ภูมิใจไทย ย้ำเดินครบตาม MOA ไม่บิดเงื่อนไข ยุบสภา แสดงความรับผิดชอบ ป้องสุญญากาศการเมือง

ภูมิใจไทย ย้ำเดินครบตาม MOA ไม่บิดเงื่อนไข ยุบสภา แสดงความรับผิดชอบ ป้องสุญญากาศการเมือง

ภูมิใจไทย ย้ำเดินครบตาม MOA ไม่บิดเงื่อนไข ยุบสภา แสดงความรับผิดชอบ ป้องสุญญากาศการเมือง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

‘ภูมิใจไทย’ ย้ำเดินครบตาม MOA ไม่บิดเงื่อนไข ‘ยุบสภา’ แสดงความรับผิดชอบ ป้องสุญญากาศการเมือง ยันเดินหน้าประชามติรัฐธรรมนูญพร้อมวันเลือกตั้ง

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องพรรคภูมิใจไทย ผิดคำข้อตกลง MOA จัดตั้งรัฐบาลว่า  เมื่อพิจารณาตามเช็กลิสต์ของ MOA จะพบว่า มีการกำหนดเงื่อนไขสำคัญไว้ชัดเจน ได้แก่ การยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังการแถลงนโยบาย การจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกรอบวันเลือกตั้ง รวมถึงเงื่อนไขเรื่องการไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ซึ่งในส่วนนี้ไม่ได้มีการฝ่าฝืนหรือบิดพลิ้วแต่อย่างใดในส่วนบทบาทของพรรคประชาชน เป็นที่เข้าใจกันตั้งแต่ต้นว่า พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการตามข้อตกลงครบถ้วน และยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเดินหน้าร่วมกันจนกว่าจะเกิดเหตุปัจจัยที่อยู่นอก MOA ซึ่งก็คือประเด็นเรื่องอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า หากพิจารณารายละเอียดตามข้อเท็จจริง จะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้บิดเบือนหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขใดใน MOA และกระบวนการจะถือว่าสมบูรณ์เมื่อมีการจัดทำประชามติ ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดประเด็นทางกฎหมายไว้แล้วว่า สามารถออกแบบกระบวนการให้การทำประชามติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นพร้อมวันเลือกตั้งได้ และแม้จะยุบสภา แต่การเปิดช่องให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อ ในชั้นของการถามความเห็นประชาชน ถือเป็นทางเลือกที่สร้างโอกาส ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินต่อได้  หากตอนนั้น เลือกแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย แล้วเข้าไปเพื่อยุบสภาเลย กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะหยุดลงทันที แต่วันนี้ ยังมีความคืบหน้า 

เมื่อถามถึงกรณีการยุบสภา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นไปตามข้อเรียกร้องของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ต้องการทั้งการยุบสภาและการทำประชามติ ซึ่งรัฐบาลตอบสนองทั้งสองประเด็น โดยให้เกียรติพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายที่ร่วมก่อตั้งรัฐบาล แต่เมื่อเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกัน ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย และไม่ใช่เรื่องของถูกหรือผิด

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า การยุบสภาถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หากไม่ยุบสภา จะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไขทางการเมืองการฟอร์มรัฐบาลใหม่ หรือการเกิดสุญญากาศทางอำนาจในช่วงที่ประเทศยังเผชิญปัญหาความมั่นคงชายแดน

“การยุบสภาทำให้ประเทศยังมีรัฐบาลรักษาการ สามารถบริหารจัดการปัญหาชายแดนและความมั่นคงได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น การห้ามผูกพันงบประมาณไปยังรัฐบาลหน้า การห้ามใช้ทรัพย์สินของรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเลือกตั้ง และการโยกย้ายบุคลากรหรือใช้งบประมาณบางส่วนต้องขออนุญาต กกต. แต่ทั้งหมดนี้ยังดีกว่าการปล่อยให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง” นายสิริพงศ์ กล่าว 

สั้นๆแต่หนัก! กลาโหมยืนยันคุมสถานการณ์ ช่องอานม้า 100%

สั้นๆแต่หนัก! กลาโหมยืนยันคุมสถานการณ์ ช่องอานม้า 100%

สั้นๆแต่หนัก! กลาโหมยืนยันคุมสถานการณ์ ช่องอานม้า 100%

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.52 น.

วันที่ 12 ธันวาคม 2568  เมื่อเวลา 16.17 น. สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันว่า ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ “ช่องอานม้า” ได้แล้ว 100% หลังมีเหตุปะทะตลอดช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา

พาเหรดเข้าพรึบ! ส.ส.พรรคใหญ่ แห่ทิ้งบ้านเก่า ย้ายซบ กล้าธรรม ปชป.ก๊วนเฉลิมชัยเพียบ

พาเหรดเข้าพรึบ! ส.ส.พรรคใหญ่ แห่ทิ้งบ้านเก่า ย้ายซบ กล้าธรรม ปชป.ก๊วนเฉลิมชัยเพียบ

พาเหรดเข้าพรึบ! ส.ส.พรรคใหญ่ แห่ทิ้งบ้านเก่า ย้ายซบ กล้าธรรม ปชป.ก๊วนเฉลิมชัยเพียบ

