ถอดบทเรียน’น้ำท่วมใต้’ ต้องนำไปทำจริง ใครนิ่งต้องรับผิดชอบ-ไล่ออกโดยไม่ต้องสอบ

ถอดบทเรียน'น้ำท่วมใต้' ต้องนำไปทำจริง ใครนิ่งต้องรับผิดชอบ-ไล่ออกโดยไม่ต้องสอบ

ถอดบทเรียน’น้ำท่วมใต้’ ต้องนำไปทำจริง ใครนิ่งต้องรับผิดชอบ-ไล่ออกโดยไม่ต้องสอบ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

“บวรศักดิ์”ลั่น! ถอดบทเรียน”น้ำท่วมใต้”ต้องนำไปทำจริง ใครนิ่งต้องรับผิดชอบ-ไล่ออกโดยไม่ต้องสอบ ตอก”ผู้นำฝ่ายค้าน”มาบริหารเมื่อไหร่ก็ต้องพึ่งทหาร พร้อมถก”ผู้ว่าฯสตง.”การันตีจ่ายเยียวยาน้ำท่วมใต้ ไม่ต้องใช้เอกสาร ระบุ จนท.ทำผิดขั้นตอนได้แค่ตักเตือน หากไม่ทุจริตไม่ต้องกลัวโดนสอบ สั่งสอบปมจัดซื้อยาฆ่าเชื้อสงขลาแพงเกินจริง

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการถอดบทเรียนน้ำท่วม ว่า ที่ผ่านมาได้มีการถอดบทเรียนทั้งนั้น ถอดกันทุกปี แต่ถอดแล้วก็ตั้งเอาไว้ตรงนั้น ต่างประเทศก็มีการถอด แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำในวันนี้คือ ถอดบทเรียนแล้วต้องนำมาปฏิบัติ จัดทำคู่มือของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และประชาชนว่าเมื่อถึงช่วงน้ำท่วม เดือน ส.ค. ก.ย. หรือช่วงน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ประมาณเดือน พ.ย.จะต้องหาทางป้องกัน และทำการฝึกซ้อม โดยผลจากการถอดบทเรียนจะบันทึกไว้ในรูปแบบของเอกสาร อินโฟกราฟฟิก และวีดีทัศน์ โดยจะส่งให้กับหน่วยงานให้มากที่สุด รวมถึงประชาชนด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าประชาชนจุดไหนจะอพยพไปยังจุดไหนได้อย่างปลอดภัย ถ้าถอดบทเรียนแล้วสุดท้ายยังไม่ทำก็ต้องพูดให้ชัดว่า เกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้น ข้าราชการผู้นั้นจะผิดวินัยร้ายแรง ไม่ต้องสอบกันมากมาย เพราะเห็นผลอยู่แล้ว ดังนั้น ก็รับผลไปแล้วกัน ต้องถูกไล่ออกตามขั้นตอน แต่เราก็ไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น ดังนั้น ถอดบทเรียนคราวนี้จะไม่ถอดแล้วตั้งอยู่บนโต๊ะ ถอดแล้วต้องลงมือทำ แต่อาจจะได้เฉพาะน้ำท่วม สึนามิก็ต้องเป็นอีกอย่าง แผ่นดินไหวก็อีกทาง ไฟไหม้ก็ไปอีกทาง ภัยเกิดจากสงคราม ตามแนวชายแดนก็ไปอีกทางหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลอยู่แล้วบ้าง เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ค่อยรู้ หรือบางกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจมาก จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุก่อนถึงจะมีการประกาศ ซึ่งการเทคแอคชั่นเช่นนี้ก็ไม่ได้ ในวันนี้จะนำผลการหารือผู้ว่าฯ สตง.ไปรายงานต่อ ครม.วันที่ 9 ธ.ค.ว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีผู้นำฝ่ายค้านตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงมีการใช้ทหารเข้ามาดูแลพื้นที่ประสบภัยนั้น ตนขอตอบว่าหากท่านเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เป็นรัฐบาล แล้วท่านจะรู้ว่าถ้าเราไม่อาศัยกองทัพ ข้าราชการพลเรือนไม่สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง เช่น การเดินทางลงพื้นที่หาดใหญ่ ต้องขอความร่วมมือจากกองทัพอากาศ เนื่องจากเครื่องบินพาณิชย์ แน่น เต็ม ประกอบกองทัพมีเครื่องมือหนัก มีบุคลากรทุกสาขา ซึ่งจากการลงพื้นที่ จ.สงขลา ของตนในช่วงที่ไม่มีไฟ ทหารใหม่ทั้งหลาย พร้อมเครื่องมือ รถแบ็กโฮ ที่ยังปฏิบัติงานอยู่จนถึง 22.00 น.ยังเก็บขยะอยู่ กองทัพเท่านั้นที่ยังสามารถทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำเป็นกะ เพราะฉะนั้น อย่าไปตั้งข้อสังเกตในเชิงนั้นเลย สร้างสรรค์ แล้วท่านจะเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 บอกกองทัพไม่ได้มีไว้ป้องกันชายแดนหรือประเทศอย่างเดียว แต่เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วย ถึงอย่างไรเมื่อท่านได้เป็นรัฐบาลก็ต้องอาศัยกองทัพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีอายุรัฐบาลเหลือไม่มาก จะไม่มีผลต่อแผนการใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะว่าไม่ได้เป็นการใช้เงิน เป็นร่างข้อตกลงความเข้าใจ รัฐบาลหลังการยุบสภาแล้วยังสามารถทำได้ มติ ครม.ยังศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิม

ทั้งนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังได้เข้าหารือกับ นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมบัญชีกลาง สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการผู้บริหารสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ฯลฯ เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ และแนวทางการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

นายบวรศักดิ์ แถลงว่า ได้มีการประชุมร่วมกับผู้ว่าฯ สตง.รวมถึงเจ้าหน้าที่ สตง.ภาค 15 ทุกจังหวัดผ่านระบบซูม เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจการจ่ายเงินเยียวยาในภาวะฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วมอย่างฉับพลัน ซึ่งจะต้องมีกรณีพิเศษ ในการตรวจสอบจะต้องเป็นไปตามกฎหมายกฎระเบียบ แต่ท้ายที่สุดระเบียบของฝ่ายบริหารกลับทำให้การตรวจสอบเกิดความล่าช้า จึงต้องมาขอความร่วมมือ เช่นระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งอธิบดีกรมบัญชีกลางได้ทำหนังสือแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ขณะที่ ปภ.ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเว้นการทำประชาคมหมู่บ้านก่อนจ่ายเงินเยียวยา ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติแล้ว ฝ่ายบริหารได้รับมาแก้ไข การประชุมหารือครั้งนี้จะขอความร่วมมือผู้ตรวจ สตง.ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ยังคงปฏิบัติตามขั้นตอน ใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว โดยไม่ต้องไปขอเอกสารทางราชการกับประชาชน ขณะที่ประชาชนจำเป็นต้องดำเนินการผูกบัญชีพร้อมเพย์ไว้ให้เรียบร้อย ระบุหมายเลขโทรศัพท์ให้ชัดเจน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ตรวจเอกสารไปตามขั้นตอนให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของ สตง.แต่ไม่ใช่เรื่องการทุจริต ซึ่งจะปล่อยไม่ได้ ทั้งนี้ หากเป็นสิ่งของบริจาคที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคก็สามารถแจกจ่ายให้ได้ตามปกติ แต่หากครุภัณฑ์จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนเลขรับ ดังนั้น อย่ากลัวจนเกร็ง

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่ารัฐบาลจะโอนเงินให้เร็วที่สุด โดยเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาทนั้นจำเป็นต้องมีการรับรองจากแพทย์ถึงสาเหตุการเสียชีวิต ขณะที่ท้องถิ่นก็ออกใบมรณะบัตร และเตรียมเลขพร้อมเพย์ให้พร้อม ที่สำคัญคือ ทายาทที่จะรับเงินเยียวยาจะเป็นใครนั้น ขอให้ทำแบบใบ ปภ.14 ตกลงให้เกิดความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับเงิน ไม่ว่าจะเป็นบุตรหรือคู่สมรส นอกจากนี้ ในอนาคตจะมีการขอความร่วมมือมายัง สตง.และ คตง.จะมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่ใช่ข้อตกลงที่จะทำผิดกฎหมาย เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถมายุ่งเกี่ยวกับองค์กรอิสระได้ รัฐบาลจะขอความร่วมมือวางไว้เป็นแนวทาง เพราะน้ำท่วมไม่ได้เกิดครั้งเดียว และต้องใช้หลักการเดียวกัน จากนี้รัฐบาลจะให้สำนักงานกฤษฎีกา ร่วมกับ ปภ. กรมบัญชีกลาง ยกร่างกรอบความร่วมมือที่ไม่ผูกมัดเสนอมายัง สตง.เพื่อจัดทำเป็นข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน

รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับข้อกฎหมายในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยให้เป็นกรอบหลักการเดียวกันทั่วประเทศ โดยจะมีการหารือกับสำนักงานกฤษฎีกา กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนถึงระเบียบหรือข้อยกเว้นการผ่อนปรนในการตรวจสอบ สตง.เวลาเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ ทั่วประเทศให้เป็นหลักการเดียวกัน แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ระเบียบดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้ เป็นกรอบหลักเกณฑ์เดียวกันในการเบิกงบประมาณโดยไม่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ด้าน นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง.กล่าวว่า ในการตรวจสอบการจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้นั้น ยืนยันว่า สตง.ไม่ได้ยึดเอกสารหลักฐานที่เป็นกระดาษ เช่น ปัจจุบันเรามีมติ ครม. 2 ต.ค.61 ว่าเอกสารที่ทางราชการออกให้กับประชาชน และมีอยู่ในฐานระบบอยู่แล้ว หน่วยราชการจึงไม่จำเป็นต้องขอสำเนาเอกสารรับรองจากประชาชนอีก และหลังจากนั้น ปภ.ก็ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนอีกครั้งในปี 63 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งและท้องถิ่นทุกแห่ง ว่าเอกสารที่ทางราชการออกให้กับประชาชน ราชการไม่จำเป็นต้องใช้สำเนาหรือขอสำเนาจากประชาชน เพราะเอกสารทั้งหมดอยู่ในระบบของทางราชการอยู่แล้ว ทาง สตง.ก็เห็นชอบว่าจะมีการตรวจทางระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ส่วนถ้าไม่มีบ้านเลขที่ต่างๆ นั้น สามารถใช้เป็นเอกสารอื่นๆ ที่สามารถแสดงตัวตนได้ เช่น ใบชำระค่าน้ำ ค่าไฟ การชำระภาษี เป็นต้น โดยเน้นย้ำให้ สตง.ทุกจังหวัดถือแนวปฏิบัติเดียวกัน แค่มีเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เราก็ตรวจได้ และย้ำกับทุกคนว่ากฎหมาย สตง.ฉบับใหม่ มาตรา 95 ระบุว่า กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐบกพร่องไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแต่ไม่มีการทุจริต สตง.ก็ให้คำแนะนำเท่านั้น ไม่มีการตั้งกรรมการสอบวินัย ไม่ดำเนินการทางละเมิดหากจ่ายจริง ดังนั้น ไม่ต้องกลัว ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันนี้กฎระเบียบอาจจะไม่ทันกับสถานการณ์ แต่หากไม่ทุจริตก็ไม่ต้องกังวลใจ สตง.จะแค่ตักเตือนว่าต่อไปควรทำอย่างไร ขณะเดียวกัน นายบวรศักดิ์จะไปดำเนินการต่อในเรื่องของกฎหมาย โดยเสนอ ครม.เพื่อแก้ไขในส่วนนั้น

