สงสัยเรื่องใดถาม? สำนักงบฯเร่งออกหนังเวียน แจงขั้นตอนการใช้งบฯช่วงรัฐบาลรักษาการ

สงสัยเรื่องใดถาม? สำนักงบฯเร่งออกหนังเวียน แจงขั้นตอนการใช้งบฯช่วงรัฐบาลรักษาการ

สงสัยเรื่องใดถาม? สำนักงบฯเร่งออกหนังเวียน แจงขั้นตอนการใช้งบฯช่วงรัฐบาลรักษาการ

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.59 น.

สำนักงบฯเร่งออกหนังเวียนถึงทุกหน่วยแจงขั้นตอนการใช้งบ ช่วงรัฐบาลรักษาการ สงสัยเรื่องใดถาม กกต. คาดงบความมั่นคง-เยียวยาน้ำท่วมไม่สะดุด

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 มีรายงานจากสำนักงบประมาณ ว่า ภายหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร แล้วนั้น จากนี้สำนักงบประมาณจะทำหนังสือเวียนไปยังทุกหน่วยงานต่างๆ เพื่ออธิบายถึงขั้นตอนการดำเนินการที่เบิกจ่ายใช้งบประมาณ ในช่วงรัฐบาลรักษาการ โดยคาดว่าหนังสือเวียนฉบับดังกล่าว จะเร่งออกก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้

ขณะที่การใช้งบประมาณเพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ เรื่องชายแดน และการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม จะไม่มีปัญหา ซึ่งการดำเนินการใช้งบต่างๆ ในช่วงรัฐบาลรักษาการหากมีข้อสงสัยก็จะต้องสอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน

ตามนั้นครับ!!! ‘อนุทิน’โผล่คอมเมนต์ แถลงการณ์’พรรคประชาชน’จี้ยุบสภา

ตามนั้นครับ!!! 'อนุทิน'โผล่คอมเมนต์ แถลงการณ์'พรรคประชาชน'จี้ยุบสภา

ตามนั้นครับ!!! ‘อนุทิน’โผล่คอมเมนต์ แถลงการณ์’พรรคประชาชน’จี้ยุบสภา

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.40 น.

“อนุทิน”เล่นเฟซบุ๊กกลางดึก โผล่คอมเมนต์ใต้โพสต์พรรคประชาชนสั้นๆ”ตามนั้นครับ” หลังออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลเรียกร้องให้ยุบสภา

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 00.20 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ของพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า “ตามนั้นครับ” หลังจากที่พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ออกแถลงการณ์ต่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการยุบสภา ที่ระบุว่า สืบเนื่องจากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ในวันนี้ มีสาระประการสำคัญที่สมาชิกรัฐสภามีความเห็นแตกต่างกัน ได้แก่ การต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้อำนาจ สว.ควบคุมเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ในชั้นกรรมาธิการ พรรคภูมิใจไทยเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ในวันนี้กลับโหวตเห็นชอบให้คงอำนาจ สว.ไว้ ซึ่งส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่นี้ไม่สามารถนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนต้องการได้อย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนได้พยายามประคับประคองและประนีประนอมกับหลายฝ่าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองปัจจุบัน

แต่การแปรญัตติให้ สว.มีอำนาจคุมเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันนี้ ถือเป็นสาระสำคัญที่ขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนในอนาคตอย่างที่ไม่สามารถจะยอมรับได้

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงขอให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน และพรรคภูมิใจไทยควรดำเนินภารกิจสุดท้ายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ คือให้รัฐบาลรักษาการมีมติ ครม.ภายในวันอังคารที่ 16 ธันวาคม เพื่อกำหนดวันออกเสียงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่คำถามที่ 1 เป็นวันที่ 8 ก.พ.2569 แล้วพบกันที่คูหาเลือกตั้ง

– 006

‘ไชยชนก’บุกรังส้ม คาดเคลียร์’เท้ง-โรม’เหตุผลโหวตผสมโรง สว.

'ไชยชนก'บุกรังส้ม คาดเคลียร์'เท้ง-โรม'เหตุผลโหวตผสมโรง สว.

‘ไชยชนก’บุกรังส้ม คาดเคลียร์’เท้ง-โรม’เหตุผลโหวตผสมโรง สว.

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

“ไชยชนก”ปรี่หา”เท้ง-โรม” คาดเคลียร์เหตุผลโหวตผสมโรง สว. ขณะ”ชาดา”เดินเข้าห้องประชุมร่วมวงด้วย แจงยกใหญ่

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (11 ธ.ค.) บรรยากาศในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ วาระร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช …. ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ภายหลังการลงมติมาตรา 256/28 ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ด้วยวิธีการขานชื่อเสร็จสิ้น นายไชยชนก ชิดชอบ สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะเลขาธิการพรรค ได้เดินเข้ามาพูดคุยกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม, นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ และ สส.พรรคประชาชน ด้วยท่าทีเคร่งเครียด โดยคาดว่าจะเป็นการชี้แจงเหตุผลของพรรคภูมิใจไทยในการโหวตวันนี้ ขณะที่ในเวลาต่อมา นายไชยชนก ได้เรียก นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เข้ามาพูดคุยด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดการเรื่องการนับผลโหวต

– 006

เกมแห่งพันธมิตร! ชำแหละ 6 ข้อ ‘ส้ม’ถูก‘น้ำเงิน’ต้มจนเปื่อย กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้

เกมแห่งพันธมิตร! ชำแหละ 6 ข้อ ‘ส้ม’ถูก‘น้ำเงิน’ต้มจนเปื่อย กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้

เกมแห่งพันธมิตร! ชำแหละ 6 ข้อ ‘ส้ม’ถูก‘น้ำเงิน’ต้มจนเปื่อย กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.14 น.

เกมแห่งพันธมิตร! ชำแหละ 6 ข้อ ‘ส้ม’ถูก‘น้ำเงิน’ต้มจนเปื่อย กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้

12 ธันวาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “การเมืองสารขัณฑ์: เกมแห่งพันธมิตรที่จบลงไม่ไกลเกินคาด” ระบุว่า…

การเมืองสารขัณฑ์: เกมแห่งพันธมิตรที่จบลงไม่ไกลเกินคาด

ณ ประเทศสารขัณฑ์ (Sarkhan)—ที่ซึ่งการเมืองมิได้เป็นไปตามตำราเสมอไป

1) จุดเริ่มต้นของพันธสัญญา: พันธมิตรระหว่าง “ส้ม” (ผู้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง) และ “น้ำเงิน” (ผู้นำกลุ่มอำนาจเดิม) ได้ก่อตัวขึ้น เมื่อ “ส้ม” ยินยอมสนับสนุนให้ หัวหน้า “น้ำเงิน” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เงื่อนไขสำคัญที่ผูกมัดทั้งสองฝ่ายคือ การร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องเริ่มจากการปรับแก้ “วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เพื่อลดอำนาจของ สภาสูง ที่กำลังเผชิญกับการตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า มีการฮั้วกันเข้ามาร่วมร้อยละ 70 หรือไม่

2) อำนาจที่เติบโตขึ้น: แต่เมื่อหัวหน้า “น้ำเงิน” ได้เข้าบริหารประเทศอย่างเต็มตัวเป็นเวลาเกือบ 3 เดือน คะแนนนิยมของเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน “น้ำเงิน” ก็ใช้ช่วงเวลานี้เตรียมความพร้อมขององค์กรและจัดวางเครือข่ายพื้นที่เลือกตั้งไว้อย่างรัดกุม

3) สิ่งที่ไม่ไกลเกินคาดก็มาถึงก่อนกำหนด: จังหวะที่ “น้ำเงิน” จะชิงยุบสภา จึงย่อมมาถึงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พันธสัญญาแก้รัฐธรรมนูญ ที่ให้ไว้กับ “ส้ม” จะถูกทำให้เป็นจริง

4) การผงาดของอาณาจักร “น้ำเงิน”: ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ “น้ำเงิน” หวังกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง โดยมี สภาสูง—ซึ่งมีอำนาจเหนือฟ้าและเป็นองค์กรที่ไม่สามารถถูกยุบได้—คอยค้ำชูอยู่เบื้องหลัง

อาณาจักรของ “น้ำเงิน” จึงขยายอำนาจออกไปไกล เกินกว่าสิ่งที่เคยเป็นเพียง “เมืองอันน่ารื่นรมย์” ในอดีต

5) ผลลัพธ์ของความไว้ใจ: “ส้ม”…ก็ถูก “น้ำเงิน” ต้มจนเปื่อย กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินกว่าจะแก้ไขใด ๆ ได้

6) ประเทศสารขัณฑ์ จึงยังคงต้องดำดิ่งอยู่ในวังวนแห่งอำนาจเดิมต่อไป อีกนานเท่านาน—

จนกว่า…..วันแห่งการเปลี่ยนแปลงจะเดินทางมาถึง

‘รัฐสภา’ถอนร่างแก้รธน. หลังติดหล่ม ม.256/28 อำนาจ‘สว.’ 1 ใน 3 ชงญัตติทำ‘ประชามติ’

‘รัฐสภา’ถอนร่างแก้รธน. หลังติดหล่ม ม.256/28 อำนาจ‘สว.’ 1 ใน 3 ชงญัตติทำ‘ประชามติ’

‘รัฐสภา’ถอนร่างแก้รธน. หลังติดหล่ม ม.256/28 อำนาจ‘สว.’ 1 ใน 3 ชงญัตติทำ‘ประชามติ’

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.19 น.

‘รัฐสภา’ถอนร่างแก้รธน. หลังติดหล่ม ม.256/28 อำนาจ‘สว.’ 1 ใน 3 ชงญัตติทำ‘ประชามติ’ ส่งคำถามประชามติครั้งที่1ให้รัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 11 ธ.ค.68 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังจากอภิปรายกันในมาตรา256/28 ที่มีสาระสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ที่ประชุมรัฐสภาใช้วิธีเรียกชื่อ และลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยมติเห็นชอบของรัฐสภา ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี2560 ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และมีสว.ร่วมให้ความเห็นชอบ 1ใน3  จึงเริ่มขั้นตอนการนับคะแนนแบบขานชื่อเป็นรายบุคคล โดยสส.พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ขานคะแนนไปทางเดียวกันคือ สนับสนุนมติกมธ.เสียงข้างมาก ขณะที่สส.พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และสว.สีน้ำเงิน ต่างขานมติเห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างน้อย

จนกระทั่งเวลา 22.00น. หลังจากที่สมาชิกลงคะแนนด้วยวิธีการขานชื่อรายบุคคลครบถ้วน และรวบรวมผลการลงคะแนนเสร็จแล้ว นายวันมูหะมัดนอร์ แจ้งผลการลงมติว่า ที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างน้อย ด้วยคะแนน 329 ต่อ 302 เสียง งดออกเสียง 2

จากนั้นนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ แจ้งต่อที่ประชุมว่า ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปทบทวนปรับปรุงใหม่ เพราะการที่ประชุมรัฐสภาลงมติเห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างน้อยในมาตรา256/28 ทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื้อหามาตราอื่น จำเป็นต้องกลับไปทบทวนแก้ไข

ขณะที่นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า นายกรัฐมนตรีโพสต์เฟซบุ๊กประกาศคืนอำนาจให้ประชาชน ยุบสภาเรียบร้อยแล้ว ขอให้ตรวจสอบกระบวนการพระราชกฤษฎีกายุบสภาว่าอยู่ในขั้นตอนใด เท่ากับภารกิจพวกเราเสร็จสิ้นแล้ว

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า นายกฯยื่นยุบสภาแล้ว หากจะประชุมต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ ควรเลื่อนการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน จากนั้นจึงเสนอญัตติเพื่อเลื่อนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อที่ประชุมทันที  ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน

ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นญัตติด่วนขอให้ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบเพื่อแจ้งเรื่องต่อครม.ให้ตั้งคำถามประชามติข้อ1 ในการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีการเสนอญัตติในทำนองเดียวกันรวม 5ญัตติ ที่ประชุมรัฐสภาจึงให้พิจารณาไปพร้อมกัน หลังจากที่เจ้าของญัตติทั้ง 5เรื่อง ชี้แจงหลักการต่อที่ประชุมเรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมจึงลงมติด้วยคะแนน 494ต่อ1 งดออกเสียง9 ไม่ลงคะแนน1 ให้ส่งคำถามประชามติไปยังรัฐบาล ก่อนที่อ่านพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ และสั่งปิดประชุมเวลา 23.15น.

โปรดเกล้าฯ‘ยุบสภา’ เดินหน้าจัดเลือกตั้งใหม่ ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน

โปรดเกล้าฯ‘ยุบสภา’ เดินหน้าจัดเลือกตั้งใหม่ ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน

โปรดเกล้าฯ‘ยุบสภา’ เดินหน้าจัดเลือกตั้งใหม่ ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.05 น.

โปรดเกล้าฯ‘ยุบสภา’ เดินหน้าจัดเลือกตั้งใหม่ ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน

12 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ.2568 ระบุว่าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าด้วยนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลฯ สมควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป

ด้วยนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลฯ ว่า ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2568 โดยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่มิได้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างที่ประเทศได้เผชิญความท้าทายหลายประการเพราะความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

รัฐบาลได้เร่งดำเนินการทุกวิถีทางในการบริหารราชการแผ่นดินให้สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศที่รุมเร้าให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและ สันติสุขให้เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง อันจะนำพาการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อาทิ การผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ การช่วยเหลือเยียวยาความเดือนร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ การป้องกันและปราบปรามบ่อนการพนัน การพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติภัยไซเบอร์ และการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ

การเร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็งรวมทั้งกำหนดมาตรการในการดำเนินการเพื่อรองรับและลดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน แต่การบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม โดยที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่มีปัญหารุมเร้าในหลาย ๆ ด้าน ส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพหากปล่อยให้สภาวการณ์เป็นอยู่เช่นนี้ย่อมจะเกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อระบบรัฐสภาและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในที่สุดทางออกที่เหมาะสมคือการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป อันเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชนเจ้าของอำนาจสูงสุดโดยเร็ว

เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีเสถียรภาพที่ได้รับอาณัติที่ชอบธรรมจากประชาชนเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปโดยราบรื่นและเรียบร้อยสืบไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา103 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

