‘แสวง’อำลา’อิทธิพร’ พ้น’ปธ.กกต.’ บอกเป็นเกียรติเป็นความทรงจำ

'แสวง'อำลา'อิทธิพร' พ้น'ปธ.กกต.' บอกเป็นเกียรติเป็นความทรงจำ

‘แสวง’อำลา’อิทธิพร’ พ้น’ปธ.กกต.’ บอกเป็นเกียรติเป็นความทรงจำ

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่งตั้ง นายณรงค์ กลั่นวาริน เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนใหม่ แทนที่ นายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งพ้นแหน่งประธาน กกต.เนื่องจากครบวาระเมื่อเดือน ส.ค.2568 นั้น ล่าสุดวันนี้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ได้โพสต์รูปภาพถือพวงมาลัยไหว้ทำความเคารพและกอดอำลานายอิทธิพร รวมทั้ง นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต.ที่ครบวาระ รวมทั้งภาพเดินไปส่งขึ้นรถที่ลานจอดรถศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงาน กกต.

พร้อมกันนี้ เลขาธิการ กกต.โพสต์ข้อความระบุว่า “ที่ผ่านมา…รู้สึกเป็นเกียรติ…จากนี้ต่อไป…มันเป็นความทรงจำ…” ทั้งนี มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า หนึ่งในภาพที่มีการเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของนายแสวง นั้น จากการจับสีหน้าท่าทางพบว่าภาพที่มีการสวมกอดระหว่างนายแสวง และนายอิทธิพร นั้น ปรากฏว่า นายอิทธิพร เม้มปาก สีหน้าอาวรณ์

– 006

‘หัวหน้าเท้ง’ออกโรง ขอเสียงหนุนฟื้น‘สภาที่ปรึกษา’ ย้ำกระบวนการทำรธน.ใหม่ต้องยึดโยงปชช.

‘หัวหน้าเท้ง’ออกโรง ขอเสียงหนุนฟื้น‘สภาที่ปรึกษา’ ย้ำกระบวนการทำรธน.ใหม่ต้องยึดโยงปชช.

‘หัวหน้าเท้ง’ออกโรง ขอเสียงหนุนฟื้น‘สภาที่ปรึกษา’ ย้ำกระบวนการทำรธน.ใหม่ต้องยึดโยงปชช.

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ ซึ่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการอภิปรายร่างมาตรา 4 ว่าด้วยองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาสนับสนุนกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ผ่านการสนับสนุนความเห็นที่กมธ.ของพรรคประชาชนสงวนไว้ ที่เสนอให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการยึดโยงประชาชน

นายณัฐพงษ์ อภิปรายต่อว่า ทั้งนี้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยากได้ที่ไม่มีคนกลุ่มใดที่กินรวบผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญในกระบวนการรต่อไปได้ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม และได้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยไม่ถอย หลังรวมถึงต้องการปลดล็อคเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญในอนาคตที่ยืดหยุ่น

“ผมเข้าใจในข้อจำกัดทางการเมืองและสภาพทางงการเมืองที่เป็นจริง ทั้งเงื่อนไข ใช้เสียง สว.1 ใน 3 ที่เห็นชอบวาระสาม และเสียงฝ่ายค้าน 20% จึงต้องเป็นตรงกลางที่ทุกฝ่ายเห็นชอบและกรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ตอบเกินคำถาม และในกระบวนการสุดท้ายต้องได้เสียงเห็นชอบจากประชาชนในกระบวนการทำประชามติ ดังนั้นต้องฟังเสียงประชาชนว่าต้องการ หรืออยากเห็นอะไรด้วย” นายณัฐพงษ์ อภิปราย

‘พันธุ์ใหม่’ยกเสียงประชาชน จี้สมาชิกกลับมติ‘กมธ.เสียงข้างมาก’ ให้มี‘ส.ส.ร.’มาจากเลือกตั้ง

‘พันธุ์ใหม่’ยกเสียงประชาชน จี้สมาชิกกลับมติ‘กมธ.เสียงข้างมาก’ ให้มี‘ส.ส.ร.’มาจากเลือกตั้ง

‘พันธุ์ใหม่’ยกเสียงประชาชน จี้สมาชิกกลับมติ‘กมธ.เสียงข้างมาก’ ให้มี‘ส.ส.ร.’มาจากเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.35 น.

“พันธุ์ใหม่”ยกเสียงประชาชน จี้สมาชิกกลับมติ”กมธ.เสียงข้างมาก” ให้มี”ส.ส.ร.”มาจากเลือกตั้ง ดึงปชช.มีส่วนร่วมสร้างกลไกทำรธน. ค้านสูตร”20 หยิบ 1″เอื้อพวกพ้อง ลามโยงไกลอาจได้”กติกาประเทศฉบับสีเทา” ด้าน”พท.”ลั่นยุคหน้าเจอ รัฐบาล-รธน.สีน้ำเงินอย่างแท้จริง ชี้ไม่แฟร์ตามหลักปชต. ทำกลุ่มหนึ่งได้เปรียบ

เมื่อเวลา 12.10 น.วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ) ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ

โดยระหว่างการอภิปรายร่างมาตรา 4 ซึ่ง กมธ.เสียงส่วนใหญ่ เสนอให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของผู้สมัครได้รับเลือกด้วยสูตร 20 หยิบ1 และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมัครรับคัดเลือก ด้วยสูตร 20 หยิบ 1

ทั้งนี้ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า เชื่อว่าประชาชนผิดหวังกับกรณีที่ กมธ.ตัดสิทธิของประชาชนที่จะได้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงในคูหาเลือกตั้งและกรณีที่ให้รัฐสภาเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการสมัครกันเองนั้น ขัดหลักการและบิดเบือนร่างแก้รัฐธรรมนูญของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ที่รัฐสภาลงมติรับให้เป็นร่างหลักพิจารณา อย่างไรก็ดี เครือข่ายประชาชนเขียนรัฐธรรมนูญ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภากลับมติของ กมธ.เสียงข้างมาก โดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกของประชาชน เพราะหากให้มีผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามที่ กมธ.เสียงข้างมากเสนอ เป็นวิธีที่สมาชิกรัฐสภาเลือกผู้สมัครเข้ามาเองในสูตร 20 หยิบ 1 ด้วยวิธีดังกล่าวจะยึดโยงประชาชนอย่างไร เพราะมี สว.ที่ไม่ได้มาจากการประชาชน โดยเฉพาะ สว.เสียงข้างมาก สามารถหยิบผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ได้ 7 – 8 คน ส่วนที่เหลือต้องไปเกาะกับพรรคการเมืองจะได้เป็น กมธ.เสียงข้างมาก ด้วยวิธีนี้จะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน

“ยังไม่เข็ดอีกหรือ ที่เลือกกันเองแบบ สว.ที่ได้มาโดยประชาชนไม่ได้เลือก และเมื่อเข้ามาเป็นแล้ว ไม่เคยทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญมุ่งเพื่อรักษาอำนาจของพวกพ้อง ทั้งเสนอให้ สว.อยู่ครบวาระ 5 ปี มีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญ ได้ไปเป็น สส.เป็นรัฐมนตรีหลังพ้น สว.หากได้คนร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน เขาจะคิดถึงประโยชน์ของตนเองมากกว่าประโยชน์ประชาชน และรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะยอมให้กลุ่มฮั้ว ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง หากเป็นพวกที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ อาจได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับสีเทาได้” น.ส.นันทนา กล่าว

ด้าน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.อภิปรายว่าตนเสียดายที่ไม่ได้เสนอคำแปรญัตติ ซึ่งการแก้ไขกลไกทำรัฐธรรมนูญใหม่ของ กมธ.จะกังวลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตนไม่แน่ใจในเหตุผลของ กมธ.ที่ตัดคูหา ยกคูหาหนีประชาชน ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ กมธ.เสียงข้างน้อย พูดเสียงเดียวกันอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม จึงขอยืนยันให้มีสภาที่ปรึกษาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ต้นทาง และของ กมธ.เสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นที่เสนอทั้ง สสร.และสภาที่ปรึกษาหารือเพื่อเอาโมเดลใดโมเดลหนึ่งที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียโอกาส

ขณะที่ นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า การใช้สูตร 20 หยิบ 1 มีปัญหาที่มองเห็นได้ว่า หากมีคนควบคุมได้ 18 กลุ่ม จาก 35 กลุ่ม ควบคุมการเป็นไปของรัฐธรรมนูญแบบเบ็ดเสร็จ เพราะใช้เสียงเพียง 198 เสียง เป็นสิ่งที่น่ากังวล เหตุผลการเลือกแบบกลุ่ม กลุ่มที่รวมตัวเหนียวแน่น หรือจัดการเป็นระบบ และมีกติกาที่เอื้อต่อการเลือก สามารถควบคุมความเป็นไปของรัฐธรรมนูญได้เบ็ดเสร็จ หากมีพรรคการเมืองหรือกลุ่มสีน้ำเงินมี สส.100 คน สว.150 เสียง รวม 250 เสียง สามารรถควบคุมได้

“สส.สีน้ำเงิน 80 เสียง หรือเป็น 100 เสียงตอนนี้ และร่างเขียนกติกาเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภายุคหน้ากำหนด หากเลือกตั้งเที่ยวหน้ารัฐบาลเป็นสีน้ำเงิน และ สว.สีน้ำเงิน จะได้รัฐธรรมนูญสีน้ำเงินอย่างแท้จริง ทั้งนี้ สีน้ำเงินไม่ใช่สีที่เสียหาย แต่ตามหลักประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญต้องเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง เพราะเมื่อใดที่มีรัฐธรรมนูญบิดเบี้ยว กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้เปรียบ รัฐธรรมนูญอยู่ไม่นาน” นายจิตติพจน์ อภิปราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก และต้องการให้มีกลไกทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน

‘รัชนีกร’ของขึ้น! ฉะ‘นักการเมือง’สารพัดปัญหา ทั้ง‘ชายแดน-น้ำท่วม’รุมเร้า

‘รัชนีกร’ของขึ้น! ฉะ‘นักการเมือง’สารพัดปัญหา ทั้ง‘ชายแดน-น้ำท่วม’รุมเร้า

‘รัชนีกร’ของขึ้น! ฉะ‘นักการเมือง’สารพัดปัญหา ทั้ง‘ชายแดน-น้ำท่วม’รุมเร้า

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

“สว.รัชนีกร”ของขึ้น! ซัด”นักการเมือง”สารพัดปัญหา ทั้ง”ชายแดน-น้ำท่วม”รุมเร้า แต่ยังหวังแก้รธน.ทั้งฉบับเพื่อผลประโยชน์ แทนที่จะนำงบฯมาแก้อุทกภัย-สงคราม ชง”กรรมการยกร่าง”ต้องมาจาก”สมาชิกรัฐสภา” ลั่นอยากแก้ต้องกล้าเปิดหน้า ไม่ต้องมีร่างทรง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ) ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาเรียงตามลำดับรายมาตรา ทั้งนี้ ในมาตรา 3 ว่าด้วยการคัดเลือกที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการฯ ผู้สงวนความเห็น อภิปรายว่า ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยให้กับประเทศไทย รวมถึงผู้สูญเสียจากน้ำท่วมและประสบภัยจากสงคราม รู้สึกสะเทือนใจกับคำพูดสุดท้ายของทหารท่านหนึ่งที่ว่า ผมมีลูก ตนเองก็มีลูก วันนี้ตนเองก็มาทำหน้าที่เพื่อชาติในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นเดียวกัน

น.ส.รัชนีกร กล่าวต่อว่า สมาชิกผู้ทรงเกียรติทำอะไรกันอยู่ เปิดประชุมวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้งที่แก้รายมาตราได้แต่ก็ไม่ทำ มาใช้วิธีที่ต้องใช้งบประมาณชาติเป็นหมื่นล้าน ตนเองอนาถใจกับการเมืองแบบนี้ ทำไมเราไม่นำงบหมื่นล้านมาแก้น้ำท่วม ทำไมไม่เปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาสงคราม นักการเมืองไทยก็ยังมุ่งแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ ตนไม่ได้ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ สามารถแก้ได้เป็นรายมาตรา โดยไม่ต้องเปลืองงบประมาณโดยในมาตรา 3 เสนอให้ควรแก้ไขเนื้อหา ให้นำผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็นที่ปรึกษา แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรมาจากสมาชิกรัฐสภา คือ สส.และ สว.เพราะท่านเข้ามาโดยหน้าที่ เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะไปนำบุคคลอื่นมาร่างรัฐธรรมนูญ

“สมาชิกรัฐสภาควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองกระทำไป ถ้าท่านอยากแก้ ท่านก็ต้องกล้ารับผิดชอบ และกล้าเปิดหน้า ว่าอยากแก้ตรงไหน ไม่ต้องใช้ร่างทรง” น.ส.รัชนีกร กล่าว

ด้าน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.ฯ ชี้แจงว่า มีความในรัฐธรรมนูญรองรับไว้อยู่แล้วเรื่องการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ จึงไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติมาตรา 3 ไว้อีก การอภิปรายของ น.ส.รัชนีกร ถือเป็นรายละเอียด จึงเห็นชอบกับผู้แปรญัตติให้ตัดมาตราดังกล่าวออกทั้งมาตรา

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ ในมาตรา 3 คือให้ตัดออกทั้งมาตราด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 513 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง

มติรัฐสภา 328 เสียง ไฟเขียว‘กลไกทำรธน.ใหม่’ มี‘กมธ.ร่างรธน.-กมธ.รับฟังความเห็น’มาจาก‘รัฐสภา’คัดเลือก

มติรัฐสภา 328 เสียง ไฟเขียว‘กลไกทำรธน.ใหม่’ มี‘กมธ.ร่างรธน.-กมธ.รับฟังความเห็น’มาจาก‘รัฐสภา’คัดเลือก

มติรัฐสภา 328 เสียง ไฟเขียว‘กลไกทำรธน.ใหม่’ มี‘กมธ.ร่างรธน.-กมธ.รับฟังความเห็น’มาจาก‘รัฐสภา’คัดเลือก

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.15 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งที่ประชุมได้ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง เพื่อพิจารณาร่างมาตรา 4 ซึ่ง กมธ.เสียงข้างมาก เสนอให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของผู้สมัครได้รับเลือกด้วยสูตร 20 หยิบ 1 และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมัครรับคัดเลือก ด้วยสูตร 20 หยิบ 1

เมื่อการอภิปรายแล้วเสร็จ ได้ลงมติ ผลปรากฎว่า มติเสียงข้างมาก 328 เสียง เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ต่อเสียงไม่เห็นด้วย 266 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 21 เสียง

จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณามาร่างมาตราต่อไป ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวกับที่มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้ ก่อนเริ่มพิจารณาเนื้อหา นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็น ได้ขอถอนประเด็นที่สงวนไว้ เนื่องจากในร่างมาตราก่อนหน้านั้นแพ้มติเสียงข้างมากของรัฐสภา

‘อนุทิน’เช็กมือถือ รับแจ้ง‘ทรัมป์’เตรียมโทร.ประสานไทย-กัมพูชา‘หยุดยิง’

‘อนุทิน’เช็กมือถือ รับแจ้ง‘ทรัมป์’เตรียมโทร.ประสานไทย-กัมพูชา‘หยุดยิง’

‘อนุทิน’เช็กมือถือ รับแจ้ง‘ทรัมป์’เตรียมโทร.ประสานไทย-กัมพูชา‘หยุดยิง’

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

‘อนุทิน’เช็กมือถือ รับแจ้ง‘ทรัมป์’เตรียมโทร.ประสานไทย-กัมพูชา‘หยุดยิง’

10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ ระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ยกโทรศัพท์มือถือมาดู​ข้อความที่คาดว่าสมาชิกพรรค​ แจ้งข่าว​กรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เตรียมจะโทรหาไทยและกัมพูชา เพื่อขอให้หยุดยิง

จากนั้น​ นายกฯได้โทร.กลับโดยไม่ทราบว่าคุยรายละเอียดในเรื่องใด​

‘เพื่อไทย’รุมถล่มสูตรส้ม‘20 หยิบ 1’ทำแก้รธน.บิดเบี้ยว ดาหน้าเชียร์ฟื้น‘151 ส.ส.ร.’

‘เพื่อไทย’รุมถล่มสูตรส้ม‘20 หยิบ 1’ทำแก้รธน.บิดเบี้ยว ดาหน้าเชียร์ฟื้น‘151 ส.ส.ร.’

‘เพื่อไทย’รุมถล่มสูตรส้ม‘20 หยิบ 1’ทำแก้รธน.บิดเบี้ยว ดาหน้าเชียร์ฟื้น‘151 ส.ส.ร.’

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.

‘เพื่อไทย’ระดมสับสูตร‘20 หยิบ 1’บกพร่อง ทำกระบวนการบิดเบี้ยว-ยึดโยงเสียงข้างมาก หวั่นไม่เป็นประชาธิปไตย ชงฟื้น‘151 ส.ส.ร.’ ขณะที่‘กมธ.ยกร่างฯ’รัฐสภาตั้ง 25 คน ส่วนอีก 10 คน เสนอโดย‘องค์กรวิชาชีพ’ ด้าน‘พริษฐ์’ขอเสียงหนุนฟื้น‘2 กลไก’ ดึงเพิ่มประชาชนมีส่วนร่วม

10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงมาตรา 256/1 ว่าด้วยการกำหนดองค์กรที่จะทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะกมธ. ผู้สงวนความเห็น อภิปรายว่า กรรมาธิการฯ เสียงข้างมากกำหนดไว้ 2 องค์กร คือ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 35 ท่าน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อ และคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 35 ท่าน ที่รัฐสภาคัดเลือก ทั้ง 2 คณะ โดยคณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะนี้ เปลี่ยนแปลงจากเนื้อหาในร่างเดิมของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ. โดยตัดการเลือกจากประชาชนโดยตรงออกทั้งหมด เราเห็นว่า การจะได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะเกิดปัญหา จึงขอสงวนความเห็นและแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256/1 เป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือ เราเห็นว่าควรมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ตามที่เราร่างไว้แต่เดิม เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีมากกว่า โดยขอเพิ่ม ส.ส.ร. ให้มีองค์ประกอบ 100 คน เลือกจากประชาชน 300 คนทั่วประเทศ และท้ายสุดให้รัฐสภาเลือก โดยต้องให้มี ส.ส.ร. ตัวแทนจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน ทั้งนี้ เชื่อว่าวิธีการนี้ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่การให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง ทั้งนี้ ตนเห็นว่าควรมี ส.ส.ร. อีกส่วนที่มาจากการเลือกโดยคณะผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย องค์กรวิชาชีพต่างๆ รวมตัวกันแล้วเสนอชื่อมาให้รัฐสภาแต่งตั้งจำนวน 51 คน

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า การใช้สูตร 20 หยิบ 1 เพื่อเลือกกรรมาธิการฯ 35 คนนั้น ท้ายสุดจะนำไปสู่การที่ใครรวมเสียงข้างมากได้ ก็จะคัดเลือกกรรมาธิการฯ ได้ตามที่ตนเองต้องการ และจะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บิดเบี้ยวไป จึงเสนอให้ใน 35 คนนั้น ใช้สูตรใหม่ คือรัฐสภาเลือกเพียง 25 ท่าน และเสนอแต่งตั้งโดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายเพิ่มเติมอีก 10 ท่าน ให้รัฐสภาคัดเลือกอีก เพื่อถ่วงดุลให้กรรมาธิการฯ หลากหลายขึ้น สำหรับกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ ก็จะเสนอให้ใช้สูตร 25 บวก 10 เช่นกัน โดยอีก 10 คน จะเสนอมาจากองค์กรด้านการสื่อสารมวลชน และวารสารศาสตร์เช่นเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจึงเสนอให้มี 3 องค์กรทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตัดความยึดโยงต่อประชาชนออก และคิดว่าจะทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญหลากหลาย มีความเป็นกลาง ไม่ยึดโยงกับเสียงข้างมากหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชนโดยแท้จริง

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า พรรคเพื่อไทยได้สงวนคำแปรญัตติในส่วนขององค์กรในการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยเรื่องนี้อยู่ในร่างของพรรคเพื่อไทย แต่ในวาระที่ 1 ร่างของพรรคเพื่อไทยตกไป ตนเองตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องมี ส.ส.ร. และการไม่มี จะส่งผลเสียอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมืองตลอดมาหลาย 10 ปี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทำให้มีข้อหาว่าสมาชิกรัฐสภากำลังแก้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ทั้งที่ความจริงแล้วการแก้ไขเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภา แต่วัฒนธรรมการเมืองของประเทศไทย จะมีความรู้สึกอย่างนี้มาตลอด หลังการทำรัฐประหารปี 2557

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจึงเห็นว่าควรมี ส.ส.ร. หากมีเฉพาะกรรมาธิการยกร่างมายกร่าง แล้วมารับฟังความเห็น และมาตัดสินใจเองในแต่ละมาตรานั้น จะเป็นการพิจารณาที่ไม่มีทางรับฟังความเห็นที่รอบด้าน และรอบคอบ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างนี้จะตรงมาที่รัฐสภา ดังนั้น จึงมีจุดอ่อนตรงที่ว่าไม่มีองค์กรตรงกลาง โดยถือว่ามีความสำคัญมาก ดังนั้น การมี ส.ส.ร. ถือว่ามีองค์กรคั่นกลาง ทำให้ผู้คนที่มาจากหลากหลาย และมีความเชื่อมโยงกับประชาชน เพราะเราเสนอว่าที่มาต้องมาจากประชาชน เราเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ส.ส.ร. มีความเชื่อมโยงกับประชาชน และพิจารณาร่างที่คณะกรรมการยกร่างมา ส.ส.ร. จะพิจารณาได้เต็มที่ และไม่มีข้อครหาว่ากำลังทำเพื่อตัวเองทำเพื่ออำนาจของสมาชิกรัฐสภา ดังนั้น แนวความคิดนี้มีเหตุผลที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมือง และทำให้โอกาสในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประสบผลสำเร็จได้มากกว่า เป็นที่ยอมรับของประชาชนได้มากกว่า การไม่มี ส.ส.ร. เป็นความสูญเสียอย่างมาก อาจมีการเผชิญหน้ากับรัฐสภาเอง หรืออาจมีการเผชิญหน้ากับประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าโครงสร้างดังกล่าวมีส่วนร่วมได้น้อย ร่างเอง ตัดสินเอง

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า การสงวนคำแปรญัตติของพรรคเพื่อไทย เรายังถือว่าที่มาขององค์กรที่สำคัญนี้ ควรจะต้องยึดโยงเชื่อมโยงกับประชาชน คำว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ในคำว่าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่า จะให้ประชาชนร่วมเลือกร่วมแสดงความเห็นร่วมพิจารณาคัดเลือก หรือแม้แต่เลือกตั้งมา หากรัฐสภามาคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง การตัดสินสุดท้าย ก็อยู่ที่รัฐสภาไม่ใช่การให้ประชาชนเป็นผู้เลือกโดยสมบูรณ์ เรายืนยันเรื่องนี้ ว่าต้องมี ส.ส.ร. และต้องเชื่อมโยงกับประชาชน สุดท้ายให้ประชาชนเป็นคนตัดสินในการทำประชามติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาร่างมาตรา 4 ว่าด้วยองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กมธ. เสียงข้างมากกำหนดให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของผู้สมัครได้รับเลือก และกมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน  ซึ่งรัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมัครรับคัดเลือก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในมาตราดังกล่าวพบว่ามี กมธ.เสียงข้างน้อยในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยสงวนความเห็นปรับแก้ไขโดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดกลไกเชื่อมโยงกับประชาชน นอกจากนั้นเพื่อทำหน้าที่กำกับ และลงมติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ดำเนินการพร้อมกับแก้ไขสูตร 20 หยิบ1 ที่กมธ.เสียงข้างมากเสนอเพราะมองว่าจะเปิดช่องให้ฮั้วเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกมธ.ที่สงวนความเห็น อภิปรายว่าตามเนื้อหาที่กมธ.เสียงข้างมาก กำหนดให้มีผู้เขียนรัฐธรรมนูญ 35 คนมาจากการเลือกของรัฐสภา ด้วยสูตร 20 หยิบ 1 นั้น สุ่มเสี่ยงที่คนเขียนรัฐธรรมนูญจะถูกครอบงำ ชี้นำมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะกรณีที่ผู้สมัครต้องมีผู้สนับสนุน 100 คน บุคคลทั่วไปยากมากที่จะหาผู้สนับสนุนได้ครบ แต่หากเป็นกลุ่มหรือพรรคการเมืองทำได้ง่ายมาก ดังนั้นผู้เขียนรัฐธรรมนูญสามารถถูกจัดตั้งมาตั้งแต่แรก ถูกใส่ชื่อมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงต้องการตัดประเด็นการครอบงำ ชี้นำให้มากที่สุด

“ผมเสนอให้กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญมาจากสัดส่วนภูมิภาค 20 คน และมาจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ  15 คน เพื่อป้องกันการผูกขาด ครอบงำ ของเสียงข้างมาก กลไกที่ให้รัฐสภาคัดเลือก จะใช้แนวทางของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เป็นฐานพิจารณา คือ ผู้สมัครที่จะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง และจำนวนนั้นต้องมีสว.เห็นชอบด้วย  ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 40 คน และได้เสียงฝ่ายค้านเห็นชอบ 20% เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ได้รับความเห็นชอบของทุกฝ่าย เพื่อมั่นใจว่ากมธ.ร่างรัฐธรรมนูญมาจากทุกภาคส่วน ป้องกันการครอบงำชี้นำ การฮั้ว ให้รัฐธรรมนูญเป็นสีใดสีหนึ่งได้” นพ.ชลน่าน อภิปราย

นพ.ชลน่าน อภิปรายต่อว่า รัฐสภาเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้นสิ่งที่พรรคเพื่อไทย และตนเสนอเป็นหนทางได้กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี ส.ส.ร. และได้แนวทางที่เหมาะสม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการเลือกตั้งทางอ้อม ได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของประชาชนทุกภาคส่วนและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ด้านน.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกมธ.ที่สงวนความเห็น อภิปรายให้มี ส.ส.ร.จำนวน151 คน มาจากประชาชนแต่ละจังหวัด และรัฐสภาแต่งตั้งตามคุณสมบัติ เพื่อทำหน้าที่กำกับ และกลั่นกรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผู้ยกร่างเขียนขึ้น และที่มา โดยตัดประเด็นการมีผู้สนับสนุนตอนสมัคร เพราะมองว่าเป็นการเปิดช่องให้จัดตั้งทางการเมือง กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน

“ส.ส.ร. เป็นกลไกช่วยให้รัฐธรรมนูญใหม่ ยึดโยงกับประชาชน  ดังนั้น ส.ส.ร. จึงต้องมีที่มา ที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล กำกับการทำงานของกมธ.ร่าง และกมธ.รับฟังความเห็น และมีอำนาจเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นหลักประกันกระบวนกรยกร่างรัฐธรรมนูญที่โปร่งใส รอบคอบ ทั้งนี้ ส.ส.ร.ถือเป็นองค์ประกอบที่สาม ที่จำเป็นต่อการเมืองไทย ที่จะทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ชอบธรรม ได้รับการยอมรับ และยึดโยงกับประชาชน” น.ส.ขัตติยา อภิปราย

ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกมธ. อภิปรายว่า เชื่อว่าสังคมไทยยังขัดแย้ง ในการเลือกตั้งมีการแบ่งเป็นสีต่างๆ  ซึ่งหากใช้กลไกของกมธ.เสียงข้างมากเชื่อว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะถูกครอบงำโดยเสียงข้างมาก ทำให้สีที่เหลือไม่ยอมรับต่อการทำรัฐธรรมนูญใหม่ และอาจไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนโครงสร้างของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่กมธ.เสียงข้างมากเสนอยังมีปัญหา มีช่องโหว่ช่องว่าง ดังนั้นต้องมีโครงสร้างที่ประชาชนยอมรับในทุกขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่กมธ.ฝั่งพรรคประชาชน นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. อภิปรายตามที่สงวนความเห็นตอนหนึ่งว่า เสียดายที่กมธ.เสียงข้างมากเห็นต่างจากพรรคประชาชน ตัดกลไก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และแปลงสภาพจากสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้ง 100 คน ไปเป็นกมธ.รับฟังความคิดเห็น  ทั้งนี้พรรคประชาชนยืนยันว่ากลไกที่เสนอนั้นไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  เพราะกลไกเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่กำหนดให้ประชาชนเลือกมาเบื้องต้นแล้วให้รัฐสภาคัดเลือก ส่วนสภาที่ปรึกษาที่ออกแบบไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่อยู่ในข่ายข้อห้ามตามที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุ

“หากยอมรับการตีความเช่นนั้น หมายความว่า ให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ไปรับฟังนายก อบจ. ทุกจังหวัดเพราะเป็นตัวแทนของประชาชน จะถูกตีความว่าทำไม่ได้ เพราะนายก อบจ. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ ดังนั้นหากมองว่ากลไกที่พรรคเสนอ เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงขอให้รัฐสภาลงมติสนับสนุน” นายพริษฐ์ อภิปราย

‘เท้ง’ขอรัฐบาลตั้งธงให้ชัดคำว่า‘จบ’คือตรงไหน ใช้กำลังตอบโต้เขมร ต้องไม่ตกอยู่ในฐานะผู้รุกราน

‘เท้ง’ขอรัฐบาลตั้งธงให้ชัดคำว่า‘จบ’คือตรงไหน ใช้กำลังตอบโต้เขมร ต้องไม่ตกอยู่ในฐานะผู้รุกราน

‘เท้ง’ขอรัฐบาลตั้งธงให้ชัดคำว่า‘จบ’คือตรงไหน ใช้กำลังตอบโต้เขมร ต้องไม่ตกอยู่ในฐานะผู้รุกราน

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

‘เท้ง’ขอรัฐบาลตั้งธงให้ชัด คำว่า‘จบ’สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตรงไหน มองใช้กำลังทางทหารตอบโต้ทำลายขีดความสามารถได้ แต่ต้องไม่ตกอยู่ในฐานะผู้รุกราน พร้อมใช้วิธีบีบ‘กัมพูชา’เข้าโต๊ะเจรจา

10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ตนคิดว่าสิ่งสำคัญคือการตั้งโจทย์ให้ตรงกันว่าจะจบของเรื่องนี้จะไปอยู่ที่ตรงไหน จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ประชาชน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ทหารเกิดความสูญเสีย และทุกคนก็รู้สึกเสียใจ และเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น อยากให้สถานการณ์จบโดยเร็ว แต่ต้องตั้งธงให้ชัดว่าคำว่าจบจะไปจบที่ตรงไหน

“แต่สำหรับตนการที่อยากให้สถานการณ์จบลง คือการคืนความปกติสุขให้กับชีวิตและความเป็นอยู่ให้กับประชาชนคนไทยตามพื้นที่จังหวัดแนวชายแดน อย่างการให้สัมภาษณ์ของพลตรีณัฐศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาค 2 ที่ออกมาระบุว่าไม่มีการรบใดไม่จบที่การเจรจา เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ตนอยากได้ยินจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ก็คือต้องแสดงออกถึงทิศทางในการบริหารสถานการณ์ ความขัดแย้งตามแนวชายแดน”

นายณัฐพงษ์ ยังมองว่า การใช้กำลังทางการทหารในการตอบโต้สามารถทำได้ ตอบโต้อย่างเต็มกำลังเพื่อทำลายศักยภาพและขีดความสามารถของกำลังทางทหารกัมพูชา แต่ต้องเป็นไปตามหลักสากล และกฎการใช้กำลัง รวมไปถึงความได้สัดส่วน เพื่อปกป้องอธิปไตย ปกป้องชีวิตทรัพย์สินของประชาชน แต่การดำเนินการทุกอย่างเหล่านั้นต้องไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในฐานะผู้รุกรานกัมพูชา แต่ต้องอยู่ในฐานะที่เป็น ประเทศที่มีกองทัพที่เข้มแข็งกว่า และใช้ในการป้องกันตนเอง และสิ่งสำคัญคือต้องกดดันกัมพูชาในทุกแนวรบ ทางด้านการทหาร การพูดการข่าวสาร การปราบปรามสแกมเมอร์เพื่อกดดันกัมพูชา โดยพุ่งเป้าไปที่หัวใจคือระบอบฮุนเซน เพื่อบีบให้เขายอมกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาของเราให้ได้

เมื่อถามว่าแต่เมื่อสักครู่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการเปิดโต๊ะเจรจา โดยอำนาจทั้งหมดเป็นของฝ่ายความมั่นคงในการตัดสินใจ ผู้นำฝ่ายค้านระบุว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาตนได้สื่อสารไปยังนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ซึ่งได้แสดงความเป็นห่วง และเตือนไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าการสื่อสารในลักษณะเช่นนี้ อาจทำให้เกิดความกังวลใจต่อนานาชาติ เมื่อไหร่ก็ตามที่ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ตกอยู่ในฐานะผู้รุกรานประเทศกัมพูชาก่อน ก็จะทำให้เราขาดความชอบธรรมในการแก้ไขปัญหา พร้อมย้ำว่าสิ่งหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีจำเป็นคือการแสดงท่าที แต่เราแสดงความเข้มแข็งได้ และสามารถโต้ตอบได้อย่างเต็มที่เพื่อขจัดภัยความมั่นคง และสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในเฉพาะหน้า เพราะฉะนั้นการตอบโต้ด้วยกำลังทางการทหาร ที่มียุทธศาสตร์พุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถกองทัพกัมพูชา ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่พลเรือนกัมพูชา ตนเชื่อว่าทางฝั่งยุทธการ และฝังความมั่นคงสามารถทำได้ตามหลัก กติกาสากล

“แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาระบุว่าปิดตัวเจรจาทุกช่องทาง ต่อไปนี้ใช้กำลังอย่างเต็มที่ โดยไม่รู้ว่าจุดจบจะไปอยู่ที่ตรงไหนคือสิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้”

เมื่อถามย้ำว่าการที่ออกมาระบุว่าคำพูดของนายกรัฐมนตรีนั้นอันตรายหมายถึงอะไร นายณัฐพงษ์ ระบุ หากไม่มีการลดระดับสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดน ปล่อยให้มีการรุกลามบานปลายไปเรื่อยๆ ยังไม่เห็นว่าจุดจบจะอยู่ตรงไหน ตนก็ยังไม่เห็นว่าทางออกจะอยู่ตรงไหน และย้ำว่าธงที่ทุกคนต้องการ คือ อยากให้สงบและจบกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ และมีการตั้งคำถามว่าเมื่อฝั่งกัมพูชาไม่เคยให้ความจริงใจในการเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างที่เราแสดงความจริงใจ วิธีที่เราต้องทำคือบีบบังคับทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังในการตัดขีดความสามารถ เพื่อไม่ให้สามารถโจมตีไทยได้อีก หรือพุ่งเป้าไปที่สแกมเมอร์ ใช้โลกล้อมกัมพูชา เพื่อให้ไทยคงสถานะความได้เปรียบ ก็จะเป็นการทำให้ประเทศมหาอำนาจรวมถึงทั่วโลกล้อมกัมพูชา ไม่ใช่ไทยเป็นผู้ถูกล้อมด้วยสายตาว่าใครเป็นผู้รุกราน

เมื่อถามว่าการปฏิบัติการของกองทัพมุ่งเป้าไปที่รังสแกมเมอร์ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการ เพียงพอแล้วหรือไม่นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ต้องมีพื้นฐานข้อเท็จจริงว่าการโจมตีกาสิโน เป็นพื้นที่ในการปฏิบัติทางทหาร ซึ่งกองทัพก็ออกมาให้ข้อมูลในลักษณะนั้น จึงต้องระมัดระวังอย่าให้เกินกรอบไปมากกว่านี้ และสิ่งที่นายกไม่ควรทำคือการให้เช็คเปล่าฝ่ายความมั่นคงทำได้ทุกเรื่อง และตัวเองลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เพราะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในฐานะฝ่ายบริหาร

เมื่อถามว่าคิดว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะสามารถจบในรัฐบาลนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากหลายคนในรัฐบาลออกมาระบุว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” นายณัฐพงษ์ ระบุว่าปัญหาชายแดนเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้เป็นสิบๆปี การบริหารให้สถานการณ์จบลงคงไม่ง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่ตนไม่อยากเห็น คือการพยายามใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ครั้งนี้ เพื่อคะแนนความนิยมอย่างหนึ่งอย่างใด ความพยายามที่จะบริหารสถานการณ์ให้จบโดยเร็วถือเป็นเรื่องที่ดี การจะแก้ให้จบ เร็วจะต้องพูดคุยทั้งสองฝ่ายปักปันเขตแดนให้ครบ ซึ่งไม่มีทางที่จะทำให้ครบทุกหมุดภายในระยะเวลาที่รัฐบาลนั้นเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นแฮชแท็กที่ออกมาว่าให้มันจบที่รุ่นเรา จึงอยากส่งคำถามออกไปดังๆว่าจะจบได้จริงหรือ แล้วตกลงจุดจบอยู่ที่ตรงไหน จะใช้กองทัพของไทย ทลายให้ราบคาบเราจะทำจริงๆหรือ หรือจุดจบที่แท้จริง เป็นไปตามที่รองแม่ทัพ ภาคที่ 2 ได้บอกไว้ว่าไม่มีการรบใด ไม่จบที่การเจรจา จึงต้องพยายามกดดันและตีล้อมให้กัมพูชากลับเข้าสู่โต๊ะเจรา

เมื่อถามว่าสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาออกมาระบุว่าการปะทะกันตามแนวชายแดน เป็นการสร้างกระแสและคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนประเมินได้ ตนไม่อยากให้ทำให้สัมภาษณ์ ไปสรุปโดยที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง 100% แต่ตนได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากก่อน จะเห็นว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา เกิดจากที่มีความพยายามพุ่งเป้าปราบปรามสแกมเมอร์หรือไม่ เพราะฉะนั้นหากมองในมุมหนึ่งเราไม่ควรไปตกหลุมพราง ของเขา อย่างไรก็ตาม หากเกิดการปะทะทำในชายแดน แล้วกองทัพทำเกินหลักกติกาสากล เราจะขาดความชอบธรรมทันทีเพราะฉะนั้นค่าที่ของนายกรัฐมนตรีจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่าไปแสดงท่าทีเสริมเข้ากับทางกัมพูชาต้องการ

‘นิกร’เชื่อ 29 มี.ค.69 ลงล็อก เลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถกวาระ 3 ล่อแหลมเหตุใช้เสียง 1 ใน 3

‘นิกร’เชื่อ 29 มี.ค.69 ลงล็อก เลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถกวาระ 3 ล่อแหลมเหตุใช้เสียง 1 ใน 3

‘นิกร’เชื่อ 29 มี.ค.69 ลงล็อก เลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถกวาระ 3 ล่อแหลมเหตุใช้เสียง 1 ใน 3

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

‘นิกร’เชื่อ 29 มี.ค.69 เลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ประหยัดงบ 5,000 ล้าน บอกพิจารณาวาระ 3 ล่อแหลมเหตุใช้เสียง 1 ใน 3 มอง สส.-สว. ต้องคุยทำความเข้าใจ

10 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขานุการกรรมการร่วมกันเพื่อพิจารณาประชามติ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ และถือเป็นวันที่ดีในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระสอง และมองว่าการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญจะเรียกว่าไม่จำเป็นเลยก็ได้ เพราะเปิดสมัยสามัญก็ทัน เป็นไปตามกรอบ 60 วันไม่เกิน 150 วัน แต่มองว่า การเปิดวิสามัญครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงของ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนที่กำหนดให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปี

นายนิกร กล่าวว่า ส่วนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนได้ฟังนายภราดร ปริศนานันกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะยื่นญัตติโดยรัฐสภาเพื่อตั้งคำถามที่หนึ่งเพื่อทำประชามติ ซึ่งเรื่องนี้ตนพูดมากว่า 2 เดือนแล้วว่าสามารถทำได้ แต่ตอนหลังมีการให้ความเห็นกันว่า ครม.สามารถตั้งคำถามได้ แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา เขียนไว้ชัดว่ารัฐสภาเท่านั้น เป็นผู้เขียนตั้งคำถามที่ 1, 2 และ 3 เพราะฉะนั้นการดำเนินการโดยใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ และหากทำไปแล้วจะแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการที่รัฐบาลเสนอเป็นการดำเนินการตาม MOA

นายนิกร กล่าวอีกว่า หากมีการเสนอญัตติการพิจารณาอาจเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ก็ได้ แต่ต้องใช้อำนาจของประธานรัฐสภา หรือระหว่างการเปิดสมัยประชุมสามัญ สามารถเรียกประชุมรัฐสภาอีกครั้งก็ได้เพื่อจะเคาะเรื่องนี้ หรืออาจรอพร้อมคำถามที่สองหลังจากวาระที่สองผ่านไป 15 วันก็ได้ แต่พอสภามีญัตติในเรื่องนี้คำถามจากสภาจะถูกพุ่งตรงไป ครม. เพื่อออกพระราชกำหนดทำประชามติไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 150 วัน ซึ่งอาจลงล็อก 29 มี.ค.69 และเมื่อยุบสภาตาม MOA ซึ่งสามารถลงในวันเดียวกันได้ ซึ่งตนหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าคำถามที่ 2 จะผ่านการพิจารณาหรือไม่ก็หวังว่าอย่างน้อยจะได้คำถามที่ 1 พร้อมย้ำว่า ตรงนี้สำคัญเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะการเลือกตั้งใช้ประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่หากเป็นเฉพาะการทำประชามติอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท หากการทำประชามติแยกกับการเลือกตั้งงบประมาณจะอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท แต่หากทำพร้อมกันจะสามารถลดรายจ่ายได้ 4,000-5,000 ล้านบาท ตนจึงหวังว่า ทั้งรัฐธรรมนูญและงบประมาณถือเป็นเรื่องที่สำคัญน่าจะดำเนินการตามนี้

โดยการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระที่ 2 จากที่ตนดูมีปัญหาบ้างบางมาตรา โดยเฉพาะประเด็นที่ขัดแย้งกันกับวุฒิสภา ซึ่งการพิจารณาจะยึดตามเสียงข้างมาก วุฒิสภาไม่อาจทานเสียงของ สส.ได้ หากสู้กันวุฒิสภาไม่ชนะ แต่หากไปที่การพิจารณาวาระที่สาม เสียงจะต้องเป็น 1 ใน 3 จึงตั้งคำถามว่าจะผ่านหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ยังล่อแหลมอยู่มาก ตนคิดว่า น่าจะได้คุยกันเพื่อทำความเข้าใจทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามว่า หากต้องการให้วันเลือกตั้งพร้อมกับการทำประชามติ การตั้งคำถามจะต้องแล้วเสร็จภายใน ธ.ค.นี้ใช่หรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า กฎหมายใหม่กำหนดไว้ แม้จะไม่ชัด แต่อ้างตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และสภาส่งไปยังครม. และครม.ต้องออกข้อบังคับว่าให้มีประชามติเกิดขึ้น ไม่น้อยกว่า 60 วัน และไม่เกิน 150 วัน และหากปลายเดือนนี้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระสาม จะลงล็อกได้เลือกตั้ง ได้คำถามประชามติที่ 1 และ 2 พร้อมกัน

นายนิกร ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีเรื่องการสู้รบชายแดน คณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ตั้งให้ตนเป็นประธานคณะทำงานเขียนรายงาน ซึ่งปัจจุบันประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งการเขียนรายงานเกือบจะเสร็จแล้ว และตั้งใจว่าจะให้เสร็จในวันที่ 17 ธ.ค. ซึ่งมีข้อสรุปทั้งเห็นด้วยให้ยกเลิกและไม่เห็นด้วย มีน้ำหนักใกล้เคียงกันจึงใช้วิธีให้กรรมาธิการให้ความเห็น บันทึกเช่นเดียวกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่าใครเห็นด้วยหรือไม่ และเข้าสู่สภาทั้งหมดเพื่อจะสามารถพิจารณาได้ทัน 19 ธ.ค.

นายนิกร กล่าวว่า การศึกษา MOU 43-44 ไม่ได้ศึกษาว่าจะยกเลิกหรือไม่ แต่เกิดขึ้นภายหลัง คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็น 2 ข้างว่าจะคงไว้หรือยกเลิก แต่ปัจจุบันมีการสู้รบแนวชายแดนจึงอาจมีผลต่อการศึกษาของกรรมาธิการ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งข้อสังเกตไปยังรัฐบาล เชื่อว่า ความเห็นของกรรมาธิการจะช่วยประคองประเทศไปได้อีกมิติหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล

‘ณัฐวุฒิ’ยันหลักการปรับกลไกทำรธน.เปิดทางปลดล็อกสู่ฉบับใหม่ คาด 2 ปีเห็นการเปลี่ยนผ่าน

‘ณัฐวุฒิ’ยันหลักการปรับกลไกทำรธน.เปิดทางปลดล็อกสู่ฉบับใหม่ คาด 2 ปีเห็นการเปลี่ยนผ่าน

‘ณัฐวุฒิ’ยันหลักการปรับกลไกทำรธน.เปิดทางปลดล็อกสู่ฉบับใหม่ คาด 2 ปีเห็นการเปลี่ยนผ่าน

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.10 น.

‘ประธานกมธ.แก้รธน.’ยันหลักการปรับกลไกทำรธน.ใหม่ เปิดทางปลดล็อกสู่ฉบับใหม่ ย้ำอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน คาด 2 ปีเศษจะเห็นรัฐธรรมนูญใหม่

10 ธ.ค.68 เมื่อเวลา09.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา  เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ.. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ

โดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ รายงานผลการพิจารณาว่ากมธ.ได้พิจารณาโดยเป็นไปตามหลักการของร่างแก้รัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีบทสรุปส่วนแก้ไขในส่วนของกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน รัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก ตามสูตร 20 หยิบ1  มีหน้าที่และอำนาจและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า กมธ.ได้ปรับเปลี่ยนจากสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ เป็น กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน รัฐสภาเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลผู้สมควรได้รับเลือก มีหน้าที่และอำนาจ รับฟัง รวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้าน เป็นระบบ ขอให้สว. สส. ครม. หรือหน่วยงานต่างๆ  ลงพื้นที่ฟังความเห็นเพื่อนำมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และเผยแพร่สาระความคืบหน้าของการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านช่องทางต่างๆ 

นายณัฐวุฒิ รายงานต่อที่ประชุมต่อว่า กรณีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญหลังจากที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและกมธ.รับฟังความคิดเห็นดำเนินการแล้วเสร็จภายใน360 วัน เมื่อทำแล้วเสร็จตามกรอบเวลา ต้องส่งให้รัฐสภาดำเนินการ ในหลัก 2 ครั้ง  1 วาระ คือ โดยครั้งแรก คือให้รัฐสภาอภิปรายให้ความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่างๆ โดยไม่ลงมติ เพื่อให้กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และกมธ.รับฟังความเห็น รับกลับไปพิจารณาปรับแก้ไข และครั้งที่สอง ส่งเนื้อหากลับให้รัฐสภาลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า กมธ.พิจารณาปรับกรอบเนื้อหาและสาระสำคัญที่จะปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้ปรับแก้ไขให้สมบูรณ์มากขึ้น นอกจากความสมบูรณ์ของการปกครอง การรับรองเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันสิทธิเสรีภาพ กลไกความสัมพันธ์ทางการเมือง การตรวจสอบถ่วงดุล หลักนิติธรรม หลักยุติธรรมอันชอบธรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่วางเงื่อนไขบางส่วนไว้ โดยได้เพิ่มหลักการการกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่น นอกจากนั้นได้เพิ่มมาตราใหม่ โดยให้นำบทบัญญัติหมวด 1 ทั่วไปและหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 มาบัญญัติไว้ไม่ให้แก้ไข  และกมธ.ได้เพิ่มบทเฉพาะกาล โดยรับรองการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้ ให้ถือเป็นการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรายังไม่จำเป็น เพราะมุ่งไปสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องพิจารณาแก้ไขให้เกิดขึ้นก่อน ซึ่งเชื่อว่ารัฐสภาจะร่วมกันพิจารณาผ่านเนื้อหา รวมถึงการออกเสียงประชามติของประชาชน ส่วนสาระของรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นแบบใด หรือต้องมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือ จำเป็นต้องมีบทเฉพาะกาลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพของสมาชิกรัฐสภาหรือเรื่องอื่นๆ จะบัญญัติไว้หรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคตที่กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและกมธ.รับฟังความเห็น รัฐสภา และประชาชนตัดสิน จึงไม่พิจารณาประเด็นเหล่านั้น

“หากมีรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นจริง กมธ.ยืนยันว่าอาจใช้เวลาเกือบ 2 ปีเศษซึ่งเหมาะสมและพอควรต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศอีกครั้ง ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมดมีมาตราหลัก  8 มาตรา มีเพียง 1 หมวด มี 39 มาตราย่อยกมธ.แก้ไข 33 มาตรา ไม่แก้ไข 3 มาตรา ได้ตัดออก 10 มาตรา และเพิ่มขึ้นใหม่ 3 มาตรา เท่ากับว่าหากเดินหน้าพิจารณา ต้องลงมติรวมกันประมาณ 50 ครั้ง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า กมธ.หวังว่า 10 ธ.ค. ที่ตรงกับที่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญถาวรเกิดขึ้นครั้งแรก จะนำไปสู่การเปิดประตูเพื่อปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อยืนยันอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนและเจตจำนงที่ยึดโยงกับประชาชนอีกครั้ง เพื่อจัดกระบวนการเมืองเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ เรื่องใดๆ สถานการณ์ชายแดน ปากท้อง ภัยพิบัติ เสถียรภาพของรัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลักประกัน สิทธิเสรีประชาน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของกมธ.  และสมาชิกรัฐสภา