ปชน.ไม่รับผลโหวต 312 เสียงคงเกณฑ์ ส.ว. 1 ใน 3 เสนอนับใหม่ขานชื่อ โต้ภท.ข้อตกลงไม่ใช่ฟื้นอำนาจยับยั้งกระบวนการ

ปชน.ไม่รับผลโหวต 312 เสียงคงเกณฑ์ ส.ว. 1 ใน 3 เสนอนับใหม่ขานชื่อ โต้ภท.ข้อตกลงไม่ใช่ฟื้นอำนาจยับยั้งกระบวนการ

ปชน.ไม่รับผลโหวต 312 เสียงคงเกณฑ์ ส.ว. 1 ใน 3 เสนอนับใหม่ขานชื่อ โต้ภท.ข้อตกลงไม่ใช่ฟื้นอำนาจยับยั้งกระบวนการ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.24 น.

“จาตุรนต์” สวนแรง ต้องยืนหลักการยกเลิกเกณฑ์ ส.ว. 1 ใน 3 ไม่เช่นนั้นร่าง รธน.ใหม่เสี่ยงล้มทั้งฉบับ ชี้ระบบปัจจุบันเปิดทาง “พวกน้อยลากไป” ใช้อำนาจ 134 เสียง ขวางเสียงประชาชนกว่า 500 เสียง “ณัฐพงษ์” โต้ภูมิใจไทย ข้อตกลงเดิมคือโน้มน้าว ส.ว. ไม่ใช่ฟื้นอำนาจยับยั้งกระบวนการร่าง รธน.ใหม่ ป่วน! ผลโหวต  312  เสียงเห็นให้คงเกณฑ์ ส.ว. 1 ใน 3  แต่“เท้ง”ไม่ยอมรับ เสนอให้นับใหม่ ด้วยการขานชื่อ 

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภากรณีการตัดเกณฑ์ สว.1ใน3 ในการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนุญ ในมาตรา 256/28 ว่า การที่มีข้อเสนอให้ ผ่อนปรนเงื่อนไขเพื่อหวังให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านในอีก 15 วันข้างหน้า อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ร่างฉบับนี้ไม่สามารถเดินหน้าได้จริง แม้ผ่อนให้วันนี้ก็ไม่อาจแน่ใจว่าภายหลังจะผ่านวาระสาม เพราะเงื่อนไขเชิงหลักการยังเปิดช่องให้ถูกคว่ำร่างได้อีก

ส่วนที่มีผู้อภิปรายพยายามทำให้เข้าใจว่ากรรมาธิการต้องการแก้กติกา รายมาตรา ของมาตรา 256 เพื่อยกเลิกเสียง ส.ว. หนึ่งในสาม ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด โดยย้ำว่าร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เคยเสนอให้ลดเกณฑ์ ส.ว. จากหนึ่งในสาม เหลือหนึ่งในห้าได้ถูกถอนออกไปแล้ว ดังนั้น รัฐสภาไม่ได้กำลังแก้กติกาการแก้ไขรายมาตรา แต่กำลังวางกติกาใหม่เพื่อเปิดทางสู่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

นายจาตุรนต์กล่าวว่าเงื่อนไขปัจจุบันที่ต้องใช้เสียง ส.ว. หนึ่งในสาม หรือ 67 เสียงในทางปฏิบัติไม่ใช่ตัวตัดสินจริง แต่คือกลุ่มที่รวม ส.ว. ได้ 134 เสียงขึ้นไปต่างหากที่สามารถขวางทุกอย่างของรัฐธรรมนูญได้ แม้จะเป็นเพียง 19% ของ 700 เสียง แต่กลับสามารถยับยั้งเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่มีผู้แทนกว่า 500 คนได้ ถือเป็นความวิปริตของระบบ ที่เปิดทางให้เสียงข้างน้อยเพียงหยิบมือมีอำนาจเหนือเสียงประชาชนทั้งประเทศ

นายจาตุรนต์ชี้ว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่แตกต่างจากการแก้รายมาตรา เพราะต้องผ่านประชามติถึง 3 ครั้ง คือ ประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2 ประชามติรับร่างของกรรมาธิการร่างฯ และ3ประชามติสุดท้ายเพื่อให้มีผลบังคับใช้

“หากยังคงให้ ส.ว. หนึ่งในสามมีอำนาจขวางขั้นตอนแรก เท่ากับปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนทั้งประเทศได้ตัดสินใจตั้งแต่ต้น ซึ่งสวนทางกับหลักประชาธิปไตยและเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่ใช่พวกมากลากไป แต่เป็นพวกน้อยลากไปต่างหาก ที่ทำให้ระบบไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา”

นายจาตุรนต์กล่าวว่า หากกรรมาธิการยอมถอยจากหลักการสำคัญนี้ ก็อาจกลายเป็นเหตุที่ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สำเร็จ และทำให้ประเทศต้องติดอยู่กับความล้าหลังเดิมต่อไปอีกยาวนาน พร้อมวิงวอนสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายตระหนักว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีผลต่อทิศทางของประเทศและอนาคตของประชาชนทั้งประเทศ

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลุกอภิปรายตอบโต้นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า เหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยเคยทำข้อตกลงร่วมกับพรรคประชาชน เป็นเพราะเชื่อว่าสามารถ “โน้มน้าว ส.ว.” ให้เห็นชอบการแก้รัฐธรรมนูญได้ ไม่ใช่เพื่อกลับมาคงเสียง ส.ว. 1 ใน 3 ในขั้นสุดท้าย

เขาระบุว่า ข้อถกเถียงเรื่อง “รัฐธรรมนูญเพ้อฝันหรือเป็นจริง” แท้จริงคือการสร้างรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงประชาชนมากที่สุดภายใต้ข้อจำกัด ไม่ใช่การย้อนกลับไปให้ ส.ว. ถืออำนาจยับยั้งกระบวนการอีก โดยเฉพาะเมื่อมาตรา 256/28 ถูกชี้ว่าเป็น “จุดตัดสำคัญ” ของคำว่าพูดแล้วทำ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยยืนยันมาตลอด หากวันนี้กลับลงมติให้คงเสียง ส.ว. 1 ใน 3 ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามว่า “รักษาคำพูดจริงหรือไม่”

นายณัฐพงษ์เตือนว่า หากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในฐานะฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ไม่สามารถยอมรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยังคงเสียง ส.ว. 1 ใน 3 ได้ และหากผลโหวตวาระสองกลับมาเป็นไปตามที่ ส.ว. ต้องการ การทำรัฐธรรมนูญอาจไม่เดินหน้าจนถึงวาระสาม ซึ่งจะนำไปสู่แรงกดดันให้ นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภา

“รัฐสภาต้องไม่ฟังเพียงเงื่อนไขของ ส.ว. บางส่วน แต่ต้องยึดตามข้อตกลงเดิมว่า พูดแล้วต้องทำ”ขณะเดียวกันฝ่ายค้านไม่อาจรับได้หากมีการฟื้นเกณฑ์ ส.ว. 1 ใน 3 ดังนั้น หากพรรคภูมิใจไทยลงมติไปในทางเดียวกับเสียงข้างมาก หรือแม้แต่งดออกเสียง เพื่อให้ร่างผ่านวาระสอง ก็ยังมีเวลาอีก 15 วันในการร่วมกันโน้มน้าว ส.ว. ให้เห็นชอบในวาระสาม

”แต่หากภูมิใจไทยยังยืนยันให้ฟื้นอำนาจ ส.ว. 1 ใน 3 นายณัฐพงษ์ประกาศชัดว่า ฝ่ายค้านรับไม่ได้ และถือเป็นสัญญาณว่าภูมิใจไทยไม่จริงใจต่อการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่“

จากนั้นที่ประชุมได้มีมติ 290 ต่อ 312 เสียง  เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยมีงดออกเสียง 6 เสียง ซึ่งหมายความว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยให้คงเกณฑ์เสียงสว.1 ใน3  ทามกลางเสียงโห่ดีใจของสว. แต่นายณัฐพงษ์ได้เสนอให้นับใหม่เนื่องจากมีเสียงห่างกันไม่ถึง30 เสียง  ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมกำหนดให้ต้องนับโดยเรียงลำดับชื่อ ทั้ง 700 คน

ห้องประชุมเดือด ‘วิโรจน์’ แซะ ‘สว.’ เหยียบเบรกถี่เกิน ดวลฝีปากกันสนั่น

ห้องประชุมเดือด ‘วิโรจน์’ แซะ ‘สว.’ เหยียบเบรกถี่เกิน ดวลฝีปากกันสนั่น

ห้องประชุมเดือด ‘วิโรจน์’ แซะ ‘สว.’ เหยียบเบรกถี่เกิน ดวลฝีปากกันสนั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

‘วิโรจน์’ แซะ ‘สว.’ เหยียบเบรกถี่เกิน ทำห้องประชุมเดือด ‘สส.-สว.’ ดวลฝีปากกันสนั่น

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 17.25 น. ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายมงคล สุระสัจจะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ.. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยการพิจารณาในมาตรา 256/28 ที่มีสาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ที่ประชุมรัฐสภาใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยมติเห็นชอบของรัฐสภา ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี2560 ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และมีสว.ร่วมให้ความเห็นชอบ 1ใน3  โดยสว.สีน้ำเงินขึ้นมาอภิปรายในทางเดียวกันคือ ให้คงเสียงสว. 1ใน3 ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป จนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย 

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า สว.หลายคนเข้าใจผิดว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ตัดการถ่วงดุลออกไป ไม่ใช่ แต่การตัดเสียง 1ใน3ของสว. แล้วใช้เสียงสว. และสส.มีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากันในการแก้รัฐธรรมนูญ  เป็นการจัดให้มีการถ่วงดุลอย่างได้สัดส่วน มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน สส.มาจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง52ล้านคน ขณะที่สว.มาจากการคัดเลือก 48,000คน เหลือเพียง 200คน อำนาจที่ยึดโยงกับประชาชนน้อย และมาจากทางอ้อม อำนาจนั้นก็ต้องลดหลั่นตามสัดส่วนลงมา จึงเรียกว่าการตรวจสอบถ่วงดุลที่ได้สัดส่วน การที่สว.ระบุทำหน้าที่เป็นเบรก ขอถามว่า เคยนั่งรถที่ขับไปเหยียบเบรกไป จนคนโดยสารอ้วกแตกไม่ถึงที่หมาย จะเบรกอะไรนักหนา  สว.บางคนดึงเบรกมือ รถก็หมุนคว่ำ รถยนต์ประเทศไทยจะไปสู่จุดหมายได้อย่างไร ส่วนที่น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์สว.อภิปรายว่า รังเกียจนักการเมือง ลืมไปแล้วหรือว่า สว.ก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน  ถ้าไม่อยากเป็นนักการเมืองก็ลาออกไป แล้วไปสมัครเป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ  20 หยิบ1 จะหาได้หรือไม่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นน.ส.รัชนีกรใช้สิทธิพาดพิงว่า ถูกนายวิโรจน์เอ่ยชื่อโดยไม่จำเป็น ขอให้ถอนคำพูด ตนเพิ่งมาเป็นนักการเมืองสมัยนี้ ไม่ได้เป็นตลอดปีตลอดชาติ  ไม่ใช่นักเลือกตั้ง ให้ช่วยสุภาพหน่อย  แต่นายวิโรจน์ไม่ถอนคำพูด โดยชี้แจงว่า การเอ่ยชื่อถึง เพราะต้องการอ้างคำพูดของน.ส.รัชนีกร การอ้างชื่อสมาชิก ไม่มีความจำเป็นต้องถอน จากนั้นทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไปมา จนนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมตัดบทให้ผู้อภิปรายคนต่อไปขึ้นมาพูดต่อ แต่ระหว่างที่ผู้อภิปรายคนต่อไปพูดอยู่ น.ส.รัชนีกรก็ไม่ยอมพยายามประท้วงเพื่อให้นายวิโรจน์ถอนคำพูดให้ได้ จนเกิดการโต้เถียงกันไปมาเป็นเวลานาน ไม่มีใครยอมใครบรรยากาศในห้องประชุมชุลมุน แม้นายมงคลจะพยายามขอร้องนางรัชนีกร และนายวิโรจน์ให้ตอบโต้กันไปมา แต่ทั้งคู่ก็ยังตอบโต้กันไปมาร่วม 15นาที นายมงคลจึงขอให้จบ ก่อนจะดำเนินการประชุมต่อไป  

จ่อเปิดตัว เชน-หนิม นั่งแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย อีกราย สาย ศก.รอคอนเฟิร์ม

จ่อเปิดตัว เชน-หนิม นั่งแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย อีกราย สาย ศก.รอคอนเฟิร์ม

จ่อเปิดตัว เชน-หนิม นั่งแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย อีกราย สาย ศก.รอคอนเฟิร์ม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

จ่อเปิดตัว “เชน-หนิม” นั่งแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย อีกรายสาย ศก.รอคอนเฟิร์ม

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นอกจากนึ้จะเป็นบุคคลในพรรคเพื่อไทย คือนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่วนอีกรายชื่อจะเป็นบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการตอบรับ

สุชาติ ปัดเอี่ยว เบน สมิธ หลังถูก โรม พาดพิง ท้าเปิดหลักฐาน ถ้าผิดพร้อมลาออกทันที

สุชาติ ปัดเอี่ยว เบน สมิธ หลังถูก โรม พาดพิง ท้าเปิดหลักฐาน ถ้าผิดพร้อมลาออกทันที

สุชาติ ปัดเอี่ยว เบน สมิธ หลังถูก โรม พาดพิง ท้าเปิดหลักฐาน ถ้าผิดพร้อมลาออกทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.27 น.

“สุชาติ” ปัดเอี่ยว “เบน สมิธ“ หลังถูก “โรม” พาดพิง ยัน ไม่เคยรู้จักกัน ท้าเปิดหลักฐาน ถ้าผิดพร้อมลาออกทันที บอกไม่อยากฟ้อง เดี๋ยวจะหาว่าปิดปาก

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่านายสุชาติมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ภาพถ่ายการลงนาม MOU กับบริษัทสิงคโปร์  ว่า ไม่มี ไม่เคยไปเซ็นอะไรทั้งสิ้น ตัวจริง เบน สมิธ ตนก็ไม่รู้จัก ไม่เคยไปยืนถ่ายรูปกับนายประเสริฐด้วยซํ้า ในภาพถ่ายก็ไม่มีตนอยู่ด้วย 

นายสุชาติ กล่าวว่า อยากจะถามนายรังสิมันต์ว่า พูดแบบนี้จะรับผิดชอบยังไง ตนก็ไม่อยากจะฟ้อง เพราะเดี๋ยวหาว่าปิดปาก ถ้ามีชื่อของตนจริงก็เปิดมาเลย ถ้าตนเกี่ยวข้องจะลาออกให้ดู 

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการโจมตีเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นนักการเมือง จะกล่าวหาใครต้องชัดเจน ถึงเวลาเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ให้ประชาชนตัดสินแบบคลุมเครือ พอเขาฟ้องคุณก็มาร้องว่าปิดปาก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่มาเอ่ยชื่อตนแล้วแสงเข้าตัว 

‘ภท.’แสดงจุดยืน หนุน สว. เพิ่มเกณฑ์ 1 ใน 3 โหวตรธน.ใหม่

‘ภท.’แสดงจุดยืน หนุน สว. เพิ่มเกณฑ์ 1 ใน 3 โหวตรธน.ใหม่

‘ภท.’แสดงจุดยืน หนุน สว. เพิ่มเกณฑ์ 1 ใน 3 โหวตรธน.ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะกมธ. อภิปรายเตือนสติและฝากไปยัง สส.ฝ่ายค้านและ สว. ทั้งนี้จากการฟังการอภิปรายขอสว. ไม่มั่นใจต่อเป้าหมายใหญ่ที่สู่การแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้ข้อตกลงของพรรคร่วมรัฐบาล คือ พูดแล้วทำตามที่รับปากคือแก้รัฐธรรมนูญ ประชามติและยุบสภา ซึ่งพรรคยึดถือเพื่อรักษาคำมั่นและเป้าหมายใหญ่ ทั้งนี้จากการฟังสว.หลายคนคาดได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 15 วันข้างหน้า จะปล่อยอุปสรรค จากความเห็นต่างประเด็นเล็กน้อยทำลายเป้าหมายหรือไม่ 

