CAAT ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา

CAAT ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา

CAAT ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.33 น.

CAAT ออกประกาศฉบับที่ 12 ห้ามบินโดรน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการ เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยการบิน

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ออกประกาศฉบับที่ 12 เรื่อง “ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2568 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ก่อนหน้านี้ CAAT ได้ออกประกาศฉบับที่ 11 เพื่อผ่อนปรนให้มีการใช้งานโดรนในบางกรณีภายใต้เงื่อนไขและพื้นที่ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ปรากฏว่า สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการปฏิบัติการด้านความมั่นคง รวมถึงสาธารณชนในพื้นที่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ และเพื่อให้การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องเข้มงวดมาตรการควบคุมการใช้งานโดรน โดยกำหนดพื้นที่ห้ามบินเด็ดขาด และให้การใช้งานของพลเรือนทุกวัตถุประสงค์ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัดกุมมากขึ้น

พื้นที่ที่ห้ามบินเด็ดขาด
• พื้นที่ที่มีการวางกองกำลัง หรือการปฏิบัติการภาคพื้นระดับจังหวัด ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด สระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี
• พื้นที่ที่มีการวางกองกำลัง หรือการปฏิบัติการภาคพื้นที่ระดับอำเภอ ได้แก่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง
• พื้นที่รัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด
• พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ

โดยมีเงื่อนไขในการทำการบิน ดังนี้
• ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรน รวมถึงขึ้นทะเบียนตัวโดรนกับ CAAT ให้เรียบร้อย ถูกต้อง และครบถ้วน
• ยื่นคำขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
• ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน
• สามารถบินได้ในเวลา 06.00–18.00 น. หากต้องการบินในช่วงเวลา 04.01 น. ถึง 05.59 น. หรือช่วงเวลา 18.01 น. ถึง 24.00 น. ให้ขอปฏิบัติแตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนดต่อ CAAT ผ่านช่องทาง UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th ทั้งนี้ ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี
• เมื่อได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแล้ว ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ให้ผู้ได้รับอนุญาตแจ้งข้อมูลพื้นที่
ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินต่อ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portalรวมถึงแจ้งต่อ ศบตอ.น. อีเมล : antidrone.police@gmail.com
• การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนด ต้องยื่นคำขออนุญาตและเอกสารเพิ่มเติมต่อ CAAT ผ่าน UAS Portal

สำหรับโดรนของราชการทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ เฉพาะโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน ขอความร่วมมือแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
รวมถึง แจ้งต่อ ศบตอ.น. antidrone.police@gmail.com และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงที่ฝ่าฝืนตามประกาศฉบับนี้ ให้แจ้งข้อมูล ได้แก่ วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็วผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ดังนี้

• กองพัฒนามาตรฐานและเทคโนโลยีระบบอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ฝ่ายมาตรฐานอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 02-568-8851 หรืออีเมล uas_us@caat.or.th
• ศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) โทรศัพท์ 02-126-7846 หรืออีเมลantidrone.police@gmail.com
• ศูนย์แจ้งเหตุใกล้พื้นที่ เช่น สถานีตำรวจท้องที่ หน่วยทหาร หรือหน่วยความมั่นคงที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้น ๆ
ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ฉบับที่ 12 ) พ.ศ. 2568  https://www.caat.or.th/laws-regulations/192199/ 

เปิดไทม์ไลน์ กัมพูชาเปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ไทยโต้กลับตามหลักสากล

เปิดไทม์ไลน์ กัมพูชาเปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ไทยโต้กลับตามหลักสากล

เปิดไทม์ไลน์ กัมพูชาเปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ไทยโต้กลับตามหลักสากล

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.30 น.

รัฐบาลย้ำไทยใช้เครื่องบินรบเพื่อสกัดกั้นการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาที่เริ่มรุกรานก่อน จนเป็นเหตุให้ทหารไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามกฎการปะทะ อย่างได้สัดส่วน ตามหลักสากล พร้อมย้ำลำดับเหตุการณ์การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ป้องกันการนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อน 

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 15.30 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงลำดับเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันการนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อน โดยยืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมดชี้ชัด กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธหนักก่อน เหตุทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและต่อมามีผู้เสียชีวิต ไทยจึงจำเป็นต้องปฏิบัติการป้องกันตนเองตามสิทธิที่พึงมีของรัฐอธิปไตย และเป็นไปตามหลักสากลทุกประการ 

โฆษกฯ ระบุว่า เพื่อลดความสับสนและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยขอเรียงลำดับเหตุการณ์การปะทะบริเวณภูผาเหล็ก และพลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่เริ่มโดยฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ดังนี้

วันที่ 7 ธันวาคม 2568

– เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ถูกทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงด้วยอาวุธปืนเล็กใส่ฝ่ายไทยก่อน จนส่งผลให้ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ และ พลฯ พรชัย จำปาจุม

– เวลา 14.16 น. ฝ่ายไทยจำเป็นต้อง ตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) โดยใช้อาวุธตามสัดส่วนและความจำเป็น ขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชาได้ยกระดับการใช้อาวุธ โดยใช้ อาวุธต่อสู้รถถัง (ปรส.) ยิงใส่ฝั่งไทย แม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้สั่งให้ทุกหน่วยเพิ่มระดับความพร้อมเต็มรูปแบบทันที

– เวลา 14.50 น. หน่วยปฏิบัติการยังคงเฝ้าระวังภัยอย่างใกล้ชิด และรักษาความพร้อมด้านการป้องกันในระดับสูงสุด จากนั้นในเวลา 14.53 น. เจ้าหน้าที่ลำเลียงทหารบาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยเร่งด่วน

– โดยในเวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งเสริมกำลังและเตรียมแผนอพยพประชาชน พร้อมสั่งการให้กองทัพเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยตลอดแนวชายแดน เร่งเปิดจุดรองรับและขนย้ายประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยนายกรัฐมนตรียังได้ย้ำว่า ไทยไม่ต้องการความรุนแรง แต่จะไม่ยอมให้ใครละเมิดอธิปไตยอย่างเด็ดขาด

วันที่ 8 ธันวาคม 2568

– เวลา 03.00 น. กัมพูชากำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุนมายังฝั่งไทยในพื้นที่ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และโรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 

– เวลา 05.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงมายังแนวการวางกำลังของฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายไทยทำการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ 

– 06.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งระดมยิงต่อฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า 

โดยจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันนี้ กัมพูชาได้ริเริ่มยิงใส่ฝ่ายไทยก่อนในหลายพื้นที่ และเริ่มหนักขึ้นในช่วง 05.00 น. เป็นต้นมา โดยมีการใช้อาวุธหนัก ซึ่งเป็นเหตุให้ทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้โดยใช้เครื่องบินรบโจมตีที่ตั้งทางทหารของฝ่ายกัมพูชา เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตของกำลังพลฝ่ายไทย และเป็นไปตามกฎการใช้กำลังอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

โฆษกฯ ย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในสันติวิธีเสมอมา และให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในภูมิภาค แต่ในกรณีนี้ กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน จนทำให้เกิดการสูญเสียกับทหารไทย ไทยจึงจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย ปกป้องกำลังพล และรักษาความมั่นคงตามสิทธิอันชอบธรรมของชาติ การปฏิบัติของฝ่ายไทยทั้งหมดเป็นไปตามกฎการใช้กำลังระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการตอบโต้ตามสัดส่วน (Proportionate Response)

โฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำชัดเจนว่า “ไทยต้องการสันติภาพ แต่จะไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตยไทย และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องประเทศและประชาชน” พร้อมกันนี้ ไทยยังคงดำเนิน ช่องทางการทูตควบคู่การปฏิบัติการภาคสนาม เพื่อป้องกันสถานการณ์บานปลาย และเพื่อคงไว้ซึ่งสันติภาพตามหลักการที่ไทยยึดถือ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยขอให้สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศนำเสนอข่าวอย่างครบถ้วนตามข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นผู้รุกราน ทั้ง ๆ ที่ไทยเป็นผู้ถูกรุกรานจากฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด

รมว.คลัง เผย เตรียมออกมาตรการออมรูปแบบใหม่ ลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท

รมว.คลัง เผย เตรียมออกมาตรการออมรูปแบบใหม่ ลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท

รมว.คลัง เผย เตรียมออกมาตรการออมรูปแบบใหม่ ลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

 รมว.คลัง เผย เตรียมออกมาตรการออมรูปแบบใหม่ ลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท เพื่อเตรียมคนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มอบ ‘ศุภจี’ ติดตามประเด็นการค้าสหรัฐ ยันไทยไม่ผิด กัมพูชาโจมตีก่อน

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจวันนี้ ได้มีการพิจารณาถึงมาตรการเสาที่ 5  ในเรื่องของการส่งเสริมออม เพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงิน และเป็นการรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุด้วย

นายเอกนิติ กล่าวว่า เราจะให้คนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงจะมีการเพิ่มวงเงินลดหย่อน เป็น 8 แสนบาท โดยไม่ต้องขอปีต่อปี และให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีอยู่ 11.4 ล้านคน สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้คนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีแหล่งระดมเงินออมมากขึ้น และเงินเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น

“ยิงนกทีเดียวได้หลายตัว น้องๆทุกคนจะได้ลดหย่อนมากขึ้น และจะมีมาตรการจูงใจให้คนเข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งเราจะยกเว้นภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย 2 แสนบาทแรก สำหรับคนที่ถือเกิน 5 ปี และการออมพลัส จะมีพันธบัตรออมพลัสให้ประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรได้ทุกเดือน”นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การออมพลัส จะทำให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง โดยมีราคาขั้นต่ำที่ 1,000 บาท และจะมีการยกเว้นภาษีอากรแสตมป์ของการซื้อประกันด้วย

ส่วนมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเข้าทันพรุ่งนี้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้ทีมกำลังพิจารณา ขณะที่มาตรการคนละครึ่งพลัส ยังไม่ได้มีการหารือกันในครม.เศรษฐกิจครั้งนี้
 
ส่วนในเรื่องการปะทะกันในพื้นที่ชายแดนจะกระทบกับการเจรจาภาษีสหรัฐฯ หรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเด็นนี้ตนได้หารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธ์  รมว.พาณิชย์เพื่อหารือสถานการณ์นี้ต่อไป

“เราไม่ได้ผิด เขามาโจมตีเราก่อน…วันนี้เขาเป็นคนทำผิด”นายเอกนิติ กล่าว

ไฟเขียว ขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจ ผู้ว่า บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จังหวัดละร้อยล้านบาท

ไฟเขียว ขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจ ผู้ว่า บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จังหวัดละร้อยล้านบาท

ไฟเขียว ขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจ ผู้ว่า บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จังหวัดละร้อยล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

จังหวัดละร้อยล้านบาท! ‘ปลัดมท.’ เผย ‘กรมบัญชีกลาง’ ไฟเขียวขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าฯบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ภัยจากกองกำลังจากนอกประเทศเพิ่มเติม

8 ธ.ค.2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ฝ่ายประเทศกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบ โดยเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 14.16 น. และสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับการอนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ภัยจากกองกำลังจากนอกประเทศ เพิ่มเติม จังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกมิติ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ในวันนี้กระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งจากกรมบัญชีกลาง ได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ เพิ่มเติม จังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อให้จังหวัดสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์ เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ และยังไม่ได้ประกาศยุติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 ต่อไป

เงินทดรองราชการ

ปิดประตูเจรจา’กัมพูชา’ ‘นายกฯ’ลั่น!ถ้าอยากหยุดรบต้องทำตามไทย

ปิดประตูเจรจา'กัมพูชา' 'นายกฯ'ลั่น!ถ้าอยากหยุดรบต้องทำตามไทย

ปิดประตูเจรจา’กัมพูชา’ ‘นายกฯ’ลั่น!ถ้าอยากหยุดรบต้องทำตามไทย

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

“อนุทิน”มั่นใจแสนยานุภาพกองทัพไม่ให้ใครรุกราน ปิดประตูเจรจา”กัมพูชา” ลั่นถ้าอยากหยุดรบต้องทำตามไทย บอกหน้าที่”นายกฯ”ต้องรักษาประเทศ เมินโพสต์”อันวาร์”ให้สองฝ่ายยับยั้งชั่งใจใช้อาวุธ ตอกพยานต้องไปบอกคนรุกรานให้หยุด ลั่นรัฐบาลไทยเชื่อกองทัพไทย หลังเขมรอ้างไทยเปิดฉาก

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการมุ่งโจมตีที่เป้าหมายพลเรือนมากกว่าเป้าหมายทางทหาร ว่า เรารักษาอธิปไตยของเรา เรื่องรายละเอียดยุทธวิธีหรือการดำเนินการทางทหารไม่สามารถเปิดเผยได้

เมื่อถามว่า ปัญหาค่อนข้างยืดเยื้อการปะทะครั้งนี้ต้องพังกันเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กองทัพมีแนวทางการดำเนินการของเขาอยู่ เราทำเพื่อรักษาอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิความปลอดภัยของประชาชน เมื่อถามว่า ประชาชนคาดหวังให้เหตุปะทะจบลง ไม่ให้เขามารุกรานเราได้อีก นายอนุทิน กล่าวว่า ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพไทย เรามั่นใจว่าไม่ควรที่จะมีการโจมตีจากประเทศเพื่อนบ้านใดๆ ได้

เมื่อถามว่า กัมพูชามีการใช้อาวุธนอกพื้นที่ยิงเข้ามาในประเทศไทย เราจำเป็นต้องตอบโต้ออกไปนอกประเทศไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่ชัดอีกหรือ” เมื่อถามอีกว่า สื่อต่างชาตินำเสนอข่าวมีเนื้อหาทำนองว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายโจมตีก่อน จะชี้แจงอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เขาต้องเชื่อข้อมูลของประเทศไทย ที่เราได้พิสูจน์ให้เห็นในทุกเวทีว่าเรารักสงบ เราเป็นฝ่ายถูกคุกคามถูกรุกราน ถูกกระทำ และถูกยั่วยุ ในทุกกรณี ได้แสดงหลักฐานให้เห็นยื่นหนังสือไปยังองค์กรนานาชาติ เราได้พิสูจน์และยืนยันแล้วว่าไม่ได้รุกรานใคร แต่เราไม่ยอมให้ถูกรุกรานแน่นอน

เมื่อถามว่า การปกป้องอธิปไตยในครั้งนี้ฝ่ายความมั่นคงเปิดเผยได้หรือไม่ว่าจะใช้เวลาเบ็ดเสร็จเท่าไหร่ เพราะหลายฝ่ายมองว่ายิ่งสั้นยิ่งดี นายอนุทิน กล่าวว่า เปิดเผยไม่ได้ เรื่องยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีการความขัดแย้งและสู้รบกันก็ต้องขอความร่วมมือสื่อมวลชนไม่ถามคำถามเหล่านี้ เพราะเมื่อถามจะเท่ากับเป็นการสาวไส้ให้กากิน ไม่เป็นผลดีกับประเทศ เราจะรบ จะปกป้องอธิปไตยอย่างไร หรือเราต้องการให้มีความพร้อมแค่ไหน ต้องเก็บเป็นความลับให้มากที่สุด

เมื่อถามว่า ยังเปิดช่องให้เกิดการเจรจาอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “คงไม่ให้เจรจาแล้ว ถ้าเขาดำเนินการกับเราถึงขนาดนี้ และเราก็ได้ตอบโต้ให้เขาเห็น เที่ยวนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่าการตอบโต้ของเราไม่ใช่การตอบโต้เพื่อส่งสัญญาณใดๆ แต่เป็นการตอบโต้ให้เขาเห็นว่าเขาไม่ควรเข้ามาคุกคามอธิปไตยของประเทศไทย ดังนั้น การเจรจาก็จะไม่มีแล้ว จากนี้ไปถ้ากัมพูชาจะหยุดสู้รบกัน ก็ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยกำหนด”

เมื่อถามว่า ต้องฉีกปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่ลงนามที่ประเทศมาเลเซีย ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่มีแล้วครับ จำไม่ได้”

เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องได้คุยกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย หรือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เป็นพยานในการลงนามแล้วหรือไม่ และจำเป็นต้องแจ้งก่อนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คุย และไม่แจ้ง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศไทยและคู่กรณี เมื่อถามว่า กังวลจะส่งผลต่อการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กังวล

เมื่อถามว่า การอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 7 จังหวัด เรียบร้อยดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนกำชับและได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัด ให้ดูแลประชาชนที่ต้องอพยพไปศูนย์พังพิงด้วยมาตรฐานสูงสุดเท่าที่จะทำได้ และให้ใช้งบประมาณที่ประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองในประเทศควรยุติการร้องเรียนประเด็นการเมืองต่างๆ ในช่วงนี้ไปก่อนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถามคนที่ต้องการเช่นนั้นมากกว่า ตนมีหน้าที่ของตนในขณะนี้ ตนเป็นนายกฯ เป็นผู้นำประเทศ เป็นผู้ต้องรักษาแผ่นดิน รักษาอธิปไตยของประเทศ ต้องใช้หน้าที่ที่มีอยู่ในการปกป้องประเทศของเราให้มีความปลอดภัยสูงสุด ไม่ให้มีใครมาดูหมิ่นเหยียดหยามหรือก้าวก่ายในเกียรติภูมิหรืออธิปไตยของเรา

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจยุบสภาเร็วหรือช้าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้ออกคำสั่งและข้อสั่งการในนามรัฐบาล ซึ่งเป็นคำสั่งและข้อสั่งการที่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่คำสั่งของบุคคล แต่เป็นคำสั่งของรัฐบาลให้ผู้ปฏิบัติคือฝ่ายกองทัพ ฝ่ายปกครอง ให้ดำเนินการด้วยความมั่นใจและความสบายใจว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนทุกรูปแบบในการรักษาอธิปไตยของประเทศ ที่เป็นเป้าหมายสูงสุด

เมื่อถามถึงกรณี นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่ารู้สึกกังวลเกี่ยวกับการปะทะด้วยอาวุธบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยขอให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ โดย นายกฯ ย้อนถามว่า โพสต์ถึงใคร ไม่ได้โพสต์ให้ตน ถ้าจะบอกให้ประเทศไทยทำอะไร ตนวิงวอนคนที่เกี่ยวข้องและเป็นพยานควรจะต้องไปพูดให้กับคนที่รุกรานประเทศไทยให้หยุดการกระทำเช่นนั้นเสียก่อน ไม่ใช่มาบอกให้ประเทศไทยเราต้องอดทนต่อไป ยังต้องหยุดหรือดำเนินการอะไร มันเลยเวลานั้นมาแล้ว ถ้าอยากจะหยุดต้องบอกคนที่รุกรานเราให้หยุด

เมื่อถามว่า กัมพูชาอ้างว่าไทยเป็นคนเปิดฉากก่อน นายกฯ กล่าวว่า คุณเชื่อกองทัพไทยหรือจะเชื่อศัตรูเรา คุณถามได้อย่างไรว่าเขาก็บอก คุณเป็นคนไทย และกองทัพไทยก็เป็นกองทัพที่เชื่อถือได้ รัฐบาลไทยเชื่อกองทัพไทยครับ เมื่อถามว่า สถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามพร้อมเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที

ฟันเปรี้ยง!‘นักวิชาการ’ยก 5 ประเด็น ชี้ชัดๆทำไม‘เขมร’เปิดศึก‘ไทย’รอบใหม่

ฟันเปรี้ยง!‘นักวิชาการ’ยก 5 ประเด็น ชี้ชัดๆทำไม‘เขมร’เปิดศึก‘ไทย’รอบใหม่

ฟันเปรี้ยง!‘นักวิชาการ’ยก 5 ประเด็น ชี้ชัดๆทำไม‘เขมร’เปิดศึก‘ไทย’รอบใหม่

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

‘นักวิชาการ’ยก 5 ประเด็น ฟันเปรี้ยง‘เขมร’เปิดศึก‘ไทย’รอบใหม่ วนลูปเดิมเบี่ยงประเด็น หลังถูกแฉปม‘ทุ่นระเบิด’พ่วง‘เครือข่ายสแกมเมอร์’ถูกยึดทรัพย์ ฉุดคะแนนนิยมในประเทศทรุดหนัก

8 ธันวาคม 2568 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารและจัดการการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวให้ความเห็นกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาระอุอีกครั้งหลังฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่แนวชายแดนไทยว่า เหตุปะทะบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่สะท้อน มุขเก่าในขวดเก่า ที่รัฐบาลกัมพูชามักใช้เป็นประจำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาที่ตนเองกำลังเผชิญ

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวต่อว่า รัฐบาลกัมพูชามีพฤติกรรม นักเบี่ยงประเด็น ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่เจอสถานการณ์เสียเปรียบ ทั้งในเวทีระหว่างประเทศ เศรษฐกิจภายในประเทศ และแรงกดดันด้านภาพลักษณ์จากนานาชาติ

ประการแรกชี้ว่า เหตุปะทะชายแดนอาจถูกใช้เพื่อเบี่ยงประเด็นจากกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นำคลิปหลักฐานการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาในเขตประเทศไทยไปยืนยันต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การเปิดโปงดังกล่าวกระทบภาพลักษณ์ของกัมพูชาอย่างหนัก ทั้งต่อสายตานานาชาติและโครงการช่วยเหลือจากต่างประเทศ กัมพูชาจึงมีแรงจูงใจในการสร้างสถานการณ์ใหม่ เพื่อเบนความสนใจและพยายามสร้างภาพว่าตนเองเป็น ฝ่ายถูกรังแก

ประการที่สอง ความนิยมทางการเมืองในประเทศกัมพูชายังผันผวน รัฐบาลจึงต้องใช้ ภัยคุกคามจากภายนอก เป็นเครื่องมือระดมความรู้สึกรักชาติของประชาชน การสร้างประเด็นปะทะชายแดนกับไทยช่วยให้รัฐบาลมีเวทีแสดงบท ผู้พิทักษ์ชาติและใช้ความขัดแย้งมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ

ประการที่สาม กัมพูชากำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซา แรงงานจำนวนมากที่เคยทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในไทย ต้องกลับบ้าน ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถจัดหางานรองรับได้เต็มที่ การปิดด่านชายแดนต่อเนื่องส่งผลให้การค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนชะลอตัวแรงงานถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น รายได้ภาคท่องเที่ยวไม่ฟื้นตามเป้า ภายใต้แรงกดดันเรื่องปากท้อง รัฐบาลจึงมีแรงจูงใจใช้ประเด็นความมั่นคงมาช่วยกลบเสียงวิจารณ์ด้านเศรษฐกิจ

ประการที่สี่ ดร.เชษฐา กล่าวถึงปัจจัยด้านภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่ากัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ จนถูกขนานนามว่า “Scambodia” พร้อมทั้งถูกกดดันจากหลายประเทศ ภายหลังมีการทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และอายัดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลในภูมิภาค รวมทั้งในไทย การสร้างประเด็นปะทะชายแดนจึงอาจถูกใช้เพื่อเบี่ยงความสนใจของทั้งประชาชนในประเทศและสื่อต่างชาติ จากเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ มาสู่เรื่อง ศักดิ์ศรีแห่งชาติแทน

ประการที่ห้า นักวิชาการ ได้โยงไปถึงมิติภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับเวียดนาม กรณีการพัฒนาเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามไปยังเกาะฟูก๊วก ซึ่งกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวภายในกัมพูชา และอาจถูกตีความว่า รัฐบาลกัมพูชา สกัดเวียดนามไม่อยู่จนเสี่ยงถูกโจมตีว่าอ่อนแอเกินไปต่อประเทศเพื่อนบ้าน การทำให้สถานการณ์ชายแดนกับไทยร้อนแรงขึ้น จึงอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อลดแรงกดดันจากกรณีเวียดนาม และเปลี่ยนเป้าความไม่พอใจของประชาชนไปยังอีกทิศทางหนึ่ง

“การปะทะบริเวณชายแดนครั้งล่าสุด ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญหรือเหตุเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่เป็น มุขเก่าในพื้นที่เก่า ที่สะท้อนรูปแบบการเมืองแบบเดิมของรัฐบาลกัมพูชา ที่มักใช้ความขัดแย้งชายแดนเป็นเครื่องมือเบี่ยงประเด็น ฟื้นคะแนนนิยม และต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์ใครที่ติดตามการเมืองกัมพูชามาตลอด ย่อมมองออกว่า นี่คือรูปแบบการเมืองซ้ำๆ ของรัฐบาลกัมพูชา นักเบี่ยงประเด็นทางการเมืองตัวยงของอาเซียน” ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ

มาดามหยก ส่ง อินดี้ทีม ช่วยอพยพประชาชนไปศูนย์พักพิง จี้ รัฐบาล จัดการเขมร เด็ดขาด

มาดามหยก ส่ง อินดี้ทีม ช่วยอพยพประชาชนไปศูนย์พักพิง จี้ รัฐบาล จัดการเขมร เด็ดขาด

มาดามหยก ส่ง อินดี้ทีม ช่วยอพยพประชาชนไปศูนย์พักพิง จี้ รัฐบาล จัดการเขมร เด็ดขาด

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

‘มาดามหยก’ วอนรัฐบาลใช้มาตรการเด็ดขาดจัดการ ‘เขมร’ เสียที ชี้สงสารประชาชนชายแดนอยู่อย่างหวาดผวา ส่ง ‘อินดี้ทีม’ กระจายช่วยอพยพประชาชนไปศูนย์พักพิง พร้อมตั้งโรงครัวทำอาหารกล่องส่งพี่น้องทหาร- ประชาชน ทั้ง 3 มื้อ

นางสาวกชพร เวโรจน์ หรือมาดามหยก หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (lndy ) และประธานชมรม Change Together & Indy Team เปิดเผย ว่า ภายหลังได้ทราบข่าวมีเหตุปะทะ กันอีกครั้งหนึ่งที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจึงได้เรียกระดมอาสาสมัครของอินดี้ทีมจาก 2 จังหวัดมารวมพลกันที่จุดก้าวอิสระ เพื่อ กระจายไปยังจุดต่างๆในการให้ความช่วยเหลืออพยพประชาชนออกจากบ้านไปยังศูนย์พักพิงที่ปลอดภัย โดย ทางพรรคก้าวอิสระ ได้เตรียมรถสิบล้อ และรถกระบะ  กระจายไปตามจุดต่างๆ ในการอพยพประชาชน และให้สแตนบายตลอด 24 ชม. เพราะยังมีผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้ออกจากหมู่บ้านด้วย

นางสาวกชพร กล่าวว่า นอกจากนี้ ทางอินดี้ทีม ได้ตั้งโรงครัว ที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ประสาทตาเหมือนธมและประสาทตาควาย  โดยขณะนี้ทางโรงครัวได้เตรียมทำอาหาร ส่งให้กับทางผู้อพยพที่ศูนย์พักพิง มื้อละ 300 กล่อง และ ส่งให้กับทางทหารที่บริเวณชายแดนอีกมื้อละ 800 กล่อง ทั้งนี้ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่ออินดี้ทีม ได้ที่หมายเลข 088-0819688 ซึ่งในฐานะคนไทยกลุ่มหนึ่ง ยินดีและภูมิใจที่ได้สนับสนุน กองทัพ และดูแลประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

นางสาวกชพร กล่าวว่า ส่วนตัว ในนามหัวหน้าพรรคก้าวอิสระ อยากเสนอแนะรัฐบาล ว่าเหตุการณ์ปะทะครั้งนี้ อยากให้เป็นครั้งสุดท้าย ความจริงเราไม่อยากให้ใช้ความรุนแรง แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้แล้ว เราจะมามัวเจรจา ทั้งๆที่เขาใช้ระเบิดแต่เรากลับใช้กระดาษแบบนี้มันไม่ได้ สงสารประชาชนบริเวณชายแดนที่ต้องอยู่อย่างหวาดผวา เนื่องจากไม่รู้ว่า ทางกัมพูชา จะยิงเข้ามาอีกเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ให้มันจบในครั้งนี้ครั้งเดียวเลย ใช้มาตรการที่เด็ดขาดเสียที

‘ดิฉันอยากขอวอนรัฐบาลขอให้จัดการให้เด็ดขาด ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็อยากให้รัฐบาลดำเนินการขั้นเด็ดขาดซึ่งพรรคก้าวอิสระเองก็เห็นด้วยกับประชาชน แม้ว่าเราจะไม่อยากใช้ความรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้วคงนิ่งเฉยไม่ได้ ครั้งนี้เรามีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แล้วเราจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้มีไปถึงเมื่อไหร่ เราเชื่อว่ารัฐบาลหากจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เราก็สามารถทำได้ เพราะเป็นการรักษาอธิปไตย และทุกครั้งเห็นได้ชัดเจนว่าทางกัมพูชาเริ่มก่อน ส่วนต่างประเทศคิดว่าแต่ละประเทศก็มีวิธีจัดการของตัวเอง ประเทศ อื่นๆ ที่มาแทรกแซงประเทศไทย เขาก็ไม่ได้มาเดือดร้อนกับประชาชนเราด้วย จึงอยากวอนขอรัฐบาลให้ความสำคัญตรงนี้ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดได้แล้ว เพราะขณะนี้ประชาชน ชายแดนไทย-กัมพูชา เดือดร้อนมาก เห็นจากภาพที่มีการ อพยพออกมาก็หดหู่’

นางสาวกชพร ยังกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ว่า ขณะนี้ทีมงานของพรรคก้าวอิสระและอินดี้ทีม ยังคงอยู่ให้ความช่วยเหลือทั้งที่หลับนอน และเก็บกวาดบ้านเรือนประชาชนหลังน้ำท่วม และยังส่งสิ่งของจากเชียงใหม่ที่มีผู้นำมาบริจาค ส่งต่อไปยังพื้นที่หาดใหญ่ด้วยโดยขณะนี้ให้ความช่วยเหลืออยู่ที่อำเภอจะนะ และอำเภอระโนด เพราะเราคนไทยด้วยกัน คนไทยไม่ทิ้งกัน

‘นายกฯ’สั่งผู้ว่าฯ 7 จว.ชายแดน ดูแลปชช.เต็มที่ เผยประชาชนอพยพแล้ว 80-90%

'นายกฯ'สั่งผู้ว่าฯ 7 จว.ชายแดน ดูแลปชช.เต็มที่ เผยประชาชนอพยพแล้ว 80-90%

‘นายกฯ’สั่งผู้ว่าฯ 7 จว.ชายแดน ดูแลปชช.เต็มที่ เผยประชาชนอพยพแล้ว 80-90%

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

‘นายกฯ’สั่งผู้ว่าฯ 7 จว.ชายแดน ดูแลปชช.เต็มที่ เลือดสำรองรพ.อย่าขาดแคลน เผยประชาชนอพยพแล้ว 80-90% 

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา ว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนทั้ง 7 พื้นที่ ใช้เงินทดรองราชการ และงบประมาณกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน

ขณะเดียวกันได้กำชับในส่วนของโรงบาลแต่ละแห่งไม่ให้เลือดขาดแคลน เพื่อรองรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากการปะทะ รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ขณะนี้ได้ขยายวงเงินให้ผู้ว่าฯ ในแต่ละจังหวัดชายแดนเป็นจังหวัดละ 100 ล้านบาท หลังจากนี้ หากงบหมดยังสามารถขยายได้อีก และยังมีการสั่งการให้หนุนหน่วยแพทย์ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในการดูแลประชาชน และ ดูแล อส. -ชรบ. ซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้อง ทรัพย์สินให้พี่น้องประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ 

ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดได้รายงานว่าประชาชนอพยพออกจากพื้นที่แล้ว 80- ถึง 90% โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี 

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง ขอวินิจฉัย’ปลัดคลัง’กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง ขอวินิจฉัย'ปลัดคลัง'กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง ขอวินิจฉัย’ปลัดคลัง’กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคดีที่ น.ส.รัชชร วิไลสกุลยศ ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย 213 โดยกล่าวอ้างว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกร้อง ที่กำหนดนโยบายโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ให้ประชาชนได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า และให้กรมสรรพากรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยการนำกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) มาบังคับใช้ในโครงการลดหย่อนภาษี ไม่เป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียภาษีฐานล่างได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เป็นการเอื้อประโยชน์ทางภาษีให้แก่ผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 มาตรา 27 และมาตรา 62

โดยศาลฯ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบผู้ร้องยื่นฟ้องผู้ถูกร้องต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213

‘หัวหน้าเท้ง’สะกิด’อนุทิน’เสนอเปิด 3 แนวรบ จบเกม’ระบอบฮุนเซน’แบบถาวร

'หัวหน้าเท้ง'สะกิด'อนุทิน'เสนอเปิด 3 แนวรบ จบเกม'ระบอบฮุนเซน'แบบถาวร

‘หัวหน้าเท้ง’สะกิด’อนุทิน’เสนอเปิด 3 แนวรบ จบเกม’ระบอบฮุนเซน’แบบถาวร

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

‘หัวหน้าเท้ง’สะกิด’อนุทิน’เสนอเปิด 3 แนวรบ จบเกม’ระบอบฮุนเซน’แบบถาวร 

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นกรณีการสู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ระบุว่า ” Endgame ระบอบฮุน เซน เปิด 3 แนวรบ จบปัญหาถาวร

ผมติดตามการปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ด้วยความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนและทหารแนวหน้าที่ประจำการอยู่ตลอดแนวชายแดน สถานการณ์เช้านี้ได้พัฒนากลายเป็นการปะทะทางทหารตลอดแนวพรมแดนด้านตะวันออก

ผมยืนยันว่าการรบเพื่อปกป้องประชาชนและรับมือภัยคุกคามจากนอกประเทศ เป็นความชอบธรรมของไทยที่จะทำ แต่การรบเพียงอย่างเดียวจะยังไม่สามารถจบปัญหากัมพูชาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ และยังเสี่ยงที่ไทยจะตกหลุมพรางกัมพูชาในสงครามข่าวสาร วันนี้เราเผชิญ Hybrid Warfare การรบที่มีหลายแนว หลายรูปแบบ ไม่ใช่การปะทะด้วยอาวุธที่จะเอาชนะกันด้วยความเหนือกว่าทางกำลังและขีดความสามารถในการรบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เปิด 3 แนวรบ ระดมทุกสรรพกำลังเพื่อจบเกมรัฐบาลกัมพูชา ดังนี้

1. แนวรบทางทหาร ซึ่งรัฐบาลได้ประกาสสนับสนุนและกองทัพได้ดำเนินการอยู่แล้ว การรบอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหารเพื่อขจัดขีดความสามารถในการรบของกัมพูชา

2. แนวรบข่าวสาร กระทรวงการต่างประเทศต้องเร่งชี้แจงว่าไทยมีความชอบธรรมในการปกป้องตนเองต่อประชาคมโลก และเราจำกัดขอบเขตโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารอย่างเคร่งครัด ต้องนำเกม อย่าตามเกมกัมพูชาที่รอวันนี้เพื่อรับบทประเทศเล็กกว่าถูกประเทศใหญ่รังแก

3. แนวรบโลกล้อมกัมพูชาด้วยการปราบสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องเดินหน้าสุดซอยในการขุดรากถอนโคนขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน อย่าทำแค่จัดประชุมเรื่องปราบสแกมเมอร์ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ รัฐบาลต้องมีแผนการมากกว่านี้ กระทรวงการต่างประเทศต้องคิดว่าจะประสานความร่วมมือกับแต่ละประเทศอย่างไรในการจัดการสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

ผมมีข้อสังเกตว่า ในการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีเรื่องการอายัดทรัพย์เบน สมิธ, ยิม เลียก, ก๊ก อาน, และเฉินจื้อ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงนั่งกันเป็นแถวยาว แต่กลับไม่มีตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ แสดงว่าในใจของคุณอนุทิน กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ในแนวหน้าเรื่องการปราบสแกมเมอร์เลย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะหัวใจสำคัญของการปราบสแกมเมอร์ คือต้องเอาโลกล้อมตระกูลฮุน

นอกจากกระทรวงการต่างประเทศต้องเดินหน้าสุดซอยเรื่องใช้โลกล้อมระบอบฮุน เซน ปราบสแกมเมอร์ ป.ป.ง. ก็ต้องสุดซอย เดินหน้าตรวจสอบเส้นเงิน อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ไม่ใช่แค่เบน สมิธ, เฉินจื้อ, ยิม เลียก แต่ต้องขยายผลถึงคนไทยที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลัง อย่าตัดตอนแค่ที่ชาวต่างชาติ ต้องไม่สนใจว่าคนไทยที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร มีอิทธิพลทางการเมืองแค่ไหน มิฉะนั้นก็เท่ากับการปราบสแกมเมอร์ เป็นเพียงปาหี่ลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น

ผมขอย้ำว่าครั้งนี้คือ Endgame คือโอกาสที่เราจะจบปัญหาความมั่นคงที่ชายแดนฝั่งตะวันออกของไทยอย่างถาวร จัดการระบอบฮุน เซน ที่เป็นภัยคุกคามต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทำให้ทหารไทยต้องสูญเสียชีวิตและอวัยวะมาหลายครั้ง รัฐบาลต้องอย่าให้ทหารรบอยู่แนวเดียว ทุกองคาพยพต้องระดมสรรพกำลังเพื่อจัดการกัมพูชาอย่างเป็นระบบ เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติ

สุดท้ายนี้ ผมขอส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนที่ต้องเดือดร้อนอพยพหนีภัยการสู้รบตลอดแนวชายแดน และขอส่งกำลังใจให้กับทหารที่หน้าแนวทุกนาย หวังว่าทุกท่านจะปลอดภัยและได้กลับบ้านไปหาคนที่รักในเร็ววัน”