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งมีผลในวันที่ 12 ธ.ค.  แล้วนั้น ทำให้ สส.ต่างทยอยลาออกจากสมาชิกพรรคเดิม ในส่วนพรรคกล้าธรรม (กธ.) มีอดีต สส.จาก 4 พรรคการเมืองย้ายเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. หลายคน แบ่งเป็นจากพรรคพลังประชารัฐ ได้แก่ นายจักรัตน์ พั้วช่วย อดีต สส.เพชรบูรณ์ นายปริญญา ฤกษ์หร่าย อดีต สส.กำแพงเพชร และ น.ส.กาญจนา จังหวะ อดีต สส.ชัยภูมิ 

ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ จนถึงขณะนี้มีย้ายมาจำนวน 4 คน ได้แก่ นายสัญญา นิลสุพรรณ อดีตสส.นครสวรรค์ นายปรเมษฐ์ จินา อดีต สส.สุราษฎร์ธานี พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร อดีตสส.นครปฐม ที่ได้ลาออกแล้วเช่นกัน 

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ สส.ที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ย้ายมาหลายคน อาทิ นางสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ อดีต สส.สงขลา นายยูนัยดี วาบา อดีต สส.ปัตตานี ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ อดีต สส.นครศรีธรรมราช และนายวุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี ที่ได้ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยแล้ว 

นอกจากนี้ ยังมี นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคไทยสร้างไทย ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค กธ.เช่นกัน

อนุทิน อารมณ์ดี ตอบชาวโซเชียล ทวงเงิน 2,400 บอก เดี๋ยวกลับมา

อนุทิน อารมณ์ดี ตอบชาวโซเชียล ทวงเงิน 2,400 บอก เดี๋ยวกลับมา

อนุทิน อารมณ์ดี ตอบชาวโซเชียล ทวงเงิน 2,400 บอก เดี๋ยวกลับมา

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 14.30 น. ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  ตอบคำถามกรณีที่โซเชียลมีเดียโพสต์ทวงเงินที่ติดไว้ จากโครงการคนละครึ่งพลัส 2, 400 บาท  โดยกล่าวอย่างอารมณ์ดี ว่า “เดี๋ยวกลับมา” 

นักเขียนซีไรท์ ชำแหละ พรรคคุณหนู แสดงธาตุแท้เผด็จการ!

นักเขียนซีไรท์ ชำแหละ พรรคคุณหนู แสดงธาตุแท้เผด็จการ!

นักเขียนซีไรท์ ชำแหละ พรรคคุณหนู แสดงธาตุแท้เผด็จการ!

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.00 น.

วันที่ 26 มิถุนายน 2568 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พรรคคุณหนู”

นับแต่พรรคอนาคตใหม่ ทั้งธนาธร มาถึงพิธา มาถึงเท้ง มันแสดงธาตุแท้เผด็จการ ทั้งในสำนึกและที่แสดงออกมาตลอดเวลา

แย่กว่านััน พวกเขาเป็นพวกคุณหนูที่ดูดีดูเท่ แอ๊ตอาร์ตหรูหรา พูดจาโอ่อ่าจริงจังน่าเชื่อถือ แต่ทั้งหมดมีแต่เปลือก ข้างในกลวงเปล่า มีแต่วาทะหลอกแดกตีกิน

คนพวกนี้ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ขนาดมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริงมาทั้งชีวิตยังแทบเอาตัวไม่รอด เพราะมีแรงเสียดทานทุกทิศทุกทาง มีอุปสรรคและปัญหาสารพันทั้งภายนอกประเทศ-ภายในประเทศ

แล้วพรรคคุณหนูจะทำสตางค์อะไรได้? เพราะไม่เคยมีประสบการณ์อาชีพอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ที่เป็นประโยชน์แก่การบริหารประเทศชาติ?

วาทะเท่ ๆ ของคุณหนูพวกนี้ช่วยอะไรประเทศชาติไม่ได้ ซ้ำพอมีปัญหาก็ร้องเรียกหา “พ่อเมกา” ที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขาให้มาช่วย ซึ่งมีแต่ชักนำประเทศชาติไปสู่ความเป็นข้าทาสและหายนะ
ตั้งแต่ตั้งพรรคส้มมาจนถึงวันนี้ ทั้งเจ้าของพรรค ลูกพรรค ยันลิ่วล้อกองเชียร์ ก็ยังเป็นเด็กเล่นขายของ เอาแต่ใจตนตามนิสัยคุณหนูที่ถูกเลี้ยงมาอย่างพะเน้าพะนอจนเสียคน แม้โตเป็นกระบือแล้วก็ยังเปลี่ยนนิสัยและสร้างสติปัญญาให้ตนเองไม่ได้

ประเทศนี้มีประชากร 67 ล้านคน ผมไม่เอาพรรคคุณหนูที่ยังอมมือมาปกครองประเทศแน่

ประเทศชาติไม่ใช่สนามเด็กเล่นหรือการเล่นปั่นแปะของพวกไม่หัวคิด แต่อยากมีอำนาจครอบครองประเทศ

‘อนุทิน’ยันรัฐบาลกำหนดวัน‘เลือกตั้ง’เองไม่ได้ หน้าที‘กกต.’ รอเปิดตัว‘เอกนิติ-ศุภจี’

‘อนุทิน’ยันรัฐบาลกำหนดวัน‘เลือกตั้ง’เองไม่ได้ หน้าที‘กกต.’ รอเปิดตัว‘เอกนิติ-ศุภจี’

‘อนุทิน’ยันรัฐบาลกำหนดวัน‘เลือกตั้ง’เองไม่ได้ หน้าที‘กกต.’ รอเปิดตัว‘เอกนิติ-ศุภจี’

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.47 น.

‘อนุทิน’บอก‘โสภณ’แสดงความเห็นส่วนตัวปะทะชายแดนทำ‘เลือกตั้ง’ไม่ได้ ยัน‘รัฐบาล’กำหนดวันเลือกตั้งเองไม่ได้ หน้าที‘กกต.’รอเปิดตัว‘เอกนิติ-ศุภจี’ บอกเลิกคิดวัดรอยเท้ากัน แย้มยังมีแคนดิเดตนายกฯภท.สำรองอีก จ่อเปิดตัว ‘วราวุธ’ร่วมพรรค 15 ธ.ค.นี้

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 12 ธ.ค.ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าหากยังมีสถานการณปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชากันอยู่อาจจะทำให้ไม่สามารถเลือกตั้งได้ เหตุการณ์จะยืดเยื้อถึงตอนนั้นหรือไม่ ว่า คนที่จะกำหนดการเลือกตั้งได้หรือไม่ได้คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) อย่าไปถามคนเยอะการที่ไปถามนายโสภณ  เพราะเขาก็มีพื้นเพอยู่ตรงนั้น นายโสภณอาจจะแสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่ตนคิดว่าถ้าผู้สื่อข่าวเข้าใจในระบบเรื่องการเลือกตั้งกกต. ก็จะเป็นคนกำหนดภายใต้รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจทำให้รัฐบาลรักษาการอยู่นานขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ในการเลือกตั้ง ตนก็ยืนยันว่ารัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้งเองไม่ได้  อย่างตนก็ไม่ได้ดูว่ายืดเยื้อหรือไม่ยืดเยื้อ ซึ่งตนก็ต้องกลับไปเตรียมเลือกตั้งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ไปรณรงค์หาเสียงแล้วไปคิดหานโยบาย และไปเชิญบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มานำเสนอให้ประชาชน

เมื่อถามต่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือยัง  นายอนุทิน กล่าวว่า  ก็คุยๆกันอยู่

เมื่อถามย้ำว่าที่บอกว่าคุยๆกันอยู่จะมีการเคาะเปิดตัวแบบคนอื่นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวรอเปิดตัว

เมื่อถามต่อว่า ที่ระบุว่ารอเปิดตัวแสดงว่าตอบรับแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่แสดงอะไรทั้งสิ้น ยังไม่มีการพูดคุยกัน ท่านไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ก็ต้องมีการพิจารณาว่าควรที่จะตัดสินใจอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ตนที่จะไปพูดคุยเจรจาให้ท่านตอบรับ แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นการตัดสินใจของท่านทั้ง 2 คน อย่างนายเอกนิติ ที่บอกว่าไม่เอา ไม่อยากรับ ซึ่งตนก็บอกว่าตนเป็นคนชวนท่านมา วันนี้ตนเป็นนายกฯ ท่านเป็นรัฐมนตรี เดี๋ยวจะมีใครไปคิดมากว่าจะมีการวัดรอยเท้ากันหรือเปล่า ซึ่งตนก็บอกไปเลยว่าเลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย เรื่องรับใช้บ้านเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตน ไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้เลย เวลาไหนที่มีความเหมาะสมทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด

เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจว่าทั้งสองท่านจะตอบรับใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า แหม ถ้าตนมั่นใจก็คงไม่ต้องไปพูดอะไรเยอะแยะขนาดนี้

เมื่อถามอีกว่า นางศุภจีมีข้อกังวลอะไรหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า  มีแค่ตนคนเดียวที่ไม่กังวล เพราะเป็นหัวหน้าพรรคมาก่อน

เมื่อถามต่อว่ามีสำรองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มี คิดไปเรื่อยๆ เพราะยังมีเวลาจนกว่ากกต. จะกำหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ ว่าการยุบสภาครั้งนี้เป็นการหนีการตรวจสอบ นายกฯกล่าวย้อนว่า ทำไมหนีการตรวจสอบ  ยังไม่มีใครยื่นมติไม่ไว้วางใจ

เมื่อถามต่อว่าการที่พรรคประชาชน(ปชน.)เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่พรรคภูมิใจไทยชิงยุบสภาก่อน นายกฯ กล่าวว่า ตนพูดไปเมื่อเช้าแล้ว สื่อมวลชนคงไม่ได้มาฟัง พรรคประชาชนเป็นคนบอกให้ตนยุบสภาต่างหาก ต้องเสนอข่าวให้ถูกต้องไม่มีใครยื่นมติไม่ไว้วางใจ คนที่บอกให้ตนมาเป็นนายกฯและเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมาอภิปรายว่าอย่างนี้ยุบสภาไปดีกว่า ตนก็ทำตาม  ซึ่งเรื่องการยุบสภาเป็นเรื่องของนายกฯ

