‘เสธ.เบิร์ด’ฝาก 10 ข้อถึง‘ฮุน เซน’ แฉสาเหตุเลือกวิธีสกปรก หยันกลายเป็นหมาใกล้จนตรอก

‘เสธ.เบิร์ด’ฝาก 10 ข้อถึง‘ฮุน เซน’ แฉสาเหตุเลือกวิธีสกปรก หยันกลายเป็นหมาใกล้จนตรอก

‘เสธ.เบิร์ด’ฝาก 10 ข้อถึง‘ฮุน เซน’ แฉสาเหตุเลือกวิธีสกปรก หยันกลายเป็นหมาใกล้จนตรอก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.25 น.

‘เสธ.เบิร์ด’ลั่น! ‘ฮุน เซน’ใกล้จนตรอก ขู่ทำลายอาวุธร้าย หากใช้คุกคามไทย บอกประเทศที่ 3 ปกป้องกัมพูชา เท่ากับเห็นด้วยกับ‘สแกมเมอร์’

11 ธันวาคม 2568 พล.ท.วันชนะ สวัสดี ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ข้อความฝากถึง ฮุนเซน พ่อ ฮุนมาเนต

1.วิเคราะห์ภูมิประเทศแนวปะทะ ฝั่งไทยเป็นป่าและ ภูเขา การตั้งฐานทหารจึงอยู่กับป่า

ส่วนฝั่งเขมร มีการนำบ้านคนมาตั้งประชิดชายแดน การตั้งฐานทหารของเขมรจึงใช้บ้านคน อาคารเป็นฐานทหาร ที่ตั้งยิงอาวุธและศูนย์ควบคุมอาวุธ (ใช้ประชาชนเป็นโล่)

2.จากข้อ1 การปฏิบัติการของไทย เราใช้หลักป้องกันตนเอง และเมื่อ พิสูจน์ทราบได้อย่างชัดเจนว่าจะมีภัยคุกคามกำลังจะเกิดขึ้นเราจึงต้องทำลายภัยคุกคามนั้น 

3.จากข้อ2 นั่นหมายความว่าถ้าภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้อยู่ที่บ้านใครเราก็ทำลายภัยคุกคามนั้น 

4.จากข้อ3 อาวุธยิงระยะไกลของเขมรก่อนหน้านี้ใช้ป้องกันฮุนเซน ที่พนมเปญ  ถ้าพิสูจน์ทราบได้ว่าจะเป็นภัยคุกคามในระยะเวลาอันใกล้เราก็ทำลาย 

5.จากข้อ4 เมื่อฮุนเซนรักตัวกลัวตายก็มีความจำเป็นที่ต้องขยับอาวุธยิงระยะไกลนั้นให้ห่างจากตัวเองไว้ 

6.จากข้อ5 เพราะปัจจุบันฮุนเซนกำลังตกที่นั่งลำบากทั้งศึกภายในและภายนอก ที่ สั่นคลอนอำนาจของฮุนเซน

7.จากข้อ6 เราจึงไม่เห็นพี่เลี้ยงจากต่างประเทศออกตัวแรงเพื่อปกป้องเขมรเท่าครั้งก่อน

8.จากข้อ7 เพราะถ้าประเทศใดออกตัวปกป้องเขมรก็เท่ากับเห็นด้วยกับ สแกมเมอร์

9.จากข้อ8 บีบให้ฮุนเซน ต้องกลายเป็นหมาใกล้จนตรอกที่จะเลือกวิธีสกปรกตามสันดานเดิม ด้วยการยิงระยะไกลทำร้ายประชาชนชาวไทยผู้บริสุทธิ์  และจะอ้างว่าทำลายที่ตั้งทางทหารของไทย

10.จากข้อ9 เขมรจะอ้างแบบนี้ไม่ได้เพราะทหารไทยไม่ได้ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์  และเราทำการรบด้วย ศักดิ์ศรีของความเป็นทหาร ตามข้อ1

Message to Hun Sen, father of Hun Manet

1. An analysis of the terrain along the line of contact shows that the Thai side consists of forests and mountainous areas, which naturally places Thai military bases within forested terrain. In contrast, the Cambodian side has deliberately built civilian houses right next to the border. As a result, Cambodian military bases are embedded within civilian homes and buildings, using them as firing positions and weapons-control centers, effectively using civilians as human shields.

2. Based on Point 1, Thailand’s military operations are grounded in the principle of self-defense. When there is clear and verified evidence of an imminent threat, we are obligated to neutralize that threat.

3. From Point 2, this means that if an imminent threat is positioned at anyone’s house, that threat will be neutralized — regardless of where it is located.

4. Regarding Point 3, Cambodia’s long-range weapons were previously positioned to protect Hun Sen in Phnom Penh. If credible intelligence indicates that such weapons present an imminent threat, we will destroy them.

5. From Point 4, because Hun Sen prioritizes his own safety above all else, he has no choice but to move those long-range weapons farther away from himself.

6. From Point 5, Hun Sen is currently cornered by both internal and external crises that are shaking the foundations of his power.

7. As stated in Point 6, we therefore do not see foreign patrons stepping forward strongly to defend Cambodia as they did in the past.

8. From Point 7, any country that openly defends Cambodia at this moment would appear to be supporting a scammer.

9. From Point 8, Hun Sen is being pushed into behaving like a cornered animal, resorting to his old, dirty methods — launching long-range attacks that deliberately harm innocent Thai civilians while attempting to claim that he is striking Thai military positions.

10. From Point 9, Cambodia cannot make such claims, because the Thai military does not use civilians as human shields. Our operations are conducted with the honor and professional standards of soldiers, as established in Point 1.

‘ชูวิทย์’ลั่นชาติต้องมาก่อน ฟาด’เท้ง’ไร้ประสบการณ์ ไม่ทันสันดานเผด็จการฮุนเซน

'ชูวิทย์'ลั่นชาติต้องมาก่อน ฟาด'เท้ง'ไร้ประสบการณ์ ไม่ทันสันดานเผด็จการฮุนเซน

‘ชูวิทย์’ลั่นชาติต้องมาก่อน ฟาด’เท้ง’ไร้ประสบการณ์ ไม่ทันสันดานเผด็จการฮุนเซน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.17 น.

‘ชูวิทย์’ลั่นชาติต้องมาก่อน ฟาด’เท้ง’ไร้ประสบการณ์ ไม่ทันสันดานเผด็จการฮุนเซน 

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ชาติต้องมาก่อน เรามีเพื่อนบ้านอย่างประเทศกัมพูชา ที่เป็นเผด็จการครอบครองโดยฮุนเซนมายาวนาน นานจนคิดว่าตัวเองเป็นเสมือน “ไก่ที่ขันทุกเช้า พระอาทิตย์ถึงจะขึ้น” หากไก่ไม่ขัน พระอาทิตย์ก็จะไม่ขึ้น 

เมื่อ “ฮุนเซน” ฝืนธรรมชาติ ปกครองคนเขมรอย่างล้าหลังยากจน แต่ตัวเอง ลูกหลาน บริวารเสวยสุข มีทรัพย์สินเงินทองบารมีล้นหลาม เป็นระบอบเผด็จการสมบูรณ์แบบ ที่ทุกอย่างสั่งการด้วยคนคนเดียว ภาวะจิตวิกลจริต ตื่นตระหนกว่าอำนาจจะหลุดมือ จึงทำทุกวิถีทางทั้งบนดินโดยการฑูต ใต้ดินโดยการแบล็กเมลล์ อัดเสียง ปล่อยรูป ปล่อยคลิป ใช้อาวุธยิงก่อน แล้วทำทีว่าถูกรุกรานจากประเทศใหญ่กว่า 

ในเมื่อประเทศไทยไม่สามารถลบประเทศกัมพูชาออกจากแผนที่ได้ เสมือนคนที่มีเพื่อนบ้านติดกันสันดานแย่ แต่ก็ต้องทนอยู่กันต่อไป ไม่ว่าจะเจรจาพาทีกันกี่ครั้ง สักพักก็กลับไปเหมือนเดิม การรบเพื่อยึดดินแดน แล้วจึงค่อยไปเจรจา จะเป็นการได้เปรียบมากกว่า

อย่าไปคิดว่าเป็นการรังแกประเทศที่เล็กกว่า ในเมื่อประเทศเล็กจริง แต่ทำตัวเกเร ก็ต้องเปิดสงครามสั่งสอน ฮุนเซนคิดว่าไทยเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลบ่อย แต่กัมพูชาไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอดระยะเวลา 40 ปี นี่จึงเป็นโอกาส “End Game“ ปิดระบอบฮุนเซนที่แท้จริงของไทย

แต่หากคนไทยมีความคิดแตกแยก ไม่รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในขณะนี้ ฮุนเซนรู้ว่านักการเมืองไทยมักทะเลาะกันเองเพื่อหาหนทางขึ้นสู่อำนาจ แต่กัมพูชาใช้วิธีกำจัดนักการเมืองที่คิดต่าง ไม่ตายก็ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

จุดอ่อนนี้คนอย่างฮุนเซนที่ครองอำนาจมายาวนานจึงมองไทยทะลุปรุโปร่ง สิ่งที่คุณเท้งพูดจึงมาในวาระที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เรียกว่า “เข้าทางฮุนเซน” หลังเรื่องนี้จบ คุณเท้งจะไปพูดเอาเท่ห์ เสนอไอเดียบรรเจิดเพื่อโน้มน้าวหาเสียงมันก็อีกเรื่อง ทำได้ แต่ย่อมไม่ใช่ตอนนี้ที่กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน 

ผมติงเพราะคุณเท้งแสดงออกถึงความไม่เข้าใจ ไม่มีประสบการณ์ แม้โลกเปลี่ยนไปจริง แต่ระบอบฮุนเซนที่ล้าหลังยังกุมอำนาจอยู่ และหวังจะอยู่ต่อไป หากคิดจะรับมือกับศัตรู ต้องรู้จักศัตรูอย่าง “จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน“ ให้ดีเสียก่อน

รูปถ่าย คลิป หรือวิธีการใต้ดินต่างๆ ที่เผด็จการอย่างฮุนเซนใช้นั้น ไม่มีในหลักสากลของการเจรจา หรือไม่มีผู้นำที่ไหนทำกัน ยกเว้น “จอมสแกมเมอร์โรคจิตฮุนเซน” 

คุณเท้งอาจหวังดี แต่ต้องตระหนักไว้ว่า ”ชีวิต คือ ความจริง ความจริง คือ ประสบการณ์ ประสบการณ์ คือ ความรู้ ความรู้ คือ ความฉลาด” ไม่มีใครเรียนลัดข้ามขั้นตอนได้ หากคุณเท้งไม่มีประสบการณ์ เพราะไม่ได้เรียนรู้ความจริงจากสันดานเผด็จการของฮุนเซนให้เพียงพอ จะไม่สามารถมีความฉลาดในการต่อสู้ หรือแม้แต่เจรจาความกับคนโรคจิตอย่างฮุนเซนได้ 

หลักการของเรื่องนี้ง่ายๆ คือ ”ชาติต้องมาก่อน“ คิดแล้วก็กลุ้มเหมือนกัน หากพรรคประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้วได้ผู้นำที่ไม่มีประสบการณ์ ทำตัวนุ่มนิ่มแบบที่ไม่มีฝ่ายค้านไหนในโลกเขาทำกัน โหวตสนับสนุนให้คนอื่นเป็นรัฐบาล แต่ตัวเองยอมไปเป็นฝ่านค้านนั่งวิพากษ์วิจารณ์คนที่ตัวเองเลือกมากับมือ แทนที่จะไปเป็นรัฐบาลเสียเอง แบบนี้ก็ไม่มีใครทำในโลก 

แล้วหากกัมพูชายิงมา เราไม่ตอบโต้ แต่ยิ้มต้อนรับรอเจรจา ในขณะที่กัมพูชายึดดินแดนของเราไปเรื่อยๆ แล้วเราจะรอเจรจาหาพระแสงด้ามง้าวอะไร? ถามสั้นๆ แบบนี้ คุณเท้งคงตอบได้ ผู้นำต้องเด็ดขาด เมื่อศัตรูมาเขกกระบาลไม่ใช่ยังยิ้มเหมือนไม่มีชั้นเชิง นี่คือสิ่งที่ตอบคำถามพรรคประชาชนว่า ”ประเทศมีทหารไว้ทำไม?“

ชำแหละสูตร‘20 หยิบ 1’คัด กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา

ชำแหละสูตร‘20 หยิบ 1’คัด กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา

ชำแหละสูตร‘20 หยิบ 1’คัด กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.02 น.

ชำแหละสูตร‘20 หยิบ 1’คัด กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา

11 ธันวาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” หัวข้อ “สูตร 20 หยิบ 1  ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่” ระบุว่า…

สูตร 20 หยิบ 1  ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่

หน้าตาของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มชัดเจนเป็นลำไม้ไผ่แล้ว

ใครอยากเป็นกรรมาธิการ นอกจากต้องมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดแล้ว ยังต้องสมัครกับ กกต. พร้อมเขียนวิสัยทัศน์ แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีผู้ร่วมลงนามรับรอง 100 คน และ ต้องไปวิ่งหา สส. หรือ สว. สนับสนุนให้ได้ 20 เสียง

ผู้สมัครที่อยากเป็นกรรมาธิการจากเสียงสนับสนุนของ สส. คงต้องวิ่งหาพรรคการเมือง ยอมอยู่ภายใต้อาณัติพรรคการเมืองและร่างรัฐธรรมนูญภายใต้กรอบความต้องการของพรรคการเมืองที่สนับสนุน  มิเช่นนั้น พรรคไหนจะยอมลงให้ 20 เสียงหรือ

ใครอยากจะได้เสียงสนับสนุนจาก สว. 20 เสียง ต้องวิ่งหาใครนั้น แทบจะเป็นที่รู้ ๆ กัน

คำถามคือ เมื่อเราอยากได้คนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีความเป็นอิสระ ปลอดจากการเมือง ร่างกติกาที่เป็นกลาง ไม่เอื้อประโยชน์ใคร

สมรภูมิการช่วงชิงเสียงข้างมากในกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมืองจะเกิดขึ้นทันทีหากกติกานี้บังคับใช้

ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่  พอเหลาลงไปน่าจะกลายเป็นบ้องกัญชาจริง ๆ

ทรู-มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนฟื้นฟูโรงเรียนในสงขลาจากน้ำท่วม

ทรู-มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนฟื้นฟูโรงเรียนในสงขลาจากน้ำท่วม

ทรู-มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนฟื้นฟูโรงเรียนในสงขลาจากน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

คืนอนาคตที่สดใส พาน้องๆ กลับไปเรียนหนังสือกันอีกครั้ง…ทรู คอร์ปอเรชั่น x มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนเพื่อการศึกษา ฟื้นฟูโรงเรียน จ.สงขลา จากวิกฤตน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

12 ธันวาคม 2568 “หนูอยากกลับไปเรียนหนังสือ” เสียงเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความหวังของเด็กๆ ในจ.สงขลา หลังเผชิญเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ยังคงก้องอยู่ในใจของใครหลายคน และเพื่อส่งต่อโอกาสครั้งใหม่ให้การเรียนรู้เด็กไทยได้เดินหน้าต่อ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ร่วมกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมดีๆ “คืนอนาคตเด็กไทย” ระดมทุนช่วยเหลือนักเรียนกว่า 3,500 คน ใน 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ภายใต้การดูแลของทรู จ.สงขลา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักและครอบครัวนักเรียนได้รับผลกระทบในอุทกภัยครั้งนี้ ด้วยการร่วมสมทบทุนบริจาคเพื่อจัดหาอุปกรณ์ไอซีที สื่อการเรียนรู้ ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการเปิดเรียน เพื่อให้น้องๆ ได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง เล่นกับเพื่อนๆ และเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

วันนี้ หลายโรงเรียนในจ.สงขลา ยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน…ร่วมส่งต่อพลังแห่ง “การให้” ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว พร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่า โดยเงินบริจาคจะถูกส่งตรงถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีภายใต้การดูแลของทรู ในจ.สงขลาที่ได้รับผลกระทบ อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2568 ผ่านระบบระดมทุนเพื่อการศึกษา (CONNEXT ED Crowdfunding) ได้ที่ https://donate.connexted.org/?openExternalBrowser=1

เพราะทุกการสนับสนุน คือการต่อเติมโอกาส…มาร่วมคืนรอยยิ้ม เติมพลังใจ และพาเด็กๆ ทั้ง 18 โรงเรียนใน จ.สงขลา ได้กลับสู่ห้องเรียนอย่างมีความหวังอีกครั้ง

1. โรงเรียนชุมชนบ้านทางควาย อ.จะนะ

2. โรงเรียนบ้านท่าโพธิ์ อ.สะเดา

3. โรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่

4. โรงเรียนบ้านสะพานหัก อ.จะนะ

5. โรงเรียนบ้านหาร อ.บางกล่ำ

6. โรงเรียนวัดคงคาวดี(ศรีสุวรรณโณศึกษา) อ.ควนเนียง

7. โรงเรียนวัดปรางแก้ว อ.คลองหอยโข่ง

8. โรงเรียนบ้านตลิ่งชัน อ.จะนะ

9. โรงเรียนบ้านลำชิง อ.นาทวี

10. โรงเรียนวัดดีหลวง อ.สทิงพระ

11. โรงเรียนวัดประเจียก อ.สทิงพระ

12. โรงเรียนชุมชนบ้านปาดัง อ.สะเดา

13. โรงเรียนบ้านควนโส อ.ควนเนียง

14. โรงเรียนบ้านฉลุง อ.หาดใหญ่

15. โรงเรียนบ้านเกาะหมี อ.หาดใหญ่

16. โรงเรียนวัดเทพชุมนุม อ.หาดใหญ่

17. โรงเรียนในเมือง อ.สทิงพระ

18. โรงเรียนวัดปะโอ อ.สิงหนคร

#ทรูเพื่อคนไทย #TrueTogether

#CONNEXTED #ทรูปลูกปัญญา #Crowdfunding

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่'สมเด็จพระพันปีหลวง' เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.19 น.

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) และพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา พร้อม นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่งกายด้วยเครื่องแบบปกติขาวไว้ทุกข์ เข้าร่วมพิธี

เมื่อนายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ เดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรีจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระสงฆ์ให้ศีล สวดพระพุทธมนต์ เสร็จแล้ว

นายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและผ้าไตรแด่สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ รวมจำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากนั้น เวลา 08.00 น.นายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล ได้ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี

เมื่อแล้วเสร็จ นายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ พร้อมผู้เข้าร่วมพิธี กลับเข้าไปยังตึกสันติไมตรี (หลังใน) นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

“ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คู่สมรส ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อความวัฒนาของชาติบ้านเมือง และยังความผาสุกร่มเย็นแก่ผองพสกนิกร พระเกียรติคุณเป็นที่แซ่ซ้องก้องประจักษ์ ทั้งแก่ปวงชนชาวไทยและนานาอารยประเทศ พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างล้วนคำนึงถึงด้วยสำนึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างมิรู้ลืมเลือน

วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นวาระครบ 50 วัน ปัญญาสมวาร แห่งการเสด็จสวรรคต รัฐบาลจึงกำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และพิธีทางศาสนา 5 ศาสนาขึ้น เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในโอกาสนี้ ขอให้ผู้ที่ชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ และสถานที่ต่าง ๆ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และขอเทิดทูนพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตราบนิจนิรันดร์”

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งแสดงความไว้อาลัย จากนั้น ผู้นำทางศาสนาทำพิธีทางศาสนาตามลำดับ ดังนี้ นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ให้ศีล ประธานสงฆ์ อ่านคำรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระสงฆ์ สวดมาติกา นายกรัฐมนตรีทอดผ้าไตรแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ ผู้นำศาสนาอิสลามกล่าวแสดงความอาลัย ผู้นำศาสนาคริสต์ประกอบพิธีอธิษฐานภาวนา คณะพราหมณ์ประกอบพิธีสวดมนต์ และศาสนาจารย์สวดกีรตันและอัรดาส

เมื่อเสร็จพิธีทางศาสนา นายกรัฐมนตรี ถวายของที่ระลึกแด่ประธานสงฆ์ และมอบของที่ระลึก แด่ผู้นำศาสนารวม 5 ศาสนา จากนั้น กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จพิธี

– 006

‘วัดพุทธบาหลี’มณีแห่งอินโดนีเซีย 14 ปี เชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

‘วัดพุทธบาหลี’มณีแห่งอินโดนีเซีย 14 ปี เชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

‘วัดพุทธบาหลี’มณีแห่งอินโดนีเซีย 14 ปี เชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘วัดพุทธบาหลี’มณีแห่งอินโดนีเซีย 14 ปี เชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวัโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนิเซีย เป็นที่ตั้งของวัดพุทธบาหลี หรือ Bali Meditation Center ซึ่งมีชาวไทย และชาวต่างชาติ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยว ต่างสนใจในเรื่องการนั่งสมาธิ พระครูธีรญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี จึงจัดสอนสมาธิ และความรู้ทางพระพุทธสาสนา แก่ผู้สนใจบนเกาะบาหลี เป็นเวลา 14 ปีมาแล้ว ปัจจุบันมีผู้สนใจธรรมะและพระพุทธศาสนากว่า 17,000 คน จากชนชาติต่าง ๆ ทุกทวีปทั่วโลก จำนวน 112 ประเทศ ได้แก่ อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน จีน จอร์เจีย ฮ่องกง อินเดีย อินโดนิเซีย อิราน อิรัก อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน คาซัคสถาน คูเวต คีร์กีซสถาน ลาว เลบานอน มาเลเซีย มองโกเลีย เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ซาอุดิอาระเบีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย

ตุรกี อุซเบกิสถาน เวียดนาม แอลจิเรีย แคเมอรูน คองโก อียิปต์ เอธิโอเปีย กานา มอริเซียส โมร็อกโค นามิเบีย ไนจีเรีย ปาเลสไตน์ เซเนกัล โซมาเลีย แอฟริกาใต้ ซูดาน แทนซาเนีย ตูนิเซีย อูกันดา ซิมบับเว ออสเตรีย เบลารุส เบลเยียม บัลแกเรีย โครเอเชีย ไซปรัส เช็กเกีย เดนมาร์ก อังกฤษ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศล เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มาซิโดเนียเหนือ มอลตา มอลโดวา โมนาโก มอนเตเนโกร เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย รัสเซีย สก๊อตแลนด์ เซอร์เบีย สโลวะเกีย สเปน สวีเดน ยูเครน สวิตเซอร์แลนด์ เวลส์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก เบอร์มิวดา จาไมกา มาร์ตินีค แอนติกาและบาร์บูดา เบลีซ คอสตาริกา คิวบา เซนต์ลูเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาร์เจนตินา โบลิเวีย บราซิล ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู อุรุกวัย และเวเนซุเอลา

“Bali Meditation Center หรือ วัดพุทธบาหลี ตั้งอยู่เกือบตอนกลางของเกาะบาหลี ในประเทศอินโดนีเซีย วัดพุทธบาหลีเริ่มต้นขึ้นจากการได้เห็นบรรยากาศ และสถานที่ ซึ่งเรียกว่า เป็นเกาะพิเศษแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย อีกทั้ง ยังเป็นประเทศที่มีพลเมืองนับถือศาสนาอิสลามกว่า 90% แต่เกาะบาหลีแห่งนี้ ผู้คนต่างนับถือศาสนาฮินดูเกือบทั้งเกาะ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่ดึงดูดทั้งเรื่องศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ จึงเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เกาะบาหลียังมีโรงเรียนสอนโยคะจำนวนมาก ด้วยว่าศาสนาฮินดูมีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ เทพเจ้า มีการกราบไหว้บูชากันอย่างจริงจัง และเป็นศาสนาที่มีความใกล้เคียงกับศาสนาพุทธพอสมควร เมื่อเห็นเช่นนี้ เราจึงหาสถานที่ในการก่อตั้งวัดพุทธบาลีขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ด้วยพื้นที่ 1 ไร่ครึ่ง หรือประมาณ 2,400 ตาราเมตรเท่านั้น เป็นพื้นที่เล็ก ๆ แต่เราก็สามารถนำมาขยายธรรมะวิชชาธรรมกายได้

จากนั้น ในปี พ.ศ. 2559 ได้มาเจอผู้นำบุญที่จากาตาร์ มาช่วยประสานงานต่าง ๆ จนสร้างวัดเสร็จประมาณ ปี พ.ศ. 2563 แต่ช่วงนั้นเกิดโรคโควิด-19 ระบาด จึงจำเป็นต้องปิดวัด กระทั่งปี พ.ศ. 2565 ได้กลับไปที่วัด ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกหลังสร้างวัดเสร็จแล้ว และได้เริ่มสอนธรรมะด้วยการจัดกิจกรรม “A Journey of Growth & Peace ( การเดินทางแห่งการเติบโตและสันติสุข)” โดยการสอนสมาธิในสถานที่ต่าง ๆ 12 แห่ง บนเกาะบาหลี ทำให้วัดพุทธบาหลี หรือ Bali Meditation Center แห่งนี้ มีชาวท้องถิ่น และชาวต่างชาติสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ผู้สนใจติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ของวัดพุทธบาหลี สามารถติดตามได้ที่ เพจ Facebook Bali Meditation Center : https://www.facebook.com/balimeditation.org และ Website : http://www.balimeditation.org ” พระครูธีรญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี กล่าว

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศที่ส่วนใหญามาเป็นหมู่คณะ เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ”สมเด็จพระพันปีหลวง”ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวัง รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการชัตเตอร์บัส รับ – ส่ง บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

และตลอดวันนี้ ได้มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง และมีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ.นรคศรีธรรมราช, จ.นครสวรรค์, จ.นนทบุรี, จ.นราธิวาส นอกจากนี้ มีน้องใหม่จุฬา 2512, โรงเรียนวังเด็กวัฒนา คณะที่ 1 และคณะที่ 2, คณะนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ การศึกษาพิเศษ (อ.1-ป.6), สถาบันพระปกเกล้า, บริษัทโชคอรุณ ฟุ๊ตแอ็นฟลาวเวอร์, บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด, สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย, คณะครูและนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย (5) คณะที่ 1 และคณะที่ 2, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์การมหาชนม) สำนักนายกรัฐมนตรี, มูลนิธิผึ้งหลวงอัศวิน ร่วมกับกรมส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คณะที่ 1 คณะที่ 2 และคณะที่ 3, โรงเรียนเทพลีลา, บริษัทเลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด,

สำนักงานปลัด กระทรวงกลาโหม, มณฑลทหารบกที่ 11, รายการ Siam ดี me สุข และ TALK ตัว TOP ช่อง TOP NEWS, ตัวแทนครูบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ คณะที่ 1 และคณะที่ 2, นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน, คณะครูและนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย (6) คณะที่ 1 และคณะที่ 2, คณะนักเรียน ชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนรุ่งอรุณ ที่บรรพชา ในโครงการสามเณรน้อย แม่ชีน้อยพบธรรม ครอบครัวพบสุข ครั้งที่ 11 ที่บวช เทิดพระเกียรติและ ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม – 14 ธันวาคม 2568 เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิเป็นล้นพ้นที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการและทรงส่งเสริมช่วยเหลือพสกนิกรให้มีอาชีพมีรายได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ด้าน นางพจนีย์ กลิ่นพิกุล อายุ 58 ปี อาชีพค้าขาย ชาว อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช กล่าวภายหลังเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ ว่า ประมาณปี 2526 สมัยที่ตนยังเด็กเคยรับเสด็จ สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งตามเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จไปที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช และเคยไปรับเสด็จที่ท่านเสด็จไปทรงเยี่นมราษฎรและเสด็จไปโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช สมเด็จพระพันปีหลวงทรง ทรงมีพระเมตตากับประชาชนที่มารับเสด็จเป็นอย่างมาก ทรงพูดคุยกับราษฎรด้วยความไพเราะเป็นกันเอง และจากที่ได้ติดตามข่าวพระองค์ท่านเสด็จไปให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ดีมากๆ เห็นแล้วปลาบปลื้มใจแทนประชาชนที่ได้รับการช่วยเหลือ พระองค์ท่านเป็นแม่ของแผ่นดินคอยช่วยเหลือราษฎร และเป็นแบบอย่างของแม่ที่คอยดูแลลูกๆดูแลประชาชนของประเทศชาติ โครงการพระราชดำริทุกอย่างของพระองค์ล้วนมีประโยชน์กับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก

ทั้งนี้ เนื่องด้วยวันที่ 12 – 13 ธ.ค.2568 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังนี้

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30 – 12.00 น.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 11.00 น.)

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมตั้งแต่เวลา 13.00 – 15.30 น.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 13.00 – 21.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 20.00 น.)

โปรดแต่งกายสุภาพ กรณีเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ สวมชุดสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

– 006

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.51 น.

วธ.เชิดชู ‘ชุมชนบ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ อนุรักษ์ผ้าขิดโบราณ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘ขวัญหอม’ และ ‘สุราไทหล่ม’ สร้างรายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานในพิธีเปิด สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ บ้านท่าช้าง และ พิธีเปิดงานประเพณีเจดีย์ข้าววัดโฆษา ประจำปี 2568 ณ วัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลหัวยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์, นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, หัวหน้าส่วนราชการ, และพี่น้องชาวชุมชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากชุมชน ด้วยการนำ ทุนทางวัฒนธรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์

โดย วธ. ได้คัดเลือกและมอบรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ ในแต่ละปี เพื่อผลักดันให้ชุมชนเหล่านี้เป็น หมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้อัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การดำเนินการนี้จะช่วย สร้างโอกาส สร้างรายได้ และส่งเสริมให้ลูกหลานได้กลับภูมิลำเนา

นอกจากนี้ วธ. ยังได้ขับเคลื่อนนโยบาย unseen ‘ไท ไทย’ 4 ด้าน (ไท-ดั้งเดิม, ไท-ร่วมสมัย, ไท-ประสบการณ์, และ ไท-เชื่อมโยง) โดยใช้ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค

รมว.วธ. ได้กล่าวชื่นชมชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ในการเป็นชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีความรักความสามัคคี และอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก และชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ ‘ประเพณีเจดีย์ข้าว’ ซึ่งเป็นการสืบสานบุญคูณลานเพื่อบูชาพระแม่โพสพ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรม ‘ลงแขกทำนา’ แบบดั้งเดิมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย ขบวนแห่วิถีชีวิตการทำนา, บวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ (โดยชุมชนตำบลห้วยไร่ 200 คน), การแสดงศิลปวัฒนธรรม ‘ฟ้อนถวายอาลัย’, พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอดเจดีย์ข้าว, และการเปิด ตลาดวัฒนธรรม ‘หลวงพระบาง 2’ เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนคุณธรรมพลังบวร และมีผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างมูลค่า อาทิ หัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษา นำผ้าขิดลายดั้งเดิม ‘ลายดอกจันทร์’ มาออกแบบให้ทันสมัยสู่สากล , วิสาหกิจชุมชน แปรรูปมะพร้าวเป็น มะพร้าวแก้ว และ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้ตราสินค้า ‘ขวัญหอม’ และสุราไทหล่ม สุรากลั่นพื้นบ้านจากพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด เช่น ข้าวเหนียว มะขาม และมะพร้าว ภายใต้ตราสินค้า ‘ไทหล่ม’ ที่จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง เพื่อต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

///////-026

กัมพูชาส่งหนังสือด่วนถึง UNSC เรียกร้องให้เข้า “แทรกแซงอย่างเร่งด่วน” กรณีถูกไทยโจมตีชายแดนรุนแรง

กัมพูชาส่งหนังสือด่วนถึง UNSC เรียกร้องให้เข้า "แทรกแซงอย่างเร่งด่วน" กรณีถูกไทยโจมตีชายแดนรุนแรง

11 ธ.ค. 2568 10:23 น.

กัมพูชาส่งหนังสือด่วนถึง UNSC เรียกร้องให้เข้า “แทรกแซงอย่างเร่งด่วน” กรณีถูกไทยโจมตีชายแดนรุนแรง

กัมพูชาส่งหนังสือด่วนถึง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้  “แทรกแซงอย่างเร่งด่วน” ต่อเหตุที่เรียกว่าเป็น การโจมตีด้วยอาวุธอย่างรุนแรงจากกองกำลังไทยตามแนวชายแดนหลายจังหวัด

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 รัฐบาลกัมพูชาส่งหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) เรียกร้องให้เข้ามา “แทรกแซงอย่างเร่งด่วน” ต่อเหตุที่เรียกว่าเป็น การโจมตีด้วยอาวุธอย่างไม่ยั่วยุและทวีความรุนแรง  จากกองกำลังไทยตามแนวชายแดนหลายจังหวัด

นายแก้ว เจีย ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ระบุว่าไทยละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพที่ลงนามร่วมกัน โดยได้เปิดปฏิบัติการข้ามแดนเข้าสู่เขตกัมพูชา

โดยในหนังสือที่ส่งถึงประธาน UNSC  กัมพูชากล่าวหาว่า ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเกิดการปะทะหนักในจังหวัดพระวิหาร และอุดรมีชัย โดยไทยถูกกล่าวหาว่าใช้ รถถัง ปืนใหญ่ โดรน เครื่องบินรบ และควันพิษ โจมตีล้ำเข้าไปในฝั่งกัมพูชา และขยายไปถึงพื้นที่พลเรือนในบันเตียเมียนเจย ก่อนลุกลามถึงพระตะบองและโพธิสัตว์ในวันที่ 10 ธ.ค.

หนังสือยังระบุว่า การยิงโจมตีทำให้ มีประชาชนเสียชีวิต บาดเจ็บ บ้านเรือนเสียหาย โครงสร้างสาธารณะถูกทำลาย รวมถึงพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร มรดกโลกของยูเนสโก 

ผู้แทนกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ระบุว่า กัมพูชาได้ใช้ความอดทนอย่างถึงที่สุด  โดยไม่ยิงตอบโต้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเคารพข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 28 ก.ค. และ ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. พร้อมย้ำว่ากัมพูชายังคงยึดแนวทางสันติ แต่สงวนสิทธิป้องกันตนเอง  ภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรยูเอ็น

ในหนังสือได้เรียกร้องขอ UNSC ดำเนินการทันทีในการประณามการกระทำของไทย พร้อมสั่งหยุดปฏิบัติการทหารทันที และออกข้อบังคับให้ไทยเคารพกฎหมายมนุษยธรรม พร้อมส่งคณะสอบสวนอิสระของยูเอ็น ลงพื้นที่ตรวจข้อเท็จจริง

ท้ายหนังสือยังระบุว่า การกระทำของไทยไม่ใช่เพียงโจมตีกัมพูชา แต่เป็นการท้าทายต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และต่ออำนาจของคณะมนตรีความมั่นคง  พร้อมเตือนว่าความน่าเชื่อถือของยูเอ็นกำลังถูกทดสอบ.

ที่มา Phnom Penh Post

เครดิตภาพ http://www.mfaic.gov.kh

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “อาหารอิตาเลียน” ทั้งการปรุง และการกิน เป็นมรดกโลกด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน "อาหารอิตาเลียน" ทั้งการปรุง และการกิน เป็นมรดกโลกด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

11 ธ.ค. 2568 08:44 น.

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “อาหารอิตาเลียน” ทั้งการปรุง และการกิน เป็นมรดกโลกด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “อาหารอิตาเลียน” ทั้งรูปแบบการปรุงและการกิน เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา สะท้อนอัตลักษณ์สังคม ความผูกพันในครอบครัว ความสำคัญของวัฒนธรรมรับประทานอาหารที่สืบทอดกันมานาน

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการมรดกโลกด้านวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก มีมติขึ้นทะเบียน “อาหารอิตาเลียน” (Italian cuisine) ทั้งรูปแบบการปรุงและการรับประทานอาหาร ไว้ในบัญชีมรดกวัฒนธรรมของโลก โดยระบุว่า “อาหารอิตาเลียน คือแบบอย่างของอัตลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม” และเป็นมรดกทางอารมณ์ที่ข้ามพรมแดนชาติยุโรปไปไกล

โดยยูเนสโกไม่ได้ระบุชื่อเมนูเฉพาะหรือสูตรอาหาร แต่เน้นย้ำความสำคัญของรูปแบบการทำอาหาร ตั้งแต่การนั่งรับประทานอาหารทั้งครอบครัวในวันอาทิตย์ การที่คุณย่าสอนหลานพับแผ่นแป้งตอร์เทลลินี ไปจนถึงการใช้ “การรับประทานอาหารร่วมกัน” เป็นหัวใจของความผูกพันในสังคมอิตาเลียน

คณะกรรมการที่ประชุมในกรุงนิวเดลี ของอินเดีย กล่าวว่าอิตาลียังเน้นถึงความสำคัญของ  ความยั่งยืนและความหลากหลายทางชีววัฒนธรรมในอาหารพื้นบ้าน เน้นวัตถุดิบสดตามฤดูกาล เมนูเรียบง่าย และลดการสูญเสียอาหาร พร้อมสะท้อนอิทธิพลหลากวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค.