อาลัย “โซฟี คินเซลลา” นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน “คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ” เสียชีวิตในวัย 55 ปี

อาลัย "โซฟี คินเซลลา" นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน "คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ" เสียชีวิตในวัย 55 ปี

11 ธ.ค. 2568 08:16 น.

อาลัย “โซฟี คินเซลลา” นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน “คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ” เสียชีวิตในวัย 55 ปี

อาลัย “โซฟี คินเซลลา” นักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงาน “คำสารภาพของสาวนักช้อปฯ” เสียชีวิตในวัย 55 ปี หลังต่อสู้กับโรค มะเร็งสมองชนิดร้ายแรง ซึ่งได้รับการวินิจฉัยมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า “โซฟี คินเซลลา” นักเขียนหญิงชื่อดังชาวอังกฤษ ผู้สร้างปรากฏการณ์นวนิยายเยาวชนชุด “สาวนักช้อป” (Shopaholic) ที่มียอดขายนับล้านเล่ม เสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา ด้วยวัยเพียง 55 ปี หลังการต่อสู้กับโรค มะเร็งสมองชนิดร้ายแรง “กิลิโอบลาสโตมา” (Glioblastoma) ซึ่งได้รับการวินิจฉัยมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565

ทั้งนี้ คินเซลลา ซึ่งมีชื่อจริงว่า มาเดอลีน โซฟี วิคแฮม ผลงานของเธอเริ่มโด่งดังจากเรื่อง “คำสารภาพของสาวนักช้อป” (The Secret Dreamworld of a Shopaholic) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2543 เล่าเรื่องหญิงสาวนักข่าวการเงินที่ใช้เงินเกินตัวจนชีวิตวุ่นวาย ก่อนจะกลายเป็นซีรีส์นวนิยายต่อเนื่องรวมกว่า 10 เล่ม มียอดขายทั่วโลกมากกว่า 45–50 ล้านเล่ม และแปลเป็นหลายสิบภาษา นอกจากนี้ยังได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูด ทำให้ชื่อของเธอยิ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก.

ที่มา BBC

เครดิตภาพ Instagram/ sophiekinsellawriter

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

11 ธ.ค. 2568 07:10 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่นอกชายฝั่งของเวเนซุเอลา อ้างเป็นเรือขนน้ำมันผิดกฎหมายที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมานานแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เพิ่งบุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่นอกชายฝั่งประเทศเวเนซุเอลา โดยนายทรัมป์อ้างว่า นี่เป็นเรือบรรทุกน้ำมันลำใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯ เคยยึดมา

ด้าน น.ส.แพม บอนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวว่า สำนักงานสืบสวนกลาง (FBI), ทีมสืบสวนของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ และหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม ดำเนินการยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวตามหมายศาล

น.ส.บอนดีเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมานานหลายปีแล้ว เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมายจากเวเนซุเอลากับอิหร่าน เพื่อสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ

สหรัฐฯ ยังเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 45 วินาที แสดงให้เห็นนาทีที่ทหารสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ด้วยเฮลิคอปเตอร์

ทั้งนี้ การยึดเรือดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ สหรัฐฯ ได้เพิ่มกำลังทหารในน่านน้ำแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมากขึ้น โดยมีปฏิบัติการที่พวกเขาอ้างว่า เป็นการต่อต้านการค้ายาเสพติดเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โจมตีเรือต้องสงสัยไปแล้วนับสิบลำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ

รัฐบาลเวเนซุเอลากล่าวหาสหรัฐฯ ว่า กำลังพยายามโค่นล้มประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ซึ่งเวเนซุเอลาตอบโต้ด้วยการส่งเรือรบและโดรนลาดตระเวนชายฝั่ง และเสริมกำลังทหารตามแนวชายแดน.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี

11 ธ.ค. 2568 06:43 น.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่ยังไม่ฟันธงว่าการประชุมครั้งต่อไปจะลดอีกหรือไม่ ขณะที่นายทรัมป์เรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยเพิ่มอีกเท่าตัว

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ โดยลดลงอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 3.50% ถึง 3.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามปี แม้จะมีความเห็นไม่ลงรอยกันว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่

ผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีความเห็นไม่ตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่สำคัญที่สุด 2 อย่างสำหรับตลาดคือ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง กับ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ได้อย่างไร โดยการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของเฟดที่เผยแพร่ในวันพุธ ชี้ว่าจะยังคงมีการลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีหน้า แต่ข้อมูลใหม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า ธนาคารกลางต้องการเวลาเพื่อดูว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งสามครั้งของเฟดในปีนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง และเสริมว่าผู้กำหนดนโยบายจะพิจารณาข้อมูลที่เข้ามาอย่างใกล้ชิด ก่อนการประชุมครั้งต่อไปของ Fed ในเดือนมกราคม

ท่าที่ของนายพาวเวลล์ทำให้ผู้ที่คาดหวังให้อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจ แต่เขายืนยันว่า เฟดกำลังเผชิญกับ “สถานการณ์ที่ท้าทายอย่างมาก” เนื่องจากต้องรับมือกับความเสี่ยงของทั้งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการว่างงาน เพราะ “คุณไม่สามารถทำสองสิ่งไปพร้อมกันได้”

การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายของเฟดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยมีคณะกรรมการเฟด 3 คนคัดค้าน บ่งชี้ถึงความแตกต่างทางความคิดที่กว้างขึ้นในธนาคารกลางเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นายสตีเฟน มีแรน ซึ่งลาพักงานจากตำแหน่งผู้นำสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ โหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ยมากถึง 0.5% ไม่ใช่แค่ 0.25% ส่วนนายออสแทน กูลสบี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก และนายเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแคนซัสซิตี้ โหวตให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

ด้านนายทรัมป์ซึ่งเรียกร้องให้นายพาวเวลล์ลดอัตราดอกเบี้ยมาตลอดกล่าวหลังการประชุมเมื่อวันพุธว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้น น่าจะเพิ่มขึ้นได้ “อย่างน้อยสองเท่า” และว่าสหรัฐฯ ควรเป็นประเทศที่มี “อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในโลก”

ทั้งนี้ ผลจากการชัตดาวน์ครั้งยาวนานที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ผู้กำหนดนโยบายขาดข้อมูลบางส่วน เกี่ยวกับสถานะของเศรษฐกิจ แต่ความกังวลเกี่ยวกับตลาดงานที่ชะลอตัวลง ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ตัวเลขจากกระทรวงแรงงานในรายงานฉบับล่าช้าซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่า อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4.3% เป็น 4.4% ในเดือนกันยายน การลดอัตราดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงาน ด้วยการสร้างต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลงสำหรับธุรกิจ

ความกังวลเกี่ยวกับ เงินเฟ้อที่เกิดจากภาษีศุลกากร เคยเป็นประเด็นสำคัญในช่วงต้นปีนี้ เมื่อนายทรัมป์ผลักดันภาษีศุลกากรครั้งใหญ่กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดหลายรายของสหรัฐฯ

อัตราเงินเฟ้อตอนนี้ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% ของเฟด โดยในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 3% เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนมกราคม

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า ในขณะที่ภาษีศุลกากรดูเหมือนจะผลักดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการให้สูงขึ้น แต่การอ่านค่าเงินเฟ้อที่ไม่รุนแรงอย่างที่คาดไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เฟดสามารถมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นตลาดแรงงานโดยการลดอัตราดอกเบี้ยได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย

เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย

11 ธ.ค. 2568 03:39 น.

เซเลนสกีลั่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากพันธมิตรรับรองความปลอดภัย

เซเลนสกียืนยัน พร้อมจัดการเลือกตั้ง หากชาติพันธมิตรรวมถึงยุโรปกับสหรัฐฯ รับรองความปลอดภัย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหายูเครนว่าใช้สงครามเป็นข้ออ้างเพื่อไม่จัดการเลือกตั้ง

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาประกาศว่า ยูเครนพร้อมจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดย้ำอีกครั้งว่า ยูเครนกำลังใช้สงครามเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดการเลือกตั้ง

วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 5 ปีของนายเซเลนสกีควรสิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 แต่การเลือกตั้งในยูเครนถูกระงับไว้ตั้งแต่มีการประกาศกฎอัยการศึก หลังรัสเซียยกทัพบุกโจมตีพวกเขาเต็มรูปแบบเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565

นายทรัมป์พูดเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว โพลิติโก (Politico) ซึ่งเขาแสดงความเห็นในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องสงครามยูเครน

เซเลนสกีพูดกับสื่อหลังบทสัมภาษณ์ของนายทรัมป์ถูกเผยแพร่ออกมา โดยระบุว่า การเลือกตั้งสามารถจัดขึ้นได้ภายใน 60 ถึง 90 วันข้างหน้า หากความปลอดภัยสำหรับการลงคะแนนเสียงได้รับการรับประกัน ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ และเขาจะขอให้มีการร่างข้อเสนอที่สามารถแก้ไขกฎหมายได้

“ตอนนี้ผมกำลังร้องขอ และผมขอกล่าวอย่างเปิดเผยว่า ขอให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือผม อาจจะร่วมกับเพื่อนร่วมงานชาวยุโรปของเรา เพื่อรับรองความปลอดภัยสำหรับการเลือกตั้ง” นายเซเลนสกีกล่าว

“ผมเชื่อว่าเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนของเราเป็นอันดับแรก และนี่คือคำถามสำหรับประชาชนยูเครน ไม่ใช่ประชาชนของประเทศอื่น ๆ ด้วยความเคารพต่อพันธมิตรของเราทุกท่าน”

“ผมได้ยินคำพูดเป็นนัยว่า เรากำลัง ยึดติดกับอำนาจ หรือผมกำลัง ยึดติดกับตำแหน่งประธานาธิบดี … และว่านั่นคือเหตุผลที่สงครามยังไม่จบ” นายเซเลนสกีกล่าวต่อ “นี่เป็นการเล่าเรื่องที่ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง”

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งในยูเครนกลายเป็นเรื่องถูกรัสเซียใช้โจมตีผู้นำยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า นายเซเลนสกีเป็นผู้นำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหมดวาระดำรงตำแหน่งไปแล้ว และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าการจัดเลือกตั้งท่ามกลางภาวะสงครามจะมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ทหารที่ประจำการอยู่แนวหน้าอาจไม่สามารถลงคะแนนได้ หรืออาจจำเป็นต้องได้รับอนุญาตให้ลาเพื่อไปลงคะแนน และการลงคะแนนเสียงใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ซับซ้อน

สส.ฝ่ายค้านของยูเครนบอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า การลงคะแนนเสียงดังกล่าวจะมีความยุติธรรมก็ต่อเมื่อชาวยูเครนทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ รวมถึงทหารที่กำลังต่อสู้ในแนวหน้าด้วย

ด้าน น.ส.เลเซีย วาซีเลนโก จากพรรคโกลอส (Golos) ยังบอกกับรายการ Newsday ของ BBC World Service ว่า “การเลือกตั้งไม่เคยเป็นไปได้ในช่วงสงคราม” โดยอ้างถึงการระงับการเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เล็งตรวจสอบ การใช้โซเชียลย้อนหลัง 5 ปี ก่อนอนุญาตเข้าประเทศ

สหรัฐฯ เล็งตรวจสอบ การใช้โซเชียลย้อนหลัง 5 ปี ก่อนอนุญาตเข้าประเทศ

11 ธ.ค. 2568 03:03 น.

สหรัฐฯ เล็งตรวจสอบ การใช้โซเชียลย้อนหลัง 5 ปี ก่อนอนุญาตเข้าประเทศ

สหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการใหม่ โดยอาจตรวจสอบประวัติการใช้โซเชียลมีเดียของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้าสู่สหรัฐฯ ย้อนหลังนานถึง 5 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ธ.ค. 2568 ว่า นักท่องเที่ยวจากหลายสิบประเทศรวมถึงสหราชอาณาจักร อาจถูกขอให้เปิดเผยประวัติการใช้โซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี เพื่อเป็นเงื่อนไขในการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ตามข้อเสนอมาตรการใหม่ซึ่งเปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ

เงื่อนไขใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่มาจากหลายสิบประเทศที่มีคุณสมบัติในการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วันโดยไม่ต้องใช้วีซ่า ตราบใดที่พวกเขากรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการอนุมัติการเดินทาง (ESTA)

นี่เป็นหนึ่งในความพยายามล่าสุดของรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการเพิ่มความเข้มงวดในการเข้าสู่สหรัฐฯ ให้มากขึ้น โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า แผนการใหม่นี้อาจเป็นอุปสรรคให้กับผู้ที่อาจต้องการมาเยือนสหรัฐฯ หรือละเมิดสิทธิทางดิจิทัล

สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าในปี 2569 เนื่องจากพวกเขาจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกชายร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก และจะได้เป็นเจ้าภาพการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสในปี 2571

สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) กับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เป็นผู้เสนอมาตรการดังกล่าว ผ่านวารสาร Federal Register ของสหรัฐฯ

นอกเหนือจากการรวบรวมข้อมูลโซเชียลมีเดียแล้ว เอกสารใหม่นี้ยังเสนอให้มีการเก็บรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมล ที่ผู้สมัครใช้ในช่วงห้าปีและสิบปีที่ผ่านมาตามลำดับ รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาด้วย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จะดำเนินการตรวจสอบภาพรวมการใช้งานออนไลน์ ทั้งสำหรับผู้ยื่นขอเข้าสหรัฐฯ กับสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา และจะต้องตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโปรไฟล์โซเชียลมีเดียทั้งหมดให้เป็น “สาธารณะ” (public) เพื่อให้การคัดกรองนี้สามารถทำได้

ประกาศบนเว็บไซต์ของสถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเม็กซิโกระบุว่า ผู้ขอวีซ่าบางประเภทจะต้องระบุ “ชื่อผู้ใช้” โซเชียลมีเดียทั้งหมดในทุกแพลตฟอร์มที่พวกเขาใช้งานในช่วงห้าปีที่ผ่านมา โดยหากข้อมูลโซเชียลมีเดียใด ๆ ไม่ถูกระบุ อาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธวีซ่า ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

11 ธ.ค. 2568 01:05 น.

สื่อนอกตีข่าว ไทยปะทะกัมพูชา อพยพรวมแล้วครึ่งล้าน

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เหตุปะทะกันบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาทำให้มีผู้ที่ต้องอพยพแล้วมากกว่า 500,000 คน ขณะที่นานาชาติกำลังหาทางให้ทั้งสองฝ่ายยุติความรุนแรง

สำนักข่าว เอเอฟพี รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 จำนวนประชาชนที่ต้องอพยพหนีการปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 500,000 คนแล้ว โดยจำนวนมากต้องไปหลบภัยอยู่ตามวัด, โรงเรียน และพื้นที่ปลอดภัยอื่นๆ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การปะทะครั้งล่าสุดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 ศพ ซึ่งรวมถึงทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา ขณะที่มีประชาชนมากกว่า 500,000 คน ต้องหลบหนีออกจากพื้นที่ชายแดนที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่มีการสู้รบด้วยเครื่องบินขับไล่ รถถัง และโดรน

นักข่าวของ AFP ในเมืองสำโรง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ได้ยินเสียงปืนใหญ่ถูกยิงเข้ามาจากทิศทางของปราสาทเก่าแก่นับศตวรรษในพื้นที่ชายแดนข้อพิพาท เมื่อช่วงเช้าวันพุธ พอถึงช่วงบ่าย ครอบครัวหลายร้อยชีวิตก็ออกจากวัดใกล้เมืองสำโรง ที่พวกเขามาอาศัยตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า มันไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว

ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องการปักปันเขตแดนสมัยอาณานิคมตามแนวชายแดนยาว 800 กิโลเมตร ซึ่งการอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทโบราณได้ลุกลามกลายเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธ

การปะทะกันในสัปดาห์นี้ถือเป็นการต่อสู้ที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การสู้รบห้าวันในเดือนกรกฎาคมที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบราย ก่อนจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางตามมา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นฝ่ายเริ่มความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นมาใหม่นี้ ซึ่งเมื่อวันอังคารได้ขยายวงไปสู่ ห้าจังหวัด ของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา ตามการนับรวมข้อมูลจากรายงานอย่างเป็นทางการของ AFP

นายสุรสรรค์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทยบอกกับผู้สื่อข่าวในวันพุธว่า มีพลเรือนมากกว่า 400,000 คน ถูกอพยพไปยังที่หลบภัยแล้ว ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีชาวบ้านอพยพมากกว่า 101,000 คน

ด้านนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวในวันพุธว่า เขาได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชาเมื่อวันอังคาร แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนใด ๆ เกิดขึ้น ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขากำลังวางแผนที่จะโทรศัพท์หาผู้นำไทยกับกัมพูชาในวันพฤหัสบดีนี้เพื่อหยุดการปะทะ โดยระบุว่า “ผมคิดว่าพวกเขาจะเข้าใจ”

ส่วนนายโฟลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) กล่าวต่อผู้สื่อข่าวในเจนีวาว่า ข้อตกลงระหว่างไทยและกัมพูชา “ยังไม่สามารถนำไปสู่การคุ้มครองพลเรือนในภาคพื้นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ก็ทรงเรียกร้องให้ไทยกับกัมพูชาหยุดยิง และทรงสวดภาวนาให้กับผู้ที่ต้องหลบหนีจากการสู้รบครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

10 ธ.ค. 2568 22:23 น.

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

กัมพูชาอ้าง กองทัพไทยโจมตีทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมเด็กทารก และบาดเจ็บอีก 46 ราย พร้อมเรียกร้องให้ไทยหยุดโจมตีและเคารพข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพ

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 กระทรวงกลาโหมของประเทศกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอ้างว่า การโจมตีของกองทัพไทยบริเวณชายแดน ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมถึงทารก 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บที่เป็นพลเรือนอีก 46 ราย

กระทรวงกลาโหมยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ ประณามไทยอย่างรุนแรง ต่อการละเมิดปฏิญญาร่วมและการก่ออาชญากรรมสงครามและการกระทำที่ผิดกฎหมายซ้ำ ๆ ของไทย และเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ต่อการละเมิดที่อุกอาจดังกล่าว

โพสต์ระบุอีกว่า กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดทันที และถอนกำลังทหารออกจากบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงหลีกเลี่ยงการกระทำที่รุนแรงอันเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง, ปฏิญญาร่วม ตลอดจนพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความจริงใจ, สุจริต, และเจตนาที่ดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

Rado เปิดบูติกแห่งแรกในกรุงเทพฯ เผยโฉมรุ่นลิมิเต็ด พร้อมแคมเปญเฉลิมฉลองปลายปี

Rado เปิดบูติกแห่งแรกในกรุงเทพฯ เผยโฉมรุ่นลิมิเต็ด พร้อมแคมเปญเฉลิมฉลองปลายปี

Rado เปิดบูติกแห่งแรกในกรุงเทพฯ เผยโฉมรุ่นลิมิเต็ด พร้อมแคมเปญเฉลิมฉลองปลายปี

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองปลายปีของ Rado เปิดฉากขึ้นอย่างงดงาม ณ ใจกลางกรุงเทพฯ กับอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ การเปิดบูติกแห่งแรกอย่างเป็นทางการ ณ เซ็นทรัล พาร์ค ตอกย้ำตัวตนของนาฬิกาสัญชาติสวิสที่โดดเด่นด้านวัสดุศาสตร์และการออกแบบล้ำสมัย พร้อมเผยโฉมรุ่นลิมิเต็ด True Square Open Heart x Ji Chang-wook   และเปิดตัวแคมเปญระดับโลก Holiday Fantasy Journey เพื่อเติมเต็มสีสันแห่งเทศกาลในแบบมหัศจรรย์ที่สุดของปี

การเปิดบูติกแห่งแรกของ Rado ณ เซ็นทรัล พาร์ค โดย Adrian Bosshard – CEO ของ Rado เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติคับคั่ง ดีไซน์ร้านถ่ายทอดเอกลักษณ์ “Master of Materials” ผ่านเส้นสายร่วมสมัย วัสดุคุณภาพสูง และงานฝีมือแบบสวิส บรรยากาศภายในหรูหรา อบอุ่น และร่วมสมัยอย่างลงตัว โดยมี Ji Chang-wook ซูเปอร์สตาร์เกาหลีและแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ปรากฏตัวพร้อมออร่าอบอุ่น ร่วมตัดริบบิ้นเปิดร้านกับผู้บริหารของ Rado สร้างช่วงเวลาน่าประทับใจให้ผู้ร่วมงานทุกคน

ภายในงานเปิดบูติก แขกผู้มีเกียรติยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวรุ่นพิเศษ True Square Open Heart x Ji Chang-wook อย่างเป็นทางการ โดยเป็นการพัฒนาจากดีไซน์ไอคอนิกของ Rado มาพร้อมฝาหลังสลักลายเซ็นของ Ji Chang-wook ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเรือน และผลิตจำนวนจำกัดเพื่อคอลเลกชันนี้โดยเฉพาะการเปิดตัวครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และแฟนๆ ที่มาร่วมงานอย่างอบอุ่น ทำให้การเฉลิมฉลองของแบรนด์ในประเทศไทยปีนี้โดดเด่นประทับใจและมีพลังยิ่งขึ้น

Ji Chang-wook นักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์จากเกาหลีและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Rado ตั้งแต่ปี 2023 เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ดีไซน์ งานประกอบ ไปจนถึงการทำงานกับวัสดุไฮเทคเซรามิกซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของเขาในทุกกระบวนการ ทำให้ True Square Open Heart x Ji Chang-wook ถ่ายทอดทั้งตัวตนของศิลปินและดีเอ็นเอของ Rado ได้อย่างลงตัว ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แข็งแรงระหว่างแบรนด์และแอมบาสเดอร์ในระดับสากล

ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองปลายปียังคงดำเนินต่อไป เมื่อ Rado เปิดตัวแคมเปญระดับโลก Holiday Fantasy Journey พาทุกคนก้าวสู่สามดินแดนมหัศจรรย์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรือนเวลาไฮไลท์ประจำปี ได้แก่ True Square Open Heart, Captain Cook High-Tech Ceramic Chronograph, และ Centrix Diamonds สะท้อนจิตวิญญาณด้านวัสดุศาสตร์และดีไซน์ล้ำสมัยของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

ทั้งสามเรือนเวลาและดินแดนแฟนตาซี ต่างสะท้อนมนต์เสน่ห์ ความลึกลับ และหัวใจของเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง RADO เชิญชวนคนรักนาฬิกาทั่วโลกให้ “ดื่มด่ำกับช่วงเวลา” และร่วมส่งต่อความหมายของช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในแบบที่เป็นตัวคุณเอง สะท้อนวิสัยทัศน์อันชัดเจนว่า “ทุกเรือนเวลาจะพาคุณดื่มด่ำกับช่วงเวลา และเฉลิมฉลองเรื่องราวสำคัญในชีวิต”

realme เปิดตัวแคมเปญประกวดถ่ายภาพระดับโลกในไทย ชวนปล่อยพลังสร้างสรรค์ เก็บโมเมนต์ที่เป็น ‘ตัวตนจริงของคุณ’

realme เปิดตัวแคมเปญประกวดถ่ายภาพระดับโลกในไทย ชวนปล่อยพลังสร้างสรรค์ เก็บโมเมนต์ที่เป็น ‘ตัวตนจริงของคุณ’

realme เปิดตัวแคมเปญประกวดถ่ายภาพระดับโลกในไทย ชวนปล่อยพลังสร้างสรรค์ เก็บโมเมนต์ที่เป็น ‘ตัวตนจริงของคุณ’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

realme (เรียลมี) กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้วงการไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแคมเปญถ่ายภาพระดับสากล  “realme Photography Awards“ ภายใต้คอนเซป “SHARE YOUR REAL MOMENT” ที่ชวนผู้ใช้ realme ทั่วโลก รวมถึงชาวไทย มาร่วมปล่อยพลังครีเอทีฟ เก็บโมเมนต์ที่เป็น “ตัวตนจริงของคุณ” ผ่านการประกวดภาพถ่ายออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เล่าเรื่องในแบบของตัวเองอย่างอิสระ พร้อมเติมความสนุกให้เดือดกว่าเดิมด้วยกิจกรรม พิเศษ “Real Festive Moments” บนเพจเฟซบุ๊ก realme Thailand ที่ให้แฟน ๆ ได้ฉลองโมเมนต์ดี ๆ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีของแห่งความสุขแบบมีสไตล์ และเปล่งประกายในแบบที่เป็นคุณที่สุด

ความยิ่งใหญ่นี้ต่อยอดด้วยการแข่งขันถ่ายภาพภายใต้คอนเซป “SHARE YOUR REAL MOMENT” บนเว็บไซต์ realme Global (ลิงค์ร่วมกิจกรรม : https://bit.ly/PhotographyAwards2026)  ที่เปิดรับภาพถ่ายจากผู้ใช้สมาร์ตโฟน realme ทุกประเทศ ภายใต้โจทย์ที่คอนเฟิร์มความ “เรียล” เล่าโมเมนต์จริง ถ่ายทอดอารมณ์จริง และโชว์ตัวตนที่แท้จริงของผู้ถ่าย ผ่านภาพที่ต้องมีลายน้ำยืนยัน พร้อมคำบรรยายที่โดนใจ ก่อนอัปโหลดผลงานตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน 2568 – 30 มิถุนายน 2569 เพื่อลุ้นรางวัลรวมกว่า 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสุดยอดผู้ชนะทั้ง 4 รางวัล บอกเลยว่านี่คือเวทีที่คนรักการถ่ายภาพไม่ควรพลาด

ด้านประเทศไทย realme Thailand เสริมความพิเศษแบบจัดเต็มกับกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ “Real Festive Moments” บนเพจเฟซบุ๊ก realme Thailand เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แชร์โมเมนต์ เฉลิมฉลองที่ทำให้หัวใจเต้นแรง จะเป็นปาร์ตี้กับแก๊งเพื่อน ทริปสุดพิเศษกับคนสำคัญ หรือช่วงเวลาอบอุ่นกับ ครอบครัวก็มาได้หมด! เพียงถ่ายภาพด้วยสมาร์ตโฟน realme ใส่ลายน้ำ และเขียนแคปชันเล่าโมเมนต์ที่คุณรัก จากนั้นโพสต์ใต้โพสต์กิจกรรม ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2568 – 12 มกราคม 2569 ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลสุดปัง ทั้ง realme 15 Pro จำนวน 1 เครื่อง และ realme Buds Clip อีก 2 รางวัล

ตลอดแคมเปญทั้งในคอนเซป “SHARE YOUR REAL MOMENT” และ “Real Festive Moments” ไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวดภาพถ่ายทั่วไป แต่คืออีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้กล้าเล่าเรื่องราวจาก มุมมองของตัวเองอย่างอิสระ ผ่านภาพที่สะท้อนความหมายของโมเมนต์สำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟ ที่เติมสีสันให้ค่ำคืนปาร์ตี้ เสียงหัวเราะของเพื่อนที่ทำให้วันธรรมดาพิเศษขึ้นทันที หรือช่วงเวลาพักผ่อนเรียบง่าย ที่ซ่อนความรู้สึกดีๆ ไว้อย่างเต็มเปี่ยมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

realme เชื่อมั่นในพลังของภาพถ่ายที่สามารถถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากโมเมนต์เล็ก ๆ และส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมาร์ตโฟนของ realme เข้าใจ “ตัวตนที่แท้จริง” ของผู้ใช้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางที่อยู่เคียงข้างในทุกโมเมนต์สำคัญของชีวิตไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายหรือเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด รวมถึงข่าวสารกิจกรรมต่าง ๆ จาก realme Thailand ผ่านช่องทาง Facebook: (https://www.facebook.com/realmeTH)  Instagram: (https://www.instagram.com/realme_thailand)  Tiktok: (https://www.tiktok.com/@realme_thailand)  Twitter: (https://twitter.com/realmeTH)  Youtube: (https://www.youtube.com/@realmeThailandTH)

​Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ ยกระดับพื้นที่..สู่ ‘เมืองเรียนรู้สุขภาวะ’

​Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ ยกระดับพื้นที่..สู่ ‘เมืองเรียนรู้สุขภาวะ’

​Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ ยกระดับพื้นที่..สู่ ‘เมืองเรียนรู้สุขภาวะ’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ สสส. สานพลัง จ.ระยอง ขับเคลื่อน “เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” เปิดงาน The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong เผาผลาญพลังงานรวมกว่า 1.8 ล้านแคลอรี หนุนเศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียนกว่า 3 ล้านบาท ชูการดำเนินงานเชิงพื้นที่เฉพาะ Specific Area-Based ที่ใช้ Data-driven สร้างความร่วมมือพหุภาคีรัฐ–เอกชน–ท้องถิ่น–ภาคประชาสังคม

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จ.ระยอง จัดกิจกรรมเดิน–วิ่ง “The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong” เพื่อรวมพลังสร้างเมืองแห่งสุขภาวะ และยกระดับ จ.ระยอง ให้เป็นพื้นที่สุขภาพดีในทุกมิติ ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคี ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม โดยใช้กลไกการขับเคลือนงานสร้างเสริมสุขภาพเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญในพื้นที่เฉพาะ ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูเป็นฐานในการออกแบบมาตรการและกิจกรรม โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีวิถีชีวิตสุขภาวะของประชาชน และร่วมสร้างสังคมเข้มแข็งบนฐานแนวคิด “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ”

นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง กล่าวว่า การอยู่ใน “เมืองที่ดี” หรือ “เมืองสุขภาวะ” เป็นสิทธิและปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนอย่างสำคัญ เมืองในฐานะกลไกสร้างเสริมสุขภาวะ จึงต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านกายภาพและสังคม เพื่อให้เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี ได้แก่ 1.การมีสภาพแวดล้อมเมืองและธรรมชาติที่ดี สะอาด ปลอดภัย 2.การมีแหล่งผลิตและจำหน่ายอาหารปลอดภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ 3.การมีพื้นที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 4.โอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง 5.การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านกิจกรรมการมีส่วนร่วม 6.การมีสวนสาธารณะและพื้นที่นันทนาการสีเขียวที่เพียงพอและครอบคลุม

“เมืองสุขภาวะ คือ ปัจจัยพื้นฐานที่จะส่งเสริมสิทธิของประชาชนทุกคนให้เข้าถึงการมีสุขภาพอย่างเสมอภาค เราจำเป็นต้องพัฒนาทั้งด้านกายภาพ–สังคมอย่างต่อเนื่อง จ.ระยอง มีต้นทุนสำคัญจากความร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มคนและหน่วยงานหลากหลาย ทั้งภาครัฐ สาธารณสุข เอกชน ชุมชน และประชาสังคม ซึ่งล้วนเห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตประชาชน จึงเชื่อมั่นว่าระยองสามารถพัฒนาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ควบคู่กับการเป็นเมืองแห่งสุขภาวะของทุกคน รวมถึงคนรุ่นต่อไปได้อย่างแน่นอน” นายเรืองฤทธิ์ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลของสำนักพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กลุ่มงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย พบว่าอายุคาดเฉลี่ยและอายุคาดเฉลี่ยการมีสุขภาวะของประชาชนจัง จ.ระยอง มีแนวโน้มลดลง และมีโอกาสเผชิญภาวะติดเตียงก่อนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ฐานข้อมูลสถิติระหว่างปี 2561–2566 ระบุว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุที่ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดของจังหวัดระยอง สะท้อนปัญหาสุขภาพสำคัญจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ภาวะน้ำหนักเกิน รวมถึงอุบัติเหตุ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม และถือเป็นภัยสำคัญต่อผลิตภาพแรงงานและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจ และยังก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“ตั้งแต่ปี 2565 สสส. และภาคีเครือข่ายได้ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาวะในพื้นที่ จ.ระยอง พัฒนาพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ตั้งแต่ปี 2565 ได้สนับสนุนชุมชนที่มีศักยภาพให้เกิดกิจกรรมทางกายและวิถีชีวิตสุขภาวะ ตลอดจนจัดทำผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับเมืองของ 4 เทศบาลนำร่องใน อ.เมืองระยอง โดยปี 2568 สสส. วางนโยบายมุ่งเน้นการยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการดำเนินงานเชิงพื้นที่เฉพาะ (Specific Area-Based) โดยใช้ข้อมูลเป็นฐานหลัก (Data-driven) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงสุขภาพที่วัดได้จริง และเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจาก ‘ต้นทุนการดำเนินงานเดิม’ และ ‘ต้นทุนจากการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้’ เพื่อขับเคลื่อน จ.ระยองไปสู่ ‘Rayong Learning City – towards Healthy City’ บนความร่วมมือแบบพหุภาคี กิจกรรมทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างความรับรู้ต่อการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของจังหวัดระยอง เพื่อก้าวสู่การเป็น Healthy Learning City for All ในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า จ.ระยอง กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน” ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัด เพื่อพัฒนาให้ระยองเป็น “เมืองสุขภาวะ” ที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง ซึ่งต้องปรับตัวต่อความท้าทายยุคใหม่ การเรียนรู้ร่วมกันคือหัวใจของการพัฒนาเมืองสุขภาวะพร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน

นายสาธิต ปิตุเตชะ ประธานที่ปรึกษาสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (Rayong Inclusive Learning Academy – RILA) กล่าวว่า การขับเคลื่อน จ.ระยอง ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ ต่อยอดจากการขับเคลื่อนงานที่ อบจ. และ RILA ดำเนินงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคนให้มีความพร้อมสำหรับอนาคตควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ โดยเน้นพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้เป็นทักษะพื้นฐานของประชาชนทุกช่วงวัย สามารถตัดสินใจด้านสุขภาพได้ถูกต้อง สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง บริโภคเพื่อสุขภาพ รวมถึงเสริมพลังชุมชนให้สามารถริเริ่มและขับเคลื่อนการจัดการสุขภาพได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาระบบการทำงานบูรณาการระหว่าง อบจ. หน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อป้องกันและควบคุมโรค NCDs ให้มีประสิทธิภาพ โดยกิจกรรมนี้ผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 12,000 คน ใช้พื้นที่ 5 ชุมชนต้นแบบสุขภาวะ เกิดกิจกรรมทางกายรวมกว่า 1.8 ล้านแคลอรีที่เผาผลาญรวมกัน สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนกว่า 3 ล้านบาท

ทั้งนี้นอกจากกิจกรรมเดิน–วิ่งเพื่อสุขภาพ ภายในงาน “The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong” ยังประกอบด้วยกิจกรรมอื่นๆ ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย ได้แก่ 1.Healthy Market ตลาดนัดชุมชนสีเขียวและชุมชนนำร่อง ที่ ลาน อบจ. ระยอง 2.Active Yoga on the Beach ที่ หาดแสงจันทร์ ชุมชน 9 ยอด 3.Community Safety Standard Workshop ที่ หาดแสงจันทร์ ชุมชน 9 ยอด 4.Rayong Fit Dance ที่ พระเจดีย์กลางน้ำ ป่าชายเลน 5.Sup-board Water Trial Demo ที่ พระเจดีย์กลางน้ำ ป่าชายเลน 6.Legendary Street Walk ถนนยมจินดา ที่ ตลาดยมจินดา 7.Fit Flavor Rayong กิจกรรมปั้นเมนูท้องถิ่นเพื่อสุขภาพสู่เมนูระดับประเทศ โดยเชฟชื่อดังจังหวัดระยอง