‘บิ๊กเล็ก’ชี้เหตุปะทะชายแดนศรีสะเกษ ซัด’กัมพูชา’ตีรวน สร้างภาพ’ไทย’รังแก หวังผลเวทีรัฐภาคีออตตาวา

'บิ๊กเล็ก'ชี้เหตุปะทะชายแดนศรีสะเกษ ซัด'กัมพูชา'ตีรวน สร้างภาพ'ไทย'รังแก หวังผลเวทีรัฐภาคีออตตาวา

‘บิ๊กเล็ก’ชี้เหตุปะทะชายแดนศรีสะเกษ ซัด’กัมพูชา’ตีรวน สร้างภาพ’ไทย’รังแก หวังผลเวทีรัฐภาคีออตตาวา

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

“บิ๊กเล็ก”ชี้เหตุปะทะชายแดนศรีสะเกษ ซัด”กัมพูชา”ตีรวน สร้างภาพ”ไทย”รังแก หวังผลเวทีรัฐภาคีออตตาวา โต้”เตีย เซยฮา”บอกไม่ตอบโต้ แต่ทหารไทยถูกยิงเจ็บ 2 นาย

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเกิดการปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา บริเวณ จ.ศรีสะเกษ ว่า ฝ่ายทหารกัมพูชาได้ยิงอาวุธปืนเล็กโจมตีฝ่ายทหารไทย บริเวณฐานภูผาเหล็ก – ฐานเพียงฟ้า ทําให้กําลังพลได้รับบาดเจ็บถูกยิง 2 นาย บาดเจ็บที่ขาซ้าย 1 นาย ส่วนอีก 1 นาย ถูกยิงที่หน้าอก แต่ใส่เสื้อกันกระสุน โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยปืนเล็ก ปัจจุบันสถานการณ์ได้ยุติลงแล้ว ทั้งนี้ พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา

เมื่อถามว่า พล.อ.เตีย เซยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกัมพูชา แถลงกล่าวหาว่าฝ่ายไทยยิงก่อน โดยฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังจากคำแถลงการณ์ รมว.กลาโหมกัมพูชา ที่รับฟังรายงานโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด เพราะฝ่ายไทยได้เตือนไปหลายครั้งแล้วว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาในระดับนโยบายได้รับรายงานไม่เป็นความจริง ที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่ายึดมั่นในข้อตกตามปฏิญญา ที่ได้ลงนามกันไว้ที่ประเทศมาเลเซีย แต่ในความเป็นจริงทหารกัมพูชาที่อยู่แนวหน้ามีการยั่วยุฝ่ายไทยมาโดยตลอด ฝ่ายไทยวางรั้วลวดหนามสกัดกั้นเพื่อไม่ให้เข้ามาวางทุ่นระเบิด แต่ทหารกัมพูชาก็จะลักลอบขโมยรั้วลวดหนาม ทําเช่นนี้เสมอ จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 2 คน แต่ทาง รมว.กลาโหมกัมพูชา มาแถลงว่าไม่มีการยิงตอบโต้

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (22MSP) ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ หรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าจะมีส่วน คือทำให้รวน สร้างภาพ ว่าฝ่ายไทยไปรังแกกัมพูชา เพื่อลดน้ำหนักการประชุม แต่วันนี้มีหลักฐานแล้วว่าทหารไทยถูกยิงถึง 2 คน ทางกัมพูชาจะไม่มีการยิงตอบโต้ได้อย่างไร

พลเอก ณัฐพล ยังระบุต่อว่า ได้เน้นย้ำให้กำลังพล ปฏิบัติหน้าที่โดยความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย โดยการปฏิบัติก็ขอให้ยึดกฎการใช้กำลังสามารถตอบโต้ได้ตามระดับได้ทันที ซึ่งทางผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทางทหาร ดูแลสถานการณ์อยู่ ส่วนประชาชน 4 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ให้อพยพออกจากพื้นที่จะกลับได้เมื่อไหร่นั้น ให้รอดูสถานการณ์และประเมินท่าทีกัมพูชา หากยังไม่ปลอดภัยก็ยังไม่สามารถกลับได้

‘เต้น’ปลุกอำนาจ ปชช. สู้ระบบน้ำเงินกินรวบ ชี้ พท.ยื่นซักฟอกแน่

'เต้น'ปลุกอำนาจ ปชช. สู้ระบบน้ำเงินกินรวบ ชี้ พท.ยื่นซักฟอกแน่

‘เต้น’ปลุกอำนาจ ปชช. สู้ระบบน้ำเงินกินรวบ ชี้ พท.ยื่นซักฟอกแน่

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

“เพื่อไทย”ปราศรัยร้อยเอ็ด “เต้น”ปลุกอำนาจ ปชช. สู้ระบบน้ำเงินกินรวบ ชี้ พท.ยื่นซักฟอกแน่ เตือน”นายกฯหนู”อย่าชิงยุบสภาเป็น”นายกฯหนี” ด้าน”จิราพร-ชญาภา”ลั่นอยู่ พท.เคียงข้าง ปชช.ไม่ขายอุดมการณ์

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่โรงเรียนพนมไพรวิทยาคาร อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย และ น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.พนมไพร อ.อาจสามารถ และ อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด พร้อมปราศรัยพูดคุยกับพี่น้องประชาชนนับหมื่นคนที่มาร่วมรับฟังการปราศรัย

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนกับ นายนิสิต สินธุไพร อดีต สส.ร้อยเอ็ด บิดาของ น.ส.จิราพร และ น.ส.ชญาภา ได้ยืดอกและภูมิใจในการเข้าร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย ที่ได้ดำเนินนโยบายเพื่อยกระดับชีวิตพี่น้องประชาชน ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ซึ่งพรรคการเมืองนี้ก่อตั้งโดยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยทำนโยบายเพื่อให้คนไทยหายจน วันนี้ผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองนี้ก็ถูกเขาเอาไปขังในเรือนจำ การเมืองวันนี้ประชาธิปไตยกำลังถอยหลัง จึงไม่สามารถปล่อยไปแบบนี้ได้ ดังนั้น เพื่อไทยจึงจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน และถ้ารัฐบาลยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากนายกฯชื่อหนู จะเปลี่ยนสระอูเป็นสระอี กลายเป็นนายกฯ หนี ถ้ามาลงเลือกตั้งขอเป็นนายกฯ อีกสมัย แล้วชาวบ้านถามว่าเพิ่งยุบสภาหนีมาจะกลับเข้าไปอีกทำไม ก็ไม่รู้จะตอบได้อย่างไร บางพรรคบอกว่าอย่ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เดี๋ยวการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะล่ม ไม่อยากจะพูดเลยว่าพรรคการเมืองไหนที่ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า หากปล่อยบ้านเมืองเป็นไปแบบนี้ต่อไป จะเป็นพิษภัยกับประชาธิปไตย โดยเฉพาะขณะนี้กำลังเกิดระบบกินรวบ โดยรัฐบาลสีน้ำเงิน ซึ่ง สว.ก็เป็นสีน้ำเงิน แล้ว สว.ก็มีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระอีก หากอำนาจทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และองค์กรอิสระเป็นพวกเดียวกัน แล้วอำนาจประชาชนอยู่ หากเราปล่อยไปแบบนี้ สิ่งที่ต่อสู้กันมา 20 ปีจะเหลวเปล่า การที่เขารัฐประหารมาทั้ง 2 ครั้ง สร้างความอยุติธรรมสองมาตรฐาน ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ผิดแต่อีกฝ่ายทำอะไรก็ไม่ผิด และอีกหลายๆ อย่างที่ผ่านมา เพราะเขาต้องการให้พรรคการเมืองที่พวกเขาอุ้มชูมานั้นชนะการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าชัยชนะในการเลือกตั้งยังอยู่กับฝ่ายประชาธิปไตย

“มีหลายคนมาถามว่าพรรคเพื่อไทยชั่วโมงนี้ยังไหวไหม ก็ยืนยันว่าไหวครับ เพราะหลังพิงเดียวที่พรรคเพื่อไทยมีคือประชาชน พ่อใหญ่ทักษิณ วันนี้เขาก็วิเคราะห์กันว่ามีความพยายามที่จะให้พ่อใหญ่ทักษิณอยู่ข้างใน ไม่ให้ออกมาในสนามเลือกตั้ง แต่คนร้อยเอ็ดบอกว่าจะเลือกพรรคการเมืองที่สืบทอดเจตนารมณ์ของนายกฯ ทักษิณ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ด้าน น.ส.จิราพร กล่าวว่า หลังเลือกตั้ง 2566 พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ก็มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีและร่วมผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อพี่น้องประชาชนหลายด้าน แต่หลายนโยบายหากไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล อาจจะไม่ได้สานต่อ เหมือนที่เขาเคยทำการรัฐประหารที่ผ่านมาแล้วยกเลิกหลายนโยบายดีๆ ที่พรรคเพื่อไทยทำเอาไว้ ยืนยันว่าครอบครัวสินธุไพร จะไม่มีทางทรยศต่ออุดมการณ์และพี่น้องประชาชนที่เมตตามาตลอด แม้นายนิสิต ซึ่งเป็นบิดาจะต้องอยู่ในเรือนจำ และถูกบีบคั้นทางการเมืองมากเท่าไร ครอบครัวสินธุไพรก็จะขออยู่สู้เคียงข้างพี่น้องประชาชนและพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางทรยศต่ออุดมการณ์เด็ดขาด

ขณะที่ น.ส.ชญาภา กล่าวว่า มีคนไปปล่อยข่าวว่าจิราพร และชญาภา ย้ายพรรคไปอยู่สีน้ำเงินแล้ว วันนี้ขอยืนยันเลยว่าเราไม่มีทางขายอุดมการณ์ และขออยู่กับพี่น้องประชาชน อยู่กับพรรคเพื่อไทย เพื่อทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรเราก็ยังทำตามเจตนารมณ์ที่เคยพูดไว้กับพี่น้องประชาชน คือผลักดันนโยบายยกระดับชีวิตของพี่น้องประชาชน แม้จะเป็นฝ่ายค้านเราก็ทำตามหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่ละเว้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ขอเป็นฝ่ายค้ำที่คอยไปยกมือให้รัฐบาลเหมือนบางพรรคการเมือง

– 006

ชายแดนศรีสะเกษเดือด! ‘ทภ.2’แจ้งอพยพ ปชช.อำเภอแนวชายแดน 4 จว.ไปศูนย์พักพิง

ชายแดนศรีสะเกษเดือด! 'ทภ.2'แจ้งอพยพ ปชช.อำเภอแนวชายแดน 4 จว.ไปศูนย์พักพิง

ชายแดนศรีสะเกษเดือด! ‘ทภ.2’แจ้งอพยพ ปชช.อำเภอแนวชายแดน 4 จว.ไปศูนย์พักพิง

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

ทบ.แจงชายแดนศรีสะเกษเดือด! กัมพูชาเปิดฉากยิงทหารไทย ก่อนโต้กลับดุเดือด ด้าน ทภ.2 เตือน 4 จว.อพยพประชาชน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เวลา 14.15 พัน.ร.13 (ฉก.1) ได้เกิดการปะทะกับกำลังฝ่ายกัมพูชา ด้วยอาวุธปืนเล็ก บริเวณพิกัด VA 5417 8739 พื้นที่ ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ

ขณะเกิดเหตุฝ่ายไทยกำลังดำเนินการปรับปรุงเส้นทาง จากฐานภูผาเหล็ก ไปยังจุดตรวจเพียงฟ้า ทางฝ่ายทหารกัมพูชาได้เข้ามาบริเวณแนวลวดหนาม และได้ใช้อาวุธปืนยิงชุดรักษาความปลอดภัย ที่ทำการรักษาความปลอดภัยให้ทหารช่าง ทำให้มีกำลังพล ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย คือ 1. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา 2. พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีรอยพกช้ำ

เวลา 14.53 น.หน่วยในพื้นที่ได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บ ลงมาที่ บก.โดนเอาว์ รพ.สต.โดนเอาว์ และจะส่งต่อไปโรงพยาบาลกันทรลักษ์ ต่อไป

ต่อมา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยทางฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณ ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ส่งผลให้ทหารไทยจำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบ โดยเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มใช้อาวุธปืนไร้แรงสะท้อน (ปรส.) ต่อมาในเวลา 14.50 น.การปะทะได้ยุติลง อย่างไรก็ตาม หน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปะทะเดือด!‘ทหารไทย-กัมพูชา’ยิงสนั่น‘ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน’ กำลังพลเจ็บ 2 นาย)

– 006

‘ศธ.’สั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดน ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน

'ศธ.'สั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดน ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน

‘ศธ.’สั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดน ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

‘นฤมล’เผยสั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน รอดูสถานการณ์ก่อนเปิดเรียนอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.2568 เป็นต้นมา ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อความปลอดภัย รวมถึงสถานศึกษาที่อยู่ในจุดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และสระแก้ว

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ตนได้สั่งการให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ให้ประสานไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดทั้ง 5 จังหวัด เพื่อให้ทำการปิดการเรียนการสอนชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้ สถานศึกษาที่จำเป็นต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 641 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา

“กระทรวง ศธ.ได้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับหากต้องยืดระยะเวลาปิดเรียน หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในบางพื้นที่ แต่ต้องเน้นย้ำว่า ความปลอดภัยของผู้เรียนและบุคลากรสถานศึกษาคือ สิ่งสำคัญที่สุด โดยขอให้ทุกสถานศึกษาดำเนินมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ยึดความปลอดภัยของเด็ก ครู และประชาชนเป็นหลัก หากสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะเร่งคืนสู่ระบบการเรียนการสอนโดยเร็ว“ นางนฤมล กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนที่ปิดเรียนในแต่ละจังหวัด ได้แก่

จังหวัดสุรินทร์ ปิดรวม 145 แห่ง แบ่งเป็น สพป.สุรินทร์ เขต 3 จำนวน 123 แห่ง และ สพป.สุรินทร์ เขต 2 จำนวน 22 แห่ง

จังหวัดศรีสะเกษ ปิดรวม 170 แห่ง สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 159 แห่ง และ สพป.ศรีสะเกษ เขต 5 จำนวน 11 แห่ง

จังหวัดอุบลราชธานี ปิดรวม 54 แห่ง จาก สพป.อุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 50 แห่ง และในอำเภอรอยต่อ 4 แห่ง

จังหวัดบุรีรัมย์ ปิดรวม 127 แห่ง โดย สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 65 แห่ง สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 53 แห่ง และโรงเรียน สพม.บุรีรัมย์ เพิ่มอีก 9 แห่ง

จังหวัดสระแก้ว ปิดรวม 147 แห่ง แบ่งเป็น สพป.สระแก้ว เขต 1 จำนวน 23 แห่ง เขต 2 จำนวน 117 แห่ง และ สพม.สระแก้ว อีก 7 แห่ง

​คณะการบัญชีฯ มมส จัดอบรม ‘Basic Generative AI Foundation’ มุ่งสร้างบัณฑิตยุคใหม่พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

​คณะการบัญชีฯ มมส จัดอบรม ‘Basic Generative AI Foundation’ มุ่งสร้างบัณฑิตยุคใหม่พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

​คณะการบัญชีฯ มมส จัดอบรม ‘Basic Generative AI Foundation’ มุ่งสร้างบัณฑิตยุคใหม่พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะการบัญชีและการจัดการ (MBS) โดยศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนิสิต จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ด้านปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ขั้นต้น (Basic Generative AI Foundation) พร้อมสอบใบประกาศนียบัตร ครั้งที่ 2” ตั้งเป้ายกระดับทักษะดิจิทัลให้นิสิตชั้นปีที่ 4 กว่า 1,500 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานยุค AI

คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ขั้นต้น (Basic Generative AI foundation) พร้อมสอบใบประกาศนียบัตร ครั้งที่ 2 โดยมี รศ.ดร.จรวย สาวิถี คณบดีคณะการบัญชีและการจัดการ เป็นประธานในพิธีเปิด และ อาจารย์ ดร.เอกชัย แน่นอุดร ประธานโครงการฯ นำคณะนิสิตชั้นปีที่ 4 เข้าร่วมการอบรมในรอบแรก ณ คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

อาจารย์ ดร.เอกชัย แน่นอุดร ประธานโครงการฯ เปิดเผยถึงหลักการและเหตุผลสำคัญของการจัดโครงการในครั้งนี้ว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยเฉพาะ Generative AI” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาและการทำงานในทุกระดับ การที่นิสิตมีความรู้และทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม แม้ Generative AI จะเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูง ทางคณะฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้งานอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีจริยธรรม จึงได้มุ่งเน้นให้นิสิตเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน หลักการทำงาน การรู้เท่าทันข้อจำกัด รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคม

สำหรับโครงการดังกล่าว มีกลุ่มเป้าหมายคือนิสิตชั้นปีที่ 4 ของคณะการบัญชีและการจัดการ จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,500 คน โดยแบ่งการอบรมออกเป็น 6 รอบ เพื่อความทั่วถึงและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ โดยมีทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ประกอบด้วย อาจารย์ณิชาภัทร จันทรศรี, อาจารย์อรอนงค์ หลิมเจริญ, อาจารย์วิรัตน์ พุทธาพร และ อาจารย์ณัฐปภัสร์ สินธพไพศาล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาการและทักษะปฏิบัติให้นิสิตมีความพร้อมสูงสุดก่อนสำเร็จการศึกษา

​ผนึกกำลังอวกาศ–พลังงาน ยกระดับไทยสู่ยุค ‘Data-Driven Economy’ ด้วยภาพถ่าย UAV คุณภาพสูง

​ผนึกกำลังอวกาศ–พลังงาน ยกระดับไทยสู่ยุค ‘Data-Driven Economy’ ด้วยภาพถ่าย UAV คุณภาพสูง

​ผนึกกำลังอวกาศ–พลังงาน ยกระดับไทยสู่ยุค ‘Data-Driven Economy’ ด้วยภาพถ่าย UAV คุณภาพสูง

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA พร้อมด้วย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน. หรือ MEA) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ณ ห้อง Auditorium ชั้น 6 อาคารวัฒนวิภาศ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ (คลองเตย) กรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สู่การพัฒนานวัตกรรมพลังงานและระบบสาธารณูปโภคของประเทศ โดยเฉพาะการให้บริการข้อมูลภาพถ่ายความละเอียดสูงจากอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) ผ่านแพลตฟอร์ม AWAGAD ของ GISTDA ที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครบวงจร

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของความร่วมมือครั้งนี้ คือการนำข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูงจาก UAV ของการไฟฟ้านครหลวง มาจัดเก็บและเผยแพร่ผ่านระบบ AWAGAD ในรูปแบบ Ortho Photo ซึ่งเป็นการประมวลผลภาพที่ผ่านการปรับแก้ไข ให้สามารถวัดพื้นที่ ระยะทาง หรือทำการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำระดับเซนติเมตร ชุดข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมีความหนาแน่นสูง การมีข้อมูล UAV ที่ละเอียดและเป็นปัจจุบัน จะช่วยให้เพิ่มความแม่นยำในการวางแผนระบบจำหน่ายไฟฟ้า , ตรวจสอบสภาพภูมิประเทศ สิ่งปลูกสร้างที่อาจกระทบต่อระบบไฟฟ้า, และใช้ประกอบการวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยงรวมถึงสนับสนุนการวางแผนเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติในเขตเมืองได้

“นับเป็นครั้งแรกที่ข้อมูลประเภทนี้ถูกเปิดให้เข้าถึงในรูปแบบบริหารจัดการร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ประชาชน นักวิจัย และภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้น โดย AWAGAD Platform เป็นระบบบริการข้อมูลดาวเทียมและภาพถ่ายเชิงพื้นที่ของ GISTDA ที่ออกแบบมาเพื่อเป็น “ศูนย์กลางข้อมูลอวกาศ” ในรูปแบบ One-Stop Service ผู้ใช้สามารถค้นหา เลือกพื้นที่สั่งถ่ายภาพ ชำระเงิน และดาวน์โหลดข้อมูลได้ภายในระบบเดียวที่รองรับข้อมูลจากดาวเทียมมากกว่า 13 ดวง เช่น  THEOS-1, THEOS-2, LANDSAT และดาวเทียมพันธมิตรของ GISTDA อีกหลายดวง โดยมีฐานข้อมูลย้อนหลังมากกว่า 10 ปี ทำให้ AWAGAD เป็นคลังข้อมูลอวกาศที่สำคัญที่สุดของประเทศในปัจจุบัน”