“วิงวอนกับสส.ทุกพรรคและสว. ก่อนตัดสินใจ เป็นทางเลือกสำคัญ เลือกทางที่พูดเพื่อได้คะแนนนิยม หรือ เลือกทางที่มีบาดแผล แต่ทำให้ภาพใหญ่ประสบความสำเร็จ ผมยืนยันว่าไม่ได้พูดเพื่อเอาใจ สว.หรือกลัวคำขู่สว.ที่จะลงมติแบบใดในวาระสาม ที่พูดเพราะกังวลว่าเป้าหมายที่สร้างจะล้มเหลวและกลับบ้านมือเปล่า ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยอยากทำให้สำเร็จจึงเลือกทางเดินนี้เพื่อรักษาผลลัพท์ มากกว่าภาพลักษณ์ แม้จะเจ็บตัวบ้างแต่หากทำให้เป้าหมายสำเร็จก็ยินดี  สิ่งที่อยากเห็นคือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำได้จริง อยู่บนโลกความจริงไม่ใช่รัฐธรรมนูญในฝันหรืออุดมคติ” นายกรวีร์ อภิปราย

ศึกรัฐสภาเดือด! ‘สภาสูงมุ้งน้ำเงิน’ระดมค้านตัดเสียง ‘สว.1ใน3’ ร่วมเห็นชอบแก้ รธน. หวั่น ‘เผด็จการรัฐสภา’ กลับมาหลอน

ศึกรัฐสภาเดือด! ‘สภาสูงมุ้งน้ำเงิน’ระดมค้านตัดเสียง ‘สว.1ใน3’ ร่วมเห็นชอบแก้ รธน. หวั่น ‘เผด็จการรัฐสภา’ กลับมาหลอน

ศึกรัฐสภาเดือด! ‘สภาสูงมุ้งน้ำเงิน’ระดมค้านตัดเสียง ‘สว.1ใน3’ ร่วมเห็นชอบแก้ รธน. หวั่น ‘เผด็จการรัฐสภา’ กลับมาหลอน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

‘สภาสูงมุ้งน้ำเงิน’ ระดมค้านตัดเสียง ‘สว.1ใน3’ ร่วมเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ หวั่น ‘เผด็จการรัฐสภา’ กลับมาหลอน ขู่คว่ำโหวตวาระ3 ด้าน ‘นันทนา’ ซัดทำกลไกบิดเบี้ยว

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 16.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ.. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เข้าสู่มาตรา 256/28 ที่มีสาระสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ที่ประชุมรัฐสภาใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยมติเห็นชอบของรัฐสภา ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี2560 ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาและมีสว.ร่วมให้ความเห็นชอบ 1ใน3  โดยสว.สีน้ำเงินขึ้นมาอภิปรายในทางเดียวกันคือ ให้คงเสียงสว. 1ใน3 ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป จนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย 

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การมีเสียงสว.1ใน3 ร่วมเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างดุลยสภา 4ด้านคือ 1.ป้องกันเผด็จการรัฐสภา เป็นเบรกนิรภัยให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนในอดีตพรรคการเมืองเดียวชนะแลนด์สไสลด์ หรือหากมีพรรคการเมือง 2-3พรรครวมเสียงได้มากกว่า 350เสียงของ 2สภา ทำให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องได้ง่าย สภาผู้แทนราษฎรเหมือนคันเร่งแต่วุฒิสภาเป็นเบรก  คอยยับยั้งกลั่นกรอง หากตัดเสียงสว. 1ใน3 เท่ากับขับรถยนต์ที่มีเครื่องแรงขับ แต่ไร้เบรก จะกล้าขับรถยนต์ที่มีแต่คันเร่ง แต่ไม่มีเบรกหรือไม่ 2.สส.และสว.มีที่มาต่างกัน สส.มองผลประโยชน์ระยะสั้น แต่สว.มองประโยชน์ประเทศและประชาชน  เสียงสว. 1ใน3 ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นหลักประกันคุณภาพว่าการแก้กติกาประเทศผ่านหลักวิชาการ ไม่ใช่เพราะมติพรรคสั่ง 3.รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยากกว่ากฎหมายทั่วไป เพื่อเสถียรภาพระบอบประชาธิปไตย 4.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วางบรรทัดฐานตอกย้ำถึง 4ครั้งระบุในราชกิจจานุเบกษาว่า ต้องมีเสียงสว.1ใน 3 ร่วมเห็นชอบการแก้รัฐธรรมนูญ จึงมีผลผูกพันทุกองค์กร หัวใจสำคัญของการแบ่งแยกอำนาจเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ การคงไว้เสียงสว. 1 ใน3 ไม่ใช่ขัดขวางแก้รัฐธรรมนูญ แต่คุ้มครองเสียงข้างน้อย ปกป้องไม่ให้รัฐสภาใช้อำนาจเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

น.ส.ภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน สว. อภิปรายว่า การตัดอำนาจสว.ในการลงมติเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งยอมไม่ได้สิ่งที่กังวลไม่ใช่เรื่องอำนาจสว. แต่เป็นการกลับมาของเผด็จการเสียงข้างมากในอนาคต เท่ากับเขียนเช็กเปล่าให้ผู้มีอำนาจใช้เสียงข้างมากผลักดันเนื้อหารัฐธรรมนูญ ทำลายความเป็นอิสระองค์กรอิสระ อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบย่อมนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ยืนยันว่า สว.ไม่มีต้องรักษาอำนาจเพื่อตัวเอง ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบัน สว.ไม่มีทางกลับมาเป็นสว.ได้ เป็นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่หากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่รอบคอบ จะเปิดช่องให้คนมีอำนาจเปลี่ยนกติกาเพื่อตัวเอง การตัดกลไกสว.ในการกลั่นกรองออกไป อาจทำให้วาระ3ที่เป็นวาระชี้ขาด ไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ ขอให้ทุกคนพิจารณาหลักการถ่วงดุลอำนาจให้รอบคอบ ก่อนถึงจุดชี้ขาดวาระ3 

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ กล่าวว่า การมีเสียงสว. 1ใน3 เป็นอุปสรรคแก้รัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามอาณัติของประชาชน ไม่แก้ง่ายหรือยากเกินไป จนไม่สามารถแก้ไข ต้องฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหารเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆมา ปัญหาสว.คือ ที่มาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงขาดความชอบธรรมในฐานะตัวแทนประชาชน แต่การใช้เสียง สว.1ใน 3เป็นความบิดเบี้ยวที่ถูกร่างโดยเนติบริกร และมาจากการรัฐประหาร การมอบอำนาจให้สว. จึงไม่ใช่การถ่วงดุล แต่ขโมยอำนาจประชาชนไปให้กลุ่มก๊วนการเมือง  ไม่อาจมอบอำนาจ 1ใน3 ให้สว.ได้ การใช้เสียงรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งถือว่า ดีกว่าข้อเสนอสว.ที่กินรวบอำนาจ ขอชวนสว.ร่วมแสดงจุดยืนว่า ไม่ได้เป็นสว.เพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ประชาชน 

สกัดมหาอำนาจแทรกแซง ‘รวมพลังแผ่นดิน’แถลงการณ์6ข้อ

สกัดมหาอำนาจแทรกแซง 'รวมพลังแผ่นดิน'แถลงการณ์6ข้อ

สกัดมหาอำนาจแทรกแซง ‘รวมพลังแผ่นดิน’แถลงการณ์6ข้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.46 น.

คณะรวมพลังแผ่นดิน ออกแถลงการณ์ปิดการแทรกแซงจากมหาอำนาจ นำแผ่นดินไทยคืนกลับสู่เขตแดนอธิปไตย ตามแผนที่ 1:50000

11 ธันวาคม คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย ออกแถลงการณ์ระบุว่า

พี่น้องประชาชนคนไทยที่เคารพ ขณะนี้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ดินแดนเอกราช มี อารยะ มีอํานาจอธิปไตยของตนเอง ที่เราทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน กําลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตหลาย ด้าน และวิกฤตที่หนักที่สุดคือการที่ประเทศชาติกําลังตกอยู่ในภาวะการสู้รบด้วยอาวุธสงครามกับ ประเทศกัมพูชา ซึ่งมิใช่แต่เพียงทหารหาญเท่านั้นที่ชีวิตของเขาต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย พี่น้อง ประชาชนคนไทยนับล้านชีวิตจากหลายจังหวัด ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้หญิง ผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล เกษตรกร ล้วนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการสู้รบครั้งนี้ ต้องอพยพจากบ้านเรือน อพยพจาก โรงพยาบาล ครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน ทั้งต้องทนทุกข์อยู่กับความหวาดกลัว ความอดอยาก ขัดสน พื้นที่ที่เคยสงบสุข ปลอดภัย กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความอันตรายเหตุเพราะถูกกระทําจาก กัมพูชาอย่างไร้มนุษยธรรม

แม้ประเทศชาติกําลังอยู่ในสถานการณ์สู้รบเพื่อปกป้องอธิปไตยและทวงคืนเขตแดนอธิปไตย แต่นี่ก็คือเวลาที่ประชาชนคนไทยต้องครองสติไว้ให้ดีที่สุด และรวมพลังสามัคคีค้ําจุนแผ่นดินไทย ไม่ แตกแยก แม้จะมีความเห็นต่างกันก็ตาม จริงอยู่เหตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้จะเกิดขึ้นจากการ สมคบคิด เกิดขึ้นจากความโลภ แสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ จากเรื่องเขตแดน กาสิโน บ่อนการ พนัน สแกมเมอร์ พลังงาน ของเถื่อน ยาเสพติด การฟอกเงิน การสร้างความนิยมทางการเมือง และ การรักษาอํานาจทางการเมืองของบางคนบางกลุ่ม รวมถึงความตั้งใจ ความผิดพลาดบกพร่องของผู้ที่ กําหนดยุทธศาสตร์และนโยบายแห่งชาติ ที่ไม่ตั้งมั่นอยู่บนผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน ดังท่ีได้เกิดข้ึนแล้ว

พี่น้องประชาชนคนไทยต้องจดจําบทเรียนอันเจ็บปวดที่สุดในประวัติศาสตร์ตอนเสียกรุงศรี อยุธยา เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๑๐ เกิดขึ้นเพราะคนไทยแตกแยก หมดสิ้นความสามัคคี มีคนไทยบางคนบางกลุ่ม ประพฤติตนเป็นไส้ศึก เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ เห็นแก่อํานาจอันไม่ชอบ ธรรม ตั้งตนเป็นใหญ่ รับใช้ข้าศึกศัตรูของชาติ สถานการณ์ปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ถ้าประชาชนคนไทย ยึดถือ “ประเทศไทยต้องมาก่อน” “รวมพลังสามัคคี ปกป้องอธิปไตยของชาติ” เราก็สามารถเอา แผ่นดินของเราที่กัมพูชารุกรานยึดครองกลับคืนประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีทางที่กัมพูชาจะชนะ เราได้ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบ ไทย–กัมพูชา กําลังขยายตัว ในเวลาเดียวกัน สถานการณ์นี้กําลังถูกจับตามองและถูกใช้ประโยชน์โดยต่างชาติและมหาอํานาจนอกภูมิภาค ที่ ต้องการผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ จากไทย-กัมพูชา และภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการแทรกแซงภายใต้ชื่อ ความช่วยเหลือ การไกล่เกลี่ย การรักษาเสถียรภาพ ภูมิภาค หรือการบังคับ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเวลาที่ประเทศไทยต้องการพลังสามัคคีของประชาชนคน ไทย เพื่อยับยั้งสกัดกั้น ปิดโอกาสการแทรกแซงจากต่างชาติ จากมหาอํานาจที่จ้องฉกฉวย ผลประโยชน์จากสถานการณ์เพื่อประเทศตนเอง โดยยืนยันให้ทุกประเทศเคารพอธิปไตยของไทย ทั้ง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสามารถยุติได้ด้วยกลไกทวิภาคีไทย-กัมพูชาไม่ใช่ยุตดิ้วย เกมผลประโยชน์ของต่างชาติและมหาอํานาจ

คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย ขอเชิญชวนเรียกร้องพี่น้องประชาชนคนไทยร่วมกัน สดุดีทหารหาญทุกนายที่ต่อสู้อย่างเต็มที่สละแม้ชีวิตตนเอง และชื่นชมให้กําลังใจทหารหาญทุกนาย ทุกเหล่าทัพ ที่สนธิกําลังต่อสู้ร่วมกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพลี่ยงพล้ําในสมรภูมิสู้รบ แสดงออกสนับสนุนทุกวิถีทาง ทุกรูปแบบ ต่อนโยบาย ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายของรัฐบาล สภา ความมั่นคงแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ และหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วย ที่บูรณาการทํางานอย่างเต็มกําลัง เพื่อดูแลความ ปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด โดยยืนยันว่าจะดํารง ความมุ่งหมายสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม มีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณี ตาม เงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจําเป็น รวมถึง เป้าหมายที่จะทําให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัย ของลูกหลานของเรา

คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย ขอแสดงความชื่นชมให้กําลังใจ และพร้อมให้ความ ร่วมมือกับรัฐบาล ทหารทุกเหล่าทัพ หน่วยงานความมั่นคง และเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน ในการ ดํารงและปฏิบัติตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ตามที่กล่าวข้างต้น แต่ด้วยความรักประเทศไทย และความห่วงใยที่มีต่อสถานการณ์ จึงใคร่ขอเสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาล กองทัพ หน่วยงานความ มั่นคง และประชาชนคนไทย ด้วยความดังนี้

๑. ให้รัฐบาล กองทัพ และเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ดํารงการปฏิบัติการทางทหารทุกกรณี ตาม เงื่อนไขของสถานการณ์ท่ีเกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเร่ืองอื่น ๆ ที่มีความจําเป็น ตาม หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ดังนี้
๑.๑ นําเอาแผ่นดินไทยทุกพื้นที่ที่ถูกกัมพูชาละเมิด รุกราน ยึดครอง กลับสู่เขตแดนอธิปไตย ประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ โดยยึดถือตามแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐
๑.๒ ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชนคนไทยในกัมพูชาที่ถูกหลอกลวง ถูกคุมขัง ทรมาน ถูกจับเป็นตัวประกัน ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทําของแก๊งสแกมเมอร์ ทหาร เจ้าหน้าที่กัมพูชา อย่าง เร่งด่วน
๑.๓ ทําลายฐานที่มั่นทางทหาร คลังอาวุธ สถานีปฏิบัติการทางเทคนิคและการสื่อสาร
๑.๔ ทําลายสถานที่ทําการบ่อนการพนัน สแกมเมอร์ หรือสถานที่ประกอบอาชญากรรม ร้ายแรง ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยและนานาชาติ
๑.๕ ทําลายแนวสันเขื่อนกันคลื่นที่กัมพูชาเจตนาสร้างขึ้นเพื่อให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเส้น เขตแดนทางทะเล ส่งผลกระทบต่อเขตแดนทางทะเลของไทย
๑.๖ นําหลักเขตที่ ๗๓ กลับไปตั้งที่จุดเดิม
๑.๗ ทําให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน
๑.๘ ปฏิบัติการตัดสัญญาณ ระบบดาวเทียม ระบบอินเตอร์เน็ต ระบบสื่อสาร ระบบไฟฟ้า พลังงาน ระบบโลจิสติกส์ ที่ใช้ช่องทางอื่นใดที่มีปลายทางไปยังกัมพูชา
๑.๙ ตัดสัมพันธ์ทางการทูต
๑.๑๐ ยกเลิกบันทึกข้อตกลง MOU ๔๓ MOU ๔๔

๒. หากมีข้อมูล พยานหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชากําลังจะโจมตี และเป็นภัยคุกคามที่กําลังจะ เกิดขึ้น ให้รัฐบาลและกองทัพพิจารณาการโจมตีโดยอ้าง “สิทธิโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้า” โดยยึดถือ หลักความจําเป็นและหลักสัดส่วนที่พิสูจน์ได้

๓. แม้สุดท้ายจะจบลงที่โต๊ะเจรจา แต่การเจรจาตกลงที่ผ่านมา กัมพูชาไม่เคยเคารพยึดถือ ปฏิบัติตาม และสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลไทยยังไม่ควรมีการเจรจาใด ๆ จนกว่าจะปฏิบัติการบรรลุ เป้าหมายตาม ข้อ ๑. ประการสําคัญรัฐบาลและกองทัพต้องคํานึงถึงสัจธรรมที่ว่า “ไม่มีใครชนะที่โต๊ะ เจรจา หากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสมรภูมิรบ”

๔. ขอเรียกร้องรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงเพ่ิมเติม ดังน้ี
๔.๑ ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ประกาศจุดยืนบนหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหนัก แน่นว่า ไทยต้องยืนยันต่อสาธารณะว่า หนึ่ง ไทยพร้อมเจรจาเมื่อสถานการณ์มีความเหมาะสม สอง ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน แต่เป็นผู้ถูกรุกราน และกําลังปฏิบัติการปกป้องอธิปไตยตามหลักกฎหมายสากล สาม ไทยไม่ยินยอมให้คู่กรณีหรือมหาอํานาจใดตีความข้อตกลงหรือประวัติศาสตร์ในลักษณะบิดเบือน และสี่ ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครช้ีน้ิวกําหนดอนาคตของไทยแทนคนไทย
๔.๒ ท่ามกลางความซับซ้อนของสถานการณ์ ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า ถึงเวลาแล้วที่ ประเทศไทยต้องประกาศจุดยืนที่ชัดเจน หนักแน่น และตั้งอยู่บนหลักสากล ว่าประเทศไทยจะไม่เป็น หมากของใคร ไม่เป็นเวทีของใคร และไม่เป็นตัวแปรให้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของชาติอื่น ขยายตัวในภูมิภาคของเรา ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้เรียกร้องไปยังประชาคมโลกว่า ให้ทุกประเทศ เคารพอธิปไตยของไทย ประเทศไทยไม่ยอมรับการแทรกแซงจากประเทศใด ไม่ว่าภายใต้ชื่อความ ช่วยเหลือ การไกล่เกลี่ย หรือการรักษาเสถียรภาพภูมิภาค
คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย เชื่อว่า “ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา สามารถแก้ไขด้วย กลไกทวิภาคี ทั้งไม่ใช่เกมของมหาอํานาจ”
๔.๓ บูรณาการด้านข้อมูลข่าวสาร การเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งการช้ีแจง การตอบ โต้ การทูต อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ มีประสิทธิภาพ
๔.๔ ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงให้ตั้ง “แนวป้องกันพลเรือน” ที่ปลอดภัย อย่างแท้จริง เพื่อกันไม่ให้กระสุนหรือแรงปะทะกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัย และเชื่อมระบบเตือนภัยให้ ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และช่วยเหลือดูแลเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ

๕. ขอเรียกร้องไปยังประชาชนคนไทย ดังนี้
๕.๑ ขอให้ตรวจสอบข่าวอย่างรอบด้านก่อนเชื่อ เพื่อให้ไม่ตกเป็นเหยื่อสงครามข้อมูลจาก ต่างชาติหรือในประเทศ ที่ต้องการสื่อสารเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเจรจาให้กับกัมพูชา หรือปั่น กระแสความเห็นสาธารณะให้ประชาชนคนไทยเกิดความแตกแยก
๕.๒ ขอประชาชนคนไทยให้ “รักชาติอย่างมีเหตุผล ไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังนําทาง” คณะ รวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย เช่ือว่า “ความรักชาติที่แท้จริงไม่ใช่การเกลียดชาติอื่น แต่เป็นการยืน หยัดเพื่อประเทศและประชาชนด้วยความคิดท่ีมีสติและความรับผิดชอบ”

๖. ขอเรียกร้องไปยังนักการเมืองทุกคน ทุกระดับ ทุกพรรคการเมือง ให้ความร่วมมือกับ รัฐบาล กองทัพ เจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนคนไทย ในการป้องกันอธิปไตยและทวงคืนเขตแดนอธิปไตย ของไทย ไม่สร้างอุปสรรค ไม่สร้างสถานการณ์ ไม่สร้างวาทกรรม ไม่ยั่วยุสร้างความขัดแย้ง เพื่อ ประโยชน์ทางการเมืองของตน

สุดท้ายนี้ คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย ขอยืนยันว่า “การปกป้องอธิปไตยตาม กฎหมายสากล คือ พื้นฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่การยกระดับความขัดแย้ง” และเราขอย้ําว่า “การคุ้มครองชีวิตประชาชน คือหัวใจของภารกิจความมั่นคงและหน้าที่ของกองทัพไทยต้องได้รับการ สนับสนุนอย่างเต็มกําลัง” เวลานี้คือเวลาที่ประเทศไทยต้องประกาศอย่างหนักแน่นว่า อธิปไตยไทย ต้องไม่ถูกละเมิด ภัยคุกคามจากภายนอกต้องถูกยับยั้งอย่างเด็ดขาดและเหมาะสม รวมไปถึงชีวิต ประชาชนชายแดนต้องปลอดภัย
รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย
วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘

กองทัพ ย้ำ ปฏิบัติการทางอากาศเข้มข้นเรื่อยๆ จนกว่า กัมพูชา ยุติการคุกคามอธิปไตยไทย

กองทัพ ย้ำ ปฏิบัติการทางอากาศเข้มข้นเรื่อยๆ จนกว่า กัมพูชา ยุติการคุกคามอธิปไตยไทย

กองทัพ ย้ำ ปฏิบัติการทางอากาศเข้มข้นเรื่อยๆ จนกว่า กัมพูชา ยุติการคุกคามอธิปไตยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.26 น.

กองทัพ ย้ำ ปฏิบัติการทางอากาศเข้มข้นเรื่อยๆ จนกว่า กัมพูชา ยุติการคุกคามอธิปไตยไทย -ประชาชน ด้าน กต.เร่งออกหนังสือเดินทางฉุกเฉิน คนไทยในกัมพูชากลับประเทศ

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก  พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม  เปิดเผยถึงภาพรวมการทหารทุกเหล่าทัพว่า ทั้งกองทัพอากาศ กองทัพบก และกองทัพเรือ ยังคงปฏิบัติภารกิจ ลิดรอนและป้องปรามขีดความสามารถของกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ฝ่ายไทย หากปล่อยให้เป็นช่องโหว่ด้านความมั่นคง กองทัพบกยังคงตอบโต้การรุกคืบของกำลังฝ่ายตรงข้าม ขณะที่กองทัพเรือก็ปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยจากทิศทะเล เช่นเดียวกับกองทัพอากาศที่ให้การสนับสนุนทางอากาศในทุกยุทธบริเวณ

นาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงกรณีตรวจพบกองกำลังกองบัญชาการองครักษ์ (BHQ)ในพื้นที่กองทัพเรือ ว่า ตลอด 2 วันที่ผ่านมา กองทัพเรือได้ย้ำหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับ การดัดแปลงอาคารในฝั่งกัมพูชาให้เป็นฐานที่ตั้งทางทหาร ซึ่งหน่วยข่าวกรองของไทยสามารถตรวจยืนยันได้ผ่านระบบโดรนตรวจการณ์ เพื่อชี้ชัดว่า เป้าหมายที่กองทัพเรือเข้าดำเนินการโจมตี เป็นการทำลายขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะ ทั้งนี้อาคารดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา แต่มีพฤติการณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน จำเป็นต้องถูกจำกัดความสามารถเพื่อป้องกันภัยต่อไทย

ด้าน พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ระบุว่า การใช้กำลังทางอากาศในขณะนี้ จะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และยังคงเดินหน้าเป็นขั้นเป็นตอนตามสถานการณ์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกนาที กองทัพอากาศยืนยันยังคงดำเนินยุทธการทางอากาศ จนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะยุติความพยายามเป็นภัยคุกคามต่อเอกราช ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนไทย พร้อมสนับสนุนกำลังทางบกและทางเรือในปฏิบัติการผลักดันกองกำลังกัมพูชาออกจากพื้นที่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทำให้ยุทธภารกิจทั้งหมดบรรลุผลตามเป้าหมาย

นาง มาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผย การเร่งประสานพาคนไทยในกัมพูชากลับประเทศไทย ว่า สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในกัมพูชา ได้เร่งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายกัมพูชา เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยผู้ที่อยู่ในชุมชนไทยซึ่งมี เอกสารถูกต้อง สามารถเลือกเดินทางออกจากกัมพูชาได้ทั้งทางบกและทางอากาศ ขณะที่สถานทูตพร้อมเร่งออก เอกสารเดินทางฉุกเฉิน (Emergency Travel Document) ให้ทันที เพื่อให้คนไทยที่สามารถเดินทางออกได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องรอขั้นตอนจากฝ่ายกัมพูชา

ขณะนี้ตัวเลขคนไทยที่มีเอกสารครบถ้วน อยู่ที่ประมาณ หลักร้อยคน และยังทยอยลงทะเบียนเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยทีมเจ้าหน้าที่สถานทูตยังสามารถรองรับและให้การช่วยเหลือได้อย่างเต็มกำลัง พร้อมประชาสัมพันธ์หมายเลขติดต่อฉุกเฉินเพื่อให้คนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับอย่างต่อเนื่อง

นายกฯเก็บตัวทำงานบนตึกไทยตั้งแต่บ่าย สีหศักดิ์ รายงานคืบหน้าเหตุชายแดนไทย กัมพูชา

นายกฯเก็บตัวทำงานบนตึกไทยตั้งแต่บ่าย สีหศักดิ์ รายงานคืบหน้าเหตุชายแดนไทย กัมพูชา

นายกฯเก็บตัวทำงานบนตึกไทยตั้งแต่บ่าย สีหศักดิ์ รายงานคืบหน้าเหตุชายแดนไทย กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.59 น.

นายกฯเข้าทำเนียบฯเก็บตัวทำงานบนตึกไทยตั้งแต่บ่าย ‘สีหศักดิ์’ขึ้นตึกไทย รายงานสถานการณ์ไทย-กัมพูชา‘ทูตฯ-องค์การระหว่างประเทศรับทราบ’

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการทางวิชาการด้านการงบประมาณ OECD Asian Senior Budget Officials Meeting ครั้งที่ 19 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ 

โดยช่วงบ่ายรัฐมนตรีสิงค์โปร์เข้าพบหารือและร่วมรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นเวลา 14.00 น. ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ นำรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกองแห่งชาติ เข้าพบนายกฯ เพื่อรายงานตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า  ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นเวลา 15.20น. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เดินทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าพบนายกฯ รายงานสถานการณ์ภาพรวมไทย-กัมพูชา และรายงานความคืบหน้าการชี้แจงเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาให้ทูตฯ ประเทศต่างๆและองค์การระหว่างประเทศรับทราบด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า โดยตลอดทั้งวัน นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่บนห้องทำงานชั้น 2 บนตึกไทยคู่ฟ้าจนถึงช่วงเย็น

เพื่อไทยพร้อมแล้ว! 16 ธ.ค. เปิดแคนดิเดตนายกฯ ชูวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย พท.ทำได้

เพื่อไทยพร้อมแล้ว! 16 ธ.ค. เปิดแคนดิเดตนายกฯ ชูวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย พท.ทำได้

เพื่อไทยพร้อมแล้ว! 16 ธ.ค. เปิดแคนดิเดตนายกฯ ชูวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย พท.ทำได้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

เพื่อไทยพร้อมแล้ว! เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 16 ธันวาคมนี้ ชูวิสัยทัศน์ “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ตอบโจทย์เศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐาน-คุณภาพชีวิต บนหลักคิดวิทยาศาสตร์

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยประกาศกำหนดการเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!” ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง

กรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่

เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง

โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่

คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ

ซึ่งทั้งสามประเด็นเป็น “เงื่อนไขขั้นต่ำ” ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป

งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน