‘ชัยวุฒิ’จ่อเปิดตัว’พรรครักชาติ’ นั่งหัวหน้าพรรค-ลง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1

'ชัยวุฒิ'จ่อเปิดตัว'พรรครักชาติ' นั่งหัวหน้าพรรค-ลง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1

‘ชัยวุฒิ’จ่อเปิดตัว’พรรครักชาติ’ นั่งหัวหน้าพรรค-ลง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ ในชื่อ “พรรครักชาติ” ในวันพุธที่ 10 ธ.ค.นี้ เวลา 13.00 น.ที่สามย่านมิตรทาวน์ (ลานด้านหน้าทิมฮอร์ตันส์) โดยจะมีอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงานเปิดตัวครั้งนี้ด้วย อาทิ ขิง ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร อดีตผู้ประกวดมิสยูนิเวอร์ส, โฟล์ค ฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว นักแสดง, กอล์ฟ ทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าว และ ลูกกอล์ฟ ฐิติพันธุ์ เกยานนท์ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นายชัยวุฒิ จะนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค และจะเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรค

– 006

ปรากฏการณ์ใหม่! ‘ประชาธิปัตย์ กทม.’ผู้สนใจเสนอตัวกว่า 150 คน 33 เขต เตรียมเปิดโชว์วิสัยทัศน์

ปรากฏการณ์ใหม่! ‘ประชาธิปัตย์ กทม.’ผู้สนใจเสนอตัวกว่า 150 คน 33 เขต เตรียมเปิดโชว์วิสัยทัศน์

ปรากฏการณ์ใหม่! ‘ประชาธิปัตย์ กทม.’ผู้สนใจเสนอตัวกว่า 150 คน 33 เขต เตรียมเปิดโชว์วิสัยทัศน์

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.49 น.

ปรากฏการณ์ใหม่! ‘ประชาธิปัตย์ กทม.’ผู้สนใจเสนอตัวกว่า 150 คน แห่ลงสมัครคัดเลือกเป็นตัวจริง หวังเป็นตัวแทนใน 33 เขตกทม. ภายใต้แคมเปญ‘สส.ที่ดีคุณเองก็เป็นได้นะ’ เผยนัดแรกเปิดโอกาสผู้สมัครแสดงความคิดเห็นเพื่อคนกรุงเทพฯ-คนไทยทุกคน

8 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เมอร์เคียว มักกะสัน พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้แคมเปญ  สส.ที่ดี…”คุณเองก็เป็นได้นะ” ได้จัดงาน First Meet Bangkok ขึ้นเมื่อวันที่ 7ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ด้านนโยบายภาพรวม นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน มาร่วมเปิดงาน First Meet Bangkok ก้าวแรก นัดเปิดสนาม จุดพลังไอเดีย เป้าหมายเพื่อคนกรุงเทพฯและคนไทยทุกคน

นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากเปิดตัวแคมเปญ – สส.ที่ดี…”คุณเองก็เป็นได้นะ” ปรากฏมีผู้สนใจเข้ามาสมัครมากกว่า 150 คน เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 33 เขตในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่มีบุคคลให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และเกินความคาดหมายของตนเองด้วย

“พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดรับผู้สนใจในแคมเปญนี้และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกระแสตอบรับดีมาก ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีใจรักและมีความมุ่งมั่น เพราะมีความรู้ทางวิชาการจริงๆ หวังนำองค์ความรู้เหล่านี้ ที่แต่ละบุคคลมีประสบการณ์ มาช่วยและร่วมกันพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศ” นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ครั้งนี้เป็น First Meet หรือเป็นการนัดพบกันครั้งแรกของบรรดาผู้สนใจสมัคร เพื่อเป็นการระดมสมอง ระดมความคิด เพราะเชื่อว่าทุกคนที่มาร่วมกันในครั้งนี้ ต่างมาด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจสุจริต และอยากจะเห็นการเมืองสุจริตภายใต้พรรคประชาธิปัตย์เหมือนๆ กัน ซึ่งการมาพบกันรอบนี้ ไม่ได้จบเพียงครั้งนี้ แต่เรายังมีการระดมความคิดอย่างนี้อีกในครั้งถัดไป เพื่อนำไอเดียที่เกี่ยวกับกรุงเทพฯ และประเทศ มาออกแบบในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน

“ทุกท่านที่เข้ามาสมัครเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคใน 33 เขตกทม. ต่างถือว่าเราเป็นครอบครัวประชาธิปัตย์ ที่สามารถเข้ามาช่วยระดมสมองในการพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศไปพร้อมกันได้” นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวเสริมว่าหลังจากการพบกันครั้งแรกของผู้สมัครในวันนี้แล้ว ในวันที่ 15-16 ธันวาคมที่จะถึง จะมีการสัมภาษณ์รายบุคคล และพิจารณาจากข้อมูลส่วนตัวแต่ละท่าน ให้กรรมการคัดสรร และเสนอคณะกรรมการบริหาร เพื่อขอมติเลือกผู้เหมาะสมในวันที่ 24 ธันวาคม 2568

“ขอให้มั่นใจว่ากระบวนการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส.เขตกทม. ของพรรคประชาธิปัตย์มีครบถ้วนทุกกระบวนการตามกฎหมาย และความชอบธรรม” นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวอีกว่า ตนเองก็เป็นเหมือนทุกคน เพราะครั้งแรกที่ตนเดินเข้ามาในพรรคปี 2550 ตนไม่รู้จักท่านอภิสิทธิ์ ท่านกรณ์เลย แต่พรรคก็ให้โอกาสตน จนมีพื้นที่และมีการทำงานทางการเมืองมาจนถึงวันนี้ และขอให้ทุกคนมั่นใจในกระบวนการของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเราทุกคนในวันนี้จะเปลี่ยนให้กรุงเทพมหานคร เป็นกรุงเทพฯฟ้าใหม่ ไปด้วยกัน

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวขอบคุณผู้สมัครทุกๆ คน ที่อาสาตัวเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคประชาธิปัตย์ และอยากให้ทุกท่านทราบว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้ ถือเป็นสิ่งใหม่ ที่เราไม่ได้ทำมาก่อน

“ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าในอดีตไม่มีกระบวนการ หรืออะไร แต่ต้องบอกว่าในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันและสถานภาพของพรรคในวันนี้ มันเหมือนเป็นเหตุการณ์พิเศษ เพราะสมัยผมลงเลือกตั้งครั้งแรกปี 2535 ในยุคนั้นนอกจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดแล้ว ยังมีโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งพอสมควร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังเล่าอีกว่า ตอนที่ตนเองอายุ 27 ปี ตนมีความตั้งใจอยากทำงานการเมือง ตนก็ขอลงสมัครเลือกตั้ง แต่ก่อนหน้านั้นตนได้เข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัคร ในสมัยที่ท่านพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นผู้ติดตามท่านอดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ซึ่งในช่วงนั้นท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

“แม้ช่วงหนึ่งผมจะทำงานกับทั้ง 2  ท่าน แต่พอถึงเวลาจริงๆ เมื่อสมัครเข้ามาเพื่อลงเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งหนึ่งในสมัยนั้น ซึ่งเป็นเขตใหญ่ โดยมีท่านอาจารย์มารุต บุนนาค เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งท่านบอกกับหัวหน้าชวน ในขณะนั้นว่าไม่รับคนมีอายุน้อย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ เล่าอีกว่า แต่ในเขตติดกัน ดร.เจริญ คันธวงศ์ ท่านโทรมาหาและสนใจคนหนุ่มที่เป็นอาจารย์ อยากให้มาลงสมัครเหมือนกัน ก็เรียกตนไป ตนก็คิดว่าจะได้ลงสมัคร

“โดยท่านบอกผมว่า ท่านก็ชอบแต่ท่านก็ช่วยอะไรผมไม่ได้ โดยผมต้องช่วยตัวเอง และได้ส่งผมไปสาขา ผมก็ต้องเดินทางไปสาขา เพราะจะมีกรรมการสาขา สัมภาษณ์ผมเสร็จบอกว่าพูดจาใช้ได้ และให้ไปลงพื้นที่ หนึ่งถึงสองสัปดาห์ เพื่อดูว่าการทำงานหาเสียงเข้ากับชาวบ้านได้หรือไม่ จนกระทั่งสุดท้ายผมถึงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.ในพรรคประชาธิปัตย์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ บอกว่าที่ตนเล่ามาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่จริงๆ แล้ว เปิดโอกาสให้กับทุกคนและหลีกเลี่ยงการที่จะใช้ระบบอุปถัมภ์ เส้นสาย ซึ่งไม่ได้บอกว่าเราทำได้สมบูรณ์ หรือดีมาโดยตลอด เพราะบางช่วงบางยุคเราก็ถูกมองว่าอาจจะละทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปส่วนหนึ่ง แต่วันนี้เป็นโอกาสดี พรรคเรากำลังเริ่มต้นใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่ทางพรรคได้ตัดสินใจเปิดกว้าง และพวกเราได้มีโอกาสนำเสนอตัวเอง แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องทำตามกฎหมายในเรื่องของการส่งให้สาขาเป็นผู้ให้ความเห็นต่อผู้สมัคร ก่อนที่จะกลับเข้ามาคัดสรรในคณะกรรมการสรรหา และจบที่คณะกรรมการบริหารพรรค

“หลังจากที่ทุกคน ได้รับฟังความชัดเจนในขบวนการคัดเลือก แต่ทุกคนก็ยังยืนหยัด เพราะผู้สนใจมาสมัครในครั้งนี้มากกว่า 150 คน แต่มีแค่ 33 เขต ซึ่งก็จะมีคนที่ไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้งมากกว่าคนที่ได้ลงสมัคร แต่ผมก็ขอย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ทำงานการเมือง หรือจะไม่ได้รับโอกาสหรือจะไม่ได้มีส่วนช่วยในการทำงานให้กับพรรคประชาธิปัตย์ให้กับประเทศ แต่ผมยืนยันได้ว่าคณะกรรมการทุกคนจะพยายามทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมที่สุด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังเน้นย้ำว่า ตนขอยืนยันถ้าพวกเรามีความตั้งใจทำงานการเมืองตามอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เราไม่ทิ้งกัน และเราจะเดินไปด้วยกันและหาบทบาทหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมและหวังว่าพวกเราจะได้ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานด้วยกันกับประชาชนต่อไป

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ตนอยู่พรรคประชาธิปัตย์มาและออกจากพรรคและกลับเข้ามาครั้งนี้ กิจกรรมแบบนี้ไม่เคยมีการจัดมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้รวมตัวสำหรับผู้ที่ประสงค์จะลงสมัครในกรุงเทพฯในจำนวนที่มากขนาดนี้ และเป็นจังหวะเดียวกับเราอยู่ในช่วงของการสร้างพรรคขึ้นมาใหม่ และต้องการสื่อสารให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจวัตถุประสงค์ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าตั้งใจที่จะทำอะไรให้ประชาชน ให้กับบ้านเมือง

“ผมอยากบอกว่าจังหวะชีวิตการเมืองของแต่ละคนไม่ได้ต้องเหมือนกัน และไม่มีสูตรสำเร็จ ผมคิดว่าพื้นฐานที่ต้องมีอันดับแรก คือต้องมีจิตสาธารณะ เราต้องมีความรู้สึกอยากจะทำอะไรบางอย่างให้กับคนอื่น ให้กับสังคม” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ ย้ำว่าที่ตนเข้ามาสู่การเมืองตอนนั้น ตนมีเพียงความรู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ช่วยได้ และมีความมั่นใจว่าสิ่งที่ตนสะสมมา 20 ปี ของการทำงานก่อนที่จะมาเป็นผู้สมัครคือความรู้ เรื่องเศรษฐกิจเรื่องการเงิน ในมุมอุตสาหกรรมประเทศไทยยังขาดอะไรบ้าง และต้องการอะไรซึ่งคิดว่าถึงจังหวะที่เราต้องเข้ามาช่วย

“ช่วงนั้นผมคิดว่าทำไมเราต้องรอพึ่งคนอื่น เรามีความพร้อมที่จะช่วยและมีความสามารถในการที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้นผมคิดแค่นั้น หลังจากเข้ามา ผมได้เริ่มสัมผัสและรับรู้ถึงประเด็นความเดือดร้อน ความเจ็บปวด ความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งสำหรับตัวเองแล้วถือว่าตัดสินใจถูก เพราะวินาทีนั้นทำให้เราซึมซับโดยไม่รู้ตัวว่าประชาชน คือผู้ให้โอกาสเราและคือเจ้านายที่แท้จริงของเรา” 

“อะไรที่เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นสิ่งที่เราอยากทำสุดท้าย ก็คือชีวิตที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน ที่ฝากความหวังไว้กับเรา นี่คือกระบวนการของการเป็นผู้แทนและผู้สมัคร”

ท้ายนี้ นายกรณ์ กล่าวแสดงความยินดีที่ผู้สมัครทุกท่านที่ได้ตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นนักการเมือง และดีใจที่ทุกท่านเลือกพรรคประชาธิปัตย์

ปปช.ฟัน’จิรพงษ์’ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ปมถือครองที่ดิน สปก.

ปปช.ฟัน'จิรพงษ์' ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ปมถือครองที่ดิน สปก.

ปปช.ฟัน’จิรพงษ์’ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ปมถือครองที่ดิน สปก.

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.43 น.

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด”จิรพงษ์” ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ปมถือครองที่ดิน สปก.4-01 ตราด กว่า 49 ไร่ หลังได้รับเลือกตั้ง เจ้าตัวยังเพิกเฉยไม่แจ้งสละสิทธิการครอบครองที่ดิน หรือส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้ ส.ป.ก. จึงเข้าข่ายผิดจริยธรรมนักการเมือง

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีถือครองที่ดินตามหลักฐานหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ข) เลขที่ 2443 แปลงเลขที่ 2 กลุ่มที่ 2052 ตำบลหนองบอน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เนื้อที่ประมาณ 49-1-59 ไร่

ซึ่งจากการไต่สวนปรากฏว่า นายจิรพงษ์ ได้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ข) เลขที่ 2443 แปลงเลขที่ 2 กลุ่มที่ 2052 ตำบลหนองบอน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เนื้อที่ประมาณ 49-1-59 ไร่ ออกให้ ณ วันที่ 4 ก.ค.2544 และภายหลังจากที่นายจิรพงษ์ได้รับเลือกเป็น สส.และเข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 มีผลใช้บังคับแล้ว นายจิรพงษ์ ก็ยังคงยึดถือครอบครอง และแสวงหาประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกต้นและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นยางพาราเรื่อยมา ทั้งที่ทราบดีว่าคุณสมบัติในการได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้นหมดสิ้นไป เนื่องจากตนไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และมีรายได้ประจำจากเงินเดือนและค่าตอบแทนเพียงพอแก่การยังชีพอยู่แล้ว

ทั้งนี้ การที่นายจิรพงษ์ เพิกเฉยไม่แจ้งสละสิทธิการครอบครองที่ดิน หรือส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงมิให้ที่ดินที่ตนครอบครองเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน เพื่อนำที่ดินไปจัดสรรให้กับเกษตรกรหรือผู้มีสิทธิตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์การดำรงตำแหน่ง สส.

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลความผิดนายจิรพงษ์ กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พร้อมเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายจิรพงษ์ ได้ไปร่วมงาน “รวมพลคน อสม.บางศรีเมือง พบเพื่อไทย” พร้อมกับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นการเปิดตัวลงสมัคร สส.เขต 2 นนทบุรี ที่วัดสลักใต้ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

เอาให้จบ! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ฮึ่ม! รอบนี้อย่าเจรจา รบรุกรวดเร็ว ทำลายศักยภาพให้สิ้นซาก

เอาให้จบ! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ฮึ่ม! รอบนี้อย่าเจรจา รบรุกรวดเร็ว ทำลายศักยภาพให้สิ้นซาก

เอาให้จบ! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ฮึ่ม! รอบนี้อย่าเจรจา รบรุกรวดเร็ว ทำลายศักยภาพให้สิ้นซาก

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.00 น.

เอาให้จบ! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ฮึ่ม! รอบนี้อย่าเจรจา รบรุกรวดเร็ว ทำลายศักยภาพให้สิ้นซาก

8 ธันวาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า “ตั้งวอร์รูมยัง สถานการณ์ชายแดนกัมพูชาตอนนี้ นายกต้องอยู่สั่งบัญชาการจากวอร์รูม ไม่ใช่ลงพื้นที่สู้รบให้เป็นที่เกะกะ”

“ฝ่ายทหารมี​ TOC. ประสานการปฏิบัติทางทหาร รอบนี้ต้องเอาให้จบ​ อย่าเจรจา การรบรอบนี้​ ต้องรบรุกรวดเร็ว ทำลายศักยภาพให้สิ้นซาก จะได้ไม่เป็นภัยต่อไปในวันหน้า ถ้ายังเน้นเจรจา​ ลาออกเถอะ”

ส่องปัจจัยเสื่อม’ตระกูลฮุน’ ก่อนเปิดสงครามกับไทย รอบ 2

ส่องปัจจัยเสื่อม'ตระกูลฮุน' ก่อนเปิดสงครามกับไทย รอบ 2

ส่องปัจจัยเสื่อม’ตระกูลฮุน’ ก่อนเปิดสงครามกับไทย รอบ 2

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.52 น.

การที่ “ผู้นำกัมพูชา” ตัดสินใจเปิดฉากสงครามรอบที่ 2 กับประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามดิ้นรนเพื่อรักษาสถานะในการครองอำนาจของ “ตระกูลฮุน” เอาไว้ ท่ามกลางเหตุปัจจัยหลายอย่างที่รุมเร้า ทั้งภายในและภายนอก ทำให้ “ตระกูลฮุน” ไม่มีทางเลือกมากนัก การก่อสงครามเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม และสร้างศัตรูร่วม ให้คนในชาติตัวเองลืมปัญหาอื่นๆ หันมาสนใจแต่เรื่องการเอาชนะสงคราม จึงเป็นลูกไม้เดิมๆ ที่ผู้นำทั่วโลกที่ล้มเหลวในการปกครองใช้กัน เรามาดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอำนาจของ “ตระกูลฮุน” ใกล้ล่มสลายแล้ว

1.วิกฤตเศรษฐกิจ และความอดอยากของประชาชน

แรงกดดันที่สำคัญที่สุดมาจากระดับรากหญ้า ประชาชนกัมพูชาจำนวนมากเริ่มประสบภาวะยากลำบากในการดำรงชีพ เนื่องจาก :

* ผลจากการปิดด่านของไทย ทำให้ผลผลิตเกษตรไม่สามารถส่งออกมาไทยได้ ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ ขณะเดียวกัน สินค้าอุปโภคบริโภคที่เคยนำเข้าจากไทย ก็ไม่สามารถนำเข้ามาได้ ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนและราคาสินค้าสูงขึ้น

* การหดหายของรายได้จากแรงงานต่างประเทศ : แรงงานกัมพูชาในไทย (และประเทศอื่นๆ) เดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้รายได้ที่เคยหล่อเลี้ยงครอบครัวในกัมพูชาลดลงสู่ศูนย์ ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างรุนแรง

2.ช่องโหว่ทางการเงินและการถูกคว่ำบาตรระดับโลก

ระบบการเงินที่เคยหมุนเวียนอย่างมหาศาลจากแหล่งรายได้ที่ไม่โปร่งใสกำลังเหือดแห้ง และถูกซ้ำเติมด้วยมาตรการจากนานาชาติ :

* รายได้จากธุรกิจสีเทาหดหาย : รายได้มหาศาลที่เคยหมุนเวียนจากกลุ่มจีนเทา และเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เริ่มลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

* การโดนยึดและอายัดทรัพย์สิน : การดำเนินการนี้เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกา และกำลังขยายไปยังเขตอำนาจอื่นๆ ทั่วโลก การงดทำธุรกรรมกับเครือข่ายอำนาจ ส่งผลให้ระบบหมุนเวียนเงินภายในประเทศเกิดภาวะช็อก เนื่องจากเงินทุนสำรองและเงินทุนหมุนเวียนไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้

3.การถูกโดดเดี่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน

กัมพูชากำลังเผชิญกับแรงกดดันทางยุทธศาสตร์จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการควบคุมพื้นที่ชายแดน :

* ไทย : มีการปิดด่านการค้าชายแดน หรือจำกัดการเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้คน

* ลาว : มีการเพิ่มกำลังพลตามแนวชายแดน เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจหรือเตรียมรับมือกับความไม่สงบ

* เวียดนาม : มีการปิดเส้นทางออกทางคลอง หรือทางน้ำสำคัญ ซึ่งเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

4.ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจไม่มั่นคงเหมือนเดิม

กลยุทธ์การทิ้งจีนเพื่อหันไปหาความสนับสนุนจากสหรัฐฯ ไม่เป็นผลสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ :

* จีนลดบทบาท : จีนเริ่มทยอยลดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการลง เนื่องจากกัมพูชาพยายามถอยห่างจากอิทธิพลของจีน

* ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากจีน : พ่อค้าชาวจีนและเวียดนามยังคงนำเข้าสินค้าจีนที่ราคาสูงเข้าสู่ตลาดกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน และทำให้ชนชั้นสูงชาวเขมรเริ่มรับรู้สัญญาณความเสี่ยง นำไปสู่การเร่ง กอบโกยทรัพยากรจากประชาชน ก่อนที่สถานการณ์จะวิกฤต

5.การพ่ายแพ้ในเวทีระดับภูมิภาคและโลก

กัมพูชาไม่ได้รับการสนับสนุนตามที่ต้องการในประเด็นสำคัญ และเริ่มถูกกีดกันในเวทีโลก :

* กรณีคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) : สหรัฐฯ ไม่คล้อยตาม ในกรณีวินกรุ๊ป (Win Group) ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าตระกูลฮุนอยู่เบื้องหลัง ทำให้ความพยายามในการสร้างฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดจีนต้องชะงักลง

* การสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม : มีการกลับลำเพื่อผลักดัน สมรังสี ให้เป็นรัฐบาลพลัดถิ่น (Government-in-Exile)

* การสูญเสีย “ไม้กันหมา” ในอาเซียน : อันวา อิบราฮิม ประธานอาเซียน ที่มีท่าทีเป็นมิตร จะหมดอำนาจลงในวันที่ 31 มกราคม ส่งผลให้กัมพูชาขาดผู้สนับสนุนคนสำคัญในเวทีภูมิภาค

* ท่าทีของประธานอาเซียนคนต่อไป : ฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเป็นประธานอาเซียนคนต่อไป ไม่พอใจอย่างมาก ต่อกรณีที่แรงงานฟิลิปปินส์ถูกหลอกไปทำงานในคอลเซ็นเตอร์ และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

* การถูกเมินในเวทีโลก : กัมพูชากลายเป็นชาติที่ไม่มีใครอยากรับฟังคำแก้ตัวในเวทีระหว่างประเทศ โดยมีเหตุการณ์ที่ตัวแทนกัมพูชาถูกปิดไมค์กลางอากาศในสองเวทีสำคัญ

ด้วยปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเงิน และการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้สถานะของ “ตระกูลฮุน” กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงอย่างยิ่ง หนทางเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่และมีศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ได้ คือ การปลุกกระแสชาตินิยมและการสร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาภายใน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากแรงกดดันทั้งหมด ตระกูลฮุนจะอยู่ในอำนาจได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว

ใช้สันดานเดิมอีกแล้ว! เขมรยิง BM-21 ลงพื้นที่พลเรือน บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ใช้สันดานเดิมอีกแล้ว! เขมรยิง BM-21 ลงพื้นที่พลเรือน บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ใช้สันดานเดิมอีกแล้ว! เขมรยิง BM-21 ลงพื้นที่พลเรือน บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.47 น.

ใช้สันดานเดิมอีกแล้ว! เขมรยิง BM-21 ลงพื้นที่พลเรือน บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “อีกแล้ว!!! กัมพูชา ยิง BM-21 ลงพื้นที่พลเรือน บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ (รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป) “

ถกด่วน’เหล่าทัพ’ นายกฯลุยสางปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ถกด่วน'เหล่าทัพ' นายกฯลุยสางปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ถกด่วน’เหล่าทัพ’ นายกฯลุยสางปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.36 น.

เมื่อเวลา 08.40 น.วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ , พล.อ.อุกกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. , พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. , พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. , พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง , นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมประชุม

โดย ผบ.ตร.กล่าวก่อนประชุมเพียงสั้นๆ ว่า ได้สั่งการให้ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ในการดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย และยังให้ดูแลเรื่องการจราจร ขณะที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้สั่งให้สนับสนุนกำลังพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการตามปกติอยู่แล้ว สำหรับการอพยพคนยังเหลือเพียงบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ สำหรับพื้นที่ จ.สระแก้ว ได้มีการเตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่การส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เพื่อไปเป็นหน่วยสนับสนุน ซึ่งขณะนี้รอรับฟังคำสั่งทางทหาร รวมถึงพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2

– 006

ส่งกำลังใจพี่น้องทหาร! ‘วรงค์’ย้ำไทยไม่เคยยอมรับ’แผนที่1ต่อ2แสน’

ส่งกำลังใจพี่น้องทหาร! 'วรงค์'ย้ำไทยไม่เคยยอมรับ'แผนที่1ต่อ2แสน'

ส่งกำลังใจพี่น้องทหาร! ‘วรงค์’ย้ำไทยไม่เคยยอมรับ’แผนที่1ต่อ2แสน’

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.56 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า #ร่วมให้กำลังใจพี่น้องทหาร

ต่อกรณีมีการปะทะกัน ระหว่างทหารไทยและกัมพูชา บริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค.2568 ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

พรรคไทยภักดีได้ติดตาม ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชามาตลอด ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจาก การที่ฝ่ายกัมพูชาพยายาม รุกคืบเข้ามายึดพื้นที่ของฝ่ายไทย โดยอ้างแผนที่ 1ต่อ2แสน

ต้องขอย้ำว่า แผนที่1ต่อ2แสน เป็นแผนที่ที่ฝ่ายไทยไม่เคยลงนามรับรอง และฝ่ายไทยไม่เคยยอมรับมาตลอด และไม่เคยถือว่า แผนที่1ต่อ2แสน เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน

ที่สำคัญการต่อสู้ที่ศาลโลก ในปี2505 คดีเขาพระวิหาร ไทยเรายึดคำว่าสันปันน้ำคือขอบหน้าผามาตลอด พร้อมแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน

จึงมีส่วนทำให้ศาลโลกไม่ตัดสินว่า “แผนที่1ต่อ2แสน เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน” และ”เขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาแสดงตามแผนที่1ต่อ2แสน” แม้ฝ่ายกัมพูชาจะร้องขอ ให้ศาลโลกตัดสินชี้ขาด

ที่สำคัญคือ การที่ฝ่ายไทยไม่เคยมีการลงนามรับรองแผนที่ 1ต่อ2แสน สิ่งที่ต้องถามว่า ในMOU43 ถูกนำมาระบุว่า “แผนที่1ต่อ2แสน ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน” ถูกนำมาใช้เพื่อสำรวจและปักหลักเขตแดนได้อย่างไร

ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องทหารมั่นใจ และพร้อมปกป้องแผ่นดินไทยที่ขอบหน้าตลอดแนวดงรัก ให้เขมรอยู่ส่วนพื้นราบ ขอบหน้าผาที่สูงเป็นของไทย และขอร่วมให้กำลังใจพี่น้องทหารทุกนาย

ทัพภาค 2 ย้ำ!!! งดเผยแพร่ภาพ’ข้อมูลการปฏิบัติการทางทหาร’

ทัพภาค 2 ย้ำ!!! งดเผยแพร่ภาพ'ข้อมูลการปฏิบัติการทางทหาร'

ทัพภาค 2 ย้ำ!!! งดเผยแพร่ภาพ’ข้อมูลการปฏิบัติการทางทหาร’

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.29 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความระบุว่า งดเผยแพร่ภาพ “ข้อมูลการปฏิบัติการทางทหาร”

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและกำลังพลทุกนาย งดเผยแพร่ภาพ “ข้อมูลการปฏิบัติการทางทหาร” เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญถูกนำไปวิเคราะห์ต่อยอด จนกระทบความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติในพื้นที่และความมั่นคงของประเทศ

สำหรับกำลังพล ทุกระดับชั้น ห้าม เผยแพร่ข้อมูลอาวุธ แผนปฏิบัติ วิธีการ หรือการเคลื่อนย้ายกำลัง

STOP

ห้าม ถ่ายภาพที่มีพิกัด GPS หรือเปิดเผยตำแหน่งยุทรการ แม้ข้อมูลบางอย่างอาจ “ไม่ใช่ความลับ” แต่เมื่อรวมกับข้อมูลอื่น อาจกลายเป็น “ภาพรวมยุทธการ” ที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้ได้ทันที

ความมั่นคงของชาติ…เริ่มต้นจากวินัยของเรา

ร่วมใช้โซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล และเพื่อความมั่นคงของประเทศ

#กองทัพภาคที่2
#เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์และประชาชน
#หยุดแพร่ภาพข้อมูลการปฏิบัติการทางทหาร

– 006

เรียกถกด่วนฝ่ายมั่นคง! นายกฯปรับแผนลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เรียกถกด่วนฝ่ายมั่นคง! นายกฯปรับแผนลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เรียกถกด่วนฝ่ายมั่นคง! นายกฯปรับแผนลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.57 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อรายงานว่า สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งสื่อมวลชนปรับแผนการเดินทางลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ในเวลา 07.30 น.ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมคณะ ออกไปก่อน เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง ภายหลังเกิดเหตุปะทะระหว่างกำลังฝ่ายไทยและกัมพูชาบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ต้องยกระดับการเตรียมพร้อมในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยเวลา 09.00 น.นายกฯ เรียกประชุมหารือหน่วยงานความมั่นคง ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง