สพฐ.สั่งสอบด่วน พักงานครูร้อยเอ็ด ไม่ส่งเงินค่าเทอม กระทบนักเรียน 51 คนค้างชำระ

สพฐ.สั่งสอบด่วน พักงานครูร้อยเอ็ด ไม่ส่งเงินค่าเทอม กระทบนักเรียน 51 คนค้างชำระ

สพฐ.สั่งสอบด่วน พักงานครูร้อยเอ็ด ไม่ส่งเงินค่าเทอม กระทบนักเรียน 51 คนค้างชำระ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.47 น.

สพฐ. เร่งสอบข้อเท็จจริง พักงานครูไม่ส่งเงินค่าเทอม กระทบนักเรียน 51 คน

7 ธ.ค.68 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่เผยแพร่บนสื่อออนไลน์ หลังพบครูที่ปรึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด รับเงินบำรุงการศึกษาจากนักเรียนแล้วไม่นำส่ง ส่งผลให้นักเรียน 51 คนถูกระบุสถานะ “ค้างชำระค่าเทอม” อย่างไม่เป็นธรรม

สพฐ. ได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที พบข้อเท็จจริงว่า ครูที่ปรึกษา 3 ห้องเรียนยังไม่นำส่งเงินบำรุงการศึกษาจำนวนดังกล่าว โดยครูทั้งหมดได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าจะนำส่งเงินให้โรงเรียนภายในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ ขณะนี้เขตพื้นที่ยังอยู่ระหว่างสอบข้อมูลเชิงลึก พร้อมกำชับโรงเรียนปฏิบัติตามระเบียบการเงินอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ สพฐ. ได้มอบหมายให้เขตพื้นที่ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัย หากพบว่ามีมูลความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที รวมถึงพิจารณาสั่งพักงานชั่วคราวและให้ครูดังกล่าวมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ในส่วนของนักเรียน สพฐ. สั่งให้โรงเรียนเร่งคืนสถานะการเงินให้เป็นปกติ พร้อมออกหนังสือรับรองชัดเจนว่า “ไม่กระทบสิทธิของนักเรียน” และรายงานผลการเยียวยาอย่างเป็นทางการ พร้อมกำชับทุกโรงเรียนห้ามครูรับเงินสดโดยตรง ต้องผ่านระบบการเงินของโรงเรียนเท่านั้น รวมถึงวางมาตรการเชิงระบบ เช่น ตรวจสอบการเงินประจำปี อบรมครูด้านธรรมาภิบาล และใช้คู่มือการจัดเก็บเงินมาตรฐานเดียวกันทั้งเขต

นายพิเชฐย้ำว่า สพฐ. ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความโปร่งใสและสิทธิของนักเรียนทุกคน “ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า สพฐ. จะดูแลและคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของนักเรียนทุกคนอย่างถูกต้องและเป็นธรรม” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ฮ่องกงจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติท่ามกลางบรรยากาศเศร้า หลังเหตุไฟไหม้ 159 ศพ

ฮ่องกงจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติท่ามกลางบรรยากาศเศร้า หลังเหตุไฟไหม้ 159 ศพ

7 ธ.ค. 2568 12:16 น.

ฮ่องกงจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติท่ามกลางบรรยากาศเศร้า หลังเหตุไฟไหม้ 159 ศพ

ชาวฮ่องกงเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสภานิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นการทดสอบความรู้สึกของผู้คนหลังเหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัย คร่าชีวิต 159 ศพ รัฐบาลได้จัดกิจกรรมและแจกของกำนัลมากมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาลงคะแนนเสียง ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยอาคารและความเฉยเมยของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หลังระบบถูกปรับปรุงให้เหลือแต่ผู้สมัครที่ “รักชาติ” และภักดีต่อจีนเท่านั้น

วันนี้ (7 ธ.ค.) ชาวฮ่องกงออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติเพื่อเลือกผู้แทน 90 ที่นั่ง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนรัฐสภาขนาดเล็กในการออกและแก้ไขกฎหมาย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครทั้งหมด 161 คน

