ก.แรงงาน เคาะ 7 มาตรการเร่งด่วน เยียวยา สถานประกอบการ-ผู้ประกันตน น้ำท่วมภาคใต้

ก.แรงงาน เคาะ 7 มาตรการเร่งด่วน เยียวยา สถานประกอบการ-ผู้ประกันตน น้ำท่วมภาคใต้

ก.แรงงาน เคาะ 7 มาตรการเร่งด่วน เยียวยา สถานประกอบการ-ผู้ประกันตน น้ำท่วมภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.58 น.

รัฐบาลเผย 7 มาตรการเร่งด่วน ก.แรงงาน เร่งฟื้นฟูคุณภาพชีวิตนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ระดมฝีมือแรงงาน ลงพื้นที่ซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือ   ทุกส่วนราชการเดินหน้า เร่งฟื้นฟู เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ สำหรับการดูแลสถานการประกอบการและผู้ประกันตน รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จำนวน 7 มาตรการ ดังนี้

1.จ้างงานเร่งด่วน วันละ 300 บาท ไม่เกิน 10 วัน จำนวน 4,000 คน

2.เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านกองทุนผู้ใช้แรงงาน เยียวยา สถานประกอบการและลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ด่วนที่สุด

3.เงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน นำไปปล่อยกู้ให้ลูกจ้างใช้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพ

4.เงินกู้กองทุนความปลอดภัย สำหรับนายจ้างที่สถานประกอบกิจการได้รับความเสียหายหรืออุปกรณ์ไม่มีความปลอดภัย เพื่อนำไปปรับปรุง ซ่อมแซมอุปกรณ์หรือเครื่องจักรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน

5.เงินค่าจ้าง 50% นาน 6 เดือน กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ภัยพิบัติ

6. เงินค่าทำศพ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 รายละ 50,000 บาท และมาตรา 40  รายละ 25,000 บาท 

7.เปิดศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ในพื้นที่ประสบภัย 48 ศูนย์และ 9 จังหวัด ในภาคใต้

“ในส่วนการฟื้นฟูในพื้นที่หลังน้ำลด รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงานได้จัดทีมช่างจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงงาน เข้าไปซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ทำงาน บ้านเรือน รถจักรยานยนต์  โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะร่วมมือกับทีมช่างจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และจิตอาสาร่วมกันซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในอาคารอาคารบ้านเรือนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนที่พังเสียหายไปกับอุทกภัยได้” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ นายพล-นายพัน 17 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ นายพล-นายพัน 17 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ นายพล-นายพัน 17 ราย

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.43 น.

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ความว่า  

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ จำนวน 17 รายดังนี้

1. พลตำรวจโท ธนพล ศรีโสภา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งรองจเรตำรวจแห่งชาติ
2. พลตำรวจโท กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้บัญชาการ สำนักงานกฎหมายและคดีดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
3. พลตำรวจตรี พิเชษฐ จีระนันตสิน รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 5 ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการ สำนักงานกฎหมายและคดี
4. พลตำรวจตรี กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รองผู้บัญชาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง รองจเรตำรวจ
5. พลตำรวจตรี ฐากูร นิ่มสมบุญ รองผู้บัญชาการ สำนักงานตรวจสอบภายใน ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
6. พลตำรวจตรี นพดล กรึงไกร รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 5 (กลุ่มสายงานป้องกันปราบปรามและกลุ่มสายงานบริหาร) ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 5 (กลุ่มสายงาน สืบสวนสอบสวนและกลุ่มสายงานบริหาร)
7. พลตำรวจตรี อนุสรณ์ พัฒนถาบุตร รองผู้บัญชาการ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 5
8. พลตำรวจตรี นนท์วินิจ เจริญนวชัย ผู้บังคับการ กองการสอบ ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการศึกษา
9. พลตำรวจตรีหญิง กิตานันท์ คมข้า ผู้บังคับการ กองตรวจสอบภายใน 1 ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ สำนักงานตรวจสอบภายใน
10. พลตำรวจตรี กรีธา ตันคณารัตน์ ประจำ (สบ 6) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ กองอัตรากำลัง
11. พลตำรวจตรีหญิง พิรมย์รัตน์ ดอนนนท์ ผู้บังคับการ ประจำสำนักงานตรวจสอบภายในดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ กองตรวจสอบภายใน 1
12. พันตำรวจเอกชีวิณ เนื่องจำนงค์ รองผู้บังคับการ ศูนย์ฝึกอบรม ตำรวจภูธรภาค ๒ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ กองการสอบ
13. พันตำรวจเอก พิชัย กิระวานิช รองผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกฎหมายและคดี ตำรวจภูธรภาค ๘
14. พันตำรวจเอก วุฒิชัย จันโทภาส รองผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด
15. พันตำรวจเอก อรุณ วชิรศรีสุกัญยา รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงตำแหน่ง ประจำ (สบ๖) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
16. พันตำรวจเอกหญิง พิฐชญาณ์ จิรัญญ์โรจน์ นักวิทยาศาสตร์ (สบ4) ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3
17. พันตำรวจเอกหญิง วิภาวรรณ เจริญมณีเวช รองผู้บังคับการ กองตรวจสอบภายใน ๑ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ ประจำสำนักงานตรวจสอบภายใน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

เป็นทรัพยากรที่คุ้มค่า! อดีต ผบ.ทร.ภาค 1 ลั่น เรือหลวงจักรีนฤเบศร ตอบโจทย์ประเทศ เกินมูลค่าราคา

เป็นทรัพยากรที่คุ้มค่า! อดีต ผบ.ทร.ภาค 1 ลั่น เรือหลวงจักรีนฤเบศร ตอบโจทย์ประเทศ เกินมูลค่าราคา

เป็นทรัพยากรที่คุ้มค่า! อดีต ผบ.ทร.ภาค 1 ลั่น เรือหลวงจักรีนฤเบศร ตอบโจทย์ประเทศ เกินมูลค่าราคา

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.22 น.

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 พลเรือโท พิชัย ล้อชูสกุล  อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ 1 โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า #เรือหลวงจักรีนฤเบศรไม่คุ้มค่าจริงหรือ

เรือหลวงจักรีนฤเบศร : เหตุผลด้านยุทธศาสตร์และความคุ้มค่าในมิติความมั่นคง–มนุษยธรรมของกองทัพเรือไทย

เรือหลวงจักรีนฤเบศร (HTMS Chakri Naruebet) มักถูกวิพากษ์หรือเข้าใจผิดว่าเป็น “เรือส่วนเกิน” หรือ “ไม่คุ้มค่า” แต่หากย้อนกลับไปดูแล้วพิจารณาแนวคิดการจัดหา ความจำเป็นด้านยุทธศาสตร์ และบทบาทที่ประเทศไทยได้รับจากเรือลำนี้จริง ๆ จะพบว่า เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์ที่ “ตอบโจทย์ประเทศเกินมูลค่าราคา” เมื่อเทียบกับสิ่งที่ไทยได้รับในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมา

1. แนวคิดการจัดหา: ไทยต้องการศูนย์บัญชาการลอยน้ำที่มีอาวุธครอบคลุมหมายรวมถึง บ.เพื่อสกัดกั้นและคุ้มกันกองเรือ ในการป้องกันประเทศทางทะเล ไม่ใช่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีเหมือนมหาอำนาจ

หลายคนเข้าใจผิดว่าเรือหลวงจักรีฯ ถูกซื้อเพื่อเป็น “เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีแบบมหาอำนาจ” แต่ความจริงคือ…

**วัตถุประสงค์หลักในการจัดหา (ปี 2533–2535)
 1. เป็นเรือบัญชาการ (Command & Control Ship)
 • ไทยต้องการศูนย์สั่งการกลางกลางทะเล เพื่ออำนวยการยุทธการขนาดใหญ่ในอ่าวไทย—ซึ่งมีความสำคัญด้านเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค
 • เรือหลวงจักรีฯ ถูกออกแบบให้เป็น “สมองใหญ่ของกองเรือไทย” มากกว่าเป็นเรือรบโจมตี

 2. ยกระดับขีดความสามารถป้องกันภัยทางทะเลและการกู้ภัยทางไกล
 • ไทยต้องมีเรือที่สามารถรับ–ส่ง ฮ.ปราบเรือดำน้ำ (ASW), ฮ. ค้นหา–กู้ภัย (SAR) และอากาศยานขึ้นลงดิ่ง เพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามจากทะเล

 3. สนับสนุนงานช่วยเหลือประชาชน
 • ไทยประสบ “ไซโคลน–สึนามิ–น้ำท่วมใหญ่” บ่อยครั้ง
 • ต้องมีเรือที่เป็น โรงพยาบาลเคลื่อนที่ + ศูนย์อพยพ + ศูนย์สื่อสาร พร้อมรองรับคนจำนวนมาก

ดังนั้น “ภารกิจตั้งต้น” ของเรือหลวงจักรีฯ คือ บัญชาการ–กู้ภัย–ป้องกันทางทะเล ไม่ใช่ “รบเชิงรุกด้วยฝูงบินโจมตี”

2. ความคุ้มค่าด้านยุทธการ: ได้เรือบรรทุก ฮ. ได้เรือบัญชาการ ได้เรือกู้ภัย ในราคาเพียงเศษเสี้ยวของต่างประเทศ

***ต้นทุนของเรือหลวงจักรีนฤเบศร
 • ราคาจัดหาเพียง 7,400 ล้านบาท (รวมค่าอากาศยานในชุดแรก)
 • ถูกกว่าเรือประเภทเดียวกันในระดับโลกหลายเท่า
**ทำไมจึงคุ้มค่า?

(1) ไทยได้เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เต็มรูปแบบ
      •     
 • รองรับ ฮ.ลำเลียง ฮ.กู้ภัย ฮ.ปราบเรือดำน้ำ
 • มีลานบินขนาดใหญ่ รองรับ ปฏิบัติการต่อเนื่องในทะเล 24 ชม.

(2) ระบบบัญชาการกลางทันสมัย
 • ทำหน้าที่ควบคุมกำลังรบของกองเรือทั้งหมด
 • เป็นศูนย์สื่อสารทางทะเลขนาดใหญ่ สามารถเชื่อมโยงกับกองทัพพันธมิตร

(3) เพิ่มขีดความสามารถด้านปราบเรือดำน้ำ (ASW)
 • อ่าวไทยมีความเสี่ยงต่อการรุกล้ำโดยเรือดำน้ำชาติอื่น
 • การมีเรือที่สามารถใช้ ฮ.ASW เป็นข้อได้เปรียบสำคัญอย่างมาก
แม้ไทยไม่ได้จัดหาเครื่องบิน VTOL เพิ่มภายหลัง แต่บทบาทหลักของเรือหลวงจักรีฯ ยังคงอยู่ครบ 100% ของเจตนารมณ์การจัดหา

3. ข้อจำกัดงบประมาณ: ทำไมไทยไม่จัดหาเครื่องบินใหม่มาประจำเรือ

หลายคนใช้ประเด็น “ไม่มีเครื่องบินประจำเรือแล้ว” มาตัดสินว่าเรือหลวงจักรีฯ ไม่คุ้มค่า แต่ต้องเข้าใจบริบทว่า…
!!!เครื่องบินแบบขึ้นลงดิ่ง (VTOL) รุ่นใหม่ เช่น F-35B
 • ราคา มากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อ 1 ลำ
 • ค่าซ่อมบำรุงสูงมากจนไทยไม่สามารถแบกรับได้
 • ประเทศที่รวยกว่าหลายเท่า เช่น อิตาลี ญี่ปุ่น สเปน ยังมีปัญหาค้างงบ
งบประมาณแบบไทยจึง “ไม่เพียงพอ” และ ไม่ได้เกี่ยวกับความผิดพลาดของการจัดหาเรือ แต่เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจต่อเนื่องหลายสิบปี

4. งานช่วยเหลือประชาชน: คุณค่าที่มองไม่เห็นแต่มหาศาล

**สึนามิ 2547 (Indian Ocean Tsunami)
เรือหลวงจักรีฯ เป็น “เรือหลักในการสนับสนุนงานกู้ภัย”
 • เป็นที่พักของผู้ประสบภัย
 • เป็นโรงพยาบาลลอยน้ำ
 • รับ–ส่งเฮลิคอปเตอร์จำนวนมาก
 • ใช้ระบบสื่อสารกลางเชื่อมโยงการปฏิบัติงานทุกหน่วย
**พายุไซโคลนและน้ำท่วมหลายพื้นที่
เรือหลวงจักรีฯ ถูกใช้เป็น
 • ฐานซ่อมบำรุงเรือเล็ก
 • ศูนย์ลำเลียงเสบียง–อุปกรณ์
 • ฐานปฏิบัติการของหน่วยซีลและหน่วยกู้ภัย
**งานด้านมนุษยธรรมและการทูตทางทหาร (HADR + Naval Diplomacy)
 • รองรับภารกิจรับ–ส่งผู้ลี้ภัย
 • ร่วมซ้อมรบร่วมกับมิตรประเทศ
 • เป็น “หน้าเป็นตา” ของกองทัพเรือไทย
สิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์กับประชาชนแบบตรง ๆ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย

5. บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ปัจจุบัน: เรือหลวงจักรีฯ ยังมีความจำเป็นอย่างไรในปี 2025และในอนาคตอีกหลายปี

ไทยยังต้องมีเรือบัญชาการลอยน้ำ
 • อ่าวไทยมีแหล่งพลังงานสำคัญของประเทศ
 • เป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมอินโด–แปซิฟิก
 • มีความเสี่ยงต่อการละเมิดน่านน้ำสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ภัยพิบัติใหญ่เกิดถี่ขึ้น – ต้องมีเรือขนาดใหญ่พร้อมรองรับประชาชน
 • ทำหน้าที่โรงพยาบาลเคลื่อนที่
 • เป็นฐานปฏิบัติการของ ฮ.กู้ภัย
 • ให้ที่พักชั่วคราวกับประชาชนจำนวนมาก

มีบทบาทด้านความร่วมมือนานาชาติ
 • เป็น “สัญลักษณ์ขีดความสามารถของกองทัพเรือไทย”
 • ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือในการเจรจาและการซ้อมรบร่วม

สรุป: เรือหลวงจักรีนฤเบศร ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นทรัพยากรที่คุ้มค่าและจำเป็น
-รองรับภารกิจ 3 ด้านครบถ้วน
 1. ยุทธการทะเล
 2. สั่งการ–ควบคุมกำลังรบ
 3. ช่วยเหลือประชาชน–กู้ภัย–สื่อสาร
-เป็นการลงทุนที่ “ได้มากกว่าเสีย” ตลอด 25 ปี
 • แม้ไทยไม่สามารถซื้อเครื่องบินประจำเรือเพิ่มเติม
 • แต่บทบาทหลักไม่เคยหายไป
 • และทำหน้าที่ช่วยประชาชนอย่างต่อเนื่อง
-มูลค่าที่แท้จริงของเรือหลวงจักรีอยู่ที่

ความสามารถในการช่วยชีวิต–รักษาเสถียรภาพ–ปกป้องทรัพยากรทางทะเลของชาติที่มีมูลค่าที่ประเมินมิได้….
##ครองเวหาครองนทีจักรีนฤเบศร
#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ

ศศิน ฝากถึงรัฐบาล ทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.-ปรับการเตือนภัย เชื่อปิดจุดอ่อนเชิงระบบได้

ศศิน ฝากถึงรัฐบาล ทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.-ปรับการเตือนภัย เชื่อปิดจุดอ่อนเชิงระบบได้

ศศิน ฝากถึงรัฐบาล ทบทวน แต่งตั้งเลขาธิการ สทนช.-ปรับการเตือนภัย เชื่อปิดจุดอ่อนเชิงระบบได้

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.46 น.

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ร่างจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลบุรีรัมย์ เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 

โดยระบุว่า #ร่างจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลบุรีรัมย์

เรื่อง: ขอให้ทบทวนการแต่งตั้งเลขาธิการ สทนช. และเร่งปรับปรุงกติกาการประกาศภัยพิบัติของ ปภ. ให้ทันสมัย

เรียน รัฐบาลบุรีรัมย์

โดยเฉพาะท่าน รองนายกรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ด้วยความเคารพอย่างสูง ผมขอส่งสารฉบับนี้ในฐานะประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ที่พอจะมีความรู้ความเข้าใจปัญหาการจัดการน้ำของประเทศไทยอยู่บ้าง โดยเชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันยังมีโอกาส “ปิดจุดอ่อนเชิงระบบ” ที่แก้ได้ทันทีและมีผลต่อชีวิตผู้คนนับล้าน

1) ขอให้ทบทวนการนำคนนอกวงการน้ำ มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สทนช.ตำแหน่งนี้เป็น “หัวใจของการบูรณาการข้อมูลและบัญชาการน้ำระดับประเทศ” ต้องการประสบการณ์จริงมากกว่าการบริหารทั่วไปที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับบทเรียนอย่างหนักจากการประเมินสถานการณ์ช้าการสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่สะดุดการกลัวผิดจนไม่กล้าประกาศเตือนภัย การขาดความเข้าใจเชิงระบบระหว่างน้ำหลาก–น้ำล้นตลิ่ง–น้ำทุ่ง หากแต่งตั้งคนนอกวงการน้ำเข้ามา จะยิ่งซ้ำเติมรอยร้าวนี้ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่ภาคสนามทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่พายุและฝนสุดขั้วกำลังกลายเป็นปกติใหม่ ผมขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำเชิงระบบ เป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่สุด และขอให้ คณะรัฐมนตรีออกหลักคุณสมบัติของผู้จะเป็นเลขาธิการ สทนช. อย่างเป็นทางการ เช่นมีประสบการณ์ด้านบริหารจัดการน้ำอย่างน้อย 20 ปีเคยรับผิดชอบข้อมูลน้ำ/บัญชาการน้ำระดับประเทศเข้าใจโครงสร้าง สทนช.–ชป.–กรมอุตุ–ปภ.–ชลประทานจังหวัดผ่านการทำงานร่วมกับพื้นที่จริง ไม่ใช่งานเอกสารอย่างเดียวนี่ไม่ใช่การคัดค้านตัวบุคคล แต่เป็นการขอให้รัฐบาล “ใช้ตำแหน่งนี้ขับเคลื่อนประเทศ” ไม่ใช่ “ตอบแทนทางการเมือง”

2) ขอให้แก้ไขระเบียบของ ปภ. เพื่อให้อำนาจประกาศภัยพิบัติ ‘ก่อนภัยเกิด’ นี่คือจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประเทศไทยแพ้ภัยธรรมชาติตั้งแต่ยังไม่เริ่มปฏิบัติการ ระเบียบปัจจุบันกำหนดให้ “ต้องเกิดเหตุแล้ว” จึงประกาศภัยได้ซึ่งขัดกับหลักสากลของระบบ Early Warning System ทั้งหมดประเทศที่จัดการน้ำดี เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ล้วนให้รัฐประกาศเตือนภัยล่วงหน้าได้ตามข้อมูลคาดการณ์แบบ Nowcast และ Forecast เพื่อให้:ชาวบ้านรู้ตัวก่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดเริ่มเตรียมแผนเคลื่อนย้ายปภ. กระจายทรัพยากรล่วงหน้าได้กรมอุตุ–สสน.–ชป. มี command ที่ชัดเจนร่วมกันปัจจุบัน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (อนุทิน) มีอำนาจ “แก้ระเบียบนี้ได้ทันที” โดยไม่ต้องแก้กฎหมายการทำให้ไทยประกาศภัยก่อนภัยมา จะเป็น “ผลงานระดับประเทศ” และช่วยชีวิตประชาชนจริงในฤดูพายุทุกปี

3) นี่คือโอกาสที่รัฐบาลบุรีรัมย์จะแสดง ‘ภาวะผู้นำเชิงนโยบาย’วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงตำแหน่งที่ลงตัวทางการเมืองแต่ต้องการ “ระบบจัดการน้ำที่ทันสมัย ปลอดภัย และกล้ารับผิดชอบ”
รัฐบาลสามารถส่งสัญญาณเชิงนำได้ทันทีด้วย 3 ข้อ:เลือกเลขาธิการ สทนช. ที่เหมาะสมจริงแก้ระเบียบ ปภ. เพื่อประกาศภัยล่วงหน้าได้ออกเกณฑ์คุณสมบัติผู้บริหารน้ำระดับประเทศแบบโปร่งใส
ทั้งสามเรื่องนี้ “ไม่ขัดการเมือง”และจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งเจ้าหน้าที่–ผู้ว่าราชการจังหวัด–ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยเจตนารมณ์เดียว คือ ไม่อยากเห็นประชาชนสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแบบเดิมอีกหากรัฐบาลกล้าทำ 2–3 เรื่องนี้ ประเทศไทยจะยกระดับการจัดการภัยพิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มแม้แต่บาทเดียว

ด้วยความเคารพ

ผู้ประสบอุทกภัยคนหนึ่งในปีนี้

อดีตบิ๊ก ศรภ. ไขกระจ่าง! ลาวจะซ้อมรบ รัสเซีย-จีน เพื่อเตรียมบุกกัมพูชาจริงหรือ?

อดีตบิ๊ก ศรภ. ไขกระจ่าง! ลาวจะซ้อมรบ รัสเซีย-จีน เพื่อเตรียมบุกกัมพูชาจริงหรือ?

อดีตบิ๊ก ศรภ. ไขกระจ่าง! ลาวจะซ้อมรบ รัสเซีย-จีน เพื่อเตรียมบุกกัมพูชาจริงหรือ?

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.59 น.

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ลาวจะ ซ้อมรบ รัสเซีย จีน เพื่อเตรียมบุก กัมพูชาจริงหรือ?

1.ลาว กับ รัสเซีย ร่วมกันซ้อมรบมานานแล้วตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้ชื่อ ระหัส LAROS ( เพิ่มหมายเลข คศ.ต่อท้ายเข้าไป) ซึ่งเป็นการซ้อมรบที่มีขนาดเหมาะสม กับ ขนาดประเทศของลาว มีกำลังพลเข้าร่วมฝึกประมาณ 400-500 คน มีขนาดเล็กกว่าการฝึก Cobra Gold หลายเท่าตัว ส่วนรูปแบบการฝึกนั้น ทั้ง 2 ประเทศจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ถ้ารัสเซียเป็นเจ้าภาพ ทหารลาวก็จะไปซ้อมรบที่รัสเซีย ไปตัวเปล่าไปใช้อาวุธของรัสเซียฝึก เมื่อลาวเป็นเจ้าภาพ ทหารรัสเซีย ก็จะบินมาฝึกที่ลาว มาตัวเปล่าเช่นกัน โดยใช้อาวุธที่ลาวมีอยู่ ฝึกร่วมกับทหารลาว

2.กรณีนี้ ทางรัสเซียจึงมอบอาวุธ หลากหลายชนิดให้ลาว เช่น รถถังรบ G72 , ฮ. MI17 , เครื่องบินFighter , อาวุธต่อสู้อากาศยาน อัตราจร แบบพื้นดินสู่อากาศ , ฝูงโดรนรบ ฯลฯ นอกจากนั้น รัสเซียยังสร้างสนามบินขนาดเหมาะสมให้อีก โดยจีนเป็นผู้สร้างอาคารต่างๆให้กองทัพอากาศของลาว ดังนั้น การซ้อมรบของ ลาว รัสเซีย จึงเป็น เรื่องที่มาฝึกฝนให้ทหารลาวสามารถใช้ อาวุธของรัสเซีย ไห้ชำนาญขึ้น มากกว่าจะไปรุกรานผู้อื่น

3.ส่วนจีนนั้น มีอิทธิพลสูงมากในลาว และยังมีพื้นที่ประเทศติดกับ ลาว อีกด้วย แต่ทำไมถึงปล่อยให้รัสเซียเข้ามาดูแลเรื่องอาวุธให้ลาว โดยที่จีนไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะ จีนเองก็มีปัญหากับหลายประเทศในอาเชียนอยู่แล้ว ไม่ว่าเรื่องการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงหลายเขื่อน ปัญหาในทะเลจีนใต้ ฯลฯ ดังนั้น การให้รัสเซียเข้ามาสนับสนุน
อาวุธแก่ลาวแทนจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด สำหรับจีน

4.ส่วนข่าวเรื่องการซ้อมรบ กับ รัสเซีย ในระหัส LAROS 2025 นั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งการมีจีน และเวียดนาม เข้ามาร่วมซ้อมรบด้วยนั้น ก็น่าจะเป็นแค่ การเข้ามาในฐานะผู้สังเกตุการณ์ หรือ ส่งทหารมาร่วมฝึกอาวุธบางชนิดเท่านั้น และอาจจะมีการกำหนดสถานการณ์การฝึก(scenario) ขึ้นว่า หากประเทศลาวถูกประเทศทางทิศใต้ รุกราน จะต้องปฏิบัติอย่างไร ซึ่งมันก็แค่เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมาเพื่อทำการฝึกเท่านั้น แต่จะให้ถึงขั้นไปร่วมกันบุก “กัมพูชา” จริงๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล และละเมิด สนธิสัญญา TAC ของกลุ่มอาเชียน ซึ่งเน้นถึงการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ ของสมาชิกในกลุ่มด้วยแนวทางสันติวิธี นอกจากนั้น เมื่อประกอบกับขนาดกองทัพของรัสเซีย หรือจีน ที่ล้วนแต่มีขนาดมหึมา แล้วไปบุกกัมพูชา ก็จะเกิดภาพพจน์ในทางลบต่อประเทศทั้ง 2 อย่างมากมาย สู้รอให้ฮุนเซนล้มเองไม่ดีกว่าหรือ เพราะตอนนี้ก็ร่อแร่เต็มทีแล้ว

5.อย่าว่าแต่จึน รัสเซีย ไม่กล้าลงมือต่อกัมพูชาเลย ไทย ลาว และ เวียดนามเอง ก็ยังไม่กล้าจะเริ่มบุกกัมพูชาก่อน เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่ารังแก “กัมพูชา” แต่ทหารทั้งสามประเทศก็เตรียมตัวพร้อมที่ จะบุกแหลก “กัมพูชา” ทันที ถ้ากัมพูชาเริ่มต้นก่อน

ดังนั้นข่าวเรื่องการร่วมหัวกันบุกกัมพูชา จึงน่าจะเป็นแค่การพูดคุยกันสนุกๆในแวดวงทหารของหลายๆประเทศ ที่เข้ามาเป็นผู้สังเกตุการณ์ ที่มีการพบปะพูดคุยกัน ด้วยความอึดอัด เพราะอยากให้เรื่องนี้มันจบๆไปซะที

พลโท นันทเดช / 29 พฤศจิกา’68

เปิด 5 ข้อสังเกตุ! ประชาธิปัตย์ภาคใต้ คืนชีพ จริงหรือ?

เปิด 5 ข้อสังเกตุ! ประชาธิปัตย์ภาคใต้ คืนชีพ จริงหรือ?

เปิด 5 ข้อสังเกตุ! ประชาธิปัตย์ภาคใต้ คืนชีพ จริงหรือ?

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.09 น.

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า  ปชป.ภาคใต้ คืนชีพ จริงหรือ?

ในฐานะที่เป็นอดีตนักการเมืองจากภาคใต้ และเป็นศิษย์เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผลการสำรวจความคิดเห็นทางการเมือง ของนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สอบถามความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนในภาคใต้ พบว่าคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ มีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกระแสการเมืองในภาคใต้ บางคนรู้สึกตื่นเต้นกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไป

แต่สำหรับผมเห็นว่า ผลการสำรวจของนิด้าโพล ไม่ได้เกินความคาดหมาย ซึ่งผมเคยวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ว่า มีความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เมื่อนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งหนึ่ง และอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการสำรวจของนิด้าโพล คือ

1.ผลการสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์กำลังคืนชีพมาเป็นพรรคของคนภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากผลการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566  กระแสพรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำจนฐานเสียงของประชาธิปัตย์เดิม กลับไปเลือกพรรคการเมืองอื่น วันนี้ได้หันกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม กำลังจะเข้าสู่บรรยากาศเดิมๆ คือ“พรรคของเรา คนของเรา” อีกครั้งหนึ่ง

2.คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์กับคะแนนนิยมตัวบุคคลคือหัวหน้าพรรคใกล้เคียงกัน พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนิยม 28.60% ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีคะแนนนิยม 25.65% แต่พรรคการเมืองอื่น คะแนนนิยมของพรรคกับหัวหน้าพรรคแตกต่างกัน เช่น คะแนนนิยมของพรรคประชาชน 17.80% คะแนนนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 12.85% และคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย 11.65% คะแนนนิยมของนายอนุทินชาวีรกุล 15.40% 

3.ความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ที่เพิ่มขึ้น มีผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคประชาชนในพื้นที่ภาคใต้อย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคประชาชนมีคะแนนนิยมสูงเป็นอันดับหนึ่งของภาคใต้ อยู่ที่ 29.92% วันนี้ลดเหลือ 17.80% ในขณะที่คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2566 อยู่ที่ 8.19% วันนี้มีคะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 28.60% ซึ่งจะตัดคะแนนกันในกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์ที่เลือกพรรคการเมืองในเชิงอุดมการณ์ ซึ่งทั้ง2พรรค จะแย่งตลาดคะแนนนิยมหรือฐานเสียงเดียวกัน 

4.ปัจจัยชี้ขาดของการเมืองภาคใต้อยู่ที่ส.ส.เขต ซึ่งจะมีความเสียเปรียบพรรคการเมืองอื่น เพราะประชาธิปัตย์ชูจุดขายเรื่องการเมืองสุจริต และเช่นเดียวกันพรรคประชาชน ก็ชูจุดขายเรื่องอุดมการณ์ จึงให้ฐานเสียงของกลุ่มที่ไม่ขายเสียง และกลุ่มที่นิยมการเมืองเชิงอุดมการณ์ ก็จะมาตัดกันเอง ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน 

5.เมื่อระบบการเลือกตั้งมีบัตร2ใบ ก็เป็นโอกาสที่ทำให้ประชาชนที่ชอบพรรคการเมือง ก็จะเลือกพรรคการเมืองตามใจชอบ แต่ในระบบเขตก็เป็นโอกาสของนักเลือกตั้งที่นิยมซื้อเสียง สามารถเจาะคะแนนจากประชาชนที่ต้องการขายเสียงได้ จึงทำให้พรรคที่ใช้กระสุน มีโอกาสแย่งพื้นที่ส.ส.เขตได้มากกว่าพรรคที่เน้นเรื่องกระแส 

ผลการสำรวจของนิด้าโพล อาจวัดความนิยมของพรรคการเมือง และจะบ่งบอกถึงส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่สำหรับส.ส.ในระบบเขต ยังเชื่อว่าพรรคการเมืองที่มีทรัพยากรพร้อม มีกระสุนดินดำเป็นจำนวนมาก และยิงเข้าเป้า ก็จะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งในครั้งที่จะถึงนี้ได้

เรื่องอะไรจะอยู่ให้ด่าฟรี! อดีต กกต. เปิด 3 ทฤษฎี นายกฯอนุทิน ยุบสภา หลังโหวตวาระ 3 แก้รธน.

เรื่องอะไรจะอยู่ให้ด่าฟรี! อดีต กกต. เปิด 3 ทฤษฎี นายกฯอนุทิน ยุบสภา หลังโหวตวาระ 3 แก้รธน.

เรื่องอะไรจะอยู่ให้ด่าฟรี! อดีต กกต. เปิด 3 ทฤษฎี นายกฯอนุทิน ยุบสภา หลังโหวตวาระ 3 แก้รธน.

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.55 น.

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้ความผ่านเฟซบุ๊กว่า Game of Thrones การเมืองไทย

มหาศึกชิงบังลังก์ ที่เป็นซีรีย์ยาวนาน อาจยังไม่เข้มข้นเท่าการชิงบัลลังก์ระหว่าง 3 พรรคการเมืองไทย คือ ภูมิใจไทย ประชาชน และเพื่อไทย

10-11 ธันวาคม 2568 วันเปิดประชุมวิสามัญ พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในวาระที่สอง 

12 ธันวาคม 2568 เปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ของปี 2568

26 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ทั้ง สส.และ สว. ลงมติ วาระที่สาม ของ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ทฤษฎีที่ 1 : การยุบสภาจะไม่เกิดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม อย่างแน่นอน  แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ตาม  เพราะพรรคประชาชน จะไม่มีทางร่วมลงมติ ด้วยเหตุมีวาระสามของรัฐธรรมนูญที่ต้องรักษาไว้  ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจะไม่ยื่นอภิปรายให้เสียเปล่า

ทฤษฎีที่ 2 : การลงมติวาระที่สาม ในวันที่ 26 จะผ่านหรือไม่ผ่าน ตัวชี้ขาดอยู่ที่วุฒิสภา  เหตุผลในการชี้ขาดคือ หน้าตาการออกแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการแปรญัตติในวาระที่สอง เอื้อฝ่ายใด ถ้ารับได้ก็ผ่านให้ ถ้าเอื้อบางฝ่าย ทำให้ฝ่ายตนเสียเปรียบก็จะคว่ำ  ดังนั้น ผลวาระที่สาม จึงอาจเป็นได้ทั้งหัวและก้อย

ทฤษฎีที่ 3 : หลังการอภิปรายวาระที่สาม ในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 พรรคเพื่อไทยจึงจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ไม่ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านวาระสามหรือไม่  เพราะนี่คือโอกาสทำคะแนนจากการอภิปรายก่อนเลือกตั้ง  และทันทีหลังจากการลงมติวาระที่สาม ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่  คุณอนุทินจะยุบสภาทันที  เพราะไม่มีตัวประกันอะไรเหลือแล้ว  และเชื่อว่า พรรคประชาชน คงไม่ปล่อยโอกาสในการร่วมอภิปรายชี้ข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในการบริหารราชการที่มีแผลใหญ่มากมาย อาทิ กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ทุนเทา สแกรมเมอร์ 

เรื่องอะไรจะอยู่ให้ด่าฟรี

‘นายกฯ’พบ’มทภ.4’ตรวจการระบายขยะ รพ.หาดใหญ่ พร้อมยกมือไหว้-ให้กำลังใจพลทหาร

'นายกฯ'พบ'มทภ.4'ตรวจการระบายขยะ รพ.หาดใหญ่ พร้อมยกมือไหว้-ให้กำลังใจพลทหาร

‘นายกฯ’พบ’มทภ.4’ตรวจการระบายขยะ รพ.หาดใหญ่ พร้อมยกมือไหว้-ให้กำลังใจพลทหาร

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.28 น.

‘นายกฯ’พบ’มทภ.4’ตรวจการระบายขยะ รพ.หาดใหญ่ พร้อมยกมือไหว้-ให้กำลังใจพลทหาร มอบถุงยังชีพ ปชช.ก่อนเดินทางกลับ กทม.

เมื่อเวลา 20.40 น. วันที่ 30 พ.ย.2568 นายอนุทิน ขาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อตรวจเยี่ยมการระบายขยะหลังน้ำลดกับ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่มารอให้การต้อนรับ และรายงานสถานการณ์

ระหว่างนั้น ได้พูดคุยกับกำลังพลทหารที่เข้ามาช่วยปฎิบัติหน้าที่บริเวณโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณพร้อมยกมือไหว้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ภารกิจนี้เราต้องช่วยกัน และมีความภาคภูมิใจในการทำหน้าที่ พร้อมขอให้ทุกคนมีความปลอดภัย และเจริญ ก่อนจะยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณอีกหนึ่งครั้ง 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินออกมาบริเวณหน้าโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อมอบถุงยังชีพ และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับ พร้อมพูดคุยกับชาวบ้าน

เรื่องปกติถูกโจมตี! ‘อนุทิน’เมินดราม่า ‘บิ๊กโจ๊ก’เปิดแชทไลน์‘ผู้บริหาร สธ.’

เรื่องปกติถูกโจมตี! ‘อนุทิน’เมินดราม่า ‘บิ๊กโจ๊ก’เปิดแชทไลน์‘ผู้บริหาร สธ.’

เรื่องปกติถูกโจมตี! ‘อนุทิน’เมินดราม่า ‘บิ๊กโจ๊ก’เปิดแชทไลน์‘ผู้บริหาร สธ.’

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.16 น.

เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถึงประเด็นดราม่าแชทไลน์ผู้บริหารภายในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำมาเปิดเผย ว่านายกฯ มองเรื่องคนตายจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเรื่องตลก โดยนายอนุทิน ส่ายหน้า พร้อมย้ำว่า “ผมมาทำงาน ผมมาทำงาน” มาทำงานมาช่วยเหลือประชาชน ไม่มีดราม่าอะไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 1,000 คน นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้มีแพทย์ออกมาพูดแล้วว่าจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดเท่าไหร่ คำยืนยันจากแพทย์จะถูกต้องและชัดเจนที่สุด เมื่อถามต่อว่า ที่มีคนออกมาโจมตีอาศัยช่วงที่สถานการณ์เป็นแบบนี้มองอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่มองๆ ผมทำงาน”

เมื่อถามอีกว่า มีอะไรจะฝากไปถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือไม่ นายอนุทิน ส่ายหน้า ก่อนตอบว่า “ผมทำงานการเมืองมานาน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ” เมื่อถามย้ำว่า แต่เขามาจ้องโจมตีแบบนี้ นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า “แล้วมาถามอะไรกับผม” ก่อนทิ้งท้ายว่า “นี่คือคนทำงาน ทำงานกันหมด”

นายกฯขีดเส้น 7 วันปชช.กลับบ้าน-14 วันหาดใหญ่ต้องสะอาด

นายกฯขีดเส้น 7 วันปชช.กลับบ้าน-14 วันหาดใหญ่ต้องสะอาด

นายกฯขีดเส้น 7 วันปชช.กลับบ้าน-14 วันหาดใหญ่ต้องสะอาด

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.04 น.

“นายกฯ”ขีดเส้น 7 วันปชช.กลับบ้าน-14 วันหาดใหญ่ต้องสะอาด จ่อนำมาตรการที่เหลือเข้า”ครม.เศรษฐกิจ”พรุ่งนี้ ยันงบไม่ติดขัด คุย”ผอ.สำนักงบฯ”แล้ว ชี้เยียวยาศพละ 2 ล้านตามเกณฑ์ อดีตเคยสูงถึง 7 ล้าน

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมกับผู้ประกอบการจังหวัดสงขลา หอการค้าจังหวัดสงขลาและภาคธุรกิจ โดยใช้เวลาประชุมกว่า 3 ชั่วโมง ว่า ตอนนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงหมดแล้ว ตอนนี้เข้าสู่โหมดการฟื้นฟูเยียวยา รวมถึงเร่งจ่ายระบบสาธารณูปโภคต่างๆไฟฟ้า แฃะน้ำประปา รวมถึงการเร่งทำความสะอาดเมืองให้กับพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุด โดยเป้าหมายคือนำพี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่กลับเข้าบ้านเรือนให้เร็วที่สุดและนอกจากนี้วันนี้ก็มารับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการเพื่อเร่งเยียวยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจการช่วยเหลือต่างๆ ตนตั้งใจพาพวกท่านขึ้นรถตระเวนให้เห็นสภาพโดยรวมของเมืองหาดใหญ่เพื่อที่ท่านจะได้มีไอเดียพอมาดำเนินการช่วยเหลือไม่ใช่ฟังแต่รายงาน ตนเชื่อว่าทุกท่านมีการตัดสินใจในความคิดของท่านหมดแล้ว นอกนี้ ยังรับฟังประธานสภาหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม และเรื่องของการท่องเที่ยวในจังหวัดหาดใหญ่ด้วย ซึ่งได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ดีมากๆบางอย่างเรามองข้ามไป เพราะเราไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่สิ่งที่เรามุ่งเน้นคือคืนชีวิต คืนความเป็นอยู่ให้กับพี่น้องประชาชนชาวสงขลา รวมถึงพื้นที่ประสบภัยที่จังหวัดอื่นๆ ด้วย

เมื่อถามว่า เท่าที่ฟังยังมียังมีอุปสรรคอะไรที่ทำให้การแก้แก้ไขปัญหาล่าช้า นายกฯ กล่าวว่า อุปสรรคตอนนี้คือหน้างาน กว้างมาก น้ำไม่มีแล้ว ไฟมาแล้ว น้ำท่วมไม่มีแล้ว น้ำประปาเริ่มเข้าแล้ว แต่ยังติดปัญหาเรื่องเบรคเกอร์ถูกไฟช็อตอยู่ในบ้าน ทำให้ชาวบ้านเข้าบ้านไม่ได้ ก็ต้องเร่งให้ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการเร่งซ่อมแซม เพื่อให้จ่ายไฟเข้าไปได้เร็วที่สุด และน้ำประปาเริ่มทยอยจ่ายกลับคืนมาแล้ว ซึ่งตนได้มีแนวทางในการเร่งคืนน้ำประปาให้กับประชาชน  ส่วนเรื่องขยะมูลฝอยอะไรต่างๆต้องเร่งดำเนินการ เราระดมเครื่องมือเครื่องจักรต่างๆมาดำเนินการทั้งฝั่งกองทัพและฝั่งหน่วยงานราชการ และตนได้ให้อนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกเทศมนตรีเทศบาลหาดใหญ่ได้ดำเนินการถ้าต้องมีการจัดหาผู้รับจ้าง มารับจ้างขนของออกไปจากหาดใหญ่ก็ขอให้ทำ เพื่อให้สิ่งของเหล่านี้พ้นไปจากตัวเมืองหาดใหญ่

เมื่อถามว่า ตั้งเป้าหรือไม่ว่าจะเคลียร์พื้นที่ให้ประชาชนกลับเข้าบ้านได้เมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ตนได้บอกนายก อบจ.ซึ่งเขาเป็นเพื่อนตนด้วยว่า 7 วัน พี่น้องประชาชนต้องกลับบ้าน 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด นี่คือเป้าหมาย

เมื่อถามต่อว่า มาตรการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ นายกฯ กล่าวว่า ทางเศรษฐกิจให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง เป็นคนอธิบาย เพราะมันมีหลายเรื่องทั้งเรื่องพักดอก พักหนี้ เรื่องการหาเงินยืม หรือเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย มาเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องการหาเงินยืมไม่มีดอกเบี้ยค่อยผ่อนใช้ใน 1 ปี เพื่อไปซ่อมแซมทรัพย์สินของตัวเอง และเพื่อไปฟื้นฟูรีเซ็ตชีวิตใหม่ประเภทละ 100,000 บาท และเรื่องของผู้เอาประกันที่เป็นสมาชิก สำนักงานประกันสังคมจะมาช่วยคนละครึ่งอย่างไรเป็นระยะเวลา 6 เดือน

เมื่อถามย้ำ นายกฯ นั่งรถไปเห็นสภาพทุกบ้านทุกซอยในเมืองหาดใหญ่ พังเสียหายหมด เงินเยียวยา 9,000 บาท อาจจะไม่พอ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่อาจจะไม่พอ ไม่พอแน่นอน ต่อให้ 90,000 บาท ก็ไม่พอ แต่เราก็ทำตามกฎหมายก่อน คือหลักการทุกหลังคาเรือนได้เงินเยียวยา และในกฎหมายของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีเรื่องงบซ่อมแซมบ้านเรือนไม่เกิน 49,000 บาทต่อครัวเรือน โดยจะต้องทำการสำรวจ และตีมูลค่าตรงนี้จะเป็นส่วนที่เพิ่มไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทางกระทรวงการคลังจะเร่งทำก็คือเรื่องของการจัดเงินยืมให้กับประชาชน

เมื่อถามอีกว่า จะเร่งรัดในการจ่ายเยียวยาได้ไวที่สุดเมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า งบประมาณอย่างเรื่องเยียวยาอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในวันที่ 1 ธ.ค.ตนจะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งนายเอกนิติก็จะนำเรื่องส่วนที่เหลือเข้ามาเป็นตัวเร่งงบประมาณ วันนี้เรามีทั้งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทุกคนเห็นสภาพเห็นความจำเป็นเร่งด่วนอยู่แล้วมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ด้วย ฉะนั้นไปในทิศทางเดียวกัน พรุ่งนี้ก็จะตีกรอบตรงไหนที่อนุมัติภายในวันอังคารนี้ได้ก่อนก็จะอนุมัติไปและดำเนินการ ซึ่งตนได้พูดคุยกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณแล้วว่าจะเอามาจากตรงไหน ถ้าติดตรงนี้จะไปเอาจากตรงไหน ตอนนี้ยังไม่มีในเรื่องของงบประมาณที่จะติดขัด

เมื่อถามอีกว่า ที่ประชุมมีการประเมินว่าเศรษฐกิจหาดใหญ่จะเดินหน้าได้เมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า รายละเอียดจะให้ผู้ที่รับผิดชอบ พูดดีกว่าเพราะมันเป็นเรื่องตัวเลข ทั้งนี้ ตนจะทำให้ดีที่สุดและเร่งฟื้นฟูให้เร็วที่สุด

เมื่อถามด้วยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้หากเปรียบกับเหตุการณ์สึนามิ เป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า อันนี้หนักกว่าถึงต้องดำเนินการโดยเร็ว เมื่อถามถึงเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์รายละ 2 ล้านบาท เป็นไปตามระเบียบที่เรามีอยู่พยายามจะจัดให้มากที่สุด เมื่อถามต่อว่า ทำไมหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตครั้งนี้จึงสูงกว่าในอดีตหลายเท่า นายกฯ กล่าวว่า ไม่ครับ เคยมี 7 ล้านบาท