1.พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568“มาตรา

2.พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปมาตรา

3.ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป 

มาตรา 4 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

มาตรา 5 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

สว.ชงเงื่อนไข โหวตรธน.ใหม่ ต้องได้เสียงสว. ไม่น้อยกว่า1ใน3

สว.ชงเงื่อนไข  โหวตรธน.ใหม่  ต้องได้เสียงสว.  ไม่น้อยกว่า1ใน3

สว.ชงเงื่อนไข โหวตรธน.ใหม่ ต้องได้เสียงสว. ไม่น้อยกว่า1ใน3

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สว.รัชนีกร” แฉนักแก้รธน.ชงตั้งผลาญเบี้ยประชุมกมธ.ครั้งละหมื่น  ด้าน’ณัฐวุฒิ’ปธ.กรรมาธิการฯโต้ไม่เป็นความจริง ยันไร้มติตอบแทนใครมติเคาะแก้เนื้อหาให้ประชุมร่วมกมธ.ร่าง-ฟังความเห็น เปิดเผยต่อสาธารณะเดือนละ1ครั้ง ไม่ใช่ถ่ายทอดสดให้ยึดข้อบังคับประชุมรัฐสภาใช้เสียง 1 ใน 4‘สว.พิสิษฐ์’ แจงบทเฉพาะกาล รองรับสถานะสว.ชุดปัจจุบัน-องค์กรอิสระให้อยู่จนครบวาระ หวังลดสุญญกาศ ยอมถอยลดครหายื้ออำนาจขอถอนคำแปรญัตติปลดล็อกเว้นวรรค สว.ลงเลือกตั้ง-ดำรงตำแหน่งการเมืองเกรงถูกมองเอื้อประโยชน์และมีวาระซ่อนเร้นด้าน สว.ชงเพิ่มเกณฑ์เห็นชอบรธน.ใหม่ ที่ต้องได้เสียง สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ชี้เป็นเบรกนิรภัย กันเผด็จการรัฐสภาแก้รธน.เพื่อประโยชน์ตัวเอง

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม2568-ที่รัฐสภาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ)เป็นพิเศษ โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พ.ศ….ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาเสร็จแล้วซึ่งพิจารณาเรียงรายมาตราในวาระ 2โดยพิจารณาต่อเป็นวันที่ 2 ทั้งนี้การประชุมล่าช้า 50 นาที ตามที่นัดประชุมเวลา 09.00 น.โดยก่อนการอภิปรายที่ประชุมได้ยืนไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของเหล่าทหารทั้ง 9 คนที่สละชีพในการปกป้องแผ่นดิน จากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย กัมพูชา

โดยได้เริ่มในร่างมาตรา 256/21 ว่าด้วยการกำหนดเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นในตำแหน่งต่างๆ ของกรรมาธิการ (กมธ.)ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงอนุกมธ.ที่ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

สว.รัชนีกรแฉผลาญเบี้ยประชุมครั้งหมื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการพิจารณาเป็นอย่างดุเดือดโดยน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อยอภิปรายว่าตนแปรญัตติไว้คือตัดเงินประจำตำแหน่งออกให้คงเหลือแค่เบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเพราะหากยังคงมีเงินประจำตำแหน่งไว้ก็จะเป็นเหตุให้ประชาชนเห็นว่าการตั้งกมธ.ตามสูตร20หยิบ1 เห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้ประโยชน์ต่างตอบแทนกับบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่เอาพวกตัวเองมาเข้ารับเงินของชาติใช่หรือไม่

“เวลา1ปีสำหรับกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ35คนและกมธ.รับฟังความคิดเห็นฯ35 คน รวมเป็น 70 คน หากมีเงินประจำตำแหน่งอีกรัฐบาลและประเทศไทยจะต้องเสียเงินมหาศาลแค่ไหนกับการร่างรัฐธรรมนูญ1ฉบับ เพราะทราบว่าแค่เบี้ยประชุมกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้วงบสูงถึง800ล้านบาท และในที่ประชุมกมธ.ฯมีการพูดว่าให้ตัดเงินประจำตำแหน่งออก แต่ไปดูเบี้ยประชุมให้สูงขึ้น ของเดิมให้ครั้งละ 6,000 บาท ในที่ประชุมกมธ.ฯเคยพูดว่า สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปสามารถไปกำหนดพระราชกฤษฎีกาได้ถึง10,000บาท ลองคิดดูว่าเราจะเสียงบประมาณเท่าไหร่ ดิฉันพยายามเสนอคือให้สส.สว.ซึ่งได้รับเงินเดือนอยู่แล้วเข้าไปนั่งเป็นกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเราก็ไม่ต้องเสียประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นรวมถึงเงินประจำตำแหน่งให้อีก มีแค่เบี้ยประชุมที่สส.-สว.จะได้รับครั้งละ1,500บาท ถ้าไปเอาบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา ก็ต้องคิดให้รอบด้านว่าเราต้องเสียเท่าไหร่ และมีกมธ.ฯพูดว่าการที่ให้เขามาทำงาน 1 ปีก็ต้องให้ผลประโยชน์ตอบแทนเขาคุ้มกับการที่เขาต้องหยุดงานอย่างอื่นมา อยากทราบว่าคุ้มนี่คืออะไรเพราะนี่คือเงินประเทศชาติไม่ใช่เงินในกระเป๋าท่านที่จะควักได้ตามอำเภอใจวันนี้ประเทศตัดทั้งงบโรงพยาบาล งบภัยพิบัติ งบทหารจะมาใช้งบแบบไม่ระวังในการแก้รัฐธรรมนูญสมควรหรือไม”น.ส.รัชนี ย้ำ

ปธ.กมธ.ฯตอบโต้ไม่เป็นความจริง

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานกมธ.พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญชี้แจงว่าสิ่งที่น.ส.รัชนีกรอภิปรายไม่ตรงกับที่สงวนไว้ ที่ประชุมกมธ.ฯไม่เคยมีมติให้เพิ่มเบี้ยประชุมกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญครั้งละ10,000บาท สิ่งที่ น.ส.รัชนีกรพูดไม่เป็นความจริง แต่จะกำหนดเบี้ยประชุมครั้งละเท่าใด ค่อยไปพิจารณาต่อไป ยืนยันว่าที่ประชุม กมธ.ไม่เคยกำหนดเบี้ยประชุมเพื่อเป็นผลประโยชน์ตอบแทนให้ฝ่ายใดในการร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วยกับสิ่งที่กมธ.เสนอมาด้วยคะแนน436 เสียง ไม่เห็นด้วย 8 เสียง งดออกเสียง 9 ไม่ลงคะแนนเสียง 3

ถกให้ถ่ายทอดประชุมกมธ.แก้รธน

เวลา11.50น.ที่ประชุมพิจารณามาตรา256/25ที่กำหนดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและกมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สอดคล้องความต้องการของประชาชนตามที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาเนื้อหานั้นพบว่ามีประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาคัดค้านการแก้ไขของกมธ.เสียงข้างมากเพราะไม่มีบทบัญญัติใดที่สนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะทั้งที่ควรให้ประชาชนรับทราบ

ปชน.สว.สงวนความเห็นจนพักประชุม

โดยน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การประชุมระหว่างกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและกมธ.รับฟังความคิดเห็น เดือนละ 1 ครั้ง ควรเป็นการประชุมเปิดเผย และจัดถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อประเภทอื่นๆ ที่ประชาชนรับชมได้อย่างทั่วถึง

ขณะที่ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายเสนอให้มีการถ่ายทอดการประชุมการประชุมร่วมดังกล่าวเดือนละ 1ครั้ง เพื่อให้ประชาชนรับทราบเช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุจะเป็นวิธีถ่ายทอดสดหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการแก้ไขเนื้อหา โดยให้ถ่ายทอดสดตามที่กมธ.เสียงข้างน้อยเสนอมา

ยึดข้อบังคับรัฐสภาใช้เสียง 1 ใน 4

จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม สั่งพักประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อไปพิจารณาปรับแก้ไขเนื้อหาว่าจะยึดตามเนื้อหาที่นพ.เปรมศักดิ์ หรือน.ส.พนิดาเสนอ จากนั้นเวลา 12.52 น. ที่ประชุมรัฐสภากลับมาพิจารณาอีกครั้ง ในมาตรา 256/25 เรื่องการถ่ายทอดสดในห้องประชุมกรรมาธิการนพ.เปรมศักดิ์ ชี้แจงว่าเรื่องการถ่ายทอดสด จะต้องยึดถือข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา หากประชุมลับจะต้องอาศัยเสียง 1 ใน 4 เพื่อให้ไม่ขัดแย้งกับการประชุมรัฐสภา

น.ส.พนิดา ชี้แจงว่า ในชั้นกรรมาธิการไม่ได้ขัดกันแต่อย่างใด ในเนื้อหาระบุไว้ว่าให้นำข้อบังคับรัฐสภามาใช้โดยอนุโลม และหากจะใช้ประชุมลับให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของกรรมาธิการ ซึ่งไม่ได้ขัดกันในข้อปฏิบัติ แต่สิ่งที่เป็นหัวใจ คือมีการนำเสียงสะท้อนของประชาชนมาพูดคุยในชั้นกรรมาธิการที่มีการประชุมกันเดือนละ 1 ครั้งหรือไม่ที่จะเป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย ยืนยันการใช้เกณฑ์ 2 ใน3 มีความจำเป็น

โดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้ลงมติเห็นด้วยกับคำสงวนความเห็นของนพ.เปรมศักดิ์ที่ต้องการให้ยึดข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาเสียง 1 ใน 4ในการถ่ายทอดสดการประชุมร่วมฯเดือนละ 1 ครั้ง ด้วยคะแนน 413 เสียง ต่อ 157 เสียง งดออกเสียง 14 เสียง

สว.ชงรธน.ใหม่ต้องได้เสียงสว.1ใน 3

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณางถึงมาตรา 256/28 ว่าด้วยเกณฑ์การออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการ(กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแล้วเสร็จ โดยกำหนดให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาปรากฎว่ากมธ.เสียงข้างน้อย สงวนความเห็นให้แก้ไขโดยนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.กมธ.เสียงข้างน้อย ให้เพิ่มเกณฑ์เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ต้องได้เสียงสว.เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ สว.ที่มีอยู่ของวุฒิสภา เพื่อให้สว. เป็นเบรกนิรภัยให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ป้องกันเผด็จการรัฐสภา เพราะที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนในอดีตที่พรรคการเมืองเดียวชนะแบบแลนด์สไสลด์หรือมีพรรคที่รวมเสียงข้างมากได้กว่า 350เสียง หากชนะเกินกึ่งหนึ่ง จะทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์พวกพ้องทำได้ง่าย ดังนั้นการตัดเสียง สว.1ใน3เท่ากับปูทางสู่เผด็จการรัฐสภา

“เงื่อนไขเสียงสว.ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นหลักประกันคุณภาพว่าการแก้กติกาประเทศ ผ่านหลักวิชาการไม่ใช่เพราะมติพรรคสั่ง และต้องเป็นไปตามทฤษฎีที่รัฐธรรมนูญแก้ไขยากกว่ากฎหมายทั่วไปเพื่อเสถียพภาพของระบอบปกครอง นอกจากนั้นยังเป็นไป หัวใจสำคัญของการแบ่งแยกอำนาจที่แตะต้องไม่ได้ การคงไว้ไม่ใช่ขัดขวางแก้รัฐธรรมนูญ หรือระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นการคุ้มครองเสียงข้างน้อยและปกป้องไม่ให้รัฐสภาใช้อำนาจเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” สว.พิสิษฐ์ อภิปราย

สว.ดาหน้าโดดหนุนเพิ่มเงื่อนไข

ขณะที่ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ฐานะกมธ.อภิปรายสนับสนุนการวางหลักการมีเสียงสว.เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยเสียง 1 ใน 3 เพราะรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องแก้ไขยาก และหากแก้ไขต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน ตนเชื่อว่า สว.ที่เป็นได้ครั้งเดียวในชีวิต จะใช้ความรู้ความสามารถ พิจารณาการแก้ไขอย่างรอบคอบ ซึ่งสว.จะทำหน้าที่ตามบทบาทป้องกันเสียงข้างมากที่กำหนดความเป็นไปของประเทศได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาพบว่า มีการอภิปรายของสว.ที่ลุกสนับสนุนการสงวนความเห็นของกมธ.เสียงข้างน้อยอาทิ นายวิวัฒน์ รุ่งแก้ว สว.ที่สนับสนุนการบัญญัติเกณฑ์เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องได้เสียงสว.ร่วมเห็นชอบด้วย นายชินโชติ แสงสังข์ สว.อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ต้องบัญญัติเงื่อนไขที่เป็นมาตรการการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ขู่อีก15วันจ่อคว่ำเรือ ถ้าถูกตีตกสว.1ใน3

นายชินโชติ แสงสังข์ สว. อภิปรายว่า ตนไม่สบายใจต่อการแก้ไขมาตราที่ตัดเกณฑ์เห็นชอบของสว.ออกไป ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะสว.เป็นสถานบันคานอำนาจ ถ่วงดุลอำนาจ หรือ ธำรงไว้ซึ่งการตรวจสอบผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

“วันนี้จะกินรวบกันเอง เสียงกึ่งหนึ่งรัฐสภาทำอะไร ผมอาจจะไว้ใจสส.ชุดนี้ แต่ชุดหน้าหากมีเผด็จการรัฐสภา โดยไม่มีสว.สกัดหรือเรื่องที่ไม่ชอบธรรม ถึงตอนนี้จะเคว้งคว้างไม่มีองค์กรสุดท้าย ผมถือว่าทั้ง 2 สภา ร่วมทำประโยชน์ให้ประเทศ ยืนยันว่า 1 ใน 3 ของสว.ต้องมีอยู่”นายชินโชติ อภิปราย

นายชินโชติ อภิปรายต่อว่า บ้านตนน้ำท่วม ซึ่งต้องอาศัยเรือ ซึ่งเรือลำนั้นนั่ง 4 คน ผมถูกเพื่อนรังแก ทำร้าย ไม่มีทางสู้ เก็บความเจ็บใจไว้ตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสา อีก 15 วันต่อมา ผมจำเป็นต้องคว่ำเรือให้เปียกด้วยกัน ขอฝากไปยังกมธ.เสียงข้างมาก ระวังเรือจะล่ม

‘นิกร’เผย สว.จ่อโหวตคว่ำวาระสาม

นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ฐานะ อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ รัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมในวาระสอง ว่าตนเป็นห่วงการพิจารณาร่างงมาตรา 256/28 ว่าด้วยเกณฑ์ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำแล้วเสร็จต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา เพราะมีประเด็นที่สว.สงวนความเห็นให้มีเงื่อนไขได้เสียง สว.เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1ใน3 หลังจากที่ตนได้พูดคุยกับแกนนำ สว.บางส่วน ทราบถึงความกังวลต่อสถานะของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ อาจเขียนบทบัญญัติให้วุฒิสมาชิกชุดปัจจุบันสิ้นสภาพไปหลังรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ และจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อวุฒิสมาชิก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ สว.ต้องการความมั่นใจและสร้างหลักประกันสุดท้าย คือ ต้องได้รับความเห็นชอบ 1ใน3 จากสว.ตามรัฐธรรมนูญเดิมเอาไว้

“ความเป็นจริงในทางการเมืองเพราะในการพิจารณาวาระ 2 นี้ เสียงเห็นชอบของการพิจารณาตามข้อบังคับมติเห็นชอบของการพิจารณาใช้เสียงข้างมากโดยประมาณดังนั้นที่สมาชิกวุฒิสภาได้สงวนคำแปรญัตติไว้อย่างไรก็ไม่สามารถจะสู้เสียงของสภาผู้แทนราษฎรได้แต่เมื่อในชั้นนี้สู้ไม่ได้ อาจถอยไปสู้แลกชีวิตกันในด่านสุดท้ายคือโหวตวาระ 3ซึ่งอาวุธหนักนั้นก็คือการไม่ให้เสียงเห็นชอบถึงเกณฑ์ 1ใน 3”นายนิกร กล่าว

วอนทุกฝ่ายเจรจาเงื่อนไขสว.

นายนิกรกล่าวด้วยว่าเพื่อไม่ให้ความคาดหวังที่นำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สูญสลายไป ตนเห็นว่าทุกฝ่ายต้องทำความเข้าใจและเจรจาระหว่างกันอย่างตรงไปตรงมา และยอมให้คงเงื่อนไขได้เสียง สว. 1ใน3ไว้ในชั้นนี้เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมาตรา 256 นำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่สังคมอยากให้ระบบการเมืองดีขึ้น เพื่อประเทศชาติและประชาชนจะได้รับอานิสงส์ที่พึงประสงค์

ย้ำจุดยืนต้องปกป้องอธิปไตย ‘หนู’รอคุย‘ทรัมป์’ สับเขมรก่อเรื่องรุกรานก่อน

ย้ำจุดยืนต้องปกป้องอธิปไตย  ‘หนู’รอคุย‘ทรัมป์’  สับเขมรก่อเรื่องรุกรานก่อน

ย้ำจุดยืนต้องปกป้องอธิปไตย ‘หนู’รอคุย‘ทรัมป์’ สับเขมรก่อเรื่องรุกรานก่อน

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ย้ำจุดยืนต้องปกป้องอธิปไตย ‘หนู’รอคุย‘ทรัมป’ สับเขมรก่อเรื่องรุกรานก่อน ยอมรับหารือ‘อันวาร์’แล้ว ต้องรักษาศักดิ์ศรีคนไทย

นายกฯเผย“ทรัมป์”ยังไม่ฮัลโหลมา แต่พร้อมอธิบาย สับเขมรเปิดฉากรุกรานก่อน ฝ่ายไทยจึงต้องปกป้องอธิปไตยรักษาศักดิ์ศรีคนไทย ระบุได้คุยกับ“อันวาร์”เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าจะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและนายกฯกัมพูชา ในวันเดียวกันนี้ ขณะนี้ได้รับสัญญาณแจ้งมาแล้วหรือยัง ว่า ยัง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด เพราะผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลาอยู่แล้ว และทุกคนก็ต้องพยายามที่จะช่วยกัน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่า ดูเหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจกับสื่อทั่วโลก ว่าวันนี้จะได้ข้อยุติจากการคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถ้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์มาหาประเทศไทย ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็จะอธิบายและชี้แจงให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์และพัฒนาการของสถานการณ์ ซึ่งท่านก็คงต้องได้รับฟังอย่างละเอียดจากตน ถ้าท่านจะติดต่อเข้ามา พร้อมเชื่อว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คงมีการชี้แจงข้อมูลในระดับทางการทูตอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า ไทยจะยืนยันในจุดยืน ไม่คล้อยตามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องยืนยันว่าเราต้องรักษาอธิปไตย รักษาประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย

เมื่อถามอีกว่า จะมีเงื่อนไขอะไร ที่ไทยวางไว้ในการกลับไปสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีใครต้องการที่จะมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกราน เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราช และอธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยและได้อธิบายเหตุการณ์ให้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ฟังแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ยืนยันแผนการที่จะสนทนาทางโทรศัพท์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยทรัมป์กล่าวว่า กำหนดการคือวันพฤหัสบดีที่ 11 ธ.ค. นี้ ทรัมป์ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศสู้รบกันมานานมากแล้ว ขณะที่ผู้นำไทยและกัมพูชายอดเยี่ยมทั้งคู่ และเป็นคนดีทั้งคู่ ผู้นำสหรัฐแสดงความเชื่อมั่นว่า ในเมื่อตัวเขาเคยยุติการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชามาได้แล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าจะสามารถหยุดยั้งได้อีกครั้ง

พาณิชย์ยืนกราน ไทยพร้อมเจรจา ภาษีกับสหรัฐฯไม่โยงชายแดน

พาณิชย์ยืนกราน  ไทยพร้อมเจรจา  ภาษีกับสหรัฐฯไม่โยงชายแดน

พาณิชย์ยืนกราน ไทยพร้อมเจรจา ภาษีกับสหรัฐฯไม่โยงชายแดน

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รมว.พาณิชย์”เผย ไทยย้ำจุดยืนชัดสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ควรเชื่อมโยงกับการเจรจาภาษี รัฐบาลพร้อมเดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐฯตามกรอบข้อตกลง

เมื่อวันที่ 11ธันวาคม2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐที่อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดและมีเป้าหมายอยากให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้นั้น เบื้องต้นไทยจะยังดำเนินการเจรจาต่อไปในช่องทางต่างๆ แม้ว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจะส่งหนังสือมาระงับการเจรจาชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่ทีมไทยแลนด์ได้ส่งหนังสือยืนยันว่า ยังมีความประสงค์ที่จะเจรจาต่อ ส่วนจะสรุปได้ทันสิ้นปีนี้หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ทราบ เพราะประเทศอื่นๆก็มีความล่าช้าเช่นกัน

ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าทางสหรัฐฯอาจจะนำมาตรการภาษีมาใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองกับไทย ในเรื่องสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่วนตัวมองว่าเป็นคนละเรื่องที่ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากไทยจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย ดูแลความปลอดภัยของประชาชน

“ประเทศไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้นเหตุการณ์ และไม่ใช่ผู้กระทำผิด การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นานาประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับทราบแล้ว แต่หากสหรัฐฯ จะตัดสินใจนำเหตุการณ์ชายแดนมาเชื่อมโยงกับประเด็นทางการค้า ก็ถือเป็นสิทธิ์ของสหรัฐ แต่ไทยเห็นว่า ทั้ง 2 เรื่องไม่ควรเกี่ยวข้องกัน”นางศุภจีกล่าว

รมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังไม่จำเป็นต้องให้จบภายในกรอบเวลา 30 วัน เนื่องจากการค้าการขายเป็นการเจรจาแบบสองทาง ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และไทยต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ที่การเจรจายังไม่คืบหน้า เพราะแม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าว่าจะเจรจากับอินโดนีเซียให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน แต่ปัจจุบันเข้ามาเกือบกลางเดือนธันวาคมก็ยังคุยไม่เสร็จ ขณะที่ไทยและเวียดนามก็ยังไม่มีการเจรจาเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

“ทั้งนี้ ขอย้ำว่าไทยมีความจริงใจและมีความพร้อมที่จะให้การเจรจาจบภายในสิ้นปีนี้ หากสหรัฐฯ พร้อม ไทยก็พร้อมทันที แต่หากสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมก็ไม่ถือว่าไทยเสียหายใด ๆ เนื่องจากขณะนี้ไทยยังคงได้รับอัตราภาษี 19% เช่นเดิม และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้”นางศุภจีกล่าว

ไทยลุยปฏิบัติการเข้มข้นไม่มียั้ง ‘กองทัพ’กร้าว! ส่งเอฟ-16ถล่มคลังแสง

ไทยลุยปฏิบัติการเข้มข้นไม่มียั้ง  ‘กองทัพ’กร้าว!  ส่งเอฟ-16ถล่มคลังแสง

ไทยลุยปฏิบัติการเข้มข้นไม่มียั้ง ‘กองทัพ’กร้าว! ส่งเอฟ-16ถล่มคลังแสง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไทยลุยปฏิบัติการเข้มข้นไม่มียั้ง ‘กองทัพ’กร้าว! ส่งเอฟ-16ถล่มคลังแสง ทภ.2ลุยยึดคืน‘ช่องคนา’ ยิงฐานเขมรรอบตาควาย 

สถานการณ์ชายแดนไทย-เขมรยังปะทะกันต่อเนื่องตลอดแนวรบ 7 จว. โดยเขมรเปิดฉากยิงใส่ทหารไทย 2 จุด ตั้งแต่ตีห้าที่อุบลฯ-ศรีสะเกษ ส่วนทอ.ส่งเอฟ-16 ทิ้งบอมบ์บ่อนสำคัญที่เขมรใช้เก็บอาวุธหนัก-ศูนย์บัญชาการ-โดรนพลีชี สกัดเป็นภัยคุกคามกำลังพล-อธิปไตยไทย ด้านทภ.2รายงานสู้รบมีปะทะ 4 จว. 13 แนวรบ ยิงทำลายฐานทหารรอบตาควาย-เนิน350 แต่ยังเข้าควบคุมไม่ได้ เหตุเขมรระดมยิงหนัก-กับระเบิดหนาแน่น สรุป 4 วัน ไทยสอยรถถัง T-55 กัมพูชา 3 คัน “BM-21” จำนวน 1 คัน ทำลายโดรนพลีชีพ 64 ลำ แอนตี้โดรน1เครื่อง กองทัพเผยตอบไม่ได้ปฏิบัติการทหารจบเมื่อไหร่ ขึ้นกับหลายปัจจัย “ทบ.-ทอ.-ทร.” ผนึกสกัดโดรนพลีชีพ เชิงรับ-เชิงรุก ลดสูญเสียเหล่าทัพแถลงตัวเลขพลเรือนเสียชีวิต3รายทหารดับ 9นายเจ็บ 120 นาย ประกาศกร้าวปฎิบัติการทางอากาศเข้มข้นเรื่อยๆ จนกว่าเขมรจะยุติคุกคามอธิปไตยไทย-ปชช.

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชายังคงมีการปะทะต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า ตลอดแนวพื้นที่ 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก

เปิดฉากปะทะ2จุดที่อุบลฯ-ศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม เวลา 05.30 น. รายงานจากกองทัพภาคที่ 2 แจ้งว่า ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงทหารไทย 2 จุดคือ เนิน 500 ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี และชายแดนฝั่งบ้านโกมุย ทิศใต้ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

เขมรทำผิดตั้งใจใช้โบราณสถานเป็นฐานที่ตั้ง

พลตรีวินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบกระบุถึงกรณีกระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทยโจมตีพื้นที่ปราสาทตาควาย และอ้างถึงการโจมตีของไทยสร้างความเสียหายแก่ปราสาทพระวิหารว่า ไทยยึดมั่นอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 ว่ากรณีความขัดแย้งทางอาวุธ ซึ่งกำหนดให้โบราณสถาน ต้องได้รับการคุ้มครอง และห้ามการโจมตีหรือกระทำการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอนุสัญญาฯ มีข้อยกเว้นที่ระบุไว้ชัดเจนหากมีการนำโบราณสถานไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร เช่น ตั้งฐานที่มั่น ควบคุมการปฏิบัติการ เป็นจุดซุ่มยิงหรือใช้เป็นพื้นที่เตรียมโจมตี พื้นที่ดังกล่าวอาจ สูญเสียความคุ้มครองทางกฎหมายชั่วคราว ในส่วนที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทหาร ดังนั้น เมื่อกัมพูชาตั้งใจใช้อาณาบริเวณโบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งระบบตรวจการณ์ และที่ตั้งระบบอาวุธยิงเพื่อใช้โจมตีต่อฝ่ายไทย ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเข้าข่าย เป็นพื้นที่ที่ “สูญเสียความคุ้มครองชั่วคราว” ตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954

ยันไทยมีสิทธิตอบโต้ทางการทหาร

ทั้งนี้ กรณีพื้นที่ปราสาทตาควายและปราสาทพระวิหาร ถูกฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ เพื่อการปฏิบัติการทางทหาร โดยใช้เป็นที่ตั้งระบบอาวุธยิง เป็นคลังเก็บกระสุนวัตถุระเบิด และทุ่นระเบิด สำหรับใช้โจมตีทำร้ายฝ่ายไทย ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพปรากฏตามสื่อโซเชียลได้ทั่วไป จึงควรเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นฝ่ายที่ทำผิดกฎหมายมนุษยธรรม และทำผิดกติกาสากลเอง รวมถึงเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นคุณค่าในมรดกทางวัฒนธรรม ไทยจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะปกป้องภัยคุกคามเหล่านั้นได้ตามความเหมาะสมและได้สัดส่วน ตามหลักกติกาสากล ตามความจำเป็นเนื่องจากจากฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้บีบบังคับ

F-16ทิ้งไข่คลังน้ำมัน-บ่อนที่ใช้เป็นคลังอาวุธ

เพจเฟซบุ๊กArmy Military Force โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุมีรายงานว่าเมื่อคืนวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา เครื่องบินรบขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ โดยทิ้งระเบิดแรงสูงใส่เป้าหมายบ่อนคาสิโน ในย่านจุ๊บโกกี อำเภอบันเตียอำปึล จังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชานอกจากนี้ ทหารไทยยังระดมยิงปืนใหญ่สนับสนุนเข้าโจมตีใส่คลังน้ำมันของกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการใกล้กับบ่อนคาสิโนย่านจุ๊บโกกี ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับจุดผ่อนปรนช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

“การโจมตีนี้มีขึ้นหลังพบว่า บ่อนคาสิโนและคลังน้ำมันดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชา ได้แก่ เป็นสถานที่ปล่อยโดรนพลีชีพโจมตีทหารไทยเป็นคลังเก็บอาวุธหนักและเป็นจุดเติมเชื้อเพลิงให้แก่รถยิงจรวด BM-21”

ทภ.2ตอบโต้เขมรรุกคืบยึดช่องคนาสำเร็จ

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ตามที่เกิดการสู้รบตามแนวชายไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอสรุปผลปฏิบัติสำคัญดังนี้ สถานการณ์เวลา 22.42 น. เกิดเหตุปะทะ โดยทหารกัมพูชาใช้อาวุธยิงสนับสนุน ได้แก่ ปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด ยิงเข้ามายังที่ตั้งของไทย พร้อมใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ตรวจการณ์หลายพื้นที่สำคัญ ได้แก่ ช่องบกช่องสะงำช่องอานม้าปราสาทคนาปราสาทตาควายและเขาพระวิหาร

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ตอบโต้ตามหลักการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วน โดยใช้อาวุธยิงสนับสนุนได้แก่ ปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด เพื่อสกัดกั้นและทำลายเป้าหมายทางทหารสำคัญของฝ่ายตรงข้าม สร้างความเสียหายแก่ข้าศึกได้หลายพื้นที่ อาทิ ทำลายรถบรรทุกของข้าศึกโจมตีที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุน และที่ตั้งทางทหารของกัมพูชา

พื้นที่ช่องระยี–ปลดต่าง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ไทยเข้าควบคุม ยึดพื้นที่ และเสริมสร้างความมั่นคงต่อเนื่อง ป้องกันการโต้กลับของฝ่ายตรงข้ามพื้นที่ช่องคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้รุกคืบเข้าตีต่อที่หมายตามแผนปฏิบัติการเป็นขั้นตอน ปัจจุบันสามารถยึดครองที่หมายสำคัญได้ และยังปฏิบัติการต่อเนื่องเพื่อควบคุมพื้นที่ให้เป็นไปตามแผน

ทภ.2รายงาน5วันปะทะ4จว.13แนวรบ

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) รายงานสถานการณ์สู้รบใน 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 7 – 11 ธันวาคมว่า ตามที่วันที่ 7 ธันวาคม กัมพูชายิงใส่ชุดลาดตระเวนของทหารไทย ที่ภูผาเหล็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย และเริ่มเปิดฉากยิงด้วยปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) เข้ามาดินแดนไทยตลอดแนวชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ทำให้บ้านเรือนประชาชน พื้นที่การเกษตร และสถานพยาบาลในพื้นที่เสียหายมาก ศูนย์ปฏิบัติการ ทภ.2เร่งอพยพประชาชนเข้าศูนย์พักพิงประจำจังหวัดที่จัดเตรียมไว้ เพื่อความปลอดภัย จากนั้นฝ่ายเราจึงยิงตอบโต้ตามกฎการใช้กำลังไปยังพื้นที่ภัยคุกคาม ด้วยอาวุธวิถีตรงและวิถีโค้งต่อฝ่ายกัมพูชา เพื่อสกัดกั้น ยับยั้งและทำลายอันตรายที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนในพื้นที่ อันประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน 13 แนวรบ ดังนี้

1.ด้านจ.อุบลราชธานี 2 แนวรบหลัก ได้แก่ 1.1 พื้นที่ช่องบก 1.2 พื้นที่ช่องอานม้า 2. ด้านจ.ศรีสะเกษ 5 แนวรบหลัก ได้แก่ 2.1 พื้นที่ซำแต 2.2 โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า 2.3 ผามออีแดง และห้วยตามาเรีย 2.4 ภูมะเขือ-ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน 2.5 ช่องสะงำ 3.จ.สุรินทร์ 5 แนวรบหลัก 3.1 ช่องจอม-ช่องเปรอ-ช่องระยี 3.2 พื้นที่คนา 3.3 พื้นที่ตาควาย 3.4 พื้นที่ช่องกร่าง 3.5 พื้นที่ตาเมือนธม 4. ด้าน จ.บุรีรัมย์ 1 แนวรบหลัก – ช่องสายตะกู

ยิงฐานเขมรรอบตาควาย-เนิน350ยังยึดไม่ได้

ผลการปฏิบัติสำคัญวันที่ 11 ธันวาคม 1. ช่องอานม้า เข้าควบคุมพื้นที่ได้บางส่วน 2. เข้าทำลายฐานปฏิบัติการข้าศึก บริเวณพื้นที่ซำแต 3. พื้นที่ช่องระยี – ช่องเปรอ เข้ายึดพื้นที่คืนถึงเส้นปฏิบัติการ แต่ยังถูกต่อต้านเป็นระยะ 4. พื้นที่คนา : เข้ายึดแล้ว 2 ที่หมาย ปัจจุบันถูกตีโต้ตอบจากฝ่ายตรงข้าม 5. พื้นที่ตาควาย : ยิงทำลายฐานทหารรอบปราสาท และเนิน 350 แต่ยังเข้าควบคุมไม่ได้ เนื่องจากถูกต่อต้านอย่างหนักจากอาวุธยิงสนับสนุน โดรน และกับระเบิดของฝ่ายกัมพูชาอย่างหนาแน่น

คาดทหารเขมรตาย89-ทำลายรถถังได้3คัน

จากการปฏิบัติของฝ่ายเราตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาคาดว่า 1. ทหารกัมพูชา เสียชีวิต 89 ราย

2. ทำลายรถถังT-55 จำนวน 3 คัน (ในพื้นที่พนมประสิทธิโส) 3. ทำลายจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) 1 คัน 4. ทำลายระบบโดรน 64 ลำ 5. ทำลายแอนตี้โดรน 1 ระบบ ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย

ปะทะเดือดตลอดแนวรบจันท์-ตราด

เพจเฟซบุ๊กArmy Military Force รายงานว่า เช้าวันนี้ (11 ธันวาคม) เกิดการปะทะดุเดือดระหว่างทหารไทยและกัมพูชาตลอดแนวรบตั้งแต่พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 เรื่อยไปจนถึงจังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยทหารทั้งสองฝ่ายมีการดวลปืนใหญ่และปืนค. และอาวุธหนักใส่กันต่อเนื่อง

ด้านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดตราด (สวท.ตราด) รายงานว่า หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงขอความร่วมมือให้ประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงบริเวณชายแดน 100% เนื่องจากคาดว่าจะมีการปะทะที่รุนแรงและขยายแนวรบเพิ่ม พร้อมย้ำว่า งดนำสิ่งของไปมอบในพื้นที่เสี่ยง และห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงโดยเด็ดขาด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาจับสัญญาณเพื่อใช้โจมตีได้

กห.แถลงพลเรือนดับ3-ทหาร9เจ็บ120

ด้านพลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ในส่วนกองทัพบก กัมพูชายังโจมตีต่อเนื่องด้วยอาวุธหนักเช่นบีเอ็ม 21 โดรน Kamikaze ปืนครก โดยเฉพาะบริเวณช่วงอานม้าและเนิน 667 ขณะที่กองทัพเรือดำเนินกลยุทธ์ตามยุทธการตราดตราดปราบปรปักษ์ในพื้นที่ จ. ตราดต่อเนื่อง และได้รับการโจมตีโดยโดรนฝั่งกัมพูชาต่อเนื่องเช่นกัน โดยทั้งสองเหล่าทัพดำเนินการไปตามแผนและมีความคืบหน้าในการปฏิบัติการ อย่างไรก็ตามพบทหารกัมพูชาที่ใช้บ้านประชาชนเป็นป้อมปราการทางทหาร ตรวจพบการติดตั้งปืนกลในบ้านพัก ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาต่างๆในการใช้มนุษย์เป็นโล่กำบัง ส่วนกองทัพอากาศยังปฏิบัติการสนับสนุนกำลังภาคพื้นดินในการรุกคืบอย่างมีประสิทธิภาพ

“แต่เป็นที่น่าเสียใจที่กำลังพลของเราสูญเสียอีก2รายในพื้นที่ของกองทัพภาคที่1 จำนวน 1 นาย และสูญเสียชีวิตอีก1รายในพื้นที่กองทัพภาคที่2โดยปัจจุบันมีกำลังพลสูญเสียไปแล้ว9นายและบาดเจ็บประมาณ 120 นาย“ โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ยังเปิดเผยภาพความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนที่ถูกโจมตีด้วยบีเอ็ม 21 รวมถึงถนนในจังหวัดตราด

กองทัพยังตอบไม่ได้จะจบเมื่อไหร่

ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรี สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงอีกครั้งว่า ปฏิบัติการทหารเป็นไปตามแผน ส่วนจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ยังตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยฝ่ายไทย มีปัจจัยภายนอกอื่นด้วยเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กองกําลังกัมพูชาและการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคนิคการโจมตีฝ่ายไทย ก็ต้องระวังเรื่องนี้ แต่พยายามใช้ข้อมูลข่าวสาร ข่าวกรองในการประเมินสถานการณ์ ยังไม่สามารถบอกห้วงเวลาได้ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกกล่าวเพิ่มเติมว่า การลดความสูญเสียมาตรการค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องการปฏิบัติของหน่วยในการระมัดระวัง สิ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนการใช้วิทยุ สื่อสาร การติดต่อ เพราะเขมรมีขีดความสามารถใช้การสํารวจตรวจเป้าหมายโจมตีไทย เราต้องปฏิบัติการต่อต้านปฏิบัติการตรงนั้นที่ผ่านมาถือว่าเราคืบหน้าและมีบทเรียนครั้งที่แล้ว และดําเนินการได้มีประสิทธิภาพ

3เหล่าทัพผนึกสกัดโดรนป้องกันกำลังพล

พ.อ.ริชฌากล่าวต่อว่า การต่อต้านโดรนพลีชีพ เป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้แล้วเนื่องจากประสบการณ์ผ่านมา เราเตรียมการเรื่องของที่ตั้งของเรา เพราะเชื่อว่าเมื่อสู้รบกันขึ้นต้องถูกโจมตีอยู่แล้ว เรื่องมาตรการป้องกัน ขอให้เชื่อมั่นว่าทหารป้องกันเต็มที่ เพราะเราโดนโจมตีจำนวนมาก แต่บางครั้งในส่วนพื้นที่ที่เราถูกรุกล้ำอธิปไตยก็จำเป็นต้องเคลื่อนกำลังผลักดัน หมายความว่า ทหารต้องออกจากที่กำบัง และกัมพูชาอาศัยโอกาสตรงนั้น ซึ่งตามที่มีรายงานการสูญเสียเข้ามาเป็นระยะ เนื่องจากทหารพยายามปฏิบัติการผลักดันปกป้องอธิปไตยที่ถูกรุกล้ำและถูกโจมตีกลับเข้ามา ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีอยู่ และเราใช้ทุกมาตรการที่ทําให้กําลังคนของเราปลอดภัยที่สุดอย่างไรก็ตาม การดูแลทหารบาดเจ็บให้ได้รับการรักษาทันที ได้เตรียมหน่วยทหารสายแพทย์ ใช้อากาศยานกองทัพบกและส่วนต่างๆผนึกกําลัง เพื่อให้กําลังพลของเราได้รับการรักษาพยาบาลเร็วที่สุด

ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชน ไม่โพสต์ แชร์ภาพ ที่สามารถระบุที่ตั้งทางทหารได้ ทั้งในส่วนกําลังพล สื่อมวลชน ประชาชน เนื่องจากส่งผลอันตรายต่อทหารที่ปฏิบัติงานได้ หากฝ่ายตรงข้ามได้นําภาพตรงนี้ไปดําเนินการไปต่อจิ๊กซอว์ จะรู้ว่าทหารไทยทําอะไรอยู่ และสิ่งนั้นจะเป็นอันตรายต่อประเทศไทย

ใช้อวนคุมฐานทหารป้องกันโดรนโจมตี

นาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ (โฆษก ทร.)ระบุว่า สำหรับบ้านชําราด จ.ตราด ได้รับรายงานว่าเราถูกโจมตีโดยโดรนพลีชีพจากฝ่ายกัมพูชาพอสมควร ซึ่งมาตรการปฏิบัติการเหล่าทัพได้หารือเพื่อกําหนดแนวทางเป็นหลักนิยมการปฏิบัติการการต่อต้าน โดรนพลีชีพในลักษณะนี้ต่อเนื่อง ตั้งแต่การปะทะครั้งที่แล้ว กําลังพลของกองทัพเรือในพื้นที่ชายแดนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการให้อวน คุมฐานปฏิบัติการเพื่อป้องกันการโจมตี

พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ขี้แจงเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการเชิงรุก เราดำเนินการพื้นที่ควบคุม ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมาย มีการพูดคุย 3 เหล่าทัพ สิ่งหนึ่งที่ทําได้ดีที่สุดป้องกันไม่ให้โดรนขึ้นได้เลย หรือลดขีดความสามารถใช้โดรนกามิกาเซ่โจมตีฐานที่ตั้งของไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปฏิบัติต่อเนื่อง ตั้งแต่วันเริ่มต้นวันปฏิบัติการ สิ่งเหล่านี้เป็นการดําเนินการของกองทัพอากาศในการสนับสนุนทั้งกองกําลังสุรนารี กองกำลังบูรพา และกองกําลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด เราหารือกันและนําไปสู่การใช้กําลังทางอากาศ โจมตีเป้าหมายเหล่านั้นเป็นขั้นตอน ลดทอนปฎิบัติการของฝ่ายกัมพูชา สนับสนุนการผลักดันกองกําลังฝ่ายกัมพูชาออกจากพื้นที่มีหลากหลายแนวทาง หนึ่งในแนวทางก็คือตัดกําลังส่งบํารุง ให้กําลังทางบกของทหารไทย ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันไปได้ตามขีดความสามารถ ตามแผนที่พูดคุยไว้ทั้ง 3เหล่าทัพ เนื่องจากทุกเป้าหมายถูกกําหนดและถูกเลือกใช้กําลังทางอากาศเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของทั้งสองกองทัพ

3เหล่าทัพยันปฎิบัติการเข้มข้นบีบเขมรจำนน

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกมีการแถลงข่าวสรุปสถานการณ์ชายแดนไทยเขมรอีกครั้ง โดยพลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงภาพรวมการทหารทุกเหล่าทัพว่า ทั้งกองทัพอากาศ กองทัพบก และกองทัพเรือ ยังคงปฏิบัติภารกิจ ลิดรอนและป้องปรามขีดความสามารถของกัมพูชาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ฝ่ายไทย หากปล่อยให้เป็นช่องโหว่ด้านความมั่นคง กองทัพบกยังคงตอบโต้การรุกคืบของกำลังฝ่ายตรงข้าม ขณะที่กองทัพเรือก็ปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยจากทิศทะเล เช่นเดียวกับกองทัพอากาศที่ให้การสนับสนุนทางอากาศในทุกยุทธบริเวณ

ข่าวกรองชี้ชัดเขมรใช้อาคารเป็นที่ตั้งทหาร

นาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงกรณีตรวจพบกองกำลังกองบัญชาการองครักษ์ (BHQ)ในพื้นที่กองทัพเรือว่า สองวันที่ผ่านมากองทัพเรือย้ำหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการดัดแปลงอาคารฝั่งกัมพูชาให้เป็นฐานที่ตั้งทางทหาร ซึ่งหน่วยข่าวกรองของไทยตรวจยืนยันได้ผ่านระบบโดรนตรวจการณ์ เพื่อชี้ชัดว่า เป้าหมายที่กองทัพเรือเข้าโจมตี เป็นการทำลายขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะ ทั้งนี้อาคารดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่กัมพูชา แต่มีพฤติการณ์เชิงยุทธศาสตร์ชัดเจนจำเป็นต้องถูกจำกัดความสามารถเพื่อป้องกันภัยต่อไทย

กร้าวใช้กำลังเข้มข้นจนกว่าเขมรเลิกคุกคาม

ด้านพลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศแถลงเพิ่มเติมว่า การใช้กำลังทางอากาศขณะนี้จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และเดินหน้าเป็นขั้นเป็นตอนตามสถานการณ์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกนาที กองทัพอากาศยืนยันดำเนินยุทธการทางอากาศ จนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะยุติความพยายามเป็นภัยคุกคามต่อเอกราช ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนไทย พร้อมสนับสนุนกำลังทางบกและทางเรือในปฏิบัติการผลักดันกองกำลังกัมพูชาออกจากพื้นที่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทำให้ยุทธภารกิจทั้งหมดบรรลุผลตามเป้าหมาย