เมื่อถามอีกว่า แต่มีความพยายามยัดเยียดว่าเรายุบสภาหนีจะมีการชี้แจงอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า สื่อก็บอกว่าเป็นความพยายามยัดเยียด ตนก็บอกว่าตนไม่ได้หนี ก็อยู่ตรงนี้ไม่ได้หนีไปไหน เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็มีข่าวลงว่านายอนุทินเดินว่อนสภาฯ เพราะตนไม่ได้เจอกับคนในสภาเกือบ 2 เดือนก็เดินเข้าไปทักทายพรรคพวกในสภา ไม่ได้หนีตรงไหนเลย ก็ยังบอกพวกเขาด้วยซ้ำว่า เหลืออีกแป๊บเดียวแล้วนะ ขอให้เตรียมตัวกันตนก็พูดกับทุกคน

เมื่อถามว่าได้มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าจะได้คะแนนมากกว่าหรือเสียคะแนนมากกว่า นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้วิเคราะห์

เมื่อถามว่านายวราวุธ ศิลปอาชา ลาออกจากพรรค ชาติไทยพัฒนา(ชทพ.)จะมาเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 15 ธ.ค.นี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มาครับ”

เมื่อถามต่อว่านักการเมืองเริ่มมีการลาออกจากพรรคเพื่อมาสังกัดใหม่ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่เราได้พูดคุยกันก็เป็นไปตามที่สื่อมวลชนได้เห็น

เมื่อถามด้วยว่าจะมีสส. จากพรรคเพื่อไทยไหลเข้ามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยอีกหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เท่าที่เห็นก็มีบ้าง เราตรงไปตรงมาใครที่เข้ามาแล้วดูว่ามีความนิยมที่ดี รับใช้พี่น้องประชาชนได้ มีความรู้ มีประสบการณ์เราก็พิจารณา

มาตามนัด ป๋าเหลิม รุดเข้าป่ารอยต่อ สมัครสมาชิก พปชร

มาตามนัด ป๋าเหลิม รุดเข้าป่ารอยต่อ สมัครสมาชิก พปชร

มาตามนัด ป๋าเหลิม รุดเข้าป่ารอยต่อ สมัครสมาชิก พปชร

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตสส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยเดินทางมา พบพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โดยมีนายวัน อยู่บำรุง บุตรชาย และเป็นกรรมการบริหารพรรค เดินทางมาด้วย จากนั้นทั้งหมดได้รับประทานอาหารร่วมกัน

ทั้งนี้มีรายงานว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  จะลงสมัครรับเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ

เฉลิม อยู่บำรุง
เฉลิม อยู่บำรุง

‘กัณวีร์’ลาออกเป็นธรรม จ่อนั่ง‘หัวหน้าพรรคพลวัต’ ลั่นเป็นรัฐบาลเท่านั้น-สน‘รมว.ต่างประเทศ’

‘กัณวีร์’ลาออกเป็นธรรม จ่อนั่ง‘หัวหน้าพรรคพลวัต’ ลั่นเป็นรัฐบาลเท่านั้น-สน‘รมว.ต่างประเทศ’

‘กัณวีร์’ลาออกเป็นธรรม จ่อนั่ง‘หัวหน้าพรรคพลวัต’ ลั่นเป็นรัฐบาลเท่านั้น-สน‘รมว.ต่างประเทศ’

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.

‘กัณวีร์’ลาออกจากสมาชิก‘พรรคเป็นธรรม’ เตรียมนั่ง‘หัวหน้าพรรคพลวัต’ พร้อมนั่งแคนดิเดตนายกฯ ลั่นพร้อมเป็นรัฐบาลเท่านั้น ไม่ว่าใครเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หลังพิสูจน์แล้วนั่งฝ่ายค้านไม่เวิร์ค แง้มสนใจนั่ง‘รมว.ต่างประเทศ’

12 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกพรรคเป็นธรรม เดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเป็นธรรม ต่อกกต.  หลังจากนั้นให้สัมภาษณ์ ว่า ตนมาลาออกในวันนี้เพราะเลือกที่จะไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ และจะไปยื่นเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ ชื่อว่าพรรคพลวัต ซึ่งหลายคนอาจแปลกใจว่าทำไมถึงใช้ชื่อนี้ เพราะคำว่าพลวัตเป็นคำที่แปลกใหม่จริงๆ เป็นการทำให้สังคมของเราเคลื่อนไปข้างหน้าได้ เพราะจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า สังคมและการเมืองไทยหยุดนิ่ง มีการแบ่งฝักฝ่ายมีการแบ่งฝักฝ่าย ใช้การเมืองแบบเก่าๆ ไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่านำผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้ง เป็นตัวตั้งและเดินหน้าได้ และเกิดการยุบสภาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ซึ่งการรวมตัวของกลุ่มตนในฐานะพรรคพลวัต เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เป็นนักปฏิบัติ โดยตนจะนั่งเป็นหัวหน้าพรรคเองและมีเพื่อนเพื่อนมาร่วมกัน ซึ่งตอนนี้ได้มีการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้วที่จังหวัดสุพรรณบุรีพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงแนวทางการทำงานของพรรคพลวัตเป็นอย่างไร นายกัณวีร์ กล่าวว่า เราอยู่ในสภามา 2 ปีกว่าเห็นว่านโยบายและอุดมการณ์ต่างๆไม่สามารถปฏิบัติได้จริงจริง ในอุดมการณ์ที่ตนมีอย่างเรื่องประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ หรือนโยบายทางด้านการเมืองต่างๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนนโยบายของพรรคการเมืองอื่น แต่สิ่งที่พรรคพลวัตจะทำคือเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้จริงๆ เรามีนักปฏิบัติงานจริง เคยทำงานมาแล้ว ซึ่งเราเอานักปฏิบัติเหล่านี้มาสร้างนโยบายเศรษฐกิจก็ไม่เคยทิ้ง โดยเฉพาะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจที่ทำให้พี่น้องประชาชนเดินหน้าไปได้ อย่างเอสเอ็มอี แต่เราต้องยอมรับว่าขณะนี้เราไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่เฉพาะในประเทศไทย หรือหมกมุ่นเฉพาะการเมืองในประเทศเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่สำคัญแต่เราจำเป็นต้องมองภายนอกประเทศด้วย ตอนนี้โลกในศตวรรษที่ 21 ไปถึงไหนแล้ว แต่เรายังหยุดนิ่งอยู่กับที่ และถอยลง

ทั้งนี้ ตนจึงเห็นว่าพอแล้วสำหรับการเมืองเก่าๆ การเมืองที่ทำให้เราไม่สามารถไปไหนได้ การเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ผิดคำสัตย์ คำมั่นสัญญาต่างๆ ที่ให้ไว้ และทำให้เราไม่สามารถทำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในระบบการเมืองของประเทศไทย ดังนั้น พรรคพลวัตจึงเป็นพรรคที่สามารถตอบโจทย์ ไม่ใช่พรรคทางเลือก แต่เราจะเป็นพรรคทางรอดของประเทศ นำพาประเทศไทยไปสู่จุดมุ่งหมาย ที่คนไทยทั่วประเทศได้ให้ความสำคัญเอาไว้

เมื่อถามว่าพรรคพลวัตเป็นพรรคตั้งใหม่มันใจแค่ไหนในการสู้กับพรรคใหญ่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า มั่นใจจากการที่ตนทำงานมา เป็นส.ส.หนึ่งเดียว และพรรคเล็กพรรคเดียวที่สามารถจะแสดงวิสัยทัศน์ อุดม การณ์และแนวทางการทำงานอย่างแท้จริง ซึ่งจริงๆ การเสนอของตนไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพราะตนเป็นฝ่ายค้าน ฉะนั้นตนมั่นใจว่า ถ้าตนสามารถนำอุดมการณ์ ความคิดและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆที่ประเทศไทยประสบมา สู่การนำไปแก้ไขจริงก็สามารถทำได้ ดังนั้น พรรคพลวัตของเราชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปสู่การเป็นฝ่ายบริหาร ธงของเราคือการต้องร่วมกับฝ่ายบริหาร เพราะพี่น้องประชาชนรออยู่ การเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียวไม่เพียงพอจริงๆ  หรือฝ่ายบริหารที่ไม่มีวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง ปัจจุบันเราก็เห็นได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ซึ่งตนสงบปากสงบคำ ไม่พูดถึงการเอาส.ส.ร.มาเป็นผู้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะตนเห็นว่าสุดท้ายมันก็เป็นอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ สุดท้ายก็เป็นพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่พรรคการเมืองที่มีแต่จะกอบ โกยผลแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นายกัณวีร์ ระบุว่า ฉะนั้น นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ตนตัดสินใจลาออกจากพรรคเป็นธรรม แล้วมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยไม่ร่วมกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น เพราะ2 ปีเศษที่ผ่านมาไม่เห็นว่าพรรคการ เมืองใดตอบโจทย์ของตนได้ อุดมการณ์ที่ตนมีหรือผู้ปฏิบัติงานในเวทีระหว่างประเทศ ก็ไม่เห็นว่าพรรคการเมืองไหนจะสามารถทำตรงนี้ได้  จึงมาตั้งพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคหนึ่งและมั่นใจว่าจะสู้ได้ และมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะมองเห็น โดยจะมีอดีตสส. ชุดที่ 26 มาร่วมด้วย ซึ่งเป็นคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ทำงานและเป็นนักปฏิบัติจริงๆ เราจะไม่เอาสส. ที่แตกต่าง หรือไม่เคยปฏิบัติงานมาร่วมกับพรรค

“หลายคนสงสัยว่าทำไมผมไม่ไปร่วมกับพรรคส้มหรือพรรคประชาชน ซึ่งผมมองว่า ผมไม่อยากเป็นพรรคอุดมการณ์อย่างเดียว แต่อยากเป็นพรรคที่นำไปปฏิบัติจริงๆ และผมจะไม่มีการเมืองแบบเก่า ผมจะไม่เล่นเล่ห์กลทางการเมืองแบบสมัยก่อน และผมจะนั่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย จึงมั่นใจในเรื่องการส่งส.ส. ซึ่งเรากำหนดไว้อย่างน้อย 300 เขต” นายกัณวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่าจากประสบการณ์เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังการเลือกตั้งไม่ว่าใครชนะการเลือกตั้งยังสามารถร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆได้หรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า สามารถ การทำงานการทำงานร่วมกับการเมือง เราจำเป็นต้องเข้าไป ตนมองว่า รัฐบาลปัจจุบันพอไม่มีคนที่ปฏิบัติจริงเข้าไปเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ก็ใช้เรื่องเกี่ยวกับการเมืองต่างๆ แต่พรรคการเมืองของตนถ้าสามารถเข้าไปเป็นหนึ่งในรัฐบาลได้ ก็สามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถจับต้องได้ ที่สามารถทำให้ประเทศเราก้าวพ้นข้ามผ่าน ดังนั้นย้ำว่าความคาดหวังของเราคือการร่วมรัฐบาล

ทั้งนี้จุดที่จะใช้ในการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลก็คงต้องดูผลของการเลือกตั้งด้วย อุดมการณ์หลายๆ คนก็คงมองเห็น ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของเราค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย มีการพูดคุยกัน ในรายละเอียดการเข้าร่วมก่อน ถ้าหากมีบางข้อที่ไม่สามารถปรับให้เข้ากันได้ก็ต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง เพราะต้องย้ำว่าเป้าหมายของเราคือเนื่องจากเราเป็นนักปฏิบัติถ้าเราไม่เข้า ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่การร่วมก็ต้องมีเงื่อนไข

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ขอย้ำว่าถึงเราจะเป็นพรรคเล็ก แต่เราก็มั่นใจ เดี๋ยววันที่เปิดตัวพรรคและเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ของพรรค จะเห็นว่าเค้าทำงานอะไรได้บ้างและประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ โดยตนจะเข้าไปนั่งเป็นหัวหน้าพรรค ที่ทำการจังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากนั้นจะมีการเปิดตัวที่กรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่ง เราจำเป็นต้องเร่งเปิดตัว

นายกัณวีร์ ยังเปิดเผยว่าหากได้เป็นพักร่วมรัฐบาลก็สนใจที่จะนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันมีอะไรที่จำเป็นจะต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศเยอะ และเป็นกระทรวงที่ไม่มีใครสนใจ

นายกัณวีร์ ยังได้อธิบายถึงสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองซึ่งมีรูปร่างเหมือนตัว W แต่จริงๆ แล้วคือตัว พ.พาน มีสามขีด คือคลื่นสามคลื่น ที่จะพาประเทศไทยไม่หยุดนิ่ง ส่วนสีเขียวที่ใช้เพื่อแสดงความสดความใหม่ ความหวังของประเทศไทยและของโลก โดยประเทศไทยจะสามารถกลายเป็นผู้นำในเวทีโลกได้ ทำให้ประเทศไทยเห็นว่าเรายังมีความหวัง การเมืองเก่าๆ จำเป็นจะต้องพิจารณาตัวเอง ถ้ายังอยากอยู่ในการเมืองของไทย ถ้าอยากเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนก็จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง พลวัตหรือมูฟปาร์ตี้คือสิ่งที่จะเดินหน้า ต่อไปว่าประเทศเราสามารถทำได้จำเป็นต้องใช้คนใหม่ใหม่และหลักปฏิบัติจริงๆ ที่ทำงานในหลายส่วนมาเข้าร่วมกันซึ่งจะทำให้เห็นว่านักปฏิบัติของเราคือใครสามารถทำอะไรได้บ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่สำนักงาน กกต.ตลอดทั้งวันมีสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ทยอยเดินทางมายื่นหนังสือลาออกจากพรรคต้นสังกัดเพื่อไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เช่น นายโกศล  ปัทมะ  ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยจะไปสมัครเป็นสมาชิกที่พรรคภูมิใจไทย

‘โกถึก’โบกมือลา’ปชป.’ ปิดปากเงียบอนาคตการเมือง เอ่ยลอยๆ’อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ’

'โกถึก'โบกมือลา'ปชป.' ปิดปากเงียบอนาคตการเมือง เอ่ยลอยๆ'อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ'

‘โกถึก’โบกมือลา’ปชป.’ ปิดปากเงียบอนาคตการเมือง เอ่ยลอยๆ’อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ’

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.30 น.ที่ผ่านมา นายสมยศ พลายด้วง หรือ โกถึก อดีต สส.สงขลา ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมจุดธูปสักการะ อำลาพระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยเมื่อผู้สื่อพยายามซักถามถึงเหตุผลในการลาออกครั้งนี้ นายสมยศมีสีหน้าเรียบเฉย และไม่ตอบคำถาม และเมื่อถามว่า จะย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองไหน นายสมยศ เดินหนี พร้อมกับพูดลอยๆ ว่า “อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ” ทำให้ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า แสดงว่าอยู่พรรคประชาธิปัตย์แล้วไม่สบายใจใช่หรือไม่ นายสมยศปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด เพียงแต่บอกว่า “ไม่รู้” ก่อนจะเดินเข้าไปบอกลาเจ้าหน้าที่พรรคบางคนที่มีความสนิทสนมด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ซักถามถึงสถานการณ์การเมืองในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร นายสมยศได้หันกลับมามองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมย้อนถามว่าพื้นที่ไหน ทำไมไม่ลงไปดูเอาเองว่าเป็นอย่างไร ก่อนจะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวออกจากพรรคไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด

– 006

สิ้นหวังทั้งสองพรรค ชูวิทย์ จวกยับไว้ใจไม่ได้ยึดเอา พรรคมากกว่าชาติ

สิ้นหวังทั้งสองพรรค ชูวิทย์ จวกยับไว้ใจไม่ได้ยึดเอา พรรคมากกว่าชาติ

สิ้นหวังทั้งสองพรรค ชูวิทย์ จวกยับไว้ใจไม่ได้ยึดเอา พรรคมากกว่าชาติ

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.04 น.

หลังจากที่ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้มีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ” ก่อนที่จะมีรายงานข่าวว่าเมื่อค่ำวานนี้ (11 ธันวาคม พ.ศ. 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไปแล้ว

กระทั่งวันนี้ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองคนดังของประเทศไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ที่กำลังร้อนแรงไม่แพ้ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

สิ้นหวังทั้งสองพรรค

พรรคภูมิใจไทยฉีก MOA กับพรรคประชาชนที่ตกลงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยวางแผนจับมือกับ ส.ว. เปลี่ยนเกมโหวตรัฐธรรมนูญจากใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา

มาเป็นต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3

อย่างที่ผมย้ำแล้วย้ำเล่าว่าพรรคประชาชนตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ที่เชื่อใจพรรคอย่างภูมิใจไทยให้เป็นแกนนำรัฐบาล เลือกอนุทินเป็นนายกฯ

และความผิดพลาดนี้จะโทษใครไม่ได้ นอกจากพรรคประชาชนเอง

ความคาดหวังที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนต้องพบกับการ “เล่นละครตบตา“ ครั้งใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย

ที่แกล้งตกลงเซ็น MOA ทั้งที่ในใจของพรรคภูมิใจไทยไม่มีเจตนาจะทำตาม MOA ของพรรคประชาชนตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว

จะโทษพรรคภูมิใจไทยก็ได้ไม่เต็มปาก เพราะเป็น ”สันดานการเมือง“ รับไว้ก่อนแล้วไปแก้ตัวเอาดาบหน้า รู้ๆ กันอยู่

ความเห็นที่ไม่ตรงกันเรื่อง ส.ว. โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น “อาวุธลับ” ของพรรคภูมิใจไทยในเกมการเมืองบทนี้

แต่พรรคประชาชนนอกจากมองไม่เห็นผลเสียแล้ว ยังมองกลับด้าน กลับมุม เห็นเป็นประโยชน์เสียอีก

ความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทย คือ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โยกย้ายข้าราชการที่ทำกันตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้าย

ถลุงงบประมาณที่มีให้ใช้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มจัดตั้งรัฐบาล

กวาดต้อน ส.ส. บ้านใหญ่มาสังกัด

ด้วยสถานะที่ได้เป็นรัฐบาลจึงรู้ว่าความพร้อมมีมาก

บรรดาผู้สมัครที่ไม่มีอุดมการณ์ใดๆ ก็ย่อมอยากอยู่กับพรรคที่กระสุนมีไม่จำกัด ไว้ยิงสลุตช่วงเลือกตั้งเท่านั้น

ในขณะการบริหารงานชั่วคราวของรัฐบาลอนุทินห่วยแตกตั้งแต่ต้น ไม่ว่าภาษีทรัมป์ สแกมเมอร์ น้ำท่วมหาดใหญ่ จัดแข่งขันซีเกมส์ จนถึงล่าสุด

เมื่อภัยสงครามไทยเขมรกำลังระอุ พรรคภูมิใจไทยเลือกที่จะทิ้งไพ่ใบสุดท้ายชิง “ยุบสภา” โดยอ้างเอาดื้อๆ ว่า “คุม ส.ว. ไม่ได้“

เป็นแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น

พรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ด้วยความดื้อ ด้อยประสบการณ์ หวังแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการพึ่งพรรคที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญเดิม

ส่วนพรรคประชาชนเองยอมไปเป็นฝ่ายค้าน นั่งดูพรรคภูมิใจไทยบริหารประเทศแบบขอไปที แล้วทำทุกอย่างที่ใครๆ ก็พูดว่า ”เห็นไหมล่ะ เตือนแล้ว“

พรรคภูมิใจไทยได้โอกาสที่พรรคประชาชนมอบให้ โดยเอาแค่ข้อตกลง MOA ซึ่งแม้จะตั้งเงื่อนไขมาสักร้อยข้อ

พรรคภูมิใจไทยก็เต็มใจทำเป็น เออ ออ ตกลงไปอย่างนั้น

พรรคประชาชนมีไม้ตายอยู่แค่ หากพรรคภูมิใจไทยไม่ทำตาม ก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงมากกว่ารัฐบาล

โดยให้เวลาพรรคภูมิใจไทยไว้ 4 เดือน

อันเป็นเรื่องประหลาดในระบอบประชาธิปไตย

ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีไม้ตายที่ ส.ว.

ทั้งสองพรรคจึงได้ใช้ ”อาวุธลับ“ ของตัวเองออกมาแล้ว

เพียงแต่พรรคภูมิใจไทยวางแผนใช้ตั้งแต่วันแรก

เสมือนว่า

“พรรคประชาชนซื้อล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 แต่ยกให้พรรคภูมิใจไทยขึ้นรางวัลใช้เงิน แล้วหวังว่าพรรคภูมิใจไทยจะแบ่งเงินรางวัลให้”

เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการสมประโยชน์ ต่อมาสถานการณ์สงครามทำท่าจะยืดเยื้อหลังโดนเรื่องน้ำท่วม

ไม่แน่ใจกับสถานการณ์ตัวเอง จึงตัดสินใจยุบสภาดีกว่า

แผนนี้เหี้ยม แต่ได้ผล เพราะอยู่นานกว่านี้เกมอาจพลิกไปมากกว่าที่เป็นอยู่

การยุบสภาในขณะที่ตัวเองพร้อมสรรพ แต่ชาติไม่พร้อม เพราะอยู่ในภาวะสงครามกับกัมพูชา

ขนาดว่ายิงกันทั้งวัน เครื่องบินทิ้งระเบิด อพยพชาวบ้านเป็นหลายแสนคนใน 7 จังหวัด

ใจคอจะไม่คิดถึงบ้านเมืองในภาวะสงคราม เลือกชิงยุบสภาเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายซักฟอก และโหวตล้มรัฐบาล

พูดง่ายๆ ว่าพรรคภูมิใจไทย “ได้ทุกอย่างแล้วเผ่นหนี”

ในขณะที่พรรคประชาชนก็ไม่สนใจอะไร มุ่งหัวชนฝาแต่จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว

เมื่อไม่สมดังใจหมายก็ใช้ “อาวุธลับที่ไม่ลับ“ เพราะมีอยู่อย่างเดียว

และอีกฝ่ายรู้อยู่แล้ว จึงใช้ “อาวุธลับกว่า” อ้าง ส.ว. ไม่เอาด้วย

คนเขารู้ทั้งบ้านทั้งเมืองว่า ส.ว. ใครคุม ถึงกับตั้งฉายา ”ส.ว. สีน้ำเงิน“

ผ่านได้ผ่านดีทุกเรื่องที่ไฟเขียว และไฟแดงเรื่องที่ไม่ต้องการ

ทั้งสองพรรคจึงเห็นว่า “พรรคสำคัญกว่าชาติ” เห็นประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมืองในขณะวิกฤตสงคราม

ไม่มีประเทศไหนที่เมื่อมีสงคราม แต่นักการเมืองยังมาห่วงเรื่องแก้กติกาของตัวเอง แล้วเผ่นหนี ยุบสภาไปเลือกตั้ง

นักการเมืองต้องรวมกัน ไม่มีฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้านเพื่อช่วยบ้านเมืองต่อสู้กับศัตรูไว้ก่อน

เรื่องอื่นว่ากันทีหลังดั่งที่ผมว่าไว้ “ชาติต้องมาก่อน” ในบทความก่อนหน้านี้

แต่ใช้ไม่ได้กับสองพรรคนี้ จะโทษพรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้

พรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล มีอนุทินเป็นนายกฯ ด้วยฝีมือของพรรคประชาชน

พรรคภูมิใจไทยมากประสบการณ์ในเรื่องลีลาการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

แต่บริหารงานด้วยภัยรอบด้าน เอาตัวรอดไปวันๆ

มุ่งเน้นแต่ประโยชน์พรรคตัวเองมากกว่า

ขนาดมีภัยพิบัติน้ำท่วม หรือภัยศึกสงครามยังรีบมารับผู้สมัครที่ดูดมา ใส่เสื้อชูมือ

ส่วนพรรคประชาชนก็เป็น ”ละอ่อนทางการเมือง” ไร้ประสบการณ์

ไม่รู้จักการเมืองดีพอ แต่ส้มหล่นลงมือได้คะแนนมากเกินไป เพราะหาเสียงเก่ง

เปรียบเสมือนเด็บจบใหม่ไปสมัครงานพูดจาหน่วยก้านดี แต่พอให้ไปทำงานจริงกลับทำไม่เป็นท่า ไม่ได้เรื่องอย่างที่หวัง

เพราะขาดประสบการณ์อันถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดในทุกงาน

ท้ายสุดในเรื่องนี้สอนให้ประชาชนรู้มากอย่างพวกเราได้เห็นว่า

ทั้งสองพรรคเป็นตัวเลือกให้ประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ได้

เพราะยึดเอา ”พรรคมากกว่าชาติ“

ประชาชนอย่างพวกเราจึงต้องโหวตสวน

ไม่สามารถไว้วางใจได้ทั้งสองพรรค

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

โพสต์ของนาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ทำให้โลกออนไลน์ถึงกับเดือดระอุเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองไทยในขณะนี้ที่รัฐบาลได้มีการยุบสภาเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันยกใหญ่เกี่ยวกับโพสต์ของนาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ 

ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์