นายมณเฑียร กล่าวว่า ส่วนกรณีมีรายงานข่าวที่ จ.สงขลา มีการจัดซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาต้นทุนจริงที่อยู่ราว 30 ล้านบาทนั้น เรื่องนี้ตนรับไปตรวจสอบในวันนี้ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงโควิด บางพื้นที่เมื่อเกิดภัยฉุกเฉินการซื้อของต่างๆ ราคาอาจจะไปเทียบกับตลาดออนไลน์คงไม่ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะของบางสิ่งบางอย่างขณะนั้นมีความขาดแคลน แต่ถ้ามีการจัดซื้อแพงจนผิดปกติ จริงๆ ก็ต้องตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งตนจะสั่งการให้ไปตรวจสอบภายในวันนี้

สดุดีทหารกล้า! ‘จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต’พลีชีพปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ

สดุดีทหารกล้า! 'จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต'พลีชีพปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ

สดุดีทหารกล้า! ‘จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต’พลีชีพปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

สดุดีทหารกล้า! ‘จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต’พลีชีพปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า “ขอสดุดีทหารกล้า จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัด ร้อย.ม.(ลว.) 6 พลีชีพปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ หลังถูกทหารเขมรยิxถล่มฐานปฏิบัติการป้อมไทย พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี “

‘อนุทิน’ปลุกใจ ลั่น’หน้าที่เรา รักษาสืบไป’

'อนุทิน'ปลุกใจ ลั่น'หน้าที่เรา รักษาสืบไป'

‘อนุทิน’ปลุกใจ ลั่น’หน้าที่เรา รักษาสืบไป’

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

‘อนุทิน’ปลุกใจ ลั่น’หน้าที่เรา รักษาสืบไป’

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก ระบุว่า “หน้าที่เรา รักษาสืบไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อความดังกล่าวเป็นท่องหนึ่งของเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” ของรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นเพลงปลุกใจที่ทรงพระราชทานเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ทหาร อาสาสมัคร และตำรวจชายแดน

ศาลรธน.ยังไม่นัดวินิจฉัยสถานะ’ทวี-ภูมิธรรม’ สั่งรอความเห็นพยานที่ยังส่งไม่ครบถ้วน

ศาลรธน.ยังไม่นัดวินิจฉัยสถานะ'ทวี-ภูมิธรรม' สั่งรอความเห็นพยานที่ยังส่งไม่ครบถ้วน

ศาลรธน.ยังไม่นัดวินิจฉัยสถานะ’ทวี-ภูมิธรรม’ สั่งรอความเห็นพยานที่ยังส่งไม่ครบถ้วน

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.03 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณาคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

เนื่องจากผู้ถูกร้องทั้งสอง มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยก อำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรม เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย และให้รอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง หรือความเห็นของพยานบุคคลที่ยังส่งไม่ครบถ้วน

ปกป้องอธิปไตยเต็มกำลัง นายกฯลั่น!พร้อมปฏิบัติการทหารทุกกรณี

ปกป้องอธิปไตยเต็มกำลัง นายกฯลั่น!พร้อมปฏิบัติการทหารทุกกรณี

ปกป้องอธิปไตยเต็มกำลัง นายกฯลั่น!พร้อมปฏิบัติการทหารทุกกรณี

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.46 น.

นายกฯแถลงการณ์ ปกป้องอธิปไตย-ความปลอดภัยประชาชนเต็มกำลัง ย้ำไทยไม่ใช่ฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน พร้อมปฏิบัติการทหารทุกกรณีตามความจำเป็นเพื่อบูรณภาพแห่งดินแดน

เมื่อเวลา 12.20 น.วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม , พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. , พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. , พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. , พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านโทรทัศรวมการเฉพาะกิจ ว่า ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิดในทุกระยะ และได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงบูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด

รัฐบาลขอยืนยันว่า ประเทศไทยจะดำรงความมุ่งมั่นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และในวันนี้ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีมติยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือ จะมีปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นๆ ที่มีความจำเป็น

รัฐบาลมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องพี่น้องประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย ที่พักพิง อาหาร น้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ และสวัสดิการที่จำเป็นอย่างเต็มความสามารถ

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก รัฐบาลขอวิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น และมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกเหล่าทัพ และหน่วยงานความมั่นคงทุกระดับ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การปกป้องประเทศชาติและความปลอดภัยของประชาชน คือภารกิจสูงสุดของรัฐบาลและกองทัพไทย ประเทศไทยไม่เคยต้องการเห็นความรุนแรง โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้”

แถลงการณ์’ประชาธิปัตย์’ ย้ำ’ไทย’ต้องไม่ยอมให้ใครล้ำเส้นอธิปไตยของชาติ

แถลงการณ์'ประชาธิปัตย์' ย้ำ'ไทย'ต้องไม่ยอมให้ใครล้ำเส้นอธิปไตยของชาติ

แถลงการณ์’ประชาธิปัตย์’ ย้ำ’ไทย’ต้องไม่ยอมให้ใครล้ำเส้นอธิปไตยของชาติ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.44 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์ เรื่อง สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเนื้อหาดังนี้

พรรคประชาธิปัตย์ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญเสียทุกคนที่เกิดขึ้นจากการปะทะในครั้งนี้ และขอแสดงความห่วงกังวลอย่างลึกซึ้งต่อสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและดินแดนของไทยอันเป็นสมบัติของแผ่นดิน

พรรคประชาธิปัตย์ ขอย้ำว่า ดินแดนไทยคือศักดิ์ศรีของชาติ และการปกป้องอธิปไตยคือภารกิจที่เราต้องยืนหยัดร่วมกันเหนือความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอแนวทางสำคัญต่อรัฐบาล ดังนี้

1.สนับสนุนกองทัพไทยเต็มกำลัง เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

พรรคประชาธิปัตย์ขอให้กำลังใจกองทัพไทยและเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดแนวชายแดน พวกเขาคือกำแพงสุดท้ายของประเทศที่ปกป้องชีวิตประชาชนและผืนแผ่นดินของเรา พรรคยืนยันว่า รัฐบาลต้องสนับสนุนทรัพยากร ข้อมูล และกลไกทุกด้านแก่กองทัพอย่างเต็มที่และไม่ล่าช้า

2.ขอให้ประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับการอพยพอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง พรรคขอให้พี่น้องประชาชนฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐและกองทัพอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพราะชีวิตของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐต้องคุ้มครอง

3.หากหลีกเลี่ยงการปะทะไม่ได้ รัฐบาลต้องใช้การทูตปกป้อง “สิทธิของไทย” และสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพ

ในกรณีที่สถานการณ์จำเป็นต้องมีการปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันตนเอง กระทรวงการต่างประเทศต้องทำงานคู่ขนานกับกองทัพทันที ใช้ทุกเวทีระหว่างประเทศเพื่อยืนยันว่า ไทยมีสิทธิ์ในการปกป้องดินแดนของตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดนำสถานการณ์ไปบิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเสียเปรียบบนเวทีโลก

พรรคประชาธิปัตย์ ขอย้ำว่า ไทยต้องยึดมั่นในหลักสันติวิธี แต่ต้องไม่ยอมให้ใครล้ำเส้นอธิปไตยของชาติ หรือใช้สถานการณ์เพื่อสร้างข้อเท็จจริงเชิงการเมืองที่ทำลายผลประโยชน์ของไทยในระยะยาว

พรรคประชาธิปัตย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยและกัมพูชาจะหาทางออกโดยสันติได้ในเร็ววัน แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์จะยืนเคียงข้างประชาชน ชาติไทย และผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของเราอย่างถึงที่สุด

#พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

– 006

เปิดไทม์ไลน์ ชั่วโมงต่อชั่วโมง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เดือดต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

เปิดไทม์ไลน์ ชั่วโมงต่อชั่วโมง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เดือดต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

เปิดไทม์ไลน์ ชั่วโมงต่อชั่วโมง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เดือดต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.26 น.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเดือดต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวานนี้ ทางกัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีที่บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ “แนวหน้าออนไลน์” พาไปย้อนรอยเหตุการณ์ 2 วันที่ผานมา

7 ธันวาคม 2568

14.15 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณ ภูผาเหล็ก –พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายไทยจำเป็นต้องยิงตอบโต้ ปะทะกันต่อเนื่องจนถึงเวลา 14.50 น.

ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย

1.ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6พัน.6)ถูกยิงที่ขา

2.พลฯพรชัย จำปาจุม(ร.6พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะหน้าอกมีรอยฟกช้ำ แน่นหน้าอก)

22.00 น. ตรวจพบการเคลื่อนย้าย รถถังT-55 ของกัมพูชาเข้าพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย พร้อมอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน

23.00 น.  ทหารกัมพูชา เตรียมความพร้อมสู้รบขั้นสูงสุด จากกรณีปะทะที่พลาญหินแปดก้อน และยังเตรียมความพร้อมรบตลอดแนวชายแดน มีการสร้างที่กำบังเพิ่มเติม,เสริมความแข็งแรงที่มั่น,ค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่รับผิดชอบ,ลำเลียงกับระเบิดเก็บในที่กำบัง,ปิดโทรศัพท์มือถือ และเตรียมการต้อนรับผู้บังคับบัญชาที่จะเข้ามาบัญชาการรบ รวมทั้งยังเฝ้าตรวจการปฏิบัติของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้รถถัง,Drone และการทำถนนบริเวณหน้าแนว

8 ธันวาคม 2568

00.00 น. พบการเคลื่อนย้ายเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง RM-70  ของกัมพูชา เข้าพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร พร้อมอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน

01.00 น. พบการเคลื่อนย้ายเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และ Type-90B ของกัมพูชา เข้าพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย พร้อมอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน

03.00 น. ปรากฏภาพข่าวกัมพูชากำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุนมายังฝั่งไทยในพื้นที่ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ / โรงพยาบาลปราสาท จ.สุรินทร์

03.25 น. ตรวจพบทหารกัมพูชาสั่งการให้กำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุน เล็งมาในพื้นที่บ้านกระชายน้อย ต.ปราสาท อ.บ้านด่าน ห่างท่าอากาศยานบุรีรัมย์ประมาณ 13 กิโลเมตร และบ้านจรูกแขวะ ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ห่างจากชายแดน 31 กิโลเมตร

05.00 น. กัมพูชายิงใส่แนววางกำลังทหารไทยในพื้นที่ช่องอานม้า/ ฝ่ายไทยยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ

06.00 น. กัมพูชาระดมยิงอาวุธวิถีโค้งใส่ในพื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายไทยยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ

07.00  น. กองทัพบกได้รับรายงานว่าในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ฐานอนุพงศ์ถูกโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 4 นาย

08.30 น. กัมพูชา ทำการยิงด้วย BM21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย บ้านสายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ขณะที่กองทัพภาคที่2 ระบุว่า มีการปะทะกันอยู่ในพื้นที่ช่องอานม้า เนิน677 ห้วยตามาเรีย พื้นที่คนา ปราสาทตาเมือน

09.00 น. โฆษกกองทัพอากาศ แถลงชี้แจงปฏิบัติการของกองทัพอากาศต่อเป้าหมายทางทหารในกัมพูชา ระบุว่าข้อมูลทางยุทธการพบการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์หนัก การจัดกำลังรบ และการเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายวงของปฏิบัติการทางทหารในลักษณะที่คุกคามเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทย จึงนำไปสู่การใช้กำลังทางอากาศ เพื่อยับยั้ง และลดศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในระดับที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ขณะที่โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า อาคารที่ถูกโจมตีทางอากาศเป็นสถานที่บังคับการอากาศยานไร้คนขับของกัมพูชา

09.20 น. กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่ข่าว “กระเช้าเนิน 350” ทางด้านทิศตะวันตกปราสาทตาควาย ถูกทำลายแล้ว

ขอบคุณภาพจาก : Army Military Force

‘เอม-โอ๊ค’เข้าเยี่ยม‘ทักษิณ’ ราชทัณฑ์แย้มช่วง มี.ค.69 อาจเข้าเกณฑ์พิจารณา‘พักโทษ’

‘เอม-โอ๊ค’เข้าเยี่ยม‘ทักษิณ’ ราชทัณฑ์แย้มช่วง มี.ค.69 อาจเข้าเกณฑ์พิจารณา‘พักโทษ’

‘เอม-โอ๊ค’เข้าเยี่ยม‘ทักษิณ’ ราชทัณฑ์แย้มช่วง มี.ค.69 อาจเข้าเกณฑ์พิจารณา‘พักโทษ’

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

‘เอม พินทองทา’พร้อมสามี-‘โอ๊ค พานทองแท้’กับภรรยา เข้าเรือนจำฯเยี่ยม‘ทักษิณ’หลังคุมขังครบ 3 เดือน ด้าน‘กรมราชทัณฑ์’เผย‘ทักษิณ’ยังคงสถานะ‘นักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง’ยังไม่ได้ปรับเลื่อนชั้นเป็น‘นักโทษเด็ดขาดชั้นดี’ เหตุเรือนจำฯยังไม่ได้สรุปรายชื่อผู้ต้องขังที่ได้รับพิจารณาปรับเลื่อนชั้นมายังกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์ แย้ม‘ทักษิณ’อาจได้รับพิจารณา‘พักโทษทั่วไป’ช่วงมี.ค.69 เนื่องจากคุมขังครบ 6 เดือน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงาม วงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ มหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในวันนี้ถือเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 23 หลังคุมขังมาแล้วเป็นระยะเวลา 2 เดือน 29 วัน โดยสมาชิกครอบครัวที่เป็นตัวแทนเดินทางมาเยี่ยมในครั้งนี้ คือ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ ชินวัตร นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ  ภรรยาของนายพานทองแท้  พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ โดยยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าการเข้าเยี่ยมญาตินายทักษิณในวันนี้ ค่อนข้างเป็นที่สนใจของสื่อมวลชน เนื่องด้วย ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต และผู้ลี้ภัยทางการเมือง ได้มีการโพสต์รูปภาพและข้อความบนบัญชีเฟสบุ๊คของตนเอง ซึ่งภาพดังกล่าวนั้น ปรากฏในส่วนของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้ถ่ายรูปร่วมกันกับนายลลิต โมดิ โดยอ้างว่านายลลิต คือ อดีตผู้บริหารระดับสูงของวงการคริกเก็ตอินเดียที่ถูกศาลอินเดียออกหมายจับในข้อหาเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินในการจัดการสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันคริกเก็ต อินเดียนพรีเมียร์ลีก(IPL) และตอนนี้ คือ ผู้ลี้ภัยจากอินเดียและอังกฤษ ซึ่งทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดนายทักษิณ ชินวัตร ส่วนใหญ่จึงมีสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีอาญาหรือถูกคว่ำบาตรทางการเงิน

นอกจากนี้ มีรายงานข่าวเพิ่มเติมจากกรมราชทัณฑ์ ว่านายทักษิณ ชินวัตร ปัจจุบันยังเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง ยังไม่ได้เลื่อนปรับเป็นชั้นดี เนื่องด้วยกระบวนการของระดับเรือนจำฯยังไม่ได้มีการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังเสนอปรับเลื่อนชั้นไปยังส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ จึงยังคงชั้นกลางดังเดิม ขณะที่กรอบเวลาการได้รับการพิจารณาพักโทษกรณีทั่วไปนั้น นายทักษิณ จะต้องถูกคุมขังเป็นระยะเวลา 6 เดือนก่อน จึงจะผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษ ซึ่งจะตรงกับช่วงเดือน มี.ค.69 เนื่องจากเงื่อนไขหลักในการขอพักโทษ ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ระบุว่า ระยะเวลาที่ต้องรับโทษ ต้องได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก 30 นาที น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ เปิดเผย ว่าคุณพ่อตอนนี้ก็ครบ 3 เดือนแล้ว แต่ทราบว่าสุขภาพคุณพ่อก็มีความดันสูง ซึ่งในฐานะลูกก็ห่วงทุกวัน

เมื่อสื่อมวลชนพยายามสอบถามถึงกรณีที่ ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต และผู้ลี้ภัยทางการเมือง ได้มีการโพสต์เฟสบุ๊ก โดยมีภาพนายทักษิณ  ที่ถ่ายรูปร่วมกับนายลลิต โมดิ นั้น ปรากฏว่า น.ส.พินทองทา และนายณัฐพงศ์ สามีรวมทั้งนายพานทองแท้  ซึ่งปรากฏว่าทุกคนไม่ได้ตอบผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด ก่อนที่จะเดินขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคลกลับออกไปทันที ตลอดจน

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ภายหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการเยี่ยมลูกความ ก็ได้เดินออกจากพื้นที่เรือนจำฯ โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด

‘พุทธิพงษ์’ลั่นศึกชายแดน อย่าเสียเวลาเปลืองกระดาษ รอบนี้เด็กเกเรต้องให้หลาบจำ

‘พุทธิพงษ์’ลั่นศึกชายแดน อย่าเสียเวลาเปลืองกระดาษ รอบนี้เด็กเกเรต้องให้หลาบจำ

‘พุทธิพงษ์’ลั่นศึกชายแดน อย่าเสียเวลาเปลืองกระดาษ รอบนี้เด็กเกเรต้องให้หลาบจำ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.17 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความจริงที่มีหนึ่งเดียว…

หลังข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งมีพยานรับทราบเปิดเผย หลังจากวันนั้นไม่ถึงวัน เสียงป. ก็ยังไม่หยุด ตามมาด้วยการวางกับดักทุ่นร.บ. มาตลอดจนทหารบาดเจ็บ เสียขา เมื่อวานก็เปิดด้วยย.ใส่เราก่อนอีก พอบ่ายแถลงข่าวว่าโดนก่อน ถูกรุกราน ถูกรังแกก่อน คิดหรือว่าคนอื่นเค้าจะไม่รู้ทัน วันนี้จัดไปไม่ต้องเสียเวลา เปลืองกระดาษเขียนร้องเรียน ทำตามหน้าที่ปกป้องแผ่นดินของเรา เด็กเกเรต้องให้หลาบจำ…

สถานีต่อไป…?
#ให้มันจบในรุ่นเรา
#ทหารมีไว้ทำไมรู้ยัง

‘บิ๊กป้อม’ห่วงใย! เหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งช่วยเหลือ ปชช.เต็มที่

'บิ๊กป้อม'ห่วงใย! เหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งช่วยเหลือ ปชช.เต็มที่

‘บิ๊กป้อม’ห่วงใย! เหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งช่วยเหลือ ปชช.เต็มที่

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

“บิ๊กป้อม”ห่วงใย! เหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา มอบ”ตรีนุช-ทีมงานพลังประชารัฐ”เร่งประสานหน่วยงานราชการช่วยเหลือประชาชนเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ห่วงใยสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมให้ทีมงานพรรคประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนให้การดูแลประชาชน หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างกำลังทหารสองฝ่าย ส่งผลให้ฝ่ายไทยมีทหารเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 2 นาย สถานการณ์ยังคงตึงเครียดในหลายพื้นที่

พล.อ.ประวิตร ได้แสดงความห่วงใยต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมมอบหมายให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประสานทุกฝ่ายในภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ที่ต้องอพยพเป็นไปอย่างรวดเร็วและครบถ้วน

“ประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือประสานผ่านพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้ส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที”

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มาตั้งแต่เหตุปะทะครั้งก่อน โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นประธาน จึงมีความพร้อมในการประสานงานและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ล่าสุดอย่างต่อเนื่อง