‘นายกฯ’เน้นย้ำความร่วมมือ’ไทย-OECD’ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ

'นายกฯ'เน้นย้ำความร่วมมือ'ไทย-OECD' พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ

‘นายกฯ’เน้นย้ำความร่วมมือ’ไทย-OECD’ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

นายกฯเปิดการประชุม OECD Asian Senior Budget Officials Meeting ครั้งที่ 19 เน้นย้ำความร่วมมือไทยและ OECD พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมรอยัล บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการทางวิชาการด้านการงบประมาณ OECD Asian Senior Budget Officials Meeting ครั้งที่ 19 ซึ่งจัดโดยสำนักงบประมาณร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

โดยการประชุมครั้งนี้มี นายริชาร์ด วินเดเยอร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง เครือรัฐออสเตรเลีย และนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ร่วมเป็นประธานการประชุม พร้อม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารจากสำนักงบประมาณ ผู้บริหารระดับสูงจากประเทศสมาชิก OECD และประเทศอื่นๆ อาทิ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ภูฏาน บรูไน กาตาร์ เป็นต้น รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เช่น IMF และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลังจากหลายประเทศ จำนวนรวมประมาณ 100 คน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกคนในโอกาสการประชุม Asian Senior Budget Officials Meeting ครั้งที่ 19 พร้อมกล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม OECD ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2545 เวทีนี้ได้สะท้อนถึงความร่วมมืออันยืนยาวระหว่างไทยกับ OECD และได้พัฒนาขึ้นเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างธรรมาภิบาลทางการคลัง และยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การประชุมในปีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และความคาดหวังที่สูงขึ้นของประชาชนในเรื่องความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน ซึ่งในสภาพแวดล้อมดังกล่าว การจัดทำงบประมาณอย่างรอบคอบและการบริหารการคลังอย่างรับผิดชอบ ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจเชิงเทคนิค แต่เป็นรากฐานของความเชื่อมั่นระหว่างรัฐบาลและประชาชน โดยไทยยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการรักษาความเชื่อมั่นนี้ไว้

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ประเทศ และส่งเสริมการใช้จ่ายภาครัฐให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูงสุด ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การปฏิรูปกฎหมายอย่างรอบด้าน และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลดิจิทัลที่ยั่งยืน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลถือว่าวินัยการคลัง ความโปร่งใส และความรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารประเทศ โดยมีหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดสำคัญ และต้องการให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน พร้อมเสริมสร้างความยั่งยืนระยะยาวของประเทศ

นอกจากนี้ หัวข้อหลักของการประชุมปีนี้ที่ให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืนทางการคลัง การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และการเสริมสร้างศักยภาพภาครัฐ” สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกรอบนโยบายการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพพร้อมสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

พร้อมกันนี้ รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าปรับปรุงระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล และพิจารณาการใช้เทคโนโลยี AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของระบบราชการ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรู้ด้านการคลังแก่ประชาชน และผลักดันการมีส่วนร่วมของสาธารณชน เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนในสังคมไทย

สำหรับเส้นทางของประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้น นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ไทยได้ก้าวมาถึงหมุดหมายสำคัญ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งมอบบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum) แก่รองเลขาธิการ OECD เพื่อเริ่มต้นขั้นตอนการทบทวนเชิงเทคนิคในระยะต่อไป พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยต่อกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างไทยและเวที Asian Senior Budget Officials จะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จ รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสำนักงบประมาณและ OECD ตลอดเวลากว่า 2 ทศวรรษ ได้เสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นบนพื้นฐานของเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งไทยขอขอบคุณมิตรภาพและความร่วมมืออันยาวนานนี้เป็นอย่างยิ่ง

นายกรัฐมนตรี กล่าวปิดท้ายว่า การหารือในช่วงสองวันของการประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองว่าระบบการคลังควรปรับตัวอย่างไรต่อความท้าทายในอนาคต ทั้งในการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการที่ชาญฉลาด และการสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใส ซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายของทุกประเทศในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมประธานร่วมและสำนักเลขาธิการ OECD ที่สนับสนุนการจัดงานอย่างต่อเนื่อง และอวยพรให้การประชุมบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์

โอนแล้วกว่า 7 แสนครัวเรือน รัฐบาลเผยความคืบหน้า’เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้’

โอนแล้วกว่า 7 แสนครัวเรือน รัฐบาลเผยความคืบหน้า'เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้'

โอนแล้วกว่า 7 แสนครัวเรือน รัฐบาลเผยความคืบหน้า’เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

รัฐบาลเผยความคืบหน้าโอนเงินเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้แล้วกว่า 700,000 ครัวเรือน วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท กำชับเร่งเดินหน้าช่วยเหลือ ปชช.ต่อเนื่อง แนะ ปชช.รีบผูกพร้อมเพย์รับเงินเยียวยา

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ใน 4 รูปแบบ ดังนี้ 1) ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 2) ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป 3) ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป และ 4) ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

ข้อมูล ณ ปัจจุบัน (11 ธ.ค.68) รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และธนาคารออมสินได้โอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 10 ครั้ง (1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 ธ.ค.68) ใน 9 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สตูล และสุราษฎร์ธานี จำนวน 730,932 ครัวเรือน รวม 6,578,388,000 บาท โดยที่ จ.สงขลา 252,202 ครัวเรือน (เฉพาะ อ.หาดใหญ่ 148,653 ครัวเรือน) จ.ตรัง 287 ครัวเรือน จ.นครศรีธรรมราช 215,055 ครัวเรือน จ.นราธิวาส 7,224 ครัวเรือน จ.ปัตตานี 72,105 ครัวเรือน จ.พัทลุง 5,413 ครัวเรือน จ. ยะลา 2,423 ครัวเรือน จ.สตูล 25,625 ครัวเรือน และ จ.สุราษฎร์ธานี 1,945 ครัวเรือน  โอนเงินไม่สำเร็จจำนวน 28,455 ครัวเรือน เนื่องจากบัญชีไม่ปกติและอยู่ระหว่างรอการปรับปรุงข้อมูล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้เร็วที่สุด

รัฐบาลขอให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด และประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2568 ผ่านช่องทาง https://flood68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister โดยระบุหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนในการตรวจสอบ

เปิดโฉมหน้า ‘โดรนพลีชีพ’ อาวุธร้ายเขมรลอบกัดทหารไทย

เปิดโฉมหน้า 'โดรนพลีชีพ' อาวุธร้ายเขมรลอบกัดทหารไทย

เปิดโฉมหน้า ‘โดรนพลีชีพ’ อาวุธร้ายเขมรลอบกัดทหารไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.11 น.

ไปรู้จัก’โดรนพลีชีพ’ อาวุธดัดแปลงที่กัมพูชานำมาใช้ในสมรภูมิสู้รับกับทหารไทย

มีรายงานข่าวว่าเมือคืนที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้ส่ง เอฟ16 ทิ้งระเบิดใส่ บ่อนคาสิโน ในย่านจุ๊บโกกี อำเภอบันเตียอำปึล จังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา หลังพบข้อมูลว่าบ่อนคาสิโนดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ได้แก่ เป็นสถานที่ปล่อยโดรนพลีชีพโจมตีทหารไทย, เป็นคลังเก็บอาวุธหนัก, และเป็นจุดเติมเชื้อเพลิงให้แก่รถยิงจรวด BM-21

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 ว่าพบโดรน FPVติดกระสุน ปืนค.82 มม. ใช้สายไฟเบอร์ออปติกบังคับโดรน ปฏิบัติการคู่กับโดรนชี้เป้า ทำหน้าที่แจ้งเป้าหมาย

สำหรับโดรนพลีชีพ หรือ Loitering Munitions (LM) ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการทหารในปัจจุบัน คืออาวุธที่ผสมผสานลักษณะของ โดรนสอดแนม (UAV) และ ขีปนาวุธนำวิถี (Missile) เข้าด้วยกัน มีความสามารถในการบินวน (Loitering) อยู่ในพื้นที่เป้าหมายหรือบริเวณใกล้เคียงได้เป็นเวลานาน เพื่อรอการตรวจจับเป้าหมาย(High-Value Target – HVT) หรือการอนุมัติโจมตีจากผู้ควบคุม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โดรนพลีชีพ เป็นทั้งนักสอดแนมและระเบิด เพราะติดตั้งทั้งกล้องหรือเซ็นเซอร์สำหรับค้นหาเป้าหมาย และ หัวรบ (Warhead) สำหรับทำลายเป้าหมายนั้นเอง เมื่อพบเป้าหมายแล้วจะพุ่งเข้าชนและระเบิดตัวเองไปพร้อมกัน โดยถือว่าเป็นอาวุธที่มีความแม่นยำสูง เพราะมีการนำวิถีที่แม่นยำ เช่น ใช้ GPS หรือการนำวิถีด้วยภาพ (Electro-Optical/Infrared) ทำให้สามารถเลือกโจมตีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงได้ดี

มีรายงานว่าโดรนที่กัมพูชานำมาใช้ในการปะทะครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นลักษณะของการดัดแปลง โดยใช้โดรน FPV (First-Person View) UAV ซึ่งเป็นโดรนที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในสงครามยุคใหม่ นำมา ดัดแปลงติดหัวรบ เช่น ลูกระเบิดขนาดเล็ก หรือลูกปืน ค. เข้าไป ทำให้สามารถพุ่งเข้าชนเป้าหมายเพื่อทำลายตัวเองได้

ส่วนการใช้งานจะมีโดรนชี้เป้า 1 ตัวเพื่อค้นหาและสังเกตการณ์ จากนั้นจึงส่งโดรนพลีชีพ FPV เข้าโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ หรือมีการใช้โดรนติด GPS เพื่อเป็น เป้าล่อ ให้กำลังพลเข้าไปเก็บกู้ ก่อนจะใช้โดรนพลีชีพชุดถัดไปหรืออาวุธหนัก (เช่น BM-21) ระดมยิงซ้ำ

นี่คือความเสี่ยงชนิดใหม่ ที่ทหารไทยต้องเผชิญในสมรภูมิครั้งนี้

ความดัน-เครียด!!! ‘อุ๊งอิ๊งค์’เผย’ทักษิณ’ยังมีปัญหาสุขภาพ

ความดัน-เครียด!!! 'อุ๊งอิ๊งค์'เผย'ทักษิณ'ยังมีปัญหาสุขภาพ

ความดัน-เครียด!!! ‘อุ๊งอิ๊งค์’เผย’ทักษิณ’ยังมีปัญหาสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

“อุ๊งอิ๊งค์”เผย”ทักษิณ”ยังมีปัญหาสุขภาพ ความดัน-ความเครียด คุยเรื่องเรียนของหลาน แต่ไม่ได้หารือกันถึงเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในวันนี้ถือเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 24 หลังคุมขังมาแล้วเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือนแล้ว โดยครั้งนี้คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ “ปอ” สามีของ น.ส.แพทองธาร ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยม พร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัว ร่วมเดินทางมาด้วย

น.ส.แพทองธาร เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยใช้เวลาเข้าเยี่ยม 1 ชั่วโมง ว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยกับคุณพ่อซึ่งอยู่ในเรือนจำ ย่างเข้าเดือนที่ 4 แล้ว พบว่านายทักษิณปรับตัวได้ดีขึ้น แต่ยังมีเรื่องที่ต้องติดตามคือสุขภาพของคุณพ่อ เช่น ยังมีภาวะอาการจากโรคความดันขึ้นและความดันลง ความเครียด ซึ่งตัวเองได้นำเรื่องของหลานๆ ไปเล่าให้ฟัง คุณพ่อก็ยิ้มและหัวเราะ ซึ่งคุยเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนของหลานว่าจะเข้าเรียนที่ไหน แต่ไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเกี่ยวกับประเด็นการจัดงานซีเกมส์ ซึ่งอยู่ในช่วงรอยต่อการบริหารงานของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นั้น น.ส.แพทองธาร ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด

– 006

แจงปมร้อน‘สแกมเมอร์’ ‘ไชยชนก’ยันบริสุทธิ์ใจ พร้อมตอบทุกเรื่อง

แจงปมร้อน‘สแกมเมอร์’ ‘ไชยชนก’ยันบริสุทธิ์ใจ พร้อมตอบทุกเรื่อง

แจงปมร้อน‘สแกมเมอร์’ ‘ไชยชนก’ยันบริสุทธิ์ใจ พร้อมตอบทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

“รมว.ดีอี”เข้าแจงปมร้อน”ขบวนการสแกมเมอร์” ต่อ”กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ” ยันบริสุทธิ์ใจ พร้อมตอบทุกเรื่อง หวังไม่ใช่เกมการเมือง เผย”คดีสินบน 40 ล้าน”ให้ข้อมูลไปหมดแล้ว ขณะนี้เรื่องอยู่ใน ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน กมธ.ฯ ในเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ว่า ตนพร้อมตอบทุกอย่าง ไม่มีอะไรต้องปิดบัง วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะเรามีความตั้งใจที่จะจัดการเรื่องนี้จริงๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกัน เนื่องจากมีประเด็นที่นายรังสิมันต์เผยแพร่ผ่านสื่อ ซึ่งเป็นประเด็นการเมือง ทั้งนี้ ตนและ รมว.ยุติธรรม เคยเชิญนายรังสิมันต์มาให้ข้อมูล แต่นายรังสิมันต์ไม่ได้มา จึงหวังว่าการเชิญในครั้งนี้จะได้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง หวังว่าจะไม่ใช่เกมการเมือง ตนมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีทุกอย่างพร้อม ตั้งใจที่จะจัดการเรื่องนี้

เมื่อถามว่า พร้อมที่จะให้ข้อมูลทุกอย่างกับ กมธ.ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกอย่างที่ตนดำเนินการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงมาให้ได้หมด แต่บางเรื่อง เป็นข้อมูลในกระบวนการในคดีพิเศษ จึงไม่แน่ใจว่าจะให้ข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงความคืบหน้ากรณีคดีสินบน 40 ล้านบาท นายไชยชนก กล่าวว่า จบจากกระบวนการของตนไปนานแล้ว เราให้ข้อมูลทุกอย่างตามกฎหมาย ตอนนี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็น่าจะไปสุดทาง ตนเลยไปโฟกัสเรื่องอื่นต่อ ในฐานะผู้ให้ข้อมูลไม่ได้มีเรื่องอะไรที่ทำได้เพิ่มเติม

เมื่อถามว่า เรื่องไปสุดทางแล้วใครเป็นคนผิด แล้วคนที่ถูกกล่าวหาคือใคร นายไชยชนก กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจ ทราบมาว่ามีการเชิญบุคคลที่ตกเป็นข่าวมาให้ข้อมูล แต่ก็ยังไม่ได้มีการเข้าไปให้ข้อมูล ซึ่งได้มีการออกหมายเรียกแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่มา ส่วนจะสามารถออกหมายจับได้หรือไม่ ไม่ใช่อำนาจของตน

‘โรม’ร่ายยาว ชี้ถ้าไม่ปราบสแกมเมอร์-ทุบหม้อข้าว‘ฮุน เซน’ สงครามไม่มีวันจบ

‘โรม’ร่ายยาว ชี้ถ้าไม่ปราบสแกมเมอร์-ทุบหม้อข้าว‘ฮุน เซน’ สงครามไม่มีวันจบ

‘โรม’ร่ายยาว ชี้ถ้าไม่ปราบสแกมเมอร์-ทุบหม้อข้าว‘ฮุน เซน’ สงครามไม่มีวันจบ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

‘โรม’ชี้โจมตีแค่‘ตึกร้างกาสิโน’เป็นแค่การกระทำเชิงสัญลักษณ์ ย้ำถ้าปราบ‘สแกมเมอร์’ไม่ได้ บ่อเงินบ่อทองของ‘ฮุน เซน’ก็ยังอยู่ แนะชิงฟ้องศาลก่อน‘กัมพูชา’ บอกไม่ได้ให้ความสำคัญกับท่าที‘อนุทิน’ แต่สนยุทธศาสตร์มากกว่า มอง‘ทรัมป์-มหาอำนาจ’เข้ามา มีทั้งด้านมืดและสว่าง จี้ต้องทำให้ทั่วโลกเห็น ไทยเป็นประเทศที่มีความชอบธรรม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ ว่า วันนี้การประชุมจะเป็นการตามต่อในเรื่องของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก และฮุนโต ซึ่งเป็นบุคคลที่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก มีความเกี่ยวพันกับแพลตฟอร์มที่ใช้ฟอกเงิน และยังมีบริษัทของประเทศสิงคโปร์ที่ทำ MOU กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  ซึ่งเป็นเครือข่ายของนายเบน สมิธ วันนี้จะเป็นโอกาสดีที่ทางกมธ. ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี รวมไปถึงคณะกรรมการป้องกันและป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการออกหมายจับครอบครัวของนายยิม เลียก แต่สิ่งที่ยังคาใจอยู่ยังไม่มีหมายจับของนายเบน สมิธ แต่มีการยึดทรัพย์ ซึ่งรายการส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินสดมาก นั่นหมายความว่ากระบวนการที่ล่าช้ามีโอกาสที่ทำให้เกิดการยักย้าย ถ่ายโอนทรัพย์สินจำนวนมากไปที่อื่น ทำให้รอดพ้นการยึดทรัพย์ และหากภายหลังจะดำเนินการยึดทรัพย์สินให้ตกมาเป็นของแผ่นดินนั้นก็ไม่สามารถทำได้

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในวันนี้นายไชยชนก ได้มาชี้แจงด้วยตัวเอง คงจะได้สอบถามถึงความคืบหน้าและกระบวนการ เพราะหนึ่งในข้อกล่าวหาที่สำคัญ ในการทำ MOU กับบริษัทของสิงคโปร์ เป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นเครือข่ายสแกมเมอร์มากถึง 500 คน เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย ดังนั้น เรื่องนี้คงต้องรีบดำเนินการ ทรัพย์สินหมื่นล้านที่เป็นการยึดไปเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง คาดหวังว่านายไชยชนกจะให้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องคิดไม่ได้คิดแค่เสาใดเสาหนึ่งและจบแค่ตรงนั้น เพราะเมื่อเราพูดถึงความขัดแย้งไทยกัมพูชา ความจริงไทยและกัมพูชาไม่ได้ขัดแย้งแค่เฉพาะในเรื่องเส้นเขตแดน หรือปราสาทที่อยู่ตามแนวชายแดนเป็นของใคร แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นมานานกว่านั้น คือกัมพูชาเป็นรัฐที่ปล่อยให้แก๊งสแกมเมอร์ไปตั้งฐานจำนวนมาก นับรวมมีเกือบ 100 แห่ง และรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสูง ดังนั้น เมื่อมองความสัมพันธ์ตรงนี้ ไม่ควรมองเฉพาะความขัดแย้งตามแนวชายแดน แต่ต้องมองให้ไกลว่ามีปัญหาสแกมเมอร์ว่าเป็นปัญหาสำคัญและเป็นอาชญากรรม ระดับโลก เป็นรายได้ 60 เปอร์เซ็นต์ของของประเทศกัมพูชา ดังนั้น จึงเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญที่ทำให้กัมพูชาขับเคลื่อนความขัดแย้งในประเทศไทยผ่านมิติต่างๆ ทั้งมิติสงครามแบบข้อมูลข่าวสารหรือการสู้รบตามแนวชายแดน จึงต้องทำลายท่อน้ำเลี้ยงที่สำคัญ เพราะเป็นเงินที่สามารถซื้ออาวุธหรือโดรนพลีชีพ และอื่นๆอีกมากมายเพื่อทำร้ายลูกหลานของเรา หากเราอยากมีความสัมพันธ์ในอนาคตที่เป็นปกติให้กลับมาอีกครั้งระหว่างไทยกัมพูชา เราจึงไม่สามารถเพิกเฉยถึงการขจัดแก๊งสแกมเมอร์ได้ และตนเชื่อว่าการทำให้ปัญหาสแกมเมอร์หมดไปโดยเร็วที่สุด จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด และมีสันติภาพที่ยั่งยืนได้ แต่วันนี้ รัฐบาลต้องเร่งทำลายสแกมเมอร์ เพราะเป็นท่อน้ำเลี้ยงและหัวใจที่สำคัญของระบอบฮุน เซน ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อถามว่ามองการโจมตีที่ตึกกาสิโนอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สแกมเมอร์ต่อให้เป็นบ้านพักหรือห้องแถวก็สามารถเป็นสแกมเมอร์ได้ การทำลายตัวอาคารเป็นเพียงแค่เชิงสัญลักษณ์ แต่ทำไมกัมพูชาถึงเอาทหารไปไว้ในอาคารของสแกมเมอร์ เพราะอาคารเหล่านั้นไม่ได้เป็นฐานปฏิบัติการของสแกมเมอร์แล้ว เขาคงไม่เอาแหล่งเงินกับทหารไปอยู่ใกล้กัน เพราะมีโอกาสที่จะถูกโจมตี คงไม่เป็นแบบนั้น ตนคิดว่าการที่เราโจมตีไปที่ตัวอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ พื้นที่ตัวอาคารที่เป็นฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาในตอนนี้ ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการทำลายสแกมเมอร์ ตนยืนยันว่า การทำลายสแกมเมอร์สำคัญคือการทำลายโครงสร้าง คือพวกบรรดาแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ บุคคลต่างๆ นักการเมืองคนใกล้ชิดของฮุน เซน เข้าไปเกี่ยวข้องนี่คือโครงสร้างที่เราต้องทำลาย นอกจากนั้นคือเงินที่ใช้ในการฟอก วันนี้ตนยังเชื่อว่าการฟอกเงินในไทย ก็ยังเกิดขึ้นต่อไปอย่างมหาศาล ถ้ารัฐบาลยังไม่สั่งให้มีการสำรวจในเรื่องนี้ ควบคู่กับการยึดอายัดทรัพย์กับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ใหญ่หรือการออกหมายแดง หรือดำเนินคดีกับบุคคลต่างๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะปราบปรามสแกมเมอร์ได้

“ถ้าเราปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ได้ บ่อเงินบ่อทองของระบอบฮุน เซนจะยังคงอยู่ นั่นหมายความว่า ถ้าบ่อเงินบ่อทองยังคงอยู่ เครื่องจักรสงครามของเขา ของฮุน เซน ก็ยังคงอยู่ นี่คือสงครามของฮุน เซน เป็นความขัดแย้งที่ต้องขีดเส้นให้ชัดว่าเราไม่ได้เกลียดชังหรือสร้างความเกลียดชังกับชาวกัมพูชา ทั้ง 2 ประเทศตั้งอยู่ตรงนี้และยังอยู่ต่อไป แต่สิ่งสำคัญด้วยคนไม่กี่คนที่มีอำนาจอยู่ในกัมพูชาสามารถสร้างความขัดแย้งตรงนี้ได้ ถ้าเราไม่จัดการตรงนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผมคิดว่าเราเองจะมีความสัมพันธ์ที่ปกติได้ยาก แต่ผมไม่ได้บอกว่าต้องส่งทหารเข้าไปยึดครองอะไร แต่ในทางปฏิบัติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ ผมคิดว่าการลงไปที่สแกมเมอร์ และเรามีความชอบธรรมในฐานะที่เราเสียหาย และส่งผลประโยชน์กับทั่วโลก จะทำให้บทบาทของไทยในฐานะที่เป็นรัฐที่ปราบปรามสแกมเมอร์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และการที่กัมพูชาไม่เห็นด้วยพยายามรุกด้วยวิธีอื่น เป็นเพียงการตอบโต้ของผู้ที่เป็นฝ่ายสแกมเมอร์ที่กำลังต่อสู้กับผู้ที่ปราบสแกมเมอร์แค่นั้นเอง” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตนเป็นกังวลในกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะตอบโต้ ไทยโดยกลไก ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ซึ่งตนคิดว่าการใช้กลไกดังกล่าวเพื่อเป็นการกดดันประเทศไทย เรื่องนี้เราสามารถพลิกแพลงได้ ตั้งแต่ความขัดแย้งรอบที่แล้วที่มีการโจมตี มีลูกระเบิดตกอยู่ในพื้นที่ชุมชนของไทย และมีคนเสียชีวิต ซึ่งตั้งแต่เหตุการณ์นี้จนถึงตอนนี้เราสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและร้องไปที่ ICC ได้เช่นเดียวกัน แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคี แต่กัมพูชาเป็นภาคี เราสามารถใช้จุดเกาะเกี่ยวตรงนี้ สามารถร้องไปที่ศาล ICC ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเราสามารถรุกกกับไปที่กัมพูชา อีกมุมหนึ่งคือสแกมเมอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วโลก และเป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่เราสามารถดำเนินการได้ เพราะสแกมเมอร์ไม่ใช่สร้างความเสียหายแค่การเงิน ยังมีเรื่องค้ามนุษย์ การฟอกเงินด้วย จึงอยากให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้โต้กลับ และทำให้เห็นชัดๆว่าคนที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติคือไม่ใช่ฝ่ายไทย แต่เป็นฝ่ายกัมพูชา

เมื่อถามว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีท่าทีแข็งกร้าว เป็นการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ท่าทีก็เรื่องหนึ่ง แต่ตนให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้มากกว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถสร้างเสถียรภาพต่อประเทศไทยและภูมิภาคนี้อย่างถาวรมากกว่า ซึ่งตนเป็นกังวลในเรื่องของการคิดแนวทางการต่อสู้ ว่าจะมียุทธศาสตร์ภาพรวมเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่คิดให้รอบด้านสุดท้ายการจะสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนต่อพวกเราอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้ ตนหวังว่ารัฐบาลจะมียุทธศาสตร์ในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะโทรหานายอนุทิน จะกลายเป็นลูปเดิมหรือไม่และควรจะเจรจาอะไรบ้าง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า นั่นเป็นสิ่งที่ตนอยากทราบ แน่นอนว่าจะมีมหาอำนาจที่เข้ามา ทั้งทางสว่างและทางมืด ทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ แต่ประเด็นคือจะมีราคาที่เราต้องจ่ายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ควรจะมีการหารือ ทั้งฝ่ายสภาฯ และรัฐบาล ในการที่จะเสนอแนะแนวทาง แต่สิ่งสำคัญคือความชอบธรรม ต้องทำให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความชอบธรรมในเรื่องนี้ ดังนั้น จะเอาชนะสมรภูมิความชอบธรรมให้ได้ ซึ่งการสู้รบกันบริเวณชายแดน ตนไม่สามารถตอบได้ต้องดูวันต่อวัน

นักรบไม่พูดเยอะ ‘แม่ทัพไก่’ มทภ.1เลือดบูรพาพยัคฆ์

นักรบไม่พูดเยอะ ‘แม่ทัพไก่’ มทภ.1เลือดบูรพาพยัคฆ์

นักรบไม่พูดเยอะ ‘แม่ทัพไก่’ มทภ.1เลือดบูรพาพยัคฆ์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

เปิดปูม แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ มทภ.1 นักรบเลือดบูรพาพยัคฆ์ นำทัพทวงพื้นที่คืนทุกตารางนิ้ว

นาทีนี้ชาวไทยคงประจักษ์แล้วถึงความมุ่งมั่นรักษาดินแดนไทยทุกตารางนิ้ว ของเหล่าทหารกล้าทั้งกองทัพภาคที่1 และกองทัพภาคที่ 2

โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 1 ภายใต้บังคับบัญชาของ แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ ที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หรือเพียง 2 เดือน ก่อนที่ศึกชายแดนไทย-กัมพูชา จะปะทุขึ้นอีกครั้ง

ปฏิบัติการ ควบคุมพื้นที่ บ้านคลองแผง , บ้านหนองหญ้าแก้ว  , บ้านหนองจาน อ.โคกสูง คุ้มครองพื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ รวมถึงพื้นที่ อ.คลองหาด เป็นไปอย่างดุเดือด แม้จะเผชิญกับการโจมตีจากทหารกัมพูชาอย่างหนัก

จนสามารถเชิญธงไตรงค์ขึ้นสู่ยอดเสาที่บ้านคลองเผงอีกครั้ง

“แนวหน้าออนไลน์” พาไปดูเส้นทางนักรบ สายเลือดบูรพาพยัคฆ์ แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส ผู้บัญชาการศึกครั้งนี้

แม่ทัพไก่ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 28(จปร.39) เริ่มต้นรับราชการที่กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์(ร.12 รอ.) ค่ายไพรีระย่อเดช จ.สระแก้ว กระทั่งปี 2558 ขณะดำรงตำแหน่ง เสนาธิการ ร.12รอ. ก็ได้รับคำสั่งย้ายไปเป็น รองผบ.พล.ร.2 รอ.ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ต่อมาในปี 2560 ออกจากพื้นที่บูรพาพยัคฆ์ ไปเป็น ผบ.พล.1 รอ. ก่อนขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 แม่ทัพน้อยที่ 1 และเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่1 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

การเริ่มต้นรับราชการที่ ร.12 รอ. ดูแลพื้นที่ อ.วัฒนานคร อ.อรัญประเทศ อ.ตาพระยา อ.โคกสูง เป็นเวลานาน ทำให้เป็นหนึ่งในนายทหารที่ชำนาญพื้นที่ ช่ำชองกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเป็นเรื่องถูกที่ถูกเวลาอย่างยิ่งที่ “แม่ทัพไก่” ขึ้นมานำทัพรักษาอธิปไตย  ในพื้นที่ฝั่งบูรพาของไทยในห้วงเวลานี้

และนี่คือบทพิสูจน์ นักรบไม่พูดเยอะ เขาวัดกันที่ฝีมือ และหัวจิตหัวใจ

ขอบคุณภาพจาก :  Royal Thai Army

เดือดแต่หัวม้วน! ‘สว.รัชนีกร’ทิ้งบอมบ์แฉ‘นักแก้รธน.’ ผลาญเบี้ยประชุมกมธ.ฯครั้งละหมื่น

เดือดแต่หัวม้วน! ‘สว.รัชนีกร’ทิ้งบอมบ์แฉ‘นักแก้รธน.’ ผลาญเบี้ยประชุมกมธ.ฯครั้งละหมื่น

เดือดแต่หัวม้วน! ‘สว.รัชนีกร’ทิ้งบอมบ์แฉ‘นักแก้รธน.’ ผลาญเบี้ยประชุมกมธ.ฯครั้งละหมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

เดือดแต่หัวม้วน! “สว.รัชนีกร”ทิ้งบอมบ์แฉ”นักแก้รธน.” ผลาญเบี้ยประชุมกมธ.ฯครั้งละหมื่น ซัดตัดงบฯรพ.-ภัยพิบัติ-ทหาร มาใช้แก้กติกาประเทศแบบไม่ระวัง สมควรหรือไม่ ด้าน”ปธ.กรรมาธิการฯ”ปัดพัลวัน โต้ไม่จริง ยันไร้มติตอบแทนใคร

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยเริ่มพิจารณาต่อที่มาตรา 256/21 ที่ กมธ.เสียงข้างมาก ระบุให้เบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

ทั้งนี้ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า เรื่องเบี้ยประชุม กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ถูกมองให้ผลประโยชน์ต่างตอบแทนแก่ กมธ.ช่วง 1 ปี ในการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเสียงบฯ เหล่านี้จำนวนมาก แค่เบี้ยประชุมยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้ว ใช้งบ 800 ล้านบาท ให้เบี้ยประชุมครั้งละ 6,000 บาท มาครั้งนี้ในที่ประชุม กมธ.เคยพูดว่า สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป อาจไปกำหนดในพระราชกฤษฎีกาให้เบี้ยประชุมครั้งละ 10,000 บาท เพื่อให้คุ้มค่าการมาทำงานให้ประเทศ

“ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย ควรลดเบี้ยประชุมเหลือ 1,500 – 3,000 บาท เท่าเบี้ยประชุม สส.และ สว.วันนี้ประเทศตัดทั้งงบโรงพยาบาล งบภัยพิบัติ งบทหาร จะมาใช้งบแบบไม่ระวังในการแก้รัฐธรรมนูญ สมควรหรือไม่” น.ส.รัชนีกร กล่าว

ด้าน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.ฯ ชี้แจงว่า ที่ประชุม กมธ.ไม่เคยมีมติให้เพิ่มเบี้ยประชุม กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งละ 10,000 บาท สิ่งที่ น.ส.รัชนีกร พูดไม่เป็นความจริง แต่จะกำหนดเบี้ยประชุมครั้งละเท่าใด ค่อยไปพิจารณาต่อไป ยืนยันว่า ที่ประชุม กมธ.ไม่เคยกำหนดเบี้ยประชุมเพื่อเป็นผลประโยชน์ตอบแทนให้ฝ่ายใดในการร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นด้วยตามที่ กมธ.ฯ เสนอมา

– 006

กระตุกสำนึก‘ฮุน มาเนต’! เสธ.เบิร์ดซัดจุกลืมเกียรติศักดิ์ทหาร เสียแรงจบจากเวสต์พอยต์

กระตุกสำนึก‘ฮุน มาเนต’! เสธ.เบิร์ดซัดจุกลืมเกียรติศักดิ์ทหาร เสียแรงจบจากเวสต์พอยต์

กระตุกสำนึก‘ฮุน มาเนต’! เสธ.เบิร์ดซัดจุกลืมเกียรติศักดิ์ทหาร เสียแรงจบจากเวสต์พอยต์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

กระตุกสำนึก‘ฮุน มาเนต’! เสธ.เบิร์ดซัดจุกลืมเกียรติศักดิ์ทหาร เสียแรงจบจากเวสต์พอยต์

11 ธันวาคม 2568 พล.ท.วันชนะ สวัสดี ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ข้อความฝากถึง ฮุนมาเนต ลูกฮุนเซน

ทหารไทยรบด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นทหาร เรายึดหลักการรบตามกติกาของสุภาพบุรุษในสนามรบ

ธงชาติคู่ศึกเราไม่ทำลายเหยียบย่ำ คู่ศึกยอมแพ้วางอาวุธ เราจับเป็นเชลย ไม่ฆ่าคนไม่มีทางสู้ ไม่พร้อมสู้ ไม่มีอาวุธ

แต่การกระทำตรงข้ามจากนี้ เราเห็นจากทหารเขมร ที่ทำร้ายเข่นฆ่าประชาชนชาวไทยผู้บริสุทธิ์ ไม่จับถืออาวุธต่อสู้ สะท้อนทัศนคติ ผู้นำของกองทัพอย่างฮุนมาเนต คำขอโทษสักคนไม่เคยได้ยิน

เฉไฉและกลบเกลื่อนเกียรติศักดิ์ความเป็นทหารที่ ทำผิดก็กล้ายอมรับผิดมันหายไปไหนหมดสิ้นไม่สมกับการไปร่ำไปเรียนมาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ หรือเวลาการเล่าเรียนที่นั่นไปสามารถขัดเกลากำพืดเดิมได้เลย

ผมพยายามจะเข้าใจว่า ฮุนมาเนต ตอนนี้ไม่ใช่ทหารแล้ว แต่เป็นนักการเมือง อันนี้ก็เข้าใจไม่ได้เลยเช่นกันเพราะ  รร. แห่งนี้ เป็นต้นตำรับกฎและระบบเกียรติศักดิ์(Hornor Code & Hornor System)ปลูกฝังและยึดถือกันในสถาบันทหารทั่วโลกและต้องยึดถือตลอดชีวิต ย้ำอีกครั้ง ตลอดชีวิต

กฎข้อแรกคือ ไม่โกหก ไม่เฉไฉ ยิ่งฮุนมาเนตเป็นผู้นำทางการเมือง ยิ่งสมควรเป็นที่คาดหวังในความซื่อตรงจากประชาชนเพราะเป็นผู้ที่ต้องตัดสินใจใช้กำลังทหารและกำหนดเป้าหมายของชาติ เป็นผู้ที่ประชาชนไว้วางใจ จึงเลือกขึ้นมา(อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าพ่อเลือกมาหรือประชาชนเลือกมา)

ดังนั้น โลกจะยังคาดหวัง เกียรติศักดิ์ จาก Westpointer(ศิษย์เก่าจาก รร. นายร้อย West Point) ได้อยู่หรือไม่ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจะว่าอย่างไร

ฮุนมาเนตคือคำตอบนั้น

Message to Hun Manet, son of Hun Sen

Thai soldiers fight with the honour and dignity of true warriors. We adhere strictly to the gentleman’s rules of the battlefield. We do not desecrate or trample the enemy’s national flag. When opposing troops surrender and lay down their weapons, we take them as prisoners of war. We do not kill those who cannot fight back, who are unarmed, or who are not prepared to engage in combat.

Yet what we see from Cambodian forces is the complete opposite — the killing and harming of innocent Thai civilians who carry no weapons and pose no threat. This reflects the mindset and values of the military leadership under Hun Manet. Not once have we heard a single apology. Only evasion, denial, and an attempt to bury the honour of what a soldier should be. When a soldier commits wrongdoing, true honour is to admit it. Where has that honour gone? Was it never taught, or did all the lessons disappear despite the years spent at the United States Military Academy at West Point? Or perhaps such an education could not refine what lies beneath the surface.

I try to understand that Hun Manet is now no longer a soldier but a politician. Yet even that is difficult to comprehend because West Point is the birthplace of the Honour Code and Honour System — principles upheld by military institutions around the world and expected to guide one’s conduct for life. I repeat: for life.

The first rule: Do not lie. Do not evade.

Especially for a political leader who commands the use of military force and determines the direction of the nation, integrity should be the quality citizens expect most. A leader is entrusted by the people — although in this case, I am not entirely sure whether it was the people who chose you, or your father.

Therefore, the question remains:

Can the world still expect honour from a Westpointer?

What will the alumni and current cadets say?

Hun Manet — you are the answer to that question.

นายกฯเผย‘ทรัมป์’ยังไม่ติดต่อมา ยันพร้อมอธิบายให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม

นายกฯเผย‘ทรัมป์’ยังไม่ติดต่อมา ยันพร้อมอธิบายให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม

นายกฯเผย‘ทรัมป์’ยังไม่ติดต่อมา ยันพร้อมอธิบายให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.34 น.

“นายกฯ”เผย”ทรัมป์”ยังไม่ติดต่อมา พร้อมอธิบายเหตุการณ์อย่างละเอียดให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม รับคุย”อันวาร์”แล้ว

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าจะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและนายกฯกัมพูชา ในวันเดียวกันนี้ ขณะนี้ได้รับสัญญาณแจ้งมาแล้วหรือยัง ว่า ยัง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด เพราะผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลาอยู่แล้ว และทุกคนก็ต้องพยายามที่จะช่วยกัน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่า ดูเหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจกับสื่อทั่วโลก ว่าวันนี้จะได้ข้อยุติจากการคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถ้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์มาหาประเทศไทย ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็จะอธิบายและชี้แจงให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์และพัฒนาการของสถานการณ์ ซึ่งท่านก็คงต้องได้รับฟังอย่างละเอียดจากตน ถ้าท่านจะติดต่อเข้ามา พร้อมเชื่อว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คงมีการชี้แจงข้อมูลในระดับทางการทูตอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า ไทยจะยืนยันในจุดยืน ไม่คล้อยตามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องยืนยันว่าเราต้องรักษาอธิปไตย รักษาประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย

เมื่อถามอีกว่า จะมีเงื่อนไขอะไร ที่ไทยวางไว้ในการกลับไปสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีใครต้องการที่จะมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกราน เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราช และอธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยและได้อธิบายเหตุการณ์ให้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ฟังแล้ว