‘ไทยสร้างไทย’ได้ฤกษ์ เปิดตัว’เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง’ 1 ธ.ค.นี้

'ไทยสร้างไทย'ได้ฤกษ์ เปิดตัว'เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง' 1 ธ.ค.นี้

‘ไทยสร้างไทย’ได้ฤกษ์ เปิดตัว’เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง’ 1 ธ.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.26 น.

“หญิงหน่อย”ได้ฤกษ์ เปิดตัว”เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง”สวมเสื้อไทยสร้างไทย 1 ธ.ค.นี้ พร้อมนำประกาศจุดยืน

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1 ธ.ค.นี้ ที่พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ถนนเทิดราชัน เขตดอนเมือง จัดงานเสวนา หัวข้อ “ร่วมสร้างการเมืองสุจริต เพื่ออนาคตประเทศไทย” พร้อมประกาศ “จุดยืนและคำมั่นสัญญาของพรรคไทยสร้างไทยเพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างเป็นรูปธรรม” โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค และนายโภคิน พลกุล ประธานที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ

ขณะที่เวทีเสวนา หัวข้อ “ร่วมสร้างการเมืองสุจริต เพื่ออนาคตประเทศไทย” วิทยากรนอกจากนายโภคิน แล้ว ยังมี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) , นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีต สว.รวมถึง นายตวง อันทะไชย อดีต สว.และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมเสวนา ตั้งแต่เวลา 09.30 – 12.30 น.อย่างไรก็ตาม กิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัว พล.ท.ภราดร , นายดิเรกฤทธิ์ และนายตวง ร่วมงานพรรคไทยสร้างไทย อีกด้วย

– 006

เช็คเลยใครคุมภาคไหน! ‘ลุงป้อม’วางตัวแม่ทัพ พปชร.สู้ศึกเลือกตั้ง

เช็คเลยใครคุมภาคไหน! 'ลุงป้อม'วางตัวแม่ทัพ พปชร.สู้ศึกเลือกตั้ง

เช็คเลยใครคุมภาคไหน! ‘ลุงป้อม’วางตัวแม่ทัพ พปชร.สู้ศึกเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.46 น.

“ลุงป้อม”วางตัวแม่ทัพ พปชร.สู้ศึกเลือกตั้ง ส่ง”ธรรมรักษ์”คุมอีสาน “ตรีนุช-บิ๊กณัฐ”นำทัพภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคตะวันตก “สุรเดช-สามารถ”ดูแลเหนือ “นิพันธ์-อนุมัติ”คุมทัพศึก ลต.ใต้ “วัน-ผู้กองมาร์ค”นำศึกสนาม กทม.

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงนามคำสั่งพรรค พปชร.ที่ 62/2568 เรื่อง แต่งตั้งผู้ดูแลการเลือกตั้งแต่ละภาค เพื่อให้การบริหารจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชารัฐที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ประสบผลสำเร็จตามอุดมการณ์ วัตถุประสงค์ทางการเมืองและนโยบายของพรรค

อาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17 (1)(ข) จึงแต่งตั้งผู้ดูแลการเลือกตั้งแต่ละภาค ดังนี้

ผู้ดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1.พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
2.พล.ต.ยศวัจน์ นิมิตรภานนธ์
3.นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์

ผู้ดูแลภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

1.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง
2.นายภัครธรณ์ เทียนไชย
3.พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ

ผู้ดูแลภาคเหนือ

1.นายสุรเดช ยะสวัสดิ์
2.นายสามารถ แก้วมีชัย

ผู้ดูแลภาคใต้

1.นายนิพันธ์ ศิริธร
2.นายอนุมัติ อาหมัด

ผู้ดูแลกรุงเทพมหานคร

1.นายวัน อยู่บำรุง
2.น.ส.นพวรรณ หัวใจมั่น
3.ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช

– 006

โฆษก รบ.ย้ำตั้ง’ธรรมนัส’ งานไม่ซ้ำซ้อน’ผบ.ทสส.’ แจงต้องแยกฝ่ายนโยบาย-ปฏิบัติ

โฆษก รบ.ย้ำตั้ง'ธรรมนัส' งานไม่ซ้ำซ้อน'ผบ.ทสส.' แจงต้องแยกฝ่ายนโยบาย-ปฏิบัติ

โฆษก รบ.ย้ำตั้ง’ธรรมนัส’ งานไม่ซ้ำซ้อน’ผบ.ทสส.’ แจงต้องแยกฝ่ายนโยบาย-ปฏิบัติ

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.23 น.

“โฆษกรัฐบาล”ย้ำตั้ง”ธรรมนัส” งานไม่ซ้ำซ้อน”ผบ.ทสส.” แจงต้องแยกฝ่ายนโยบาย-ปฏิบัติ ชี้”รมว.เกษตร”เป็น กก.นโบายบริหารจัดการน้ำ-ภัยธรรมชาติ ดูเหตุภัยพิบัติทั่วประเทศ ลั่น”พรก.ฉุกเฉิน”เป็นกฎหมายพิเศษ เว้นหลักเกณฑ์-ระเบียบได้ทั้งหมด

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนักวิชาการ แนะให้ยกเลิกคำสั่งมอบหมายหน้าที่รองนายกฯ ดูแลน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ภาคใต้ จะเป็นการซ้ำซ้อนกับการตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เพื่อควบคุมสถานการณ์หรือไม่ ว่า คำสั่งที่มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี ให้ไปกำกับดูแลในแต่ละ 8 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งส่วนนี้จะแยกกับการมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนไปดูแลในแต่ละจังหวัด ในส่วนนี้เป็นการดูแลทั้งระบบไม่ใช่เฉพาะฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งฝ่ายนี้จะดูเรื่องของแนวทางการนำนโยบายมาปฏิบัติแต่ละจังหวัด

ส่วนในจังหวัดสงขลา ที่ได้มีการแต่งตั้ง ผบ.ทสส.ซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการสถานการณ์ในภาพรวม จึงไม่มีความซ้ำซ้อนกัน

ส่วนการแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาดูแลพื้นที่ในจังหวัดสงขลา นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า ไม่ซ้ำซ้อน เพราะ ร.อ.ธรรมนัส กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ควบคุมดูแลกรมชลประทาน และอีกตำแหน่งหนึ่งยังเป็นกรรมการนโยบายการบริหารจัดการน้ำและภัยธรรมชาติ เมื่อมีสถานการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น สามารถเกณฑ์องคาพยพที่ตรงกับงานมาดูแลสถานการณ์เหล่านี้ได้ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ ยังกล่าวว่า ในส่วนของกรมชลประทานที่ดูแลเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ จะเป็นหน้าที่ของ ร.อ.ธรรมนัส โดยตรง

ส่วนที่ไม่ใช้กฎหมายของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย สามารถใช้อำนาจเต็มได้นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กฎหมาย ปภ.กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แตกต่างกัน โดยยกตัวอย่างจากสถานการณ์อุทกภัย ในจังหวัดสงขลา ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งจังหวัด เพื่อดึงสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนทั่วประเทศ สามารถดูแลกำกับช่วยเหลือ ข้ามกระทรวงได้ และนายกฯ มีอำนาจสั่งการโดยตรง และเกิดความสะดวกรวดเร็วในการจัดการ และในส่วนของระเบียบหลักเกณฑ์ที่ล่าช้า ก็สามารถทำได้ทันที และหลักเกณฑ์ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค นายกฯ สามารถประกาศยกเว้นได้ รวมถึงการชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะถือเป็นกฎหมายพิเศษ

ก็แล้วแต่ปชช.! ‘นายกฯแป้น’ตอบปมจ่อล่าลายชื่อขับไล่พ้นตำแหน่ง ส่วนเรื่องลาออก บอกขอดูก่อน

ก็แล้วแต่ปชช.! 'นายกฯแป้น'ตอบปมจ่อล่าลายชื่อขับไล่พ้นตำแหน่ง ส่วนเรื่องลาออก บอกขอดูก่อน

ก็แล้วแต่ปชช.! ‘นายกฯแป้น’ตอบปมจ่อล่าลายชื่อขับไล่พ้นตำแหน่ง ส่วนเรื่องลาออก บอกขอดูก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.25 น.

‘นายกฯแป้น’ลั่นเรื่องการเมือง’ไม่เล่นอะไรอีกแล้ว’ แต่เรื่องลาออกก่อนวาระ ขอดูก่อน ยัน’ทำเต็มที่แล้ว’ บอกแล้วแต่ประชาชน หากจะล่ารายชื่อขับไล่ออกจากตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2568 เวลา 17.03 น. นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือนายกฯแป้น นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ ให้สัมภาษณ์กรณีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาที่ประกาศว่าหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมแล้ว จะไม่ลงการเมืองแล้ว ว่า “ ไม่เล่นอะไรแล้ว ไม่เล่นอะไรอีกแล้วครับ แค่นั้นเอง”

เมื่อถามย้ำว่าจะลาออกแค่สมัยนี้เพียงอย่างเดียวหรือจะลาออกก่อน และจะลาออกไปเลี้ยงหลานเมื่อไร นายกฯแป้น กล่าวแค่ว่า ขอดูก่อน 

เมื่อถามว่า กรณีชาวหาดใหญ่เตรียมตัวจะขับไล่นั้น กังวลใจหรือเสียกำลังใจหรือไม่ นายกฯแป้นบอกว่าเต็มที่แล้ว เต็มที่จริง ๆ พร้อมย้ำว่าทำดีที่สุดแล้ว 

ส่วนที่ประชาชนจะล่ารายชื่อขับไล่ นายกฯแป้นตอบว่า ก็แล้วแต่ประชาชน 

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าหากถูกฟ้องร้อง กังวลหรือไม่ นายกฯแป้น เผยว่า แล้วแต่อะไรจะเกิด ส่วนจะอยู่ครบวาระหรือจะลาออกหรือไม่นั้น นายกฯแป้นไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะเข้าร่วมประชุมแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ที่โรงแรมบุรีศรีภู หาดใหญ่

โดยนายกฯแป้นนั่งข้างซ้ายมือของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 

‘อนุทิน’ตั้งวงถกเอกชน จ่อปรับเงินกู้ 1 แสนปลอดดอกเบี้ย จาก 6 เดือนเป็น 1 ปี

‘อนุทิน’ตั้งวงถกเอกชน จ่อปรับเงินกู้ 1 แสนปลอดดอกเบี้ย จาก 6 เดือนเป็น 1 ปี

‘อนุทิน’ตั้งวงถกเอกชน จ่อปรับเงินกู้ 1 แสนปลอดดอกเบี้ย จาก 6 เดือนเป็น 1 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.11 น.

‘อนุทิน’ตั้งวงถกเอกชน วางแผนเร่งฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ต่อรอง ‘เอกนิติ’ ปรับเงินกู้ 1 แสนปลอดดอกเบี้ย จาก 6 เดือนเป็น 1 ปี

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 30 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ
เดินทางถึงโรงแรมบุรีศรีภู อ.หาดใหญ่  เพื่อเป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการจังหวัดสงขลา หอการค้าจังหวัดสงขลาและภาคธุรกิจ โดยนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า วันนี้ตนมาน่าจะเป็นครั้งที่ 5 และทุกครั้งที่กลับไป ก็จะไปหามาตรการเยียวยา เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างเร็วที่สุด ช่วงนี้ต้องถือว่าเป็นช่วงฟื้นฟู เราจะไม่พูดถึงที่ผ่านมาทุกคนเห็นสภาพกันหมดแล้ว และที่ได้เชิญทุกท่านลงมา เพราะเชื่อว่าต้องเห็นสภาพจริงก่อน ถ้าไม่เห็นสภาพจริงจะคิดกันไม่ออกและไปจินตนาการกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้อยู่ในโหมดฟื้นฟู ต้องเร่งช่วยเหลือต่างๆ หน้าที่ของรัฐบาลต้องฟื้นฟู และเยียวยาประชาชน ในเรื่องของการเร่งฟื้นฟูสภาพเมืองสงขชา โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ ตนได้เร่งบูรณาการทุกภาคส่วน ทหาร ตํารวจ พลเรือน ฝ่ายปกครองระดมทุกสรรพกําลังทั้งหมด หรือเรียกว่าล้างเมือง ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการอนุมัติวงเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ตามการประสบเหตุอุทกภัย หลังคาเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งตนได้รับทราบมาว่าจังหวัดสงขลาได้เร่งทําการสํารวจลงทะเบียนแล้ว 5.2 แสนราย ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งโอนเงินให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วเพราะขณะนี้ เงินพร้อมแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัด และฝ่ายปกครองต้องเร่งดำเนินการให้เร็วคือในส่วนของเรื่องบ้านเช่า  เพราะยังมีความสับสนระหว่างเจ้าของบ้านกับผู้เช่าว่าเงินจะไปอยู่ในส่วนไหน ซึ่งผู้เช่าบางรายเช่ากันมานาน จนเอกสารเช่าไม่มี แต่สิ่งที่เป็นหลักฐานชี้ชัดคือ หลักฐานการจ่ายค่าน้ํา ค่าไฟ ดังนั้นเงินเยียวยาจะเป็นของผู้เช่า แต่เงินค่าซ่อมแซมบ้านเรือนจะเป็นของเจ้าของบ้าน

นายกฯ กล่าวอีกว่า มาตรการช่วยเหลือประชาชนในส่วนมาตราการ ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ตนอยากให้เรียกว่า เป็นการให้ยืมมากกว่าการกู้ เนื่องจากไม่มีการคิดดอกเบี้ย ซึ่งการให้ยืมดังกล่าวมี 2 ประเภท คือ การกู้ยังชีพปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน และการกู้ซ่อมแซมบ้านปลอดดอกเบี้ย 1 ปี ซึ่งขณะนี้ตนกำลังต่อรองกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง ขอให้ยืดเป็น 1 ปีเท่ากัน

‘จุลพันธ์’แนะ‘รบ.’ตั้งศูนย์ดูแลจิตใจ ระดมนักจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจประชาชน

‘จุลพันธ์’แนะ‘รบ.’ตั้งศูนย์ดูแลจิตใจ ระดมนักจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจประชาชน

‘จุลพันธ์’แนะ‘รบ.’ตั้งศูนย์ดูแลจิตใจ ระดมนักจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.09 น.

“จุลพันธ์”แนะรัฐบาล ตั้งศูนย์ดูแลจิตใจ ระดมนักจิตวิทยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจประชาชน

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่อาคารกีฬาและนันทนาการ ศูนย์กีฬาและสุขภาพ ม.อ. หาดใหญ่ พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม.และรองหัวหน้าพรรค นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรค นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรค น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรค นายพายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรค นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช และ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ร่วมลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้ประสบภัย อาสาสมัคร บุคลากรทางการแพทย์ ในศูนย์อพยพ พร้อมมอบเครื่องใช้ทางการแพทย์ ยารักษาโรคเบื้องต้นให้กับหน่วยแพทย์ชั่วคราว

โดย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับหัวหน้ากลุ่มจิตอาสาและผู้ประสบภัยที่อพยพมาพักที่ศูนย์ดังกล่าว พบมีว่า 3 เฟสของผลกระทบในเวลานี้ ได้แก่ เฟสแรกคือประชาชนห่วงชีวิตและทรัพย์สินว่าตัดสินใจจะออกจากบ้านหรือไม่ เฟสที่ 2 คือ ความกังวลเรื่องทรัพย์สินสูญหาย และความปลอดภัยของคนในครอบครัว ซึ่งเริ่มคลี่คลายบ้างแล้วหลังน้ำลด และเฟสที่ 3 คือ การฟื้นชีวิตหลังน้ำลด โดยประชาชนตั้งคำถามว่าชีวิตจะเดินต่ออย่างไร ซึ่งปัญหาที่พบในขณะนี้คือ ดินโคลนเข้าไปในบ้าน บางหลังระดับโคลนสูงถึงชั้น 2 บางหลังสูงถึงหลังคาบ้าน แต่ยังไม่เห็นการระดมเจ้าหน้าที่รัฐ ในการช่วยนำดินโคลนออกจากบ้าน และฟื้นฟูบ้านเรือนอย่างเป็นระบบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ปัญหาที่พบคือ ไม่มีแผนการระดมสรรพกำลังเพื่อขุดลอกดินโคลนออกจากบ้าน ที่ชัดเจนจากรัฐบาล เพราะการขุดลอกต้องใช้รถแบ็คโฮและเครื่องจักรขุด ในบ้านเรือนก่อนที่ดินโคลนจะแข็ง ตามด้วยการเคลียร์ดินบนถนน จากนั้นก็ต้องเร่งระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนในการทำความสะอาดบ้าน พร้อมกำหนดพื้นที่ทิ้งดินโคลน ที่ปัจจุบันยังไม่เห็นแผนว่าทิ้งที่ใด พรรค พท.ได้เป็นตัวกลางในการประสานเอาน้ำยาและอุปกรณ์สำหรับการล้างบ้านที่มีผู้บริจาคมาจัดส่งให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมกับอุปกรณ์พื้นฐานทางการแพทย์ในหน่วยแพทย์ชั่วคราว

ด้าน นายก่อแก้ว กล่าวว่า จากการรับฟังพี่น้องประชาชนที่อยู่ในศูนย์ฯ บางอย่างที่ยังขาดคือ นมโปรตีนสูงสำหรับผู้ใหญ่ ของผู้ป่วยติดเตียง และ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Day-to-Day essentials) ที่แม้ดูเล็กน้อยแต่สําคัญสําหรับการดํารงชีวิต ได้แก่ หม้อหุงข้าว พัดลม เตาแก๊ส ตู้เย็น เป็นต้น จึงอยากรณรงค์ให้สังคมได้รับทราบและช่วยกันบริจาค และสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็ก อาทิ ชุดนักเรียนและอุปกรณ์เรียน เป็นต้น

ขณะที่ น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า วันนี้พรรค พท.มีความห่วงกังวลต่อผลกระทบด้านจิตใจของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนหลังน้ำลดยังคงรู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตให้รอด โดยหลายคนเล่าไปพร้อมน้ำตา เราจึงได้ประสานความร่วมมือกับทีมนักจิตวิทยา เพื่อสนับสนุนด้านการฟื้นฟูเยียวยา สภาพจิตใจ ประเมินผลกระทบโดยรวม พร้อมวางแผนเพื่อตั้งศูนย์แนวทางการให้คําปรึกษาทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนเสนอแนวทางต่อรัฐบาลเพื่อเร่งดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างต่อไป

– 006

ไทยสร้างประวัติศาสตร์! คว้ารางวัล ‘Gastrodiplomacy’ จากผลงาน ‘ประชาธิปไตยกินได้’

ไทยสร้างประวัติศาสตร์! คว้ารางวัล ‘Gastrodiplomacy’ จากผลงาน ‘ประชาธิปไตยกินได้’

ไทยสร้างประวัติศาสตร์! คว้ารางวัล ‘Gastrodiplomacy’ จากผลงาน ‘ประชาธิปไตยกินได้’

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

ไทยสร้างประวัติศาสตร์! คว้ารางวัลสูงสุดของโลก Gastrodiplomacy Gourmand Awards จากผลงาน ‘ประชาธิปไตยกินได้’ ของสถาบันพระปกเกล้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กรุงริยาร์ด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาร์ด เป็นตัวเเทนประเทศไทยขึ้นรับรางวัลบนเวทีโลก กรณีหนังสือ ‘ประชาธิปไตยกินได้ (Democracy on the Plate)’ ซึ่งเป็นผลงานที่จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก สาขาการทูตอาหาร (Gastrodiplomacy) ในงานประกาศรางวัล Gourmand Awards ครั้งที่ 31 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ออสการ์อาหารโลก’ ประจำปี 2568 โดยการได้รับรางวัลระดับโลกครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ ‘อาหาร’ เป็นเครื่องมือทางการทูตและซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อสร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมและประชาธิปไตยในระดับสากล

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า  หนังสือ ‘ประชาธิปไตยกินได้’ จัดทำขึ้นตามดำริของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้ภารกิจของสถาบันในการทำหน้าที่คลังสมองของชาติ เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านโครงงานภาคพลเมืองของนักศึกษาของสถาบันในแต่ละหลักสูตร โดยนำเรื่องราวประชาธิปไตยมาเล่าในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้คน ผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน และความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ซึ่งล้วนสะท้อนพลวัตของสังคมไทย การได้รับรางวัลในสาขาการทูตอาหาร ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของไทยเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่าผลงานของสถาบันพระปกเกล้าสามารถยืนอยู่ในระดับมาตรฐานสากล ทั้งในมิติของความยั่งยืน ความคิดสร้างสรรค์ และบทบาทต่อสังคมโลก โดยคณะกรรมการรางวัลให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า ‘อาหารคือภาษาสากล’ ที่เชื่อมประชาชนเข้าหากัน และเป็นพื้นที่สำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ไม่แบ่งแยก

นายอิสระ กล่าวอีกว่า รางวัลนี้เป็นทั้งเกียรติยศของประเทศไทย และเป็นกำลังใจให้สถาบันเดินหน้าพัฒนางานเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยไทยอย่างมีความหมาย หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นชัดว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นเรื่องที่สัมผัสได้ทุกวัน ผ่านอาหาร ปากท้อง โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นบนระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

//////-026

ช่างเครื่องถม สถาบันสิริกิติ์ ปลาบปลื้มเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ชุบเลี้ยงเป็นช่างฝีมือ

ช่างเครื่องถม สถาบันสิริกิติ์ ปลาบปลื้มเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ 'สมเด็จพระพันปีหลวง' ชุบเลี้ยงเป็นช่างฝีมือ

ช่างเครื่องถม สถาบันสิริกิติ์ ปลาบปลื้มเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ชุบเลี้ยงเป็นช่างฝีมือ

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.17 น.

ช่างเครื่องถม สถาบันสิริกิติ์ ปลาบปลื้มเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ชุบเลี้ยงเป็นช่างฝีมือสืบสานศิลปหัตถกรรมชั้นสูงของชาติ

1 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวังรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการ Shuttle Bus รับ-ส่งที่บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

       สำหรับบรรยากาศวันนี้ ตั้งแต่เช้าได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง

       นอกจากนี้ มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ. สกลนคร, จ. สตูล , จ.ลำปาง, จ.สมุทรปราการ, จ.สมุทรสงคราม, คณะช่างฝีมือ สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา, คณะนักเรียน ร.ร.พระตำหนักสวนกุหลาบ, โรงเรียนบ้านงิ้วงาม จ.อุทัยธานี, สมาคมผู้ตรวจตรวจสอบอาคาร, สมาคมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไทย, มูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา, ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แห่งประเทศไทย, กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อส่งเสริมช่วยเหลือพสกนิกรให้มีอาชีพมีรายได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

       ด้านนายอุทัย แดงนำ ช่างฝีมือถมทอง สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา กล่าวภายหลังเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพนะพันปีหลวง ว่า ตนเป็นชาว อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่ตนได้มาฝึกอาชีพอยู่ที่สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ให้ทางสถาบันหาคนที่เป็นชาวไร่ ชาวนา มีฐานะยากจนได้เข้ามาฝึกวิชาชีพในสถาบันช่างฝีมือ


       “ได้ถูกคัดเลือกเข้ามาฝึกเกี่ยวกับเครื่องถม เป็นช่างฝีมือของสถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ปี 2528 ตอนนั้นผมพึ่งอายุ 18 ปี ได้มาฝึกอาชีพที่สถาบันสิริกิต์ 40 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นตำแหน่งช่างเครื่องถมเงิน ถมทอง ทำเกี่ยวกับเครื่องถมเงินเมืองนคร เครื่องถมทอง ทำให้มีอาชีพ มีรายได้ สมเด็จพระพันปีหลวง ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนจากเด็กบ้านนอกได้มาอยู่กับพระองค์ท่านภาคภูมิใจมากทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น การสูญเสียพระองค์ท่านไปรู้สึกตื้นตันอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก ยากที่จะอธิบายถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อพวกเรา“

       ขณะที่ น.ส.ทองวาด อิ่มบุญสุ อายุ 66 ปี ช่างถมทอง สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา กล่าวว่า ตนเป็นคน จ.นราธิวาส สมัยเด็กๆ คุณแม่ไปเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งท่านเสด็จฯไปเยี่ยมราษฎร ที่ จ.นราธิวาส พระองค์ท่านถามแม่ว่า มีลูกกี่คน ซึ่งแม่มีลูก 12 คน และมีฐานะยากจน ท่านก็ถามว่าให้ไปฝึกอาชีพไหม ตอนนั้นตนอายุ 19 ปี ก็ได้เข้าไปฝึกอาชีพที่ จ.นราธิวาส พอท่านเสด็จกลับ กรุงเทพฯ ตนก็ได้เดินทางมาฝึกอาชีพต่อที่สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2522 รวม 46 ปีแล้ว

       “บ้านเดิมอยู่ จ.สกลนคร เนื่องจากพื้นที่มีสภาพแห้งแล้ง พ่อแม่จึงย้ายไปอยู่ จ.นราธิวาส จากที่เรามีอาชีพทำสวนทำไร่ สมเด็จพระพันปีหลวง ท่านก็ได้เอาไปฝึกอาชีพถมทอง มีครูมาสอนเขียนลายก่อน และพัฒนาฝีมือไปเลื่อยๆเป็นช่างสลักปัจจุบันเป็นช่างถมทอง ก็ใช่เวลาในการฝึกนานนับ 10 ปีกว่าจะคร่อง เวลาท่านแปรพระราชฐาน ก็เอาเราไปฝึกงานด้วย


       “หลังจากที่รู้ข่าวว่าพระองค์ท่านสวรรคต ก็รู้สึกเสียใจมาก เพราะเราอยู่กับพระองค์ท่านมานานจึงมีความผูกพันมาก เคยเป็นตัวแทนแผนกเดินทางไปต่างประเทศกับพระองค์ท่านด้วย ก็รู้สึกตื้นตันใจมาก ถ้าพระองค์ท่านไม่เอาเรามาชุบเลี้ยง ก็คงไม่มีอาชีพที่มั่นคง ก็รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษณ์สืบสานงานศิลปะหัตถกรรมชั้นสูงของไทย เป็นความภูมิใจที่อธิบายไม่ถูก งานชิ้นหนึ่งไม่ใช่ทำวันสองวันเสร็จ ถ้างานชิ้นใหญ่กว่าจะเสร็จใช้เวลาทำเป็นปีถึง 2 ปี แต่เราทำเป็นหมู่คณะ งานที่ประทับใจที่สุดคือ สุพรรณเภตรา หรือ เรือสำเภาทองคำ และบุษบกมาลา ภูมิใจงานทุกชิ้นที่ได้ทำถวายพระองค์ท่าน ได้มาฝึกอาชีพ จากที่เราเป็นแค่ชาวไร่ชาวนา และได้มาอยู่ตรงนี้ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ พระองค์ท่านพระราชทานบ้านพักที่ศูนย์พักใจ พร้อมที่ดิน 1 ไร่ ที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ไม่สุขสบสยแต่เราเท่านั้น ทำให้พ่อแม่ญาติพี่น้องเรามีอยู่มีกินไปด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือไม่มีอะไรเปรียบได้แล้ว ตอนนี้ก็ยังทำงานที่สถาบันสิริกิติ์ฯต่อไป“ กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า

       ส่วน นายมักรี เรืองชาญศิลป์ อายุ 62 ปี ช่างฝีมือแผนกเครื่องเงิน สถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา กล่าวว่า  ตนเป็นชาวไทยมุสลิมจังหวัดนราธิวาส ครอบครัวฐานะยากจน มีพี่น้อง 8 คน เมื่อครั้งเรียนจบชั้น ป.7 อายุ 15 ปี ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ที่หมู่บ้านที่ตนพักอาศัย ตนได้ถวายต้นหญ้าลิเภา พระองค์ท่านตรัสถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ ทรงถามว่า อยากมาเรียนทำลิเภาหรือไม่ มีครูสอน ก็สนใจตามประสาเด็กอยากเข้ากรุงเทพฯ พระองค์ประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์นาน 2 เดือน ระหว่างนั้นพระองค์รับสั่งให้ครูผู้สอนลิเภาคัดเลือกเยาวชนมาทำงานดึงหวาย ตนก็ช่วยงานดึงหวายอยู่กว่า 1 เดือน ได้เห็นพระองค์ท่านอยู่บ่อยครั้ง หลังท่านเสด็จฯ กลับ กรุงเทพฯ มีผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นำหนังสือจากสำนักพระราชวัง ให้ตนไปเรียนงานศิลปาชีพที่พระตำหนักจิตรลดา กรุงเทพฯ รู้สึกดีใจมากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ฝึกฝนงานศิลปะ ดีใจที่เจอเพื่อนใหม่จากจังหวัดต่างๆ ที่มาฝึกอาชีพเช่นกัน  จากแผนกลิเภา เปลี่ยนมาฝึกแผนกเครื่องเงิน เรียนจากครูชาวเขาที่เป็นช่างฝีมือรุ่นพี่


       “ครั้งแรกมีโอกาสตามเสด็จฯ ไปที่ จ.สกลนคร ผมพัฒนาฝึกฝนฝีมือเครื่องเงินเรื่อยมา ขึ้นรูป เหยียบตะเกียง เชื่อมเงิน จนรู้สึกชอบงานเครื่องเงิน สร้างสรรค์ผลงานเครื่องเงินรูปสัตว์ต่างๆ ได้วิชาความรู้เพิ่มเติมตลอดและมีอาชีพช่างฝือสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้การทำเครื่องเงินตลอดเวลาเพื่อให้ผลงานมีความประณีตมากยิ่งขึ้น จากผลงานขนาดเล็ก ฝีมือที่มากขึ้นสร้างผลงานขนาดใหญ่ อย่าง สีวิกากาญจน์ เป็นพระราชยาน ซึ่งนำต้นแบบมาจากสีวิกาที่ประดิษฐานอยู่บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งสถาบันสิริกิติ์ฯ ดำเนินการตามพระราชเสาวณีย์ของพระองค์ท่าน เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ส่วนปี 2540 ตนและช่างฝือสถาบันสิริกิติ์ฯ มีโอกาสตามเสด็จไปประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทางสถาบันสิริกิติ์ฯ นำผลงานไปจัดแสดงที่หอไอเฟล ทรงรับสั่งถาม “เอาอะไรมาโชว์ฝรั่งจ๊ะ” ตนกราบบังคมทูลนำผลงานเรื่องสุพรรณหงษ์และอีกหลายผลงาน ทรงแนะนำกับภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศส ว่า คนนี้ช่างฝีมือไทย เป็นความภาคภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น กว่า 47 ปีที่เป็นช่างฝือเครื่องเงิน จากคนไม่รู้หนังสือ มาวันนี้มีความรู้และฝีมือ ได้รับเงินเดือนมีชีวิตที่ดีขึ้น พระองค์ท่านสถิตอยู่ในดวงใจตลอดมา อีกความปลาบปลื้มเมื่อผมแต่งงาน ซึ่งภรรยาเป็นช่างฝืมือถมทอง ได้รับพระราชทานที่ดินพร้อมบ้านที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร“ นายมักรี กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความอาลัย

‘ขวานทอง’ จากงานวิจัยสู่การพัฒนาฟอนต์ภาษา เพิ่ม ‘การจดจำ – การเรียนรู้’ สำหรับเด็ก ป.1

‘ขวานทอง’ จากงานวิจัยสู่การพัฒนาฟอนต์ภาษา เพิ่ม ‘การจดจำ – การเรียนรู้’ สำหรับเด็ก ป.1

‘ขวานทอง’ จากงานวิจัยสู่การพัฒนาฟอนต์ภาษา เพิ่ม ‘การจดจำ – การเรียนรู้’ สำหรับเด็ก ป.1

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายครั้งที่ครูผู้สอนเด็กนักเรียนชั้น ป.1 มักประสบปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเล็กนี้ จดจำตัวอักษรทั้ง 44 ตัวได้รวมถึงภาษาอังกฤษ เพราะเท่าที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบมากและไม่มีมาตรฐานตรงตามโครงสร้างของตัวอักษรที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัยของน้องๆ ชั้น ป.1 ทว่าปัญหานี้ก็ได้รับการคลี่คลายจากอาจารย์ ดร.ธันยา พิทธยาพิทักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เจ้าของงานวิจัยเรื่อง “งานวิจัยใช้ประโยชน์ ฟอนต์ Khwan Thong การพัฒนาฟอนต์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการสร้างสื่อนวัตกรรมการสอนอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1”

อาจารย์ธันยา เผยว่า นวัตกรรมฟอนต์ขวานทอง เกิดจากแรงบันดาลใจในการทำสื่อในรายวิชาหนังสือและสื่อประสบการณ์ ที่เราพัฒนามาจาก ศธ. สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการจดจำตัวอักษรของนักเรียนชั้น ป.1 เพราะการที่มีฟอนต์ที่ถูกต้องมันสำคัญมากสำหรับเด็ก ป.1 และฟอนต์นี้ต้องใช้ได้จริงและใช้ได้หลากหลายและสนับสนุนการสร้างสื่อการสอนที่ง่าย สะดวกและหลากหลายให้ครูและผู้เกี่ยวข้องใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โดยฟอนต์ “ขวานทอง” (Khwan Thong) มีทั้งฟอนต์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 12 ชุด รูปแบบฟอนต์ แบ่งเป็นขวานทองธรรมดาและขวานทองการ์ดซึ่งมีลักษณะต่างกัน ซึ่งฟอนต์ที่ใช้สร้างสื่อสำหรับเด็ก ป.1 ทุกวันนี้ใช้หลากหลายมาก ใช้ทั้งในการทำแบบฝึกหัดและใช้ในการทำบัตรคำ จริงๆแล้วมาตรฐานในการกำหนดให้เด็ก ป.1 อ่านได้ง่ายคือ ฟอนต์ต้องมีขนาด 20 pt ขึ้นไป เราทำฟอนต์ขวานทองขึ้นมาเพื่อให้คุณครูใช้ได้เอนกประสงค์ ฟอนต์ขวานทองจึงเป็นมาตรฐานที่สุดที่จะใช้ได้กับทุกรูปแบบ

จุดเด่นของฟอนต์ขวานทอง เป็นฟอนต์อนุรักษ์ตัวอักษรไทย และมีอักษรไทยทั้ง 44 ตัวถูกต้องตามโครงสร้างอักษรและสอดคล้องกับลักษณะการเขียนตัวอักษรของนักเรียน/ออกแบบให้อ่านง่าย เหมาะสมกับนักเรียน ป.1/ฟอนต์ภาษาอังกฤษ ตัวอักษร เอ และ จี ออกแบบเพื่อเด็กไทย ตัวอักษร ไอ ออกแบบไม่ให้สับสนกับตัวอักษร ไอพิมพ์เล็ก ตัว จี พิมพ์เล็กออกแบบให้นักเรียนสามารถสังเกตตัวอักษรได้ง่าย/ใช้งานได้เอนกประสงค์ เช่น แบบฝึกหัด บัตรคำ สื่อการสอนอ่านสำหรับนิทาน ฟอนต์ “ขวานทอง” อาทิ ชุดที่ 1 ใช้ในการอธิบายรายละเอียดข้อมูลหรือในงานเอกสารทั่วไป ฟอนต์ “ขวานทอง” ชุดที่ 2 สำหรับใช้ในการสร้างแบบฝึกหัดและหนังสือหัดอ่าน ฟอนต์ “ขวานทอง” ชุดที่ 3 สำหรับใช้ในการสร้างบัตรคำศัพท์และสื่อหัดอ่าน เป็นต้น  ซึ่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาให้ฟอนต์มีความเอนกประสงค์นั้นได้ปรับปรุงและแก้ไขตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ตลอดจนมีการทดสอบมาตรฐาน ในการใช้งานจากครูผู้สอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวม 200 คน ที่มีประสบการณ์ในการสอนไม่ต่ำกว่า 5 ปี ร่วมด้วยครูผู้สอนและพัฒนาสื่อสำหรับเด็กด้านการเรียนการสอนภาษาไทยด้านการออกแบบฟอนต์ อาทิ ศ.เกริก ยุ้นพันธุ์ (ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์/ครูผู้สอนและเจ้าของผลงานรางวัลวรรณกรรมสำหรับเด็ก) เป็นต้น รวมทั้งในขั้นตอนการตรวจสอบความเหมาะสมของฟอนต์ ครูระบุข้อมูลความง่ายในการอ่านฟอนต์โดยให้นักเรียนทดลองอ่าน/ครอบคลุมการใช้งานบนแพลตฟอร์มหลากหลาย เช่น Microsoft Word, PowerPoint และ Canva โดยมีกลุ่มเป้าหมายในการใช้ฟอนต์ขวานทอง นี้คือครูและนักเรียนในสังกัดของ สพฐ. ศธ. และผู้ปกครองโดยเฉพาะผู้ปกครองที่ทำ Home School เขาสามารถเอาไปใช้ได้เลยเพราะเป็นฟอนต์ที่ถูกต้องตามโครงสร้างตัวอักษรและไม่มีค่าใช้จ่ายหากไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย์ ผู้สนใจทั่วไปแม้กระทั่งพระที่ดาวน์โหลดไฟล์ฟอนต์ขวานทองนี้ไปใช้สอนในโรงเรียนศาสนา

ทั้งนี้ ฟอนต์ “ขวานทอง” เป็นนวัตกรรมลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้ที่ต้องการใช้สามารถดาวน์โหลดไฟล์ฟอนต์ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้ในช่องทางของสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือ https : // lib.swu.ac.th / Khwan-thong-font ใช้งานได้ฟรีสำหรับการใช้ประโยชน์ส่วนบุคคลหรือเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในการเผยแพร่นวัตกรรมฟอนต์ “ขวานทอง” เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง ส่วนการละเมิดลิขสิทธิ์ฟอนต์ขวานทองไม่ว่าจะเป็นการคัดลอก เผยแพร่ หรือจำหน่าย จะถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น นำฟอนต์ไปใช้ในการออกแบบเชิงพาณิชย์ เช่น โปสเตอร์ ใบปลิว โลโก้สินค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต การดัดแปลงฟอนต์แล้วนำไปเผยแพร่ต่อเป็นของตนเอง และการจำหน่ายฟอนต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่หากต้องการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ (การนำฟอนต์ไปใช้ในกิจกรรมใดๆ ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือผลประโยชน์อื่นใดทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่น ต้องขอรับอนุญาตโดยการซื้อสิทธิการใช้งานฟอนต์ขวานทอง ในราคา 5,000 บาท โดยติดต่อสถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาและวิจัย มศว ซึ่งจะได้รับใบอนุญาต (License) ครอบคลุมผู้ใช้งาน 1ราย หรือ 1 เครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ในอนาคต อาจารย์ธันยา ยังย้ำว่าตนมีความคิดที่จะพัฒนาฟอนต์ขวานทองนี้ไปในเรื่องของการอ่านเชิงสร้างสรรค์ การอ่านเชิงวิเคราะห์ที่จะสามารถช่วยให้เด็กพัฒนาการอ่านเชิงสร้างสรรค์และการอ่านวิเคราะห์อีกด้วย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากาสร้างคนที่มีคุณภาพสู่สังคมเพราะเชื่อว่า “การศึกษาคือความเจริญงอกงาม – Education is Growth.” ตามปรัชญามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอย่างแท้จริง

​น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนข้อจำกัดและความท้าทายใหม่ ต้องเร่งปรับการทำนายฝนและระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่

​น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนข้อจำกัดและความท้าทายใหม่ ต้องเร่งปรับการทำนายฝนและระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่

​น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนข้อจำกัดและความท้าทายใหม่ ต้องเร่งปรับการทำนายฝนและระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมวิจัยแผนงานน้ำมั่นคงฯ รายงานสถานการณ์มหาอุทกภัยหาดใหญ่และสงขลา สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความท้าทายใหม่จากสภาพภูมิอากาศแบบใหม่ที่ผันผวนมากขึ้น ขณะที่ ผอ.แผนงานชี้ต้องปรับปรุงด้วยการวิจัยเพื่อทำนายฝนแบบใหม่ และระบบการเตือนภัยเชิงพื้นที่ที่เฉพาะมากขึ้น รวมถึงกลไกโครงสร้างการบริหารภัยพิบัติแบบบูรณาการ

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด เปิดเผยถึงมหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาและหาดใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่วิจัย ว่าได้รับรายงานจาก ผศ. ดร.ณัฐพล แก้วทอง นักวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ที่สรุปเหตุการณ์ช่วงระหว่างวันที่ 21–24 พฤศจิกายน 2568 เกิดจากฝนตกหนักสะสมหลายวันทั้งฝั่งทิศตะวันออกและฝั่งทิศใต้ที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ฝนทิศตะวันออกตกก่อนและหนักที่สุด ทำให้คลองหวะล้นตลิ่งตั้งแต่คืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 และส่งผลต่อเมืองหาดใหญ่ทันที ขณะที่ฝั่งทิศใต้รับฝนตกหนักวันที่ 23 – 24 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาสูงขึ้นพร้อมกันในคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 จนเกิดการซ้อนทับของมวลน้ำสามทิศทางในเวลาใกล้เคียงกัน ระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกที่ยังคงรูปแบบตั้งแต่ปี 2543 ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนระดับหลายร้อยมิลลิเมตรต่อวันได้ ต่างจากฝั่งตะวันตกที่มีการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ (คลอง ร.1) แล้ว

นอกจากนี้สัญญาณฝนแบบแนวปะทะ (torrential rainfall) ซึ่งตกซ้ำตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน ยิ่งทำให้ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาอิ่มตัวรวดเร็วและระบายช้า เนื่องจากระดับน้ำในทะเลสาบสงขลามีระดับเพิ่มสูงขึ้นด้วย การเตือนภัยไม่ทันการณ์ ทำให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีความแม่นยำ โดยอาศัยข้อมูลพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 วัน และ 7 วันควบคู่กับข้อมูลฝนและระดับน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้เป็นกรอบในการประเมินสถานการณ์ เตือนภัยและบริหารจัดการภัยเชิงรุก อีกทั้งยังสะท้อนทั้งข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความท้าทายใหม่จากสภาพภูมิอากาศแบบใหม่ที่ผันผวนมากขึ้น

“การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดสงขลาจะต้องปรับปรุงด้วยการวิจัยเพื่อทำนายฝนแบบใหม่ และระบบการเตือนภัยเชิงพื้นที่ที่เฉพาะมากขึ้น รวมถึงกลไกโครงสร้างการบริหารภัยพิบัติแบบบูรณาการ” รศ.ดร.สุจริต กล่าวทิ้งท้าย