และชื่อพรรคประชาธิปัตย์ระบุด้านล่าง