ภท.มาแรงอันดับ1 โพลชี้กระตุ้นศก.ได้ดีที่สุด

ภท.มาแรงอันดับ1  โพลชี้กระตุ้นศก.ได้ดีที่สุด

ภท.มาแรงอันดับ1 โพลชี้กระตุ้นศก.ได้ดีที่สุด

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ซูเปอร์โพล” กางผลสำรวจ ชี้หัวใจการเลือกตั้งปีนี้ ไม่ใช่ช่วงชิงอุดมการณ์-หมดยุคสร้างวาทกรรม แต่เป็นความหวังของประชาชน พรรคใดเข้าใจได้ลึกกว่ามีโอกาสกำชัยชนะ  ขณะที่ “สวนดุสิตโพล”เปิดความต้องการของชาวบ้านอยากได้สส.-นายกรัฐมนตรีแบบพูดจริงทำจริง

เมื่อวันที่ 7ธันวาคม 2568สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง “โพลเลือกตั้งพรรคการเมือง ใจคนยังไม่นิ่ง” จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,085 ตัวอย่างระหว่างวันที่ 3-6ธันวาคมที่ผ่านมา

ผลการสำรวจครั้งนี้ เผยให้เห็นภาพรวมของสังคมไทยในห้วงเวลาทางการเมืองที่เปราะบางและเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างยิ่ง การสำรวจครั้งนี้มิได้สะท้อนเพียง “คะแนนนิยมของพรรคการเมือง” หากแต่สะท้อนสภาพจิตวิทยาทางสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างความคิดทางการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่หมุนเร็วและความไม่มั่นใจต่ออนาคตของประเทศ

ผลลัพธ์ของโพลชุดนี้จึงบ่งบอกความเป็นจริงสำคัญอย่างหนึ่งว่า แม้ประชาชนจำนวนมากจะมีพรรคที่ “ชอบ” อยู่แล้ว แต่ใจของเขาเหล่านั้นกลับไม่เคยนิ่งและพร้อมจะขยับไปตามผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ เม็ดเงินที่ถึงมือประชาชน ความช่วยเหลือเยียวยา ข้อเสนอเชิงนโยบายใหม่ ๆ แบรนด์ทางการเมืองใหม่ ๆ หรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า เมื่อตรวจสอบการรับรู้ด้านเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดการตัดสินใจทางการเมืองในปัจจุบัน พบว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับการระบุว่า “กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด” สูงถึง 72.8% ตามด้วยพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือ 69.2% ขณะที่พรรคประชาชนตามมาในระยะห่างที่มากกว่า คือ 42.3%

ตัวเลขทั้งสามชุดนี้บ่งชี้ชัดเจนว่าประชาชนกำลังใช้ “ผลงานด้านเศรษฐกิจ” เป็นเข็มทิศสำคัญของความเชื่อมั่นทางการเมือง การที่สองพรรคใหญ่ได้รับคะแนนสูงเกือบเท่ากัน สะท้อนการแข่งขันด้านนโยบายเศรษฐกิจที่เข้มข้นและการช่วงชิงพื้นที่ในจิตใจคนไทยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี การที่ประชาชนร้อยละ 68.2 ระบุว่ามีพรรคการเมืองที่ชอบแล้ว ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจนั้นถูกปิดผนึก ตรงกันข้าม การที่ยังมีอีก 31.8% ที่ “ยังไม่มีพรรคที่ชอบ” สะท้อนขนาดอันใหญ่โตของกลุ่มคะแนนลอยตัว (floating votes) ซึ่งเป็นกลุ่มที่พร้อมจะเปลี่ยนทิศได้ทุกเมื่อ

และแม้ผู้ที่มีพรรคในใจก็ยังมิได้มั่นคงอย่างแท้จริง เพราะเมื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการ “เปลี่ยนใจในอนาคต” ถึง 70.6% ของประชาชนระบุชัดว่าตนเอง “อาจเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคใหม่ได้” ขณะที่มีเพียง 29.4% เท่านั้นที่หนักแน่นว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง

สัดส่วนนี้คือหลักฐานสำคัญของภาวะทางการเมืองแบบใหม่ — ภาวะที่คะแนนเสียงเคลื่อนที่สูง ความเชื่อมั่นผันผวน และประชาชนพร้อมจะโยกย้ายจุดยืนเมื่อพบข้อเสนอหรือนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง

ที่น่าสนใจคือ เมื่อมองโครงสร้างความคิดเชิงอุดมการณ์ พบภาพที่น่าสนใจยิ่งกว่า ประชาชนเพียง 20.6% ที่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มพรรคแนวเสรีนิยม ขณะที่ 38.9% ระบุว่ามีแนวคิดโน้มไปทางอนุรักษ์นิยม แต่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดกลับมิใช่สองขั้วนี้ หากเป็นกลุ่มที่ “อยู่กลาง ๆ” สูงถึง 40.5% ตัวเลขนี้สะท้อนการลดลงของความคิดแบบแบ่งขั้วและการผงาดขึ้นของประชาชนที่ให้ความสำคัญกับ “นโยบายที่ทำได้จริง” มากกว่าอุดมการณ์หรือวาทกรรมทางการเมือง

พรรคการเมืองใดสามารถเชื่อมต่อกับกลุ่มกลางนี้ด้วยข้อเสนอที่มีเหตุผลและแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ย่อมมีโอกาสคว้าคะแนนเสียงจำนวนมากในช่วงเวลาสำคัญก่อนวันเลือกตั้ง

ที่น่าพิจารณา คือ เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาสังเคราะห์ร่วมกัน จะเห็นภาพใหญ่ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าความไม่นิ่งของคะแนนเสียงมิได้เกิดจากความลังเลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากบริบททางเศรษฐกิจที่บีบคั้น ความเร็วของข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่นาน และความต้องการ “ความหวังรูปธรรม” ของประชาชนในช่วงเวลาที่พวกเขารู้สึกว่าประเทศกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ

ผลสำรวจชุดนี้สะท้อนว่าประชาชนพร้อมจะขยับตามพรรคที่เสนอทางแก้ปัญหาปากท้องได้จริง เชื่อมโยงนโยบายเข้ากับชีวิตประจำวัน และสื่อสารอย่างตรงประเด็น เข้าใจง่าย และน่าเชื่อถือ

รายงานของซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า ในมุมเชิงนโยบาย พรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องกลับไปทบทวนยุทธศาสตร์ของตนอย่างจริงจัง เพราะคะแนนนิยมในเวลานี้มิใช่การต่อสู้ของ “พรรคใดพรรคหนึ่ง” หากเป็นการต่อสู้ของ “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนมีต่อผู้ที่สามารถทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างจับต้องได้

พรรคใดที่ยังสื่อสารเชิงภาพลักษณ์โดยไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจน จะถูกกลืนหายไปในยุคของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่พร้อมจะเปลี่ยนใจถึงกว่าเจ็ดในสิบคน การเมืองไทยจึงกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคใหม่ที่พรรคจะต้องยืนบนฐานของข้อมูล นโยบายที่พิสูจน์ได้ และการสื่อสารที่จับหัวใจของประชาชนจริง ๆ มิใช่เพียงการประกาศสัญญาที่ลอยอยู่บนอากาศ

