ลึกลับในสนามข่าว : 4 ธันวาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 4 ธันวาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 4 ธันวาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…สัปดาห์ก่อนโน้นขนทีมงานพร้อมรถบรรทุกความช่วยเหลือแล่นจากเมืองอุบลราชธานี ไปช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ในรอบหลายสิบปี โดย “สส.กานต์ -สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” เจ้าของสโลแกน “ผู้แทนไทบ้านผู้แทนของราษฎร” ถือธงลุยเดี่ยวพาไปเองขนเครื่องสาธารณูปโภคข้าวสาร อาหารแห้งเรือยนต์เรือยางก็นำไปด้วย รับหน้าที่ส่งความห่วงใยความช่วยเหลือจากคนอีสานบ้านเฮาไปส่งถึงมือพี่น้องชาวใต้ และยังอยู่ช่วยแจกข้าวแจกของ ในจำนวนนี้ แม้กระทั่งอาหารน้องหมาน้องแมว สส.สาวกานต์ก็มีไปจกด้วย คนละนิดละหน่อยละน้อย กระจายแบ่งปันให้ได้รับประทานกันถ้วนหน้า เพราะน้ำท่วมไม่ใช่แต่คนเดือดร้อนแต่สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ก็ลำเค็ญเช่นกัน…

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ

…หลังนำส่งความช่วยเหลือถึงมือแล้ว เจ้าตัวก็ขออำลาหาดใหญ่ เพื่อไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ตัวเองก่อน จากแขนขาวๆ ก็มีเกรียมเหมือนกันพี่น้อง ซึ่งกลับจากใต้มา ก็ไม่ได้หยุด ไปงานโน้นช่วยงานนี้ พบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน ร่วมกิจกรรมในพื้นที่เหมือนเดิม ที่มีรอยยิ้มต้อนรับให้สส.สาวแกร่งคนนี้ได้อบอุ่นใจเสมอ…ขณะลงพื้นที่ได้เจอพี่น้องหมู่เฮา ที่ทำ “อาชีพขายสลากฯ” ก็ไม่วายเข้าไปอุดหนุน นั่งอยู่กันกี่คนกี่แผง ผู้แทนสาวไทบ้านอุดหนุนกันครบทุกแผงถ้วนหน้าเลยจ้า เห็นภาพได้ไปปึกใหญ่อยู่ เจ้าตัวบอกว่า เห็นพี่น้องศรีเมืองใหม่นั่งขายสลาก “ฟ้าวอุดหนุนเลยจ้าจะได้ฟ้าวกลับบ้านเฮา”…พร้อมอวยพรให้ตัวเองว่า“ขอให้ถึกเด้อ เพี้ยงๆ”…พอถึงวันออกสลากแห่งชาติ สส.กานต์ก็หยิบของตัวมาดู ป๊าด…เบ็ดเสร็จน่าจะถึงพันใบ …5555 เจ้าตัวบอกว่า “เบิ่งค่ะพี่น้อง คำว่า ซื้อส่อยย แหน้ สส.” ก่อนจะมาบอกว่า แล้วใครจะตรวจละทีนี้ พร้อมกับบอกอีกว่า “ถ้าถึกสัญญาจะจ้างหมอลำมาให้เบิ่ง….”เอ้า เยอะขนาดนี้ ไม่รู้จะตรวจเสร็จเมื่อไหร่แต่ถ้า “ถึก” จริงละก็อ่ะนะ….ป่านนี้ตรวจเสร็จรึยังก็ไม่รู้…nn

‘รัฐบาล’ไม่สนหน้าไหน ลุยจับแก๊งสแกมเมอร์ จนท.ค้น50จุดทั่วไทย ยึดทรัพย์กว่าหมื่นล.

‘รัฐบาล’ไม่สนหน้าไหน ลุยจับแก๊งสแกมเมอร์ จนท.ค้น50จุดทั่วไทย ยึดทรัพย์กว่าหมื่นล.

‘รัฐบาล’ไม่สนหน้าไหน ลุยจับแก๊งสแกมเมอร์ จนท.ค้น50จุดทั่วไทย ยึดทรัพย์กว่าหมื่นล.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘รัฐบาล’ไม่สนหน้าไหน ลุยจับแก๊งสแกมเมอร์ จนท.ค้น50จุดทั่วไทย ยึดทรัพย์กว่าหมื่นล.

นายกฯ พร้อมคณะ แถลงผล ถอนรากถอนโคนแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตรวจค้น 50 เป้าหมาย อายัดทรัพย์สินกว่าหมื่นล้านบาท ลั่นยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ ย้ำใหญ่แค่ไหนถ้าเกี่ยวข้องก็จับกุมทั้งหมด

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการ “ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ” พร้อมด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. นายสุเทพ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้ปูพรมตรวจค้นเป้าหมาย 50 จุด ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางรายการสำคัญ ทั้งเรือยอชต์ รถหรู ที่ดิน และอายัดเงินในบัญชีรวมมูลค่ากว่า 10,165 ล้านบาท โดยเป็นการสืบสวนขยายผล และบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ปปง.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งในการคณะกรรมการธุรกรรม ที่ได้ประชุมครั้งที่ 13/2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ ที่เชื่อมโยงเส้นทางการเงินและการกระทำความผิดในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน

สำหรับรายละเอียดของคดีที่นำมาสู่การยึดทรัพย์ครั้งนี้ เนื่องจากคดีนายเฉิน จื้อ กับพวก ซึ่งเป็นเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ มีฐานใหญ่ในประเทศกัมพูชา เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท Prince Holding Group โดยพบพฤติการณ์ฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัลและสับเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ต่างๆ ในรูปแบบไฮบริดสแกม คณะกรรมการฯ จึงสั่งยึดทรัพย์สินกว่า 102 รายการ มูลค่าประมาณ 373 ล้านบาท ถัดมาคือคดีนายก๊ก อาน (Mr. Kok An) เจ้าของอาคารหลายแห่งในประเทศกัมพูชา ที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีการใช้บัญชีม้า สแกนใบหน้าเพื่อโอนเงิน และนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินในประเทศไทย แล้วให้ผู้อื่นถือครองแทน โดยคดีนี้มีการยึดทรัพย์สิน 90 รายการ มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท

คดีที่มีมูลค่าความเสียหายและยึดทรัพย์ได้สูงที่สุด คือคดี น.ส.แตงไทย กับพวก ซึ่งเชื่อมโยงกับนายยิม เลียก (Mr. Leak Yim) และนายเบน สมิธ (Mr. Smith Ben) บุคคลใกล้ชิดทายาทผู้มีอิทธิพลในประเทศกัมพูชา ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ และมีการโอนเงินหมุนเวียนระหว่างบริษัททั้งในและต่างประเทศอย่างซับซ้อน เพื่ออำพรางธุรกรรม คณะกรรมการฯ จึงมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินประเภทที่ดิน ห้องชุด และหลักทรัพย์ต่างๆ 66 รายการ รวมมูลค่า 9,279 ล้านบาท นอกจากนี้เลขาธิการ ปปง.ได้ใช้อำนาจยึดรถหรูเพิ่มเติมอีก 3 คัน ได้แก่ ZEEKR รุ่น 009, FERRARI รุ่น 488 GTB และ PORSCHE รุ่น CAYENNE S E-HYBRID COUPE ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินราคา

ส่วนคดีนายเอื้ออังกูร กับพวก ซึ่งเป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่ชักชวนประชาชนลงทุนเทรดหุ้นผ่านแอปพลิเคชัน ULELA Max โดยสร้างข้อมูลกำไรเท็จ เพื่อจูงใจผู้เสียหาย ก่อนจะนำเงินที่หลอกลวงได้ไปแปลงเป็นเหรียญดิจิทัล (USDT) ส่งต่อไปยังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยคดีนี้มีการยึดทรัพย์สิน 31 รายการ มูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

ทั้งนี้ คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวมีผลไม่เกิน 90 วัน โดยผู้ที่ถูกยึดทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสีย สามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระทำความผิด ต่อเลขาธิการ ปปง.ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งในการแถลงข่าว นายอนุทิน ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามถึงประเด็นความเชื่อมโยงกับบุคคลระดับสูง โดยเฉพาะกรณีที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมว.คลัง และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยอมรับว่ารู้จักกับนายเบน สมิธ หนึ่งในตัวละครสำคัญของเครือข่ายนี้ นายอนุทิน ชี้แจงว่า การรู้จักกันเป็นการส่วนตัวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ในทางปฏิบัติ ได้มอบนโยบายชัดเจนว่า ให้ดูที่การกระทำเป็นหลัก หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงใคร ต้องดำเนินคดีอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีการละเว้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีชื่อเสียงเพียงใด ยึดหลักการทำงานที่ว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” คือไม่ต้องสนใจว่าเป็นใคร แต่ให้ดูพฤติการณ์การกระทำความผิด หากตนไม่ดำเนินการเช่นนี้ ก็จะตกเป็นผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง

นายอนุทิน กล่าวถึงมาตรการเด็ดขาดต่อกลุ่มทุนสีเทา ที่แฝงตัวเข้ามาในประเทศไทย โดยสั่งการปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้เพิกถอนสัญชาติไทย ของนายยิม เลียก (Mr. Leak Yim) ประธานกรรมการ BIC Bank ธนาคารพาณิชย์กัมพูชา ซึ่งตรวจสอบพบว่าได้สัญชาติไทย มาจากการสมรสกับหญิงไทย (หมวด 6) โดยให้ดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกับรายอื่นๆ ที่ถูกเพิกถอนไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้นายอนุทิน ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ , ปปง. กระทรวงดีอี และกระทรวงยุติธรรม ที่ทุ่มเททำงานหนักท่ามกลางความเสี่ยง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้แม้ว่าเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้เพียง 8 สัปดาห์ แต่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉย และจะเดินหน้ากวาดล้างขบวนการเหล่านี้อย่างไม่มีวันหยุด ไม่ว่าจะเป็นช่วงปีใหม่ หรือเทศกาลใด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อยากให้ประชาชนในภาคใต้เข้าใจว่าคนทั้งประเทศมีความห่วงใยและอยากช่วยเหลือ ขณะเดียวกันก็เป็นกำลังใจให้กับอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเหนื่อยยาก และหวังว่ามาตรการในการเยียวยาจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘กิตติรัตน์’ท้วง กษ.ควรออกประกาศห้ามเผาป้องกัน PM2.5 ตั้งแต่ ธ.ค.นี้

'กิตติรัตน์'ท้วง กษ.ควรออกประกาศห้ามเผาป้องกัน PM2.5 ตั้งแต่ ธ.ค.นี้

‘กิตติรัตน์’ท้วง กษ.ควรออกประกาศห้ามเผาป้องกัน PM2.5 ตั้งแต่ ธ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.09 น.

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศเรื่อง มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.69 เป็นต้นไป ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องออกประกาศห้ามเผาในพื้นที่เกษตรตั้งแต่เดือน ธ.ค.และ ม.ค.69 ด้วย ไม่ใช่เพียงไปเริ่มในเดือน ก.พ.69 หากรัฐบาลไม่รีบแก้ประกาศฯ ถือว่ากระทรวงเกษตรฯ จงใจปล่อยให้ฝุ่น PM 2.5 คร่าชีวิตผู้คน

เมล็ดพันธุ์ สส.ที่ดี! ‘ปชป.’ภาคกลางเปิดงาน‘เพาะกล้า’คัด สส.

เมล็ดพันธุ์ สส.ที่ดี! ‘ปชป.’ภาคกลางเปิดงาน‘เพาะกล้า’คัด สส.

เมล็ดพันธุ์ สส.ที่ดี! ‘ปชป.’ภาคกลางเปิดงาน‘เพาะกล้า’คัด สส.

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.44 น.

เมล็ดพันธุ์ สส.ที่ดี! “ปชป.”ภาคกลางเปิดงาน”เพาะกล้า”คัด สส. ชูโมเดล”จับฉลากแสดงวิสัยทัศน์”ย้ำความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ลานสวนหย่อมภายในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคกลาง รวมพบปะพูดคุยกับผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงมีการทำกิจกรรมสุ่มจับฉลากขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ โดยมีคณะกรรมการสรรหาร่วมรับฟัง

นายเมฆินทร์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ว่า ได้จัดงาน “เพาะกล้า ประชาธิปัตย์ (ภาคกลาง)” ขึ้น เพื่อเปิดหน้าและคัดสรรผู้แสดงความจำนงลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีคุณภาพจำนวนกว่า 100 คน จาก 26 จังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น บริเวณสวนหย่อมของที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ในรูปแบบที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความใกล้ชิดระหว่างผู้เสนอตัวกับคณะกรรมการสรรหา

โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงานนั้น พรรคไม่ได้มองหาแค่ผู้สมัคร แต่กำลังมองหา “เมล็ดพันธุ์” ของการเป็น สส.ที่ดี ที่พร้อมจะหยั่งรากลึกและเติบโตเป็น “ต้นไม้แห่งความหวัง” ให้กับพี่น้องประชาชนในภาคกลาง ดังนั้นงานนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการสรรหาได้ใช้วิจารณญาณในการรับฟังและคัดสรรบุคลากรที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและอุดมการณ์อย่างแท้จริง

ขณะที่งานดังกล่าวมีไฮไลท์สำคัญ เป็นการจับฉลากเพื่อให้ผู้เสนอตัวให้แสดงวิสัยทัศน์ และแนวคิดในการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ได้อย่างฉับไวและตรงประเด็น ซึ่งการแสดงวิสัยทัศน์ที่มาจากการสุ่มจับฉลากนี้ ได้รับความสนใจจากคณะกรรมการสรรหาที่เข้าร่วมรับฟังอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะได้นำไปประเมินความพร้อมและคุณสมบัติของผู้เสนอตัวในด้านต่างๆ ทั้งความเข้าใจในพื้นที่ ภาวะผู้นำ และความมุ่งมั่นในการทำงานรับใช้ประชาชนต่อไป

– 006

ทบ.ไทยย้ำปฏิบัติการใช้อาวุธมุ่งเฉพาะ’เป้าหมายทางทหาร’ตามหลักมนุษยธรรมสากล

ทบ.ไทยย้ำปฏิบัติการใช้อาวุธมุ่งเฉพาะ'เป้าหมายทางทหาร'ตามหลักมนุษยธรรมสากล

ทบ.ไทยย้ำปฏิบัติการใช้อาวุธมุ่งเฉพาะ’เป้าหมายทางทหาร’ตามหลักมนุษยธรรมสากล

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.33 น.

ทบ.ไทยย้ำปฏิบัติการใช้อาวุธมุ่งเฉพาะ “เป้าหมายทางทหาร” ตามหลักมนุษยธรรมสากล โต้กัมพูชาบิดเบือนไทยโจมตีพลเรือน เพื่อเบี่ยงประเด็นจากข้อกล่าวหาลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตแดนไทย

จากกรณีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 กระทรวงสารสนเทศกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของนายลี ทุจ รองประธานองค์การ CMAA ระหว่างเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ณ กรุงเจนีวา โดยระบุว่าได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับนาง Pamela Moraga ผู้อำนวยการหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการใช้ระเบิดลูกปราย (Cluster Munitions Convention Implementation Support Unit) พร้อมกล่าวอ้างว่า “แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดลูกปราย แต่การใช้ระเบิดลูกปราย โดยเฉพาะต่อพลเรือน ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และต้องถูกประณามอย่างรุนแรง”

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าวว่า “กัมพูชายังคงใช้กลยุทธ์เผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับหลายกรณีที่ผ่านมา เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากข้อเท็จจริงตามหลักฐานของฝ่ายไทย  ที่ยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชามีการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อทหารไทย และขัดต่อหลักสากลอย่างร้ายแรง”

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า “ทุกการปฏิบัติการของกองทัพบกไทย การใช้อาวุธกระสุน และวัตถุระเบิดทางทหารจะกระทำต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น เช่น สิ่งปลูกสร้างหรือยานพาหนะทางทหารที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนไทย การใช้อาวุธทุกประเภทอยู่ภายใต้แผนการใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างรอบคอบ  ใช้เมื่อจำเป็นอยู่ภายใต้กรอบกติกาเคร่งครัด  ตามหลักมนุษยธรรม โดยไม่มุ่งเป้าต่อที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่พลเรือน”

ในส่วนที่กัมพูชากล่าวอ้างถึง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็ก และพยายามนำมาเชื่อมโยงให้ร้ายฝ่ายไทยนั้น พบว่าเป็นเหตุลักษณะเหมือนการนำวัตถุระเบิดเก่ามาแกะเพื่อใช้ประโยชน์จากเศษโลหะ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น นอกเขตพื้นที่การปะทะ ในพื้นที่พักอาศัย และ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของกองทัพบกไทย แต่อย่างใด

โดยตลอดเหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา มีเพียงฝ่ายกัมพูชาที่ใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งมีพยานหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับเลือกใช้วิธีการสร้างข่าวบิดเบือนเพื่อใส่ร้ายไทย และเบี่ยงความสนใจจากการกระทำผิดของตนเอง

ทั้งนี้ ไทยจะดำเนินการทุกขั้นตอนบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่นานาชาติเชื่อถือได้ มากกว่าคำกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชาที่ปราศจากหลักฐานรองรับ

– 006

ทบ.โต้กลับกัมพูชา ย้ำ PMN-2 ไม่เคยพบในพื้นที่มาก่อน พิสูจน์ชัดคือทุ่นระเบิดใหม่

ทบ.โต้กลับกัมพูชา ย้ำ PMN-2 ไม่เคยพบในพื้นที่มาก่อน พิสูจน์ชัดคือทุ่นระเบิดใหม่

ทบ.โต้กลับกัมพูชา ย้ำ PMN-2 ไม่เคยพบในพื้นที่มาก่อน พิสูจน์ชัดคือทุ่นระเบิดใหม่

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

ทบ.โต้กลับกัมพูชา ย้ำ PMN-2 ไม่เคยพบในพื้นที่มาก่อน พิสูจน์ชัดคือทุ่นระเบิดใหม่ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

จากกรณีเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา องค์การ CMAA ของกัมพูชาได้เผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ โดย ระบุว่า “กัมพูชาไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนับตั้งแต่เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนเป็นเพียงทุ่นระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามในอดีต ประเทศไทยดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยลำพังไม่มีการประสานงานและขาดความโปร่งใส ปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดของกัมพูชาดำเนินการสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐภาคีส่งเสริมการสืบสวนทางเทคนิคโดยมีผู้เป็นกลางเข้าร่วม และยืนยันว่ากัมพูชามุ่งมั่นรักษาสันติภาพและปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างเคร่งครัด”

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจข้อเท็จจริงดังนี้

“ยืนยันว่าเป็น “ทุ่นระเบิดใหม่” ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่า โดยทุ่นระเบิดส่วนใหญ่ที่ตรวจพบในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งกรณีที่ฝ่ายไทยประสบเหตุได้รับบาดเจ็บแล้วจำนวน 7 ครั้งนั้น ล้วนเป็นทุ่นระเบิดที่เพิ่งถูกลอบวางใหม่ โดยฝ่ายไทยมีหลักฐานเชิงเทคนิคและข้อมูลเชิงประจักษ์รองรับ สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่ามิใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างมาจากสงครามในอดีตตามที่กัมพูชาอ้างแต่อย่างใด

การที่กัมพูชาพยายามอ้างว่าทุ่นระเบิดที่ตรวจพบเป็นทุ่นระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามในอดีต ถือเป็นความพยายามบ่ายเบี่ยงและกล่าวอ้างเพื่อแก้ตัว ซึ่งไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เป็นเหตุผลที่ “ฟังไม่ขึ้น”

จากข้อมูลด้านยุทโธปกรณ์ พบว่าในห้วงสงครามภายในกัมพูชาในอดีต ไม่ปรากฏว่ามีการนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 มาใช้แต่อย่างใด เนื่องจากทุ่นระเบิดชนิดดังกล่าวเพิ่งถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้งาน หลังช่วงเวลาที่สงครามในอดีตของกัมพูชาได้ยุติลงแล้ว

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รายงานการสำรวจ พบ และเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่รายงานผ่านศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติของไทย (TMAC) ต่อกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ไม่เคยปรากฏว่ามีการพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 อยู่ในพื้นที่รายงานดังกล่าวมาก่อนเลย

ข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์และข้อมูลรายงานเหล่านี้ จึงขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคำอ้างของกัมพูชาที่ระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดจากสงครามในอดีต

ดังนั้น จึงบ่งชี้ได้ว่า กัมพูชาเพิกเฉยต่อหลักมนุษยธรรมจากการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยยังคงพยายามนำทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมาวางในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน เพื่อให้เกิดความสูญเสียแก่ฝ่ายไทย ไม่ว่าจะเป็นกำลังพลหรือประชาชน ย่อมสะท้อนอย่างชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ได้คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริง และเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาออตตาวา ตลอดจนหลักการด้านมนุษยธรรมสากลที่ทุกฝ่ายควรยึดถือร่วมกัน”

– 006

ปลดฟ้าผ่า‘กัณวีร์ สืบแสง’พ้นเลขาพรรคเป็นธรรม เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน‘อนุทิน’นั่งนายกฯ

ปลดฟ้าผ่า‘กัณวีร์ สืบแสง’พ้นเลขาพรรคเป็นธรรม เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน‘อนุทิน’นั่งนายกฯ

ปลดฟ้าผ่า‘กัณวีร์ สืบแสง’พ้นเลขาพรรคเป็นธรรม เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน‘อนุทิน’นั่งนายกฯ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.59 น.

ปลดฟ้าผ่า”กัณวีร์ สืบแสง”พ้นเลขาพรรคเป็นธรรม เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน”อนุทิน”นั่งนายกฯ ด้าน”ปิติพงศ์ เต็มเจริญ”ลาออกหัวหน้า ก่อนประชุมใหญ่ 21 ธ.ค.เคาะ กก.บห.ชุดใหม่ เตรียมเลือกตั้งปีหน้า

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคเป็นธรรม FAIR Party” โพสต์ข้อความระบุว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาปากท้องและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ การบริหารประเทศไม่ทันต่อสถานการณ์ และประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงใกล้การเลือกตั้งที่จะมาถึง การเตรียมความพร้อมและการวางแผนยุทธศาสตร์ทั้งด้านนโยบายเพื่อพี่น้องประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

พรรคเป็นธรรมจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในให้มีความพร้อมและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งในระดับผู้นำและฝ่ายบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เคารพต่อข้อบังคับของพรรค โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พรรคฯ ขอแจ้งให้ทราบว่า

1. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ได้แสดงเจตจำนงลาออกจากตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคเป็นธรรม”

2. พรรคมีมติให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่ง “เลขาธิการพรรคเป็นธรรม” มีผลนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เนื่องจากได้กระทำการอันขัดต่อข้อบังคับพรรค โดยแอบอ้างใช้มติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา โดยมิได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งที่ข้อบังคับพรรคกำหนดให้ต้องได้รับมติจากคณะกรรมการบริหารพรรคในประเด็นการสนับสนุนบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ พรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับและมติพรรคอย่างเคร่งครัดภายใต้บริบทการเมืองที่กำลังก้าวสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญ พรรคเป็นธรรมจะดำเนินการจัดให้มีการประชุม เพื่อคัดสรรและแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และทีมบริหารชุดใหม่ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนนำทีมในการเตรียมลงเลือกตั้ง และขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา พรรคเป็นธรรมยืนยันความมุ่งมั่นและจุดยืนในการทำการเมืองใหม่อย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

– 006

นายกฯลั่นคนเพื่อนน้อย เมินคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. ย้ำให้นโยบายทำงาน’ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’

นายกฯลั่นคนเพื่อนน้อย เมินคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. ย้ำให้นโยบายทำงาน'ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม'

นายกฯลั่นคนเพื่อนน้อย เมินคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. ย้ำให้นโยบายทำงาน’ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.28 น.

นายกฯลั่นคนเพื่อนน้อย เมินคดีเขากระโดง-ฮั้วสว. ย้ำให้นโยบายทำงาน”ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่มีหนี้ต้องตอบแทนอะไรใคร

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาด ไทย กล่าวถึงกรณีติดตามคดีสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม ว่า ตนได้มอบหมาย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งได้ให้นโยบายไปแล้ว โดยยึดนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” คือ ทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ดูพฤติกรรมถ้าผิดก็เปิดชื่อมา เจอใครก็คนนั้นแหละ ดูสำนวนการกระทำความผิด ไม่ต้องสนใจว่าเขาชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร หรือจะเป็นนักการเมืองก็ตาม ส่วนสำนวนคดี ฮั้ว สว.และคดีเขากระโดง ก็ไม่ได้ติดตาม เพราะทุกอย่างเป็นตามกระบวนการ

เมื่อถามว่า ส่วนประเด็นเรือนจำ “คุกวีไอพี” มีติดตามความคืบหน้าอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ทาง รมว.ยุติธรรม ได้ดำเนินการแล้ว อะไรที่มันอุกอาจ ท่านไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมคนเพื่อนน้อย และไม่มีหนี้ที่ต้องไปใช้ตอบแทนอะไรใคร ส่วนกรณี นายมานพ ชมชื่น อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ยื่นคำร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ซึ่งรายละเอียดต้องสอบถาม รมว.ยุติธรรม

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในส่วนนโยบายเรื่องการปฏิรูปการทำงานของกรมราชทัณฑ์ได้ให้ไปหมดแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และ รมว.ยุติธรรม กำลังดำเนินการอยู่ ในประเทศไทยไม่มีใครมีอำนาจเหนือกฎหมายได้ และไม่จำเป็นต้องสั่งการอธิบดีหรือใคร เพราะเขารู้อยู่แล้ว ยึดถือหลักอยู่แล้ว

‘นายกฯ’เซ็นตั้ง คกก.ถอดบทเรียนหาดใหญ่-เสนอแนวทางป้องกัน

‘นายกฯ’เซ็นตั้ง คกก.ถอดบทเรียนหาดใหญ่-เสนอแนวทางป้องกัน

‘นายกฯ’เซ็นตั้ง คกก.ถอดบทเรียนหาดใหญ่-เสนอแนวทางป้องกัน

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.12 น.

“นายกฯ”ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง”คณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย” ถอดบทเรียนหาดใหญ่-เสนอแนวทางป้องกัน

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 459/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย

โดยคำสั่งดังกล่าวมีข้อความระบุว่า โดยที่ในปี 2554 ได้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นในภาคกลาง และในปีนี้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นที่จังหวัดสงขลา และเกิดอุทกภัยขึ้นในภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต สมควรที่จะถอดบทเรียนเพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายมากอย่างในอดีต รวมทั้งวางแผนและมาตรการให้ความช่วยเหลือ แก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยหากมีเหตุทำนองดังกล่าวเกิดขึ้น ด้วยความรวดเร็ว และโดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

อาศัยอำนาจตามมาตรา 11(6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยขึ้น โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1.นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ

2.รองนายกรัฐมนตรีทุกคน รองประธานกรรมการ

ขณะที่กรรมการ ประกอบด้วย 3.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 4.ปลัดกระทรวงกลาโหม 5.ปลัดกระทรวงการคลัง 6.ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 7.ปลัดกระทรวงมหาดไทย 8.ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 9.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด 10.เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 11.เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 12.อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 13.อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง 14.อธิบดีกรมชลประทาน 15.อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา 16.อธิบดีกรมทางหลวง 17.อธิบดีกรมเจ้าท่า

18.ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

19.ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 20.อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 21.นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา22.นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ 23.เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมรมราชูปถัมภ์ 24.ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา 25.นายเสรี ศุภราทิตย์

26.นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 27.นายแก้วสรร อติโพธิ 28.นายดุสิต เครืองาม

29.นายอนุชิต อนุชิตานุกูล 30.นายพณชิต กิตติปัญญางาม 31.รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายและเลขานุการร่วม 32.รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมอบหมายและเลขานุการร่วม

และ 33.เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยเลขานุการ ที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายจำนวนไม่เกิน 2 คน

ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

1.ศึกษาและถอดบทเรียนจากมหาอุทกภัยที่จังหวัดสงขลาโดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ รวมทั้งมหาอุทกภัยปี 2554 เพื่อเสนอแนวทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายใหญ่จากอุทกภัยในอนาคตซึ่งรวมถึงแนวทางในการจัดทำ

(1.1) ระบบเตือนภัย ป้องกันภัย ศูนย์อพยพ ยานพาหนะ เครื่องมือเครื่องใช้ภัย คลังอาหาร เวชภัณฑ์สำรอง และสิ่งจำเป็นอื่น

(1.2) ระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมรับมืออุทกภัย ทั้งไฟพ็ก ประปา การโทรคสทรโทรคนาคม

(1.3) ระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลให้พร้อมรับมืออุทกภัย

(1.4) คู่มือประชาชนเพื่อรับมืออุทกภัย และจัดฝึกซ้อมจริงอย่างน้อยปีละหนึ่งหนึ่งคนึ่งครึ่งครั้ง

(1.5) คู่มือเจ้าหน้าที่ในการบรรเทาอุทกภัย และตั้งธ์บัญชาการการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่มีเอกภาพ

2.ศึกษาการดำเนินการของประเทศที่มีความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย หรือภัยธรรมชาติอื่น และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือให้มาช่วยสร้างระบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่มีประสิทธิภาพ

3.นำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอต่างๆ ไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง

4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือบุคคล ให้ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมายหรือให้ดำเนินการแทนคณะกรรมการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ

5.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายในกรณีที่กรรมการคนใดพ้นจากตำแหน่งเพราะตาย หรือลาออกให้คณะกรรมการเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

ให้คณะกรรมการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามเดือนนับแต่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับและเสนอรายงานให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเพื่อถือปฏิบัติต่อไปเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบรายงานของคณะกรรมการแล้ว ให้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาตินำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณากำหนดไว้ในแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติด้วย และให้ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการเผยแพร่ผลการศึกษาและถอดบทเรียนจากมหาอุทกภัยให้ประชาชนทั่วไปรับทราบโดยไม่ชักช้า

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมของคณะกรรมการ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมคณะกรรมการ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานให้เบิกจ่ายตามระเบียบทางราชการโดยให้เบิกจ่ายจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2568

– 006