‘ชัยวุฒิ’จ่อเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ’พรรครักชาติ’แต่อุบชื่อ เชิญคนรุ่นใหม่ร่วมอุดมการณ์

'ชัยวุฒิ'จ่อเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ'พรรครักชาติ'แต่อุบชื่อ เชิญคนรุ่นใหม่ร่วมอุดมการณ์

‘ชัยวุฒิ’จ่อเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ’พรรครักชาติ’แต่อุบชื่อ เชิญคนรุ่นใหม่ร่วมอุดมการณ์

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.27 น.

“ชัยวุฒิ”จ่อเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ”พรรครักชาติ”แต่อุบชื่อ เชิญคนรุ่นใหม่ร่วมอุดมการณ์ เชื่อ”นายกฯ”ไม่ชิงยุบสภาตอนนี้ เหตุปัญหาชายแดนยังไม่จบ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดตัวหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรครักชาติ โดยกล่าวถึงแนวคิดการเปิดตัวพรรครักชาติ ว่า เนื่องจากเห็นว่าการเมืองวันนี้ยังไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ซึ่งมีคนรุ่นใหม่หลายคนอยากเข้าสู่วงการการเมือง และการเลือกตั้ง จึงมาคุยกับตน ว่าอยากให้มีพรรคการเมือง ที่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานการเมือง จึงมีการรวมตัวกันตั้งเป็นพรรครักชาติขึ้นมา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึง นโยบายของพรรครักชาติ ที่จะใช้ในการสู้ศึกเลือกตั้ง นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นโยบายหลักของพรรคคืออยากให้คนรุ่นใหม่ เข้ามาช่วยคิดนโยบาย ช่วยเหลือประชาชน ช่วยเหลือคนตัวเล็ก และช่วยเหลือกลุ่ม SME ที่มีปัญหาเรื่องของการแข่งขัน ให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ และที่สำคัญคือการเข้าไป ปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเอื้อให้กับคนไทยมีโอกาสในการทำมาหากิน

ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้ อยู่ในช่วงที่ใกล้จะยุบสภาฯ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง การจัดตั้งสาขาพรรค และการวางตัวผู้สมัครของพรรครักชาติ ในตอนนี้มีความพร้อมมากแค่ไหน นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้พรรคเพิ่งเริ่ม แต่คิดว่าจะทำให้ดีที่สุด และส่งผู้สมัครให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามถึงกรณีที่ได้ประกาศว่า พรรครักชาติไม่มีนายทุนอยู่เบื้องหลัง จะนำประเด็นนี้มาชูเป็นนโยบายของพรรคด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัญหาใหญ่ของการเมืองคือการมีกลุ่มทุนหรือผลประโยชน์ ทำให้เกิดความไม่ตรงไปตรงมา พรรคการเมืองทำงานเพื่อประชาชนได้ไม่เต็มที่ วันนี้คนไทยมีความต้องการอยากให้พรรคการเมืองทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่มัวมาเกรงใจใครหรือเอื้อประโยชน์ให้ใคร

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาฯ ก่อนไทม์ไลน์ที่กำหนด นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนคิดว่าเวลาก็เหลือไม่มากอยู่แล้ว จะยุบก่อนหรือหลังก็ไม่มีผลต่อการเมือง แต่วันนี้ที่สำคัญ ตนอยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคเตรียมตัวให้พร้อมสู่การเลือกตั้ง นำเสนอนโยบาย และสิ่งดีๆ ทำให้เกิดรัฐบาลในอนาคตที่เข้ามาสู่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ประเมินหรือไม่ว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือปีหน้า นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่เชื่อว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะยุบสภา เพราะกำลังทำเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ และยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามแนวชายแดนที่ทหารกำลังป้องกันชายแดนอยู่

“ผมคิดว่ารัฐบาลจะทำงานครบตามข้อตกลง คงไม่เหมาะสมที่จะมายุบสภาฯตอนนี้ และผมคงไม่สามารถตอบแทนใครได้ แต่มองจากสถานการณ์ ซึ่งอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรครักชาติที่มีคนรุ่นใหม่ จะมีแคมเปญอะไรที่จะนำมาใช้ในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะถึง เพราะมีกรรมการบริหารพรรคเป็นคนรุ่นใหม่และอยู่ในวงการบันเทิงด้วย นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ขอให้ติดตามต่อไป วันนี้เป็นการเปิดตัวพรรค ในเรื่องของแคมเปญและนโยบาย พรรคจะมีการเปิดตัวอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ต้องรอโอกาสต่อไป ค่อยๆ ทำเป็นระยะ และตนขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจการเมือง ที่อยากสมัคร สส.และสมาชิกพรรค ขอให้มาทำงานร่วมกันกับเรา ในอนาคตตนจะมีการเปิดตัวนโยบาย และเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนจะครบ 3 คนหรือไม่ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แต่ยืนยันว่าพรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า จะมีกูรู รวมถึงนักวิชาการมาร่วมงานกับพรรครักชาติ ด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า มีแน่นอน แต่ขอให้รอเปิดตัว

‘นายกฯ’เผย‘ทรัมป์’ยังไม่ประสานมา ชี้การพูดคุยระดับผู้นำมีขั้นตอน-ยังไม่ตัดสินกลับโต๊ะเจรจา

‘นายกฯ’เผย‘ทรัมป์’ยังไม่ประสานมา ชี้การพูดคุยระดับผู้นำมีขั้นตอน-ยังไม่ตัดสินกลับโต๊ะเจรจา

‘นายกฯ’เผย‘ทรัมป์’ยังไม่ประสานมา ชี้การพูดคุยระดับผู้นำมีขั้นตอน-ยังไม่ตัดสินกลับโต๊ะเจรจา

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.11 น.

“นายกฯ”เผย”ทรัมป์”ยังไม่ประสานมา ชี้การพูดคุยระดับผู้นำมีขั้นตอน-ยังไม่ตัดสินกลับไปโต๊ะเจรจา ยันไม่ได้โยนทหารตัดสินใจทุกเรื่อง ไม่ตอบจบเมื่อไหร่ เป็นเรื่องของความมั่นคง ย้ำไทยอยู่บนพื้นฐานรักษาอธิปไตย-ดินแดน-ความปลอดภัยปชช.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเผยแพร่ภาพนายอนุทินนั่งดูข้อความไลน์ในโทรศัพท์มือถือ ขณะเข้าร่วมประชุมรัฐสภาในวันเดียวกันนี้ จะต้องระมัดระวังมากขึ้นกว่านี้หรือไม่ ว่า ไม่มีอะไร อาจจะเป็นเพราะเมื่อช่วงเช้าตนให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากสหรัฐอเมริกา จึงมีคนส่งมาให้ดูว่ามีแล้ว ซึ่ง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พูดแล้ว จึงมีคนส่งคลิปมาให้ดู ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ และวันนี้เป็นวันหยุดราชการ มาประชุมที่สภาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายข้าราชการเขาหยุด จึงยังไม่ได้รับรายงาน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุทิน’เช็กมือถือ รับแจ้ง‘ทรัมป์’เตรียมโทร.ประสานไทย-กัมพูชา‘หยุดยิง’)

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะติดต่อขอเจรจากับผู้นำประเทศไทยและประเทศกัมพูชา เพื่อยับยั้งสงครามระหว่างสองประเทศ ว่า ยังไม่ได้มีใครประสานมา เมื่อถามว่า จะพูดคุยกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ คนเดียวใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เวลาหารือทางโทรศัพท์ระดับผู้นำจะมีการนัดหมายกัน เพราะมีช่องทางอยู่

เมื่อถามต่อว่า ถ้าเขาติดต่อมาให้ไทยกลับไปอยู่บนพื้นฐานการเจรจา จะยอมเจรจาด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โทรศัพท์มาเราก็ต้องรับสาย และต้องมีการพูดคุย แต่เราก็ต้องอธิบายให้ท่านได้เข้าใจ ท่านไม่มีทางรับทราบข้อมูลมากกว่าตัวของตนอยู่แล้ว ก็ต้องอธิบายให้ท่านฟัง

เมื่อถามย้ำว่า ถ้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์มา ไทยจะอยู่ในจุดยืนเดิมของไทยใช่หรือไม่ จะมาบอกให้ไทยหยุดตอนนี้ไม่ได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คนละเรื่องกัน อย่างที่เรียน เรื่องนี้เป็นเรื่องของคู่กรณีระหว่างสองประเทศ แต่ก็มีผู้นำประเทศอื่นๆ ที่ปรารถนาดีอยากเห็นสันติภาพ เราก็ต้องอธิบายว่ามันมีปัญหาอะไร และทำไมต้องเป็นเช่นนี้ ซึ่งหากมีการนัดกันระดับผู้นำ ไม่ใช่จะกดโทรก็โทร ต้องมีการนัดหมายกันและวางประเด็นที่จะพูดคุยกัน เพราะฉะนั้นเรายังมีเวลาที่จะเตรียมประเด็นต่างๆ ขณะเดียวกันการพูดคุยก็จะต้องมีการเชิญ รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และถ้าจำเป็นก็ต้องเชิญผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และ รมว.กลาโหม เข้าร่วมด้วย

เมื่อถามอีกว่า มีผู้นำประเทศอื่นๆ ติดต่อมาพูดคุยบ้างหรือไม่ เช่น ประเทศจีน นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี และการติดต่อต้องติดต่อผ่านช่องทางการทูต เมื่อมีการติดต่อกันเรียบร้อยแล้วทางกระทรวงการต่างประเทศจึงจะแจ้งให้ตนทราบ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการลงนามครั้งที่ผ่านมา เป็นบทเรียน แต่เป็นสิ่งที่ต้องการจะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ และมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติทั้งสองฝ่าย แต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติ แต่ฝ่ายเราปฏิบัติครบ จะอธิบายกับใครก็ง่าย เพราะไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขอยู่แล้ว ไม่มีผิดแม้แต่ข้อเดียว ตอนนั้นจะแถมเรื่องการปล่อยตัวเฉลยศึกด้วย

เมื่อถามว่า หาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขอให้ไทยกลับไปอยู่ในจุดการเจรจาไทยจะยอมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ ท่านต้องฟังคำอธิบายสถานการณ์จากผมก่อน”

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้นายกฯ ให้ทหารตัดสินใจหลายอย่างใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องของการรบก็ต้องเป็นเรื่องของทหารอย่างแน่นอน และที่ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มากล่าวหาว่าตนโยนทุกอย่างให้ทหาร ยืนยันไม่ใช่การโยน แต่เป็นการมอบหมาย และตอนนี้เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

เมื่อถามอีกว่า การเจรจาอะไรต้องฟังทหารด้วยใช่หรือไม่ นายกฯ ย้อนถามกลับว่า เรื่องอะไร ต้องดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้มีการสู้รบกันขนาดนี้ต้นตอของการสู้รบมาจากไหน เพราะประเทศกัมพูชาโจมตีประเทศไทยก่อน และทำร้ายทหารไทยก่อน รวมถึงไม่ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา

ส่วนจะหยุดที่จุดไหน หรือจะสู้รบกันไปแบบนี้ไม่มีจุดสิ้นสุดจนกว่าจะชนะกันไปข้างหนึ่ง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ตอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องของความมั่นคง เมื่อถามอีกว่า สองสัปดาห์นี้จะจบหรือไม่ นายกฯ กล่าวย้ำว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง ไม่สามารถให้ความเห็นได้ เมื่อถามย้ำว่า แต่จะมีทางออกสำหรับไทยอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรารักษาอธิปไตย รักษาดินแดนของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน เรามีเป้าหมายอยู่

ด่วนที่สุด!!! ‘สระแก้ว’สั่งเคอร์ฟิว 4 อำเภอ ชายแดนไทย-กัมพูชา

ด่วนที่สุด!!! 'สระแก้ว'สั่งเคอร์ฟิว 4 อำเภอ ชายแดนไทย-กัมพูชา

ด่วนที่สุด!!! ‘สระแก้ว’สั่งเคอร์ฟิว 4 อำเภอ ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

ด่วนที่สุด!!! “ผบ.กกล.บูรพา”เซ็นคำสั่ง ห้ามประชาชน 4 อำเภอ”สระแก้ว”ชายแดนไทย-กัมพูชา ออกนอกเคหสถานเพื่อความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 มีประกาศกองกำลังบูรพา ที่ 166/2568 เรื่อง ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด ด้วยพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 กำหนดให้อำนาจแก่ฝ่ายทหารในเขตพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก เพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง มีความปลอดภัย เกิดความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ และรอดพ้นจากความหวาดระแวงภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย อาศัยอำนาจตามมาตรา 11(6) แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกพุทธศักราช 2457 จึงกำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลา 19.00 – 05.00 น.ในพื้นที่ 4 อำเภอ ตามแนวชายแดน ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาด

ข้อ 2 ใช้มาตรการตามกฎหมาย ให้การปฏิบัติยังคงเป็นไปตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 อย่างเคร่งครัด อำนาจที่ให้นี้ ครอบคลุมถึงการควบคุมพื้นที่ การควบคุมบุคคล การตรวจค้น ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือกระทบต่อความมั่นคง

ข้อ 3 การมีผลบังคับใช้ประกาศนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2568

– 006

‘ชูวิทย์’ตบปาก‘เท้ง’ ‘หยุดหาเสียง’ปล่อยทหารทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

‘ชูวิทย์’ตบปาก‘เท้ง’ ‘หยุดหาเสียง’ปล่อยทหารทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

‘ชูวิทย์’ตบปาก‘เท้ง’ ‘หยุดหาเสียง’ปล่อยทหารทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.32 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นักการเมืองหยุดหาเสียง

การเมืองมีฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน

โดยปกติฝ่ายรัฐบาลทำอะไร ฝ่ายค้านต้องคอยแย้งไม่เห็นด้วย

ในช่วงนี้ที่ นายกฯ อนุทิน ทิ้งการเจรจา และให้รบปะทะกับเขมร

ได้ใจประชาชน

แล้วก็มีฝ่ายค้านอย่างคุณเท้ง พรรคประชาชน

บอกว่าต้นตอการปะทะครั้งนี้ และทุกครั้งเกิดจากฮุนเซนต้องการปกป้องสแกมเมอร์

ล่าสุดที่ ปปง. อายัดเงินหมื่นล้านของ เบน สมิธ ก๊กอาน ยิมเลียก เฉินจื้อ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปหยกๆ

คุณเท้งยังบอกว่า ฮุนเซนเบี่ยงประเด็น พลิกสถานการณ์ที่โลกล้อมกัมพูชาเรื่องสแกมเมอร์ ให้กลายเป็นโลกมาล้อมไทยที่รังแกรุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่า

และสรุปว่า “หยุดเดินอ้อม ต้องพุ่งเป้าสู่แกนกลางปัญหา พลิกวิกฤตเป็นโอกาสหยุดชนชั้นนำที่หากินบนความเดือดร้อนของประชาชน

หยุดสร้างสงครามเพื่อกลบเกลื่อนอาชญากรรมที่ตัวเองเป็นคนก่อ โดยใช้เลือดเนื้อของทหาร และประชาชนเป็นตัวประกัน”

นี่คือสิ่งนักการเมืองอย่างเท้ง พยายามจะหาเสียงเสียมากกว่า

หยุดความเห็น และตั้งสมมติฐานที่แตกต่างเสียก่อน

เพราะมันไม่ใช่เวลาหาเสียง หรือขัดแย้งกันเอง

ณ เวลานี้ ประเทศต้องการความสามัคคีอันแน่วแน่

ในเมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มยิงมาก่อน

ภาวะผู้นำอย่างอนุทิน ขณะนี้ไม่มีทางเลือกมากนัก

นอกจากย้ำว่า “ปกป้องอธิปไตย“

แม้เข้าใจได้ว่า ”สงครามจะสร้างวีรษุรุษ ให้ นักการเมืองใช้ในการหาเสียง“

แต่มันย่อมไม่ใช่เวลาที่จะมาท้วงติง

เพราะมันเป็นเวลาที่จะต้องรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อต่อต้านผู้รุกรานอธิปไตยเสียก่อน

พรรคประชาชนในสมัยพิธาหาเสียงก็บอกประชาชนว่า

“ไม่มีการรุกรานประเทศที่อยู่ใกล้ๆ กัน มันไม่มีทะเลาะกันแล้ว บางประเทศไม่ต้องมีกองทัพแล้วด้วย”

สิ่งที่พิธา พรรคก้าวไกล เคยพูดไว้ กับตอนนี้ที่ เท้ง พรรคประชาชนเพิ่งพูดไป

ผมว่าหยุดพูดก่อนดีกว่า

เป็นเวลาที่นักการเมืองควร “ปิดปาก” ไว้

และปล่อยให้ทหารทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

‘รองประธานรัฐสภา’นำคณะวางพานพุ่มพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

‘รองประธานรัฐสภา’นำคณะวางพานพุ่มพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

‘รองประธานรัฐสภา’นำคณะวางพานพุ่มพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7 เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการนี้ ได้นิมนต์พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 10 รูป จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ โดยมี นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง สมาชิกรัฐสภา ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า และบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้าร่วมพิธี

นอกจากนี้ ยังมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายชวน หลีกภัย สส.พรรคประชาธิปัตย์ นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย กรรมการบริหารพรรค นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายชัชวาลล์ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกล้าธรรม ร่วมวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

– 006

‘นายกฯ’เดินเกมเฉียบ ไฟเขียว‘กองทัพ’ลุย กุญแจสำคัญปิดเกมยืดเยื้อชายแดนไทย-กัมพูชา

‘นายกฯ’เดินเกมเฉียบ ไฟเขียว‘กองทัพ’ลุย กุญแจสำคัญปิดเกมยืดเยื้อชายแดนไทย-กัมพูชา

‘นายกฯ’เดินเกมเฉียบ ไฟเขียว‘กองทัพ’ลุย กุญแจสำคัญปิดเกมยืดเยื้อชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

‘ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม’ชี้‘นายกฯ’เดินเกมเฉียบ ตัดสินใจเด็ดขาด ไฟเขียว‘กองทัพ’ลุยสางปมชายแดนไทย-กัมพูชา’ สะท้อน‘รัฐบาล-ฝ่ายความมั่นคง’เป็นกุญแจสำคัญ ปิดเกมยืดเยื้อ

10 ธันวาคม 2568 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต และที่ปรึกษารมว.กลาโหม กล่าวให้ความเห็นถึงสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาว่า จุดที่น่าชื่นชม และเห็นได้อย่างชัดเจน คือการที่นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจและไฟเขียวให้ฝ่ายทหารตัดสินใจและดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งไม่ใช่การลอยตัวทางการเมือง หรือการโหนกระแสชาตินิยมแบบฉาบฉวย หากแต่เป็นการใช้ความเป็นผู้นำที่เลือกเล่นไพ่ในเวลาที่ถูกต้อง ทั้งจังหวะ การตัดสินใจ และการส่งสัญญาณความมั่นใจกับกองทัพ เมื่อให้สถานะไฟเขียวกับกองทัพ ก็เท่ากับต้องรับผิดชอบร่วมกันบนความเสี่ยงเดียวกัน นับว่าเป็นพวกเดียวกัน

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญคือ เอกภาพของรัฐบาลและกองทัพ ซึ่งขณะนี้เคลื่อนไหวเป็นเนื้อเดียวกัน การสนับสนุนเช่นนี้ ทำให้การดึงกำลัง ทิศทางปฏิบัติ และการตอบโต้มีเอกภาพกว่าในอดีต สำหรับปฏิบัติการทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา ที่ปล่อยคลิปลับและภาพถ่าย เพื่อสร้างนัยยะว่า นายกรัฐมนตรีไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ว่าฯ จังหวัดไพลินนั้น เป็นยุทธวิธีแบบ แบล็กเมล์ตามถนัดของผู้นำเขมร ที่หวังจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นภายในไทยแต่กลับ ไม่ได้ทำให้สังคมไทยที่มีวุฒิภาวะสะเทือน เพราะสิ่งที่สาธารณชนเห็นอยู่ตรงหน้า คือการลงมือทำของผู้นำไทย กับการสนับสนุนยุทธการของกองทัพ หากผู้นำไทย ยึดสัมพันธ์ส่วนตัว ปฏิบัติการต่างๆ จะไม่คล่องตัว และรวดเร็วขนาดนี้ ความพยายามทำลายความสามัคคีในประเทศไทยกลายเป็น ไพ่ที่ใช้ไม่ได้ผล

“ไฟเขียวจากฝ่ายการเมืองมีผลต่อกำลังใจและความมั่นใจของกองทัพอย่างมาก แม้กองทัพมีอำนาจมหาศาลอยู่แล้วตามโครงสร้าง แต่ในภาวะวิกฤต การได้รับการสนับสนุนชัดเจนจากผู้นำรัฐบาล ทำให้กำลังพลรู้ว่ามีที่พิงหลัง และย่อมดำเนินยุทธการได้เต็มกำลัง” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

‘จาตุรนต์’ค้านสูตรเลือก‘กมธ.ร่างรธน.’ เปิดช่อง‘พรรคการเมือง-สว.’จัดตั้งคนทำรธน.

‘จาตุรนต์’ค้านสูตรเลือก‘กมธ.ร่างรธน.’ เปิดช่อง‘พรรคการเมือง-สว.’จัดตั้งคนทำรธน.

‘จาตุรนต์’ค้านสูตรเลือก‘กมธ.ร่างรธน.’ เปิดช่อง‘พรรคการเมือง-สว.’จัดตั้งคนทำรธน.

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

“จาตุรนต์”ค้านสูตรเลือก”กมธ.ร่างรธน.” เปิดช่อง”พรรคการเมือง-สว.”จัดตั้งคนทำรธน. แนะปรับสัดส่วนเลือกผู้ร่างเจาะจงยึดตามความเชี่ยวชาญ ด้าน”ปธ.กมธ.”แจงเพื่อไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน. ก่อนมติเสียงข้างมากโหวตผ่านตามการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. วาระสอง ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว ทั้งนี้ ในร่างมาตรา 256/2 ว่าด้วยขั้นตอนของการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง กมธ.เสียงข้างมาก แก้ไขให้ผู้ที่ประสงค์จะสมัครต้องยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐาน การแสดงวิสัยทัศน์ และรายชื่อผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 100 คน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และยื่นรายชื่อให้รัฐสภาดำเนินการเผยแพร่บัญชีผู้สมัคร รวมถึงหลักฐาน ให้ประชาชนตรวจสอบ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายของ กมธ.เสียงข้างน้อย ในฝั่งพรรคเพื่อไทย (พท.) สงวนความเห็นให้แก้ไข เนื่องจากกังวลในเงื่อนไขที่ กมธ.เสียงข้างมาก กำหนดนั้น อาจทำให้เกิดความล้มเหลวของการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นผู้ทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ตามกลไกที่ กมธ.เสียงข้างมากเสนอ และคิดว่าจะมีผู้สมัครจำนวนมาก นับหมื่นคน แต่ในข้อเท็จจริงเชื่อว่าพรรคการเมืองจะเตรียมคนของตัวเองไว้แล้ว ดังนั้น การสมัครจะมีผู้สมัครน้อย เพราะรู้ว่าพรรคการเมือง หรือ สว.ที่รวมกลุ่มกัน จะเลือกใครและให้ใครไปสมัคร ด้วยสูตร 20 หยิบ 1 จะล้มเหลว ที่คิดว่าเลือกจากคนที่หลากหลาย แต่ด้วยสิ่งที่กำหนดจะทำให้การคัดเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญซบเซา คนทั้งประเทศไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีคนสมัครไม่อยากไปให้เสียเวลา หากไม่ได้รับการติดต่อหรือทาบทามมาก่อน

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า สูตร 20 หยิบ 1 มีความกังวลต่อความรู้ความสามารถของบุคคลที่มาทำร่างรัฐธรรมนูญ หรืออาจกระจุกตัวอยู่ในบางคุณสมบัติ ทำให้คนร่างไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่หลากหลายเพียงพอ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงสงวนความเห็นให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยให้รัฐสภาเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ ความเชี่ยวชาญตามที่กำหนด เพื่อประโยชน์ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ

“ที่กำหนดให้มาจากสูตร 20 หยิบ 1 เชื่อว่าคนจะมีส่วนร่วมน้อย ควรกำหนดสัดส่วนให้มีผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ดี มีองค์ประกอบที่กลัว คือ เสียงข้างมากรัฐสภากำหนดได้ไปหมด กำกับโดยเสียงข้างมากของรัฐสภาที่รวมตัวกัน กำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด” นายจาตุรนต์ กล่าว

ขณะที่ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยต่อกลไกที่ กมธ.เสียงข้างมากบัญญัติ เพราะมองว่ามีข้อจำกัดเชิงหลักการและอาจทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม ดังนั้น จึงไม่เห็นด้วยต่อการเพิ่มสัดส่วนแต่งตั้ง เพราะต้องการให้ประชาชนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ชี้แจงว่า เนื้อหาของ กมธ.นั้น ได้พิจารณาในหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยทั้ง 4 วรรคที่บัญญัติ ทั้งการให้ผู้สมัครต้องมีผู้สนับสนุน 100 คน และต้องมีกระบวนนการตรวจสอบ และต้องแสดงวิสัยทัศน์ เผยแพร่ประวัติและเอกสารสมัครให้ประชาชนตรวจสอบ โดยเหตุผลสำคัญที่ กมธ.พิจารณาคือ เพื่อให้การแก้ไขผ่านไปโดยไม่มีการส่งตีความ ที่ทำให้ระยะเวลาถูกทอดยาวออกไปโดยไม่จำเป็น ต้องอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้การแก้ไขของ กมธ.นั้นจะตอบโจทย์การมีส่วนร่วมของประชาชน

ทั้งนี้ นายจาตุรนต์ ใช้สิทธิอภิปรายย้ำว่า ในการประชุม กมธ.มีการพูดว่าเสียดายที่ กมธ.บางพรรคงดออกเสียง จึงจะสงวนไว้จริงจังว่าจะเอาการเลือกตั้งโดยประชาชนกลับมา แต่วันนี้ไม่ปรากฎ หรือปรากฎน้อยมากว่าต้องการอย่างเดิมหรือ เห็นตามที่ประธาน กมธ.ชี้แจง ซึ่งเดิมประธานกมธ.ไม่ได้สรุปในทำนองดังกล่าว ว่าจะขัดกับคำนิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“การตำหนิกัน โทษกันไปมา ใครงดออกเสียง หรือทำตรงข้าม สุดท้ายจริงแล้ว คนที่อยากได้ร่างเดิม ลึกๆ ก็ยอมไม่อยากให้ขัดกับคำวินจิฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ยืนยันแบบที่ได้สงวนความเห็นไว้” นายจาตุรนต์ กล่าว

ทำให้ นายณัฐวุฒิ ชี้แจงอีกครั้งว่า ที่บอกว่าตนไม่ได้พูดในประเด็นที่สรุป เพราะตนฐานะประธานในที่ประชุม กมธ.ไม่สามารถแสดงความเห็นแบบจำเพาะได้ แต่ไม่ใช่ไม่เคยพูด ดังนั้นการที่สรุปนั้นเป็นไปตามที่มีการบันทึกการประชุมครั้งที่ 8 และ 9 ซึ่งหลักการพื้นฐานเป็นไปตามที่นำเสนอและเป็นบทสรุปมติของ กมธ.

ขณะที่ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ใช้สิทธิพาดพิงโดยยืนยันตามหลักการของร่างแก้รัฐธรรรมนูญฉบับหลัก ซึ่งเป็นไปตามที่พรรคประชาชนสงววนความเห็นไไว้ และยืนยันว่าต้องการให้มีคูหาเลือกตั้ง ทั้งนี้ ในชั้น กมธ.พรรคประชาชนโหวตยันเนื้อหาไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นที่ประชุมได้ลงมติตัดสิน โดยเสียงข้างมาก 315 เสียง เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก ต่อเสียงไม่เห็นด้วย 255 เสียง

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แม่ทัพการทูต ผู้ถลกเขมรบนเวทีโลก

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แม่ทัพการทูต ผู้ถลกเขมรบนเวทีโลก

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แม่ทัพการทูต ผู้ถลกเขมรบนเวทีโลก

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

​ในห้วงเวลาที่เสียงปืน เสีนงระเบิด ดังสนั่นหวั่นไหวตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปรียบได้กับ “สงครามร้อน” ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง

ชื่อของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถูกพูดถึงขึ้นมาอีกครั้ง ในฐานะ “แม่ทัพด้านต่างประเทศ” ผู้มากประสบการณ์ ที่กำลังได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากความกล้าหาญและความเฉียบคมในการทูต

​นักการทูตอาวุโสผู้นี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้าราชการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่คือ “นักการทูตมือฉมัง” ผู้มีประสบการณ์โชกโชน ในการรับมือกับความขัดแย้งกับกัมพูชามาตั้งแต่เหตุการณ์สำคัญในอดีต (เช่น การเผาสถานทูต พ.ศ. 2546) การกลับมาในบทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในช่วงวิกฤตนี้ จึงเป็นการพิสูจน์ “วุฒิภาวะ” และ “ความเก๋าเกม” บนเวทีโลกที่คนไทยวางใจได้ทุกครั้งเมื่อท่านได้ทำหน้าที่​

เวที UN: สงครามข้อมูลที่ต้องเอาคืน

​จุดที่ทำให้ชื่อของ นายสีหศักดิ์ ได้รับการกล่าวขานอย่างยิ่ง คือ การกล่าวถ้อยแถลงโต้ตอบกัมพูชาบนเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่

​ในขณะที่กัมพูชาพยายาม “สวมบทบาทเหยื่อ” กล่าวหาไทยว่าเป็นฝ่ายยั่วยุ รัฐมนตรีสีหศักดิ์ได้ใช้เวทีระดับโลกแห่งนี้เป็นสมรภูมิทางข้อมูลอย่างถึงพริกถึงขิง ท่านได้ทำการปรับแก้สุนทรพจน์หน้างานเพื่อ “ตอกหน้า” การบิดเบือนข้อเท็จจริงของฝ่ายตรงข้ามอย่างมีหลักการ หนักแน่น และมีวุฒิภาวะ

​พลิกเกม: ท่านชี้ให้ประชาคมโลกเห็นอย่างชัดเจนว่า คนไทยต่างหากที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริง ทั้งทหารและพลเรือนผู้บริสุทธิ์

​เปิดหลักฐาน: ท่านไม่ลังเลที่จะเปิดโปงพฤติกรรมของกัมพูชาที่ ละเมิดข้อตกลงและกระทำการยั่วยุ เช่น การวางทุ่นระเบิดใหม่ในพื้นที่ที่ตกลงกันแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ทหารไทยต้องบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า

​การตอบโต้อย่างมีชั้นเชิงนี้ ไม่เพียงแต่เรียกเสียงปรบมือในห้องประชุมเท่านั้น แต่ยังดึงประเทศไทยให้ “กลับสู่จอเรดาร์” ของประชาคมโลกอีกครั้งในฐานะประเทศที่ไม่ยอมให้ใครบิดเบือนความจริงบนเวทีสากลได้อย่างง่ายดาย

​แนวรบการทูตที่ประสานกับแนวรบทางทหาร

​ในช่วงเวลาที่กำลังมีการปะทะกันอย่างดุเดือดตามแนวชายแดน นายสีหศักดิ์ได้แสดงให้เห็นถึงการทำงานแบบ “เอกภาพ” ที่ประสานกับการปฏิบัติการทางทหารอย่างใกล้ชิด ท่านได้เดินหน้ารุกเกมเร็ว ชี้แจงคณะทูตต่างประเทศกว่า 67 ประเทศ ย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และไทยมีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยอย่างเด็ดขาด

​อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปะทะ แต่จุดยืนทางการทูตของท่านก็ไม่ได้ปิดประตูตาย เพียงแต่ตั้งเงื่อนไขที่ชัดเจนและหนักแน่น:

​”ไม่มีพื้นที่เจรจาการทูตในตอนนี้… ปัญหาอยู่ที่กัมพูชาไม่ทำตามข้อตกลง ดังนั้นก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพร้อมจริงๆ ขณะนี้เราก็ต้องดำเนินการทางการทหารไปก่อนจนถึงจุดที่เขาพร้อมจริงๆ”

​ถ้อยคำนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ว่า การทูตจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อมี “ความจริงใจ” และการให้เกียรติข้อตกลงจากฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น การเจรจาแบบที่ยังมีการยั่วยุและบิดเบือนจึงเป็นเพียงการเดินกลับสู่ปัญหาเดิม การดำเนินการทางทหารเพื่อลดทอนศักยภาพในการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามก่อน จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้การเจรจาสันติภาพในอนาคตมีน้ำหนักและความจริงจัง

​นักการทูต “1ในใจคนไทย”

​ในสถานการณ์ที่ประชาชนไทยต้องการความมั่นใจและจุดยืนที่แข็งแกร่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ ความหนักแน่นและเกียรติภูมิของชาติ การใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีในการ “ลากไส้” และ “ประจาน” ความไม่จริงใจของฝ่ายตรงข้ามกลางเวทีโลก ได้เรียกความชื่นชมและศรัทธาจากคนไทยเป็นอย่างมาก

​จากความสำเร็จในการดึงไทยกลับสู่จุดสนใจของโลกด้วยท่วงทำนองที่ชาญฉลาด ทำให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้พลิกเกมการทูต” ที่ทำให้ศักดิ์ศรีของไทยกลับมาอย่างสมภาคภูมิ ไม่ว่าจะในสมรภูมิรบจริง หรือสมรภูมิการทูตบนเวทีสากล บทบาทของท่านคือภาพสะท้อนของผู้นำที่พร้อมนำพาประเทศฝ่าวิกฤตด้วยหลักการและภูมิปัญญาอย่างแท้จริง

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

เปิดตัว’พรรครักชาติ’ ‘ชัยวุฒิ’ลั่น!เป็นพรรคไร้กลุ่มทุน-ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ใคร

เปิดตัว'พรรครักชาติ' 'ชัยวุฒิ'ลั่น!เป็นพรรคไร้กลุ่มทุน-ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ใคร

เปิดตัว’พรรครักชาติ’ ‘ชัยวุฒิ’ลั่น!เป็นพรรคไร้กลุ่มทุน-ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ใคร

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

เปิดตัว”พรรครักชาติ” “ชัยวุฒิ”นั่งหัวหน้า ลั่น!เป็นพรรคไร้กลุ่มทุน-ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ใคร ซัดที่ผ่านมาการเมืองวนเวียนอยู่ไม่กี่ตระกูล หวดพรรคขายฝันปมชายแดนไม่รู้เรื่องให้อยู่เฉยๆปล่อยทหารทำไป

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่สามย่านมิตรทาวน์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดตัว “พรรครักชาติ” และกรรมการบริหารพรรค ภายใต้สโลแกน “เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” โดยมีเหล่าบรรดาอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงานเพื่อดึงกระแสคนรุ่นใหม่ ภายในงานมีการปล่อยขบวนรถตุ๊กตุ๊ก วิ่งบนถนนพญาไทไปจนถึงแยกปทุมวัน และวนกลับมาที่สามย่านมิตรทาวน์ สถานที่จัดงาน เพื่อโปรโมทพรรคใหม่

จากนั้น นายชัยวุฒิ ได้โชว์วิสัยทัศน์ โดยโชว์กินไข่ต้ม พร้อมระบุว่า เป็นสัญลักษณ์ของความพอเพียง ซึ่งวันนี้นักการเมืองควรจะมีสิ่งนี้ แต่ปัญหาของการเมืองไทย คือ การเมืองที่วนเวียนอยู่ในอ่างกับคนเก่าหน้าเดิม ทำประเทศย่ำอยู่กับที่และเศรษฐกิจถดถอย ตั้งแต่ตนเล่นการเมือง ลงเลือกตั้งและเป็น สส.สิงห์บุรี ครั้งแรกเมื่อปี 2544 ถ้าอยากเป็น สส.น้ำดี ช่วยเหลือประชาชน ทำงานการเมืองมา 24 ปี สอบได้และสอบตก มีทั้งโดนตัดสิทธิ์การเมือง พ่อเป็นนายกฯ ไปไม่ได้เอาน้องสาวเป็นนายกฯ และเอาลูกสาวมาเป็นนายกฯ ปีต่อไปจะเอาหลานมาเป็น จะวนเวียนอยู่กับตระกูลการเมือง พรรคมีเจ้าของและกลุ่มทุนทุกตระกูลดูแล วนเวียนอยู่กับคนเดิม โดยไม่มีโอกาสให้คนใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ

“นายกฯ คนที่แล้วมีผลประโยชน์กับฮุนเซน จนทำให้ประเทศเข้าสู่การสู้รบกับกัมพูชา แต่พรรคขายฝันไม่ทำอะไรกับพ่อลูกคู่นี้ ส่วนที่ระบุว่ามีเราไม่มีเทา จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อโหวตให้กับกลุ่มสีเทาไปเป็นรัฐบาล การเมืองวนเวียนอยู่กับคนไม่กี่ตระกูล และสุดท้ายประเทศถอยหลัง” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวอีกว่า ตนพูดแล้วเลือดรักชาติมันขึ้น เพราะที่หนักกว่าคือ ทุกวันนี้เขารบกันอยู่ แต่หัวหน้าพรรคขายฝันก็มาพูดว่าให้รบกันเบาๆ หน่อย เกรงใจเขมร “ซึ่งหากไม่รู้เรื่องก็อย่าเสือก ให้ทหารเขาทำหน้าที่ไป”

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เรายังไม่สิ้นหวังเพราะเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความรักชาติ และอยากเข้าสู่การเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ อยากเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า จึงมารวมตัวกันเป็นพรรครักชาติ แม้ผู้ใหญ่ทางการเมืองหลายคนจะปรามาสว่าทำพรรคการเมืองมีทุนหรือกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ซึ่งตนตอบไปว่าไม่มี เพราะถ้ามีก็เกรงใจและเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน และไม่มีบ้านใหญ่ที่จะเข้ามาต่อรองหาผลประโยชน์เพื่อทำธุรกิจสีเทาแบบนี้ก็ไม่เอา

สำหรับกรรมการบริหารพรรครักชาติ จำนวน 23 คน ประกอบด้วย 1.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค 2.นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค 3.นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค 4.นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค 5.นายณัฏฐกรณ์ ทวีรักษา รองหัวหน้าพรรค 6.นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค 7.นายณภัทร นวเครือสุนทร รองเลขาธิการพรรค 8.นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค 9.นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ ผู้ช่วยเหรัญญิกพรรค 10.น.ส.นวลกนก คชนันทน์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค

11.น.ส.มัญชุสา อรรถวิน ผู้ช่วยนายทะเบียนสมาชิกพรรค 12.นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย 13.นางนวลผจง สาลีผล 14.น.ส.สัตยาภรณ์ ยนต์นิยม 15.นายยุทธนา รื่นมาลัย 16.นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว 17.นายธีรทัศน์ บุตรชัย 18.นางณณิญา พรหมเงิน 19.นายอติชาต วัฒนสิน 20.น.ส.วณิชยา ปฐมกนกพงศ์ 21.นายวรวิช กมลโชติรส 22.นายณภัทร ชุ่มจิตตรี และ 23.นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค

– 006

‘ดร.ณัฏฐ์’ชำแหละ‘วันรัฐธรรมนูญ’ หมุดหมายประชาธิปไตย-เสถียรภาพรัฐบาล

‘ดร.ณัฏฐ์’ชำแหละ‘วันรัฐธรรมนูญ’ หมุดหมายประชาธิปไตย-เสถียรภาพรัฐบาล

‘ดร.ณัฏฐ์’ชำแหละ‘วันรัฐธรรมนูญ’ หมุดหมายประชาธิปไตย-เสถียรภาพรัฐบาล

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

“ดร.ณัฏฐ์”ชำแหละ”วันรัฐธรรมนูญ” หมุดหมายประชาธิปไตย-เสถียรภาพรัฐบาล ตกอยู่ใต้กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง เกมแก้รธน.อยู่ในมือฝ่ายอนุรักษ์นิยม

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า สืบเนื่องจาก นายมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาได้เปิดประชุมวิสามัญกรณีพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) ในวาระ 2 ระหว่างวันที่ 10 – 11 ธันวาคม 2568 โดยวันนี้ตรงกับวันครบรอบรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเป้าหมายสูงสุดที่ประชาชนไทยต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ใช้ร่วมกันอย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุดและยอมรับกันได้ทุกฝ่าย ​โดยเป้าหมายสิทธิขั้นพื้นฐานคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของพี่น้องประชาชน โดยตั้งข้อรังเกียจรัฐรรมนูญฉบับไม่เป็นประชาธิปไตยอันเกิดจากคณะรัฐประหารที่ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ตรงกับเจตจำนงเป้าหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบใหม่ของคณะราษฎรที่ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ในมาตรา 1 พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 เจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบใหม่เพื่อให้มี “รัฐธรรมนูญ” และ “ระบบรัฐสภา” หรือ Parlimentary System พูดภาษาชาวบ้าน คือ การให้ประชาชนปกครองกันเอง ให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้อีกต่อไป โดยโครงสร้างการเมืองการปกครองของประเทศใช้ระบบการแบ่งแยกอำนาจ มิให้อำนาจอยู่ภายใต้บุคคลคนเดียว โดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ รัฐธรรมนูญเป็นกลไกกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานให้เสมอภาคและเท่าเทียมกัน รวมถึงการออกแบบสถาบันทางการเมืองของไทย โดยประชาชนเจ้าของอำนาจ ใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรง เรียกว่า การออกเสียงประชามติและใช้อำนาจประชาธิปไตยทางอ้อมผ่านตัวแทน เรียกว่า การเลือกตั้งระบบรัฐสภา กำหนดให้รัฐสภา (ฝ่ายนิติบัญญัติ) เป็นใหญ่เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยหลักการแบ่งแยกอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ มีอิสระและถ่วงดุล ตรวจสอบซึ่งกันและกันแต่รัฐธรรมนูญ กำหนดนิติสัมพันธ์ระหว่าง “ประชาชน” กับ “ออกเสียงประชามติ”พรบ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 มาตรา 10 ให้ประธานรัฐสภาแจ้งนายกรัฐมนตรีในการออกเสียงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ กำหนดเวลาไม่เร็วกว่า 90 วันและไม่ช้ากว่า 120 วัน โดยมาตรา 11/1 กำหนดให้จัดออกเสียงประชามติกับวันเลือกตั้งระดับชาติหรือท้องถิ่นได้ และในมาตรา 13 “ข้อยุติในการออกเสียงประชามติให้ใช้เสียงข้างมาก” ปัญหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจหน้าที่รัฐสภา ระบุชัด รัฐสภาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติสอบถามประชาชนเจ้าของอำนาจ ผู้สถาปนาอำนาจรัฐธรรมนูญก่อน โดยกำหนดให้จัดทำประชามติถึง 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 – 2 จัดออกเสียงประชามติรวมกันมาได้โดยตีความมัดและเสร็จเด็ดขาด ห้ามรัฐสภาจัดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า พูดภาษาชาวบ้าน คือ ห้ามรัฐสภาจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร.ไม่ว่าขั้นตอนหนึ่ง ขั้นตอนใดของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากฝ่าฝืน ตกเป็นโมฆะ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบรัฐธรรมนูญของไทยเคยเกิดขึ้นในอดีต อาทิ รัฐธรรมนูญปี 2517 เกิดหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ทั้งสองฉบับถูกฉีกขาดโดยคณะรัฐประหาร แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับซ่อนรูปโดย คสช.ยกระดับกระชับอำนาจ ในการตั้งรัฐบาลนาวาภายใต้การเลือกตั้งปี 2562 และปี 2566 ไม่เป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก กลับตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ส้มหล่นเป็นพรรคการเมืองลำดับสองที่รวบรวมเสียงข้างมากได้ โดยมีตัวแปรหลัก “สว.250 คน มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี” เป็นกับดัก มาตรา 272 วรรคหนึ่ง เมื่อพ้นอำนาจ สว.ยังเจอกับดักในเรื่อง มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ภายหลังบริหารประเทศเหตุเพราะคำว่า มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบข้อกำหนดมาตรฐานจริยธรรมปี 2561 เป็นยาแรงโดยใช้บังคับทั้ง สส. สว.หรือคณะรัฐมนตรี รวมถึง 5 องค์กรอิสระ แม้เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่ 2 แต่ยังเจอกับดักในวาระที่ 3 โดยรัฐธรรมนูญฉบับแก้ยาก ต้องมี สว.1 ใน 3 หรือจำนวน 67 คน เป็นบทบังคับเด็ดขาด แต่เกมการเมืองระหว่างขั้วอำนาจเป็นเรื่องเฉพาะ กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง มิใช่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เกมผลักดันให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองแต่ละพรรคก่อนการเลือกตั้งใหญ่ แต่เกมแก้รัฐธรรมนูญ มีเงื่อนไข ต้องผ่านวาระที่ 3 และผ่านประชามติ ส่วนเนื้อหาร่างพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ที่กำหนดเกมว่า คณะใด กลุ่มใด เป็นผู้ร่าง ฃโดยใช้เสียงข้างมากลากไป โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอำนาจชิงความได้เปรียบ หากพลาดพลั้ง คุมเกมไม่ได้ ย่อมเปิดช่องให้ล้มกระดานร่างพิมพ์เขียวฉบับใหม่ ทำให้เสียงบประมาณในการจัดทำ โดยโยนความผิดให้แก่รัฐธรรมนูญ 2560 อ้างว่า แก้ยากเป้าหมายเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังไม่แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแก้ยาก วางกับดัก หลุมพราง ไว้รอบด้านเป็นหลุมพราง​

“เนื่องในโอกาสครบรอบ 93 ปี รัฐธรรมนูญและ ระบบรัฐสภาเป็นตัววัดระดับประชาธิปไตยของไทย ทั้งในประชาธิปไตยในเนื้อหาและในรูปแบบความเสถียรภาพของรัฐบาลจะเข้มแข็งหรือไม่ เกิดจาก กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง แย่งชิงอำนาจเป็นหลัก เห็นได้จาก ขณะนี้เกิดภาวะสู้รบปัญหาขายแดนไทย – กัมพูชา ประชาชนเรือนแสนชายแดนอพยพหนีภัย แต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศ สวมหมวกสองใบ หัวหน้าพรรคภูมิไจไทย (ภท.) ยังเดินหน้าเปิดตัวผู้สมัคร สส.เขต โดยมุ่งถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ที่ชิงความได้เปรียบรวบรวมบ้านใหญ่ในมือเพื่อรวบรวมเสียงอันดับ 1 แต่ในแง่การเมือง อำนาจในการกำหนดให้พรรคการเมืองใดชนะเลือกตั้ง เป็นเสียงของประชาชนตัวชี้ขาด มิใช่ เกิดจากพรรครัฐบาลใช้พลังดูดบ้านใหญ่ให้ได้เสียงมากสุดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ แม้ สสร.จากภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการร่างพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในกระบวนการจัดทำประชามติถึง 3 ครั้ง เป็นหลักประกันที่ประชาชนเจ้าของอำนาจผู้สถาปนารัฐธรรมนูญจะ เห็นชอบกับร่างพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่การร่างและออกแบบเป็นไปตามธงของผู้มีอำนาจและอาจล้มกระดานได้ โดยไร้หลักประกัน เกมอำนาจหลักอยู่ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” นายณัฐวุฒิ กล่าว