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อไปว่า การนำข้อมูล UAV ความละเอียดสูงของ กฟน. มาเชื่อมเข้าสู่ระบบครั้งนี้ ถือเป็นการขยายศักยภาพแพลตฟอร์มให้ครอบคลุมภาพถ่ายทางอากาศที่มีความละเอียดมากกว่าดาวเทียมหลายเท่า ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานในหลากหลายสาขา เช่น การวางผังเมือง, การบริหารทรัพยากรพลังงาน, การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, การจัดการภัยพิบัติ หรือแม้กระทั่งการศึกษาและวิจัยทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนการบูรณาการ “อวกาศ–พลังงาน” เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geo-Informatics) ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในอนาคต ที่ต้องการข้อมูลแม่นยำและทันสมัย เพื่อเป็นฐานการตัดสินใจในงานด้านพลังงาน ภูมิศาสตร์ การจราจร และความปลอดภัย ความร่วมมือนี้ยังสะท้อนบทบาทของข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ไม่เพียงเป็น “เครื่องมือประกอบการตัดสินใจ” แต่ยังเป็น “โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแบบบูรณาการ” ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ การเชื่อมโยงข้อมูล UAV สู่แพลตฟอร์ม AWAGAD จะเกิดประโยชน์หลายมิติ เช่น ภาคประชาชนและนักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลภาพถ่ายคุณภาพสูงอย่างโปร่งใส ในราคาที่จับต้องได้ สามารถนำไปใช้งานวิจัย แผนที่ การประเมินพื้นที่เสี่ยง หรือโครงการพัฒนาเมืองได้ทันที, ภาครัฐสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อการออกแบบนโยบายด้านพลังงาน การพัฒนาเมือง การวางแผนรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น และสนับสนุนในภาคธุรกิจ ด้านอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง การบริหารโครงการ และบริการที่เกี่ยวข้องกับภูมิสารสนเทศ เช่น บริษัทสำรวจ วิศวกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล ภาพรวมของความร่วมมือ GISTDA–กฟน. ไม่เพียงเป็นการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล UAV ขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Economy) โดยข้อมูลภูมิสารสนเทศกำลังเป็น “ทรัพยากรใหม่” ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งยังเปิดประตูให้ประชาชน นักวิจัย และภาคธุรกิจ ได้นำข้อมูลที่เคยเข้าถึงยาก มาใช้ในการพัฒนา สร้างสรรค์ และวางแผนอนาคตในทุกมิติของสังคมไทย

วว. พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพระดับกึ่งอุตสาหกรรม

วว. พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพระดับกึ่งอุตสาหกรรม

วว. พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพระดับกึ่งอุตสาหกรรม

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“โปรตีนจากถั่ว” เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน อุดมด้วยโปรตีนคุณภาพดี ได้แก่ ไฟเบอร์ วิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ แถมยังย่อยง่าย ปราศจากกลูเตนและแลคโตส จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพในการช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ควบคุมน้ำหนัก ลดไขมันในเลือด บำรุงสุขภาพหัวใจและลำไส้

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนและอนุพันธ์โปรตีนจากพืชฐานชีวภาพของไทยระดับกึ่งอุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนา “ต้นแบบผลิตภัณฑ์เปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพระดับกึ่งอุตสาหกรรม” ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์โปรตีนถั่วเขียวไฮโดรไลเสท และ 2.ผลิตภัณฑ์โปรตีนถั่วมะแฮะไฮโดรไลเสท 

โดย วว. ผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่มีกำลังการผลิต 50-100 กิโลกรัมวัตถุดิบต่อครั้ง ใช้เทคโนโลยีสะอาดหรือเทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตโปรตีนไฮโดรไลเซท โดยถั่วมะแฮะและถั่วเขียวที่นำมาใช้ในกระบวนการไม่ผ่านกระบวนการตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งผงโปรตีนไฮโดรไลเซทจากถั่วมะแฮะและถั่วเขียวสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันที่มีโปรตีนสูง

ผลิตภัณฑ์ต้นแบบดังกล่าวอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นทั้งหมด 15,000 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมผงตัวอย่าง มีปริมาณกรดอะมิโนสายโซ่กิ่ง หรือ Branch chain amino acids (BCAA) ประกอบด้วย วาลีน (valine) ลิวซีน (Leucine) และไอโซลิวซิน (Isoleucine) ไม่น้อยกว่า 12,000 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมผงตัวอย่าง มีส่วนช่วยส่งเสริมมวลกล้ามเนื้อ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคซึ่งรักสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้รับประทานอาหารเจ และมังสวิรัติ

​สกร.รวมใจพื้นที่สูง – มอแกน พัฒนาการศึกษาเด็กในถิ่นทุรกันดาร ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยครู ศศช. ทั่วประเทศ

​สกร.รวมใจพื้นที่สูง – มอแกน พัฒนาการศึกษาเด็กในถิ่นทุรกันดาร ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยครู ศศช. ทั่วประเทศ

​สกร.รวมใจพื้นที่สูง – มอแกน พัฒนาการศึกษาเด็กในถิ่นทุรกันดาร ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยครู ศศช. ทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานการประชุม“การประชุมปฏิบัติการจัดทำแผนการดำเนินงานการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยมอแกน ในพื้นที่โครงการ กพด. และ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ในพื้นที่สูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวชื่นชมผลงานของคณะครูและผู้บริหารทุกคน โดยเฉพาะการร่วมรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการประชุมวิชาการ กพด. ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของครู ศศช. ที่แม้จะทำงานในสภาพแวดล้อมที่จำกัด ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ สัญญาณสื่อสาร และสภาพพื้นที่ แต่ทุกคนก็สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเข้มแข็งและงดงาม หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านโอโลคีบน จ.เชียงใหม่ ที่นำผลผลิตท้องถิ่นอย่าง “ใบพลู” มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ถ่ายทอดทักษะชีวิตและทักษะอาชีพจากบริบทจริงของชุมชน เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กลงมือทำด้วยตนเองอย่างแท้จริง สอดคล้องกับแนวคิดด้านเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ต่อเนื่องจากชิ้นงานใบพลู อธิบดียังกล่าวถึงอีกหนึ่งโครงงานที่โดดเด่น คือ โครงงาน “ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร” ของนักเรียนระดับประถม ศศช.บ้านพะอัน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เด็กๆได้เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์จากเศษอาหารที่มีอยู่จริงในชุมชน นำมาทำปุ๋ยหมักเพื่อลดปัญหาขยะและนำกลับมาใช้ประโยชน์ในการปลูกผักและพืชสวนของศูนย์การเรียน เป็นการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นว่า แม้เป็นชุมชนเล็กๆ และอยู่ห่างไกล แต่เด็กๆ สามารถสร้างคุณค่าจากสิ่งรอบตัวได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเยาว์

และต่อจากโครงงานปุ๋ยหมัก ยังมีอีกหนึ่งผลงานที่มีคุณค่าทางวิชาการและการประยุกต์ใช้ คือ โครงงานการผลิต “เชื้อราไตรโคเดอร์มา” ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา ศศช.บ้านเดลอปอบอ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ที่นักเรียนได้ทดลองเพาะเลี้ยงเชื้อราไตรโคเดอร์มา ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ควบคุมโรคพืชตามธรรมชาติ นำไปใช้ป้องกันเชื้อราในพืชผักท้องถิ่น ช่วยลดการใช้สารเคมี และสร้างองค์ความรู้ด้านเกษตรปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริงในชุมชน ผลงานนี้ไม่เพียงเปิดโลกด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กในพื้นที่สูง แต่ยังเป็นตัวอย่างของการเรียนรู้ที่ประยุกต์สู่การดำรงชีวิตใกล้ตัวอย่างแท้จริง ครูและนักเรียนร่วมกันค้นคว้า ทดลอง และนำผลลัพธ์ไปใช้จริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามแนวคิดของ สกร.

อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงงานทั้งสามชิ้น – ใบพลูเพิ่มมูลค่า ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร และไตรโคเดอร์มา เป็นภาพสะท้อนพลังการศึกษาในพื้นที่สูง ที่แม้จะมีข้อจำกัด แต่ก็เต็มไปด้วย “ศักยภาพที่งดงาม” และเป็นตัวอย่างของการจัดการเรียนรู้ที่ยึดบริบทจริงเป็นฐาน ซึ่ง สกร. จะสนับสนุนให้เกิดขึ้นในทุกศูนย์การเรียนทั่วประเทศ

สำหรับการประชุมปฏิบัติการจัดทำแผนครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จาก 14 จังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคตะวันตก อาทิ เชียงใหม่ ตาก น่าน แม่ฮ่องสอน พังงา เชียงราย พะเยา แพร่ ลำพูน ลำปาง กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเต็มไปด้วยความตั้งใจของผู้ปฏิบัติงานทุกระดับที่ต้องการจัดทำแผนงานให้ตอบโจทย์บริบทพื้นที่และนโยบายของสกร.อย่างแท้จริง

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้แก่ ดร.อภิสิทธิ์ พึ่งพร ผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์ 905 ที่ได้อธิบายแนวพระราชดำริและกรอบการดำเนินงานของโครงการ กพด. รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่สูง และพลวิชญ์ ขยันงาน ผู้ชำนาญการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม บมจ.ไทยคม ที่ได้แบ่งปันแนวคิดการพัฒนาชุมชน ทักษะชีวิต และความยั่งยืนที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในพื้นที่ทุรกันดาร

“แผนปฏิบัติงานที่ดีไม่ใช่เพียงการเขียนแผนให้สมบูรณ์เท่านั้น แต่ต้องนำไปขับเคลื่อนในระดับสถานศึกษาให้เห็นผลต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง และในทุกๆที่ ไม่ว่าจะอยู่แห่งใดก็ตาม ที่นั่น สกร. จะทำให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยฝีมือของครู ศศช. และทีมงาน สกร. ทุกระดับ อธิบดีจะอยู่เคียงข้างและสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกโอกาส

ด้าน นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกหน่วยงานควรทบทวนทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2560–2569) ซึ่งเน้นการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา ศักยภาพวิชาการและจริยธรรม อาชีพ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเชื่อมโรงเรียนสู่ชุมชน และการยกระดับสถานศึกษาเป็นศูนย์บริการความรู้ เพื่อให้ศูนย์การเรียนชุมชนทุกแห่งสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในปีงบประมาณต่อไป

กยศ.ช่วยคนใต้ ผ่อนผันชำระหนี้ ประสบภัยน้ำท่วม เปิดลงชื่อผ่านเว็บ

กยศ.ช่วยคนใต้  ผ่อนผันชำระหนี้  ประสบภัยน้ำท่วม  เปิดลงชื่อผ่านเว็บ

กยศ.ช่วยคนใต้ ผ่อนผันชำระหนี้ ประสบภัยน้ำท่วม เปิดลงชื่อผ่านเว็บ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กยศ.ผ่อนผันชำระหนี้ให้ผู้กู้ยืมที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมใต้ประมาณ5แสนราย ไม่เสียดอกเบี้ย แจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์’กยศ.’

เมื่อวันที่ 7ธันวาคม2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย รวมถึงได้รับผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ จำนวนประมาณ 500,000ราย รัฐบาลโดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ห่วงใยต่อผู้กู้ยืมและประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีแนวทางให้ความช่วยเหลือ ดังนี้

กรณีเป็นผู้กู้ยืมที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้ ตามสัญญากู้ยืมเงิน (15 ปี) ขอผ่อนผันการชำระหนี้สูงสุด 2 ปี สามารถผ่อนผันได้ครั้งละไม่เกิน1ปี

โดยระหว่างช่วงเวลาที่ได้รับการผ่อนผันผู้กู้ยืมไม่ต้องชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย และจะไม่มีการคิดค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมกรณีผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ได้รับการผ่อนผัน โดยสามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอผ่อนผันได้ที่เว็บไซต์ กยศ. (คลิก) พร้อมทั้ง ยื่นแบบฟอร์มขอผ่อนผันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กยศ.กำหนด กรณีเป็นผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ หรือตามคำพิพากษา หากประสงค์จะขอผ่อนผันการชำระหนี้ขอให้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้ที่เว็บไซต์ กยศ. ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 31พฤษภาคม2569

ทั้งนี้ เพื่อ กยศ.จะหามาตรการช่วยเหลือต่อไป สำหรับผู้กู้ยืมทุกกลุ่ม หากประสงค์จะขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีก 15 ปี ผู้กู้ยืมสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อชำระหนี้เป็นรายเดือนผ่านระบบออนไลน์ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th

4 องค์กรผนึกกำลัง ยื่นคำขาดรัฐ-เอกชน ยุติฟ้องปิดปาก ดันกฎหมายต้าน SLAPP เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

4 องค์กรผนึกกำลัง ยื่นคำขาดรัฐ-เอกชน ยุติฟ้องปิดปาก ดันกฎหมายต้าน SLAPP เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

4 องค์กรผนึกกำลัง ยื่นคำขาดรัฐ-เอกชน ยุติฟ้องปิดปาก ดันกฎหมายต้าน SLAPP เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.03 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ, สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส) และคณะกรรมการรณรงค์ เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลหยุดขบวนการการฟ้องปิดปาก (SLAPP) เพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ชาติและประชาชน

ในแถลงการณ์ ระบุว่า “การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation แปลว่า การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ) ไม่เกี่ยวอะไรกับ “ข้อเท็จจริง” แต่หมายถึง คดีความที่มีเป้าหมายเพื่อข่มขู่กดดันให้คนที่ใช้สิทธิเสรีภาพการแสดงออก ตัดสินใจเลิกแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อผู้ฟ้องคดี การฟ้องปิดปากกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ทางสังคม ที่กำลังคุกคามผู้ที่ทำหน้าที่ส่งเสียงเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะในหลายเหตุการณ์จากกลุ่มทุนและกลุ่มผลประโยชน์ เช่น กรณีของ มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ที่ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร ฟ้องร้องจากการเผยแพร่ข้อมูลการระบาดของปลาหมอคางดำ

การฟ้องร้อง ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ในการทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค โดย บริษัท ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำคุกสองปี แม้คดีกำลังดำเนินการในชั้นศาลอุทธรณ์ แต่คำตัดสินดังกล่าวก่อให้เกิดการใช้เกียร์ว่างต่อการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และกรรมการในองค์กรอิสระ เมื่อมีการพิจารณากรณีที่มีผลประโยชน์เอกชนเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่ง กรณี สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ผู้เขียนบทความและแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาล ถูก บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน ฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญาเรียกค่าเสียหายกว่า 100 ล้านบาท จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน และคดีตัวอย่างอีกหลายกรณี

นอกจากนี้ ยังมีคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยบริษัทเอกชน ตั้งแต่นายทุนผูกขาด บริษัทเอกชน กลุ่ม ทุนธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ฟ้องต่อการทำหน้าที่ของนักวิชาการ และชาวบ้าน เพียงเพราะพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ บริษัทหรือลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชนในพื้นที่โครงการ ลามไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนไม่น้อยที่ฟ้อง ผู้บริโภค และยังลามไปถึงผู้มีอำนาจ รัฐมนตรี นักการเมือง ยังฟ้องปิดปากประชาชน สื่อมวลชน กระทั่ง นักการเมืองฝ่ายค้าน ที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบในรัฐสภา เพื่อเป็นการคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบ รวมถึงองค์กร หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ในการใช้อำนาจบริหารเพื่อกลั่นแกล้งเพื่อนำไปสู่การลงโทษทางวินัยเป้าหมาย เพื่อต้องการปิดปากและขัดขวางการทำงานของสหภาพแรงงานซึ่งเป็นองค์กรของลูกจ้าง เช่น กรณีการใช้ อำนาจบริหารกลั่นแกล้งโยกย้ายและตรวจสอบวินัย นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ (สรส.) เป็นต้น

เครือข่ายประชาธิปไตยและองค์กรภาคประชาชน จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่ การจัดปัญหานี้ร่วมกัน ดังนี้ คือ 

1. รัฐบาลจะต้องทำหน้าที่ของรัฐในการปกป้องสิทธิมนุษยชน จากการบิดเบือนระบบกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในการข่มขู่และปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ และ การปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (human rights defenders) รวมทั้งหน้าที่ในการกำกับดูแลการใช้วิธีนี้ ของบริษัทเอกชนเพื่อคุกคามประชาชนที่ทำหน้าที่บนผลประโยชน์สาธารณะ ปัจจุบันมีเพียงสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีบทบาทหลักในการป้องกันและช่วยเหลือผู้ ถูกฟ้องคดี SLAPP โดยเป็นการคุ้มครองบุคคลที่เปิดเผยข้อมูลการทุจริตและถูกฟ้องกลับ ให้ถือเป็นผู้แจ้ง เบาะแสหรือผู้ร้องเรียน ที่จะได้รับความครอง ทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และปกครอง แต่ ป.ป.ช. จะดำเนินการ เฉพาะในคดีทุจริต โดยไม่ได้รวมถึงกรณีผู้บริโภคถูกฟ้องปิดปาก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องมีนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้เครื่องมือฟ้องคดีปิดปากประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจ ยุติการใช้อำนาจโดยมิชอบและฟ้องร้องในคดีปิดปากประชาชน ต่อสื่อมวลชนและประชาชนผู้ลุกขึ้นมาตั้ง คำถามและตรวจสอบเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งถือเป็นการกลั่นแกล้งคุกคามประชาชนโดยตรง และทำให้ รัฐขาดธรรมาภิบาล กลายเป็นรัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยผู้มีอำนาจเสียเอง

2.บริษัทเอกชนจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชนและยกเลิกการฟ้องปิดปากประชาชนโดยทันที UNGPS กำหนดให้บริษัทต้องแสดงความรับผิดชอบว่าเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ว่ากฎหมายในประเทศนั้น ๆ จะกำหนดไว้อย่างไรบ้าง การฟ้องคดี SLAPP เป็นการละเมิดความรับผิดชอบข้อ 85 นี้อย่างตรงไปตรงมา บริษัทต้องดำเนินกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) เพื่อระบุ ป้องกัน และ บรรเทาความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน การฟ้องคดี SLAPP สะท้อนว่าบริษัทล้มเหลวในหน้าที่นี้ อย่างสิ้นเชิง การฟ้องคดี SLAPP เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างเลือกปฏิบัติเพื่อกลั่น แกล้ง (judicial harassment) ขัดต่อละเมิดหลักการพื้นฐานที่ว่ากระบวนการยุติธรรมควรเป็นกลไกกลางที่ เป็นธรรมและเข้าถึงได้ เพื่อแสวงหาการเยียวยาที่มีประสิทธิผลจากกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน

ขอให้รัฐบาลผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมี ส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ….. (ร่างกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปากฯ) เพื่อปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) และป้องกันปัญหาการดำเนินคดีจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเสรีภาพใน การแสดงออก ต่อเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญทางกระบวนการ ประชาธิปไตย โดยมีการดำเนินคดีจำนวนมากที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพที่ได้รับรองในรัฐธรรมนูญ ทั้งเสรีภาพ ในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และสิทธิที่จะเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อรัฐ เป็นการคุกคามประชาชน สร้างความกลัวและบั่นทอนแรงจูงใจที่จะรักษาสิทธิ์เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ

3.หากสิ่งที่พูดหรือเผยแพร่ยังไม่เป็นความจริงแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐจะต้องมีนโยบาย ไม่ให้ผู้ถูกฟ้องปิดปากต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย หลักการที่เป็นอยู่เดิมในการพิจารณาคดีแพ่งในข้อหา หมิ่นประมาท แตกต่างกับการพิจารณาคดีอาญาตรงที่ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิพิสูจน์ว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นเป็น ความจริง หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงแล้วจะไม่ถือว่าเข้าข่ายความผิดเลย ซึ่งหากเป็นคดีอาญาแม้จะเป็น ความจริงก็ยังอาจเป็นความผิดได้อยู่ สำหรับคดีแพ่งหากมีการเผยแพร่ข้อมูลออกไปในเรื่องที่ยังไม่เป็นความ จริง แต่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รู้ว่าไม่เป็นความจริง ก็ไม่ควรต้องจ่าย ค่าชดเชยความเสียหายใดๆ หากศาลพิจารณาเห็นว่าเป็นคดีที่เข้าข่ายการฟ้องปิดปากประชาชน ศาลควรมี อำนาจสั่งให้ยุติคดีได้ อีกทั้งยังอาจสั่งให้ฝั่งโจทก์จ่ายค่าเสียหายแก่จำเลยเชิงลงโทษได้ ศาลเองต้องคำนึงว่าต้อง ทำให้โจทก์ไม่สามารถฟ้องร้องคดีใหม่ได้อีก หากในกรณีที่พิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายการฟ้องปิดปาก ศาลก็มี อำนาจให้คดีนั้นเดินหน้าต่อไปได้