“เอ้ก ดิจิทัล” กวาด 4 รางวัล MAAT Media Awards 2025

“เอ้ก ดิจิทัล” กวาด 4 รางวัล MAAT Media Awards 2025

“เอ้ก ดิจิทัล” กวาด 4 รางวัล MAAT Media Awards 2025

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) ตอกย้ำศักยภาพในฐานะผู้ให้บริการสื่อโฆษณาครบวงจรแห่งยุคดิจิทัล คว้า 4 รางวัลจากเวทีสื่อโฆษณาระดับประเทศ “MAAT Media Awards 2025” ได้แก่ รางวัลระดับ Silver 2 รางวัล และ Bronze 2 รางวัล จากแคมเปญ MAMA OK และ Garnier (การ์นิเย่) โชว์ความสามารถในการวางกลยุทธ์การสื่อสารและโฆษณาที่ทรงพลัง ผ่านการผสาน “ดาต้า 720 องศา – AI – ครีเอทีฟ – รีเทลมีเดียเน็ตเวิร์ก” ในรูปแบบ Omnichannel เชื่อมโยงสื่อทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ สร้างการสื่อสารที่แม่นยำ เข้าถึงผู้บริโภคในทุกทัชพอยท์ พร้อมสร้างโอกาสใหม่และผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ให้กับแบรนด์

ชัชพล องนิธิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Media Convergence บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า “อุตสาหกรรมโฆษณาในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ ‘สื่อ’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ใช้สร้างการรับรู้อีกต่อไป แต่กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างคุณค่า โอกาส และผลลัพธ์ทางธุรกิจให้กับแบรนด์อย่างเป็นรูปธรรม เอ้ก ดิจิทัล จึงมุ่งใช้ข้อมูลเชิงลึกและพลังของ AI มายกระดับการวางกลยุทธ์การตลาดและโฆษณาให้แม่นยำและตอบโจทย์เส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ แนวทางนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเวที MAAT Media Awards 2025 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Branded Media: Powering Brands through Media Excellence เพื่อผลักดันให้สื่อกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีความหมายต่อผู้บริโภค สิ่งนี้สะท้อนมาตรฐานใหม่ของการใช้สื่อในยุคดิจิทัล”

เอ้ก ดิจิทัล คว้า 4 รางวัลใน 4 สาขาจากเวที MAAT Media Awards 2025 ได้แก่

รางวัลระดับ Silver สาขา Best Media Strategy จากแคมเปญ MAMA OK x EGG Digital: the Interactive Squid Game experience (โดยรางวัล Silver ถือเป็นรางวัลระดับสูงสุดที่คณะกรรมการมอบให้แก่สาขานี้)
รางวัลระดับ Silver สาขา Effectiveness Award จากแคมเปญ Garnier x EGG Digital: personalized facial care, proven performance (โดยรางวัล Silver ถือเป็นรางวัลระดับสูงสุดที่คณะกรรมการมอบให้แก่สาขานี้)
รางวัลระดับ Bronze สาขา Best Use of Media for Market Disruption – Local จากแคมเปญ Brand MAMA OK x EGG Digital: the Interactive Squid Game experience (โดยรางวัล Bronze ถือเป็นรางวัลระดับสูงสุดที่คณะกรรมการมอบให้แก่สาขานี้)
รางวัลระดับ Bronze สาขา Best Media Strategy จากแคมเปญ Garnier x EGG Digital: personalized facial care, proven performance

3 ปัจจัยสำคัญ ทำให้ธุรกิจ Media Convergence ภายใต้เอ้ก ดิจิทัลคว้ารางวัลมาครอง

การใช้ AI และดาต้าเชิงลึก: ใช้ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 720 องศาจากหลายแหล่ง มาวิเคราะห์และจัดกลุ่มผู้บริโภคอย่างแม่นยำ เพื่อเข้าใจบริบทลูกค้าอย่างลึกซึ้ง สร้างสรรค์คอนเทนต์และประสบการณ์แบบ Hyper-Personalized โดยแคมเปญ MAMA OK สามารถวิเคราะห์และจัดกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นกลุ่ม Gen Z และ              มิลเลนเนียล กลุ่มผู้บริโภคพรีเมียมเซกเมนต์ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี และกลุ่มแฟนด้อมวัฒนธรรมเกาหลี ในขณะที่แคมเปญสำหรับ Garnier แบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มลูกค้าเดิม ลูกค้าใหม่ และลูกค้าจากแบรนด์คู่แข่ง

การใช้รีเทลมีเดียเน็ตเวิร์กร่วมกับสื่อแบบ Omnichannel: เชื่อมต่อแบรนด์และผู้บริโภคในทุกทัชพอยท์อย่าง       ไร้รอยต่อ ด้วยสื่อที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยใช้รีเทลมีเดียเน็ตเวิร์ก สื่อที่เข้าถึงและสร้างการมองเห็นให้ผู้บริโภคในวงกว้าง, สื่อโซเชียลมีเดียแบบเฉพาะบุคคลที่ปรับการทำงานระหว่างทางได้ตลอด, สื่อ KOLs ที่สร้าง     คอนเทนต์ได้ตรงใจจากข้อมูลเชิงลึก, สื่อป้ายดิจิทัลนอกบ้านอัจฉริยะที่ปรับโฆษณาได้ตามสถานการณ์ของแบรนด์ และสื่อ On-Ground Activation เพื่อสร้างความสนใจอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การมีส่วนร่วม และการตัดสินใจซื้อ เช่น  แคมเปญ MAMA OK ใช้ AR Experience ปรับจุดขายเป็นประสบการณ์ที่สนุก เพิ่มการจดจำแบรนด์
การสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้: วางกลยุทธ์การสื่อสารและการใช้สื่อแบบ Full-Funnel Marketing ด้วย MediaFusion แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้แคมเปญ โดยแคมเปญ MAMA OK สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ 64% และเพิ่มยอดขาย 16.4% ขณะที่แคมเปญ Garnier ขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ถึง 65% กระตุ้นผู้ซื้อได้กว่า 100,000 คนภายใน 7 วัน และทำให้ Garnier ขึ้นเป็นผู้นำในหมวด Facial Cleanser สำหรับแบรนด์ที่จำหน่ายใน Lotus’s

“ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การผสานดาต้าเชิงลึก, AI, ครีเอทีฟ, รีเทลมีเดียเน็ตเวิร์ก และสื่อครบวงจร ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างการรับรู้ แต่ยังเปลี่ยนสื่อให้กลายเป็น ‘Everyday Touchpoint’ ที่เชื่อมต่อผู้บริโภคกับแบรนด์ได้ทุกช่วงเวลา สามารถเปลี่ยนการมองเห็นเป็น ‘การลงมือทำ หรือ Attention’ ที่สามารถวัดผลได้จริง ไม่ว่าจะเป็น การร่วมสนุกกับแคมเปญ การคลิก การซื้อสินค้า รวมไปถึงการแชร์ประสบการณ์ต่อให้ผู้อื่น ซึ่งเราเชื่อว่าแนวทางนี้สามารถสร้างอิมแพครอบด้านให้กับแบรนด์ในยุคดิจิทัลนี้พร้อมใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิผล และเราพร้อมนำศักยภาพนี้ไปสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่าให้กับทุกแบรนด์ในอนาคต” ชัชพล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจบริการของ บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eggdigital.com/ หรือ โทร. 02-020-2364

สกสว.ผนึก สอวช. – ธนาคารโลก ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ดัชนีระบบ ววน. ‘Thailand SRI Index 2025’

สกสว.ผนึก สอวช. - ธนาคารโลก ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ดัชนีระบบ ววน. 'Thailand SRI Index 2025'

สกสว.ผนึก สอวช. – ธนาคารโลก ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ดัชนีระบบ ววน. ‘Thailand SRI Index 2025’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และธนาคารโลก (World Bank) คิกออฟความร่วมมือครั้งสำคัญในงาน ‘ทิศทางวิจัย x นวัตกรรมไทย 2569 : Thailand SRI Index 2025’ มุ่งพัฒนา ‘ดัชนีระบบ ววน.ของไทย’ ให้เป็นเข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ของประเทศ ที่ไม่เพียงกำหนดเป้าหมายการลงทุนด้านนวัตกรรมได้อย่างแม่นยำ แต่ยังเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาคมวิจัย ให้ก้าวไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารโลกและพันธมิตรนานาชาติ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและขีดความสามารถของไทยในเวทีโลก พร้อมกันนี้ ประธาน กสว. เปิดผล ‘Thailand SRI Index 2025’ ต่อเนื่องปีที่ 2 เผยดัชนีแกร่ง 7.77 พร้อมเปิดแผนปี 69 เร่งปั้นนักวิจัยรุ่นใหม่-ดึงทุนระดับโลกขับเคลื่อน ววน.ของประเทศ

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand SRI Index 2025: From Now to Next – Growth of Thailand” โดย ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ที่ได้ฉายภาพบทบาทของดัชนี Thailand SRI Index ในฐานะ “กระจกสะท้อนศักยภาพประเทศ” ผ่านมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (Science – Research – Innovation) ซึ่งเป็นกลไกหัวใจในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

ประธาน กสว. ระบุว่า การจัดทำ SRI Index 2025 หรือ ดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย 2568 ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกสว. สอวช. และธนาคารโลก (World Bank) เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการ วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน และติดตามความก้าวหน้าจากปีที่ผ่านมา ผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.ผลกระทบจากนวัตกรรม 2.ความร่วมมือและการเชื่อมโยง 3.การใช้ประโยชน์จากผลงาน 4.ผลผลิตทางปัญญา และ 5.การลงทุนด้าน ววน. โดยภาพรวมคะแนนสุขภาพระบบ ววน. ของไทยปีนี้ อยู่ที่ 7.77 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเพียง 0.04 จากปัจจัยภายนอก ซึ่งแม้จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะผลักดันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับก้าวต่อไปในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปี 2569 ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ เน้นย้ำถึงการบูรณาการปัจจัยขับเคลื่อนหลัก คือ เงินทุน-งานวิจัย-กำลังคน-ผลลัพธ์ ให้สอดประสานกัน โดยมีวาระเร่งด่วน คือ การส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ด้วยการเปิดกว้างโอกาสและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ (Career Path) ที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในมิติของกองทุนและทุนวิจัยร่วม ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ

“ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือทรัพยากรล้ำค่าที่ประเทศไทยมีอยู่ หากเราสามารถดึงศักยภาพนี้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ กล่าวทิ้งท้าย

นายแซงบู คิม รองประธานฝ่ายดิจิทัลและ AI ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลว่า ปัจจุบันธนาคารโลกมีสมาชิก 170 ประเทศ และมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนากว่า 100 ประเทศ เพื่อขจัดความยากจนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่กว่า 400 ล้านตำแหน่ง ระบุว่าหัวใจสำคัญ คือการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลผ่าน 3 เสาหลัก คือ ภาครัฐ ปัจเจกบุคคล และภาคเอกชน โดยเน้นย้ำว่า ภาครัฐต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็น “ผู้สร้างตลาด” (Market Shaper) ไม่ใช่เพียงแค่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องใช้นโยบายและการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างดีมานด์นำ เปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีใหม่และสตาร์ทอัพได้ขยายผลจริง เพื่อเปลี่ยนผู้คนให้เป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” ภายใต้การกำกับดูแล AI และความปลอดภัยไซเบอร์ที่รัดกุม

พร้อมกันนี้ ได้ฝากโจทย์สำคัญถึง ประเทศไทย ว่า แม้จะมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงและมีบริการภาครัฐที่โดดเด่น เช่น Thai ID และพร้อมเพย์ แต่โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ “ยังไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุค AI” เนื่องจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอย่างดุเดือด หากไทยไม่เร่งปรับตัวและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงเพิ่มเติม จะเป็นเรื่องยากที่จะไล่กวดให้ทันการแข่งขันในเวทีโลก

รองประธานฝ่ายดิจิทัล และ AI ธนาคารโลก กล่าวต่อว่า ข้อได้เปรียบสำคัญของไทย คือ การมีอำนาจอธิปไตยเหนือข้อมูล (Data Ownership) แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงานที่มีความยากลำบาก และต้องแข่งขันกับบัณฑิตที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ

ในบริบทของประเทศไทย นายแซงบู คิม ระบุว่า “การที่ภาครัฐมีหน่วยงานอย่าง สกสว. ถือเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะ สกสว. มีบทบาทในการเชื่อมโยงระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจจริง ผ่านการกำหนดทิศทางการลงทุนวิจัย การออกแบบทุนที่เน้นการใช้ประโยชน์ และการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลตลาดต่าง ๆ บทบาทเช่นนี้ช่วยให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัลไม่หยุดอยู่ในห้องทดลอง แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และแพลตฟอร์มใหม่ที่สร้างตลาดและโอกาสการจ้างงานในเศรษฐกิจดิจิทัล”

ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้สานต่อความร่วมมือกับ สกสว.เพื่อสนับสนุนการสร้างงานใหม่ในตลาด โดยมุ่งเน้น 5 อุตสาหกรรมศักยภาพของไทย ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี AI บริการด้านสุขภาพ ธุรกิจเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำคัญในการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

ด้าน ศาสตราจารย์สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. แถลงความสำเร็จโดยมองย้อนเพื่อมองไปข้างหน้า ระลึกถึงสิ่งที่ทำได้ และมองเห็นหนทางที่ยังต้องไปต่อในหัวข้อ From the Past to the Future – SRI Annual Report 2025 ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ได้ทำหน้าที่เป็น “กองทุนกลางของประเทศ” ที่ขับเคลื่อนพลังการวิจัยในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และพื้นที่ มีภารกิจชัดเจน คือ “เปลี่ยนงบประมาณให้กลายเป็นคุณค่า” และ “เปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นพลัง”

ในปีงบประมาณ 2568 กองทุน ววน.ขับเคลื่อนงานวิจัยผ่านหน่วยรับงบประมาณ และผ่าน 9 หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) โดยเน้นหลักการ Outcome-Based Funding ที่วัดความสำเร็จจาก “ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ” ไม่ใช่แค่จำนวนโครงการ ตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม อาทิ

• ด้านสุขภาพ: แก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ลดภาระงบประมาณได้กว่า 13,500 ล้านบาท การพัฒนาวัคซีนโควิดและวัคซีน HPV ฝีมือคนไทย

• ด้านนวัตกรรมแพทย์: ความสำเร็จของ “Colosme” ทวารเทียมจากยางพาราไทย และ AI วินิจฉัยโรค (Inspectra)

• ด้านเศรษฐกิจและสังคม: แก้จนแม่นยำเพิ่มรายได้ครัวเรือนเป้าหมาย การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร (ปูม้า อาหารเป็นยา) และระบบเตือนภัยฝุ่น PM2.5 (DustBoy)

ผอ.สกสว. ย้ำว่า เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบ ววน. สู่พลังหลักของประเทศ ในปี 2569 จะมีการจัดตั้งและปรับปรุงโครงสร้างสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ยกระดับ TCELS (กฎหมายใหม่) เปลี่ยนจากศูนย์วิจัยเป็น “องค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพแห่งชาติ” มีอำนาจร่วมลงทุน เชื่อมต่อห้องแล็บสู่ตลาดโลก ปั้นไทยเป็น Bio-Health Valley ของเอเชีย 2)จัดตั้ง “รวพ.” (สำนักงานเร่งรัดการวิจัยฯ): กลไกใหม่ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” เชื่อมทุนและข้อมูลลงสู่พื้นที่ (Regional Connector) เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างตรงจุด และ 3) ตั้ง “PMU ด้านกลาโหม”: เปิดประตูสู่อุตสาหกรรมความมั่นคง เน้นวิจัยเทคโนโลยีสองทาง (Dual-use) เช่น โดรนไร้คนขับ (UAV), AI ทางทหาร และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อลดการนำเข้าและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ ทั้งนี้ ระบบ ววน. ไทย วันนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางนโยบาย แต่ คือรากฐานความมั่นคงที่เปลี่ยน “ความรู้” ให้เป็น “คุณค่า” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

จะเห็นได้ชัดเจนว่า ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ ของโลก การวิจัยและนวัตกรรม คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง สกสว. สอวช. ธนาคารโลก รวมถึงพลังของ 9 PMU จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ทัดเทียมเวทีโลก ซึ่งผลลัพธ์จากการดำเนินงาน จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยวางรากฐานสำหรับอนาคตของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

-(016)

โฮมโปร-เมกาโฮม รวมพลังพันธมิตร ส่งต่อพลังน้ำใจไทย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้

โฮมโปร-เมกาโฮม รวมพลังพันธมิตร ส่งต่อพลังน้ำใจไทย  ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้

โฮมโปร-เมกาโฮม รวมพลังพันธมิตร ส่งต่อพลังน้ำใจไทย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

โฮมโปร และเมกาโฮม (บริษัทภายใต้การดูแลของโฮมโปร) เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “โฮมโปร เมกาโฮม ห่วงใย ร่วมใจฟื้นฟูบ้าน” หลังสถานการณ์น้ำลดในหลายพื้นที่ ซึ่งยังคงเผชิญกับความเสียหายทั้งภายในและภายนอกที่อยู่อาศัย โดยโฮมโปร และเมกาโฮม ได้มอบสินค้าฟื้นฟูบ้านเรือนหลังน้ำลด อาทิ อุปกรณ์ทำความสะอาด ชุดฟื้นฟูบ้านเรือน วัสดุเบื้องต้นสำหรับซ่อมแซม และของใช้จำเป็นต่างๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ พร้อมช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ท้าทายหลังภัยพิบัติ

พร้อมกันนี้ โฮมโปร และเมกาโฮม ยังได้จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ 6ty Degrees, PHILIPS, HITACHI, SAMSUNG, MEX / SMEG, Electrolux, Bwell, ASTINA, STIEBEL ELTRON, TOSHIBA, Acerpure, TEFAL, Xiaomi, GAZU, LUCKY FLAME, STARMARK, 3MITI, TECNOGAS, TECNOPLUS และ TECNOSTAR ร่วมมอบ น้ำแร่ซิกตี้ ดีกรี (6ty Degrees), ผ้าห่ม และเตาแก๊สปิคนิค เพื่อกระจายไปยังชุมชนและศูนย์อพยพในหลายพื้นที่ของภาคใต้ที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนสิ่งของจำเป็น และน้ำดื่มสะอาดอย่างเร่งด่วน การมอบน้ำดื่มในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างโฮมโปร เมกาโฮม และพันธมิตรทางธุรกิจ ที่พร้อมสนับสนุนและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต โดยมี นายวรพจน์ เตชะธาดากุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานจัดซื้อ Kitchen & Home Living บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เป็นผู้แทนส่งต่อความช่วยเหลือทั้งหมด เพื่อให้การสนับสนุนต่างๆ เข้าถึงพื้นที่ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันท่วงที ทั้งนี้ เรายังคงติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงาน ความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อเตรียมส่งมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งในด้านน้ำดื่ม สิ่งของจำเป็น อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน รวมถึงการส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึง ความมุ่งมั่นในการยืนเคียงข้างชุมชนภาคใต้อย่างแท้จริง ไม่เพียงมุ่งเน้นการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน แต่ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูบ้านเรือนและความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมามี “บ้านที่ปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง”

โฮมโปร และเมกาโฮม ยังคงย้ำจุดยืนในการอยู่เคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ และพร้อมเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

รพ.พระรามเก้า ต้อนรับคณะผู้บริหารจากวิทยาลัยด้านสุขภาพสิงคโปร์ เสริมความร่วมมือ Medical Tourism ระดับนานาชาติ

รพ.พระรามเก้า ต้อนรับคณะผู้บริหารจากวิทยาลัยด้านสุขภาพสิงคโปร์ เสริมความร่วมมือ Medical Tourism ระดับนานาชาติ

รพ.พระรามเก้า ต้อนรับคณะผู้บริหารจากวิทยาลัยด้านสุขภาพสิงคโปร์ เสริมความร่วมมือ Medical Tourism ระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้าให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก College of Public Health & Occupational Physicians ประเทศสิงคโปร์ ที่เดินทางมาศึกษาดูงานด้านการให้บริการทางการแพทย์และระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลของไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลชั้นนำในประเทศไทย

โดยโรงพยาบาลพระรามเก้ามีความโดดเด่นด้านคุณภาพการรักษา เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมาตรฐานการบริหารจัดการระดับสากล การหารือร่วมกันในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยต่างชาติและสนับสนุนศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) ในภูมิภาคเอเชีย

ในการศึกษาดูงานโรงพยาบาลพระรามเก้าได้นำเสนอข้อมูลบริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีเครื่องมือรักษามาตรฐานสากล ศูนย์ความเชี่ยวชาญต่าง ๆ รวมถึงระบบการดูแลผู้ป่วยที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการบริการที่อบอุ่น พร้อมทั้งนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมแผนกสำคัญของโรงพยาบาล

โรงพยาบาลพระรามเก้ายังคงให้ความสำคัญกับความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยต่างชาติ เสริมสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และสะท้อนภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลชั้นนำของไทยที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีทันสมัย และการใส่ใจดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด

Aura Wellness เคียงข้างชาวหาดใหญ่ ช่วยเหลือครอบครัวพนักงาน พร้อมสนับสนุนนิสิตจุฬาฯ ผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด”

Aura Wellness เคียงข้างชาวหาดใหญ่  ช่วยเหลือครอบครัวพนักงาน พร้อมสนับสนุนนิสิตจุฬาฯ ผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด”

Aura Wellness เคียงข้างชาวหาดใหญ่ ช่วยเหลือครอบครัวพนักงาน พร้อมสนับสนุนนิสิตจุฬาฯ ผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด”

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การทำงานของภาครัฐและอาสาสมัคร คือบทบาทของภาคเอกชนที่เข้ามาหนุนเสริม “ช่องโหว่” ของระบบช่วยเหลือสาธารณะในเวลาจำกัด และหนึ่งในองค์กรนั้นคือ Aura Wellness ที่เดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยหาดใหญ่ในทุกมิติ

เริ่มจากครอบครัวพนักงานในองค์กรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก รวมถึงครอบครัวของพนักงาน Aura Wellness หลายคน องค์กรจึงมอบเงินสนับสนุน 20,000 บาทต่อครอบครัว เพื่อใช้ซ่อมแซมบ้านเรือนและบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ช่วยให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

ความช่วยเหลือถูกขยายสู่ชุมชน โดยองค์กรได้จัดส่งสิ่งของจำเป็นมูลค่า 100,000 บาท ลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ องค์กรได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยจัดส่งสิ่งของจำเป็นมูลค่า 100,000 บาท ลงพื้นที่เป็นการเร่งด่วน

เชิดชูเยาวชนไทย มอบทุนรวม 100,000 บาท แก่นิสิตจุฬาผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด” พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ในขณะเดียวกัน Aura Wellness ยังได้ร่วมสนับสนุน นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “หาดใหญ่ต้องรอด” ซึ่งเป็นระบบแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์จากประชาชนในพื้นที่ แพลตฟอร์มนี้เป็นผลงานของเยาวชนที่ต้องการช่วยเหลือสังคมในช่วงวิกฤต และองค์กรมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม โดยได้มอบทุนการศึกษารวม 100,000 บาท ให้แก่นายพัชรศิริ สีชาติ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “หาดใหญ่ต้องรอด” ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง แต่กลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่ช่วยให้การช่วยเหลือคนในพื้นที่ทำได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เฟม – เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ CEO ของ Aura Wellness ได้ร่วมบริจาคเงินเพิ่มเติมอีก 100,000 บาท เพื่อจัดซื้อชุดยังชีพและเวชภัณฑ์เร่งด่วน ส่งตรงถึงพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมเกิดจากการลงมือทำอย่างจริงใจและต่อเนื่อง ซึ่ง Aura Wellness แสดงให้เห็นผ่านการดูแลพนักงานของตนเอง การยื่นมือช่วยเหลือชุมชน และการลงทุนในพลังของเยาวชนผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม การสนับสนุนรวมกว่า 400,000 บาท ไม่เพียงบรรเทาความเดือดร้อนในวันนี้ แต่ยังช่วยวางรากฐานให้พื้นที่และประเทศมีระบบรับมือภัยพิบัติที่ดีขึ้นในอนาคต

มูลนิธิชัย-นุชนารถ โสภณพนิช-กรุงเทพประกันภัย จับมือ คปภ. ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

มูลนิธิชัย-นุชนารถ โสภณพนิช-กรุงเทพประกันภัย จับมือ คปภ. ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

มูลนิธิชัย-นุชนารถ โสภณพนิช-กรุงเทพประกันภัย จับมือ คปภ. ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

มูลนิธิชัย-นุชนารถ โสภณพนิช ร่วมกับ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย ลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ มอบเครื่องอุปโภคบริโภคมูลค่ารวม 500,000 บาท ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารกึ่งสำเร็จรูป นมกล่อง ยาสามัญประจำบ้าน เครื่องนุ่งห่ม และของใช้ในชีวิตประ จำวัน โดยมี ชูฉัตร ประมูลผล  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์อำนวยการช่วยเหลือเครือข่ายวายุภักษ์ กระทรวงการคลัง สำหรับนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ณ ชั้น 1 อาคารสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก 

การส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมภาคใต้ของกรุงเทพประกันภัยเพื่อร่วมส่งกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวและฟื้นฟูจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ลูกค้าที่ประสบภัยสามารถติดต่อแจ้งเคลมสินไหมทดแทน รวมถึงการให้บริการรถยกได้ที่ช่องทางดังนี้ LINE @bangkokinsurance ,โทร.1620 ตลอด 24 ชั่วโมง และ สาขาหาดใหญ่ โทร. 0 7422 0961

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)

สภากาชาดไทย จัดพิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสรณ์ ร.6 เพื่อความเป็นสิริมงคลการจัดงานกาชาด 2568

สภากาชาดไทย จัดพิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสรณ์ ร.6 เพื่อความเป็นสิริมงคลการจัดงานกาชาด 2568

สภากาชาดไทย จัดพิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสรณ์ ร.6 เพื่อความเป็นสิริมงคลการจัดงานกาชาด 2568

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 08.09 น. นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาดประจำปี 2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาดประจำปี 2568 คณะผู้บริหารสภากาชาดไทย และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมออกร้านในงานกาชาด จัดให้มีพิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี เพื่อความเป็นสิริมงคลและเตรียมการจัด “งานกาชาดประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” วันที่ 11-21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ http://www.iredcross.org

ในการนี้ สภากาชาดไทยได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานกาชาดประจำปี 2568 วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ สวนลุมพินี สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีโทรทัศน์  แห่งประเทศไทย ถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และออนไลน์ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ NBT2HD, งานกาชาด Red Cross Fair และ www.iredcross.org

งานกาชาดประจำปี 2568 ได้จัดให้มีกิจกรรมเพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย อาทิ การแสดงพิธีเปิดงานกาชาดประจำปี 2568 ชุด “น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์” รวมถึงการจัดแสดงพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธานในการดำเนินภารกิจด้านมนุษยธรรม อาทิ การแสดงพิธีเปิดงานกาชาดประจำปี 2568 ชุด “น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย      ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์”

โซน “ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์” สภากาชาดไทย อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดิษฐานเหนือพุ่มดอกไม้ ประดับแสงไฟ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัย และบันทึกภาพเป็นที่ระลึก ณ บริเวณศาลาภิรมย์ภักดี

การจัดแสดงนิทรรศการ “69 ปี แสงแห่งพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อยังทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย นับตั้งแต่ปี 2499 จนถึงปี 2568 รวมเวลา 69 ปี ผ่านนิทรรศการ 4 โซน ดังนี้ โซน“แสงแห่งพระเมตตา” มีการจัดแสดงพระเก้าอี้ โต๊ะทรงงานฯ และการจัดแสดงภาพพระราชกรณียกิจเพื่อให้ประชาชน น้อมรำลึกในพระเมตตาที่ทรงขับเคลื่อนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทยตลอด 69 ปี โซน “พระราชกรณียกิจเพื่อทุกชีวิต”   ที่จัดแสดงพระราชกรณียกิจ เพื่อการบรรเทาทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน  อาทิ เหตุการณ์บ้านเขาล้าน พระเมตตาที่มีต่อการแพทย์ การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย ด้านการบริการโลหิต ด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต ผ่านแสงสีเสียงในการถ่ายทอดเรื่องราว โซน “พระเมตตาแห่งการแบ่งปัน” นำเสนอพระราชกรณียกิจด้านการหารายได้ ทรงดำริริเริ่มงานหารายได้ใหม่ๆ โดยเฉพาะในงานกาชาด และโซน “แรงบันดาลใจจากพระเมตตา” จัดแสดงเป็นสวนดอกไม้ พร้อมพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานในโอกาสต่างๆ ผ่านการนำเสนอด้วยเทคนิคทางดิจิทัล ภายในนิทรรศการฯ ยังมีกิจกรรมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงินเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย ผู้บริจาคจะได้รับพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรูปแบบโปสการ์ดอันทรงคุณค่ายิ่งจำนวน 12 ภาพ เป็นที่ระลึก

นอกจากนี้ ประชาชนที่มาเที่ยวงานกาชาดจะได้ชมความงดงามของการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอด 11 วัน อาทิ การแสดงโขน เรื่อง “รามเกียรติ์” ศิลปะชั้นสูงที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงรื้อฟื้นและอนุรักษ์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 10 วัน 10 ตอน พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมอื่นๆ จากกลุ่มเยาวชน ผู้สูงอายุ และอาสาสมัคร ที่หมุนเวียนสร้างความประทับใจ ณ เวทีกลาง ตั้งแต่เวลา 17.00-21.30 น. รวมถึง การแสดง Projection Mapping ประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์ ถ่ายทอดเรื่องราวสุดตระการตา ด้วยแสง สี เสียง ผสานความงดงามของศิลปะดิจิทัลเข้ากับความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่า เวลา 19.00-21.00 น. ณ อาคารลุมพินีสถาน

งานกาชาดในปีนี้มุ่งเน้นจัดงานในรูปแบบที่งดงาม ทรงคุณค่า แต่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของงานกาชาด สำหรับประชาชนที่มาเที่ยวชมงานยังสามารถเพลิดเพลินกับหลากหลายกิจกรรมการกุศลเช่นเคย กิจกรรมเสี่ยงโชค สอยดาว ตักไข่ ยิงปืนในบูธร้านกาชาดหน่วยงานต่างๆ การจำหน่ายสลากบำรุงสภากาชาดไทย จาก 46 หน่วยงาน การจำหน่ายสินค้าอุปโภค/บริโภคราคาย่อมเยา จากร้านค้าโครงการส่วนพระองค์ ได้แก่ ร้านสมเด็จองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย จำหน่ายผ้าพระราชทาน เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าที่ระลึก ร้านสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำหน่ายสินค้าหัตถกรรม  ที่ทรงให้อนุรักษ์ และสืบทอดต่อกันมา อาทิ งานปัก งานทอ งานมัดย้อม งานฝ้าย และงานเทียน ร้านอุปนายิกา นำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นห่างไกลในโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริ ผลิตภัณฑ์ ในโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ และโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนตามพระราชดำริ พร้อมผักดองวังสระปทุมและน้ำหอมสูตรพระราชทานมาจำหน่าย และร้านค้าเอกชนอีกมากมาย รวมถึง การตรวจดวงชะตาพยากรณ์ จากนักโหราศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ และโซนร้านอาหารกว่า 200 ร้าน ในโซน “รสชาติแห่งสยาม by ลิ้นติดโปร เมนูติดดาว” และร้าน “รวมใจดาราน้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มาเที่ยวชมงานได้พบปะกับเหล่าดาราศิลปินอย่างใกล้ชิด และร่วมกันอุดหนุนสินค้าเพื่อร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ไปพร้อมกัน

ด้านงานกาชาดออนไลน์ที่แพลตฟอร์ม www.iredcross.org พบกับน้องไอจังพาเที่ยวงานกาชาดออนไลน์ สัมผัสความรู้สึกเต็มอิ่มเหมือนได้มาเดินเที่ยวงานกาชาดจริง ผ่านหน้าจอมือถือ อาทิ นิทรรศการออนไลน์ “69 ปี แสงแห่งพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” การจำหน่ายสินค้าจากร้านโครงการส่วนพระองค์ และเหล่ากาชาดจังหวัด การจำหน่ายสลากกาชาดออนไลน์ 11 หน่วยงาน การตรวจดวงชะตาพยากรณ์ออนไลน์ กิจกรรมเกมตักไข่ลุ้นโชค มินิเกมกาชาด กิจกรรมปาเป้า และไอจังตกน้ำ พร้อมร่วมทำบุญผ่านการบริจาคออนไลน์สนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย

จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชภารกิจ ด้านมนุษยธรรม ที่งานกาชาดประจำปี 2568 “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” ณ สวนลุมพินี เวลา 11.00-22.00 น. และงานกาชาดออนไลน์ http://www.iredcross.org ตลอด 24 ชั่วโมง

คุณแหน: 9 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 9 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 9 ธันวาคม 2568

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

●● ฝรั่งว่า “ALL GOOD THINGS MUST COME TO AN END” ซึ่งเป็นคติพจน์ เดียวกันที่ระบุอยู่ในวิถีชีวิตชาวไทยและชาวจีนด้วย สิ่งดีงามใดๆ ในที่สุดก็ต้องมาถึงจุดจบ…โรงเรียนชั้นนำ “ไผทอุดมศึกษา” ถ.วิภาวดีรังสิต กทม.ถูกจัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2512 เพื่อสืบสานอุดมการณ์ในการสร้างสถานศึกษาเพื่อสังคมโดย คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ ภริยาของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ฝรั่งให้ฉายา “บุรุษเหล็กแห่งเอเชีย” อดีต รมว.มหาดไทย, อธิบดีกรมตำรวจ, และผู้กุมอำนาจทางการเมืองในยุคนั้น ข่าวนี้สร้างความสะเทือนใจแก่ศิษย์เก่าและผู้คนชั้นนำในสังคมเมื่อโรงเรียนฯ ประกาศยุติการเรียนการสอนและเลิกกิจการ ส่วนหนึ่งฝ่ายบริหารได้ทัชออนปัญหาระดับชาติคือจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดน้อยลงตามลำดับยังผลให้เฉพาะปีการศึกษา 2567 มีโรงเรียนต้องปิดกิจการลงกว่า 40 แห่ง ปัญหาเรื่องเด็กเกิดใหม่ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจซบเซา เนื่องจากวิกฤตโรคระบาดใหญ่โควิด-19 ในปี 2564 อีก ทั้งที่ รร.ไผทอุดมศึกษาจัดตั้งขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์ไม่หวังผลกำไรแต่อย่างใดในระยะยาวก็ยังไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ จึงต้องประกาศเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป…

●● ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ของน้อง “JEENO” อาฒยา ฐิติกุล อายุ 22 ปี

นักกอล์ฟหญิงซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของโลก ชนะเลิศการแข่งขัน CME GROUP TOUR CHAMPIONSHIP รับเงินรางวัลมหาศาลที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4 ล้านเหรียญ (129 ล้านบาท) นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ตอบข้อถามสื่อมวลชนนานาชาติถึงความรู้สึกในชัยชนะ จีโน่กล่าวว่า รู้สึกยินดีและภูมิใจมากขอบคุณบรรดา FC ที่ติดตามและเอาใจช่วย ถามต่อว่าช่วงพักฤดูแข่งขันจะใช้ชีวิตอย่างไร จีโน่ตอบแบบสบายใจว่า ขอกลับบ้านเมืองไทยไปพักผ่อนและพอมีเงินเหลือไปเดินช็อปปิ้งบ้าง (ชนะ CME สองครั้งรวมเงิน 260 ล้านบาท ตกลงจะช็อปปิ้งหรือซื้อห้างเลย?)…ประเด็นเด่นที่วงการกอล์ฟสนใจแบ๊กกราวนด์จีโน่จะไม่เหมือนดาวเด่นกอล์ฟคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเคี่ยวเข็ญขัดเกลาจากครอบครัวนักเล่นกอล์ฟ เธอกลับพัฒนาพรสวรรค์ด้วยตนเองโดยเชื่อฟังคำฝึกสอนและใช้ชีวิตแบบมีวินัย LYDIA KO นักกอล์ฟผู้ยิ่งใหญ่ของโลกให้ข้อสังเกตชื่นชมจีโน่ว่า “นักกอล์ฟระดับโลกคนอื่นๆ มักจะมีจุดเด่นเฉพาะเทคนิคการเล่นเกมในบางส่วน แต่สำหรับจีโน่แล้วน่าทึ่งมากทั้งเกมยาว-เกมสั้น และพัตติ้ง ความลับของเธอน่าจะอยู่ที่สมาธิและความมีวินัยสูง”…

●● อารีย์ วงศ์อารยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ศิษย์เก่าอัสสัมชัญ รุ่นที่ 66 เชิญชวนชาวอัสสัมชนิกทุกรุ่น ร่วมงานคืนสู่เหย้าครบรอบปีที่ 141 ของการก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ 141st AC HOMECOMING DAY รุ่นสู่รุ่น หัวใจเดียวกัน One Spirit ในวันที่ 16 ก.พ. 2569 เวลา 11.00-16.00 น. ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก…

●● เพื่อนร่วมรุ่น มช.รหัส 152 ได้แก่ เกษสุดา ชินธรรมมิตร, อรวรรณ จันทรังษี, วิเชียร ล่ำซำ ฯลฯ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ โมทนี โวล์เกอร์ “ธนันชัย” ที่เสียชีวิตด้วยหัวใจวาย ที่ประเทศสเปน (โมทนี แต่งงานกับชาวต่างชาติไปใช้ชีวิตที่สเปน) และเมื่อเสียชีวิตครบ 7 วัน น้องทราย บุตรสาว จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพลถวายผ้าบังสุกุล ที่กรุงเทพฯ โดยมี

เต็มภักดิ์ จารุประกร และ รศ.ดร.นันทนา รณเกียรติ พร้อมเพื่อน มช.และเตรียมอุดม ไปร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เพื่อนรักด้วย…

●● เตือนใจ ศงสภาต กับมวลมิตรศิษย์เซนต์ฟรังฯ และเพื่อนหนุ่มน้อยวิศวะ จุฬาฯ รวม 44 คน ไปทริปที่เชียงใหม่กัน เมื่อเร็วๆ นี้…ข่าวว่า เตือนใจ ร่วมงานบันเทิงในตอนกลางคืน ตอนขากลับนั่งวีลแชร์ก่อนขึ้นรถบัสกลับกทม…สปิริตเข้ม ได้ใจมิตรสหายไปแบบเต็มร้อย (ไม่มีหัก) !!…●●

ไฝ ปาน จำนวนมาก อาจเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ไฝ ปาน จำนวนมาก อาจเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ไฝ ปาน จำนวนมาก อาจเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

มะเร็งผิวหนัง เป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งหรือได้รับแสงแดดจัดโดยไม่ป้องกัน รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดและแหล่งอื่นๆ เช่น เตียงอาบแดด (tanning bed) ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้

นายแพทย์ศิวัตม์ เสรีโรดม ศัลยแพทย์ตกแต่งโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ชนิดของมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อย ได้แก่ Basal Cell Carcinoma (BCC): โตช้า มักไม่แพร่กระจาย แต่หากปล่อยไว้สามารถทำลายเนื้อเยื่อรอบๆ ได้ Squamous Cell Carcinoma (SCC): โตเร็วกว่าชนิด BCC และมีโอกาสแพร่กระจาย Melanoma: เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุดและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากตรวจพบในระยะลุกลาม

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งผิวหนัง

ผู้ที่มีผิวขาว ผิวไหม้ง่าย มีไฝหรือปานจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ล้วนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะหากต้องสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน

การตรวจพบระยะเริ่มต้นสำคัญที่สุด
มะเร็งผิวหนังมักไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก อาจดูเหมือนเพียงรอยแผลที่ไม่หายหรือไฝที่มีลักษณะเปลี่ยนไป การตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสหายขาด ลดการสูญเสียผิวหนัง และหลีกเลี่ยงการลุกลามไปสู่อวัยวะอื่น

Mohs Surgery – การผ่าตัดที่แม่นยำสูง
หนึ่งในเทคนิคการรักษามะเร็งผิวหนังที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกคือ Mohs Micrographic Surgery ซึ่งผสมผสานการผ่าตัดและการตรวจชิ้นเนื้อแบบเรียลไทม์ ศัลยแพทย์จะตัดชั้นเนื้อเยื่อที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งออกทีละชั้น และตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ทันที หากยังพบเซลล์มะเร็ง จะตัดเฉพาะบริเวณที่มีเซลล์ผิดปกติเพิ่มจนแน่ใจว่ากำจัดได้หมด วิธีนี้จึงสามารถรักษาเนื้อเยื่อปกติไว้ได้มากที่สุด

จุดเด่นของ Mohs Surgery

ให้อัตราการหายสูงถึงกว่า 99% ในมะเร็งผิวหนังบางชนิด ลดการสูญเสียเนื้อเยื่อที่ไม่จำเป็น เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องคงความสวยงาม เช่น ใบหน้า รอบตา หรือริมฝีปาก โดยใช้ได้ดีในกรณีที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือมีขอบเขตไม่ชัดเจน

มะเร็งผิวหนังแม้ดูเหมือนโรคที่ไกลตัว แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่กลางแดดเป็นประจำ หากพบรอยโรคที่ไม่หายหรือไฝที่เปลี่ยนแปลงไป ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการตรวจพบเร็วและรักษาอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผลการรักษาดีที่สุด

นพ. ศิวัตม์ เสรีโรดม ศัลยแพทย์ตกแต่ง

เริ่มแล้ว! งานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

เริ่มแล้ว! งานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

เริ่มแล้ว! งานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดงาน เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025” อย่างเป็นทางการ โดยมี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์) เป็นประธานในพิธีเปิด จัดต่อเนื่องเป็นปี 6 ภายใต้แนวคิด “Chanthaburi City of Gems – จันทบุรีนครอัญมณี” มุ่งหวังผลักดันให้จังหวัดจันทบุรีเป็นเวทีการค้าอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับระดับนานาชาติ พร้อมยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย เพิ่มโอกาสทางการค้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025” จัดขึ้นโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหา ชน) หรือ GIT ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จังหวัดจันทบุรี สมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี และพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เทศบาลเมืองจันทบุรี  หอการค้าจังหวัดจันทบุรี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จันทบุรี สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจันทบุรี เคพี จิวเวลรี่ เซ็นเตอร์ และสำนัก งานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ตั้งเป้าดึงผู้เข้าชมงานจากนานาชาติมากกว่า 11,000 คน คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท ตลอด 6 วันของการจัดงาน ระหว่างวันที่ 5–10 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี เคพี จิวเวลรี่เซ็นเตอร์ และตลาดพลอย ถนนศรีจันทร์

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธีเปิดงานงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025 กล่าวว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มียอดการส่งออกสูงเป็นอันดับ 3 ของสิน ค้าโดยรวมในประเทศ อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นผู้ส่งออกพลอยที่สำคัญอันดับ 3 ของโลก ซึ่งจังหวัดจันทบุรี ถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในฐานะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีแบบครบวงจรที่ได้รับการยอมรับระดับโลกมายาวนาน ในด้านศักยภาพความพร้อม ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ฝีมือการเจียระไนอันประณีตที่สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงเป็นแหล่งการค้า การส่งออก จึงเรียกได้ว่า จังหวัดจันทบุรี เป็น “นครอัญมณีของโลก” อย่างแท้จริง

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า ในปีนี้ งานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025 ได้รวบรวมผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ กว่า 300 ร้านค้า นำเสนอผลิตภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับครบวงจร ตั้งแต่ พลอยดิบ พลอยเจียระไน วัตถุดิบประกอบอัญมณี เครื่องประดับสำเร็จรูป ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ต่อยอดโอกาสการเจรจาธุรกิจ และกระตุ้นการค้า-ลงทุน ภายในงานยังจัดกิจกรรมมากมาย เช่น กิจกรรมเจรจาธุรกิจ Gems Night กิจกรรมสัมมนาเชิงลึกเสริมศักยภาพผู้ประกอบการด้านตลาดออนไลน์ การออกแบบ กิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศิลปหัตถกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดย สมาคมช่างทองไทย เพื่อสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (AI) กิจกรรม Workshop โดยมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ

ผู้เข้าชมงานยังได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของอัญมณีและเครื่องประดับไทย รับชมฝีมือการเจียรไน และการออกแบบที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาไทย จากนิทรรศการไฮไลท์ 3 ส่วน ได้แก่ นิทรรศการงานประกวดออกแบบเครื่องประดับครั้งที่ 19 นิทรรศการเครื่องประดับ Gems Treasure และนิทรรศการเครื่องประดับผู้ประกอบการจันทบุรี และยังร่วมสนุกกับตู้กล่องสุ่ม “พลอยเมืองจันท์” ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

“สถาบัน GIT พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ ผู้ซื้อและผู้บริโภค ในการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับได้อย่างมั่นใจ ในกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ BWC Business Matching ภายใต้โครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (Buy With Confidence) พร้อมให้บริการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับโดยผู้เชี่ยวชาญจาก GIT และจัดศูนย์ให้คำปรึกษา GIT Standard”

เพื่อสร้างสีสันให้กับงานเทศกาลใหญ่ประจำปีของจังหวัดจันทบุรี พร้อมกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในจังหวัดช่วงปลายปี ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองจันท์ครบทุกมิติ ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชุมชน และอาหารท้องถิ่น ที่ไม่ได้มีเพียงการซื้อขายอัญมณีเท่านั้น กับกิจกรรมพิเศษ Gems Tour ตามรอยเส้นทางอัญมณี ชมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเผาพลอยและการเจียระไน เช็คอินแลนด์มาร์กสำคัญในจังหวัด รวมถึงสนุกกับกิจกรรม Passport Challenge – ช้อป ชิม ชิล เช็คอินแลกรับของที่ระลึกสุดพิเศษฟรี และกระตุ้นการจับจ่ายภายในงาน ด้วยการจัดกิจกรรม “GEMS DAY GET GIFT” มอบของที่ระลึกสุดพิเศษให้ผู้เข้าชมงาน เพียงช้อปสินค้าภายในงานครบ 5,000 บาท ก็สามารถแลกรับของที่ระลึกกลับบ้านได้เลย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของงานได้ที่ www.changemsfest.org