‘นายกฯ’เผยกัมพูชายังไม่ติดต่อเจรจา ลั่นไม่ใช่เวลาพูดคุย ย้ำทหารยังคุมสถานการณ์ได้

‘นายกฯ’เผยกัมพูชายังไม่ติดต่อเจรจา ลั่นไม่ใช่เวลาพูดคุย ย้ำทหารยังคุมสถานการณ์ได้

‘นายกฯ’เผยกัมพูชายังไม่ติดต่อเจรจา ลั่นไม่ใช่เวลาพูดคุย ย้ำทหารยังคุมสถานการณ์ได้

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

‘นายกฯ’ขอประชาชนฟัง‘กองทัพ’อัพเดทสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เผย‘เขมร’ยังไม่ติดต่อขอเจรจา ลั่นไม่ใช่เวลาพูดคุย บอกยังไม่ขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เหตุกองทัพยังคุมสถานการณ์ได้

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ล่าสุดเหตุปะทะชายแดนไทย -กัมพูชาว่า เดี๋ยวกองทัพจะแถลง ซึ่งมีแถลงทุกวันอยู่แล้ว จึงขอให้ประชาชนฟังข้อมูลจากการแถลง ของกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง อย่าไปฟังข่าวจากแหล่งอื่น ขอให้ฟังจากแหล่งเดียว จะได้มีความ ชัดเจนและถูกต้อง

เมื่อถามว่า ตอนนี้ท่าทีของกัมพูชามีการติดต่อหรือประสานอะไรเข้ามาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มี

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีกัมพูชาส่งสารมาว่า อยากจะพูดคุยเจรจา ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนายกรัฐมนตรี ย้อนถามว่า ส่งให้ใคร เมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่าพูดผ่านสื่อ นายกฯจึง กล่าวว่า มันไม่ได้ต้องมีช่องทางของมัน

เมื่อถามว่าแสดงว่าช่องทางดังกล่าวยังมาไม่ถึงใช่หรือไม่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขาก็มีช่องทางในการดำเนินการอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดคุยกัน

เมื่อถามว่า สถานการณ์ตอนนี้จำเป็นจะต้องมีการขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภา ตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเชื่อว่าตอนนี้ ยังไม่ได้รับการร้องขอใดๆ และทางกองทัพยืนยันว่า ยังควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างเต็มที่ แค่กองทัพขอให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินการ ซึ่งต้องปล่อยให้การดำเนินการเป็นไปตามกลยุทธ์ของทหาร

เมื่อถามว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถึงเวลาที่ต้อง พิจารณา MOU 43 และ 44 ได้หรือยัง ว่ายังจำเป็นหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้มีหลายเรื่องรวมถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่ากระแสการยุบสภา ในเวลาอันใกล้นี้จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนไทย -กัมพูชาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ไม่เกี่ยว เรื่องของการปกป้องอธิปไตยของไทยเป็นภารกิจหลักของฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ล่าสุดกัมพูชาได้โจมตีเข้ามาที่โรงพยาบาลด้วย จะมีการประณามอย่างไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เดี๋ยวขอรับรายงานที่แน่นอน และชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่าสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้จำเป็นที่จะต้องมีการนำไปพูดคุยบนโต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พูดไปแล้ว

เมื่อถามว่าถ้าชายแดนยังรบไม่จบจะไม่มีการยุบสภาใช่หรือไม่นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าวพร้อมกับเดินขึ้นห้องประชุมรัฐสภาทันที

‘นายกฯอนุทิน’พยักหน้ารับ ร่างพระราชกฤษฎีกา‘ยุบสภา’รอไว้แล้ว

‘นายกฯอนุทิน’พยักหน้ารับ ร่างพระราชกฤษฎีกา‘ยุบสภา’รอไว้แล้ว

‘นายกฯอนุทิน’พยักหน้ารับ ร่างพระราชกฤษฎีกา‘ยุบสภา’รอไว้แล้ว

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.58 น.

‘นายกฯอนุทิน’ย้ำร่างพระราชกฤษฎีกา‘ยุบสภา’รอไว้แล้ว แต่ยุบหรือไม่ต้องประเมินสถานการณ์ พร้อมสวนพวกหลุดจากตำแหน่ง ทำใจไม่ได้ หลังแซะภาพเปิดตัวผู้สมัครสส. ขัดสถานการณ์แก้ปัญหาชายแดน หวังแก้รัฐธรรมนูญเดินถึงวาระ 3 ตามข้อตกลงเอ็มโอเอ

เมื่อเวลา10.00 น. วันที่ 10 ธ.ค. 68 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กระแสข่าวเรียกแกนพรรคร่วมรัฐบาลพูดคุยเตรียมความพร้อมยุบสภาว่า คุยเมื่อไหร่ตนยืนอยู่ตรงนี้  บอกว่าไม่มี  แล้วจะมีได้อย่างไร ยังยืนยันการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะทูลเกล้าฯขึ้นไป

เมื่อถามว่ายังเป็นไทม์ไลน์เดิม ในวันที่ 31 มค.69 หรือจะเร็วขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นอำนาจของนายกฯ

เมื่อถามว่าย้ำว่าการประชุมหัวหน้าหน่วยราชการเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. บอกว่าอาจจะเร็วกว่าเดิมเหลือเพียงแค่ลงวัน ว. เวลา น. ใช่หรือไม่  นายกฯ ก็ใช่ เราก็ดูสถานการณ์ความเหมาะสม

เมื่อถามว่าย้ำว่าร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา มีการเตรียมไว้แล้วใช่หรือไม่  นายกฯ ไม่ตอบคำถามแค่พยักหน้ายอมรับ

เมื่อถามว่ากรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การเปิดตัวผู้สมัครสส. ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา นายอนุทิน กล่าวว่า   เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. มีการประชุมพรรคภูมิใจไทย ที่ประชุมทุกวันอังคาร ก็เพื่อเตรียมความพร้อมและทำการบ้านสำหรับการประชุมสภาฯทุกวันพุธ ต้องคุยท่าทีของพรรคหากมีการลงมติ ทิศทางจะเป็นอย่างไร ตนก็อยู่ที่พรรคภูมิใจไทย

“อย่าไปจับเรื่องเล็กๆน้อยๆ คนว่างงานก็ชอบพูดแบบนี้ การทำการเมืองแบบนี้มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ แต่ละคนที่ออกมาพูดเหมือนทำใจไม่ได้ที่หลุดจากตำแหน่งใด” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 ในวันนี้จะเดินไปถึงวาระ 3 ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าก็พยายามเต็มที่เรามีเอ็มโอเออยู่          

เริ่มแล้ว! ‘ภท.’ชงญัตติด่วนให้‘รัฐสภา’พิจารณา‘คำถามประชามติครั้งที่1’ แต่‘พท.’แย้งทำเกินจำเป็น

เริ่มแล้ว! ‘ภท.’ชงญัตติด่วนให้‘รัฐสภา’พิจารณา‘คำถามประชามติครั้งที่1’ แต่‘พท.’แย้งทำเกินจำเป็น

เริ่มแล้ว! ‘ภท.’ชงญัตติด่วนให้‘รัฐสภา’พิจารณา‘คำถามประชามติครั้งที่1’ แต่‘พท.’แย้งทำเกินจำเป็น

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.16 น.

เริ่มแล้ว! ‘ภท.’ชงญัตติด่วนให้‘รัฐสภา’พิจารณา‘คำถามประชามติครั้งที่1’หลังถกแก้รธน.วาระ 2 จบ เพื่อส่งไปยัง‘ครม.’ ด้าน‘พท.’แย้งทำเกินจำเป็น-เพิ่มภาระ ส่วน‘วันนอร์’ขอวิปคุยเคลียร์ให้ลงตัว

10 ธันวาคม 2568 เวลา09.20น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ….. ซึ่งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยก่อนเข้าวาระการประชุมประธานรัฐสภา ได้ขอความร่วมมือจากสมาชิก ให้อยู่ร่วมในการประชุมเพื่อให้การพิจารณาเรียงรายลำดับมาตรา ซึ่งจะมีการลงมติทุกมาตราดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และขอให้คณะกรรมการประสานสานงานของทั้งฝ่ายสภาฯ และวุฒิสภา หารือร่วมกันเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ด้านนายภราดร  ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย หารือว่าได้ยื่นญัตติด่วนเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาคำถามประชามติเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ในคำถามแรก เพื่อให้มีการพิจารณาและลงมติส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.)  หลังจากจบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระสอง โดยไม่ต้องรอจนโหวตวาระสาม ซึ่งเสนอไว้แล้ว และรอประธานรัฐสภาบรรจุเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาได้ต่อ ส่วนการลงมติวาระสาม หากสิ้นเดือนธ.ค.ไม่เสร็จ พวกตนไม่ขัดข้องที่จะไปโหวตวาระสามในช่วงต้นเดือนม.ค.ปี69

แต่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นโต้แย้งว่า ไม่จำเป็นที่รัฐสภาจะต้องทำเกินกว่าความจำเป็น เพราะตามกฎหมายแล้ว ครม. มีอำนาจสามารถดำเนินการตั้งคำถามประชามติแก้รัฐธรรมนูญได้เองไม่ต้องมาถามรัฐสภา ดังนั้นหากจะมาผลักภาระให้รัฐสภา พวกตนไม่ติดขัด แต่เหตุใดไม่ดำเนินการเองแล้วมาขอรัฐสภา

ทำให้นายภราดร ชี้แจงว่า มีหนังสือจากกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลทักท้วงว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นที่รัฐสภา ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรอบคอบถูกต้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องเสนอญัตติด่วนดังกล่าว

นายวันมูหะมัดนอร์ แจ้งว่าจะรับไว้พิจารณา และขอให้วิปได้หารือกัน จากนั้นได้เข้าสู่วาระการพิจารณาวาระร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม วาระสองต่อไป

‘หมอวรงค์’ถอดแนวคิด‘เท้ง’ปมชายแดน เหน็บย้อนแย้ง เสนอแบบมีปากแล้วอยากพูด

‘หมอวรงค์’ถอดแนวคิด‘เท้ง’ปมชายแดน เหน็บย้อนแย้ง เสนอแบบมีปากแล้วอยากพูด

‘หมอวรงค์’ถอดแนวคิด‘เท้ง’ปมชายแดน เหน็บย้อนแย้ง เสนอแบบมีปากแล้วอยากพูด

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.11 น.

‘หมอวรงค์’ถอดแนวคิด‘เท้ง’ปมชายแดน เหน็บย้อนแย้ง เสนอแบบมีปากแล้วอยากพูด

10 ธันวาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เท้งไม่สบายหรือเปล่า” ระบุว่า…

เท้งไม่สบายหรือเปล่า

อยู่ ๆ นายเท้งก็ออกมาพูดว่า การสู้รบครั้งนี้เกิดจาก ปัญหาที่ทางการไทยไปยึดทรัพย์ เครือข่ายแสกมเมอร์ที่ใกล้ชิดฮุนเซน และเป็นการเข้าทางฮุนเซน รวมทั้งวิจารณ์ที่นายกอนุทินบอกว่าไม่มีการเจรจา

ปัญหาเรื่องการเจรจา หยุดยิงกลางคัน เหมือนสมัยนายภูมิธรรม คนไทยไม่ยอมแน่ ๆ ดังนั้นเราจะหยุดยิงต่อเมื่อ เราได้ยึดคืนดินแดนเป้าหมาย และถือโอกาสทำลายศักยภาพทางทหาร ไม่ให้เขมรมาสร้างปัญหาต่อไทยเรา หลังจากนั้นค่อยมาเจรจาได้

สิ่งสำคัญที่นายเท้งมาบอกว่า การรบครั้งนี้เข้าทางฮุนเซน เพราะปัญหาเกิดจากการที่ ไทยเราไปยึดผลประโยชน์ ของโครงข่ายแสกมเมอร์ที่ใกล้ชิดฮุนเซน ผมงงมากกับตรรกะนี้

ผมต้องถามว่านายเท้ง คิดได้เพียงแค่นี้หรือ คุณไม่รู้จักการเชื่อมปัญหา ที่คาราคาซัง จากสงคราม 5 วันรอบที่แล้ว ที่แม่ทัพกุ้งยึดคืนมาได้ 11 จุด

หลังจากหยุดยิงแบบเร่งด่วนสมัยนายภูมิธรรม หรือแม้แต่มีการลงนาม สัญญาสันติภาพช่วงตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสักขีพยาน ชายแดนไทยก็มีปัญหา กระทบกระทั่งมาตลอด จนทหารไทยเสียขาที่ 7

รวมทั้งพื้นที่หลายแห่ง ที่ไทยเรามีปัญหากับเขมรตลอดเช่น ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว หรือพื้นที่จังหวัดตราด ที่เขมรสร้างคาสิโนรุกล้ำเขตแดนไทย ซึ่งปัญหาอ้างสิทธิ์ส่วนใหญ่เกิดจากแผนที่ 1:2 แสน ที่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับและไม่เคยลงนามรับรอง แต่เขมรยึดถือมาตลอด

แต่จู่ ๆ ที่นายเท้งมาอ้างว่า การรบครั้งนี้เข้าทางฮุนเซนเรื่องแสกมเมอร์ นายเท้งไม่รู้หรือว่า ฝ่ายเขมรเป็นฝ่ายยิงไทยก่อน แต่ที่ตลกมาก ที่คุณมาเสนอทางออก 3 ข้อ

ซึ่งประกอบไปด้วย การใช้กำลังทหารให้ตรงเป้าหมาย ซึ่งมันก็คือการรบนั่นเอง การใช้การทูตสื่อสารชาวโลก และทำลายแหล่งแสกเมอร์ ซึ่งการช่วงแรกข้อเสนอของคุณ ผมคิดว่าสังคมรับได้ แต่มาครั้งล่าสุดที่คุณมามองว่า ปัญหาเกิดจากแสกมเมอร์ และกำลังเข้าทางฮุนเซน

ผมคิดว่าคุณสับสน คุยอะไรไม่รู้เรื่อง ความคิดย้อนแย้ง จับประเด็นไม่ค่อยได้ เสนอแบบมีปากแล้วอยากพูด ถ้ามองอีกมุมคุณต้องการด้อยค่าทหารและรัฐบาลที่เปิดการสู้รบ แต่ทางออก 3 ข้อของคุณ มันก็ย้อนแย้ง จนต้องถามว่าคุณไม่สบายหรือเปล่า

ขอย้ำว่าในสภาพการสู้รบแบบนี้ ถ้าคุณอยากพูด คุณควรพูดให้กำลังใจพี่น้องทหาร เพราะเขาบาดเจ็บจริง เขาเสียชีวิตจริงไปหลายนาย อย่ามาด้อยค่า เพราะคุณยิ่งพูดยิ่งยืนยันว่า คุณไม่เหมาะที่จะมาเป็นนายกของประเทศไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดใจทุกพรรคการเมือง! สัปดาห์ชี้ชะตา’แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 จะจบได้ไหม’

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดใจทุกพรรคการเมือง! สัปดาห์ชี้ชะตา'แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 จะจบได้ไหม'

แนวหน้าวิเคราะห์ : วัดใจทุกพรรคการเมือง! สัปดาห์ชี้ชะตา’แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 จะจบได้ไหม’

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.10 น.

สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาระอุอีกครั้ง ช่วงเปิดการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในสัปดาห์นี้ (10–11ธันวาคม 2568) กลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทยอย่างแท้จริง เมื่อถึงการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินทางเข้าสู่ วาระที่ 2 ซึ่งเป็นจุดที่ทุกพรรคการเมืองต้องเผยจุดยืนอย่างชัดเจน และพร้อมจะประนีประนอมเพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้าไปถึงวาระที่ 3 ให้ได้ก่อนที่สถานการณ์การเมืองอาจสุกงอมไปสู่ การยุบสภา

ล่าสุด การเพิ่มวันประชุม – สัญญาณว่ารบ.ต้องการให้จบ

มติวิปรัฐบาล ตัดสินใจ เพิ่มวันประชุมพิเศษ หากการพิจารณาวันที่ 10–11 ธ.ค. ไม่เสร็จสิ้นจะขยายเวลาลากยาวไปถึง 12 ธ.ค. นี่คือสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลต้องการปิดจบวาระ 2 ให้ได้ ก่อนเข้าสู่ช่วงพักเบรค 15 วัน เพื่อกลับมาลงมติวาระที่ 3 อย่างเป็นทางการ

การขยายเวลาเป็น “การการันตี” จากรัฐบาลว่า จะไม่ปล่อยให้ค้างคา จนถูกลากไปเป็นเกมการเมืองในปีใหม่

การพิจารณาวาระ 2 – ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่เป็นสนามประกาศจุดยืน

สาระสำคัญของวาระ 2 คือ การพิจารณาแบบรายมาตรา โดยเฉพาะในหมวดที่อ่อนไหวอย่าง หมวด 1-2 ที่เกี่ยวกับเรื่องรูปแบบรัฐและสถาบัน ซึ่งแม้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างประกาศชัดว่า ไม่แตะต้อง แต่การอภิปรายย่อมเป็นพื้นที่ให้แต่ละพรรคแสดงเจตนารมณ์

วิปรัฐบาลมีมติให้ลงมติ “เห็นด้วย” ในวาระ 2 เพื่อให้เรื่องเดินหน้า

ถ้าพรรคใดโหวตสวน ก็จะกลายเป็นสัญญาณทางการเมืองทันที

จุดเปราะบางที่สุด:ที่มาของ สสร.และสูตร “20 หยิบ 1”

หัวใจของการประชุมสัปดาห์นี้คือ ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

ฝ่ายข้างมากเสนอสูตร “20 หยิบ 1” หมายถึง คัดเลือกตัวแทนจากสภาเดิม 20 คน เลือกมา 1 คน

ไม่ต้องมีการเลือกตั้งตรงของประชาชน เรื่องนี้เป็นประเด็นทดสอบความร่วมมือของทุกพรรค

จุดแข็ง ของสูตรนี้ เดินเครื่องได้เร็ว ลดความเสี่ยงการเมืองบนท้องถนนมีเสถียรภาพจากพรรคในสภา

จุดอ่อน ถูกวิจารณ์ว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยพอ ไม่ได้ให้ประชาชนเลือกสสร.โดยตรงหลายพรรค “ยอมรับเพื่อให้เดินหน้า” แต่ฐานเสียงภายนอกอาจไม่ปลื้ม

จุดยืนของ 3 พรรคการเมืองใหญ่

พรรคประชาชน – อยากจบเร็ว

ผลักดันสูตร 20 หยิบ 1 เต็มตัว ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญผ่านอย่างรวดเร็ว

เพื่อเป็นผลงานทางการเมือง

พรรคเพื่อไทย – ระหว่างหลักการกับความเป็นจริง

ยืนยันว่าต้องมี สสร. แต่ยังสงวนท่าทีเรื่องสูตร มีทั้งแรงกดดันจากฐานเสียง รวมทั้งความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพรัฐบาล เพื่อไทยอยู่ในจุดที่ ไม่อยากเป็นผู้ถ่วงร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่พร้อมให้ภาพว่า ทอดทิ้งประชาชน

พรรคภูมิใจไทย – เส้นเลือดใหญ่รัฐบาล

อยู่ในฐานะแกนนำรัฐบาล ผลักดันให้เรื่องเดินหน้า ยิ่งรื้อช้า ยิ่งเสี่ยงเสียเสถียรภาพ ภูมิใจไทยต้องการปิดเกมนี้ เพื่อไม่ให้ แก้รธน. กลายเป็นชนวนยุบสภา

เกมการเมืองในห้องประชุม VS เกมนอกสภา

แม้ในสภาอาจตกลงกันได้ แต่สัปดาห์นี้ยังต้องจับตา แรงกดดันจากนอกสภา โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองและภาคประชาชนที่ต้องการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง

หากการอภิปรายปรากฏว่าทุกพรรคคือฝ่ายกำหนดใจแทนประชาชน อาจทำให้ความชอบธรรมของกระบวนการถูกตั้งคำถาม และอาจเป็นเชื้อไฟเปิดประเด็นนอกสภาอีกครั้ง

โหวตวาระ 3 รออยู่  ถ้าวาระ 2 ไม่จบ  ทุกอย่างล่ม

แกนกลางของสัปดาห์นี้คือ ต้องผ่านวาระ 2 ให้ได้ เพราะหากติดขัด จะส่งผลเป็นโดมิโน:วาระ 3 ขยับช้า กระบวนการยืดเยื้อ การเมืองเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความไม่แน่นอน กระทั่งอาจนำไปสู่การยุบสภา

รัฐบาลรู้ดีว่าการเมืองต้องมีทางออก รธน.ใหม่ คือ คำตอบ ไม่ใช่การเลือกตั้งใหม่ขณะไร้ความชัดเจน

ในช่วงบทสรุป สัปดาห์ชี้ชะตาวัดใจนักการเมือง

การประชุมวาระ 2 อาจไม่ใช่ช่วงแห่งความขัดแย้งรุนแรงในห้องประชุม แต่เป็นช่วงที่ทุกพรรคต้องเปิดหน้าไพ่ จะเลือก ความสมบูรณ์แบบทางหลักการ หรือจะเลือก ความเป็นไปได้ทางการเมือง

คำถามสำคัญคือทุกพรรคพร้อมจะประนีประนอมเพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้า หรือไม่?

ถ้าตอบว่า “ใช่” วาระ 2จะผ่านได้ตามแผน และเปิดทางไปสู่การลงมติในวาระ 3

แต่ถ้าเริ่มมีเสียงแตกในสภา การเมืองไทยอาจกลับไปสู่วงจรเดิม – ความไม่แน่นอน เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และความเสี่ยงต่อเกมยุบสภาที่ไม่มีใครอยากเจอ

สัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่การประชุมธรรมดา แต่เป็นการทดสอบวัดใจความร่วมมือ ความจริงใจ และ ความเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองของทุกพรรค ใครเดินหน้า ใครถ่วงเวลาใครพร้อมประนีประนอม จะถูกพิสูจน์ในวาระนี้

ก่อนเดินหน้าการเมืองบทต่อไป ในการโหวดวาระ 3 ตัดสินชี้ขาด จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทยครั้งใหญ่อีกครั้ง

– ทีมข่าวแนวหน้า

กดปุ่มกลาง ม.ค.!จับตา‘อนุทิน’ประกาศยุบสภา ลั่นไม่ไว้ใจใคร เหตุไม่ต้องการถูกสอยคนแรก

กดปุ่มกลาง ม.ค.!จับตา‘อนุทิน’ประกาศยุบสภา ลั่นไม่ไว้ใจใคร เหตุไม่ต้องการถูกสอยคนแรก

กดปุ่มกลาง ม.ค.!จับตา‘อนุทิน’ประกาศยุบสภา ลั่นไม่ไว้ใจใคร เหตุไม่ต้องการถูกสอยคนแรก

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.02 น.

‘อนุทิน’กินข้าวแกนนำ-สส.‘ภูมิใจไทย’ ส่งสัญญาณ‘ยุบสภา’ จับตากดปุ่มกลางเดือน ม.ค. บอกทำหนังสือรอแล้ว เหลือแค่กรอกวันที่ ลั่นไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น เหตุไม่ต้องการอยู่ในประวัติศาสตร์ถูกสอยคนแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.68 นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม โพสต์ภาพกลุ่ม 16 ร่วมรับประทานอาหารค่ำ ที่ภัตตาคาร แกรนด์ เชียงการีล่า ธนิยะ ร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และน.ส. ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ประกอบด้วย 1.นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯและรมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย  2.นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม 3.นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ 4.นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา  5. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส

6.นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี  7.นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี  8.นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี 9.นางธิวัลรัตน์  อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี  10.จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี  11.น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี 12.น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช13.นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2 14. พล.ต.ต.สุรพล บุญมา สส.นครนายก และ15. นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ สส.ชลบุรี

รายงานข่าว ระบุว่า ภาพดังกล่าวเป็นการรับประทานอาหารเมื่อค่ำวันที่ 8 ธ.ค. โดย นายอนุทินได้อยู่รับประทานอาหารและพูดคุยกับบรรดา สส.กลุ่มดังกล่าวราว 3 ชั่วโมง โดยเป็นการพูดคุยเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ปัญหาน้ำท่วม โดยช่วงหนึ่งได้บอกกับ สส.ว่า ช่วงระหว่าง 13-15 ม.ค.69 มีการพิจารณากฎหมายสำคัญที่เสนอโดย ครม. หลังจากพิจารณาเสร็จในวันที่ 15 ม.ค.  จะยุบสภาทันที

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ได้นัดหารือระหว่างแกนนำพรรคภูมิใจไทยกับแต่ละกลุ่ม โดยมีการพูดคุยกันถึงไทม์ไลน์ยุบสภา หลังเสร็จสิ้นการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ3 ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงหลังปีใหม่

ขณะเดียวกัน ได้มีการพูดคุยกันถึงฉากทัศน์อื่นๆ เช่น หากพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 151 นายอนุทินจะประกาศยุบสภา ซึ่งยื่นปุ๊บยุบทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการประชุมพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. นายอนุทินได้พูดในที่ประชุม สส.เช่นกัน ถึงไทม์ไลน์ยุบสภาในทำนองว่า หากพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่จะยุบสภาทันที ต่อให้พรรคประชาชนจะยกมือให้ก็ไม่เสี่ยง ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น ขอใช้อำนาจที่มียุบสภาทันที ไม่ต้องการอยู่ในประวัติศาสตร์เป็นนายกฯคนแรกที่พ้นจากตำแหน่งเพราะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนเรื่องความพร้อมไม่ต้องห่วง ทำหนังสือ และพิมพ์อักษรทุกตัวเอาไว้หมดแล้ว รอลงวันที่อย่างเดียว และไม่รอให้ถึงวันที่ 31 ม.ค.69 ไม่รอให้ใครมาทวงถาม จะก่อนสิบวันยี่สิบวัน รอดูจังหวะ

‘หนู’ส่งซิกลูกพรรคยุบสภากลางม.ค. ลั่น‘ไม่ไว้ใจใคร’ ทำหนังสือรอเหลือแค่กรอกวันที่

‘หนู’ส่งซิกลูกพรรคยุบสภากลางม.ค. ลั่น‘ไม่ไว้ใจใคร’ ทำหนังสือรอเหลือแค่กรอกวันที่

‘หนู’ส่งซิกลูกพรรคยุบสภากลางม.ค. ลั่น‘ไม่ไว้ใจใคร’ ทำหนังสือรอเหลือแค่กรอกวันที่

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘หนู’ส่งซิกลูกพรรคยุบสภากลางม.ค. ลั่น‘ไม่ไว้ใจใคร’ ทำหนังสือรอเหลือแค่กรอกวันที่ อ้างไม่ต้องการอยู่ในประวัติศาสตร์ นายกฯที่เก้าอี้หักเพราะอภิปราย

นายกฯ“อนุทิน”แจ้งที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการนับถอยหลัง“ยุบสภา” ก่อน 31 มกราคม 2569 ให้คำมั่นช่วงรัฐบาลรักษาการไม่ปล่อยให้ประเทศคับขัน ทำภารกิจให้สำเร็จจนกว่ามีรัฐบาลใหม่มอบ“กฤษฎีกา”หาช่องหากมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วน‘อนุทิน’ตอบสื่อ”พูดเผื่อไว้”หลังส่งสัญญาณหน.ส่วนราชการ อาจยุบก่อน31ม.ค.69

เมื่อเวลา15.25น.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 6/2568 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายกฯจ้งที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ

โดยนายกฯกล่าว่าขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี่ด้วยวันนี้ถือเป็นครั้งแรก ตนได้มีโอกาสพบกับทุกท่านพร้อมหน้าพร้อมตา ต้องถือว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ในห้องนี้พวกเรามีความสนิทสนมรักใคร่กันดีอยู่แล้ว ตนขอขอบคุณในความร่วมมือของทุกท่านที่มาร่วมประชุมกันในวันนี้ สิ่งไหนที่มอบให้กับตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องขอยืนยันให้ทุกท่านมีความมั่นใจคลายความกังวลใจว่าตั้งแต่ตนได้เข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีและได้ดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มที่ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ตนได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากพวกท่านทุกคนในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ไม่มีสิ่งใดที่ตนรู้สึกเคลือบใจ หรือรู้สึกว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากพวกท่านเลยแม้แต่น้อย ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

นับถอยหลัง‘ยุบสภา’ก่อน31ม.ค.69

“วันนี้ถือว่าเป็นการประชุมที่ผมให้ความสำคัญเพราะท่านทั้งหลายคือหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งคือผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีสถานการณ์ทางการเมืองใดๆที่เกิดขึ้นเวลาของรัฐบาลของผมมันก็ต้องนับถอยหลังแล้ว เพราะเรามีภารกิจที่เข้ามาเพื่อดำเนินการทางการเมืองให้เรียบร้อย และคืนอำนาจกลับคืนสู่ประชาชนเพื่อให้เขาได้ตัดสินใจมีรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการต่อไป ดังนั้นความสำคัญของหัวหน้าส่วนราชการ ที่ต้องคอยประคับประคองขับเคลื่อนนโยบายต่างๆที่รัฐบาลที่ผ่านมารวมถึงรัฐบาลของผมด้วย ก็ขอให้ท่านได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพราะหากมีการยุบสภาซึ่งไม่นานจากนี้แล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้ วันและเวลาที่แน่นอนเมื่อไหร่เท่านั้นเอง แต่ไม่เกินเต็มที่ไม่เกินวันที่ 31ม.ค.2569แต่ท่าทางจะไม่ถึงมากกว่า”นายอนุทิน ย้ำ

ให้คำมั่นช่วงรัฐบาลรักษาการ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ดังนั้นในขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ตนขออยากให้คำมั่นสัญญากับพวกท่านในฐานะที่ท่านเป็นข้าราชการประจำ หัวหน้าส่วนราชการ ว่าตนจะเคร่งครัดทั้งมารยาท กฎระเบียบที่รัฐบาลรักษาการได้ถูกกำหนดให้ดำเนินการ ท่านไม่ต้องไม่มีความกังวลใดๆว่าตนจะทำสิ่งใดที่นอกเหนือข้อกำหนดในด้านของกฎหมาย ด้านธรรมเนียม หรือในด้านหลักปฏิบัติ สิ่งที่ตนทิ้งไว้ให้พวกท่านต้องถือเป็นทุกข์ลาภ เพราะมีภารกิจและมีนโยบายมากมายจึงที่จะต้องได้รับดำเนินการมากมายไปยังประชาชน ขอให้ท่านไม่ต้องแผ่ว สิ่งที่มันผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไปแล้วหรือผ่านรัฐสภาไปแล้วก็ขอให้ท่านได้ดำเนินการขับเคลื่อนเหยียบคันเร่งให้เต็มที่เพราะทุกสิ่งจะได้ตกไปถึงประชาชนและเป็นประโยชน์กับชาติ ด้วยความรวดเร็ว

ขอร่วมมือทุกท่านผลักดันอย่างเต็มกำลัง

นายกฯกล่าวด้วยว่า มีปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย สืบเนื่องมาจากภัยพิบัติ สืบเนื่องมาจากปัญหาใหญ่ของชาติไม่แพ้กับปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมคือเรื่องสแกมเมอร์เรื่องอาชญากรรมจากต่างชาติอาชญากรรมเทคโนโลยี และล่าสุดก็ยังมีเรื่องที่เรามีความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งเราจะต้องร่วมกันเดินหน้าต่อไป หยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดก็แพ้ทันที เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเดินหน้าต่อด้วยการผนึกกำลังกัน และสุดท้ายคือเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ดำเนินมาอยู่ในระยะเวลานานพอสมควรซึ่งเรากำลังจะไปในทิศทางที่ดีขึ้นและพยายามที่จะร่วมมือกันในการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มความเป็นอยู่ และเพิ่มรายได้ที่ดีให้กับประชาชนแต่มักจะมีเหตุที่มาคอยมาเป็นอุปสรรคในการทำให้ความคืบหน้าของเศรษฐกิจของประเทศดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น ตนยังเชื่อว่าด้วยความเข้มแข็งและการจัดวางระบบของราชการฝ่ายประจำที่ท่านได้บริหารจัดการอยู่นั้น ตนมีความเชื่อมั่นและไม่มีความกังวลใดๆหากพวกท่านได้ร่วมมือกันเชื่อมั่นว่าท่านจะนำพาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน ทุกนโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศไว้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกท่านในการผลักดันอย่างเต็มกำลัง

พร้อมที่สนับสนุนภารกิจอย่างเต็มที่

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ตนยังพร้อมที่จะให้การสนับสนุนภารกิจของทุกท่านอย่างเต็มที่ รัฐบาลของตนได้ทำการบริหารราชการแผ่นดิน โดยยึดหลักความสุจริต โปร่งใส มีความรับผิดชอบ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และมุ่งให้หน่วยงานของรัฐทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นมาจนถึงระดับส่วนกลางได้มีความสามัคคีและปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆก็จะต้องให้มีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการในแนวทางนี้มาโดยตลอด สิ่งที่ตนอยากจะย้ำอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ขอให้พวกเราทุกคนมีความพร้อมในการทำงานและไม่ต้องเกรงกลัวกับอำนาจ หรืออิทธิพลใดๆที่จะทำให้เรากระทำในสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย ขัดความยุติธรรม ขอให้ท่านได้มีความมั่นใจว่าท่านจะต้องเป็นหลักของหน่วยงานที่ท่านรับผิดชอบ และทำให้ความพยายามใดๆก็ตามที่จะเป็นการตอบสนองในทางการเมืองหรือการกระทำผิด เพื่อให้เกิดประโยชน์กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ละท่านมาถึงจุดนี้กันแล้วก็คงต้องยึดถือความถูกต้องเป็นสำคัญ

ย้ำต้องเป็นทีมเวิร์คและทำสิ่งที่ถูกต้อง

“ผมได้เห็นการกระทำมากมายที่เกิดขึ้นในอดีตที่ไม่ไกลจากนี้ คือการใช้กลไกอำนาจรัฐโดยมิชอบ ไปในทางที่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มและคณะของผมตลอดจนใช้อำนาจนั้นในการกลั่นแกล้ง หรือคนที่ขวางหรือเป็นอุปสรรคในการดำเนินการของเขา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าพวกท่านทั้งหลายไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งพวกท่านก็ต้องเป็นทีมเวิร์คในการทำสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น ผมมีครม.ก็พยายามทำให้ครม.ของผมเป็นทีมเวิร์ค สมัยก่อนผมไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้ เพราะไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรเยอะแยะ แต่รับผิดชอบในหน้าที่การงานที่ถูกแต่งตั้งให้รับผิดชอบ แต่เมื่อมาอยู่ในสถานะนี้ก็ต้องรับผิดชอบในภาพรวม ผมมั่นใจว่าถ้าข้าราชการประจำยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลความซื่อสัตย์สุจริต ความถูกต้อง อำนาจใดๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ท่านทำความผิดได้“นายกฯ กล่าว

ปลุกผนึกกำลังด้วยความสามัคคี

นายกฯกล่าวด้วยว่าวันนี้พวกท่านซี 11 แล้วได้รับการเชิดชูต่างๆไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ขอให้ท่านมั่นใจและผนึกกำลังด้วยความสามัคคี รัฐ ราชการที่แข็งแกร่งสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าท่านแข็งแกร่งแล้ว ก็จะก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์กับประเทศกับประชาชน กับระบอบประชาธิปไตยของเรา ตนก็ต้องปล่อยให้แข็งแกร่งไปขวางไม่ได้ คนที่ทำงานร่วมกับตนมาโดยตลอดจะเห็นว่าตนใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการรักษากติการะเบียบและกฎหมาย ไม่เคยก้าวก่ายก้าวล่วงในสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่ควรแต่ตรงกันข้าม พร้อมให้การสนับสนุน สิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับการบริหารของข้าราชการอย่างเต็มความสามารถ ทั้งนี้ วันนี้เราสามารถทำงานด้วยกันทั้งฝ่ายการเมืองฝ่ายข้าราชการประจำ สามารถผลักดันให้เกิดพลังอย่างมหาศาลในการพัฒนาประเทศได้อย่างแน่นอน ถ้าเรามั่นใจว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ไม่ต้องไปกลัวว่าจะใช้เวลานานในการที่จะตัดสินใจอะไรสักอย่าง สิ่งเหล่านี้ตนได้ประสบพบเห็นมา ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตนเห็นว่าถ้าเรื่องไหนก็ตามที่เราเห็นพ้องร่วมกัน ทั้งในระดับนโยบายระดับปฏิบัติ ก็เห็นว่าถูกดำเนินการด้วยความมีประสิทธิภาพด้วยความรวดเร็วในทุกเรื่อง สนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่มีสิ่งใดที่ต้องวิตกกังวล ตนก็สบายใจ ในการเห็นชอบหรืออนุมัติ ตนก็ไม่มีปัญหาในการผลักดันเจตนารมณ์ของท่านให้บรรลุผลสำเร็จ

เปรยถ้ายุบสภายังคงต้องทำงานด้วยกัน

“ถึงแม้ว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พวกเรายังคงต้องทำงานด้วยกัน จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่และครม.ชุดใหม่ จนกว่าครม.ชุดใหม่จะเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณซึ่งนับดูคร่าวๆ ก็ยังเจอกันอีกระยะเวลายาวนานได้ทำบุญ100วันแน่นอน ขอให้มีความมั่นใจว่าผมก็ยังดำรงตนให้ภารกิจของพวกท่านสำเร็จในทุกกรณีแม้จะมีกฎระเบียบอะไรต่างๆมากมาย ผมถือว่าถ้าเจตนาดีและเจตนาที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ถ้ามีสิ่งจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ก็จะมีเหตุการณ์อะไร ที่เราคาดไม่ถึง ก็ขอให้ มั่นใจว่า ผมก็จะใช้ ทุกหนทาง ทุกวิถีทาง ที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น” นายกฯ กล่าว

‘กฤษฎีกา’หาช่องหากมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วน

นายกฯกล่าวอีกว่าหลายคนใดที่นี้ ได้สัมผัสและทำงานร่วมกัน การตัดสินใจตนถือว่า ตนก็มีความรวดเร็ว ใช้เจตนารมณ์ความเชื่อถือพวกท่านเป็นหลัก พวกท่านกล้าที่จะลงนามมา ตนก็กล้าที่จะให้ความร่วมมือในการที่จะให้ความเห็นชอบ เราต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน มันอาจมีสิ่งที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้นในขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการก็ต้องมีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาต้องหาช่องทางต่างๆหากมีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆที่จะต้องดำเนินการในฐานะที่รัฐบาลจะต้องให้ความเห็นชอบต้องประกาศหรือดำเนินการใดๆก็ตาม เพื่อที่จะทำให้ประเทศของเราเดินหน้าต่อไปได้ ให้เกิดความปลอดภัยต่ออธิปไตย ต่อแผ่นดินของเรา

ลั่นไม่ปล่อยให้ประเทศคับขัน

“สิ่งเหล่านี้ต้องคิดเผื่อๆเอาไว้ด้วย เราคงไม่ยอมที่จะใช้คำว่ารัฐบาลรักษาการแล้ว ถ้ามีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้นก็ไม่เป็นอะไร อึดไปอีกนิดหนึ่ง เดี๋ยวรอรัฐบาลใหม่เข้ามา ถ้าเราตัดสินใจผิดหรือไปคิดว่าให้รอ อีกหน่อยได้มันอาจจะเกิด ความสูญเสีย อย่างมากมายต่อประเทศของเรา ตนขอยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”นายกฯย้ำทิ้งท้าย

“อนุทิน”ตอบสื่อ พูดเผื่อไว้”

เวลา 16.40 น.นายอนุทิน ชาญ วีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าครั้งที่ 6/2568 ถึงกรณีแจ้งในที่ประชุม ให้เตรียมความพร้อม ในการทำงานกับรัฐบาลช่วงรักษาการ เหมือนกับการประชุมวงนี้ จะไม่มีในเดือนหน้าซึ่งนายกฯจะยุบสภาก่อนวันที่ 31 มกราคมเป็นไปได้หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้หันมา ผายมือทั้งสองข้าง ก่อนตอบสั้นๆว่า “ก็พูดเผื่อๆไว้”ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดทั้งวันนายกรัฐมนตรีมีน้ำเสียงอู้อี้ เนื่องจากมีอาการไข้หวัด โดย อาการดังกล่าวเป็นมาตั้งแต่วัน เสาร์ที่ผ่านมา

‘เกษตร’โยกย้ายอีกลอต ‘อัญชลี’คุมส่งเสริมเกษตร

‘เกษตร’โยกย้ายอีกลอต ‘อัญชลี’คุมส่งเสริมเกษตร

‘เกษตร’โยกย้ายอีกลอต ‘อัญชลี’คุมส่งเสริมเกษตร

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘เกษตร’โยกย้ายอีกลอต ‘อัญชลี’คุมส่งเสริมเกษตร

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้ง-โยกย้าย บิ๊กขรก.หลายตำแหน่ง กระทรวงคมนาคม-ศึกษาธิการ-ก.พ.ร. ส่วนเกษตรฯ โยก “อัญชลี” จากกรมหม่อนไหมไปนั่งกรมส่งเสริมการเกษตร แม้เพิ่งดำรงตำแหน่งเดิมแค่ 2 เดือน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ดังนี้ 1.เรื่องการแต่งตั้งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย

โดย ครม.มีมติอนุมัติตามที่ รมว.พลังงาน เสนอนายณอคุณ สิทธิพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ต่อไปอีกวาระหนึ่ง และสมาชิกอื่น (ฝ่ายไทย) อีก 6 คน ในองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับหัวหน้าส่วนราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คงองค์ประกอบเดิมตามมติครม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 (เรื่อง การแต่งตั้งประธานร่วมและสมาชิกฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย) โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งรองนายกฯ (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2.เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี) ครม.มีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.ร.เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้ 1.นายณัฏฐา พาชัยยุทธ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร.ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.2.นายธนศักดิ์ มังกโรทัย ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร.ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร.3.น.ส.ณฐิณี สงกุมาร ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร.ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร.และ 4.น.ส.จิตตา กิตติเสถียรนนท์ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร.ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร.

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกฯ (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)ครม.มีมติอนุมัติตามที่ รมว.คมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้ 1.นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และ 2.นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกฯ (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ) ครม.มีมติอนุมัติตามที่ รมว.ศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้ 1.นายคมกฤช จันทร์ขจร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2.นางธรรมพร แข็งกสิการ รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 3.นางจีรนันท์ เพ่งพินิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 4.นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงและ 5.นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกฯ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างและเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้ 1.นายพีรพันธ์ คอทอง พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2.นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร โดยนางอัญชลี เพิ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมหม่อนไหม ได้เพียง 2 เดือน และ 3.นายศรัญญูพูลลาภ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป และ 6. เรื่องแต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งนายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่ 17 ธันวาคม 2568

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“14 วัน กับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่“ครัวบุญญามณี” และพันธมิตรได้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ทั้งข้าวกล่อง เหนียวไก่ทอด แซนด์วิชทูน่าน้ำดื่ม ถุงยังชีพ มอบให้ผู้ประสบอุทกภัย กว่า 3 แสนชิ้น แม้สถานการณ์จะคลี่คลายแล้ว แต่เราก็ขอยืนเคียงข้างช่วยเหลือประชาชนต่อไป”

นายนิพนธ์ บุญญามณี

อดีตรมช.มหาดไทย และอดีตนายกอบจ.สงขลา

F-16ทิ้งบอมบ์คลังอาวุธกลาง‘อุดรมีชัย’ ‘เขมร’กระอัก! ทัพภาค1ถล่ม‘กาสิโน’ยับ ทร.ซัดหนักฐานสแกมเมอร์

F-16ทิ้งบอมบ์คลังอาวุธกลาง‘อุดรมีชัย’  ‘เขมร’กระอัก! ทัพภาค1ถล่ม‘กาสิโน’ยับ ทร.ซัดหนักฐานสแกมเมอร์

F-16ทิ้งบอมบ์คลังอาวุธกลาง‘อุดรมีชัย’ ‘เขมร’กระอัก! ทัพภาค1ถล่ม‘กาสิโน’ยับ ทร.ซัดหนักฐานสแกมเมอร์

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

F-16ทิ้งบอมบ์คลังอาวุธกลาง‘อุดรมีชัย’ ‘เขมร’กระอัก! ทัพภาค1ถล่ม‘กาสิโน’ยับ ทร.ซัดหนักฐานสแกมเมอร์ ‘กองทัพ’ตีรุกจนกว่าจะยอม ‘อนุทิน’ฮึ่มหยุดไม่ได้แล้ว

ไทยใช้ไม้แข็ง เดินหน้าถล่มเขมรต่อเนื่อง! ทอ.ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ทำลายคลังเก็บจรวด BM-21 ที่ จ.อุดรมีชัย ขณะที่ กกล.บูรพา เปิดปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถัง ยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ที่ ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธวิธีโค้ง ป้อมปืนกล และสะสมอาวุธ ในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา จ.สระแก้ว ส่วนนาวิกโยธิน ยิงปืนใหญ่ถล่มกาสิโน-ฐานสแกมเมอร์ทมอดา “เหล่าทัพ”แถลงจุดยืน ลั่น ปฏิบัติการทางทหารจนกว่ากัมพูชานะยุติการกระทำที่เป็นภัยคุกคาม เสธ.ทบ.ลั่นทหารไทยจะเอาแผ่นดินไทยคืนมาให้หมดแน่นอน ชี้เหลืออีก 4 ที่หมาย นายกฯไม่สน“ฮุน เซน”ปล่อยคลิป-ภาพโจมตีสร้างความนิยม ชี้คนยังให้กำลังใจ ให้คำมั่นกองทัพ รัฐบาลหนุนทุกรูปแบบ ย้ำหยุดยิงไม่ได้แล้ว

จากกรณี เกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 04.50 น. วันที่ 9 ธ.ค. กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่าทหารกัมพูชาได้ เปิดฉากการปฏิบัติการทางทหารยิงจรวด BM-21 พื้นที่ซำแต ภูผี ช่องตาเฒ่า ปราสาทตาควาย และทางกัมพูชาจะถ่ายภาพทุกอย่าง เพื่อฟ้องชาวโลก รับบทเป็นเหยื่อทั้งที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อนทุกครั้ง ไทยจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการปะทะ เพื่อทำให้ภัยคุกคามสิ้นสภาพการรบ และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องและใช้อาวุธปะทะได้อย่างมีสัดส่วน โดยการใช้อาวุธของฝั่งไทยนั้น เป็นการมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายทางทหารของฝั่งกัมพูชาที่ตั้งฐานทหารยิงอาวุธเข้ามาฝั่งไทย ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง

ส่งF-16บินถล่มคลังอาวุธ จ.อุดรมีชัย

กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่ภาพเครื่องบินรบ F-16 ของกองทัพอากาศไทย เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II ต่อเป้าหมายคลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชา จนเกิดการระเบิดดังต่อเนื่องอย่างรุนแรง กลางกรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย

เพจ กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่ข้อความว่า ผู้หญิงและเด็กต้องถูกปกป้อง ไม่ใช่ถูกใช้ในสงคราม โดย “กัมพูชา” นำผู้หญิง และเด็กเข้าไปเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและขัดต่อหลักสากลสำคัญ ได้แก่ หลักความระมัดระวังในการปฏิบัติ (Precaution) และหลักการคุ้มครองพลเรือน (Civilian Protection) ซึ่งทุกฝ่ายจำเป็นต้องเคารพอย่างเคร่งครัด

กกล.บูรพาใช้รถถังยิงถล่มบ่อนกาสิโน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถัง ยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งอยู่ติดแนวชายแดน ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธวิธีโค้ง ป้อมปืนกล และสะสมอาวุธ เพื่อใช้โจมใส่ฝ่ายไทย ในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

เพจ Army Military Force เผยแพร่คลิปพร้อมข้อความว่า นาวิกโยธิน หรือ นย. จัดแล้ว! ยิงปืนใหญ่ถล่มกาสิโน-ฐานสแกมเมอร์ในพื้นที่ทมอดา ที่สร้างรุกล้ำดินแดนไทย

นย.ตราดลุยทวงคืนบ้าน3หลัง

มีรายงานว่า เมื่อเวลา 05.30 น. น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่บริเวณบ้าน 3 หลังในพื้นที่บ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทยมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี หลังตรวจพบว่ากัมพูชาเสริมกำลังและอาวุธพร้อมเปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทยก่อน ทำให้มีเสียงปืนใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวต่อเนื่องเป็นระยะจนถึงเวลา 07.00 น. ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ ต.ชำราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ยังปักหลักเฝ้าพื้นที่ ต้องรีบหนีลงหลุมหลบภัยเพื่อป้องกันอันตรายจากกระสุนตก

เก็บกู้ทุ่นระเบิดPMN-2ที่หนองหญ้าแก้ว

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ยังคงมีปะทะกันอยู่ ด้วยปืนเล็กและอาวุธยิงสนับสนุนของแต่ละฝ่ายต่อเนื่อง โดยพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 จ.สระแก้ว สามารถควบคุมพื้นที่ได้สมบูรณ์ คือ บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งล่าสุด เมื่อเวลา 07.45น.วันที่ 9 ธ.ค. ชุดปฏิบัติการพื้นที่หนองหญ้าแก้ว (ร้อย.ช.ช.พัน.2) ได้เข้าดำเนินการพิสูจน์ทราบพื้นที่อย่างละเอียด พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพร้ายแรงและออกแบบมาเพื่อสร้างการสูญเสียแก่กำลังพลที่สัญจรผ่านพื้นที่ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ได้เร่งดำเนินการเก็บกู้และทำลายอันตรายดังกล่าวทันที

สดุดีทหารกล้าพลีชีพอีกนาย

จากสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ 7 ธ.ค.2568 ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัด กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่6 เสียชีวิต ที่ฐานป้องไพร ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8ธ.ค.ที่ผ่านมา รายที่2 พลทหารวายุ ขวัญเสือ พัน.ร.27 ร้อย.ร.3( ร.31 พัน.3 รอ.)ตำเเหน่งพล.ปลก.หมู่ ปล.มว.ปล. ร้อย.อวบ.พัน.ร.27 พัน.ร.27 โดนสะเก็ดระเบิดแขนขวา และขาขวา รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพนมดงรัก ก่อนทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่วนรายที่3 ส.อ.ชวกร เดชขุนทด สังกัด ม.4 พัน.11 รอ. ถูกโดรนทิ้งระเบิดของฝั่งกัมพูชา เสียชีวิตในฐานปฏิบัติการทางทหาร อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ

“เหล่าทัพ”ร่วมแถลงจุดยืน

ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรี สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม, พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ, พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ, พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก และ พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวการดำเนินการของเหล่าทัพต่อสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวว่า สถานการณ์การปะทะที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดจากการเปิดฉากยิงโจมตีทหารไทย ในพื้นที่ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 7 ธ.ค.รวมทั้งการปะทะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.68) เป็นสาเหตุหลักที่ไทยไม่สามารถอดทนอดกลั้นกับการกระทำของกัมพูชาได้อีกต่อไป เนื่องจากการกระทำแบบเดิม ๆ ของฝ่ายกัมพูชา โดยเป็นการรุกรานไทยและปฏิเสธการกระทำดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยั่วยุในรูปแบบต่างๆ เช่น ลอบวางทุ่นระเบิด แต่สร้างภาพเรียกร้องสันติภาพ

ลั่นไทยหมดความอดทนอดกลั้น

ขณะที่ฝ่ายไทยมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และจำเป็นต้องดำเนินการทางทหารอย่างถึงที่สุด เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทย หมดความอดทนอดกลั้นต่อการดำเนินการของกัมพูชาที่ไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศไทย รวมถึงการที่คนไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า รัฐบาลไทยจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และประชาชนทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จนกว่าอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของไทยจะไม่ถูกคุกคาม

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวถึงท่าทีของไทย และการปฏิบัติการทหารของไทยจะดำเนิน ไปจนกว่ากัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงจุดยืน เช่น การกลับมาเลือกเดินบนทางเดินสู่สันติภาพที่แท้จริง และประเด็นสุดท้ายก็คือ กัมพูชานั้นเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงต่างๆ รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง และถ้อยแถลงร่วม หรือ joint declaration ที่ได้มีการลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ผ่านมา

ทบ.แจงปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ

ขณะที่ พันเอก ริชฌา ชี้แจงสถานการณ์การปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่รับผิดชอบ ภายหลังเหตุปะทะเมื่อวันที่ 7 – 8 ธ.ค. การปะทะได้ขยายวงครอบคลุมพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว โดยฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธทุกประเภทโจมตี เช่น อาวุธกล ปืนใหญ่ จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด รวมทั้งการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เข้าดำเนินการต่อฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ทวีความตึงเครียด กองทัพบกได้ปฏิบัติการทางทหารตามแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อการป้องกันตนเอง ควบคู่กับการผลักดันพื้นที่ที่ถูกรุกล้ำอธิปไตย และทำลายศักยภาพการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาไม่ให้สามารถเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย

ทภ.2ทำลายตึกกาสิโนฐานทหารเขมร

พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ปฏิบัติการดังนี้ 1.ทำลายตึกกาสิโนร้างเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งทางทหารและจุดปล่อยโดรน ในพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี 2.ทำลายเสาสัญญาณระบบ Anti-Drone ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 3.กวาดล้างพื้นที่ ที่รุกล้ำแนวปฏิบัติการ บริเวณช่องระยี ทิศตะวันออกของช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ 4.เข้าผลักดันทหารกัมพูชาในพื้นที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ เนื่องจากมีสนามทุ่นระเบิดอยู่บริเวณโดยรอบ

5.ทำลายกระเช้าลำเลียงเสบียงบริเวณเนิน 350 พื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

ทภ.1ผลักดันข้าศึก-ควบคุมพื้นที่

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ปฏิบัติการดังนี้ 1.ผลักดันและควบคุมพื้นที่ตามแนวเส้นปฏิบัติการ ใน 3 ที่หมาย ได้แก่ บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง และบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว สามารถทำลายที่มั่นดัดแปลงของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ปฏิบัติการได้บางส่วน และเมื่อวานนี้เวลา 17.00 น.สามารถยึดและควบคุมพื้นที่ตามแนวเส้นปฏิบัติการบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อยแล้ว ส่วนพื้นที่อื่นยังคงอยู่ระหว่างการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบก ขอยืนยันว่า ทุกการปฏิบัติการที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดน ตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยกองทัพบกไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ต้อง ตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตย อย่างจำเป็นและเหมาะสม

ทร.เร่งเผด็จศึกสมรภูมิตราด

ด้าน พลเรือตรี ปารัช กล่าวว่า ภารกิจของกองทัพเรือในช่วงเช้าของได้เปิดปฏิบัติการทางทหารในการขับไล่ผู้รุกรานในพื้นที่บ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด หรือ บ้าน 3 หลัง หลังตรวจพบทหารกัมพูชากลับเข้ามายึดครองพื้นที่ใหม่อีกครั้ง และมีการเสริมกำลังปรับปรุงฐานที่มั่น และปรับปรุงบ้านเรือนที่ยังคงค้างอยู่ในพื้นที่ 3 – 4 หลัง โดยทำเป็นที่พักอาศัยและเป็นพื้นที่เก็บยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงพัฒนาเป็นฐานยิง มีการขุดคูเลตเพื่อวางกำลังเพิ่มเติม ประกอบกับมีการเสริมกำลังด้วยพลซุ่มยิงและรบพิเศษ มีการลาดตระเวนในพื้นที่บ่อยครั้ง ซึ่งนอกจากจะมีการวางกำลังทหารแล้ว ก็ยังมีการยั่วยุโดยใช้อากาศยานไร้คนขับมาตรวจการในพื้นที่ของไทย ซึ่งจุดที่มีการยั่วยุโดยอากาศยานไร้คนขับนั้น กระทำในจุดที่เป็นฐานที่มั่นของกองกำลังนาวิกโยธิน

ล่าสุดเมื่อเช้ามืดวันนี้ ทางกำลังทหารเรือได้ใช้กำลังทหารในการผลักดันทหารของกัมพูชาให้ถอยร่นออกจากพื้นที่ไป โดยใช้อาวุธขับไล่ และจนถึงขณะนี้ก็ยังคงติดพันการรบอยู่ ปฏิบัติการทหารยังไม่เสร็จสิ้น คาดว่าจะจบภายในเร็ววันนี้

ทอ.จะโจมตีจนเขมรหยุดคุกคามไทย

ส่วน พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ชี้แจงรายละเอียดการปฏิบัติการทางทหารร่วมกับกองกำลังสุรนารี ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยมุ่งเป้าในการโจมตีเป้าหมายทางทหาร การดำเนินการของกองทัพอากาศตอบโต้การปฏิบัติการของกัมพูชาในการโจมตีฝ่ายเราก่อน เป็นความพยายามที่จะหยุดยั้งการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อเอกราชอธิปไตย รวมถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน การกำหนดเป้าหมายที่กองทัพอากาศโจมตีนั้น เป็นการวางแผนคิดร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศและกองทัพบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังสุรนารีในการกำหนดเป้าหมายที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจ และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สิน ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่กองทัพอากาศใช้เป็นการกำหนดเป้าหมาย

“การโจมตีเป้าหมาย จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกว่าฝ่ายกัมพูชาจะยุติความพยายามในการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อกำลังของเรา รวมถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ต่อจากนี้ไปกองทัพอากาศจะให้การสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ ทั้งในส่วนของกองกำลังสุรนารี กองกำลังบูรพา และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี – ตราด” พลอากาศโท จักรกฤษณ์ กล่าวและว่า การปฏิบัติการร่วมของทั้ง 3 เหล่าทัพ ขอให้ความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชนว่า กองทัพอากาศจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ภารกิจครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ตร.ร่วมดูแลประชาชนเต็มที่

พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ระบุว่า ขณะนี้ตำรวจภูธรภาค 2 และภาค 3 รวมไปถึงตำรวจตระเวนชายแดน ดำเนินการรักษาความสงบ ด้วยการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และตรวจสอบเส้นทางอพยพ สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ การอพยพจะต้องคำนึงถึงความมีมนุษยธรรม จะต้องจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ดูแลตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง อำนวยความสะดวก เรื่องเส้นทางจราจร ปิดกั้นเส้นทางอันตราย เพื่อนำประชาชนไปยังจุดหมายที่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว ส่วนการรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สิน ในระหว่างที่ประชาชนต้องทิ้งบ้าน ไปยังจุดที่ปลอดภัย ตำรวจได้ทำการ เข้าไปตรวจสอบอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้โจรเข้ามาลักขโมย ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมประชาชน

เสธ.ทบ.ลั่นเอาแผ่นดินไทยคืนมาให้หมด

ที่ รพ.ค่ายสรรพสิทธิ์ จังหวัดอุบลราชธานี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) เดินทางมอบเงินช่วยเหลือ พร้อมให้กำลังใจ นายทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา พร้อมขอให้หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววัน และได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเพื่อนทหารกำลังปฏิบัติการในการไล่ยึดพื้นที่ต่างๆ และไม่ต้องห่วง เพราะเราจะเอาแผ่นดินไทยคืนมาให้หมดแน่นอน โดยตอนนี้กัมพูชา มีการใช้โดรนในพื้นที่มากขึ้น สิ่งที่น้องได้ทำมาคือการทำเพื่อชาติบ้านเมือง อย่างแท้จริง ยืนยันว่าจะยึดคืนให้หมดตอนนี้เหลือ 4 ที่หมาย เพื่อนๆที่อยู่ที่นั่นจะจัดการเอาคืนให้

“เพื่อไม่ให้มีปัญหาในอนาคตต่อไป ครั้งนี้เราจำเป็นต้องลิดรอนขีดความสามารถของเขาไปให้ไกล รวมทั้งขีดความสามารถในเชิงลึกด้วย เพื่อให้เขาหมดสภาพในแนวคิดที่เขาเข้ามาในดินแดนของเรา ด้วยวิธีการต่างๆที่เขาเคยใช้ และให้ไม่สามารถดำเนินการได้ต่อไปในอนาคต” พลเอกชัยพฤกษ์ กล่าว

นายกฯเชื่อมั่นทั่วโลกเชื่อถือไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) กรณีได้รับรายงานกัมพูชาใช้โดรนพลีชีพโจมตีเจ้าหน้าที่หรือไม่ว่า กองทัพรับทราบ และมีแผนเผชิญเหตุอยู่แล้ว พวกเราต้องให้กำลังใจกันเยอะๆ อย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

ผู้สื่อข่าวถามถึงการรับมือการบิดเบือนข้อมูลของกัมพูชาว่าจะชี้แจงต่อนานาประเทศอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตทั่วโลกมารับฟังคำอธิบาย รวมถึงได้ชี้แจงต่อเวทีสหประชาชาติ ซึ่งท่านมีความชัดเจนอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือทางด้านการทูต การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราไม่มีปรุงแต่ง ทุกอย่างเป็นข้อมูลที่เกิดจากความจริง ไม่เช่นนั้นเราจะไปพูดกับโลกไม่ได้

ย้ำตอนนี้หยุดยิงไม่ได้แล้ว

เมื่อถามว่ากัมพูชายังไม่ติดต่อมาเจรจาใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่มีครับ” ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ติดต่อมาหรือเราไม่เจรจา นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยดำเนินการในสิ่งที่ควรจะทำ ได้แสดงความเป็นประเทศไทยให้กับผู้ที่คิดไม่ดีกับเราได้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น ตอนนี้ให้กำลังใจผู้ที่ปกป้องประเทศ และอธิปไตยของเราดีกว่า

เมื่อถามว่ามีคำสั่งให้ทหารหยุดหรือไม่ นายกฯ ยืนยันว่า ไม่มี ตอนนี้หยุดไม่ได้แล้ว รัฐบาลให้คำมั่นสัญญากับกองทัพแล้วว่าให้ดำเนินการตามแผนการที่คิดไว้อย่างเต็มที่ รัฐบาลให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ

เมื่อถามย้ำว่าจะดำเนินการจนกว่ากองทัพกัมพูชาจะสิ้นสภาพใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “กองทัพเขา ไม่ใช่กองทัพเรา กองทัพเราไม่มีวันสิ้นสภาพ”

ไม่สน“ฮุน เซน”ปล่อยคลิป-ภาพโจมตี

เมื่อถามว่าสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาเปิดเผยภาพถ่าย นายกฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดไพลิน พร้อมโจมตีว่าเป็นการสร้างกระแสทางการเมือง นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไปกินก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ ข้าวต้ม ก็มีแต่คนให้กำลังใจ คงไม่ต้องไปสร้างกระแสตามที่คนต่างชาติเขาว่า ส่วนที่สมเด็จฮุน เซน ออกมาเปิดภาพแบบนี้ เป็นวิธีแบบสแกมเมอร์ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้สนใจตรงนั้น ที่นี่ประเทศไทย จะสนใจและกังวลกับเรื่องดูแลประชาชนเท่านั้น คนอื่นไม่สน