เขมรเหิมยิงBM-21 ถล่มไทยหมู่บ้านเดียว5ลูกรวด ชาวบ้านหนีตายลงหลุมหลบภัย

เขมรเหิมยิงBM-21 ถล่มไทยหมู่บ้านเดียว5ลูกรวด ชาวบ้านหนีตายลงหลุมหลบภัย

เขมรเหิมยิงBM-21 ถล่มไทยหมู่บ้านเดียว5ลูกรวด ชาวบ้านหนีตายลงหลุมหลบภัย

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เขมรเหิมยิงBM-21 ถล่มไทยหมู่บ้านเดียว5ลูกรวด ชาวบ้านหนีตายลงหลุมหลบภัย

เขมรยิง BM-21 พุ่งเป้าใส่พื้นที่พลเรือนตกกระจายหมู่บ้านเดียว 5 ลูก ต้นไม้ขาดนับสิบหลังคาบ้านเสียหาย 1 หลัง ชรบ.และชาวบ้านที่ยังไม่อพยพกว่า 30 คน หนีตายเข้าบังเกอร์โกลาหล ป้าวัย 55 ปี ช็อกหมดสติหามส่ง รพ.ด่วน ชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลอย่าสั่งหยุดยิงเอาให้จบ นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่อพยพจากเหตุปะทะไทย-เขมร ด้าน“นฤมล”เผยปิดโรงเรียนแล้ว 990 แห่ง เตรียมเรื่องการเรียนชดเชยแล้วส่วน รมว.สาธารณสุข พร้อมดูแลผู้ป่วยในศูนย์อพยพ เผยมีแพทย์เพียงพอ

เมื่อวันที่ 9ธันวาคม2568 สถานการณ์สู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ยังคงมีเสียงปืนใหญ่จากการยิงปะทะต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงตี4 ล่าสุด มีอาวุธหนักคาดว่าเป็น จรวดหลายลำกล้อง BM 21 ของฝั่งกัมพูชาที่ยิงตอบโต้ทหารไทยตกในพื้นที่พลเรือน ที่บ้านหว้า ต.เขาดินเหนือ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5 ลูก กระจายตามทุ่งนา และหนองน้ำ สะเก็ดระเบิดทำต้นไม้หัก ขาดมากกว่า 10ต้น กระเด็นใส่หลังคาบ้านได้รับความเสียหาย 1หลัง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นตกใจให้ทั้งชาวบ้านบางส่วนที่ยังไม่อพยพ และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในหมู่บ้านกว่า 30 ชีวิตต่างพากันวิ่งเข้าหลุมหลบภัยโกลาหล

ขณะที่นางเปรย หนึ่งในชาวบ้านที่ยังไม่อพยพออกจากพื้นที่และหลบอยู่ในบังเกอร์เกิดภาวะช็อกหมดสติ เนื่องจากมีโรคประจำตัว คือโรคหัวใจ ทางเจ้าหน้าที่ ชรบ.จึงได้แจ้งหน่วยกู้ชีพให้มารีบรับตัวส่ง รพ.ประโคนชัย. เพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

นายล้วน หนึ่งใน ชรบ.ที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ช่วงประมาณ 8 โมงกว่า ได้มีกระสุนปืนใหญ่ตกในหมู่บ้าน 4 -5 ลูก ทั้งชาวบ้านและ ชรบ.ต่างพากันหลบในบังเกอร์เพื่อความปลอดภัย. โชคดีที่ไม่มีชาวบ้านบาดเจ็บ แต่มีคุณป้า ซึ่งป่วยด้วยโรคหัวใจมีภาวะช็อก จนต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล ถือเป็นครั้งแรกที่กระสุนปืนใหญ่ตกในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีเสียงปืนใหญ่จากการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่องตลอด

ชาวบ้านคนหนึ่ง บอกว่า ได้ยินเสียงปืนใหญ่จากการยิงปะทะดังตั้งแต่ตี 4 จนถึงตอนนี้ ก็ไม่คาดคิดว่าจะตกในหมู่บ้าน แต่โชคดียังไม่มีบ้านเรือนเสียหาย และไม่มีใครบาดเจ็บ เพราะส่วนมากอพยพไปศูนย์พักพิงแล้ว ที่เหลือก็จะอยู่เฝ้าบ้าน และสัตว์เลี้ยงเท่านั้น ก็อยากฝากให้รัฐบาลจัดการให้เด็ดขาดรอบนี้เอาให้จบไม่อยากให้สั่งหยุดและเชื่อว่าการเจรจาคงใช้ไม่ได้ผลกับเขมร เพราะถ้าได้ผลเขาคงไม่เปิดฉากยิงมาทหาไทยก่อน ก็อยากฝากให้รัฐบาลดำเนินการขั้นเด็ดขาด จะได้ไม่มีการรบรอบสามอีก เพราะคนที่เดือดร้อนคือชาวบ้านชายแดน

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ว่านายกฯ ได้ติดตามเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ดูแลความปลอดภัยของประชาชน ปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง โดยนายกฯ แถลงภายหลังประชุม สมช.ไปแล้ว ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช.จะปฏิบัติการทางทหารทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายการประชุม ครม.นายกฯ กล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัดด้วย

ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงแผนสั่งปิดโรงเรียนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าต้องรอข้อมูลฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ก่อนว่าปลอดภัย จึงเปิด โดยวันเดียวกันนี้มีการปิดโรงเรียนแล้ว 990 แห่ง ส่วนโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย สพฐ.ได้จัดเป็นศูนย์พักพิงเพื่อรองรับประชาชน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีโรงเรียนได้รับความเสียหาย

นางนฤมล กล่าวถึงการเรียนการสอนในช่วงที่ปิดโรงเรียนว่ามีแผนชดเชยอยู่แล้วทั้งการสอนที่เป็นใบงานแบบฝึกหัด (on hand) กับการเรียนการสอนแบบทั่วไป (on site) แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะเปลี่ยนเป็นเรียนระบบออนไลน์ อีกทั้ง สพฐ.ได้เตรียมจัดถุงการเรียนรู้ให้เด็กๆ ที่ศูนย์พักพิงเพื่อไม่ให้ตกหล่นเรื่องการเรียน

ส่วนนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีโรงพยาบาลตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบ ว่าได้สั่งการให้ ผอ.โรงพยาบาลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ไปอยู่ในโรงพยาบาลที่ปลอดภัยจากพื้นที่ปะทะ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าเหตุปะทะจะใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหน โดยเตรียมมาตรการรับมือไว้ 3 ระดับ พร้อมสั่งปิดโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เดิมจากการปะทะครั้งที่แล้ว

ขณะเดียวกันได้ส่งทีมแพทย์ไปประจำที่ศูนย์พักพิงต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนหากมีการเจ็บป่วย โดยกระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมที่จะดูแลผู้อพยพทุกศูนย์พักพิง โดยยังสามารถจัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ได้ และยังไม่มีรายงานว่าโรงพยาบาลถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย

‘ศุภจี’ย้ำไทยปะทะเขมร ไม่เกี่ยวเจรจาภาษีสหรัฐ

‘ศุภจี’ย้ำไทยปะทะเขมร ไม่เกี่ยวเจรจาภาษีสหรัฐ

‘ศุภจี’ย้ำไทยปะทะเขมร ไม่เกี่ยวเจรจาภาษีสหรัฐ

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ศุภจี’ย้ำไทยปะทะเขมร ไม่เกี่ยวเจรจาภาษีสหรัฐ “ศุภจี”เชื่อสหรัฐไม่ใช้ปมปะทะไทย-กัมพูชา กดดันเรื่องภาษี ลุยเจรจาเหมือนเดิม ลั่นเราไม่ได้เป็นคนเริ่ม

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐอเมริกาจะไม่เสร็จในปีนี้ใช่หรือไม่ ว่า ยังไม่ได้บอกเลยว่าทันหรือไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ได้ประสานความคืบหน้าอะไรมาหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากที่พูดคุยกันไว้ ตอนนี้ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เหมือนเดิม ย้ำว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และสหรัฐฯยังไม่มีท่าทีอะไรเพิ่มเติมตอบกลับมา หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะแนวชายแดนรอบใหม่ แต่กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ชี้แจงต่อไป ขณะนี้ยังทำงานเหมือนเดิม เพราะเราได้คุยกับหลายหน่วยงานในประเทศ เพื่อเตรียมตัวทำให้เรื่องนี้จบให้ได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่า สหรัฐฯจะใช้ประเด็นดังกล่าวมากดดันประเทศไทยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะท่าทีของประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศทำไว้ได้ดีมาก ซึ่งเราดูแลท่าทีของเราว่าครั้งนี้ หรือครั้งที่ผ่านมาที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิด เราไม่ได้ผิดเลย และเราไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นด้วย ซึ่งตรงนี้ชัดเจนมาก ตนคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศได้แถลงต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) ถือว่าทำได้ดี และไม่น่ามีคนเข้าใจผิดว่าเราเป็นคนก่อเรื่อง และไม่น่านำเรื่องดังกล่าวมากดดันประเทศไทย แต่เราไม่ทราบได้

ขอย้ำว่า ในวันนี้ยังไม่มีท่าทีอะไรเปลี่ยนแปลงและยังเจรจาเหมือนเดิม ขณะนี้เราต้องให้ความสัมพันธ์กับการรักษาอธิปไตยของประเทศและดูแลความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงให้กำลังใจทหารมากกว่ามามุ่งเน้นในเรื่องนี้ ถ้าเราไม่ได้ผิด เราควรจะยืนยันในหลักการของเราเหมือนเดิม

‘กอ.รมน.’เข้มเฝ้าระวัง ‘โดรนสอดแนม–โดรนพลีชีพ’ ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย เขมร

'กอ.รมน.'เข้มเฝ้าระวัง 'โดรนสอดแนม–โดรนพลีชีพ' ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย เขมร

‘กอ.รมน.’เข้มเฝ้าระวัง ‘โดรนสอดแนม–โดรนพลีชีพ’ ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย เขมร

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.55 น.

‘กอ.รมน.’เข้มเฝ้าระวัง ‘โดรนสอดแนม–โดรนพลีชีพ’ ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย กัมพูชา พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสเพื่อความปลอดภัยของประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. ได้สั่งการให้ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด(ฝ่ายทหาร) ทุกจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุริทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง “โดรนสอดแนม-โดนนพลีชีพ” ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน 

โดยเลขาธิการ กอ.รมน. เน้นย้ำ “สถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนมีความละเอียดอ่อนและมีแนวโน้มที่อาจถูกแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีโดรน ทั้งในลักษณะการสอดแนม การลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงการดัดแปลงโดรนเพื่อเป็นอุปกรณ์โจมตี ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคงจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและตอบโต้สถานการณ์อย่างรอบด้าน

ดังนั้น กอ.รมน. จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนี้

1. หากพบเห็นโดรนต้องสงสัย บินผิดปกติหรือบินในพื้นที่หวงห้ามโดยไม่มีเหตุอันควร โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่ทันที

2. หากพบโดรนตกหล่น วัตถุต้องสงสัย หรือชิ้นส่วนที่คาดว่าเป็นส่วนประกอบของโดรน ห้ามเก็บกู้ สัมผัส หรือเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง เพราะอาจมีความเสี่ยง เช่น วัตถุระเบิด ไฟฟ้าลัดวงจร หรือสารเคมีอันตราย

3. การกระทำที่สามารถทำได้โดยปลอดภัย คือ การบันทึกภาพหรือจำตำแหน่งพิกัด เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาทำการตรวจสอบ

4. สามารถแจ้งเบาะแสหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ผ่าน สายด่วนความมั่นคง 1374 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

กอ.รมน. ขอยืนยันว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการใช้อาวุธบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหน่วยงานภาครัฐจะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ ติดตาม และป้องกันเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เลขาธิการ กอ.รมน. เน้นย้ำ หน่วยงานด้านความมั่นคงทุกระดับยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 

กอ.รมน. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความมั่นคงของชาติเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยที่เรารักด้วยดีตลอดมา และจะแน่วแน่ด้วยอุดมการณ์นี้ตลอดไป

สรุปสถานการณ์ชายแดน ทหารใช้รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโน ที่ตั้งอาวุธถล่มไทย

สรุปสถานการณ์ชายแดน ทหารใช้รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโน ที่ตั้งอาวุธถล่มไทย

สรุปสถานการณ์ชายแดน ทหารใช้รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโน ที่ตั้งอาวุธถล่มไทย

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

9 ธ.ค. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน 9 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. กกล.บูรพา เข้าดำเนินกลยุทธ์ต่อที่หมายเป็นวันที่ 2 โดยมีการปฏิบัติ ดังนี้ 

พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง : หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้ยึดและควบคุมพื้นที่อธิปไตยของไทยบ้านหนองหญ้าแก้วเป็นที่เรียบร้อย ตั้งแต่เมื่อ 8 ธ.ค.68 ซึ่งในห้วงเช้าวันนี้ได้เข้าเคลียร์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการเตรียมการจะใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในพื้นที่ โดยตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น สภาพพร้อมใช้งาน นอกจากนี้ ยังตรวจพบระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 2 ชุด โดยชุดที่ 1 ประกอบด้วยกระสุน RPG2 3 นัด และ ค.60 1 นัด (สภาพพร้อมใช้งาน) ชุดที่ 2 ประกอบด้วยกระสุน ปรส.82 และ Dynamite (สภาพพร้อมใช้งาน) ได้ดำเนินการเก็บกู้เป็นที่เรียบร้อย

พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง : ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเข้าปฏิบัติการต่อที่หมาย โดยฝ่ายกัมพูชามีการต้านทานอย่างหนักด้วยการยิงจากอาวุธชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะจรวดหลายลำกล้อง BM – 21 เข้ามายังหมู่บ้านที่ชาวกัมพูชาเคยอยู่อาศัยก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

พื้นที่บ้านคลองแผงอ.ตาพระยา : หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 เข้าปฏิบัติต่อที่หมาย โดยมีการปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ การใช้รถถัง ยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ที่อยู่ติดแนวชายแดนในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา อ.ตาพระยา ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งยิงปืนกล และอาวุธยิงสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงเป็นแหล่งรวบรวมยุทโธปกรณ์ ที่จะใช้ปฏิบัติต่อฝ่ายไทย ซึ่งเมื่อเวลา 16.00 น. หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 สามารถควบคุมพื้นที่บริเวณบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา ได้บางส่วน พร้อมกับได้ทำการวางลวดหนามตลอดแนวที่ควบคุมได้ไว้ในเบื้องต้น

สำหรับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ 8 ธ.ค.68 จำนวน 5 นาย โดยมีกำลังพลมีอาการสาหัส 1 นาย เข้ารับการรักษา รพ.วัฒนานคร และ รพ.โคกสูง ปัจจุบันทุกนายมีอาการปลอดภัย และในวันนี้ได้รับรายงานกำลังพลได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 1 นาย คือ ส.ต.ต.กำพล แสงจันทร์สี สังกัด ร้อย.ตชด.125 ได้รับบาดเจ็บในพื้นที่จุดตรวจที่ 14 อ.โคกสูง จากการถูกสะเก็ดระเบิดข้างท้องด้านซ้าย เข้ารับการรักษา ณ รพ.โคกสูง อ.โคกสูง ปัจจุบันอาการปลอดภัย นอกจากนี้ ได้รับรายงานพบลูกกระสุนปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดของฝ่ายกัมพูชา ตกใส่บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ บ้านโคกทหาร ต.ทัพเสด็จ อ.ตาพระยา และพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง ให้บ้านเรือนประชาชน เสาไฟฟ้า และถนน ได้รับความเสียหายจาก แรงระเบิด โดยในวันนี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ใน 4 อำเภอ ได้มีการอพยพแล้ว จำนวน 180,683 คน คิดเป็นร้อยละ 83 ซึ่งทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 5 พื้นที่ ได้แก่ อ.เมือง, อ.โคกสูง, อ.วังน้ำเย็น, อ.เขาฉกรรจ์ และ อ.วัฒนานคร มีประชาชนเข้าพักอาศัย รวม15,560 คน นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 1 โดย ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มทบ. 19, ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.สระแก้ว ร่วมกับส่วนราชการและประชาชนจิตอาสา ร่วมกันดูแลประชาชนภายในศูนย์พักพิงชั่วคราว ณ จังหวัดสระแก้ว ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานปรุงอาหารแจกจ่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว อ.เมือง จ.สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 โดย กกล.บูรพา, ตำรวจตระเวนชายแดน, ทหารพราน, เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีความพร้อมและมีกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และขอยืนยันว่าจะยืนหยัดปฏิบัติงานตามภารกิจ อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งนี้ การปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติเพื่ออธิปไตยของไทย และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

 

ครม. มีมติรับทราบ โครงการของขวัญปีใหม่ 69 สำหรับประชาชน ของกระทรวงคมนาคม

ครม. มีมติรับทราบ โครงการของขวัญปีใหม่ 69 สำหรับประชาชน ของกระทรวงคมนาคม

ครม. มีมติรับทราบ โครงการของขวัญปีใหม่ 69 สำหรับประชาชน ของกระทรวงคมนาคม

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.15 น.

ครม. มีมติรับทราบ โครงการของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 สำหรับประชาชน ของกระทรวงคมนาคม
 
9 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบโครงการของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 สำหรับประชาชน ของกระทรวงคมนาคม (คค.) ตามที่ คค. เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คค. โดยหน่วยงานในสังกัดได้พิจารณาแผนงาน/โครงการในความรับผิดชอบที่มีความเหมาะสมที่จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้แก่ประชาชนเพื่อส่งความสุขให้แก่ประชาชน อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง และกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยเป็นแผนงาน/โครงการที่หน่วยงานในสังกัดสามารถดำเนินการให้มีผลในทางปฏิบัติได้ทันช่วงเวลาปีใหม่ ภายใต้กรอบแนวคิด “H.N.Y 2569 – Happiness of All, Network of Care, and Year of Safety” ประกอบด้วย H – Happiness of All เดินทางอย่างมีความสุข ทุกเส้นทางเพื่อคนไทย N – Network of Care ใส่ใจ ดูแลกัน เหมือนเพื่อนร่วมทาง และ Y – Year of Safety ปีแห่งความปลอดภัยบนท้องถนนและทุกการเดินทาง

“H – Happiness of All” เดินทางอย่างมีความสุข ทุกเส้นทางเพื่อคนไทย เช่น 

-กรมเจ้าท่า (จท.) จัดโครงการล่องเรือไหว้พระ 9 วัด รับปีใหม่ พ.ศ. 2569 ในวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568 เพื่อมอบความสุข สร้างรอยยิ้ม และเสริมสร้างสิริมงคลชีวิตเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2569 ให้แก่ประชาชนชาวไทย จำนวน 240 คน
-กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขยายเวลารับชำระภาษีรถประจำปีสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้รถในช่วงเทศกาลปีใหม่และไม่สามารถเดินทางมาชำระภาษีรถประจำปีในช่วงเวลาราชการ สามารถชำระภาษีรถประจำปีก่อนและหลังเวลาราชการ เป็นต้น

-กรมทางหลวง (ทล.) ยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เป็นเวลา 7 วัน ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 00.01 น. – 5 มกราคม 2569 เวลา 00.00 น. ทั้งในส่วน

ของมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 กรุงเทพมหานคร – บ้านฉาง และมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอน บางปะอิน – บางพลี และ ตอน พระประแดง – บางแค ช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน

-การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ขยายเวลาเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้ามหานครในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06.00 น. – 1 มกราคม 2569 เวลา 02.00 น. ได้แก่ 1) โครงการรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) 2) โครงการรถไฟฟ้าสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) 3) โครงการรถไฟฟ้าสายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) และ 4) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู

“N – Network of Care ดูแลใส่ใจอย่างเป็นระบบและทั่วถึง เช่น

-กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดตั้ง “ศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 จำนวน 150 จุด ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2568 – 3 มกราคม 2569 บริเวณถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่นและถนนสายรอง โดยจะให้บริการตรวจเช็คสภาพรถเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือผู้เดินทางกรณีฉุกเฉิน บริการรถยก (บางพื้นที่) บริการนวดผ่อนคลายผ้าเย็น น้ำดื่ม ข้อมูลเส้นทางและแหล่งท่องเที่ยว รายชื่ออู่รถที่เปิดให้บริการ เป็นต้น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

-กรมทางหลวง (ทล.) อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 บนทางหลวง

-สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) บริการ Web Application และ Mobile Application “นำทาง” (NAMTANG) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการวางแผน ตัดสินใจ เลือกใช้เส้นทางและขนส่งสาธารณะทางถนน ทางราง และทางน้ำ ภายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีความถูกต้อง เหมาะสม และรวดเร็ว ครอบคลุมข้อมูลการเดินทาง จำนวน 1,422 เส้นทาง 7,717 จุดให้บริการ รองรับการใช้งานทั้งบนระบบปฏิบัติการ Windows, IOS และ Android

“Y – Year of Safety” ปีแห่งความปลอดภัยบนท้องถนนและทุกการเดินทาง เช่น

– กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและผู้ประจำรถในเส้นทางสายหลักที่เข้าและออกกรุงเทพมหานครระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มกราคม 2569 ณ บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร)

– กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ป้องกันและอำนวยความปลอดภัยบนทางหลวงชนบททั่วประเทศในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 

– การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ตั้งหน่วยบริการประชาชน จัดพนักงานจัดการจราจรกวดขันรถที่ผิดระเบียบการจราจรในทางพิเศษ เช่น รถบรรทุกสิ่งของไม่ผูกมัด ปกคลุม คนนั่งท้ายกระบะ ห้ามใช้ทางพิเศษ ณ บริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ

โปรดเกล้าฯ ตั้ง ‘ณรงค์’ ประธาน กกต. และ ‘อนันต์-ณรงค์’กกต.ใหม่ 2 คน

โปรดเกล้าฯ ตั้ง 'ณรงค์' ประธาน กกต. และ 'อนันต์-ณรงค์'กกต.ใหม่ 2 คน

โปรดเกล้าฯ ตั้ง ‘ณรงค์’ ประธาน กกต. และ ‘อนันต์-ณรงค์’กกต.ใหม่ 2 คน

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.00 น.

โปรดเกล้าฯ ตั้ง ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต. และ กกต.ใหม่ 2 คน ‘อนันต์ สุวรรณรัตน์-ณรงค์ รักร้อย’

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ว่าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า

ตามที่ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ตามประกาศลงวันที่ 12  สิงหาคม 2561  นั้น ต่อมานายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และนายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กรรมการการเลือกตั้ง ได้พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นเหตุให้ตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ว่างลง

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเพื่อแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222  ( 1 )  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำนวนสองคน และผู้ได้รับความเห็นชอบและกรรมการการเลือกตั้งซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่งจำนวนห้าคน ได้ประชุมเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการเลือกตั้งแล้ว  อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 222   ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8  และมาตรา 12  แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง  พ.ศ. 2560

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระ หม่อมแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ดังนี้ 1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง  2.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง 3. นายณรงค์ รักร้อย  เป็นกรรมการการเลือกตั้ง  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 7  ธันวาคม พุทธศักราช 2568  เป็นปีที่ 10  ในรัชกาลปัจจุบัน โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ  

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.40 น.

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง พร้อมส่งเด็กอาชีวะช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เตรียม Fix It Center หลังสถานการณ์คลี่คลาย

10 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงสถานการณ์ของสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการต้องสั่งปิดสถานศึกษาเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 102 แห่ง ได้ถูกจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

“ดิฉันได้กำชับทุกหน่วยในสังกัดของกระทรวง ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักเรียน–ครู–บุคลากร พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสำรวจความเสียหายของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะนี้ยังไม่พบรายงานความเสียหายเพิ่ม แต่ทุกพื้นที่ต้องเตรียมแผนรองรับฉุกเฉินไว้ทันที” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงการช่วยเหลือพื้นที่ว่า ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สนับสนุนนักเรียนอาชีวะเข้าร่วมปฏิบัติงานในหลายภารกิจ ทั้ง ติดตั้งระบบไฟฟ้า พัฒนาระบบโรงครัวพระราชทานที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กำลังพลสนับสนุนการจัดส่งยุทธภัณฑ์ของทหาร รวมถึงจัดนักศึกษาช่วยทำอาหารและดูแลประชาชน ภายในศูนย์พักพิง ช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่หน้างานในภาวะวิกฤติ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ศธ.จะส่ง ศูนย์ Fix It Center ลงพื้นที่เพื่อช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์การทำมาหากิน เครื่องจักรการเกษตร และครุภัณฑ์ในท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้เร็วที่สุด

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าโชว์ศักยภาพงานวิจัยระดับประเทศ หลังพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ พร้อมเตรียมส่งมอบให้กับกองกำลังสุรนารี เพื่อนำไปใช้ในภารกิจจริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบและผลกระทบจากทุ่นระเบิดมาอย่างยาวนาน โดยเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของกำลังพล และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย

แรงหนุนสำคัญมาจากนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนภารกิจปกป้องกำลังพลของชาติ โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และ ศ.ดร.ศุภชัย  ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ มจพ. พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์กู้ภัยต้นแบบที่สามารถค้นหา ตรวจจับ และทำลายทุ่นระเบิดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมรองรับการใช้งานในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง

ผลงานครั้งนี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ เจ้าของสถิติแชมป์โลกการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย 10 สมัย ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศด้านการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัยขั้นสูง โดยทีมได้บูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ และกลไกควบคุมความแม่นยำสูงเข้าด้วยกัน เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถปฏิบัติงานด้านการค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเผชิญความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในแนวปฏิบัติการโดยตรง ทั้งนี้ การพัฒนาได้ผ่านการทดสอบหุ่นยนต์ทำลายระเบิดจำนวน 2 รุ่น เพื่อเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคและปรับปรุงสมรรถนะให้พร้อมใช้งานจริงในภาคสนาม

สำหรับการทดสอบภาคสนาม ได้ดำเนินการรวม 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 1 พ.ย.68 และวันที่ 22 พ.ย.68 โดยการทดสอบครั้งที่สองจัดขึ้น ณ จ.นครราชสีมา ภายใต้การนำของ รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน (วปอ.67) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. พร้อมด้วยคณาจารย์ ได้แก่  ผศ.นพดล พัดชื่น อ.เนตินันท์ กุตนันท์ และ ผศ.ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ รวมถึงทีมนักศึกษาและบุคลากร ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท ที.ดี.ซี สตีลกรุ๊ป จำกัด บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด (โรงรับจำนำ อีซี่มันนี่) บริษัท เดอะ พาราดิโซ เจเค ดีไซน์ โฮเทล จำกัด  วปอ.67 และ วปอ.67 หมู่สิงโต การทดสอบครั้งนี้ทีม EOD ได้จัดจำลองการวางระเบิดในรูปแบบสถานการณ์จริงตามรูปแบบหน้าแนวที่เคยตรวจพบ เพื่อให้หุ่นยนต์ได้ปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงภารกิจจริงมากที่สุด โดยผลการทดสอบได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในขั้นต่อไป

หลังการทดสอบสำเร็จ มจพ. มีแผนส่งมอบหุ่นยนต์อัจฉริยะให้กับหน่วยผู้ใช้งาน กองกำลังสุรนารี ในสังกัดกองทัพบกในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่จริง เสริมขีดความสามารถของกองทัพในการรักษาความสงบและปกป้องชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน และในก้าวต่อไป มจพ. เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : iDEF)” ร่วมกับกองทัพบก เพื่อมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และเสริมความมั่นคงรวมถึงอธิปไตยของชาติในระยะยาว

เปิด ‘British Council – Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

เปิด ‘British Council - Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

เปิด ‘British Council – Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะทักษะภาษาอังกฤษคือกุญแจสำคัญสู่โลกกว้าง บริติช เคานซิล ในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการทดสอบภาษาอังกฤษระดับสากล จึงเดินหน้าขยายพื้นที่การเรียนรู้ให้เข้าถึงครอบครัวรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยสาขาใหม่ “British Council – Sukhumvit Learning Space” ใจกลางย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นศูนย์รวมทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและโรงเรียนชั้นนำ พร้อมเปิดทำการในเดือนมกราคม 2569

British Council – Sukhumvit Learning Space แห่งใหม่นี้ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศทันสมัย รองรับรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนในทุกช่วงวัย พร้อมหลักสูตรที่ครอบคลุมความต้องการด้านภาษาสำหรับนักเรียน เสริมความมั่นใจในการใช้งานภาษาอังกฤษในชีวิตจริง อีกทั้งยังช่วยขยายการให้บริการร่วมกับสาขาสยามสแควร์และปิ่นเกล้า ทำให้ผู้ปกครองสามารถเลือกสาขาที่สะดวกได้ง่ายกว่าเดิม

British Council – Sukhumvit Learning Space มีทีมครูผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมนำเสนอหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะแบบรอบด้าน พร้อมเสริมความมั่นใจในการเรียนของเด็กๆ

Primary Plus หลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถมวัย (10–12 ปี)

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถมที่เน้นการเรียนรู้แบบสนุกและมั่นใจ ผ่านห้องเรียนขนาดเล็กดูแลโดยครูผู้เชี่ยวชาญ ช่วยเสริมทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการคิดวิเคราะห์ พร้อมต่อยอดการเรียนรู้ผ่าน Learning Hub ที่ผู้ปกครองติดตามความก้าวหน้าได้ง่าย

Secondary Plus หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับวัยทีน (12–17 ปี)

หลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับวัยทีน ที่ช่วยให้เด็กๆ กล้าแสดงออก คิดสร้างสรรค์ และสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมท้าทายและงานกลุ่มในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง พร้อมเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่าน Learning Hub เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเรียนต่อและโลกยุคใหม่

English for Academic Purposes (EAP) หลักสูตรเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย ด้วยทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

หลักสูตรเตรียมพร้อมสู่มหาวิทยาลัย ที่มุ่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การอภิปราย พรีเซนต์งาน การจดเลคเชอร์ ไปจนถึงการอ่านและเขียนงานวิชาการ พร้อมทักษะการค้นคว้าวิจัย ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากมัธยมสู่มหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

Secondary IELTS หลักสูตรเตรียมสอบ IELTS สำหรับวัยมัธยม (15–17 ปี)

หลักสูตรเตรียมสอบ IELTS สำหรับวัยมัธยมที่เน้นการฝึกฟัง พูด อ่าน เขียนแบบเข้มข้น พร้อมเพิ่มคำศัพท์และเทคนิคทำข้อสอบ นักเรียนได้ฝึกโจทย์หลากหลายรูปแบบและคิดวิเคราะห์จากบทความและข้อสอบจริง ช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนสอบ ไม่ว่าจะเรียนแบบเทอมปกติหรืออินเทนซีฟช่วงปิดเทอม

British Council – Sukhumvit Learning Space พร้อมเปิดทำการในเดือนมกราคม 2569 โดยเปิดให้ลงทะเบียนแล้ววันนี้ พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนเรียนตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนมกราคม 2569 ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือดูรายละเอียดหลักสูตรได้ผ่านช่องทางทางการของบริติช เคานซิล เว็บไซต์ http://www.britishcouncil.or.th เฟซบุ๊ค British Council Thailand โทรศัพท์หมายเลข 02 460 6950 หรือบริติช เคานซิล สาขาสยามสแควร์ (อาคารวิทยกิตติ์) และสาขาปิ่นเกล้า (ชั้น 8 อาคารออฟฟิศ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ตึก B)

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโยเกิร์ตดัชชี่ เดินหน้าส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับเยาวชนไทยโดยเฉพาะการดูแลระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย ภายใต้แนวคิด “คนไทยไส้ต้องดี” ผ่านกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” โดยร่วมมือกับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการดูแลลำไส้ และสุขภาพทางเดินอาหารให้กับเยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวมกว่า 15 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยได้เรียนรู้ และเข้าใจเรื่องลำไส้ รู้วิธีดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และวางรากฐาน “การใส่ใจลำไส้” ตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่แข็งแรง และปราศจากโรค

น.ส.อรวรรณ อาริยพัฒนกุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโสกลุ่มผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตดัชชี่ บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” นี้ ถือเป็นการสร้างนิสัยการดูแลตัวเองโดยเฉพาะสุขภาพลำไส้ เพื่อให้กลุ่มเด็กวัยประถมและมัธยม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบลำไส้ ดัชมิลล์เราตั้งใจที่เป็นแกนนำในการร่วมเปลี่ยนการเรียนรู้ในเรื่องของลำไส้ให้กลายเป็นเรื่องสนุก และสร้างกิจกรรมเชิงสนุกสนาน พร้อมกับให้ความรู้เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจ และสามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

“นอกเหนือจากกิจกรรมภาคสนามและการออกอากาศรายการโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสื่อสารการตลาดอย่างครบวงจรผ่านทั้งช่องทาง ออฟไลน์ ออนไลน์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, YouTube และ TikTok เพื่อสร้างการรับรู้ และเข้าถึงครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มเยาวชนโดยตรง และกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง  ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้กับบุตรหลาน” น.ส.อรวรรณ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” นอกจากการมอบความรู้เรื่องการดูแลลำไส้ให้แข็งแรงและการสร้างนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว ยังจัดเต็มด้วยความสนุกจากกิจกรรม “ลำไส้ขอแดนซ์” ชวนเด็กๆ ขยับร่างกายประกอบเพลง “ลำไส้ขอร้อง” กับโยเกิร์ตดัชชี่ ในบรรยากาศสนุกสนาน โดยมี ปอ – อรรณพ ทองบริสุทธิ์ นักร้องและนักแสดงหนุ่มมาดทะเล้น มาร่วมสร้างสีสันและเป็นพิธีกรตลอดทั้งงาน เพื่อเรียกเสียงหัวเราะและแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ

โดยกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 20 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมกันวางรากฐานสุขภาพที่ดีให้กับเด็กไทย เพราะเมื่อลำไส้แข็งแรง ร่างกายก็แข็งแรง และสุขภาพที่ดีก็จะตามมาและสามารถติดตามรายการ “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” โดยจะออกอากาศให้รับชมความสนุกทุกๆวันศุกร์ ทางช่อง 7HD