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ชาวฮ่องกงจำนวนมากยังคงอยู่ในบรรยากาศของการไว้อาลัยต่อเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารชุดหวังฟุกคอร์ท เขตต่ายโป เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 159 ศพ นับเป็นเหตุเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุดในฮ่องกงในรอบมากกว่า 70 ปี

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่ปี 2021 ที่จีนได้ทำการปรับปรุงระบบเลือกตั้งครั้งใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเพียงผู้สมัครที่ “รักชาติ” และภักดีต่อรัฐบาลจีนเท่านั้นที่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้

เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์ หลังจากที่การเลือกตั้งครั้งก่อนมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 30% ทางการฮ่องกงได้จัดแคมเปญรณรงค์ขนาดใหญ่ โดยการแจกของสมนาคุณและส่วนลดต่าง ๆ มากมาย เช่น ผู้ที่ลงคะแนนเสียงจะได้รับ “การ์ดขอบคุณ” ที่สามารถแลกเป็นบัตรกำนัล ส่วนลดสำหรับร้านค้า บริการด้านความงาม การตรวจสุขภาพ หรือค่าเบี้ยประกัน นอกจากนั้น ยังมีการเปิดให้ใช้สระว่ายน้ำและเข้าชมพิพิธภัณฑ์สาธารณะได้ฟรีในวันเลือกตั้ง รวมถึงการจัดงานคาร์นิวัลในพื้นที่ต่าง ๆ และจัดการแสดงกาลาทางโทรทัศน์

นายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ยืนยันว่า การเลือกตั้งจะต้องดำเนินต่อไปตามกำหนด เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาชุดใหม่สามารถสนับสนุนการฟื้นฟูและปฏิรูปได้อย่างรวดเร็ว

แม้จะมีการรณรงค์อย่างหนัก แต่บรรยากาศการเลือกตั้งกลับถูกบดบังด้วยความกังวลของสาธารณชนต่อเหตุเพลิงไหม้ในย่านต่ายโป หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารเก่าในฮ่องกง

จากการสอบสวนพบว่า ตาข่ายนั่งร้าน ที่ใช้ในการปรับปรุงอาคารหวังฟุกคอร์ทไม่ได้มาตรฐานการหน่วงไฟ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทางการสั่งให้รื้อตาข่ายนั่งร้านสำหรับการปรับปรุงอาคารทั่วทั้งเมือง

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 13 คน ในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และมีการจับกุมชายคนหนึ่งที่เข้าร่วมการร้องเรียนให้มีการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้โดยอิสระ ในข้อหาต้องสงสัยว่า ปลุกระดม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทางการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อระงับความไม่พอใจ

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า แม้ทางการจะพยายามอย่างเต็มที่ ยอดผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอาจยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากผู้สนับสนุนฝ่ายค้านส่วนใหญ่ถูกตัดสิทธิ์ในการลงสมัคร และหลายคนอาจไม่มั่นใจที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้งภายใต้ระบบใหม่นี้.

ที่มา BBC

“เบธเลเฮม” เปิดไฟต้นคริสต์มาสในรอบ 3 ปี หลังสงครามกาซาคลี่คลาย ชาวปาเลสไตน์แห่ร่วมนับพัน

"เบธเลเฮม" เปิดไฟต้นคริสต์มาสในรอบ 3 ปี หลังสงครามกาซาคลี่คลาย ชาวปาเลสไตน์แห่ร่วมนับพัน

7 ธ.ค. 2568 11:46 น.

“เบธเลเฮม” เปิดไฟต้นคริสต์มาสในรอบ 3 ปี หลังสงครามกาซาคลี่คลาย ชาวปาเลสไตน์แห่ร่วมนับพัน

เมืองเบธเลเฮม ในเขตเวสต์แบงก์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระเยซู ได้กลับมาจุดไฟต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2022 หลังจากงดการเฉลิมฉลองมานานสองปีเนื่องจากความขัดแย้งในกาซา การจุดไฟต้นคริสต์มาสครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการหยุดยิง โดยมีชาวปาเลสไตน์หลายพันคนหลั่งไหลเข้ามาร่วมพิธี เพื่อมองหา “ความหวัง” และความสงบสุข หลังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากสงคราม

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 ธ.ค.) เมืองเบธเลเฮมในเขตเวสต์แบงก์ ได้จัดพิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาสยักษ์สูง 20 เมตร ที่ประดับด้วยลูกบอลสีแดงและทอง โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นบริเวณจัตุรัสแมนเจอร์ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาคริสต์

การเปิดไฟต้นคริสต์มาสครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เมืองเบธเลเฮมกลับมาจัดงานเฉลิมฉลองต่อสาธารณะในรอบ 3 ปี หลังจากที่เมืองนี้ต้องงดกิจกรรมทั้งหมด เนื่องจากสงครามที่ดำเนินมาอย่างดุเดือดในฉนวนกาซา

ชาวปาเลสไตน์หลายพันคนจากทั่วเขตเวสต์แบงก์และอิสราเอล ได้หลั่งไหลมารวมตัวกันในจัตุรัส และส่งเสียงเชียร์กึกก้องเมื่อไฟประดับต้นไม้เปิดสว่างขึ้น

แม้ว่าฉนวนกาซาจะอยู่ห่างจากเบธเลเฮมประมาณ 60 กิโลเมตร แต่สงครามที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 หลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอล ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง

นอกเหนือจากความสัมพันธ์ทางครอบครัวและเพื่อนฝูงในกาซาแล้ว ภาคเศรษฐกิจของเบธเลเฮมที่พึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างหนักก็ประสบปัญหาอย่างรุนแรง พ่อค้าขายของที่ระลึกรายหนึ่งระบุว่า สองปีที่ผ่านมา “เหมือนตกอยู่ในนรก” เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเลวร้ายลง และอิสราเอลได้เพิ่มข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายของชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์ รวมถึงมีการตั้งด่านตรวจทางทหารใหม่ ๆ

นายมาเฮอร์ คานาวาติ นายกเทศมนตรีเมืองเบธเลเฮม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ขณะที่เบธเลเฮมเปิดไฟต้นคริสต์มาส ความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัสที่ผู้คนของเราในกาซาต้องทนนั้น ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของเรา”

นายกเทศมนตรีกล่าวเสริมว่า “บาดแผลของกาซาคือบาดแผลของเรา ผู้คนในกาซาคือผู้คนของเรา และแสงแห่งคริสต์มาสจะไม่มีความหมายใด ๆ เลย เว้นแต่มันจะสัมผัสหัวใจของผู้ทนทุกข์และถูกกดขี่ทั่วปาเลสไตน์ก่อน”

ชาวปาเลสไตน์ในเบธเลเฮมต่างหวังว่าเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่จะนำมาซึ่งความสงบสุข หลังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมานานสองปี พวกเขากล่าวว่า “เรากำลังมองหาความหวัง” และหวังว่าจากนี้ไปสันติภาพจะเข้ามาแทนที่

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถานการณ์ที่ยังคงไม่แน่นอน ในพิธีจุดไฟต้นคริสต์มาสจึง ไม่มีการจุดพลุ อย่างที่เคยมีมาก่อนสงคราม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเห็นใจต่ออนาคตที่ยังไม่แน่นอน.

ที่มา Reuters

ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

7 ธ.ค. 2568 10:55 น.

ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เครื่องบินขับไล่ของจีนได้ทำการ “ล็อกเรดาร์ควบคุมการยิง” ใส่เครื่องบินทหารญี่ปุ่นใกล้หมู่เกาะโอกินาวาถึง 2 ครั้งในวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยประณามการกระทำดังกล่าวว่า “อันตราย” และเกินความจำเป็นต่อการบินอย่างปลอดภัย เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ตอกย้ำความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองชาติเพื่อนบ้าน

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เปิดเผยวันนี้ (7 ธ.ค.) ว่า เครื่องบินขับไล่ของกองทัพจีนได้พุ่งเป้าเรดาร์ควบคุมการยิงใส่เครื่องบินของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นใกล้กับหมู่เกาะโอกินาวา ถึง 2 ครั้งในวันเสาร์

นายโคอิซูมิระบุผ่านโพสต์บน X ว่า การใช้เรดาร์ส่องเป้าเหล่านี้ “เกินกว่าสิ่งที่จำเป็นต่อความปลอดภัยในการบินของอากาศยาน” และกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “น่าเสียใจ” โดยญี่ปุ่นได้ยื่นประท้วงต่อประเทศจีนแล้ว

การล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงถือเป็นการกระทำที่คุกคามอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินทหาร เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการโจมตี ซึ่งจะบีบให้เครื่องบินที่ถูกล็อกเป้าต้องใช้มาตรการหลบหลีกทันที

ในการประชุมกับรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลียที่กรุงโตเกียว นายโคอิซูมิกล่าวว่า ญี่ปุ่นจะตอบโต้การกระทำของจีนอย่าง “เด็ดเดี่ยวและสุขุม” เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

เหตุการณ์เผชิญหน้านี้เกิดขึ้นใกล้กับหมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างญี่ปุ่นและจีน ถือเป็นการเผชิญหน้าทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี และมีแนวโน้มที่จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ

ญี่ปุ่นระบุว่า เครื่องบินขับไล่ J-15 ของจีนที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ทั้งสองครั้งนั้น ขึ้นบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิง ซึ่งกำลังทำการซ้อมรบทางตอนใต้ของหมู่เกาะโอกินาวา พร้อมด้วยเรือพิฆาตติดขีปนาวุธอีก 3 ลำ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-จีนย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดความตึงเครียดต่อประเด็นไต้หวัน ด้านสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพขนาดใหญ่ที่สุดในต่างประเทศตั้งอยู่ในโอกินาวา ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการกล่าวอ้างของญี่ปุ่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเครื่องบินรบจีน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า จีนได้ส่งเรือรบและเรือหน่วยยามฝั่งจำนวนมาก โดยมีจำนวนรวมกันกว่า 100 ลำ เข้าประจำการในน่านน้ำเอเชียตะวันออก ซึ่งรัฐบาลไต้หวันมองว่าเป็นการคุกคามภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ในวันอาทิตย์ หน่วยยามฝั่งไต้หวันกล่าวว่า กำลังเฝ้าติดตามการซ้อมรบของเรือรักษาความปลอดภัยทางทะเลของจีน 3 ลำ ทางด้านตะวันตกของเส้นมัธยฐานในช่องแคบไต้หวัน โดยระบุว่าสถานการณ์ในน่านน้ำรอบไต้หวันยังคง “เป็นปกติ”.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

7 ธ.ค. 2568 10:31 น.

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

เกิดเหตุสลดในรัฐกัว ประเทศอินเดีย เมื่อไนต์คลับชื่อดังถูกไฟไหม้กลางดึกวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุถังแก๊สระเบิดในห้องครัว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ศพ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำคลับและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นายกรัฐมนตรีโมดีร่วมแสดงความเสียใจ ด้านทางการสั่งสอบสวนหาผู้รับผิดชอบอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในรัฐกัว ประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ไนต์คลับยอดนิยมชื่อ “Birch by Romeo Lane” บริเวณหาดบากา ซึ่งเป็นหนึ่งในชายหาดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดในภูมิภาค ในพื้นที่เมืองอาร์โปรา ทางตอนเหนือของกัว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ศพ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็น พนักงานของคลับ  ขณะที่มีนักท่องเที่ยว รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

ตำรวจเชื่อว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันเสาร์ (6 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยสันนิษฐานเบื้องต้นว่าถังแก๊สในห้องครัวของคลับระเบิดทำให้เพลิงลุกโหมอย่างรวดเร็ว

นายอาล็อก กุมาร อธิบดีกรมตำรวจกัว ระบุว่า “ไฟไหม้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่บริเวณห้องครัวที่ชั้นล่าง” และศพผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกพบอยู่บริเวณรอบห้องครัว “ซึ่งบ่งชี้ว่าเหยื่อเหล่านั้นทำงานที่คลับ”

หลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแสดงความเสียใจต่อเหตุเพลิงไหม้ที่กัว ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเศร้าอย่างยิ่ง”

ด้าน ดร.ปราโมด สาวันต์ มุขมนตรีแห่งรัฐกัว เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 3 รายจากบาดแผลไฟไหม้ ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ มาจากการ ขาดอากาศหายใจ และยืนยันว่ามีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตประมาณ 3-4 คน แต่ยังไม่ทราบอายุหรือสัญชาติที่แน่ชัด

นายสาวันต์กล่าวว่า ได้เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการเพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้แล้ว และเน้นย้ำว่า: “ผู้ที่ถูกพบว่าต้องรับผิดชอบจะต้องเผชิญกับการดำเนินการทางกฎหมายที่เข้มงวดที่สุด การละเลยใด ๆ จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาด”

มีรายงานว่า ความพยายามในการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ของผู้เสียชีวิตเพื่อแจ้งให้ครอบครัวทราบ

พ่อครัวที่ทำงานในร้านใกล้เคียงกล่าวกัว่า เขารู้จักพนักงานบางคนของคลัและแสดงความกังวลต่อเพื่อนร่วมงานชาวเนปาลและชาวอินเดียที่มาจากรัฐอื่น ๆ เนื่องจากโทรศัพท์ของพวกเขาไม่สามารถติดต่อได้

กัวเป็นอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสที่มีชื่อเสียงด้านชายหาดและสถานบันเทิงยามค่ำคืน ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตาม อินเดียเคยเผชิญเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงตามสถานบันเทิงหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำกว่าเกณฑ์.

ที่มา BBC

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

7 ธ.ค. 2568 05:58 น.

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

ประธานาธิบดียูเครนส่งสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ และยืนยันว่า ยูเครนมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ต่อไป

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขามีการสนทนาทางโทรศัพท์อย่างสร้างสรรค์มากกับนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านสันติภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเรื่องแผนการสันติภาพ

เซเลนสกีระบุว่า พวกเขาได้หารือกันถึงวิธีที่จะรับประกันว่ารัสเซียจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อยุติสงครามกับยูเครน และเขามี “ความมุ่งมั่น” ที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ต่อไป

เจ้าหน้าที่ทีมเจรจาของยูเครนได้เข้าร่วมการสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าวด้วย โดยเข้าร่วมจากเมืองไมอามีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขากำลังดำเนินการเจรจาเรื่องการทำข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดันเป็นวันที่ 3 แล้ว แต่รัสเซียยังไม่มีท่าทีประนีประนอมใดๆ และยังคงทิ้งระเบิดในยูเครนต่อไป

“ยูเครนมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายอเมริกันด้วยความจริงใจเพื่อบรรลุสันติภาพอย่างแท้จริง” เซเลนสกีระบุผ่าน X “เราคุยกันครอบคลุมหลายแง่มุม และทบทวนประเด็นสำคัญที่สามารถรับประกันการยุติการนองเลือดและกำจัดภัยคุกคามจากการรุกรานเต็มรูปแบบครั้งใหม่ของรัสเซียได้”

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เขาได้พูดคุยกับนายเซเลนสกีแล้ว และขอมอบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้ยูเครนอย่างเต็มที่ “ฝรั่งเศสมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งหมดเพื่อออกมาตรการลดความรุนแรงและบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง”

ก่อนหน้านี้ นายมาครงยืนยันว่า เขาจะเข้าร่วมการเจรจาในลอนดอนในวันจันทร์กับนายเซเลนสกี, เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี โดยจะหารือกันเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ของยูเครนกับสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อหาข้อตกลงรับประกันความมั่นคงหลังสงครามให้ยูเครน

2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้ง 4 คนหารือกันเรื่องการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพของยุโรปไปประจำการในยูเครนหลังจากมีการหยุดยิง ซึ่งเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า กองกำลังรักษาสันติภาพจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการรับประกันความมั่นคงของยูเครน

แต่วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ต่อต้านแนวคิดเรื่องกองกำลังรักษาสันติภาพดังกล่าว โดยระบุว่า กองกำลังใดๆ ก็ตามที่ถูกส่งไปยูเครนจะกลายเป็น “เป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย” ของรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

7 ธ.ค. 2568 05:03 น.

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

โดรนโจมตีเมืองทางใต้ของซูดาน โจมตีโรงเรียนอนุบาล มีผู้เสียชีวิต 50 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก กองทัพรัฐบาลกล่าวหากลุ่มติดอาวุธคู่อริเป็นผู้ก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีเมืองคาโลกี ในภูมิภาคเซาท์คอร์โดฟาน ทางตอนใต้ของประเทศซูดาน โดยการโจมตีถูกโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 ศพ เป็นเด็กถึง 33 ราย

เครือข่ายแพทย์ซูดาน (Sudan Doctors’ Network) กับกองทัพรัฐบาลซูดาน กล่าวหากองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (RSF) กองกำลังกึ่งทหารซึ่งกำลังต่อสู้ในสงครามกลางเมืองกับกองทัพรัฐบาลซูดาน ว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว

ด้าน RSF ยังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุโจมตีโรงเรียนอนุบาล แต่พวกเขากล่าวหากองทัพรัฐบาลว่า ใช้โดรนโจมตีตลาดแห่งหนึ่งในภูมิภาคดาร์ฟูร์ ทางตะวันตกของซูดาน และโจมตีคลังเชื้อเพลิงใกล้จุดผ่านแดน “อาเดร” (Adre) ซึ่งติดกับชายแดนประเทศชาด

ทั้งนี้ ซูดานได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามกลางเมืองซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 หลังกองกำลัง RSF กับกองทัพรัฐบาลที่เคยเป็นพันธมิตรกันมาก่อน กลับต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน

ตามข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นแนวร่วมกับกองทัพ ระบุว่า โรงเรียนอนุบาลถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากโดรนถึงสองครั้ง พลเรือนและบุคลากรทางการแพทย์ที่รีบไปยังโรงเรียนก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ด้านโฆษกขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ออกมาแสดงความเห็นเรื่องการโจมตีครั้งนี้ว่า “การสังหารเด็กในโรงเรียนของพวกเขาเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง” “เด็ก ๆ ไม่ควรต้องเป็นผู้จ่ายราคาของความขัดแย้ง”

UNICEF เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการโจมตีเหล่านี้ทันที และอนุญาตให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้อย่างปลอดภัยและไม่มีสิ่งกีดขวาง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

7 ธ.ค. 2568 03:47 น.

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

(AFP PHOTO / TAKE BACK POWER / HANDOUT)

ตำรวจอังกฤษจับผู้ต้องสงสัย 4 ราย ฐานก่อเหตุสาดอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎอิมพีเรียลสเตต ซึ่งกษัตริย์สวมใส่ในพิธีสำคัญของประเทศ เพื่อประท้วงรัฐบาล

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568 ตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 4 คน ฐานก่อเหตุขว้างและเทอาหาร ซึ่งเชื่อว่าเป็น คัสตาร์ดกับแอปเปิลครัมเบิล ใส่ตู้กระจกจัดแสดง “มงกุฎอิมพีเรียลสเตต” เครื่องราชกกุธภัณฑ์อันประเมินค่าไม่ได้ของอังกฤษ ที่หอคอยแห่งลอนดอน

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติการหลังจากได้รับแจ้งว่า มีผู้สร้างความเสียหายต่อตู้กระจกจัดแสดงมงกุฎอิมพีเรียลสเตต โดยผู้ต้องสงสัย 4 คนขว้างปาอาหารเข้าใส่ตู้จัดแสดงดังกล่าว ก่อนที่ 2 คนจะออกจากที่เกิดเหตุ

กลุ่ม “ทวงคืนอำนาจ” (Take Back Power) ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วงดังกล่าว อ้างว่าทำเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรก่อตั้ง “สภาพลเมืองถาวร” หรือ “สภาประชาชน” (House of the People) ที่มีอำนาจในการ “จัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งมหาศาล และแก้ไขปัญหาของอังกฤษ”

พวกเขายังโพสต์วิดีโอแสดงให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งแปะถาดฟอยล์ที่บรรจุครัมเบิลกับแผ่นกระจก ก่อนที่ชายอีกคนจะสาดคัสตาร์ดใส่ตู้จัดแสดง

อนึ่ง มงกุฎอิมพีเรียลสเตต (Imperial State Crown) เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งตามปกติแล้วพระมหากษัตริย์อังกฤษจะทรงสวมในพิธีการอย่างเป็นทางการ เช่นพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เมื่อปี 2566 และในโอกาสสำคัญอย่างพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

ผู้ต้องสงสัย 2 คนที่ปรากฏในวิดีโอสวมเสื้อยืดที่มีข้อความว่า “take back power” โดยฝ่ายหญิงตะโกนใส่กล้องว่า “ประชาธิปไตยพังทลายแล้ว!” ก่อนที่ชายซึ่งเทคัสตาร์ดจะกล่าวเสริมว่า “อังกฤษแตกสลายแล้ว เรามาที่นี่ ที่เครื่องประดับอัญมณีแห่งชาตินี้ เพื่อทวงคืนอำนาจ”

ด้าน น.ส.ซาราห์ โจนส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ “น่าอับอาย” พร้อมเสริมว่า “มีความแตกต่างชัดเจนระหว่างสิทธิ์ในการประท้วงตามระบอบประชาธิปไตย กับพฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้”

หลังเกิดเหตุ “จีเวล เฮาส์” (Jewel House) ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงภายในหอคอยแห่งลอนดอน ถูกปิดไม่ให้สาธารณชนเข้าชม เพื่อเปิดทางเจ้าหน้าที่เข้าสืบสวน

“เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจนครบาลลอนดอนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยมีผู้ถูกจับกุมแล้ว 4 คนในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้สร้างความเสียหายทางอาญา” ตำรวจนครบาลกล่าวเสริมในแถลงการณ์ โดยระบุว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc

ช็อก กราดยิงบาร์แอฟริกาใต้ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 คน ยังจับมือปืนไม่ได้

ช็อก กราดยิงบาร์แอฟริกาใต้ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 คน ยังจับมือปืนไม่ได้

7 ธ.ค. 2568 02:15 น.

ช็อก กราดยิงบาร์แอฟริกาใต้ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 คน ยังจับมือปืนไม่ได้

เกิดเหตุมือปืนกราดยิงที่บาร์แห่งหนึ่งใกล้กับกรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ รวมเด็กชายวัย 3 ขวบ และมีผู้บาดเจ็บอีกนับสิบราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ อัธเลนดา มาเธ โฆษกสำนักงานตำรวจแอฟริกาใต้ยืนยันว่า เกิดเหตุกราดยิงที่บาร์แห่งหนึ่งในเมืองซอลส์วิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพริทอเรียไปทางตะวันตก 18 กม. โดยมีผู้ถูกยิง 25 ราย จำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 12 ศพ รวมถึง เด็กชายวัย 3 ขวบ เด็กชายวัย 12 ขวบ และเด็กหญิงวัย 16 ปี

เหตุกราดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่นาง มาเธระบุว่าเป็น บาร์ผิดกฎหมาย ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อเวลาประมาณ 4.30 น. ของวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. โดยมือปืน 3 คนกราดยิงแบบไม่เลือกหน้าเข้าใส่กลุ่มชายที่กำลังดื่มกินกันอยู่

ตำรวจไม่ได้รับแจ้งเหตุจนกระทั่งเวลาประมาณ 6.00 น. ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตามล่าตัวคนร้าย ในขณะที่ยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุที่แน่ชัด

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมมากที่สุดในทวีปแอฟริกา แต่พวกเขากำลังต่อสู้กับปัญหาอาชญากรรมและการทุจริตที่ฝังรากลึก ซึ่งขับเคลื่อนโดยเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม

แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีอัตราการฆาตกรรมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่วนใหญ่เป็นการปล้นและการใช้ความรุนแรงของกลุ่มแก๊ง โดยในระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายนปีนี้ ในแอฟริกาใต้มีอัตราคนถูกฆาตกรรมถึงประมาณ 63 ศพต่อวัน

“เรากำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากเมื่อพูดถึงสถานประกอบการจำหน่ายสุราผิดกฎหมายและไม่มีใบอนุญาตเหล่านี้” นางมาเธกล่าว พร้อมเสริมว่าสถานที่เหล่านี้เป็นที่ที่เกิดเหตุกราดยิงมากที่สุด “ผู้บริสุทธิ์หลายคนโดนลูกหลงจากการกราดยิงนี้ด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 900 ศพ ผู้ว่าฯ เตือน ปชช.กำลังอดอยาก

เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 900 ศพ ผู้ว่าฯ เตือน ปชช.กำลังอดอยาก

6 ธ.ค. 2568 22:58 น.

เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 900 ศพ ผู้ว่าฯ เตือน ปชช.กำลังอดอยาก

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในอินโดนีเซียทะลุ 900 ศพแล้ว ขณะที่ผู้ว่าฯ จังหวัดอาเจะห์เตือนว่า ผู้คนกำลังเสียชีวิตจากความอดอยากไม่ใช่จมน้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตรา ของประเทศอินโดนีเซียในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 900 ศพแล้ว ในขณะที่ประชาชนในหลายพื้นที่ รวมถึงเขต “อาเจะห์ตามียัง” กำลังรอความช่วยเหลือจากทางการ

ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมและดินถล่มที่เกิดจากพายุไซโคลนในสามจังหวัดของอินโดนีเซียบนเกาะสุมาตรา รวมถึงอาเจะห์ เพิ่มขึ้นเป็น 908 ราย ในวันเสาร์ และมีผู้สูญหาย 410 ราย และระบบสภาพอากาศเดียวกันนี้ยังคร่าชีวิตผู้คนในภาคใต้ของไทยและในมาเลเซียรวมกันกว่า 200 ศพ

สำนักงานสภาพอากาศแห่งชาติของอินโดนีเซียระบุว่า ฝนอาจกลับมาตกในจังหวัดอาเจะห์และสุมาตราเหนืออีกครั้งในวันเสาร์ หลังเหตุอุทกภัยก่อนหน้านี้ สร้างความเสียหายให้ท้องถนน และตัดขาดเส้นทางลำเลียงเสบียง

นายมาซากีร์ มานาฟ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาเจะห์เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในโคลนที่ลึกระดับเอว อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนอาหารเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด ที่กำลังเล่นงานหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลและเข้าถึงยาก

“ผู้คนจำนวนมากต้องการปัจจัยพื้นฐาน หลายพื้นที่ในดินแดนห่างไกลของจังหวัดอาเจะห์ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ” นายมานาฟกล่าว “ผู้คนไม่ได้กำลังเสียชีวิตจากน้ำท่วม แต่เสียชีวิตจากความอดอยาก นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น”

นายมานาฟบอกอีกว่า หลายหมู่บ้านในเขตอาเจะห์ตามียัง ซึ่งปกคลุมไปด้วยป่าฝน ถูกน้ำพัดพาไปทั้งหมด “พื้นที่อาเจะห์ตามียังถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ด้านบนลงไปด้านล่าง ตั้งแต่ถนนหนทางลงไปจนถึงทะเล” เขากล่าว “หมู่บ้านและตำบลหลายแห่งตอนนี้เหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น”

ด้านนายมูนาวาร์ ลิซา ไซนาล ชาวจังหวัดอาเจะห์กล่าวว่าเขารู้สึก “ถูกทรยศ” โดยรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังคงปฏิเสธแรงกดดันให้ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติ

“นี่คือภัยพิบัติที่ไม่ธรรมดาที่ต้องรับมือด้วยมาตรการที่ไม่ธรรมดา” เขากล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี “หากมีการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติในภายหลัง จะมีประโยชน์อะไร?”

ทั้งนี้ การประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยปลดล็อกทรัพยากรต่างๆ และช่วยให้หน่วยงานของรัฐประสานงานการรับมือกับภัยพิบัติได้

นักวิเคราะห์คาดว่า รัฐบาลอินโดนีเซียอาจลังเลที่จะประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติ และขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพิ่มเติม เพราะจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ เห็นได้จากที่รัฐบาลยังคงยืนกรานว่า พวกเขาสามารถจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna