ระทึก แผ่นดินไหว 7.6 นอกชายฝั่งญี่ปุ่น พบสึนามิ 40 ซม.ที่อาโอโมริ

ระทึก แผ่นดินไหว 7.6 นอกชายฝั่งญี่ปุ่น พบสึนามิ 40 ซม.ที่อาโอโมริ

8 ธ.ค. 2568 22:31 น.

ระทึก แผ่นดินไหว 7.6 นอกชายฝั่งญี่ปุ่น พบสึนามิ 40 ซม.ที่อาโอโมริ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยทางการเตือนภัยคลื่นสึนามิในหลายจังหวัด และตรวจพบคลื่นสึนามิขนาดเล็กแล้ว

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 นอกชายฝั่งจังหวัดอาโอโมริ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลาประมาณ 23.15 น. วันจันทร์ที่ 8 ธ.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากชายฝั่ง 70 กม. และอยู่ที่ความลึกประมาณ 53 กม.

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ประกาศเตือนภัยสึนามิ สำหรับจังหวัดอาโอโมริ จังหวัดอิวาเตะ และจังหวัดฮอกไกโด และได้ออกคำแนะนำสึนามิ สำหรับจังหวัดมิยางิและจังหวัดฟุกุชิมะ

JMA ระบุว่า คลื่นสึนามิอาจมีความสูงเกือบ 10 ฟุต (3 เมตร) ในบางพื้นที่ชายฝั่ง รวมถึงจังหวัดอิวาเตะ จังหวัดอาโอโมริ และบางส่วนของฮอกไกโด โดยทางการระบุว่า ตรวจพบคลื่นสึนามิสูงประมาณ 40 ซม.แล้ว ที่จังหวัดอาโอโมริ แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายใดๆ

ทีมงานของสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นระบุว่า พวกเขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรงเป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ก่อนจะสงบลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , nhk

กลาโหมกัมพูชา กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ใช้สารพัดอาวุธ-แก๊สพิษโจมตี

กลาโหมกัมพูชา กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ใช้สารพัดอาวุธ-แก๊สพิษโจมตี

8 ธ.ค. 2568 21:55 น.

กลาโหมกัมพูชา กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ใช้สารพัดอาวุธ-แก๊สพิษโจมตี

กัมพูชากล่าวหาไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาระหว่างประเทศ อ้างใช้อาวุธทั้งหนักเบารวมถึง “แก๊สพิษโจมตี” โดยที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ และชี้ว่าไทยต้องการผนวกดินแดนกัมพูชา

เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 8 ธ.ค. 2568 กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาออกแถลงการณ์ฉบับใหม่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก กล่าวหาไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วมระหว่างกัมพูชากับไทย และเปิดฉากโจมตีหลังจากยั่วยุมาหลายวัน โดยใช้อาวุธหลายชนิดทั้งหนักเบา รวมถึง “แก๊สพิษ” ในการโจมตี โดยที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้กลับเลย พร้อมชี้ว่า ไทยมีเจตนาต้องการผนวกรวมดินแดนของกัมพูชา

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า “พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหม ขอเรียนแจ้งให้สาธารณชนทั่วไป ตลอดจนสื่อมวลชนทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ ทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ดังนี้:”

“ฝ่ายไทยได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งลงนามโดยทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ด้วยการใช้กำลังทหารรุกรานต่ออธิปไตยเหนือดินแดนของกัมพูชา กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำอันโหดร้าย ป่าเถื่อน และเป็นการทำสงครามของราชอาณาจักรไทยต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา”

แถลงการณ์อ้างอีกว่า หลังจากที่กองทัพไทยได้ดำเนินการยั่วยุหลายครั้งเป็นเวลาหลายวัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเผชิญหน้า ในวันที่ 7 ธ.ค. 2568 เวลาประมาณ 14:15 น. กองทัพไทยเริ่มเปิดฉากยิงใส่กองกำลังกัมพูชาในพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์ (Prorlean Thmar) จังหวัดพระวิหาร และโจมตีต่อเนื่องในวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 05:04 น. จนถึง 18:00 น. ในพื้นที่อันเสะ และพื้นที่อื่น ๆ ในเขตกองทัพภาคที่ 4 ก่อนจะขยายขอบเขตการโจมตีไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของกองทัพภาคที่ 5 ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย

“ในระหว่างการโจมตีในเขตกองทัพภาคที่ 4 กองกำลังทหารไทยได้ใช้อาวุธหนักและอาวุธทำลายล้างหลายชนิด เช่น อาวุธเบา, ปืนกล, ปืนครก MT-60 มม., รถถัง, ปืนใหญ่หนัก 155 มม., ปืนกลหนัก 12.7 มม., เครื่องบินรบ F-16, เครื่องบิน AT-6, โดรนที่ใช้สำหรับการทิ้งระเบิด ตลอดจนการยิงแก๊สพิษใส่กองกำลังกัมพูชา ที่ยืนหยัดอย่างแน่วแน่เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของเราในกองทัพภาคดังกล่าว”

กัมพูชาอ้างด้วยว่า “แม้จะถูกโจมตีอย่างหนักจากกองกำลังทหารไทยตั้งแต่ 7 ธ.ค. ถึง 8 ธ.ค. กองทัพกัมพูชาก็ไม่ได้ตอบโต้กลับแต่อย่างใด และใช้ความอดทนอย่างสูงสุดอย่างแน่วแน่”

“การรุกรานด้วยอาวุธโดยเจตนาของไทยต่อกัมพูชารอบที่ 2 นี้ ยืนยันอย่างชัดเจนถึงเจตนาของฝ่ายไทยที่ต้องการผนวกดินแดนประเทศเพื่อนบ้านโดยอ้างแผนที่ที่วาดขึ้นเองฝ่ายเดียวอย่างผิดกฎหมาย และการใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงแนวชายแดน ซึ่งเป็นการขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ การกระทำของไทยเช่นนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคและทั่วโลก”

“กัมพูชาเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามการละเมิดปฏิญญาร่วมและการกระทำที่ผิดกฎหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่าของไทยอย่างหนัก ตลอดจนเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการละเมิดอย่างอุกอาจดังกล่าว”

“กัมพูชาขอเรียกร้องให้ไทยหยุดความเคลื่อนไหวที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดทันที และถอนกำลังทหารออกจากบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา และหลีกเลี่ยงการกระทำรุกรานที่คุกคามสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้ฝ่ายไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง, ปฏิญญาร่วม ตลอดจนพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศด้วยความจริงใจ, สุจริต และเจตนาดี”

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำว่า กัมพูชาเคารพและดำเนินการตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง ปฏิญญาร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย ตลอดจนข้อตกลงทั้งหมดที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุผลก่อนหน้านี้ และยึดมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติแทนที่จะหันไปใช้การรุกรานหรือการใช้กำลัง เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขที่เป็นธรรม, ยุติธรรม, ยั่งยืน และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความกังวลสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความกังวลสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

8 ธ.ค. 2568 18:56 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความกังวลสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

รัฐบาลญี่ปุ่นออกแถลงการณ์แสดงความกังวล หลังสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียด แม้ลงนามแถลงการณ์ร่วมโดยย้ำต้องใช้สันติวิธีและคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำกรุงพนมเปญ ออกแถลงการณ์แสดงความวิตกต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จากการดำเนินมาตรการทางทหารต่อเนื่องของทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ทั้งคู่ได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการจัดการความขัดแย้งชายแดน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ญี่ปุ่นระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและการพัฒนาของภูมิภาคทั้งหมด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลโตเกียวกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และ คัดค้านทุกการกระทำ ที่อาจทำให้ความตึงเครียดปะทุรุนแรงยิ่งขึ้น

ในแถลงการณ์ ญี่ปุ่นเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุด และเดินหน้าหาทางออกอย่างสันติผ่านการเจรจา ตามเจตนารมณ์ของแถลงการณ์ร่วมเมื่อ 26 ตุลาคม

รัฐบาลญี่ปุ่นยังระบุว่า จะทำงานร่วมกับประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงสหรัฐฯ และมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อสนับสนุนความพยายามลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปไกลกว่านี้.

ที่มา Freshnews

กรมปศุสัตว์ สนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์ จากผลกระทบการสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา

กรมปศุสัตว์ สนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์ จากผลกระทบการสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา

กรมปศุสัตว์ สนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์ จากผลกระทบการสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

9 ธันวาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ส่งทีมเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมกันลำเลียงอาหารสุนัข-แมว จำนวน 8,000 กิโลกรัม อาหารโค จำนวน 1,000 กิโลกรัม กรงสุนัข-แมว จำนวน 50 กรง เพื่อส่งต่อให้กับผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์ จากผลกระทบการสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สุรินทร์ และสระแก้ว ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนและตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ตามแผนเผชิญเหตุอุบัติภัยด้านปศุสัตว์ ที่กรมปศุสัตว์กำหนดไว้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ให้ได้มากที่สุด

กรมปศุสัตว์ขอขอบคุณภาคเอกชนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือครั้งนี้ และขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัย ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และหวังว่าทุกคนจะสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้โดยเร็ววัน

หากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

-(016)

โฆษก ก.เกษตรฯ เป็นประธานในพิธีเปิดอบรมสัมนาทางวิชาการ กลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์

โฆษก ก.เกษตรฯ เป็นประธานในพิธีเปิดอบรมสัมนาทางวิชาการ กลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์

โฆษก ก.เกษตรฯ เป็นประธานในพิธีเปิดอบรมสัมนาทางวิชาการ กลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานในพิธีเปิดอบรมสัมนาทางวิชาการ กลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ณ โรงแรมเพชรรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด ซี่งมีโรงเรียนในกลุ่มทั่วประเทศ 12 แห่งเข้าร่วม ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2568 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดำเนินงานในกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ และเสริมสร้างศักยภาพของครู ยกระดับคุณภาพของครูสู่มาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงานน้อมนำพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 ลงสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาและผู้เรียน มีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม มีงานทำ มีอาชีพเป็นพลเมืองที่ดีโดยมีการน้อมนำพระบรมราโชบายมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสู่สถานศึกษา

-(016)

รพ.ซีจีเอช พหลโยธิน ร่วมกิจกรรมจิตอาสา ‘เราทำดี ด้วยหัวใจ’

รพ.ซีจีเอช พหลโยธิน ร่วมกิจกรรมจิตอาสา ‘เราทำดี ด้วยหัวใจ’

รพ.ซีจีเอช พหลโยธิน ร่วมกิจกรรมจิตอาสา ‘เราทำดี ด้วยหัวใจ’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำดี ด้วยหัวใจ” และพิธีทำบุญถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นวันสำคัญของชาติ ได้แก่ วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมจิตสาธารณะ ความสามัคคีในชุมชน และการมีส่วนร่วมในการดูแลสังคมให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ภายในงานมีพิธีทำบุญถวายพระราชกุศลเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงอุทิศพระองค์เพื่อพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไทยตลอดพระชนม์ชีพ ผู้บริหารและบุคลากรโดยหลังจากพิธีทำบุญแล้ว กิจกรรมจิตอาสาได้ดำ เนินต่อด้วยการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกโดย หยอดทรายอะเบทในแหล่งน้ำขัง ซึ่งเป็นจุดที่มักพบบ่อย เช่น โอ่งน้ำ ,จานรองกระถาง ,ภาชนะหรือพื้นผิวที่มีน้ำขังในบริเวณวัด

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นมาตรการป้องกันที่ช่วยลดปริมาณลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก กิจ กรรมนี้ดำเนินการโดยอาสาสมัครและบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติในครัวเรือนของตนได้อย่างเหมาะสม

การมีส่วนร่วมของโรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ในกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนงานด้านสาธารณะ ประสานความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ และการให้ความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยไม่มุ่งประโยชน์เชิงพาณิชย์ การทำงานในรูปแบบนี้ช่วยเสริมสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนอย่างยั่งยืน

กิจกรรมจิตอาสา “เราทำดี ด้วยหัวใจ” ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมืออันงดงามระหว่างโรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมทั้งร่วมกันดูแลสุขภาพชุมชนผ่านการรณรงค์กำจัดลูกน้ำยุงลาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

มช.คว้ารางวัลงานวิจัยจาก วช. ชูความสำเร็จทางวิชาการเพื่อสังคม ตอบโจทย์ประเทศ

มช.คว้ารางวัลงานวิจัยจาก วช. ชูความสำเร็จทางวิชาการเพื่อสังคม ตอบโจทย์ประเทศ

มช.คว้ารางวัลงานวิจัยจาก วช. ชูความสำเร็จทางวิชาการเพื่อสังคม ตอบโจทย์ประเทศ

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แสดงศักยภาพด้านการวิจัยอันโดดเด่น คว้ารางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมการประชุมวิชาการ นิทรรศการนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ พื้นที่สร้างการเรียนรู้ และพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้กับผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้จริง สะท้อนบทบาทเชิงรุกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะแกนนำด้านงานวิจัยระดับประเทศและภูมิภาค

ปีนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับรางวัลจากกลุ่มผลงานที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในมิติเกษตร สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลต่างมีความโดดเด่นด้านความเป็นประโยชน์และความสามารถในการนำไปใช้จริงในพื้นที่และระดับประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้

•             รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ 1 รางวัล ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ ธีรอำพน สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ (สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์)

•             รางวัลผลงานวิจัย 5 รางวัล ได้แก่

o             ผลงานวิจัย ระดับดีมาก (สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช) ผลงานเรื่อง “การสร้างภาพเอ็มอาร์ไอสมองและปรับกลไกการกำจัดของเสียของสมองแบบ ไม่ทำลายด้วยโมเลกุลระดับนาโนของสารเชิงซ้อนเฟอรร์ริก-แทนนิก” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมชัย ปิละพงค์ สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ (หัวหน้าโครงการ)

o             ผลงานวิจัย ระดับดี (สาขาสังคมวิทยา) ผลงานเรื่อง “เขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามชาติจีนในอาเซียน: ทุนเปลี่ยนรูป, ปฏิบัติการของโครงสร้างพื้นฐาน และชุมข่าย เศรษฐกิจหลากขนาด” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี สังกัดคณะสังคมศาสตร์

o             ผลงานวิจัย ระดับดี (สาขาสังคมวิทยา) ผลงานเรื่อง “โครงการพัฒนาขีดความสามารถการบริการสุขภาพผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงของเทศบาลตำบลเวียงยอง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรัญญา ศิริผล สังกัดคณะสังคมศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ)

o             รางวัลผลงานวิจัย ระดับดี (สาขาสังคมวิทยา) ผลงานเรื่อง “ลำเหมืองที่หายไป… ว่าด้วยการพลิกฟื้นและจัดการทุนวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากสายน้ำ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์ สังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ) 

o             ผลงานวิจัย ระดับดี (สาขาการศึกษา) ผลงานเรื่อง “การศึกษาประสิทธิผลของการดำเนินการตามโปรแกรมการฝึกทักษะชีวิตในการจัดการ ความโกรธตามวิถีพุทธในวัยเด็กตอนปลาย: โปรแกรมเด็กรุ่นใหม่ใจเย็น ๆ” โดย  อาจารย์ ดร.หรรษา เศรษฐบุปผา สังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ) 

•             รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น 3 รางวัล ได้แก่

o             ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีมาก (สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา) ผลงานเรื่อง “เอ็ม-ซีเลค” นวัตกรรมการแยกเพศอสุจิของโค ด้วยชุดแม่เหล็กที่เชื่อมต่อกับแอนติบอดี เพื่อการผลิตน้ำเชื้อโคที่ให้สัดส่วนลูกเพศเมียสูง”โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กรวรรณ ศรีงาม สังกัดคณะเกษตรศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ)

o             ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี (สาขาสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์) ผลงานเรื่อง “การวินิจฉัยโรคเมลิออยโดสิสที่รวดเร็วและแม่นยำ โดยใช้เทคโนโลยีคริสเปอร์-บีพี 34” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมสกุล วงศ์ปาลีย์ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ)

o             ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีมาก (สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์) ผลงานเรื่อง “แพลตฟอร์มพัฒนาแก๊สเซนเซอร์พลังงานต่ำบนพื้นฐานเทคโนโลยีแอลทีซีซี” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยกานต์ เลียวหิรัญ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ (นักวิจัยร่วม)

•             รางวัลวิทยานิพนธ์ 5 รางวัล ได้แก่

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดีเด่น (สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์) ผลงานเรื่อง “การทดลองสร้างผลึกเวลาแบบมีการสูญเสียในระบบอะตอม-โพรงแสง” สำเร็จการศึกษา University of Hamburg, สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดย อาจารย์ ดร.พัทธมน กองคำบุตร สังกัดคณะวิทยาศาสตร์

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดีมาก (สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์) ผลงานเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างผลของความสามารถในการออกกำลังกายและการแก่ของสมองโดยการกระตุ้นด้วยอาหารไขมันสูงและน้ำตาลดีกาแลคโตส, และผลของการอดอาหารและการออกกำลังกายต่อความสัมพันธ์ดังกล่าว ในหนูที่ได้รับอาหารไขมันสูงและน้ำตาลดีกาแลคโตส” โดย ดร.พัชรพงษ์ ปันทิยะ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา: ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.ทพญ.สิริพร ฉัตรทิพากร (คณะทันตแพทยศาสตร์)

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี (สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา) ผลงานเรื่อง “การเพาะเลี้ยงเชิงกลยุทธ์ของสาหร่ายขนาดเล็กที่แยกได้ใหม่เพื่อการผลิตชีวมวลและไขมัน และการประยุกต์ใช้ในการบำบัดน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม” โดย ดร.วจีพร มณีโชติ สังกัดสำนักงานบริหารงานวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี (สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา) ผลงานเรื่อง “แนวคิด Bioderivatization เพื่อการผลิตสารเคมีที่เป็นพิษหรือมีความสามารถในการละลายน้ำต่ำโดยใช้ทรัพยากรหมุนเวียน” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชร สัตยวรรธน์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำเร็จการศึกษา Imperial College London, สหราชอาณาจักร

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี (สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์) ผลงานเรื่อง “ภาวะการระบาดของข้อมูลในวิกฤตไวรัสโคโรนากับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย” โดย อาจารย์ ดร.อภิภู กิติกำธร สังกัดคณะการสื่อสารมวลชน สำเร็จการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รางวัลจากเวทีนี้เป็นรางวัลสำคัญที่มอบให้ผลงานซึ่งผ่านเกณฑ์คุณภาพทางวิชาการและนำไปใช้ได้จริง ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปีนี้ ตอกย้ำศักยภาพของสถาบันในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของไทย ที่มุ่งสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ปัญหาจริง ส่งต่อองค์ความรู้จากห้องทดลองสู่ชุมชน และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

-(016)

‘หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา – หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล’ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ศิลปินแห่งชาติ

‘หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล’ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ศิลปินแห่งชาติ

‘หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา – หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล’ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ศิลปินแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

ปรากฏการณ์อาทิตย์ทรงกลดขณะทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)เมตตาบารมี เพื่อนำไปติดตั้งไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ “สรพงศ์ ชาตรี” ภายในมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

มูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ร่วมกับประชาชนชาวสีคิ้ว ถือฤกษ์ดี วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของพระเอกผู้ล่วงลับ “เอก”สรพงศ์ ชาตรี (กรีพงศ์ เทียมเศวต) ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ขนาดความสูงเท่ากับตัวจริง ซึ่งออกแบบโดย นายศิระ เลิศภูมิปัญญา โรงหล่อพระประติมากรรมประทานพร(โรงหล่ออาจารย์สุรินทร์) โดยพิธีจัดขึ้น ณ บริเวณพลับพลาทิศเหนือของมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) บ้านโนนกุ่ม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 

ทั้งนี้ หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี , นายพิศรุตม์ เทียมเศวต และนายพัทธกฤต เทียมเศวต ลูกชายของ สรพงศ์ ชาตรี โดยมีเพื่อนพี่น้องในวงการบันเทิงมาร่วมพิธี อาทิ นัยนา ชีวานันท์, ปิยะมาศ โมนยะกุล, ฤทธิ์ ลือชา, บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ฯลฯ

เมื่อได้เวลามหามงคลฤกษ์ ประธานพิธีได้ทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และดวงวิญญาณของพระเอกตลอดกาล “เอก”สรพงศ์ ชาตรี จากนั้นได้ทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ซึ่งมีพระเถราจารย์ร่วมพิธี รวมทั้งแฟนคลับและประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมาร่วมพิธี ด้วยความระลึกถึงพระเอกขวัญใจตลอดกาล “สรพงศ์ ชาตรี”

ขณะทำพิธีเททองหล่อนั้นก็ได้เกิดปรากฏการณ์อาทิตย์ทรงกลดบนท้องฟ้า สร้างความฮือฮาให้กับผู้มาร่วมพิธี ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลให้กับพิธีเททองหล่อในครั้งนี้ ภายหลังเสร็จพิธีทุกคนก็ยังรอคอยที่จะชมรูปหล่อของพระเอกตลอดกาล “สรพงศ์ ชาตรี” เมื่อเจ้าหน้าที่กระเทาะปูน ฉีดน้ำเผยให้เห็นรูปหล่อส่วนครึ่งตัวบน ทุกคนต่างชื่นชมในความผ่อง ความคล้าย ยิ่งทำให้ระลึกถึงพระเอกตลอดกาล “สรพงศ์ ชาตรี”  

นางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิฯ เผยว่า จากที่เตรียมการมานาน เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงถือฤกษ์ดีวันที่ 8 ธันวาคม วันคล้ายวันเกิดพี่เอก สรพงศ์ ประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือน เพื่อต่อยอดลมหายใจ ถือว่ารูปปั้นพี่เอก เป็นขวัญกำลังใจให้พวกเราได้สืบสานปณิธานคนบนฟ้าที่สร้างสรรค์ไว้”

“ขอกราบนมัสการ กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าทุกรูปที่เมตตามาร่วมเป็นเจ้าภาพ  ขอบพระคุณหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ที่เมตตามาเป็นประธานแทนองค์ท่านมุ้ย(หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ขอบคุณคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เป็นผู้เททองหล่อ , เอม พิศรุตม์ อั้ม พัทธกฤต เทียมเศวต ลูกชายพี่เอกที่เป็นพลังใจ และคณะส่วนราชการ อำเภอสีคิ้วทุกภาคส่วน ประชาชน กัลยาณมิตร แฟนหนังแฟนละครของพี่เอกทุกท่านที่มาร่วมเป็นพลังบุญพลังใจให้กับคนอยู่ ในนามภรรยาพี่เอก-สรพงศ์ ชาตรี ขอขอบคุณจากใจค่ะ”

ทางด้านลูกชาย พิศรุตม์ เทียมเศวต เผยถึงพิธีเททองหล่อรูปเหมือนคุณพ่อว่า “เรียกว่าอิ่มทั้งกายและจิต และก็บุญ ได้เห็นหลายคนยังคิดถึงคุณพ่อ ทั้งที่ท่านก็เสียไปนานแล้ว ขอขอบคุณหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา, พี่เดือน-ดวงเดือน จิไธสงค์ และทางมูลนิธิฯที่จัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อระลึกคุณพ่อ รู้สึกดีที่ทุกคนยังนึกถึงคุณพ่ออยู่ และก็รู้สึกดีกับรูปคุณพ่อเวลาคนมาดูจะได้รู้สึกว่าคุณพ่อยังอยู่ที่นี่”

สำหรับการจัดสร้างรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” นั้น เริ่มดำริมาจากหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ผู้ซึ่ง “สรพงศ์ ชาตรี” รักและเคารพในฐานะผู้มีพระคุณและครูอาจารย์มาตลอด โดย ท่านมุ้ย อยากสร้างพิพิธภัณฑ์ของพระเอก “สรพงศ์ ชาตรี” เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมผลงานการแสดงภาพยนตร์และการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม จึงได้มีการสร้างรูปหล่อเหมือนของ “สรพงศ์ ชาตรี” เพื่อนำไปติดตั้งไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ “สรพงศ์ ชาตรี” ภายในมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และภายในอาคารพิพิธภัณฑ์จะมีนิทรรศการบอกเล่าถึงชีวประวัติ ผลงานการแสดงภาพยนตร์และละคร ตลอดจนการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เป็นการเชิดชูศิลปินแห่งชาติ

-(016)

ไทยประกันชีวิต ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าจากอุทกภัยภาคใต้ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย

ไทยประกันชีวิต ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าจากอุทกภัยภาคใต้ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย

ไทยประกันชีวิต ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าจากอุทกภัยภาคใต้ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจให้กับผู้ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้เอาประกันภัยของบริษัทฯ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยประกันชีวิตจึงได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนในการช่วยหลือผู้เอาประกันภัยที่อยู่ในเขตพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ตรัง พัทลุง สตูล ยะลา ปัตตานี และ นราธิวาส ประกอบด้วย

การขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยออกไปอีก 60 วัน นับจากวันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีกำ หนดชำระเบี้ยฯ ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับกรมธรรม์ประเภทสามัญ กรณีที่มีการนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยฯ โดยอัตโนมัติ ในระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 หากผู้เอาประกันภัยติดต่อชำระเบี้ยฯ ภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ยฯ บริษัทฯ ยกเว้นดอกเบี้ยเบี้ยประกันภัย

นอกจากนี้ ยังยกเว้นค่าธรรมเนียม สำหรับการออกกรมธรรม์ประกันชีวิต และบัตรประจำตัวผู้เอาประกันภัยที่ชำรุดหรือสูญหาย สำหรับผู้เอาประกันภัยที่ติดต่อบริษัทฯ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

ขณะเดียวกันผู้เอาประกันภัยสามารถทำธุรกรรมในการเรียกร้องสินไหมทดแทนได้ ผ่านช่องทาง TLI แอปพลิเคชัน หรือใช้บริการแฟกซ์เคลมผ่านโรงพยาบาลคู่สัญญาได้ ในส่วนสินไหมมรณกรรมสามารถยื่นเคลมผ่านแอปพลิเคชันของฝ่ายขาย TL After Plus ได้ โดยบริษัทฯ จัดเตรียมช่องทางการสอบถามข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อให้บริการผู้เอาประกันภัย ดังนี้

  • กรณีสอบถามข้อมูลกรมธรรม์ โทร. 1124
  • กรณีสอบถามการต่ออายุสัญญากรมธรรม์และการออกกรมธรรม์สูญหาย โทร. 02247 0247 ต่อ 00160
  • กรณีสอบถามการเคลมสินไหม โทร. 02 246 5991

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างเร่งด่วน บริษัทฯ ได้มอบผ้าห่มจำนวน 300 ผืน พร้อมเครื่องอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น ผ่านกรมกิจการพลเรือนทหารเรือ โดยมี พลเรือตรี ปณิธาน สิทธิโยธาคาร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ เป็นผู้รับมอบ

ไทยประกันชีวิต พร้อมดูแลให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจทุกหน่วยงาน ตามเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ในการเคียงข้างทุกวิกฤตเพื่อดูแลคนไทยทุกคน

ไทยเบฟ ได้รับรางวัล Outstanding Contributor in Sustainability จากงาน SPOTLIGHT DAY 2025

ไทยเบฟ ได้รับรางวัล Outstanding Contributor in Sustainability จากงาน SPOTLIGHT DAY 2025

ไทยเบฟ ได้รับรางวัล Outstanding Contributor in Sustainability จากงาน SPOTLIGHT DAY 2025

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Outstanding Contributor in Sustainability องค์กรที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างรับผิดชอบต่อการดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าให้กับสังคม จากงาน SPOTLIGHT DAY 2025 จัดโดย Amarin TV เพื่อมอบรางวัล Outstanding Contributor ยกย่ององค์กรที่มีผลงานเป็นประจักษ์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในสาขาต่างๆ โดยมี ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับมอบรางวัล ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์