‘พรรคส้ม’ส่อแววป่วน! ‘สส.ไวท์’ลั่นเลือกตั้งครั้งหน้า พบกันการเดินทางครั้งใหม่

'พรรคส้ม'ส่อแววป่วน! 'สส.ไวท์'ลั่นเลือกตั้งครั้งหน้า พบกันการเดินทางครั้งใหม่

‘พรรคส้ม’ส่อแววป่วน! ‘สส.ไวท์’ลั่นเลือกตั้งครั้งหน้า พบกันการเดินทางครั้งใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

“พรรคส้ม”ส่อแววป่วน! “สส.ไวท์”ลั่นเลือกตั้งครั้งหน้า พบกันการเดินทางครั้งใหม่ แต่ยืนหยัดสู้เพื่อชาวนนทบุรีแน่นอน

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายคุณากร มั่นนทีรัย หรือ ไวท์ สส.นนทบุรี เขต 6 พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตนเองจะยังคงอยู่ในสมการการเมืองที่ตนเองเป็นคนกำหนดเอง อยู่กับความเป็นจริง ยังอยู่สู้เพื่อพี่น้อง พ่อแม่ ประชาชนเสมอ หากยังมีประชาชนสนับสนุนและให้กำลังใจอยู่

การเลือกตั้งสมัยหน้า ตนได้คิดมาหลายเดือนแล้วว่าจะตัดสินใจลงต่อสมัครเลือกตั้งหรือไม่ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับเลขาธิการพรรคประชาชน ที่ตนสังกัดเมื่อสองวันที่ผ่านมา ทราบว่าพรรคจะปรับทัพสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้าครั้งใหญ่ โดยอาจไม่มีตนอยู่ในสมการ

อย่างไรก็ดี สมการนั้นไม่สามารถหยุดยั้ง การเดินทางและความคิดของตนเองได้ ตนจะยังคงทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดีที่สุด ช่วยเหลือประชาชน สนับสนุนกิจกรรมชุมชนให้ดีที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจว่า ไวท์ คุณากร คนบางใหญ่ ยังอยู่เคียงข้างประชาชนเสมอ ไม่ห่างหายไปไหน ในสมัยปัจจุบัน

และในสมัยหน้า ชีวิตเรามีชีวิตเดียว ผมขอประกาศว่า การเลือกตั้งรอบหน้า ผมจะยังคงอยู่ในสมการการเมืองที่ผมเป็นคนกำหนดเอง อยู่กับความเป็นจริง ยังอยู่สู้เพื่อพี่น้อง พ่อแม่ ประชาชน เสมอ หากยังมีประชาชนสนับสนุนและให้กำลังใจผมอยู่

รักเพื่อนทุกคน รักประชาชนทุกท่าน
แล้วพบกัน การเดินทางครั้งใหม่มักยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

สส.ไวท์ คุณากร มั่นนทีรัย คนบางใหญ่
และเป็นคน นนทบุรี ครับ

‘โรม’ ปูดเครือข่ายทุนเทา โยง‘MOU ดีอี’ พัน ‘Prime-World Coin – Hui One’โยงก๊วนเดียวกันหมด

‘โรม’ ปูดเครือข่ายทุนเทา โยง‘MOU ดีอี’ พัน ‘Prime-World Coin - Hui One’โยงก๊วนเดียวกันหมด

‘โรม’ ปูดเครือข่ายทุนเทา โยง‘MOU ดีอี’ พัน ‘Prime-World Coin – Hui One’โยงก๊วนเดียวกันหมด

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

‘โรม’ ปูดเครือข่ายทุนเทาโยง‘MOUกระทรวงดีอี’ พัน ‘Prime – World Coin – Hui One’ โยงก๊วนเดียวกันหมด แนะไทยตามตัว‘ยิม เลียก’ ผ่านกลไกสนธิสัญญาส่ง ‘ผู้ร้ายข้ามแดน’

11 ธ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีความผิดปกติของการลงนาม MOU  ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับภาคเอกชนว่า หากมองเรื่องนี้แยกส่วนกันจะไม่เห็นขนาดของปัญหาที่แท้จริง ซึ่งปัจจุบันพบความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า จุดเริ่มต้นจากกรณีบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) จากสิงคโปร์ ซึ่งได้ทำ MOU กับกระทรวงดีอีนั้น หน่วยงานที่มาร่วมทำ MOU จริง ๆ แล้วมีสถานะเป็นกองทุน ล่าสุดได้รับแจ้งจากกระทรวงดีอีว่ามีการยกเลิก MOU ดังกล่าวไปแล้ว และจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาผู้เกี่ยวข้องและการกระทำความผิด ซึ่งในความเป็นจริงหน่วยงานสามารถตรวจสอบหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังกองทุนนี้ได้ไม่ยาก เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นปรากฏตัวอยู่ในห้องวันที่มีการเซ็นสัญญา

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพยานและบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องในวันดังกล่าว   ทั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รวมถึงนายเบน สมิธ ซึ่งทาง กมธ.ความมั่นคงฯ  ได้พยายามสอบถามถึงหนังสือเชิญ และสถานะการเข้าร่วม แต่ได้รับแจ้งว่าไม่พบหนังสือเชิญแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติของระเบียบราชการ

ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ กล่าวอีกว่า ส่วนความเชื่อมโยงว่า Prime Opportunity Fund VCC มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ทำเรื่อง World Coin Crypto (เวิลด์คอยน์)นั้น มีการเก็บข้อมูลม่านตาประชาชนกว่า 1 ล้านราย  โดยปัจจุบันมีการประสานงานข้ามหน่วยงานเพื่อสั่งให้ลบข้อมูลดังกล่าว หากลบไม่ได้หรือพบการกระทำความผิด ทางหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจดำเนินการปรับทางแพ่งหรืออาญา ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาทต่อ 1 ไอดี หากคำนวณจากจำนวนข้อมูลกว่าล้านราย ค่าปรับอาจสูงถึงหลักพันล้านบาท โดยทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) น่าจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษไปแล้ว

นอกจากนี้ เส้นทางดังกล่าวยังเชื่อมโยงต่อไปยัง  Hui One Group ซึ่งตำรวจสอบสวนกลางเคยเข้าจับกุมไปก่อนหน้านี้ แต่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะพบกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเพียงกระเป๋าเดียว มียอดเงินหมุนเวียนกว่า 130 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยึดอายัดได้เพียง 46 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ ปปง. สอบสวนกลาง และตำรวจไซเบอร์ กำลังขยายผลเพื่อเชื่อมโยงไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเซ็น MOU กับกระทรวงดีอี

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ทั้ง Hui One, Prime Opportunity Fund และ World Coin ล้วนอยู่ในเครือข่ายเดียวกันและเป็นผู้ต้องสงสัยในการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และอาจเกี่ยวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งมีความผิดร้ายแรง

สำหรับความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับนายเบน สมิธ ส่วนกรณีของ ยิม เลียก (Yim Leak) และภรรยา ได้มีการออกหมายจับและขอออกหมายแดงเรียบร้อยแล้ว หากพบตัวในต่างประเทศสามารถจับกุมได้ทันที โดยเฉพาะหากหลบหนีไปยังกัมพูชา ไทยสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีได้ แม้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในขณะนี้อาจไม่ปกตินักก็ตาม

ทั้งนี้ ตนมีกำหนดการที่จะเข้าไปชี้แจงและติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ที่กระทรวงดีอีในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ด้วย

ยังไม่ใช่เวลาเจรจาสันติภาพ นักวิชาการ มธ.ชี้ต้องปกป้องอธิปไตยก่อน แนะวิธีสื่อสารเชิงรุกสู้กัมพูชา

ยังไม่ใช่เวลาเจรจาสันติภาพ นักวิชาการ มธ.ชี้ต้องปกป้องอธิปไตยก่อน แนะวิธีสื่อสารเชิงรุกสู้กัมพูชา

ยังไม่ใช่เวลาเจรจาสันติภาพ นักวิชาการ มธ.ชี้ต้องปกป้องอธิปไตยก่อน แนะวิธีสื่อสารเชิงรุกสู้กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพูดคุยเจรจาสันติภาพกับกัมพูชา แต่ปลายทางคือต้องเจรจาบนโต๊ะ ชี้ไทยต้องปกป้องอธิปไตยไปจนสถานการณ์กลับสู่ปกติก่อนแล้วค่อยคุย แนะต้องเพิ่มประเด็นการสื่อสารให้ประชาคมโลกเข้าใจว่า ไทยกำลังป้องกันภัยคุกคาม ไม่ใช่แค่ป้องกันการถูกโจมตีก่อนเท่านั้น

ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดการเจรจาสันติภาพกับกัมพูชา เนื่องจาก จากพฤติการณ์ที่ตรวจพบ สถานการณ์ความตึงเครียดเกิดจากการที่กัมพูชาได้กระทำการล่วงล้ำต่ออำนาจอธิปไตยของไทย ไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกันตนเองให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อน การเจรจาจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างมีเสถียรภาพ และเป็นไปเพื่อสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนตามกรอบข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

“ไทยต้องสื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ศักยภาพทางการทหารที่สูงกว่าของไทยถูกใช้ด้วยความยับยั้งชั่งใจ โดยจำกัดเป้าหมายไว้เฉพาะภัยคุกคามทางทหาร เพื่อป้องกันความสูญเสียของพลเรือนทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะของไทยเท่านั้น เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง ไทยย่อมพร้อมเปิดช่องเพื่อกลับไปสู่กระบวนการเจรจาและปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพที่มีอยู่เดิมระหว่างสองประเทศ” ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ดำเนินการอยู่ในขณะนี้เป็นวิธีการเดิมๆ เพื่อสร้างให้เกิดภาพต่อประชาคมโลกว่ากัมพูชาเป็นประเทศเล็กและเป็นเหยื่อที่กำลังโดน ประเทศใหญ่อย่างไทยรังแกด้วยการโจมตีอาวุธหนักใส่พลเรือนของกัมพูชา ซึ่งการสื่อสารระหว่างประเทศของไทยในขณะนี้ถือว่าดำเนินการได้ดี คือ ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไทยใช้อำนาจป้องกันตนเองตามความจำเป็นต่อภัยคุกคามที่เกิดจากฝ่ายกัมพูชา โดยควรเน้นเพิ่มเติมว่ามาตรการดังกล่าวเป็น การป้องกันภัยคุกคามเฉพาะหน้า ไม่ใช่เพียงตอบโต้การถูกโจมตีก่อนเท่านั้น

“ควรสื่อสารให้ชัดว่า การดำเนินการของไทยเป็นการป้องกันภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและอธิปไตยของไทย การโจมตีของไทยเป็นการจำกัดเป้าหมาย โดยไม่เกี่ยวข้องกับพลเรือน และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการทำลายโครงสร้างการทหารของกัมพูชาอย่างเป็นระบบ หรือแทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชาแต่อย่างใด” ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าว

รศ. ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง กล่าวว่า ประเด็นหลักที่ไทยควรสื่อสารต่อประชาคมโลกคือการบอกว่า ประเทศไทยกระทำการทางการทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยตนเองเท่านั้น และยังคงยอมรับในกระบวนการเจรจาสันติภาพ โดยเชื่อมั่นในหลักสันติวิธีและหลักของสิทธิมนุษยชน ไม่ได้มองเรื่องนี้ในมุมมองแบบชาตินิยมสุดขั้ว

รศ. ดร.วิไลวรรณ กล่าวว่า ภาพรวมการสื่อสารของไทยในเหตุการณ์ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ยังเป็นการสื่อสารแบบตั้งรับแตกต่างกับกัมพูชาที่สื่อสารเชิงรุก ซึ่งในสถานการณ์สงครามนั้นผู้ที่ทำการสื่อสารก่อนย่อมได้เปรียบเสมอ ดังนั้นประเทศไทยควรแต่งตั้งหน่วยงานหรือบุคคลที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารเชิงรุกอย่างชัดเจน และเลือกประเด็นการสื่อสาร เช่น การดำเนินการทางทหารในขณะนี้เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของตัวเอง และตอกย้ำประเด็นการสื่อสารนี้อย่างต่อเนื่อง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2568 เป็นต้นมา ผู้นำกัมพูชามีความพยายามทำสิ่งที่เรียกว่า grand narrative หรือการสร้างเรื่องเล่าขนาดใหญ่ เพื่อสื่อสารให้คนในประเทศและประชาคมโลกเกิดความรู้สึกเห็นใจต่อสิ่งที่กัมพูชาในฐานะประเทศเล็กๆ ต้องพบเจอ คือเป็นเหยื่อที่น่าสงสารจากการกระทำของไทยที่มีศักยภาพทางการทหารสูงกว่า นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่สื่อต่างประเทศระดับแนวหน้าอย่าง CNN, BBC, The Guardian และ Al Jazeera ต่างรีบนำเสนอข่าวในช่วงแรกว่า ไทยเป็นผู้เปิดฉากการโจมตีทางอากาศกัมพูชาก่อน

ทั้งนี้ การตอบโต้ grand narrative ที่กัมพูชาสร้างขึ้นด้วยข้อมูลเท็จนั้น ไทยต้องตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เชื่อถือได้ ที่สำคัญคือต้องตอบสนองด้วยความรวดเร็ว และไม่ใช้ความคิดเห็น (opinion) ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมแบบที่ผ่านๆ มา สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการสื่อสารของไทย ต้องไม่ใช้ข่าวปลอมมาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเด็ดขาด เพราะวิธีการนี้จะเกิดผลบวกในระยะสั้น แต่จะสร้างผลกระทบเสียหายมหาศาลในระยะยาว

รศ. ดร.วิไลภรณ์ โคตรบึงแก อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีประสบการณ์การอพยพจากภัยพิบัติต่างๆ มาแล้ว แต่การอพยพจากเหตุไทย-กัมพูชาครั้งนี้ดูมีแนวโน้มใหญ่ที่สุด ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องให้น้ำหนักความสำคัญกับความพร้อมในศูนย์อพยพเป็นลำดับแรกๆ

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้อพยพหลักแสนรายอาจเกินกำลังในการจัดดูแลอย่างทั่วถึงของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างกลุ่มที่มีความต้องการจำเป็นหรือมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้องรังและคนพิการ ฉะนั้นในระยะสั้น ควรจะนำคนในพื้นที่มาอบรมเพื่อเป็นอาสาสมัครในการทำงานด่านหน้า และประสานการทำงานมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือภาคีองค์กรวิชาชีพต่างๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองการช่วยเหลือผู้อพยพในศูนย์พักพิงได้ทันท่วงที ส่วนในระยะยาว ควรจัดทำฐานข้อมูลผู้อพยพเพื่อติดตามประเมินผลทั้งสุขภาพร่างกาย จิตใจ และสังคมเมื่อเดินทางกลับบ้านว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ภาครัฐควรจะมีมาตรการในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย

‘ดร.ปณิธาน’เปิดวิเคราะห์ 4 ข้อ ‘ไทย-กัมพูชา’เหลือเวลารบกันอีกเท่าไร หลัง‘ทรัมป์’เตรียมแทรกแซง

‘ดร.ปณิธาน’เปิดวิเคราะห์ 4 ข้อ ‘ไทย-กัมพูชา’เหลือเวลารบกันอีกเท่าไร หลัง‘ทรัมป์’เตรียมแทรกแซง

‘ดร.ปณิธาน’เปิดวิเคราะห์ 4 ข้อ ‘ไทย-กัมพูชา’เหลือเวลารบกันอีกเท่าไร หลัง‘ทรัมป์’เตรียมแทรกแซง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

‘ดร.ปณิธาน’เปิดวิเคราะห์ 4 ข้อ ‘ไทย-กัมพูชา’เหลือเวลารบกันอีกเท่าไร หลัง‘ทรัมป์’เตรียมแทรกแซง

11 ธันวาคม 2568 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “สหรัฐฯ จะแทรกแซงเราอีก – ไทยกัมพูชาเหลือเวลารบกันอีกเท่าไร?” ระบุว่า…

สหรัฐฯ จะแทรกแซงเราอีก – ไทยกัมพูชาเหลือเวลารบกันอีกเท่าไร?

1. ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศแล้วว่าจะแทรกแซงสงครามกัมพูชา-ไทยในรอบนี้อีก

แต่น่าจะทอดเวลาหรือให้โอกาสไทยและกัมพูชาจัดการรบให้จบภายในเวลาที่จำกัดหรืออีกไม่นานนัก เพราะมีเหตุผลหลายประการสำคัญ ทั้งเรื่องหน้าตา คะแนนนิยม ทั้งเรื่องรางวัล เรื่องเศรษฐกิจ ดุลการค้า ดุลอำนาจในภูมิภาคและในโลก

2. ถ้าไทยและกัมพูชายังขัดขืนหรือไม่ยอมยุติการรบตามกำหนด สหรัฐฯ คงจะใช้มาตรการทางภาษีคล้าย ๆ เดิมเป็นสำคัญแต่คงจะหนักขึ้น (ดูความสำคัญในเรื่องนี้ได้ในบทนำของ U.S. National Security Strategy 2025 ฉบับใหม่ที่ลงนามโดยปธน.ทรัมป์และเผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วได้ครับ)

แต่สำหรับไทยนั้น สหรัฐฯ อาจจะมีมาตรการกดดันอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น งดหรือลดการส่งกำลังบำรุงทางการทหาร หรือจำกัดการสนับสนุนการช่วยรบที่ให้กับไทยลง (ทหารไทยพึ่งพาสหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตกเป็นหลักกว่า 80% ตามโครงสร้างและศักยภาพ) หรืออาจจะเปิดโปงข้อมูลใหม่ ๆ ของคนไทยบางคนที่ไปเกี่ยวพันกับขบวนการหรือเรื่องที่ผิดกฎหมาย เป็นต้นก็ได้

นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจจะหันไปสนับสนุนกัมพูชาเพิ่มขึ้นในบางรูปแบบ ทั้งนี้ เพื่อกดดันไทยและบางชาติเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่งด้วย ซึ่งความจริง สหรัฐฯก็เล่นเกมส์แบบนี้อยู่แล้ว เพราะตัวเองก็ได้ประโยชน์แทบทุกทาง

ส่วนกัมพูชา หากยังไม่หยุดรบ สหรัฐฯ คงจะตัดความช่วยเหลือต่าง ๆ ที่มีอยู่ลง ลงมือกับแก๊งหรือขบวนการต่าง ๆ ให้หนักข้อขึ้น เหมือนกับที่ทำอยู่ในขณะนี้ในแถบลาตินอเมริกาก็ได้ ที่สำคัญ สหรัฐฯ อาจจะเพิ่มการสนับสนุนไทยในการรบอย่างจริงจังเพื่อช่วยเผด็จศึกและสั่งสอนกัมพูชาและชาติที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง (แต่ก็สุ่มเสี่ยงต่อการบานปลายกลายเป็นสงครามตัวแทนได้)

สุดท้ายแล้ว สหรัฐฯ อาจจะพยายามโค่นล้มนายฮุนเซนลงอย่างจริงจัง เพราะก็ชัดเจนแล้วว่าปัญหามาจากคน ๆ เดียวเป็นสำคัญ แต่จะต้องหาทางสนับสนุนผู้นำคนใหม่ ๆ ที่เอื้อประโยชน์กับตนมากกว่านี้ให้เข้ามาแทนที่ให้ได้ ซึ่งก็ไม่ง่ายนัก และขาติอื่น ๆ เช่น จีน รัสเซีย คงไม่ยอม และอาจจะสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ชาวเขมรแตกออกเป็น 5-6 กลุ่ม (นอกจากเขมรตระกูลฮุนแล้ว อาจจะมีเขมรแดงเดิม เขมรเจ้านาย เขมรสายเวียดนาม เขมรสายอเมริกันตะวันตก เขมรสมรังสี และเขมรเจนซี (ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยจำนวนมาก) และในที่สุด ก็จะเกิดสงครามกลางเมืองกันอีก

3. หากการคาดคะเนข้างต้นมีน้ำหนัก สิ่งที่ไทยควรจะต้องทำก็คือ:

3.1) เร่งระดมสถาปนาพื้นที่ตามแนวชายแดนให้มั่นคงปลอดภัยอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการลดภัยคุกคามด้านการทหาร จากอาวุธหนัก และจากกำลังรบของกัมพูชาที่มีอยู่มากตามแนวชายแดนลงให้ได้มากที่สุด

3.2) จัดตั้งพื้นที่ “แนวกันชนเพื่อสันติภาพและมนุษยธรรม” (Humanitarian/Demilitarized Zone) ขึ้นมาตลอดชายแดน 7 จังหวัด โดยให้เป็นเขตปลอดอาวุธหนัก ปราศจากกำลังรบในเชิงรุก และมีการจัดระเบียบการปักปันชายแดนให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่อยู่บนพื้นฐานของอำนาจอธิปไตยและเขตแดนที่ชอบธรรมของไทย

แต่ทั้งนี้ ไทยจะต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนของพันธมิตรและนานาชาติในการจัดพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ที่สนใจกรณีนี้เป็นอันมาก และจีนที่ดูเหมือนกับว่าจะรักษาระยะห่างจากสองคู่กรณีมาตั้งแต่แรก และเพิ่งเสนอแนวทาง “พบกันคนละครึ่งทาง” และเป็น “ตัวกลางอย่างสร้างสรรค์” แต่ไม่ค่อยจะเป็นคุณประโยชน์กับไทย ทั้ง ๆ ที่ย้ำอยู่เสมอว่าไทยจีนนั้นใกล้ชิดกันเปรียบเสมือนเป็นญาติกัน

3.3) ที่สำคัญที่สุด ผู้นำทางการเมืองของไทย (ไม่ใช่ทางการทูตหรือทางการทหาร) จะต้องสื่อสารทางการเมืองและระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ทั้งกับชาวไทยในประเทศ ทั้งไปยังกัมพูชาและนานาชาติว่า “ไทยยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ และจะดำเนินการในแนวทางดังกล่าวอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ชัดเจนสุดกำลัง โดยจะไม่ถอยหลังหรือเปลี่ยนแปลงจุดยืนใด ๆ” พร้อมทั้งเสนอให้กัมพูชายุติการสู้รบทันที ถอนกำลังออกจากแนวชายแดน และหันมาร่วมมือสถาปนาพื้นที่ตามแนวชายแดนกับไทยให้ประชาชนทั้งสองฝั่งปลอดภัย รวมทั้งช่วยกันฟื้นฟูสันติภาพสันติสุข เพื่อยุติความสูญเสียที่จะเพิ่มขึ้นอีกโดยไม่จำเป็น

4. สรุป ก่อนที่มหาอำนาจและนานาชาติทั้งหลายจะยกระดับเข้าแทรกแซง ไทยและกัมพูชาจะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว อาจจะนับเป็นวันหรือสัปดาห์เท่านั้น ที่จะรบกันได้ต่อไปได้ในสงครามครั้งนี้ที่ถือว่าเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในรอบ 75 ปีที่ผ่านมา

และหากมีการแทรกแซงจากมหาอำนาจและนานาชาติดังกล่าวมากขึ้นแล้วล้มเหลว ก็จะทำให้สถานการณ์ที่รุนแรงอยู่แล้วบานปลายกลายเป็นสงครามตัวแทนที่อยู่เหนือการควบคุมของทุกฝ่ายได้ไม่ยาก

แต่ถ้าสหรัฐฯ (และจีน) ประสบความสำเร็จในการแทรกแซงได้จริง สงครามยุติลงได้ ทั้งไทยและกัมพูชาก็อาจจะต้องแสดงความยินดีหรือขอบคุณทั้งสองประเทศที่มีส่วนสำคัญทำให้การสู้รบสงบลง และที่สำคัญ คือ การแทรกแซงดังกล่าว ยังเป็นการรักษาหน้าตาหาทางลงให้กับฝ่ายการเมืองของไทยและกัมพูชาได้อีกด้วย เพราะดูเหมือนกับว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้คิดไว้ให้ดีล่วงหน้าก่อนที่จะทำสงครามกันว่าจะมีทางออกที่ดีกว่าเสียเลือดเสียเนื้ออย่างไร (Exit Strategy) หรือจะเอาชนะกันแบบเสร็จเด็ดขาดขั้นสุดท้าย (End State) ได้หรือไม่

ทภ.1 ขอความร่วมมืองดเผยแพร่ ภาพข้อมูลปฏิบัติการทางทหารในโซเชียลทุกช่องทาง

ทภ.1 ขอความร่วมมืองดเผยแพร่ ภาพข้อมูลปฏิบัติการทางทหารในโซเชียลทุกช่องทาง

ทภ.1 ขอความร่วมมืองดเผยแพร่ ภาพข้อมูลปฏิบัติการทางทหารในโซเชียลทุกช่องทาง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.02 น.

11 ธ.ค. 68 กองทัพภาคที่ 1 ขอความร่วมมือประชาชนและทหาร งดการเผยแพร่ภาพและข้อมูลปฏิบัติการทางทหารในโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ข้อมูลทางทหารที่สำคัญรั่วไหลไปถึงผู้ไม่ประสงค์ดี ที่จะส่งมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่ ร่วมใช้โซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวังเพื่อความมั่นคงของชาติ 

The 1st Army Area requests the cooperation of all civilians and military personnel

Refrain from sharing or posting images or information related to military operations on any social media platform.

This measure is to prevent the leakage of sensitive military information to hostile actors, which could endanger the safety of both military personnel and civilians in the area.

Please use social media responsibly in support of national security.

‘เพื่อไทย’เอาบ้าง! ชงยื่นญัตติขอ‘รัฐสภา’ มีมติให้‘ครม.’ทําประชามติครั้งที่ 1

‘เพื่อไทย’เอาบ้าง! ชงยื่นญัตติขอ‘รัฐสภา’ มีมติให้‘ครม.’ทําประชามติครั้งที่ 1

‘เพื่อไทย’เอาบ้าง! ชงยื่นญัตติขอ‘รัฐสภา’ มีมติให้‘ครม.’ทําประชามติครั้งที่ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

“เพื่อไทย”เอาบ้าง! ชงยื่นญัตติขอ”รัฐสภา” มีมติให้”ครม.”ทําประชามติครั้งที่ 1 หวังถกต่อทันทีที่จบพิจารณาแก้รธน.วาระสอง แจงเพื่อเป็นหลักประกันหากไม่ผ่านวาระสาม

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พร้อม กมธ.สัดส่วนของพรรคเพื่อไทย แถลงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง คาดว่าจะเสร็จในวันนี้ จากนั้นพักร่างกฎหมายไว้ 15 วัน จึงจะกลับมาโหวตต่อในวาระสามได้ โดยหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เป็นการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 กำกับไว้ว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติก่อนว่าสมควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการจัดทำประชามตินั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการมีมติและส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีไปดำเนินการ

“เราจึงเห็นว่าให้การจัดทำรัฐธรรมนูญในครั้งนี้สมบูรณ์ ถูกต้องตามกฏหมาย และเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาล เราจึงมีมติร่วมกันว่าจะเสนอญัตติขอให้รัฐสภามีมติเพื่อเสนอญัตติจัดทำประชามติสอบถามประชาชนว่าสมควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งญัตติที่เสนอ ถึงมือประธานรัฐสภาแล้ว และสั่งบรรจุแล้ว เพราะเราตั้งใจร่วมกันว่าหลังจากพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญวาระสองเสร็จ จะขอให้รัฐสภามีมติในเรื่องนี้เลย เท่าที่ทราบขณะนี้มีหลายพรรคที่เสนอญัตติในทำนองเดียวกันด้วย” นายชูศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยกล่าวว่า จะมีมติส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอทำประชามติ ซึ่งเราทราบว่าการขอทำประชามติของ ครม.ไม่ผูกพันกับรัฐสภา แต่จะมีประโยชน์ทางการเมืองอยู่เช่นกัน จึงได้เร่งรัดให้ ครม.เร่งจัดให้ลงประชามติโดยเร็ว เพื่อให้รัฐบาลแสดงความจริงใจ แต่หลังจาก ครม.ฟังความเห็นจากกฤษฎีกา ว่าไม่ผูกพันกับรัฐสภา จึงไม่ทำแล้ว แสดงให้เห็นว่าที่ ครม.เคยพูดไว้ เป็นการพูดโดยไม่ศึกษาอะไร

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่าจะจัดทำประชามติครั้งที่ 1 ไปพร้อมกับการเลือกตั้งได้อย่างไร เมื่อรัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญใกล้เสร็จ จึงเข้าเกณฑ์ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ว่าหากรัฐสภาประสงค์ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ร้องขอไปยัง ครม.เพื่อให้จัดทำการลงประชามติการยื่นญัตติคราวนี้ จึงเป็นการยื่นที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และจะทำให้เกิดการจัดทำประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้งได้ ที่สำคัญคือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านวาระสอง และรออีก 15 วันเมื่อผ่านวาระที่สาม จะเกิดการทำประชามติ 2 คำถามในครั้งเดียวได้ตามที่หลายฝ่ายต้องการ

ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องยื่นญัตติในครั้งนี้ เพื่อให้รัฐสภาไปยังนายกฯ ในการจัดทำประชามติคำถามที่หนึ่ง โดยไม่ต้องรอคำถามที่สองเพราะคำถามที่สอง จะต้องรอรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสามก่อน พรรคเพื่อไทยจึงไม่ต้องการให้ ครม.รอจนถึงผ่านวาระสามที่จะต้องรออีก 15 วัน เพื่อเป็นหลักประกันว่าอย่างน้อยที่สุด หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขอะไรก็ตาม แต่ที่ทำให้รัฐสภาไม่สามารถให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสามได้ ก็จะมีคำถามที่หนึ่ง ถามประชาชนเป็นเบื้องต้นว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

“หากรัฐสภาส่งความเห็นไปยังนายกฯ ก็จะส่งไปยัง กกต.ไว้ก่อนเลย และหากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาวาระสาม รัฐสภาก็จะส่งไปยังนายกฯ ตามกระบวนการของกฎหมายอยู่แล้วซึ่งจะเป็นคำถามที่สอง ดังนั้น จะสามารถทำพร้อมกันได้ทั้ง 2 คำถามในคราวเดียว” นพ.ชลน่าน กล่าว

ไทยก้าวใหม่ส่ง ‘ทนายเจมส์’ ลุยซิดนีย์ ขยายฐานคนไทยต่างแดนร่วมเลือกตั้ง

ไทยก้าวใหม่ส่ง ‘ทนายเจมส์’ ลุยซิดนีย์ ขยายฐานคนไทยต่างแดนร่วมเลือกตั้ง

ไทยก้าวใหม่ส่ง ‘ทนายเจมส์’ ลุยซิดนีย์ ขยายฐานคนไทยต่างแดนร่วมเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

“ไทยก้าวใหม่” ส่ง “ทนายเจมส์” อินฟูลฯคนดัง เสาหลักในออสเตรเลีย โกยแต้มนอกราชอาณาจักร ชู คนไทยต่างแดนมีคุณภาพชีวิตดี อยู่อย่างสง่า มีศักดิ์ศรี

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. นายสุจินดา เสงี่ยมไพศาล หรือ ทนายเจมส์ ออสเตรเลีย หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศ พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า พรรคไทยก้าวใหม่ นำโดยนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค เล็งเห็นความสำคัญของพี่น้องคนไทยในต่างแดน ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ แรงงานไทย และนักศึกษาไทยในต่างประเทศ ได้ส่งตนในฐานะหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องคนไทยและเจ้าของกิจการคนไทย ในย่านไทยทาวน์ กลางเมืองนครซิดนีย์ เพื่อรับฟังปัญหา ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการได้จุดกระแสรณรงค์ให้คนไทยทั่วโลกออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยคนไทยในต่างประเทศมีเกือบ 2 ล้านคน ซึ่งที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย เป็นเมืองที่มีประชากรคนไทยออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรมากที่สุด 

นายสุจินดา กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่เป็นพรรคแรกและพรรคเดียวที่ออกมารับฟังปัญหาต่างๆ ของพี่น้องคนไทยในต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน และพร้อมที่จะเข้ามาดูแลและสนับสนุนในทุกช่องทางเพื่อให้คนไทยอยู่อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรีความเป็นไทย และเป็นที่นับถือของชาวต่างชาติต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายสุจินดา หรือ ทนายเจมส์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์และแรงบันดาลใจ ที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมด้วยคอนเทนต์เล่าเรื่องเชิงประสบการณ์และมุมมองชีวิตที่จริงใจ เจมส์สร้างคาแรกเตอร์ “พลังบวก–เข้าถึงง่าย” จนเป็นที่รู้จักในฐานะครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ซึ่งมีผู้ติดตามทางแพลตฟอร์ม Facebook, YouTube และ TikTok จำนวนมาก เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของคนไทยในประเทศออสเตรเลีย เพราะคอยทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ โดยเฉพาะงานทะเบียนสมรสม นอกจากนี้ ยังเคยเป็นนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ อดีตผู้จัดการทั่วไปบริษัทเอกชน ผู้สอนการขาย และ พิธีกร 

 

‘สส.สนอง’เปิดใจตรงๆ! เวลานี้ช่วยปชช.ชายแดน-ดูแลครอบครัวทหาร สำคัญกว่า‘แก้รธน.’

‘สส.สนอง’เปิดใจตรงๆ! เวลานี้ช่วยปชช.ชายแดน-ดูแลครอบครัวทหาร สำคัญกว่า‘แก้รธน.’

‘สส.สนอง’เปิดใจตรงๆ! เวลานี้ช่วยปชช.ชายแดน-ดูแลครอบครัวทหาร สำคัญกว่า‘แก้รธน.’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

“สส.สนอง”เปิดใจตรงๆ! เวลานี้การช่วยเหลือประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมดูแลครอบครัวทหารผู้เสียชีวิต สำคัญกว่า”แก้ไขรัฐธรรมนูญ”

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะผู้เสนอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ยืนไว้อาลัยต่อทหารไทยที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดเผยว่า เหตุผลที่ยื่นญัตติให้ยืนไว้อาลัย ก็เพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารผู้กล้าทั้ง 9 นาย ที่พลีชีพขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดินและความสงบสุขของประชาชน ตนในฐานะ สส.ต้องทำงานอยู่ที่รัฐสภา และวุ่นวายกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงทำให้เสียโอกาสลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนในอีสานใต้ ทั้ง จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ ซึ่งขณะนี้ประชาชนจำนวนกว่า 2 – 3 แสนคน ต้องทิ้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน และไร่นา อพยพหนีภัยการสู้รบไปอยู่ในศูนย์พักพิง

“นอกจากการเสนอให้รัฐสภายืนไว้อาลัยแก่ทหารทั้ง 9 นายแล้ว ผมยังอยากเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลสวัสดิการทหารและครอบครัวอย่างดีที่สุด ผมเชื่อว่าชีวิตของทหารที่พลีชีพไป รวมถึงเวลาที่ผมควรได้ลงไปดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดนและศูนย์พักพิงในตอนนี้ มีค่ามากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นายสนอง กล่าว

กระตุกฝ่ายมั่นคง!‘รบหน้า’ระวังถูก‘ตลบหลัง’ พงศ์พรหมแฉนักการเมืองแก๊ง‘ฮุน เซน’ขนเงินลงใต้

กระตุกฝ่ายมั่นคง!‘รบหน้า’ระวังถูก‘ตลบหลัง’ พงศ์พรหมแฉนักการเมืองแก๊ง‘ฮุน เซน’ขนเงินลงใต้

กระตุกฝ่ายมั่นคง!‘รบหน้า’ระวังถูก‘ตลบหลัง’ พงศ์พรหมแฉนักการเมืองแก๊ง‘ฮุน เซน’ขนเงินลงใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

กระตุกฝ่ายมั่นคง!‘รบหน้า’ระวังถูก‘ตลบหลัง’ พงศ์พรหมแฉนักการเมืองแก๊ง‘ฮุน เซน’ขนเงินลงใต้

11 ธันวาคม 2568 นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat ระบุว่า…

ฝากฝ่ายความมั่นคงครับ

ต้องระวังการ “รบหน้า” แต่ถูก “ตลบหลัง”

ในขณะที่เรารบเขมร

สายการเมืองหลายสายรายงานความผิดปกติของเงินสดที่กำลังลงท่วมภาคใต้จากเครือข่ายพนันออนไลน์ที่นักการเมืองใหญ่ฝ่ายขวาคนไทยถือหุ้นกับเครือข่าย ฮุน เซน

กลุ่มนี้คือกลุ่มที่จะร่วมกับนายเบน เอาตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นแหล่งรับฟอกเงินให้ทุนเทาจีน พม่า เขมร มาเล

ผมเขียนซ้ำๆมา 2-3 ปีแล้ว

เรื่องนี้ผมทราบ

พี่ๆในพรรคพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และประชาชน น่าจะย่อมทราบเช่นกัน

ตรงกับที่ข่าวเริ่มออกมาซักพักว่า

ฮุน เซน ไม่ได้โง่

เค้าไม่ได้รบเราเฉพาะสงคราม

แต่เค้าจับมือนักการเมืองฝ่ายขวา 2-3 กลุ่มมายึดสภาไทย และตลาดหลักทรัพย์ไทย

เงินลงท่วมภาคใต้รอบนี้ เป็นเงินอัดฉีดขนาดที่ว่า

นักการเมืองท้องถิ่นไม่เคยเห็น “Big volume” ขนาดนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์

ว่ากันว่า

พลังประชารัฐ + เพื่อไทย + ภูมิใจไทย ยังสู้ลำบาก

รบหน้า ต้องอย่าโดน “ตลบหลัง” ครับ

ผมมั่นใจว่า เราโดน “ตลบหลัง” บ้างแล้ว

ก็เงินลงแล้วหนิ!!!

จัดการเห้อะ!!!!

รัฐสภา เคาะแก้เนื้อหาให้ประชุมร่วมกมธ ร่าง ฟังความเห็น เปิดเผยต่อสาธารณะ

รัฐสภา เคาะแก้เนื้อหาให้ประชุมร่วมกมธ ร่าง ฟังความเห็น เปิดเผยต่อสาธารณะ

รัฐสภา เคาะแก้เนื้อหาให้ประชุมร่วมกมธ ร่าง ฟังความเห็น เปิดเผยต่อสาธารณะ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

          11 อธ.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ.. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยที่ประชุมได้พิจารณาต่อเนื่องถึง มาตรา 256/25 ว่าด้วยข้อกำหนดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง กรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญเดือนละหนึ่งครั้ง โดยใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภามาบังคับใช้โดยอนุโลม

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาเนื้อหานั้นพบว่ามีประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาคัดค้านการแก้ไขของกมธ.เสียงข้างมาก เพราะไม่มีบทบัญญัติใดที่สนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะทั้งที่ควรให้ประชาชนรับทราบ ขณะที่กมธ.เสียงข้างน้อย คือ นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. และน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชนในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ได้สงวนความเห็นให้เพิ่มเติมข้อความที่รองรับการเผยแพร่ทางสื่อสาธารณะ หรือการถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับทราบ ทั้งนี้ในการลงมติพบว่าเสียงข้างมากของที่ประชุมสนับสนุนความเห็นของกมธ.เสียงข้างน้อย  แต่ยังมีข้อถกเถียงถึงประเด็นการบัญญัติถ้อยคำ เนื่องจากคำสงวนความเห็นของ นพ.เปรมศักดิ์ระบุเพียงว่า ให้มีการเผยแพร่การประชุมร่วมกันทางสื่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนทราบ ขณะที่ของนส.พนิดา กำหนดว่า ให้เป็นการประชุมโดยเปิดเผย ที่รัฐสภาต้องจัดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมเพื่อให้ประชาชนรับได้อย่างทั่วถึง 

รัฐสภา

          ทำให้ที่ประชุมต้องพักการประชุมนานเกือบ 1 ชั่วโมงเพื่อให้กมธ.พิจารณา 

          จากนั้นที่ประชุมได้กลับมาพิจารณา ซึ่ง น.ส.พนิดา อภิปรายยืนยันว่า ในการสงวนความเห็นนั้น กำหนดให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาโดยอนุโลม ซึ่งต่อไปจะมีการแก้ไขว่า หากที่ประชุมอยากให้เป็นการประชุมลับ ต้องออกเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ดังนั้นหากไม่มีการใช้เกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้การประชุมระหว่างง 2 กมธ. เป็นไปโดยเปิดเผยเป็นหลัก 

รัฐสภา

          “ถือเป็นประเด็นที่จะสร้างความชอบธรรมต่อการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการประชุมร่วมกันของผู้ทำรัฐธรรมนูญจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสะท้อนการประชุมให้ประชาชนได้รับทราบ ว่าจากการรับฟังความเห็นมานั้น ได้กลับมาสะท้อนที่ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงความเห็นจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากที่สุด” น.ส.พนิดา กล่าว

          ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ. อภิปรายชี้แจงว่า ในการสงวนความเห็นของกมธ.เสียงข้างน้อย มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมที่จะนัดหมายทุกเดือนเป็นไปโดยอัตโนมัติ โดยมีการกำหนดถ้อยคำที่ชัดเจน ตามที่นพ.เปรมศักดิ์ เสนอนั้นได้เขียนข้อความที่กระชับ แต่อาจเกิดการตีความได้ว่าจะถ่ายทอดสดหรือไม่ เพราะไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่หากเป็นไปตามความเห็นของน.ส.พนิดา กำหนดชัดเจนว่าคือการถ่ายทอดสด ทั้งนี้ยืนยันว่า การสงวนความเห็นนั้นไม่มีความขัดแย้งกันเอง

          จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเพื่อตัดสิน โดยผลของมติเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขที่เสนอโดย นพ.เปรมศักดิ์