“ท้ายที่สุด ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า หัวใจของการเลือกตั้งในปีนี้ ไม่ใช่การช่วงชิงอุดมการณ์ แต่เป็นการช่วงชิงความหวังของประชาชน พรรคใดเข้าใจประชาชนได้ลึกกว่า มองเห็นความกังวลด้านเศรษฐกิจได้ชัดกว่า และเสนอทางออกที่ตรวจสอบได้มากกว่า พรรคดังกล่าวจะสามารถเปลี่ยน “ใจที่ยังไม่นิ่ง” ให้กลายเป็น”รายงานของซูเปอร์โพล ระบุ

ขณะเดียวกัน สวนดุสิตโพลมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“ประชาชนอยากได้คนแบบไหนเป็น สส.และนายกรัฐมนตรี” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,186 คน สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคม 2568

พบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าคุณสมบัติผู้สมัคร สส. ที่สำคัญ คือ การพูดจริงทำจริง คะแนนเฉลี่ย 9.46 คะแนน รองลงมาคือ ความขยัน อดทน 9.44 คะแนน และความซื่อสัตย์ 9.42 คะแนน ด้านคุณสมบัติของผู้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือ มีอุดมการณ์ก้าวหน้า มีวิสัยทัศน์ กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ร้อยละ 40.71 รองลงมาคือ ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง ร้อยละ 30.09 และไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์ สุจริต ร้อยละ 29.20

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนบริบทที่คนไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และความผันผวนทางการเมือง จึงทำให้ “ความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤต” กลายเป็นอีกคุณสมบัติสำคัญที่ประชาชนมองหาในตัวผู้แทน

“ด้านคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี เห็นชัดว่ามีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ หรือ “4 ก.” ได้แก่ อุดมการณ์ ก้าวหน้า ไม่เล่นเกม และไม่โกง ซึ่งบ่งบอกถึงความคาดหวังต่อผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ พร้อมเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการการเมืองแบบเดิมที่เป็นภาระต่อการพัฒนา “ ดร.พรพรรณกล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายมหาชนและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ข้อมูลจากผลโพลแสดงให้เห็นว่า พลวัตที่น่าสนใจในบริบทการเมืองไทยคือ ประชาชนให้ความสำคัญกับ “คุณค่าเชิงสมรรถนะและจริยธรรม” (Competency and Integrity Values) ของผู้ที่จะเป็นสส.มากกว่าปัจจัยทางกายภาพหรือสถานะทางสังคม โดยคะแนนสูงสุดจะกระจุกตัวอยู่ที่ “การพูดจริง ทำจริง” “ขยัน อดทน” และ “ความซื่อสัตย์” มากกว่าปัจจัยด้านอื่นๆ

ทั้งนี้ สะท้อนว่าผู้มีสิทธิออกเสียงต้องการผู้แทนที่เน้นผลสัมฤทธิ์ (Result-Oriented) และมีธรรมาภิบาล มากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก และในส่วนของประมุขฝ่ายบริหาร ผลสำรวจบ่งชี้ชัดเจนถึงความต้องการ “ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์และการเปลี่ยนแปลง” (Visionary and Change Leadership) โดยสังคมคาดหวังผู้นำที่มีอุดมการณ์ก้าวหน้า กล้าตัดสินใจทำสิ่งใหม่ เพื่อนำพาประเทศออกจากกับดักทางการเมืองแบบดั้งเดิม ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนตื่นรู้และต้องการการเมืองที่สร้างสรรค์ โปร่งใส และจับต้องได้จริง มากกว่าวาทกรรมทางการเมือง

4จว.ใต้ยังท่วม ประชาชนเดือดร้อน2.2แสนคน ปภ.โอนเยียวยาอีก286ล้าน มท.ขันนอตฟื้นฟูหาดใหญ่

4จว.ใต้ยังท่วม  ประชาชนเดือดร้อน2.2แสนคน  ปภ.โอนเยียวยาอีก286ล้าน  มท.ขันนอตฟื้นฟูหาดใหญ่

4จว.ใต้ยังท่วม ประชาชนเดือดร้อน2.2แสนคน ปภ.โอนเยียวยาอีก286ล้าน มท.ขันนอตฟื้นฟูหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปภ.รายงานอุทกภัยใต้ยังมี 4 จว.ท่วม กระทบ 7.9 หมื่นครัวเรือน เร่งช่วยเหลือเยียวยาปชช.ต่อเนื่อง 2.2 แสนคนเดือดร้อน บ่ายวันเดียวกัน ปภ.โอนเงินเยียวยา 9 พันช่วยน้ำท่วม 8 จังหวัดทั่วประเทศรอบที่ 7 อีก 286 ล้านบาท 31,858 ครัวเรือน ขณะที่ภาคใต้ รวม6วันจ่ายแล้ว 5,873 ล้านบาท 652,645 ครัวเรือน มท.3นั่งหัวโต๊ะถกเร่งฟื้นฟู-กำจัดขยะหาดใหญ่2.5แสนตันภายใน14วัน ย้ำ7วัน ต้องได้กลับเข้าบ้าน

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายธีรพัฒน์   คัชมาตย์  อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรังและสงขลา รวม 17 อำเภอ 92 ตำบล 499 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 79,662 ครัวเรือน 222,204คน ดังนี้

4จว.ใต้ยังท่วมกระทบ7.9หมื่นครัว

จ.สุราษฎร์ธานี มีสถานการณ์ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ เคียนซา พระแสง บ้านนาสาร พุนพิน และบ้านนาเดิม 13 ตำบล 44 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 786 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลงจ.นครศรีธรรมราช มีสถานการณ์ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ ชะอวด เมืองฯ เฉลิมพระเกียรติ ปากพนัง พระพรหม และเชียรใหญ่ 22 ตำบล 72 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6,586 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลงจ.ตรัง มีสถานการณ์ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ กันตัง และเมืองฯ 19 ตำบล 132 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,274 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.สงขลา มีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ ระโนด กระแสสินธุ์สทิงพระ และสิงหนคร38 ตำบล 251 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 69,016 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

ถึงแม้สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายลงแล้วในหลายพื้นที่ แต่ความช่วยเหลือยังถูกส่งต่อถึงประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บูรณาการกับทีมมหาดไทยและหน่วยงานเครือข่าย ระดมสรรพกำลังเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ 4 จังหวัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทั้งแจกสิ่งของจำเป็น ถุงยังชีพและถุงยังชีพพระราชทาน ประกอบอาหารกล่องและผลิตน้ำดื่มสะอาด ติดตั้งรถบรรทุกเครื่องสูบน้ำระยะไกลเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ ระบบไฮดรอลิค และรถสูบน้ำกู้ภัยเคลื่อนที่สมรรถนะสูง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง ทำความสะอาด กำจัดขยะ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเร่งจ่ายเงินเยียวยาประชาชนตามระเบียบและกฎหมาย

จ่ายเยียวยาครั้งที่7เพิ่ม3.1หมื่นครัว2.8แสนบ.

วันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งอัปเดตความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ใน 4 รูปแบบดังนี้ 1.ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย 2.ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป 3.ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป และ4.ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

สำหรับวันนี้ (7ธันวาคม) เป็นครั้งที่ 7 ของการโอนเงินเยียวยา โดย ปภ. และธนาคารออมสิน โอนเงินให้ผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วรวม 31,858 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 286,722,000 บาท ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ รวม 8 จังหวัด ได้แก่ สงขลา (หาดใหญ่) 16,582 ครัวเรือน พัทลุง 5,582 ครัวเรือน อ่างทอง 1,069 ครัวเรือน ปทุมธานี 3,086 ครัวเรือน อุทัยธานี 3,478 ครัวเรือน นครนายก 250 ครัวเรือนชัยนาท 1,060 ครัวเรือน และพิษณุโลก 751 ครัวเรือน โดยโอนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนซึ่งเงินจะโอนเข้าบัญชีผู้ประสบภัยในวันนี้ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา โดยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมถึงปัจจุบัน ปภ.และธนาคารออมสินได้โอนเงินเยียวยาผู้ประสบภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ ไปแล้วกว่า 652,645 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 5,873,805,000 บาท

ปัจจุบัน (7 ธ.ค. )ปภ.และธนาคารออมสินได้โอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 6 ครั้ง (1-6ธันวาคม) ใน 8 จังหวัดภาคใต้ประกอบด้วย จ.สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวม 652,645 ครัวเรือน โดยที่จ.สงขลา 245,076 ครัวเรือน (เฉพาะ อ.หาดใหญ่ 82,905 ครัวเรือน) จ.ตรัง 287 ครัวเรือนจ.นครศรีธรรมราช 215,055 ครัวเรือน จ.นราธิวาส 7,224 ครัวเรือน จ.ปัตตานี 72,105 ครัวเรือน จ.ยะลา 2,423 ครัวเรือน จ.สตูล 25,625 ครัวเรือน และจ.สุราษฎร์ธานี 1,945 รวม 5,873,805,000 บาท โอนเงินไม่สำเร็จ 9,538 ครัวเรือน เนื่องจากบัญชีไม่ปกติและอยู่ระหว่างรอปรับปรุงข้อมูลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้เร็วที่สุด

มท.3ย้ำเยียวยาเหยื่อท่วมใต้-7วันคนต้องกลับบ้าน

ที่ห้องประชุมศาลากลาง จ.สงขลา พล.ต. กรกฏ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาคภาค 4 ส่วนหน้า ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูอ.หาดใหญ่ หลังเกิดอุทกภัย มีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมผ่านระบบวิดิทัศน์ทางไกล

นายศักดิ์ดากล่าวว่า ตนได้เน้นย้ำเรื่องการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะต้องเป็นไปตามเป้าหมายที่ท่านนายกรัฐมนตรีกำหนดไว้คือ การเก็บขยะและการฟื้นฟูต้องแล้วเสร็จภายใน 14 วัน และประชาชนต้องกลับเข้าบ้านได้ภายใน 7 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมติดตามความคืบหน้าประเด็นตามข้อสั่งการของผู้บัญชาการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ด้านการซ่อมแซมสาธารณูปโภค การดูแลสาธารณสุขและป้องกันโรคระบาด การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม ที่อยู่อาศัย  และเร่งสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนเพื่อช่วยเหลือ เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต การเบิกจ่ายเยียวยา การเปิดเส้นทางคมนาคมให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว การใช้งบประมาณให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนักกลางเดือนธันวาคม

เร่งฟื้นฟู-กำจัดขยะหาดใหญ่2.5แสนตัน

นายศักดิ์ดากล่าวว่า การจัดการขยะ โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองประเมินว่าพื้นที่ อ.หาดใหญ่มีขยะสะสมประมาณ 250,000 ตัน จาก 70,000 ครัวเรือน เคลื่อนย้ายออกแล้วกว่า 40,000 ตัน พร้อมเร่งกำจัดกองขยะสำคัญ เช่น จุดพักขยะบริเวณสี่แยกสะพานดำ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน ด้านการขนย้ายขยะหนัก กองกำลังสามารถเพิ่มการขนส่งจากเดิมวันละ 1,000 กว่าตัน เป็นมากกว่า 5,000 – 6,000 ตันต่อวัน เสริมรถบรรทุกปฏิบัติงานตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเที่ยงคืน และรถสิบแปดล้อเสริมกำลังช่วงกลางคืน ทำให้กองขยะบริเวณสี่แยกสะพานดำเหลือปริมาณที่สามารถจัดการได้ภายในระยะเวลาอันใกล้ พร้อมขยายการจัดการขยะในซอย และพื้นที่แคบโดยใช้เครื่องจักรเฉพาะเพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่อำเภอหาดใหญ่กลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ด้านสาธารณสุข มีการรายงานว่าผู้ป่วยโรคที่เฝ้าระวัง 4 โรค ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ฉี่หนู และไข้เลือดออก มีจำนวนลดลง และยังไม่พบผู้เสียชีวิต มีการลงพื้นที่เชิงรุกใน 89 ชุมชน จาก 103 ชุมชน เพื่อสอบสวนโรค และแจกยาป้องกันโรคฉี่หนูให้กลุ่มเสี่ยงกว่า 7,000 ราย ด้านสุขภาพจิตได้ติดตามดูแลประชาชนกว่า 33,000 ราย พบผู้มีภาวะเครียดสูง โดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่โรงพยาบาลทั้งระดับจังหวัด ชุมชน และรพ.สต. สามารถเปิดให้บริการครบ 100 เปอร์เซ็นต์

ผบ.ทบ.ห่วง5ทหารถูกไฟดูดที่ปัตตานี

จากกรณีวันที่ 4 ธันวาคม เวลา 16.00 น. ขณะที่กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2 เข้าฟื้นฟูพื้นที่หลังอุทกภัย ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ประสบอุบัติเหตุถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เนื่องจากระหว่างการเคลื่อนย้ายธง เกิดล้มทับเสาไฟฟ้าแรงสูง ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 5 นายดังนี้ 1. ร.ต. เอนก เสียงสมใจ มีอาการชาตามตัว และมีแผลไหม้ที่เท้า 2. ส.อ. สมเกียรติ ชาตรี มีอาการชาตามตัว แผลไหม้ที่มือและเท้าและแผลที่ศีรษะ 3.พลทหาร เจะอิสมาแอ สะดิ มีอาการชาตามตัว และแผลไหม้ที่เท้า 4.พลทหาร วีระชัย บากอซง มีอาการชาตามตัว แผลไหม้ที่เท้า และมีค่ากล้ามเนื้อในเลือดเพิ่มขึ้น ต้องเฝ้าระวังการเกิดภาวะไตวาย 5.พลทหาร สานนท์ แซ่โง้ว มีอาการชาตามตัว และแผลไหม้ที่เท้า ปัจจุบันกำลังพลทุกนายปลอดภัย รักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานี

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 4 และหน่วยขึ้นตรงในจ.ปัตตานี เข้าเยี่ยมติดตามอาการ รวมทั้งดูแลสิทธิและสวัสดิการของกำลังพลให้ครอบคลุม ตลอดจนอำนวยความสะดวกให้ญาติและครอบครัวในการเข้าเยี่ยม เพื่อดูแลขวัญและกำลังใจ และคลายความกังวลระหว่างการรักษา โดยยืนยันว่ากองทัพบกจะดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้อย่างเต็มที่และดีที่สุด ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำให้ผู้บังคับหน่วยกำชับกำลังพลเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะภารกิจช่วยเหลือประชาชนหลังสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้าที่เสียหายหรือลัดวงจรในพื้นที่ ขอให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม และยึดถือมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งฟื้นฟูให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

จุลพันธ์นำทีมพท.ลุยหาดใหญ่

ที่ชุมชนโคกสมาน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคเพื่อไทย นำทีมโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ สส.เชียงใหม่ พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค, สส.และสมาชิกพรรค อาทิ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.เพชรบูรณ์ เขต 3 และตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการPheuThaiYoungProfessionalsProgram (YPP) จับมือผนึก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกันเดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัยและอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ช่วงหนึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคณะ เดินเยี่ยมประชาชนในชุมชนโคกสมาน พบว่าบ้านเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ชาวบ้านต่างเล่าเหตุการณ์นาทีชีวิตในการเผชิญเหตุอุทกภัย ซึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ให้กำลังใจ พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

โดยจุลพันธ์ กล่าวว่าภารกิจของวันนี้เป็นการทำงานร่วมกันกับพรรคประชาชาติ โดยที่ผ่านมาทั้งสองพรรคได้เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่เกิดเหตุ จะเห็นจากการระดมสิ่งของเครื่องใช้หรืออาหารในการยังชีพมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เข้าสู่ช่วงเร่งฟื้นฟูเพื่อให้ชาวบ้านได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ที่ผ่านมาทั้งสองพรรคได้ร่วมกันส่งอาสาสมัครเข้ามาในพื้นที่แล้วจำนวนหลายร้อยคน โดยมีอาสาสมัครบางส่วนมาจากสามจังหวัดชายแดนใต้

ซัดรบ.ล้มหลวในการสื่อสารรับมือ

ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อการบริหารจัดการของรัฐบาลว่าช่วงวิกฤตที่ผ่านถือว่าการสื่อสารในการรับมือของรัฐบาลเป็นไปด้วยความล้มเหลว ไม่ควรให้เกิดสภาวะที่ประชาชนเกิดความสงสัย ควรมีความชัดเจนในการพิสูจน์ทราบอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต เพื่อให้ญาติพี่น้องได้นำไปทำพิธีตามหลักศาสนาขณะเดียวกันสภาพบ้านเรือนในพื้นที่เสียหายอย่างหนัก นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งสั่งการเยียวยาให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งหาดใหญ่ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจสำคัญของประเทศ เนื่องจากได้รับความนิยมทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ รัฐบาลควรเร่งออกแพ็กเก็จในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวอย่างเร็วที่สุด

«เราเห็นกองขยะสูงเท่าตึกสามชั้น ตรงจุดนี้กำลังของประชาชนและอาสาสมัครคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีหน่วยงานรัฐระดมกำลังเข้ามาบูรณาการช่วยเหลืออย่างจริงจัง หากปล่อยแบบนี้คาดว่าอีก 2 เดือนกลับมา ก็ยังจะเห็นภูเขาขยะเท่าตึกสองสามชั้นเหมือนเดิม» หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

ปชช.แฉเจอปัญหาบริหารจัดกาภาครัฐ

ด้าน นายทวี กล่าวเสริมว่าทั้งสองพรรคได้ร่วมกันทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงนี้เรายึดถือภารกิจว่าจะทำให้แต่ละซอยกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว จากการรับฟังเสียงชาวบ้านพบว่าเจอปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐ ทำให้เกิดผลกระทบทั้งการสัญจรและสุขอนามัย ในส่วนการระดมอาสาสมัคร จะมีเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เข้ามาฟื้นฟูในพื้นที่อีกร่วม 500 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีสะท้อนให้เห็นความมีน้ำใจและความสามัคคีกัน ซึ่งที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัด ประชาชนหาดใหญ่ก็จะระดมกำลังกันไปช่วยเหลือมาโดยตลอดหลังเสร็จสิ้นภารกิจในจุดที่ 1 พรรคเพื่อไทยจะเดินทางลงพื้นที่ไปยังสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจประธานและคณะกรรมการอิสลาม จากนั้นจะเดินทางไปพบปะและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย ที่โรงแรมสิงห์โกลเด้นเพลส

ยิงสนั่น‘ภูผาเหล็ก’จังหวัดศรีสะเกษ ‘ไทย-เขมร’เดือด กัมพูชาเปิดฉากซัดก่อน

ยิงสนั่น‘ภูผาเหล็ก’จังหวัดศรีสะเกษ  ‘ไทย-เขมร’เดือด  กัมพูชาเปิดฉากซัดก่อน

ยิงสนั่น‘ภูผาเหล็ก’จังหวัดศรีสะเกษ ‘ไทย-เขมร’เดือด กัมพูชาเปิดฉากซัดก่อน

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยิงสนั่น‘ภูผาเหล็ก’จังหวัดศรีสะเกษ ‘ไทย-เขมร’เดือด กัมพูชาเปิดฉากซัดก่อน ทหารไทยบาดเจ็บ2นาย นายกฯสั่งปกป้องอธิปไตย 4จังหวัดแจ้งอพยพปชช.

ปะทะเดือด “ทหารไทย-กัมพูชา” ยิงสนั่น “ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน” ด้านมทภ.2สั่งใช้กฎปะทะ กำลังพลเจ็บ 2 นาย เตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ แฉเขมรใช้ปรส.เปิดฉากยิงก่อน ด้านศปภ. 2 เตือน 4 จังหวัด ชายแดน สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจแจ้งอพยพประชาชน ไปยังศูนย์พักพิง

เมื่อวันที่ 7ธันวาคม 2568ปัญหาขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดถึงขีดสุดอีกครั้ง โดยเกิดการปะทะระลอกใหม่ขึ้นที่บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ปะทะ ดังนี้ เวลา 14:15น.หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปะทะกับกำลังกัมพูชาด้วยอาวุธปืนเล็ก ส่งผลมีผู้บาดเจ็บ 1 นาย คือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) เวลา 14.16น.มีการยิงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้ อาวุธปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง

ด้าน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) สั่งหน่วย เตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ และ ปฏิบัติตามกฎการปะทะ เวลา 14:50น.สถานการณ์ปะทะยุติลง หน่วยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์และรักษาความพร้อมอย่างใกล้ชิดต่างกำลังคุมเชิงกันอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง

จากนั้นในเวลา 14:53 น.ลำเลียงผู้บาดเจ็บไปที่ รพ.สต.โดนเอาว์ และส่งต่อไปโรงพยาบาลกันทรลักษ์ ต่อไป สำหรับผู้บาดเจ็บล่าสุดคือ 2 นาย ประกอบด้วย 1.ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา และ2.พลฯพรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีรอยพกช้ำ แน่นหน้าอก

เวลา 14.15 น.พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงสถานการณ์ว่า พัน.ร.13 (ฉก.1) ได้เกิดการปะทะกับกำลังฝ่ายกัมพูชาด้วยอาวุธปืนเล็กบริเวณพิกัด VA 5417 8739 พื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ

ขณะเกิดเหตุฝ่ายไทยกำลังดำเนินการปรับปรุงเส้นทาง จากฐานภูผาเหล็กไปยังจุดตรวจเพียงฟ้า ทางฝ่ายทหารกัมพูชาได้เข้ามาบริเวณแนวลวดหนาม และได้ใช้อาวุธปืนยิงชุดรักษาความปลอดภัยที่ทำการ รักษาความปลอดภัย ให้ทหารช่าง ทำให้มี กำลังพล ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่ 1. ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา2. พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีรอยพกช้ำ

ต่อมาศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทางฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณ ภูผาเหล็ก– พลาญหินแปดก้อน ส่งผลให้ทหารไทยจำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบโดยเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มใช้อาวุธ ปืน ไร้แรงสะท้อน (ปรส.) ต่อมาในเวลา 14.50 น. การปะทะได้ยุติลง อย่างไรก็ตาม หน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน อำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยัง ศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย

ส่วน พล.อ.ณัฐพล นาคพานิช รมว.กลาโหม ระบุว่า ฝ่ายทหารกัมพูชาได้ยิงอาวุธปืนเล็กโจมตีฝ่ายทหารไทย บริเวณฐานภูผาเหล็ก-ฐานเพียงฟ้า ทําให้กําลังพล ได้รับบาดเจ็บถูกยิง 2 นาย บาดเจ็บที่ขาซ้าย 1 นาย ส่วนอีก 1นาย ถูกยิงที่หน้าอก แต่ใส่เสื้อกันกระสุน โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยปืนเล็ก ปัจจุบันสถานการณ์ได้ยุติลงแล้ว ทั้งนี้ พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งเตรียมพร้อมตลอดเวลา

เมื่อถามว่า พล.อ.เตียเซยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กัมพูชา แถลง กล่าวหาว่าฝ่ายไทยยิงก่อนโดยฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังจากคำแถลงการณ์ รมว.กลาโหมกัมพูชา ที่รับฟังรายงานโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด เพราะฝ่ายไทยได้เตือนไปหลายครั้งแล้วว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาในระดับนโยบายได้รับรายงานไม่เป็นความจริง

“ที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า ยึดมั่นในข้อตกตามปฏิญญา ที่ได้ลงนามกันไว้ที่ประเทศมาเลเซีย แต่ในความเป็นจริงทหารกัมพูชาที่อยู่แนวหน้ามีการยั่วยุฝ่ายไทยมาโดยตลอด ฝ่ายไทยวางรั้วลวดหนามสกัดกั้นเพื่อไม่ให้เข้ามาวางทุ่นระเบิด แต่ทหารกัมพูชาก็จะลักลอบขโมยรั้วลวดหนาม ทําเช่นนี้เสมอ จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 2 คน แต่ทาง รมว.กลาโหมกัมพูชา มาแถลงว่า ไม่มีการยิงตอบโต้”รมว.กลาโหมกล่าว

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (22MSP) ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าจะมีส่วนคือทำให้รวน สร้างภาพว่าฝ่ายไทยไปรังแกกัมพูชา เพื่อลดน้ำหนักการประชุม แต่วันนี้มีหลักฐานแล้วว่าทหารไทยถูกยิงถึง 2 คน ทางกัมพูชาจะไม่มีการยิงตอบโต้ได้อย่างไร

พล.อ.ณัฐพล ยังระบุต่อว่า ได้เน้นย้ำให้กำลังพล ปฏิบัติหน้าที่โดยความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย โดยการปฏิบัติก็ขอให้ยึดกฎการใช้กำลังสามารถตอบโต้ได้ตามระดับได้ทันที ซึ่งทาง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทางทหาร ดูแลสถานการณ์อยู่

ส่วนประชาชน4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ให้อพยพออกจากพื้นที่จะกลับได้เมื่อไหร่นั้น ให้รอดูสถานการณ์และประเมินท่าทีกัมพูชา หากยังไม่ปลอดภัยก็ยังไม่สามารถกลับได้

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากเหตุการณ์ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ส่งผลให้กองทัพภาคที่ 2 จำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบ โดยเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่องนั้น นายกรัฐมนตรีรับทราบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สั่งการให้กระทรวงกลาโหม กองทัพ ดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมเน้นย้ำ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการอพยพไปยังที่ปลอดภัย และดำเนินการตามที่ได้ซักซ้อมไว้

“รัฐบาลขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้หน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง”นายสิริพงศ์ กล่าว

เพื่อไทยจ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ฟันจริยธรรมรมต. ชิมลางก่อนเปิดศึกซักฟอกรบ.

เพื่อไทยจ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ  ฟันจริยธรรมรมต.  ชิมลางก่อนเปิดศึกซักฟอกรบ.

เพื่อไทยจ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ฟันจริยธรรมรมต. ชิมลางก่อนเปิดศึกซักฟอกรบ.

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อไทยจ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ฟันจริยธรรมรมต. ชิมลางก่อนเปิดศึกซักฟอกรบ. ดักคออย่าเร่งยุบสภาหนี โฆษกรัฐบาลสับกลับไร้สาระ

“เพื่อไทย” สาดน้ำลายไปเรื่อยๆ ล่าสุดขู่ยื่นร้องศาลรธน.เอาผิดจริยธรรมรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทินก่อนยื่นซักฟอกต่อ ทั้งเตือนอย่ายุบสภาหนี ด้านโฆษกรัฐบาลโต้กลับเพื่อไทยตีกินไปเรื่อยเปื่อยไร้สาระ

เมื่อวันที่ 7 ธั2568 นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยขอดูทิศทางการอภิปรายในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ก่อน จากนั้นจึงจะประเมินสถานการณ์กันว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อเลย หรือยื่นหลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ผ่าน เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นหากฟังการอภิปรายในวาระ 2 แล้วก็พอจะประเมินได้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 จะผ่านหรือไม่ แล้วจะกำหนดวันเวลาที่จะยื่นอีกครั้ง ก่อนยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคจะยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดจริยธรรมกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลก่อน ส่วนจะมีใครบ้างนั้นเชื่อว่าสังคมพอคาดเดาได้ ทั้งเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี พฤติกรรมก่อนและหลังการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งคุณสมบัติมิชอบมีอยู่หลายคน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ก็อยู่ในข่ายด้วย

เชื่อรัฐบาลยกธงขาว

นายสุทินกล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีประเด็น และข้อมูลเยอะที่สุดจากรัฐบาลที่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจมา วันนี้เรามีแต่คิดว่าจะตัดประเด็นไหนออก เพราะมีเรื่องเยอะจริงๆ เช่น เรื่องการจัดทำงบประมาณที่รัฐบาลชุดนี้อนุมัติงบแบบคาใจ ทำประชาชนตาค้าง เรื่องการจัดการเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ซึ่งก็มีแต่ปัญหา “รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเวลาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาจะยกธงท้าสู้ แอ่นอกไม่กลัวการตรวจสอบ แสดงความมั่นใจว่าไม่ผิด แต่รัฐบาลชุดนี้กลับยกธงขาวเตรียมเผ่น เป็นเรื่องแปลกที่สุด ไม่เคยพบเจอ และที่มาบอกว่าถ้าหากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายจะยุบสภาหนีนั้น ท่านขู่เราเหมือนท่านภูมิใจทั้งที่เป็นเรื่องน่าอาย ต้องไว้เชิงบ้าง ส่วนเมื่อพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว พรรคประชาชนจะร่วมด้วยหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ขณะนี้พรรคประชาชนยังมีท่าทียึกยัก เราก็ไม่รอ เดินหน้าเอง พวกท่านก็ตอบสังคมให้ได้ หากจะยังเป็นฝ่ายค้ำแล้วตัวเองดีขึ้นก็ไปค้ำ ระวังค้ำกันไปมาจะล้มทับกันเอง“ นายสุทินกล่าว

อย่ายุบสภาหนีไปก่อน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ออกมาระบุรัฐบาลเสียงข้างน้อย เตรียมความพร้อมที่จะยุบสภาทุกเมื่อ หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยจัดเตรียมขุนพลอภิปรายในการประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสอง เพื่อเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่นายอนุทินกลับส่งสัญญาณหลายครั้งถึงการเตรียมการที่จะยุบสภา หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ความกลัวทำให้เสื่อม นายอนุทินไม่ควรยุบสภา หนีการตรวจสอบ แต่เวลานี้ควรเป็นเวลาที่จะเร่งฟื้นฟูเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ เร่งแก้ปัญหาดราม่าการจัดซีเกมส์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์

ควรเปิดให้มีการซักฟอก

นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นภารกิจหลักที่ฝ่ายค้ำใน MOA ต้องการให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเดินหน้าผลักดันให้เต็มที่ นายอนุทินไม่ต้องกลัวว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้าน จะใช้โอกาสในการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญ อภิปรายความล้มเหลวของรัฐบาลเสียงข้างน้อย สิ่งที่นายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยพึงทำ คือเร่งประสานขอความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้ำใน MOA ให้การันตีพร้อมค้ำรัฐบาลนายอนุทินทุกสถานการณ์ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะอภิปรายถล่มรัฐบาลหนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ตาม พรรคฝ่ายค้ำก็จะยังยืนยันสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อยต่อไป

“พรรคเพื่อไทยมีหลายฉากทัศน์ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่หัวใจสำคัญต้องเป็นการยื่นอภิปรายที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ ปัญหาความเดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่าชิงยุบสภาหนีปัญหา หนีการตรวจสอบเร็วเกินไปจนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข” นายอนุสรณ์กล่าว

กกต.คำนวนสส.บัญชีรายชื่อ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า กรณีการประกาศจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและจำนวนเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดจะพึงมี ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1.การกำหนดจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 เขต เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 86 (1) ซึ่งบัญญัติให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวน ส.ส. 400 คน โดยได้นำจำนวนราษฎรสัญชาติไทยทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31 ธ.ค.2567 จำนวน 64,953,661 คน มาใช้เป็นฐานคำนวณ แล้วหารด้วยจำนวน ส.ส. 400 คน ส่งผลให้มีค่าเฉลี่ย 162,384 คน ต่อ สส. 1 คน (รายละเอียดตามประกาศ กกต.จำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง)

พร้อมจัดเลือกตั้งปี2569

2.กรณีที่มีการยุบสภาและต้องจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป ปี พ.ศ. 2569 และสำนักทะเบียนกลางได้มีประกาศ เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 จะกำหนดจำนวน ส.ส. และเขตเลือกตั้ง ส.ส. ในแต่ละจังหวัดใหม่ โดยนำจำนวนราษฎรสัญชาติไทย ณ วันที่ 31 ธ.ค.68 มาใช้เป็นฐานคำนวณตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ อาจส่งผลให้บางจังหวัดมีจำนวน สส. และเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้

3.จำนวน ส.ส. และจำนวนเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดพึงมี ใช้ข้อมูลจำนวนราษฎรที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น โดยไม่ได้นำข้อมูลจำนวนราษฎรที่ไม่มีสัญชาติมาใช้ในการคำนวณจำนวน ส.ส.และจำนวนเขตเลือกตั้ง (ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 3 มี.ค.66 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า การกำหนดจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 86 (1) ที่กำหนดให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง นั้น คำว่า “ราษฎร” ไม่รวมถึงผู้ไม่ได้สัญชาติไทย) รายละเอียดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

สำนักงาน กกต.ขอเรียนว่า การกำหนดจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นการดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

โฆษกรัฐบาลโต้กลับ’เพื่อไทย’

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรฐานจริยธรรม นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ว่า เป็นการยื่นในประเด็นการเมือง ก่อนหน้านี้ที่เคยร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยก็ทำงานกันได้ แต่พอแยกทางกัน ผลออกมาเป็นอย่างนี้ ยอมรับเป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ รัฐบาลคงไม่กังวลอะไร เพราะก่อนที่รัฐมนตรีจะรับตำแหน่งต้องตรวจคุณสมบัติก่อน ซึ่งตนยังไม่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นในประเด็นใด ส่วนจะยื่นอะไรก็แล้วแต่เขาเลย 

เมื่อถามว่า เรื่องที่นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่ารัฐบาลนี้มีการอนุมัติงบแบบคาใจนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตั้งแต่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นรัฐบาล ก็เห็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยปรับงบประมาณ และงบประมาณที่ใช้กันตอนนี้เป็นงบที่พรรคเพื่อไทยจัดสรรเองหมดเลย จึงอยากถามว่าจะไปร้องจริยธรรมประเด็นไหน ถ้าจะร้องก็ต้องร้องคนที่ปรับปรุงงบด้วย ประเด็นที่เขาจะยื่นไม่มีอะไรเป็นประเด็นทางการเมือง ดิสเครดิต ไม่ใช่ทีตัวเองทำถูกหมด พอเป็นพรรคอื่นทำผิดหมดเลย

ชี้พท.หวังผลทางการเมือง

เมื่อถามว่า กรณีนายสุทินระบุว่าปกติไม่มีรัฐบาลไหนยุบสภาหนีมีแต่พรรคภูมิใจไทยเท่านั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก และนายสุทินพูดไม่ครบ เพราะปกติกระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องที่ปกติรัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก การอภิปรายในอดีตเป็นเรื่องการควบคุมเสียงมากกว่าการดูเนื้อหา แต่ของเราคราวนี้เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยตั้งแต่วันแรก และตาม MOA ที่ทำกับพรรคประชาชนจะไม่หาเสียงสส.เพิ่ม กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ดังนั้นหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทยมีแต่ได้กับได้ คือ หากนายกฯยุบสภาจะเป็นอย่างที่เขากล่าวหาว่าหนีซักฟอก แต่ถ้าเราปล่อยให้ไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การที่เราจะผ่านการซักฟอกไปได้ พรรคประชาชนจะต้องยกมือสนับสนุน ไม่เช่นนั้นเสียงไม่พอ และหลังจากนั้นพรรคประชาชนจะเป็นเหยื่อทางการเมืองต่อไปที่จะโดนพรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่ามาอุ้ม มาค้ำ ขณะเดียวกันหากนายกฯไม่สามารถผ่านได้ คนที่มีสิทธิ์เป็นรัฐบาลต่อคือพรรคเพื่อไทย ซึ่งอายุสภาเหลืออีกประมาณปีกว่า หมากเกมนี้พรรคเพื่อไทยหวังผลทางการเมืองแน่นอน และพรรคเพื่อไทยก็ตั้งใจอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะตัวเองเป็นรัฐบาลมาสองปีผลงานน้อยถึงเวลาก็มาเคลมกับเพื่อน

กลาโหมประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน

กลาโหมประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน

กลาโหมประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.49 น.

จากสถานการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงทหารไทยด้วยปืนเล็กยาว ในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ในขณะที่ทหารไทยกำลังปฏิบัติภารกิจปรับปรุงเส้นทาง จากภูผาเหล็กไปยังจุดตรวจเพียงฟ้า เมื่อเวลา 14.15 น.ของวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยถูกยิงที่ขา 1 นาย และถูกยิงที่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก 1 นาย โดยมีรอยฟกช้ำ แน่นหน้าอก ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 นาย ได้ถูกนำส่งโรงพยาบาลกันทรลักษณ์ และอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยแล้ว ต่อมาฝ่ายกัมพูชายังได้มีการใช้ปืนไร้แรงสะท้อนยิงเข้ามาในพื้นที่ของไทยอีก เป็นเหตุให้ฝ่ายไทยยิงโต้ตอบ ตามขั้นตอนของกฏการใช้กำลัง และหลักการสากลอย่างได้สัดส่วน จนสถานการณ์การปะทะได้ยุติลงเมื่อเวลา 14.50 น.

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 14.15 น. พล.อ.เตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า กองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้ ซึ่งเป็นการมุ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์แจ้งข้อความที่เป็นเท็จ โดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยรอบคอบ และขาดความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการใช้อาวุธของทหารกัมพูชา

กระทรวงกลาโหมขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่มีเจตนาสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งให้ทวีความรุนแรง โดยฝ่ายกัมพูชาได้มีการยั่วยุในรูปแบบต่างๆ เป็นระยะๆ ตลอดตามแนวชายแดน ทั้งนี้ เหตุการณ์ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชาได้มีการกระทำที่มุ่งหมายถึงชีวิตของกำลังพลฝ่ายไทย โดยกองทัพไทยพร้อมที่จะโต้ตอบตามขั้นตอนการปฏิบัติอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม ได้เน้นย้ำไปยังหน่วยในพื้นที่ ให้เพิ่มความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย และได้มอบหมายการปฏิบัติให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตลอดจนผู้บังคับหน่วยในทุกระดับให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้สามารถตอบโต้ได้ในทันที โดยยึดหลักตามกฏการใช้กำลัง

อย่างไรก็ตาม ในห้วงที่สถานการณ์ยังมีความละเอียดอ่อน ได้มีการอพยพประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ออกจากพื้นที่ไปยังศูนย์พักพิงในแต่ละพื้นที่ เพื่อรอดูและประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยต่อไป

กระทรวงกลาโหมขอยืนยันความพร้อมของหน่วยในพื้นที่ตามแนวชายแดนในการปฏิบัติเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ

อรรถกร แจงดราม่าป้ายซีเกมส์ เป็นของท้องถิ่น-เอกชนไม่ได้ใช้งบกกท.

อรรถกร แจงดราม่าป้ายซีเกมส์ เป็นของท้องถิ่น-เอกชนไม่ได้ใช้งบกกท.

อรรถกร แจงดราม่าป้ายซีเกมส์ เป็นของท้องถิ่น-เอกชนไม่ได้ใช้งบกกท.

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.57 น.

‘อรรถกร’ แจง ดราม่าป้ายซีเกมส์เป็นของท้องถิ่น – เอกชน ยันไม่ได้ใช้งบ กกท. ชี้ถึงเวลาร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี เผยรับแรงกดดันได้ แต่ขอให้เห็นใจคนทำงานด้วย เชื่อ มีความพร้อมจัดพิธีเปิดกีฬาซีเกมส์

7 ธันวาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงข่าวเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ว่า เรามีความมั่นใจว่าเราสามารถจัดพิธีเปิดได้งดงามแน่ๆ และมีคอนเซ็ปต์ที่ทางผู้จัดอยากสื่อสารข้อความไปยังคอกีฬา คนไทย และคนต่างชาติ ที่เข้ามาร่วมงาน เรามีความเชื่อมั่นว่าความพร้อมในพิธีเปิดเราทำได้ดีและจะหากิจกรรม หรือโชว์แบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อนในเมืองไทย และเราเชื่อมั่นว่าเราทำได้ ส่วนศูนย์การถ่ายทอดสดนานาชาติ ตนเองได้ชมแล้ว ยืนยันว่า มีความเรียบร้อย และครั้งนี้เราถ่ายทอดชนิดกีฬามากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของซีเกมส์กว่า 31 ชนิดกีฬา และต่างประเทศก็ค่อนข้างพึงพอใจกับศูนย์ที่เราจัดเตรียมไว้ ทั้งความพร้อม ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เราสามารถทำงานร่วมกับสื่อมวลชนประเทศอื่นได้

ส่วนกรณีการเปลี่ยนแปลงบริษัทดูแลศูนย์ถ่ายทอดสดนานาชาตินั้น ก่อนจะถึงพิธีเปิดไม่นานมานี้ตนเองก็ทราบและอยากให้ดูผลลัพธ์ อยากให้ไปถามสื่อมวลชนที่มาจากต่างประเทศ และยืนยันว่าเราได้รับการตอบรับที่ดี และศูนย์แห่งนี้ถือเป็นการสร้างมาตรฐานที่ดีมากๆ และหลังจากนี้หากไปจัดที่อื่น ศูนย์นี้ก็จะถูกนำไปเป็นบรรทัดฐาน ประเทศเราช่วยกันพัฒนา ช่วยผลักดันในมิติต่างๆ

ส่วนการแสดงของคนดังระดับโลกพอจะเปิดเผยได้หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เราจะมีนักแสดงนักร้องนักกีฬามีทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคตที่สร้างชื่อเสียงให้ไทยเข้าร่วมมากมาย หลักๆ จะมีดารานักร้อง ที่ไปที่ไหนก็คนรู้จักรวมถึงจะมีคนไทยที่ไปเติบโตและมีชื่อเสียงในต่างประเทศ เชื่อว่าทุกคนที่มามีชื่อเสียงหมด และต้องการมาเข้าร่วม เพื่อทำให้พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้สมบูรณ์ ถือว่าโชคดี ทุกคนสามารถมอบความสุขให้กับคอกีฬาได้แน่นอน

ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ทั้งหมด จะสามารถส่งสารอะไรไปยังประชาคมอาเซียนได้นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า ซีเกมส์ครั้งนี้จะเป็นกระจกสะท้อนว่าในมหกรรมต่างๆ ประเทศไทยมีความสุขพร้อม และด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ประเทศไทยมีความเหมาะสม เพราะเราอยู่ตรงกลาง ไม่ว่าใครจะมาหรือไปก็เดินทางสะดวก แต่ก็หนักใจเหมือนกันเพราะมีหลายประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา ตนเองไม่ค่อยสบายใจ แต่หลายเรื่องไม่เป็นความจริง หลายเรื่องเป็นสิ่งที่คนเขาคิดเอาเอง เรื่องป้ายที่ จ.นครปฐม และจ.ชลบุรี ตนเองขอบคุณทางเอกชนและท้องถิ่น ที่อยากมีส่วนร่วมในการโปรโมทว่าบ้านเกิดของเขาก็มีส่วนร่วมในกีฬาซีเกมส์เช่นกัน

       แต่ป้ายที่ถูกวิจารณ์ ไม่ใช่ป้ายที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นคนทำ ป้ายที่บอกว่าเป็นป้ายการเมือง ก็ไม่ใช่ป้ายที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นคนทำ แต่เป็นคนที่เขาอยากมีส่วนร่วม ก็ใช้ทรัพยากรของตัวเอง อย่าเข้าใจผิด โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง หลายคนก็รู้อยู่แล้ว แต่ทำเป็นไม่รู้ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี อะไรที่ผิด หรือไม่ถูก เรายินดีที่จะรับข้อติ หรือข้อแนะนำ แต่อะไรที่ไม่ใช่ บางเรื่องไม่ได้เกิดขึ้น เป็นรูปที่อื่น ไม่ใช่ประเทศไทย หรือเกิดขึ้นนานมาแล้ว ก็เอามาผสมกันหมด ตนเองสามารถรับแรงกดดันได้ แต่ก็ขอให้เห็นใจคนทำงานด้วย

ส่วนไฮไลท์ในพิธีเปิดงานการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ วันที่ 9 ธ.ค.นั้น นายอรรถกรกล่าวว่า ก็ขอให้ไปรอดูด้วยตัวเอง

ละเมิดข้อตกลง! ทบ.แจงชัดปมทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทย

ละเมิดข้อตกลง! ทบ.แจงชัดปมทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทย

ละเมิดข้อตกลง! ทบ.แจงชัดปมทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทย

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.36 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 จากกรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีฝ่ายไทย บริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย นั้น พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่ฝ่ายไทยกำลังปฏิบัติภารกิจในการปรับปรุงเส้นทางในเขตอธิปไตยไทย แต่มีกลุ่มทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธยิงเข้ามาใส่ชุดรักษาความปลอดภัยของหน่วยทหารช่างที่กำลังปรับปรุงเส้นทาง ฝ่ายไทยจึงได้ทำการยิงตอบโต้กลับไป ทำให้เกิดการปะทะกันอยู่ราว 15-20 นาที

“ยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน เชื่อว่ามีเป้าหมายเพื่อให้ฝ่ายไทยเกิดการบาดเจ็บและสูญเสีย ไม่ต่างจากการแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดในเขตพื้นที่อธิปไตยไทย ที่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำมาตลอดในห้วงที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังที่จะขัดขวางการปฏิบัติงานของฝ่ายไทยในการเก็บกวาดทุ่นระเบิด และการปรับปรุงเส้นทางเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงในบริเวณพื้นที่ชายแดน” พล.ต.วินธัย กล่าวและว่า พฤติกรรมดังกล่าวนับเป็นความตั้งใจที่จะละเมิดข้อตกลงอย่างชัดเจน และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อกลไกความร่วมมือในการรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดน ที่ฝ่ายไทยได้มุ่งมั่นและพยายามให้ความร่วมมือมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา

“ยืนยันว่าการปฏิบัติการด้วยอาวุธของฝ่ายไทยยึดกรอบกฎการใช้กำลัง ความจำเป็นในการป้องกันตนเองตามหลักสากล และอยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองต่อการกระทำอันเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ” โฆษกกองทัพบก กล่าว

‘นายกฯ-บิ๊กเล็ก’บินด่วน ลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 8 ธ.ค.นี้

'นายกฯ-บิ๊กเล็ก'บินด่วน ลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 8 ธ.ค.นี้

‘นายกฯ-บิ๊กเล็ก’บินด่วน ลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 8 ธ.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.23 น.

“นายกฯ-บิ๊กเล็ก”บินด่วน ลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 8 ธ.ค.นี้ หลังเกิดเหตุปะทะ ตรวจความพร้อมจัดการพิทักษ์ส่วนหลังเพื่อความปลอดภัยประชาชน สนับสนุนทหารส่วนหน้าปฏิบัติภารกิจเต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (8 ธ.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ มีกำหนดนำคณะลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงการจัดการพิทักษ์ส่วนหลัง รวมถึงมาตรการรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หลังจากที่วันนี้ (7 ธ.ค.) เกิดเหตุปะทะระหว่างกำลังฝ่ายไทยและกัมพูชาบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ทำให้ต้องยกระดับการเตรียมพร้อมในพื้นที่อย่างเข้มงวด และกองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งเตือนประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนให้ดำเนินการอพยพ

ทั้งนี้ นายอนุทินได้รับรายงานและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพล รวมถึงประชาชนในจังหวัดชายแดน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านความปลอดภัย พร้อมตัดสินใจลงพื้นที่โดยเร็ว เพื่อรับฟังข้อมูลจากกองทัพและฝ่ายปกครองในพื้นที่จริงเพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

“นายกรัฐมนตรีกำชับให้กองทัพดูแลกำลังพลส่วนหน้าอย่างเต็มที่ และให้จังหวัดต่างๆ เตรียมระบบรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะศูนย์พักพิงตามแผนอพยพ การลงพื้นที่ครั้งนี้ก็เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับหากมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เหตุปะทะเกิดขึ้นเวลา 14.15 น.ของวันที่ 7 ธ.ค.หลังฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยตอบโต้ ก่อนสถานการณ์ยุติลงในเวลา 14.50 น.แต่ยังคงประเมินว่ามีความไม่แน่นอนสูง หน่วยในพื้นที่ต้องตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอดเวลา โดยมีรายงานกำลังพลไทยบาดเจ็บ 2 นาย

นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการ ทภ.2 ได้แจ้งเตือนประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดน ให้ดำเนินการอพยพตามแผน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด  โดยการที่นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ จะมีการหารือถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมต่อไปด้วย

ทบ.สวนทันควัน กัมพูชาโกหก ยันยิงปะทะจริง หลังทหารเขมรล้ำเขต-เปิดฉากยิงก่อน เจ็บ 2 นาย

ทบ.สวนทันควัน กัมพูชาโกหก ยันยิงปะทะจริง หลังทหารเขมรล้ำเขต-เปิดฉากยิงก่อน เจ็บ 2 นาย

ทบ.สวนทันควัน กัมพูชาโกหก ยันยิงปะทะจริง หลังทหารเขมรล้ำเขต-เปิดฉากยิงก่อน เจ็บ 2 นาย

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.28 น.

โฆษก ทบ. ซัดกลับ พลโทมาลี อ้างกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้ แต่ทหารไทยเจ็บ 2 นาย 

7 ธ.ค.68 เมื่อเวลา 17.00 น. จากกรณี พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่า เวลา 14.15 น. กองกำลังทหารไทยเป็นฝ่าย เปิดฉากยิงก่อน พื้นที่ พลาญธม อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร โดยอ้างว่าไทยใช้ทั้งปืนเล็ก ปืนกล อาวุธ B-40 และปืน ค. 60 มม. พร้อมอ้างว่ากัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้ นั้น

ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวย้ำว่า คำกล่าวของ พล.ท.หญิง มาลี ไม่เป็นความจริง โดยข้อเท็จจริงคือ ทหารกัมพูชาได้นำกำลังเข้ามาในบริเวณพื้นที่ ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะฝ่ายไทยดำเนินการปรับปรุงเส้นทางในเขตไทย จากนั้นได้ยิงเข้าใส่ชุดรักษาความปลอดภัยของชุดปรับปรุงเส้นทาง ฝ่ายไทยจึงทำการยิงปะทะตามกฎการใช้กำลัง และนำไปสู่การปะทะ จนมีกำลังพลบาดเจ็บ 2 นาย 

ดังนั้น การที่กัมพูชาอ้างว่าไม่ได้ทำการยิงมานั้น ไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐาน ดังเช่นที่กัมพูชามักปฏิบัติทุกครั้ง เมื่อเป็นผู้กระทำต่อฝ่ายไทยก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจนยืนยัน ทั้งเวลา สถานที่ และผลกระทบต่อกำลังพลของไทย

นายกฯสั่งกองทัพปกป้องอธิปไตย เร่งอพยพปชช.หลังเกิดเหตุปะทะชายแดน

นายกฯสั่งกองทัพปกป้องอธิปไตย เร่งอพยพปชช.หลังเกิดเหตุปะทะชายแดน

นายกฯสั่งกองทัพปกป้องอธิปไตย เร่งอพยพปชช.หลังเกิดเหตุปะทะชายแดน

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

นายกฯ สั่งการกองทัพปกป้องอธิปไตย ดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมสั่งการผู้ว่า อพยพ ปชช. จ.ชายแดน

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณ ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ส่งผลให้กองทัพภาคที่ 2 จำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบ โดยเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง นั้น

“นายกรัฐมนตรีรับทราบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สั่งการให้กระทรวงกลาโหม กองทัพ ดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการอพยพไปยังที่ปลอดภัย และดำเนินการตามที่ได้ซักซ้อมไว้” นายสิริพงศ์ กล่าว

รัฐบาลขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ หน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง