เพื่อไทย อ้างประชาชนโวย นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน หลายคนยังต้องจ่ายเต็ม

เพื่อไทย อ้างประชาชนโวย นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน หลายคนยังต้องจ่ายเต็ม

เพื่อไทย อ้างประชาชนโวย นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน หลายคนยังต้องจ่ายเต็ม

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

‘ดร.ตั้น’ ลั่น ปชช.โวยหนักนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน แต่จ่ายจริงพุ่งถึง 42 บาท หลัง รบ.แจงไม่ชัดใช้กับบัตรใดได้บ้าง โว หาก ‘เพื่อไทย’ กลับมาเป็น รบ. พร้อมดัน 20 บาทตลอดสายคืนให้ปชช. 

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 1 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรค พท. ในฐานะอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเริ่มใช้นโยบายเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง วันนี้เป็นวันแรก ว่า พบว่ามีผู้โดยสารจำนวนมากยังต้องจ่ายราคาเต็ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ซื้อบัตรโดยสารรายเที่ยวจากตู้หรือชำระเงินสด ทำให้ราคาโดยสารพุ่งขึ้นไปถึง 42 บาทต่อเที่ยว ขณะที่การสลับสายยิ่งทำให้ค่าโดยสารเพิ่มแบบพุ่งพรวด 

นายกฤชนนท์ กล่าวต่อว่า แม้เป็นวันแรกของการประกาศใช้นโยบายก็ตาม แต่เนื่องด้วยไม่มีการสื่อสารเชิงรุกจากภาครัฐ ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ไม่ชี้แจงขั้นตอนการใช้บัตร EMV หรือเงื่อนไขสิทธิ์ จนประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่านโยบายจะมีผลกับการจ่ายทุกช่องทาง และควรใช้งานได้ทันที โดยไม่รู้ว่าต้องใช้บัตร EMV Contactless บัตร Mangmoom EMV และ บัตร MRT EMV เท่านั้น จึงจะสามารถใช้สิทธิเหมาจ่าย 40 บาทต่อวันได้ ตามข้อกำหนดที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569

นายกฤชนนท์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ มีกระแสสะท้อนจากประชาชนล่าสุดระบุว่า ต้องการให้นโยบาย 20 บาทตลอดสายกลับคืนมา ซึ่งขณะนี้ผู้โดยสายเฉพาะสายสีแดง-ม่วง ใช้บริการเกือบ 1 แสนคนต่อเที่ยวต่อวัน ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า หากพรรค พท.ได้กลับมาเป็นรัฐบาล เราจะสร้างความเป็นธรรมกลับให้พี่น้องประชาชน โดยค่าโดยสารต้องมีราคาที่เหมาะสม โดยการเร่งผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายให้ครอบคลุมทุกสีทุกสาย โดยประชาชนจะจ่ายไม่เกิน 20 บาทไม่ว่าขึ้นหรือลงสถานีใด 

นายกฤชนนท์ กล่าวอีกว่า เรามุ่งหวังเปลี่ยนแปลงระบบขนส่งสาธารณะของคนกรุงเทพฯ โดยสร้างมาตรฐานการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไม่ว่าจะเดินทางไปสายไหน สีใด ก็มีราคาเพียง 20 บาทตลอดสายเท่านั้น เพื่อผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้บริการมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันที่มีการใช้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดในกรุงเทพฯ อีกทั้งยังสามารถลดการจราจรที่ติดขัดได้อย่างชัดเจน พร้อมกับลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ใกล้เข้าสู่ช่วงวิกฤตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

จุลพันธ์ ยันไม่จริง เพื่อไทย ยื่นซักฟอกรัฐบาล หลัง 11 ธ.ค. ชี้ไม่ใช่เวลาเหมาะสม

จุลพันธ์ ยันไม่จริง เพื่อไทย ยื่นซักฟอกรัฐบาล หลัง 11 ธ.ค. ชี้ไม่ใช่เวลาเหมาะสม

จุลพันธ์ ยันไม่จริง เพื่อไทย ยื่นซักฟอกรัฐบาล หลัง 11 ธ.ค. ชี้ไม่ใช่เวลาเหมาะสม

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

‘จุลพันธ์’ สยบลือ ‘เพื่อไทย’ ยื่นซักฟอกรัฐบาลหลัง 11 ธ.ค.นี้ไม่จริง ยันไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม โต้กลับคนพูดหาก ‘พท.’ ยื่นซักฟอกแล้วจ่ายเยียวยาไม่ได้  บอก หากเป็นนักการเมืองมีประสบการณ์จะไม่พูดแบบนี้โยนความผิดใส่คนอื่น 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่และหัวหน้าพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังมีข้อมูลว่าพรรค พท.จะยื่นหลังวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ว่า ไม่มีข่าวในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข่าวที่ไม่มีกระบวนการออกจากพรรค พท. ส่วนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ย้ำว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะมาคุยในนาทีนี้ แต่ยืนยันกระบวนการตรวจสอบพรรค พท.ไม่ได้หยุดนิ่ง ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด และติดตามการทำงานของรัฐบาลเรื่องการบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ 

“สะท้อนชัดถึงประสิทธิภาพ ฉะนั้น เรารวบรวมประเด็นทั้งหมดอยู่ การทำงานเรื่องติดตามตรวจสอบรัฐบาลเราไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กระบวนการพูดคุยการยื่นหรือไม่ยื่นญัตติ ในช่วงนี้ขออนุญาตยังไม่พูดคุย เพราะเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขน้ำท่วม อยากให้เขามีสติ สมาธิ กลับไปทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้สมบูรณ์กว่านี้อย่างเต็มที่ รอฟังว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจะคืบหน้าอย่างไรค่อยมาคุยกันหลังจากนั้น” นายจุลพันธ์ กล่าว 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สำหรับประเด็นเรื่องการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ของรัฐบาลจะนำไปอยู่ในเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ซึ่งถือเป็นการบริหารของรัฐบาล ที่ถือว่าเป็นข้อบกพร่องผิดพลาด เป็นเรื่องปกติ

เมื่อถามถึง กรณีแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุว่าหากพรรค พท.ยื่นซักฟอก จะเป็นเหตุให้รัฐบาลยุบสภา และไม่สามารถเยียวยาดูแลประชาชนที่ประสบผลกระทบจากน้ำท่วมได้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หากเป็นนักการเมืองที่อยู่ในระบบประชาธิปไตย และมีประสบการณ์ทำงานด้านการบริหารจะไม่พูดในลักษณะนี้ออกมา เพราะไม่ใช่เรื่องการโยนความผิดใส่คนอื่นเป็นความล้มเหลวของตน

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องกระบวนการยื่นซักฟอกเป็นการตรวจสอบไม่มีเหตุใดๆที่รัฐบาลจะต้องยุบสภาเพื่อหนีการซักฟอก ฉะนั้น หากพรรค พท.ยื่น รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการตอบเท่านั้น สภามีหน้าที่ในการตัดสินใจรับรองให้ดำเนินการในฐานะ ภารกิจรัฐบาลต่อหรือไม่ เป็นไปตามกลไกและไม่มีเหตุใดที่จะมาอ้าง และหนีจากกระบวนการในการตรวจสอบ ตนมองว่าคนที่พูดเช่นนั้นอาจไม่เข้าใจกลไกตามระบบประชาธิปไตยจึงได้พูดคำนี้ออกมา

จุลพันธ์ โวแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย หลากหลาย-ตอบโจทย์ เลี่ยงตอบมีชื่อ ยศชนัน หรือไม่

จุลพันธ์ โวแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย หลากหลาย-ตอบโจทย์ เลี่ยงตอบมีชื่อ ยศชนัน หรือไม่

จุลพันธ์ โวแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย หลากหลาย-ตอบโจทย์ เลี่ยงตอบมีชื่อ ยศชนัน หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

‘จุลพันธ์’ เลี่ยงตอบ ‘ยศชนัน’ นั่งแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทยหรือไม่ รับ เป็นไปได้อาจมี สส.ร่วมเป็นแคนดิเดต แต่ต้องเป็นมติพรรค-หน้าที่กก.บห. ย้ำ เปิดตัวกลาง ธ.ค.นี้ 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่และหัวหน้าพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดเผยรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. ว่าในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

เมื่อถามว่า มีการจับตาถึงนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นักวิจัยด้านสมองและวิศวกรรมชีวการแพทย์ ลูกของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท.หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นายยศชนัน เป็นนักวิชาการเข้ามาช่วยเรื่องนโยบายของพรรค พท. และคลิปข่าวที่มีการเผยแพร่เป็นกิจกรรมอบรมของพรรค พท. ชื่อโครงการ YPP ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ สนใจทั้งการเมือง มีศักยภาพในการทำงานด้านการเมืองขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต ท่านรับเป็นหนึ่งในวิทยากร หลายคนก็ไปเป็นวิทยากร อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พูดคุยในประเด็นนี้ 

เมื่อถามถึง กรณีคนในพรรค พท.สะท้อนหรือไม่ว่า 1 ใน 3 ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นคนในพรรค เช่น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรค พท. นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในพรรคมีการพูดคุยกันอย่างหลากหลายเป็นเรื่องปกติ สส. ในพรรค พท.ยังหารือกันต่อเนื่อง แต่สุดท้ายจะมีมติอย่างไร เรารับฟังทุกทุกคน และเป็นเรื่องที่กรรมการบริหารพรรคจะต้องหาตัวบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุด และยอมรับว่าเป็นไปได้ที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท.จะมี สส. ของพรรค พท.ด้วย 

”ข้อดีคือเรามีความหลากหลาย บุคลากรเรามีได้ถึง 3 คน ครั้งที่แล้วเราก็มี 3 คน ซึ่งแต่ละท่านมีจุดเด่นจุดแข็งแตกต่างกัน ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน คงจะมีความหลากหลาย ซึ่งต้องตอบโจทย์ในเรื่องของความต้องการของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นหลัก เรื่องของเศรษฐกิจปากท้อง เรื่องงานด้านการเมือง ด้านวิชาการ ต้องหารือกันให้ได้ข้อสรุป“ นายจุลพันธ์ กล่าว 

เพื่อไทย อัด รัฐบาล บกพร่อง ปมไม่มีเตรียมตั้งศูนย์พักพิงล่วงหน้า แนะ 4 ข้อช่วยประชาชน

เพื่อไทย อัด รัฐบาล บกพร่อง ปมไม่มีเตรียมตั้งศูนย์พักพิงล่วงหน้า แนะ 4 ข้อช่วยประชาชน

เพื่อไทย อัด รัฐบาล บกพร่อง ปมไม่มีเตรียมตั้งศูนย์พักพิงล่วงหน้า แนะ 4 ข้อช่วยประชาชน

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘เพื่อไทย’ อัด ‘รัฐบาล’ บกพร่องปมไม่มีเตรียมตั้งศูนย์พักพิงล่วงหน้า แนะ 4 ข้อช่วยประชาชนหลังน้ำท่วม-ทบทวนมาตรการเยียวยา ลั่น ต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้กลางทาง จี้ เปิดยอดผู้เสียชีวิตให้ชัด

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 1 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท. แถลงถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ว่า พรรค พท.ขอแสดงความเสียใจต่อพี่น้องประชาชนและผู้สูญเสียทุกท่าน รวมถึงขอขอบคุณบุคลากรด้านหน้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องข้าราชการในส่วนของอาสาสมัครจากภาคประชาชนที่มาจากทุกสารทิศ ทั่วประเทศในการทุ่มเทแรงกาย แรงใจในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ ตลอดจนขอขอบคุณพี่น้องประชาชน สมาชิกพรรคเพื่อไทยจากทั่วประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งในการส่งอาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค เสื้อผ้า เครื่องออกซิเจน อุปกรณ์ในการดำรงชีวิตอื่นๆ นอกจากนี้ พรรค พท.จะรวบรวมสิ่งของเหล่านี้เพื่อนำส่งไปยังพี่น้องประชาชนผู้เดือดร้อนในภาคใต้อย่างต่อเนื่องต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ความปกติ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า พรรค พท. รวบรวมข้อเสนอที่อยากจะเสนอไปทางรัฐบาลให้เร่งดำเนินการคือ 1.เราอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในการพิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิต กำหนดเกณฑ์เรื่องการเยียวยาให้ชัดเจน มีความโปร่งใส ให้ขั้นตอนการเยียวยาเกิดขึ้นและมีความยุติธรรม ซึ่งเราได้เห็นว่าประชาชนต้องไปต่อคิวถ่ายเอกสารหนังสือสำคัญ ฉะนั้น กระบวนการเยียวยาต้องดำเนินการได้ง่ายขึ้นและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนนำร่างของผู้เสียชีวิตไปดำเนินพิธีทางศาสนาภายในกรอบเวลาที่ความเหมาะสม 

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า 2.กระบวนการเยียวยาทางด้านจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พรรค พท.ลงไปในพื้นที่กับคณะนักจิตวิทยาวิทยาหลายท่าน ได้พูดคุยกับนักจิตวิทยาที่อยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ด้วย เพื่อประสานความร่วมมือเพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งการสูญเสียแบบนี้ ควรมีความพูดคุย และให้คำปรึกษาจากมืออาชีพด้านจิตวิทยาเพื่อให้พี่น้องประชาชนและกลุ่มเปราะบาง สามารถปรับระดับจิตใจและเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว อาจจะจัดเป็นทีมโมบายเพื่อเข้าถึงประชาชน และอยากให้รัฐบาลนี้สานต่อของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยคือเทเลเมดิซีน (Telemedicine) เป็นช่องทางหนึ่งที่ระดมบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา หรือด้านแพทย์ต่างๆเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า 3.เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการมาตรการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ ให้กลับไปอยู่ชีวิตความเป็นอยู่ปกติได้เร็วที่สุดทั้งระบบสาธารณูปโภค ระบบไฟฟ้า การจัดการขยะ ควรกลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด ซึ่งที่อยู่อาศัยของประชาชนเต็มไปด้วยโคลน หากระยะสั้นไม่เร่งนำโคลนออกก็จะยิ่งทำเป็นปัญหาต่อไป โดยเรามีประสบการณ์จากน้ำท่วมจังหวัดเชียงราย เราเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่กระบวนการติดขัดพอสมควร 

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น เมื่อมีประสบการณ์แล้วอยากให้รัฐบาลนี้เรียนรู้บ้างว่าการที่จะนำประสบการณ์ในอดีตมาช่วยประชาชนในพื้นที่ที่กระทบ นอกจากนี้ การฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับไปเป็นปกติสิ่งที่เราพบจำนวนมากคือเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์หรือยานพาหนะต่างๆ เสียหายจำนวนมาก เพราะแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานซึ่งรัฐบาลที่ทำมาจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทุกครั้งที่มีภัยพิบัติรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยมีศูนย์ Fix it center เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่บุคลากรด้านช่างไปช่วยในหลายจังหวัด เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในเบื้องต้นจึงอยากให้รัฐบาลชุดนี้ได้นำเอาสิ่งที่ทำในอดีตไปใช้ 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า 4.อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนอก จากการเยียวยาแบบปกติแล้วต้องมีกลไกในการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อให้เศรษฐกิจของพื้นที่กลับมาอยู่ในภาวะปกติ ต้องมีการวางแผนระยะกลาง ระยะยาว ในการขับเคลื่อนเม็ดเงินลงไปในพื้นที่เพื่อให้เศรษฐกิจขยับตัวและหมุนเวียนอีกครั้ง รวมถึงเรื่องการลดค่าใช้จ่าย ค่าน้ำค่าไฟ ภาษีต่างๆคงต้องมีการงดเว้น เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม การเข้าไปในพื้นที่กระทรวงพาณิชย์ ก็สำคัญที่เข้าไปควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้ดีดตัวสูงขึ้น มากกว่าพื้นที่ หรือเรื่องการสร้างรายได้อยากให้รัฐบาลเข้าไปพูดคุยกับแพลตฟอร์มเพื่อเป็นที่ระบายสินค้าของประชาชนในพื้นที่ให้มีรายได้กลับเข้าไปได้ 

“มิติต่างๆเหล่านี้ พรรคเพื่อไทยอยากจะขอเรียกร้องไปยังทางรัฐบาลให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ต้องไม่มีประชาชนคนใดถูกทิ้งไว้กลางทาง การช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นสิ่งที่สำคัญ จึงอยากให้ปรับแก้วิธีการทำงานที่ทำในวันนี้เพื่อให้ตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที” นายจุลพันธ์ กล่าว 

ด้าน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม. และรองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับพี่น้องในพื้นที่ พบว่ารัฐบาลมีความบกพร่องของการตั้งศูนย์พักพิงที่ไม่มีการเตรียมไว้ล่วงหน้า และไม่มีการเตรียมอุปกรณ์หรือเครื่องจักรรองรับไว้ล่วงหน้า ถือเป็นความไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีศักยภาพของฝ่ายบริหารในขณะนั้น แม้ประชาชนในพื้นที่จะบอกว่าได้รับสัญญาณเตือนจากเซลล์บอร์ดแคสต์ แต่ตนมองว่าเมื่อแจ้งเตือนแล้วไม่จบแค่นั้น แต่ควรแจ้งเพิ่มเติมว่าศูนย์พังพิงอยู่ที่ไหน เบอร์ติดต่อฉุกเฉินคืออะไร เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยที่สุด ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่ง

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐบาลยังไม่ดำเนินการ ก็ขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้ดำเนินการให้เกิดความรวดเร็ว โดยเฉพาะการดูแลหลังน้ำลด และต้องเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ สำหรับการเยียวยาในอัตราเดิม เพราะในอดีตรัฐบาลที่แล้วมีค่าล้างดินโคลนเพิ่มเติม แต่ครั้งนี้ต้องยอมรับว่ารัฐบาลไม่มีการเตือนใดๆ และการเยียวยาอาจไม่ใช่รายครัวเรือน แต่ควรเป็นรายบุคคล ซึ่งต้องขอให้รัฐบาลได้เร่งดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป

ขณะที่ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อและนายทะเบียนพรรค กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่เห็นจากรัฐบาลนี้คือ หลังมีการแจ้งเซลล์บรอดแคสต์แล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือต้องเตือนเรื่องมวลน้ำ ปริมาณมวลน้ำที่มาก เพราะเมื่อเราลงพื้นที่ประชาชนบอกว่าไม่ทราบเลยว่าน้ำจะมามากขนาดนี้ จริงๆ เรามีจิสด้า และมีเทคโนโลยี หลายอย่างที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งมีการคำนวณปริมาณมวลน้ำ จะสามารถเตือนประชาชนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดขึ้น 2 อย่างคือ ประชาชนสูญเสียทรัพย์สิน และสูญเสียชีวิต

ทพญ.ศรีญาดา กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตวันนี้ ตนมีตัวเลขของศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและการส่งกลับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในพื้นที่ ซึ่งยอดเมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน พบ 138 ราย เพิ่ม 7 ราย เป็น 142 ราย ขณะเดียวกันในพื้นที่มีตัวเลข 177 ราย และมีบางพื้นที่พบกับเจ็ตสกีที่ขนเคสสีดำไปให้ โรงพยาบาล ซึ่งประเมินตัวเลขอาจจะมากกว่านั้น เรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลออกมายืนยันตัวเลขส่วนกลางให้ชัดเจนว่าตัวเลขเท่าไหร่ และอีกประเด็นที่สำคัญจากตัวเลข 142 ราย ยอดส่งศพกลับอยู่ที่ 18 ราย และรอยืนยันตัวบุคคลอีกประมาณ 50 กว่าราย จึงขอวิงวอนรัฐบาลเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนเรื่องการเยียวยาและกระทบกับรัฐบาลประกาศว่าจะเยียวยาให้พี่น้องประชาชนที่เสียชีวิตเคสละ 2 ล้านบาท

ทพญ.ศรีญาดา กล่าวด้วยว่า พรรค พท.จะทำอะไรต่อไปในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลประกาศเรื่องบิ๊กคลีนนิ่งภายใน 14 วัน พรรค พท.จะลงพื้นที่ไปช่วย ตอนนี้กำลังรวบรวมอุปกรณ์ เครื่องพ่นน้ำแรงดันสูง และจะมีพี่น้องประชาชนที่เป็นอาสาสมัคร ร่วมกับพรรค พท.ลงพื้นที่คาดว่าอีก 1-2 วันนี้ 

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ 70 โอด อยากใช้นามสกุลหลีกภัย แต่เจอ 4 ภัยใหญ่ ความมั่นคง-สังคม-ภัยธรรมชาติ

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ 70 โอด อยากใช้นามสกุลหลีกภัย แต่เจอ 4 ภัยใหญ่ ความมั่นคง-สังคม-ภัยธรรมชาติ

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ 70 โอด อยากใช้นามสกุลหลีกภัย แต่เจอ 4 ภัยใหญ่ ความมั่นคง-สังคม-ภัยธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

นายกฯ มอบนโยบายงบฯปี 70 กำชับใช้โปร่งใส คุ้มค้า ประโยชน์กลับสู่ปชช. เข้มงบฯประจำขอเท่าที่จำเป็น เตรียมปรับงบฯรับมือภัยธรรมชาติ ขอความร่วมมือรัฐ-เอกชน เลือกจัดอีเว้นที่หาดใหญ่ หวังเม็ดเงินช่วยในพื้นที่ ชี้น้ำท่วมเหตุมุ่งพัฒนาทำถนน-ขนส่งทางบก ขวางทางน้ำ โอด อยากใช้นามสกุลหลีกภัย แต่เจอ 4 ภัย “เศรษฐกิจ-มั่นคง-สังคม-ภัยธรรมชาติ” ลั่นรักษาอธิปไตยต้องไม่มีขาที่ 8  ถ้ายังต้องสู้ไม่มีช้อยส์อื่นต้องชนะลูกเดียว ยันพร้อมหนุนกองทัพ ซื้ออาวุธยังจำเป็น ปลุกสามัคคีทำงานรับใช้ชาติปชช. 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ธ.ค. 68 ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในงานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม

นายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมประชุมมอบนโยบาย เพื่อจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2570 ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญทั้งการจัดการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนและการวางรากฐานสำคัญสำหรับประเทศไทยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยยึดแนวทางจากแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งอยู่ในช่วงปี 2570-2573 ปีนี้แม้จะเป็นงบประมาณที่ถูกจัดทำแบบขาดดุล แต่รัฐบาลก็ตั้งใจที่จะลดการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณในอนาคตและรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยอยู่บนหลักการรักษาวินัยการเงินการคลังรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ 

นายอนุทิน กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2570 เป็นปีที่ประเทศไทยเจอกับความท้าทายทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย สังคมเหลื่อมล้ำ ผลกระทบสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ที่ต้องใช้งบประมาณอันมหาศาลในการปรับตัวป้องกันภัยพิบัติและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันสมัยโดยการนำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ มีการติดตามและประเมินผลเพื่อใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส และแน่นอนต้องตรวจสอบได้ ดังนั้นงบประมาณปี 2570 เราจะต้องตอบโจทย์ได้ครบ สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสังคม และการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้ 1 ด้านเศรษฐกิจรัฐบาลจะดำเนินมาตรการให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเป็นระบบ โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับการวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาวตามนโยบาย Quick Big Win ของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ซึ่งนโยบายนี้ถ้าแปลเป็นไทยมีนัยว่าเป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการเติบโตในช่วงไตรมาสที่ 4 ได้แก่ กระตุ้นกำลังซื้อโดยเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจของเราไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท 

นายอนุทิน กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดภาระหนี้ภาคเอกชน ผ่านโครงการแก้หนี้ครัวเรือน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่ SME ควบคู่กับการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการต่างๆ มาตรการเหล่านี้เป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและลดรายจ่ายสำหรับพี่น้องประชาชน รวมถึงเปิดโอกาสให้สามารถรักษาระดับการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตมีการสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสีเขียวไม่ใช่พี่ทหาร แต่เป็นเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้คาร์บอน ลดการเผาผลาญ ลดการก่อให้เกิด Co2 รัฐบาลจะบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ยกระดับเกษตรกรของเราให้เป็นเกษตรกรที่ทันสมัย มีการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อลดข้อจำกัดการส่งออก เพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร 

นายอนุทิน กล่าวว่า การท่องเที่ยวก็เป็นอีกนโยบายที่สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย สำหรับมาตรการการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เริ่มดำเนินการไปแล้วคือเที่ยวดีมีคืน เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นให้การท่องเที่ยวกระจายตัวไปเมืองรองทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามหลีกเลี่ยงคำว่าเมืองรอง แต่ใช้คำว่าเมืองน่าเที่ยว เพื่อทำให้ทุกจังหวัดของประเทศไทยล้วนแล้วแต่เป็นเมืองที่สามารถไปท่องเที่ยวได้ ให้แต่ละจังหวัดพยายามจัดหาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เป็นวัฒนธรรมเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นกระจายตัวทั่วประเทศ 

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับด้านการต่างประเทศ รัฐบาลกำลังเร่งเจรจาเพื่อจัดการแก้ไขผลกระทบจากสงครามการค้ารวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือที่ทุกคนเคยได้ยินว่าโออีซีดี ให้แล้วเสร็จภายในปี 2573 ทั้งนี้ โออีซีดีเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าให้ดียิ่งขึ้น หากประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกเราจะเป็นประเทศที่สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเชื่อถือ และสามารถดึงดูดความมั่นใจกับประเทศคู่ค้าประชาคมต่าง ๆทั่วโลก ให้เข้ามาสนใจและลงทุนดำเนินธุรกิจต่างๆในประเทศของเราได้มากยิ่งขึ้น และภาคอุตสาหกรรมก็เป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะ SME ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ทักษะ ทั้ง re skill และ up skill เพื่อปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันยกระดับธุรกิจภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะมีการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ดิจิทัล  เอไอ  พลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด รวมทั้งผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆเหล่านี้ได้รับการยอมรับในสากล สามารถที่จะส่งออกไปขายได้โดยที่ไม่ติดข้อห้ามหรือข้อจำกัดใดๆที่จะทำให้ เรามีศักยภาพในการแข่งขันที่ลดน้อยลง 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ด้านที่ 2 ด้านความมั่นคง รัฐบาลมุ่งเน้นแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศของเราและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้รัฐบาลยังมุ่งดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก นำประเทศไทยกับคืนสู่จอเรดาร์อีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจและสร้างบทบาทประเทศไทยในเวทีโลก

นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านที่ 3 ด้านสังคม เราจะจัดการกับปัญหาเร่งด่วนอย่างพวกสแกมเมอร์หรือการหลอกลวงทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด รวมถึงการแก้ปัญหาการแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง โดยต้องยึดหลักนิติธรรมและความโปร่งใสเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น

นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านที่ 4 ภัยธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมรัฐบาลจะพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยธรรมชาติ เช่น พื้นที่น้ำท่วมประจำ พื้นที่มีความเสี่ยงสูง ควรต้องใช้แนวทางป้องกันก่อนเกิดเหตุ และเรื่องเยียวยาฟื้นฟูผู้ประสบภัยกลับสู่วิถีปกติ 

นายอนุทิน กล่าวว่า และอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีตนได้ใช้เวลาในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาลงพื้นที่ต่างจังหวัดหลายครั้ง เพื่อหาความช่วยเหลือให้กับประชาชนในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ จะเห็นได้จากปัญหานี้ประชาชนเผชิญกับภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างหนัก ทั้งเรื่องการเยียวยา ตนจะขอให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยด่วนที่สุด เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและทั่วถึง ลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือหรืองบประมาณต่างๆนโยบายต่างๆไปถึงมือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด หากหน่วยงานใดทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งต้องขอความร่วมมือให้ทุกท่านได้พิจารณา หากจะมีการจัดประชุม งาน Event สัมมนา อบรม ปฐมนิเทศ ต่างๆในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆของปี อยากขอให้เลือกจังหวัดที่เกิดภัยพิบัติเหล่านี้ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเวียนเข้าสู่พื้นที่มากที่สุด เช่น อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งจริงๆเขาเตรียมพร้อมที่จะรับนักท่องเที่ยว นักกีฬาซีเกมส์ ที่กำลังจะเปิดภายในสัปดาห์นี้ เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยโรงแรมต่างๆที่เตรียมรีโนเวทเรียบร้อยแผนการต่างๆ ต้องพับไป เพราะสภาพพื้นที่ไม่อำนวยให้มีการจัดกีฬาที่นั่น ซึ่งทำให้การลงไปของนักท่องเที่ยว กองเชียร์ ผู้สนใจด้านกีฬา ต้องยกเลิกการสำรองห้องพักต่างๆ จึงทำให้เกิดความเสียหายตามมาอีกมากมาย ขอถือโอกาสนี้ฝากทุกท่านในที่นี้ โดยเฉพาะที่นั่งอยู่แถวหน้าซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ตนไม่ได้ตัดงบประมาณในการไปประชุมหรือดูงานสัมมนาภายในประเทศ แต่ขอให้เลือกไปช่วยเหลือจังหวัดที่โชคไม่ค่อยดีเหมือนจังหวัดอื่นๆ และประสบภัยพิบัติต่างๆเหล่านี้ เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ช่วยให้เขามีรายได้และในที่สุดสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้โอกาสวิถีชีวิตที่ดีขึ้นกับพี่น้องประชาชนผู้เคราะห์ร้าย ผู้ประสบภัย เพราะจะได้มีเม็ดเงินไหลเวียนในพื้นที่ให้มากที่สุด จึงขอความเมตตาให้ช่วยพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อพี่น้องเพื่อนร่วมชาติของเราที่มีความเคราะห์ร้ายเจอภัยธรรมชาติ เราต้องเข้าไปเยียวยาพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นายอนุทินกล่าวว่า นอกจากนี้เรื่องสิ่งแวดล้อมเราจะรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลง ทางสภาพภูมิอากาศโดยผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยลดการเผาในภาคการเกษตรสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล ตนทราบทุกคนทุกคนมองว่าปี 2593 อาจจะเหลือไม่กี่คนในห้องนี้ แต่เราต้องเริ่มให้กับพวกเขา ลูกหลานของเราอนาคตของประเทศไทย เพราะถ้าเราไม่เริ่มนำ 2593 ไม่เริ่มนับหนึ่งให้ได้เพื่อที่จะไปบรรลุเป้าหมายคือ 100% ในเวลาอีกเพียง 25 ปีเท่านั้น ไม่ใช่เวลาที่ยาวนาน

นายอนุทินกล่าวว่า ด้านที่ 5 การบริหารงานภาครัฐ และปฏิรูปกฎหมาย ให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว เปิดเผยข้อมูลอย่างโปรงใส อำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนและประชาชน รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งเราจะได้ยินคำว่า Regulatory Guillotine มากขึ้น เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ที่พูดไปบรรลุเป้าหมายโดยเร็ว 

นอกเหนือจากนโยบาย 5 ด้านดังกล่าวแล้วรัฐบาลให้ความสำคัญกับการวางรากฐานของประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนกับอนาคตในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า รากฐานที่สำคัญที่สุดคือคนไทยที่มีคุณภาพโดยเรื่องพัฒนาศักยภาพของคนไทยโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่จะต้องปฏิรูปการศึกษาตลอดเวลา แม้เราจะบอกว่าการปฏิรูปการศึกษามานานแล้วจะต้องไม่คิดเพียงว่าการศึกษาคือการเอาเด็กไปนั่งรับการสอนครูอาจารย์ในห้องเรียนอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่จะพัฒนาศักยภาพของคนไทยได้ตลอดช่วงชีวิต ประเทศต้องมีกลยุทธ์และกลไกที่ชัดเจนเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ สุภาษิตบอกว่าไม่มีใครแก่เกินเรียนยังคงอยู่ และคำนี้ได้ยินมานานแล้วตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นการศึกษาจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงและส่งมอบให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ช่วงหรือวัยใด เมื่อใดต้องการอัพสกิลมีความรู้เพิ่มเติม มีความชำนาญ เพื่อตัวของเขาในการสร้างรายได้ประกอบอาชีพ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ที่ส่งมอบของเหล่านี้ให้กับพี่น้องคนไทยทุกคน สามารถลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้กับสังคมไทย ทั้งคุณภาพด้านการศึกษา มาตรฐานสถานศึกษา และโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของคนไทย

นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนหลักประกันสุขภาพของไทยให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยียกระดับการดูแลสุขภาพเชิงรุก ป้องกันและจัดการโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง สิ่งเหล่านี้ถ้าทำได้เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เน้นเรื่องการดูแลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะเราจะมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมสุขภาพมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการประกันสุขภาพ การให้การพยาบาลรักษากับประชาชนคนไทย เราจะต้องส่งเสริม การตั้งระบบดูแลพี่น้องประชาชนตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ตรงนี้เรามีพื้นฐานองค์ความรู้สามารถที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดและนำเทคโนโลยีที่เป็นปัจจุบัน เพื่อเสริมหลักการที่บุคลากรมีคุณภาพ ซึ่งบรรพบุรุษของเราได้วางรากฐานเอาไว้ ประเทศไทยก็มีความสมบูรณ์ในเรื่องคุณภาพชีวิตของประชากร นอกจากนี้รัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคให้รองรับการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะระบบคมนาคมโลจิสติกส์ให้เชื่อมโยง ทั้งทางอากาศ ทางราง ถนน ทางน้ำ อีกทั้งยังสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทดแทนและนวัตกรรมประหยัดพลังงานรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพควบคุมเพียงพอและเข้าถึงได้ทั้ง ในด้านพื้นที่และราคา ซึ่งจะช่วยให้ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง 

นายอนุทินกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวข้างต้น กำหนดไว้ละเอียดในยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ 2570 ครอบคลุมในทุกประเด็น ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานทางการคลังเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน มุ่งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ  (Pro-Growth Budget Initiative) วิธีการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนให้เกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย 

“นโยบายที่ได้แถลงมานี้ ปีนี้อาจจะต้องมีการมุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา 4 ภัย ที่ตนได้กล่าวเมื่อสักครู่ ผมอยากจะนามสกุลหลีกภัย แต่กลายเป็นนามสกุลเจอภัย เจอเข้าไป 4 ภัย คือภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ ในช่วง 1 ปีนี้ มีรัฐบาลก่อนหน้านี้ดูแลมาจนถึงเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนกันยายนมาจนถึงปัจจุบัน เราพบภัยเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เราถึงต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ได้ช่วยกันทำให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งทุกท่านคงรู้สึกได้ว่าพี่น้องประชาชนมีความพึงพอใจเชื่อมั่นและเราจะยังทำต่อไป และจะต้องทำเฟส 2 ให้ได้เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีขวัญกำลังใจ มีความมุ่งมั่น และเชื่อมั่นว่าชีวิตของพวกเขารัฐบาลจะดูแลและเขาจะต้องเดินต่อไป รัฐบาลจะต้องอยู่เคียงข้างเขา พวกเราทุกคนต้องอยู่เคียงข้างเขาในการที่จะนำพาให้ผ่านพ้นภัยเศรษฐกิจ ชื่อของมันเป็นภัย แต่มันเป็นทุกข์แสนสาหัสของพี่น้องประชาชน เราเป็นข้าราชการ เราบริหารราชการแผ่นดิน คือความผาสุขของพี่น้องประชาชน สิ่งเหล่านี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องนำพี่น้องประชาชนเดินพ้นจากภัยเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุดและเดินไปด้วยกัน”นายอนุทินกล่าว 

นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับภัยความมั่นคง เรามีปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชาตนขอเอ่ยชื่อ ซึ่งตนเห็นถึงความเสียสละทุ่มเท ความอดทนเป็นอย่างยิ่งของประชาชนคนไทย ตลอดจนความอดทนความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาปกป้องอธิปไตย รักษาบ้านรักษาเมือง ของทางกองทัพ ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง ตนเข้ามาในช่วงที่กำลังพีคพอดี ก่อนประกาศว่าขาที่ 8 จะต้องไม่มี ถ้ามีขาที่ 8 เราก็ต้องแสดงความเป็นไทย ให้กับคนที่คิดว่าประเทศไทย เป็นสิ่งที่ต่อรองได้ ตรงนี้ต้องกราบเรียนว่า เชื่อว่าพี่น้องในกองทัพคงทราบดีว่าเราควรจะต้องให้เขาได้ยินคำว่าประเทศไทยอย่างไร ตนเชื่อมั่นว่าแม้เรามี บทกลอนสอนใจ ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่เคยขลาด ฉะนั้นตรงนี้ตนได้พบปะกับพี่น้องเพื่อนข้าราชการทางฝั่งความมั่นคงมาตลอดเวลาเชื่อมั่นว่าประเทศไทยของเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องรักษาเอกราชของชาติ รักษาเกียรติภูมิ รักษาเกียรติยศของผู้ที่ปกป้องแผ่นดินทุกคนอย่างเต็มที่ ไม่มีช้อยส์อื่นนอกจากชนะลูกเดียวถ้าเรายังต้องต่อสู้กัน นี่คือนโยบายที่จะบอกว่ารัฐบาลต้องให้การสนับสนุนในการรักษาอธิปไตยของแผ่นดินอย่างเต็มที่

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ภัยสังคมสแกมเมอร์ ยาเสพติด สอดคล้องกันรัฐบาลได้แสดงทีท่าให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลนี้เป็นศัตรูตัวฉกาจของสแกมเมอร์ ของยาเสพติด เจ้าของบ่อนการพนัน เจ้าของธุรกิจธุรกรรมที่ผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งตนได้พิสูจน์ให้เห็นชัดว่าได้ให้ความสนับสนุนร่วมมือ และ ร่วมกันดำเนินนโยบายทุกนโยบาย หรือการดำเนินการในทุกเรื่อง การดำเนินการที่จะทำให้ภัยสังคมเหล่านี้พ้นไปจากประเทศไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ซึ่งผลงานก็เห็นอยู่

นายอนุทิน กล่าวว่า ภัยธรรมชาติ พายุ น้ำท่วมจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ขอย้ำว่าเราจะต้องทำให้งบประมาณของประเทศเราปรับสอดรับกับสถานการณ์ของประเทศและสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป เป็นงบประมาณที่มีเป้าหมายเพื่อประชาชนเป็นสำคัญและเป็นลำดับแรกในปี 2570 นี้ ตนและสำนักงบประมาณจะช่วยกันพิจารณาทบทวนการจัดทำงบประมาณเพื่อพัฒนาและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน และจะต้องหาทุกกลยุทธ์ทุกรูปแบบในการที่จะจัดทำงบประมาณนี้เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนได้พ้นจากภัย 4 ข้อ เราต้องทบทวนการพัฒนาหลายๆอย่าง พัฒนาความเจริญแต่จริงๆแล้วทำลายตัวเองในอนาคต ยกตัวอย่างสิ่งที่ได้เห็นอย่างชัดเจนคือที่อำเภอหาดใหญ่ทำถนนเยอะแยะไปหมด เพื่อให้เข้าถึงหาดใหญ่ได้ แต่ถนนนี้ด้วยความเร่งด่วนหรือความที่เชื่อว่าจะไม่เกิดภัยอะไรเหล่านี้ก็ตาม  รวมถึงอุทกภัยน้ำท่วม ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วม เพราะการตัดถนนเพื่อการขนส่ง ตัดถนนให้การคมนาคมทางบกสะดวก แต่อาจจะไปทำลายเส้นทางน้ำเป็นสิ่งกีดขวางทางเดินของน้ำ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในหลายจังหวัด ในยามที่ไม่มีปัญหาพวกเราก็ร้องหาถนน หาความสะดวกสบาย อยากได้ถนน อยากได้รถไฟ และทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เข้าถึงจุดหมายได้เร็วสะดวกที่สุด แต่เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นวันนี้ทุกคนร้องหากคลองทางน้ำ แต่บางครั้งก็สายเกินไป มันมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองของงบประมาณ ในที่สุดก็ต้องนำงบประมาณมาเยียวยาดูแล เป็นงบ ประมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ให้ความสำคัญกับการคมนาคมขนส่ง แต่ตอนนี้ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติ มีกฎหมายหลายๆอย่างต้องเร่งแก้ไข เรามีนโยบายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่คำว่าป้องกันไม่ใช่ซื้ออุปกรณ์อย่างเดียว กฎหมายในวันนี้จังหวัดไม่สามารถประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยได้จนกว่าจะเกิดเหตุ อันนี้ไม่ใช่ป้องกัน ทางรัฐบาลจะต้องไปเร่งแก้ปัญหา อาจจะต้องเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบต่างๆที่จะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดที่ได้รับสัญญาณต่างๆของพื้นที่ 

นายอนุทิน กล่าวว่า ในการพัฒนาประเทศและพัฒนาทุกอย่างในความเจริญของประเทศ แต่เราต้องดูด้วย สมัยก่อนเราอาจจะคิดว่าซื้อทำไมอาวุธทำได้หรือไม่ ซื้อทำไมอาวุธเดี๋ยวนี้เขารบกับใครเป็นเรื่องเศรษฐกิจทั้งนั้น  เป็นดิจิตอลหมดแล้ว ไม่มีแล้วการเผชิญหน้า เรือรบอะไรก็ไม่ต้องซื้อ เอาเรือประมงอะไรไปสู้ก็ได้ วันนี้พิสูจน์หมดแล้วว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ยังเกิดขึ้นได้หมดดังนั้นการพัฒนาความมั่นคง พัฒนากองทัพก็ต้องเร่งให้เกิดความพร้อมด้วย ฉะนั้นการจัดทำงบประมาณปี 2570 นี้จึงขอให้ทางสำนักงบประมาณร่วมมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

นายกฯ กล่าวอึกว่า สุดท้ายนี้เนื่องจากสถานการณ์ภาคการคลังของประเทศไทยส่งสัญญาณเตือนหลายด้าน ได้สัดส่วนของรัฐบาล GDP มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 17 ในปี 2536 เหลือร้อยละ 15 โดยประมาณในปีนี้ ขณะที่สัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อ GDP มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยมีรายจ่ายร้อยละ 70-80 ของภาคใช้จ่ายรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงมุ่งเน้นฟื้นฟูสภาพการคลังประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง ช่วงปี 2570 – 2573 กำหนดเป้าหมายที่จะปรับลดการขาดดุลงบประมาณไม่เกินร้อยละ 3 ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2572 และครอบคลุมสัดส่วนที่หนี้สาธารณะให้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP จึงขอให้เพื่อนข้าราชการทุกท่านทุกฝ่ายช่วยกันใช้หรือบริหารการจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยของเราต้องเจอวิกฤตการณ์ด้านการเงินการคลังในอนาคต ทั้งนี้งบประมาณรายจ่ายปี 2570 กำหนดกรอบวงเงินงบประมาณไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท ต้องไม่เพิ่มรายจ่ายประจำที่เป็นภาระงบประมาณในระยะยาวด้วย ข้อจำกัดของวงเงินงบประมาณรัฐบาลขอความร่วมมือจากทุกท่าน ให้ร่วมกันปรับเปลี่ยนการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดการใช้งบประมาณพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกต้องมีความโปร่งใส ต้องเกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชน ซึ่งอยากจะขอเติมคำว่าต้องมีความคุ้มค่า เมื่อใช้แล้วจะต้องตอบสนองกลับมาด้วยประโยชน์ของทุกๆด้าน ขอเน้นย้ำอีกครั้งเนื่องจากรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นสูงมาก จึงขอให้เข้มงวดรายจ่ายประจำ โดยให้ขอเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ต้องช่วยกันเพิ่มประสิทธิภาพจะได้มีเม็ดเงินลงทุนมากขึ้น หรือสำหรับโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าจะมีรายได้จากการดำเนินโครงการในอนาคต ขอให้ช่วยกันพิจารณาใช้จ่ายจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือThailand Future Fund และขอให้หน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณ เงินรายได้ และเงินสะสมมาใช้จ่ายในการดำเนินภารกิจก่อนเป็นอันดับแรก

นายกฯ กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนี้ตนยังให้ความเชื่อมั่นกับพวกท่าน รัฐบาลจะยึดหลักการทำงานที่จะดำรงไว้ ซึ่งการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนหลักของคำว่าธรรมาภิบาล ตนมั่นใจว่าพวกเราทุกคนรักชาติรักแผ่นดินไม่มีใครน้อยไปกว่าใคร ฉะนั้นเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการร่วมมือด้วยกันเพื่อทำภารกิจที่ได้กล่าวเรียนมานี้สำเร็จลุล่วง ช่วยขับเคลื่อนประเทศของเราให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป พวกเราอยู่กับประชาชนเสมอและพวกเราจะต้องมีความสามัคคีในการทำงานเพื่อรับใช้ประเทศชาติและประชาชนด้วยทุกองค์กรที่มีตนมั่นใจแค่นั้นและหวังว่าจะได้รับความร่วมมือด้วยดีเช่นเคย

ปลัดมหาดไทย ลุยหาดใหญ่! ปูพรมตั้ง’ครัวกลางชุมชน’ 103 จุด มอบอาหารปรุงสุกช่วยผู้ประสบภัยทันที

ปลัดมหาดไทย ลุยหาดใหญ่! ปูพรมตั้ง'ครัวกลางชุมชน' 103 จุด มอบอาหารปรุงสุกช่วยผู้ประสบภัยทันที

ปลัดมหาดไทย ลุยหาดใหญ่! ปูพรมตั้ง’ครัวกลางชุมชน’ 103 จุด มอบอาหารปรุงสุกช่วยผู้ประสบภัยทันที

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ณ เทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในเขตอำเภอหาดใหญ่ พร้อมประชุมเพื่อวางมาตรการเร่งด่วนด้านการดูแลประชาชน โดยมี นายภาสกร บุญญลักม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย  นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายดำรงศักดิ์ แก้วดวง ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง รักษาการในตำแหน่งนายอำเภอหาดใหญ่ พร้อมประชุมร่วมกับผู้บริหารเทศบาลนครหาดใหญ่ ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการเร่งด่วนให้กระทรวงมหาดไทยระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเน้นย้ำเรื่องการดูแลปัจจัยสี่และการดำรงชีพเป็นสำคัญ โดยตนได้นำทีมผู้บริหารลงพื้นที่เพื่อจัดตั้ง “ครัวกลางของชุมชน” ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อให้บริการอาหารปรุงสุกที่สะอาดและปลอดภัยแก่ประชาชนที่ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้ ควบคู่ไปกับการดำเนินแผนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการเยียวยาความเสียหายให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

“การบูรณาการร่วมกับจังหวัดสงขลาและเทศบาลนครหาดใหญ่ในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการบรรเทาความเดือดร้อน ทั้งด้านที่พักพิง อาหาร และน้ำดื่มอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหารในครัวเรือน สำหรับการจัดตั้ง “จุดบริการอาหารปรุงสุก” หรือครัวกลางชุมชน จำนวนถึง 103 จุด จะครอบคลุมทุกชุมชนทั่วพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือจะเข้าถึงประชาชนในทุกตรอกซอย สามารถส่งมอบอาหารปรุงสุกที่เพียงพอและถูกสุขอนามัย เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้

อนุทิน ย้ำเงินเยียวยาไม่ช้า นอกเขตมีเกณฑ์เยียวยาของ ปภ.

อนุทิน ย้ำเงินเยียวยาไม่ช้า นอกเขตมีเกณฑ์เยียวยาของ ปภ.

อนุทิน ย้ำเงินเยียวยาไม่ช้า นอกเขตมีเกณฑ์เยียวยาของ ปภ.

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.08 น.

นายกฯ ย้ำเงินเยียวยาไม่ช้า ยันพื้นที่นอกเขตประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีหลักเกณฑ์เยียวยาของ  ปภ. ชี้ ขยายพื้นที่ฉุกเฉิน สตูลหรือไม่ อำนาจอยู่ที่ผู้ว่าฯ

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 11.05 น.ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงขั้นตอนการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเอกสารสำคัญอาจจะสูญหายว่า ได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการแล้ว ไม่ช้าแน่นอน 

ส่วนในพื้นที่ที่ไม่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การให้ความช่วยเหลือเยียวยาจะเหมือนกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันมีหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อยู่ในส่วนของพื้นที่ที่ไม่มีการประกาศ

ส่วนหลังจากนี้จะมีการประกาศขยายพื้นที่เพิ่มเติมหรือไม่โดยเฉพาะจังหวัดสตูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์และพิจารณา เพราะอยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่แล้ว 

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง เรืองไกร กล่าวหารัฐสภาแก้ รธน. ล้มล้างการปกครอง

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง เรืองไกร กล่าวหารัฐสภาแก้ รธน.  ล้มล้างการปกครอง

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง เรืองไกร กล่าวหารัฐสภาแก้ รธน. ล้มล้างการปกครอง

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.00 น.

“ศาลรธน.” มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง “เรืองไกร” ปมกล่าวหาประธานรัฐสภา–สมาชิกรัฐสภาใช้สิทธิล้มล้างการปกครอง ชี้การประชุมร่วมแก้รัฐธรรมนูญยังไม่ปรากฏพฤติการณ์เข้าข่ายมาตรา 49 แม้อัยการสูงสุดไม่ดำเนินการแต่ผู้ร้องมีสิทธิเข้าศาลโดยตรงก็ตาม

วันที่ 1 ธันวคม 2568  ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มา กล่าวอ้างว่า ประธานรัฐสภา (ผู้ถูกร้องที่ 1) และสมาชิกรัฐสภา (ผู้ถูกร้องที่ 2) จัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแสดงความประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ได้ร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสาร แม้ผู้ร้องจะใช้สิทธิยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด เพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49  วรรคสอง และอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสาม ก็ตาม แต่การดำเนินการของผู้ถูกร้องทั้งสองตามคำร้องยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงที่จะเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ลิณธิภรณ์ จี้ อนุทิน หลังซ้ำเติมความสูญเสีย แยกประเภทเสียชีวิต บี้เร่งเยียวยาทุกรูปแบบ

ลิณธิภรณ์ จี้ อนุทิน หลังซ้ำเติมความสูญเสีย แยกประเภทเสียชีวิต บี้เร่งเยียวยาทุกรูปแบบ

ลิณธิภรณ์ จี้ อนุทิน หลังซ้ำเติมความสูญเสีย แยกประเภทเสียชีวิต บี้เร่งเยียวยาทุกรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

“ลิณธิภรณ์” จี้ “อนุทิน” หลังซ้ำเติมความสูญเสีย แยกประเภทความตาย เยียวยายุ่งยาก บี้เร่งเยียวยาทุกรูปแบบ อย่าดูแคลนชีวิตปชช.ในวิกฤตน้ำท่วมใต้

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีต รมช.ศึกษาธิการและรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังร่วมคณะพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อนำสิ่งของที่จำเป็นจากการรวบรวมได้ที่พรรคเพื่อไทย และพบปะผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างใกล้ชิดว่า ได้รับฟังการสะท้อนปัญหาที่ล้มเหลวในภาวะวิกฤตของรัฐบาล  และในวันนี้รัฐบาลอนุทินกำลังซ้ำเติมความบอบซ้ำของประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยภาคใต้ออกมาคลาดเคลื่อนต่อเนื่องตลอดภายใน 4 วัน เหมือนจงใจปกปิดมากกว่าอยากเปิดเผย ข้อเท็จจริงเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษก ศป.กฉ. ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อชี้แจงว่าศพจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ 80 ราย ไม่ใช่ผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมทั้งหมด ต่อมาวันที่ 29 พ.ย.รองปลัด สธ.ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.สงขลานครินทร์รับศพเข้ามา 131 ราย โดยแยกเป็น 55 รายจาก รพ.หาดใหญ่ที่ค้างอยู่เดิม 11 รายเสียชีวิตจากโรคทั่วไปในห้วงน้ำท่วม และ 65 รายเสียชีวิตผิดธรรมชาติจากโดยแยกประเภทการตายอย่างชัดเจน สร้างความสับสนทั้งยอดตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แตกต่างกับการพบเจอศพของหน่วยกู้ภัยต่างๆ และการแบ่งแยกประเภทการตาย นี่คือความไม่โปร่งใสที่ประชาชนรับไม่ได้

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. สธ.รายงานยอดผู้เสียชีวิตรวม 170 คน พร้อมแยกสาเหตุการเสียชีวิตเพิ่ม เช่น จมน้ำ ไฟฟ้าช็อต ถูกน้ำพัด และเหตุอื่นๆ ทั้งหมดสะท้อนว่าตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกันตลอด 4 วัน ทำให้เกิดคำถามรุนแรงถึงความเป็นมืออาชีพของรัฐบาลในการบริหารภัยพิบัติ และความถูกต้องของฐานข้อมูลที่ใช้ประเมินสถานการณ์ที่ล้มเหลว ความสับสนคลาดเคลื่อนต่อเนื่องแบบนี้ ทำให้ประชาชนไม่อาจเชื่อใจให้บริหารประเทศต่อไปได้ และนายกฯ อนุทินควรลาออก เพราะประชนชนเกิดคำถามตั้งใจปกป้องชีวิตประชาชนจริงหรือไม่

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลนายอนุทินพยายามเร่งอนุมัติเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมรายละ 2,000,000 บาท แต่ในหลักปฏิบัติความตายของพี่น้องประชาชน ต้องพิสูจน์ด้วยการแบ่งแยกประเภทการตาย  ทั้งที่ความจริงนั้นโหดร้ายและชัดเจนว่าทุกความสูญเสียต่างเกิดขึ้นในสภาวะที่รัฐล้มเหลวในการจัดการในสภาวะวิกฤตนำท่วมใต้ ไม่มีใครควรต้องตายเพราะรัฐบาลบริหารไม่เป็น

“วิกฤตน้ำท่วมใต้ในวันนี้กำลังจะล้มเหลวซ้ำอีก ด้วยการจ่ายเงินเยียวยาที่ยุ่งยาก แยกประเภทความตายพิสูจน์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้กำลังลดทอนคุณค่าชีวิตทั้งผู้ประสบภัยและผู้เสียชีวิต นี่คือการบริหารที่ทำร้ายประชาชนซ้ำแล้วซ้ำอีก หากรัฐบาลนายอนุทินยังแยกความตายเป็นหมวดหมู่ เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบต่อไป มันคือการซ้ำเติมครอบครัวผู้สูญเสียในวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้อย่างโหดร้ายที่สุด” น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าว

วรชัย เสียดายโครงการน้ำ ยิ่งลักษณ์ 3.5 แสนล้าน หวังรัฐบาลปัดฝุ่น ประกาศลั่นถ้า พท. เป็นรัฐบาล ได้เห็นแน่

วรชัย เสียดายโครงการน้ำ ยิ่งลักษณ์ 3.5 แสนล้าน หวังรัฐบาลปัดฝุ่น ประกาศลั่นถ้า พท. เป็นรัฐบาล ได้เห็นแน่

วรชัย เสียดายโครงการน้ำ ยิ่งลักษณ์ 3.5 แสนล้าน หวังรัฐบาลปัดฝุ่น ประกาศลั่นถ้า พท. เป็นรัฐบาล ได้เห็นแน่

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.14 น.

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีสถานการณ์น้ำท่วมหนักในปีนี้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งชีวิตและทรัพย์สินประชาชน หากจำกันได้วันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังคงทำหน้าที่ ได้ออกนโยบายเรื่องการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท แต่น่าเสียดายที่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม กระทั้งเกิดการรัฐประหารในปี 57 โครงการนี้ก็ถูกยกเลิกทั้งหมด เปลี่ยนมาเป็นใช้วิธีขุดลอกคูคลองหนองบึงโดยผ่านองค์การทหารผ่านศึกโดยไม่ต้องประมูล ระยะเวลา 9 ปี ของรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ใช้งบประมาณไปเกือบ 9 แสนล้านบาท แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งระบบได้ สะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ เพราะการดำเนินการโครงการไม่เชื่อมโยงกัน เป็นการใช้งบประมาณ 9 แสนล้านบาทแบบไม่เกิดประโยชน์ละลายไปกับน้ำ 

นายวรชัย กล่าวอีกว่า วันนี้เราจึงควรนำโครงการจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์มาแก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมทั้งระบบ ขอให้รัฐบาลเปิดใจกว้างยอมรับนโยบายที่มีประโยชน์มาดำเนินการ อย่าเอาเรื่องการเมืองมาขัดขวางโครงการที่เป็นประโยชน์ ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่แบบนี้ไม่สิ้นสุด หรือถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลในสมัยหน้า เราก็จะผลักดันโครงการนี้น้ำมาแก้น้ำท่วมน้ำแล้งให้กับประชาชนได้อย่างแน่นอน