บอย เจี๊ยบ มอบเงินส่วนตัว 70,000 บาท ช่วยพี่น้องชาวใต้สู้วิกฤติน้ำท่วมภาคใต้

บอย เจี๊ยบ มอบเงินส่วนตัว 70,000 บาท ช่วยพี่น้องชาวใต้สู้วิกฤติน้ำท่วมภาคใต้

บอย เจี๊ยบ มอบเงินส่วนตัว 70,000 บาท ช่วยพี่น้องชาวใต้สู้วิกฤติน้ำท่วมภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.36 น.

บอย อนุวัฒน์- เจี๊ยบ พิจิตตรา มอบเงินส่วนตัว 70,000 บาท ช่วยเหลือพี่น้องชาวภาคใต้ผู้ประสบอุทกภัย

ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในหลายจังหวัด “บอย อนุวัฒน์” และ “เจี๊ยบ พิจิตตรา” คู่รักที่มุ่งมั่นทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมส่งต่อพลังแห่งความห่วงใย ด้วยการ โอนเงินส่วนตัวรวมเกือบ 70,000 บาท ผ่านหลายหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

การบริจาคครั้งนี้รวมถึงการสมทบทุนให้กับ
 • มูลนิธิวายไลฟ์
 • โรงพยาบาลหาดใหญ่
 • มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ 

ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการแพทย์ การส่งต่อสิ่งของจำเป็น และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะทุกความช่วยเหลือ…คือความหวัง
และทุกกำลังใจที่ส่งออกไป…คือพลังที่ทำให้วันพรุ่งนี้ดีขึ้นเสมอ

โครงการ ‘ช่อง 8 ปันน้ำใจ’ ตัวแทนประชาชนชาวไทย ลงพื้นที่ จ.เชียงราย

โครงการ ‘ช่อง 8 ปันน้ำใจ’ ตัวแทนประชาชนชาวไทย ลงพื้นที่ จ.เชียงราย

โครงการ ‘ช่อง 8 ปันน้ำใจ’ ตัวแทนประชาชนชาวไทย ลงพื้นที่ จ.เชียงราย

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 สานต่อปณิธานเพื่อสังคม ผ่านโครงการ ช่อง 8 ปันน้ำใจ  ร่วมสมทบทุนบริจาคโดยประชาชนชาวไทย ที่เคยระดมทุนช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยในภาคเหนือ หลังเกิด อุทกภัยครั้งใหญ่และเหตุดินสไลด์ ในปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายหนักในหลายชุมชนของจังหวัดเชียงราย ทั้งด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณสุข ตลอดระยะเวลา สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 เป็นตัวแทนประชาชนผู้ร่วมสมทบทุน ผลักดันโครงการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันนี้ หนึ่งในภารกิจทั้งหมดที่ได้ก่อสร้างและจัดหา เสร็จเรียบร้อยแล้วตามวัตถุประสงค์ พร้อมส่งมอบให้นักเรียนเด็กเล็ก ประชาชน และเจ้าหน้าที่ได้ใช้งานจริง

ล่าสุด คุณโจ ธีระ ธัญญอนันต์ผล บรรณาธิการบริหารสายงานข่าวและผู้ประกาศข่าว และ คุณต้นกล้า ชัยอนันต์ ปันชู ผู้ประกาศข่าว ได้เดินทางไปยัง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหัวแม่คำ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย (จำนวนที่บริจาค 5,000,000 บาท) และ ศูนย์การเรียน ห้วยหยวกป่าโซ บ้านห้วยหยวกป่าโซ (จำนวนเงินที่บริจาค 600,000)  เพื่อส่งมอบ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหัวแม่คำ และ อาคารเรียนเพื่อน้องบ้านห้วยหยวกป่าโซ อาคารเรียนหลังใหม่ จากเงินบริจาค โครงการ ช่อง 8 ปันน้ำใจ  ร่วมสมทบทุนบริจาคโดยพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งอาคารเดิมเสียหายจากเหตุ น้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ ในช่วงอุทกภัยภาคเหนือในปี 2567 และ เพื่อสร้างการเรียนรู้วิชาชีพพื้นฐาน ภาษาจีน และสาธารณประโยชน์ในชุมชนบ้านห้วยป่าโซ  ปัจจุบันอาคารเรียนแห่งใหม่ และศูนย์การเรียนสร้างเสร็จตามมาตรฐาน แข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมต้อนรับน้อง ๆ กลับเข้าสู่สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อันสมบูรณ์อีกครั้งโดยมี คุณธนู ศรีมา รักษาการหัวหน้าสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหัวแม่คำบน และคุณพร เซ่โซ้ง  ครูผู้ดูแลเด็ก โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน คริสตจักรห้วยหยวกคานาอัน พร้อม คุณปรีชา ศิรินาม นายอำเภอ แม่ฟ้าหลวง จ เชียงราย เป็นผู้รับมอบหลังจากนั้นคณะผู้แทนยังได้เดินทางไปยัง โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เพื่อทำการส่งมอบ รถทันตกรรมเคลื่อนที่ ซึ่งจัดซื้อจากเงินบริจาคจำนวน 1,500,000 บาท ผ่านโครงการ ช่อง 8 ปันน้ำใจ  ร่วมสมทบทุนบริจาคโดยพี่น้องประชาชนชาวไทย ล่าสุด รถทันตกรรมคันนี้ พร้อมสำหรับภารกิจออกหน่วยเชิงรุกในพื้นที่ห่างไกลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะหลังอุทกภัยน้ำท่วมหนักในปี 2567 ซึ่งหลายหมู่บ้านถูกตัดขาดและเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ลำบาก โดยมี คุณวิชัย ภิระบรรณ์ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารทั่วไป รพ.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย พร้อม ทพ.ปฤษฎางค์ ศักดิ์สิทธิ์ หัวหน้ากลุ่มงานทันตกรรม รพ.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  เป็นผู้รับมอบสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ขอยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมต่อไป ผ่านโครงการ “ช่อง 8 ปันน้ำใจ” เพื่อสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนทุกพื้นที่ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ

‘ช่องวัน31’ ส่งนักแสดง ‘เอม-แนท-นิว-เจ้าคุณ’ แจกริบบิ้นดำถวายความอาลัย แก่ผู้มาบริจาคโลหิต

‘ช่องวัน31’ ส่งนักแสดง ‘เอม-แนท-นิว-เจ้าคุณ’ แจกริบบิ้นดำถวายความอาลัย แก่ผู้มาบริจาคโลหิต

‘ช่องวัน31’ ส่งนักแสดง ‘เอม-แนท-นิว-เจ้าคุณ’ แจกริบบิ้นดำถวายความอาลัย แก่ผู้มาบริจาคโลหิต

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากกิจกรรม “ประดิษฐ์เข็มกลัดริบบิ้นดำ” ถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จัดขึ้นโดย บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งได้นำเข็มกลัดริบบิ้นดำที่ประดิษฐ์ขึ้นกว่า 5,999 ชิ้น แจกจ่ายไปยังสถานที่ต่างๆ  อาทิ จุดบริการประชาชน ณ ท้องสนามหลวง  ที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ

ล่าสุด “ช่องวัน31” คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ได้นำตัวแทนนักแสดง อาทิ เอม สรรเพชญ์, แนท อนิพรณ์, นิว อัครวินท์, เจ้าคุณ       พันธ์ชนกชนม์ ไปแจกเข็มกลัดริบบิ้นดำ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการไว้อาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้กับผู้มาบริจาคโลหิต และประชาชนทั่วไป  ณ  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ 

‘DEFENDER’ เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ ณ เทศกาลระดับโลก ‘WONDERFRUIT’

‘DEFENDER’ เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ ณ เทศกาลระดับโลก ‘WONDERFRUIT’

‘DEFENDER’ เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ ณ เทศกาลระดับโลก ‘WONDERFRUIT’

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.38 น.

Defender กลับมาอีกครั้งในฐานะ พันธมิตรยานยนต์อย่างเป็นทางการ ของเทศกาล Wonderfruit 2025 ซึ่งเป็นเทศกาลศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม และความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย โดยปีนี้นับเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระ ครบรอบ 10 ปี ของเทศกาล นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ที่ Defender ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญ โดยมีไฮไลต์เด่นอยู่ที่ Forest Stage presented with Defender ซึ่งเป็นเวทีที่จะมอบประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น ให้เหล่าผู้ที่รักการค้นหาและผจญภัยได้มาดื่มด่ำและพบปะกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดขลังของป่าบรรพชน (Ancestral Forest)

เทศกาล Wonderfruit จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–15 ธันวาคม ที่ The Fields สยาม คันทรีคลับ จังหวัดชลบุรี คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 25,000 คนจากทั่วโลก เพื่อมาร่วมฉลองความคิดสร้างสรรค์และแนวคิดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทาง Defender จะเข้ามาช่วย จุดประกายแรงบันดาลใจในการสำรวจ และพร้อมต้อนรับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ทำให้ Wonderfruit ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง จิตวิญญาณความเป็นธรรมชาติและเสียงดนตรี กลายเป็นพื้นที่ที่เข้ากันได้อย่างลงตัวกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

การผสมผสานอันมีชีวิตชีวาของดนตรี วัฒนธรรม และการผจญภัยนี้ ได้ดึงดูดผู้คนที่แสวงหาประสบการณ์อันน่าจดจำ ซึ่งทั้งหมดนี้คือ คุณค่าหลักที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Defender มาอย่างยาวนาน

เฉลิมฉลองให้กับการผจญภัยและท่วงทำนองของธรรมชาติ

ไฮไลต์สำคัญของเทศกาลในปีนี้ คือการที่ Defender จะมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับผู้ร่วมงาน ผ่านการพลิกโฉม Forest Stage ภายใน Ancestral Forest พื้นที่ซึ่งเป็นเหมือนระบบนิเวศที่มีชีวิต สะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มุ่งผลักดันการผจญภัยและประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ผ่านการคัดสรรศิลปิน การออกแบบเวที และงานโปรดักชัน ที่สะท้อนแนวคิดก้าวหน้าและเป้าหมายอันชัดเจนของแบรนด์

เวที Forest Stage ได้รับการออกแบบโดย Jiro Endo สถาปนิกและนักออกแบบแสงประจำเทศกาล ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นจากลำไม้ที่หาได้ตามทุ่ง และมุงหลังคาด้วยใบตองตึงจากทางภาคเหนือของประเทศไทย ทุกรายละเอียดได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ความเคารพต่อธรรมชาติรอบตัว ผสานงานฝีมือเข้ากับจังหวะที่เป็นเอกลักษณ์ของผืนป่าอย่างกลมกลืน

เวทีแห่งนี้ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีความกล้าและอยากรู้อยากลอง นำเสนอการแสดงที่ให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกับศิลปินผู้เห็นคุณค่าของมรดกวัฒนธรรม แต่กล้าท้าทายขอบเขตแบบเดิมๆ และสร้างความสัมพันธ์ในหมู่ผู้ชม สะท้อนเจตจำนงของ Defender ที่มองว่าการผจญภัยคือการเดินทางที่มีความหมาย นอกจากบริเวณเวทีแล้ว ผู้ร่วมงานยังสามารถสัมผัสประสบการณ์ของแบรนด์ได้ที่ Defender Lounge พื้นที่พักผ่อนท่ามกลางความสงบใน  Ancestral Forest

ขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่อนาคต

ในปีนี้ Defender เตรียมนำขบวนรถยนต์ Plug-in Hybrid Electric Vehicles (PHEVs) มาบริการรับ-ส่งศิลปินและทีมงานทั่วพื้นที่ของ Wonderfruit อีกครั้ง ยานยนต์เหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Defender ในการพัฒนานวัตกรรมอย่างยั่งยืนและความหรูหราร่วมสมัย แสดงให้เห็นว่าการออกแบบที่มีจุดมุ่งหมายและการเดินทางอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินไปเคียงคู่กันได้แบบไร้รอยต่อ

มาร์ค คาเมรอน (Mark Cameron) กรรมการผู้จัดการแบรนด์ Defender กล่าวว่า “การร่วมเป็นพันธมิตรกับ Wonderfruit ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ถือเป็นเครื่องยืนยันวิสัยทัศน์ของเราในการสนับสนุนเทศกาลที่มอบประสบการณ์อันเหนือความคาดหมาย ภายใต้แนวคิด “Embracing the Impossible” ในการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของ Wonderfruit ครั้งนี้ เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและดนตรีที่มีความหมาย ถ่ายทอดแนวคิดความหรูหราแบบสมัยใหม่ที่ยั่งยืน การออกแบบที่ตั้งใจสร้างคุณค่า และการเดินทางที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่านักผจญภัยทั่วเอเชียกล้าที่จะท้าทายและสำรวจโลกใบนี้อย่างมั่นใจและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เตือนครั้งสุดท้าย ต้นสังกัดเตรียมฟ้องชาวเน็ตคอมเมนต์ใส่ร้ายนางเอกดัง’ณิชา ณัฏฐณิชา’

เตือนครั้งสุดท้าย ต้นสังกัดเตรียมฟ้องชาวเน็ตคอมเมนต์ใส่ร้ายนางเอกดัง'ณิชา ณัฏฐณิชา'

เตือนครั้งสุดท้าย ต้นสังกัดเตรียมฟ้องชาวเน็ตคอมเมนต์ใส่ร้ายนางเอกดัง’ณิชา ณัฏฐณิชา’

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.52 น.

28 พฤศจิกายน 2568 กลายเป็นประเด็นร้อนหลังมีผู้ไม่หวังดีเข้าไปคอมเมนต์หมิ่นประมาทและใส่ร้าย นางเอกสาวคนดัง ‘ณิชา’ ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ใต้โพสต์ภาพเบื้องหลังคอนเสิร์ตของศิลปินหนุ่ม ‘แบมแบม’ กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ที่ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ล่าสุด บริษัท ทีบี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ต้นสังกัดของ ‘ณิชา ณัฏฐณิชา’ โพสต์ข้อความ “หนังสือแจ้งเตือนกรณีเหตุการณ์ เผยแพร่ข้อความในลักษณะพาดพิงและใส่ความต่อ ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ศิลปินในสังกัดของบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นการหมิ่นประมาทต่อศิลปินฯ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของศิลปินฯ #Nychaa #ณิชา #TBentertainment

โดยในหนังสือระบุเนื้อความ ดังนี้ จากเหตุการณ์ที่ได้ปรากฏและถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงวันที่ผ่านมา บริษัท ทีบี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (บริษัทฯ) ขอชี้แจงให้ทุกท่านทราบว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบและพบว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีได้เผยแพร่ข้อความในลักษณะพาดพิงและใส่ความต่อ ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ศิลปินในสังกัดของบริษัทฯ (ศิลปินฯ)

ผู้ไม่ประสงค์ดีเหล่านี้ ได้ทำการกล่าวข้อความอันเป็นเท็จและใส่ความต่อศิลปินฯ อย่างร้ายแรงในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคอมเมนต์ในแพลตฟอร์มอินสตาแกรม (Instagram) ล่าสุดของศิลปินท่านหนึ่ง ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้ปรากฏขึ้นในช่องทางสาธารณะ โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่มุ่งหวังเพียงที่จะโจมตีศิลปินฯ ให้ได้รับความเสียหายเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นการหมิ่นประมาทต่อศิลปินฯ และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของศิลปินฯ อย่างมาก

บริษัทฯ ขอประณามการกระทำอันมุ่งร้ายดังกล่าว และขอถือเอาคำแถลงการณ์ฉบับนี้แทนการบอกกล่าวตักเตือนผู้ไม่ประสงค์ดีต่อศิลปินฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้ผู้ไม่ประสงค์ดีต่อศิลปินฯ ดำเนินการลบข้อความอันเป็นเท็จ และใส่ความต่อศิลปินฯ ที่ปรากฏในสื่อสังคมต่าง ๆ และให้หยุดการกระทำดังกล่าวในทันที

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มอบหมายให้ทนายพีท (ชยุตพงษ์ ผไทวณิชย์) ดำเนินการรวบรวมหลักฐานการกระทำผิดทั้งหมดไว้แล้ว หากบริษัทฯ ยังคงพบเห็นการกระทำที่เป็นการหมิ่นประมาทและสร้างความเสียหายต่อศิลปินฯ ดังกล่าวอีก บริษัทฯ ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากที่จะต้องดำเนินการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ไม่ประสงค์ดีต่อศิลปินฯ ต่อไปจนถึงที่สุด

สุดท้ายนี้ บริษัทฯ ขอให้ผู้สนับสนุนศิลปินฯ ทุกท่าน ไว้วางใจว่า บริษัทฯ จะดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องและรักษาสิทธิศิลปินฯ อย่างสุดความสามารถต่อไป

บิ๊กป้อม ท้าไปถาม ปชช. 70 ล้านคน ยังอยากให้อยู่ในการเมืองต่อหรือไม่

บิ๊กป้อม ท้าไปถาม ปชช. 70 ล้านคน ยังอยากให้อยู่ในการเมืองต่อหรือไม่

บิ๊กป้อม ท้าไปถาม ปชช. 70 ล้านคน ยังอยากให้อยู่ในการเมืองต่อหรือไม่

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.48 น.

“บิ๊กป้อม” ท้าไปถาม ปชช. 70 ล้านคน ยังอยากให้อยู่ในการเมืองต่อหรือไม่  รับ เลือกตั้งครั้งนี้ อยากได้ สส.มากที่สุด 

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พปชร. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรค พปชร. ว่า การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี   

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป ตั้งเป้า ส.ส.กี่ที่นั่ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “จะไปตอบได้ยังไง เราก็อยากได้มากที่สุด”

เมื่อถามว่า จะส่งผู้สมัคร ส.ส. ครบทุกเขตหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ร้องโอ้โห ก่อนกล่าวว่า ถามอย่างนี้อย่าถามดีกว่า ใครจะไปทำได้กับทุกเขต 

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะยังทำให้ พล.อ.ประวิตร ยังคงอยู่ในการเมืองต่อ พล.อ.ประวิตร ส่ายหน้า ก่อนจะกล่าวว่า “เราตอบไม่ได้ ต้องถามประชาชน  คุณไปถามทุกคนเลยไป ไปถามทั้ง 70 ล้านคนเลย” พล.อ.ประวิตร กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมใหญ่พรรค พลเอกประวิตรมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และทักทายสมาชิกพรรคที่เข้ามาแสดงความเคารพ และยังมีสมาชิกพรรคบางส่วนได้มาขอถ่ายรูปเซลฟี่กับพล.อ.ประวิตร โดยได้ทักทายสมาชิกพรรคและร่วมถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง 

ชลน่าน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือดูแลการเจ็บป่วย ปชช.หลังน้ำลด ติง อนุทิน แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

ชลน่าน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือดูแลการเจ็บป่วย ปชช.หลังน้ำลด ติง อนุทิน แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

ชลน่าน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือดูแลการเจ็บป่วย ปชช.หลังน้ำลด ติง อนุทิน แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.19 น.

“ชลน่าน” จี้รัฐเร่งช่วยเหลือดูแลการเจ็บป่วย ปชช.หลังน้ำลด ติง ”อนุทิน” แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก ตั้งแต่โควิดมาจนถึงน้ำท่วมใต้ เชื่อเยียวยาผู้เสียชีวิต 2 ล.หวังกลบกระแสโจมตี รบ.

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปีนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โดยรวมเลวร้ายมาก มีคนตายนับร้อย เพราะปริมาณน้ำมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าท่วมในหลายจังหวัด ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประชาชนยังต้องจมอยู่กับน้ำในหลายพื้นที่ โดยจากรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กินพื้นที่ 105 อำเภอ 723 ตำบล 5,381 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,226,627 ครัวเรือน 3,542,583 คน หนักที่สุดคือพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพราะต้องยอมรับว่าหาดใหญ่ คือศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ดังนั้นผลที่ตามมาคือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ และหลายฝ่ายประมาณการณ์ในพื้นที่หาดใหญ่ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้อีกนานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาเช่นเดิม

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย แม้จะออกมาขอโทษประชาชน แต่กว่าจะยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดมาจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด การบริหารจัดการบกพร่องอย่างร้ายแรง มันช้าไปมาก เพราะจากการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาดล้มเหลว ส่งผลให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ ประชาชนเสียชีวิตที่ล่าสุดมีมากกว่าร้อยคน ขณะเดียวกันพบว่าภาคธุรกิจพังยับ ประชาชนหลายแสนคน หลายหมื่นครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว บ้านพัง ทรัพย์สินหายไปกับน้ำ ล่าสุดนายอนุทินรีบประกาศความช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน เป็นเจตนาประกาศออกมาเพื่อกลบกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่ประสบเหตุออกมาต่อต้าน ขับไล่ ทำให้นายอนุทินต้องรีบพูดเพื่อหวังกลบกระแสวิจารณ์สถานการณ์ตอนนี้ จำเป็นต้องพูดถึงมาตรการการเยียวยาช่วยเหลืออย่างอื่นที่จำเป็นก่อนไหม หรือบทเรียนจากภัยโควิด ไม่ได้ทำให้คุณอนุทินเรียนรู้อะไรนอกจากเสียน้ำตา การบริหารภาวะวิกฤตจึงล้มเหลวซ้ำซาก

“สิ่งที่ต้องดำเนินการคือรัฐบาลต้องระดมกำลังเร่งอพยพประชาชน และต้องระดมแพทย์และพยาบาลให้การดูแลประชาชนที่ประสบเหตุ เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบทั้งร่างกายและจิตใจประชาชนมาก ประชาชนยังหวาดระแวงต้องคิดเสมอว่าทุกคนที่ประสบภัยเป็นคนป่วย คาดการณ์ว่ามีจำนวนนับแสนคน คณะแพทย์ต้องเร่งนำประชาชนเข้าสู่การดูแลด้านสุขภาพทั้งร่างกายจิตใจ เตรียมสถานบริการทางการแพทย์ รพ.สนาม เครือข่ายส่งต่อ ระดมทีมแพทย์ พยาบาลอาสา บุคคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือ ยาเวชภัณฑ์ ให้พร้อมที่จะรองรับ นอกจากนี้ควรเร่งป้องกันโรคระบาด โรคที่มาจากน้ำ โรคฉี่หนูที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา สำหรับคนที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสำรวจ ตรวจสอบ เร่งรัด จัดเก็บเพื่อดำเนินการตรวจอัตลักษณ์บุคคลอย่างรวดเร็ว เพื่อส่งมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป หลังจากนี้จึงประกาศมาตรการช่วยเหลือเยียวยาทุกมิติ เร่งฟื้นฟูให้คืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว ทุกหน่วยงานรัฐต้องบูรณาการการทำงาน ที่สำคัญผู้บัญชาการหน่วยงานต้องชัดเจนอย่ามั่วเหมือนที่ผ่านมาเพราะจะส่งผลให้การทำงานล่าช้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะปัญหาของประชาชนรอไม่ได้” นพ.ชลน่าน กล่าว 

วีระพงษ์ ชู 6 มาตรการ Build Back Hat-Yai พลิกโฉมหาดใหญ่ ย้ำต้องไปไกลกว่าแค่เยียวยา

วีระพงษ์ ชู 6 มาตรการ Build Back Hat-Yai พลิกโฉมหาดใหญ่ ย้ำต้องไปไกลกว่าแค่เยียวยา

วีระพงษ์ ชู 6 มาตรการ Build Back Hat-Yai พลิกโฉมหาดใหญ่ ย้ำต้องไปไกลกว่าแค่เยียวยา

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.52 น.

‘วีระพงษ์’ ชู 6 มาตรการ ‘Build Back Hat-Yai’ พลิกโฉมหาดใหญ่ ย้ำต้องไปไกลกว่าแค่เยียวยา สร้างเมืองให้แกร่งกว่าเดิม

วันนี้ (29 พฤศจิกายน) นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า ในฐานะคนหาดใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2531, 2543, 2553 จนถึงปัจจุบัน ตนเข้าใจความรู้สึกของผู้ประสบภัยเป็นอย่างดี และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า คนหาดใหญ่มักพูดกันว่าเมืองจะแย่ลงทุกครั้งหลังน้ำท่วม แต่ครั้งนี้ตนขอเสนอให้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยการร่วมมือกันสร้างหาดใหญ่ให้ “ดีกว่าเดิม” ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูเยียวยา แต่ต้องเป็นการ “Build Back Hat-Yai”เพื่อให้กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเสนอ 6 มาตรการสำคัญ ต่อรัฐบาล ดังนี้

1. สร้างแผนเปิดเมือง รัฐต้องระดมสรรพกำลัง ทั้งแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัคร เร่งทำความสะอาดและซ่อมแซมสาธารณูปโภค พร้อมประกาศแผนการเปิดสถานที่ราชการและโรงเรียนให้ชัดเจน โดยควรมีความยืดหยุ่น เช่น ผ่อนผันเรื่องเครื่องแต่งกายนักเรียน เพื่อให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาโดยเร็ว

2. สร้างความรวดเร็ว เยียวยา ครบจบในที่เดียว: ลดขั้นตอนระบบราชการ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของเยอรมนีที่เน้นความ “ไร้อุปสรรค” (unbureaucratic) รัฐควรมี Application หรือศูนย์กลางที่ประชาชนกรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียวเพื่อรับสิทธิเยียวยาทั้งหมด ทั้งเงิน 9,000 บาท และค่าวัสดุซ่อมแซม โดยไม่สร้างภาระต้นทุนให้ประชาชนเพิ่ม

3. สร้างความชัดเจน แยกเงินให้ชัด: เสนอให้ทำฐานข้อมูลเดียวที่รวมมาตรการรัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนทราบสิทธิชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นเงินให้เปล่า ส่วนไหนเป็นสินเชื่อ โดยยกตัวอย่างโมเดล “Relief and Adaptation Facility” ของมาเลเซีย ที่มีทางเลือกชัดเจน ช่วยให้ผู้ประสบภัยวางแผนการเงินได้ถูกต้อง

4. สร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูการท่องเที่ยว: เร่งดึงความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวมาเลเซียกลับคืนมา โดยรัฐอาจพิจารณาแจก Cash Voucher เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น ซึ่งจะได้ประโยชน์สองต่อ คือดึงดูดนักท่องเที่ยวและช่วยผู้ประกอบการรายย่อย

5. สร้าง SMEs ใหม่ สร้างงานที่ดี: เสนอสูตร “เงิน+คำปรึกษา” โดยรัฐควรสนับสนุนบริษัทที่ปรึกษามาช่วย SMEs ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลคล้ายโมเดลสิงคโปร์ เพื่อให้ธุรกิจเข้มแข็งก่อนขอสินเชื่อ พร้อมทั้งเชื่อมโยงแรงงานที่ว่างงานเข้ากับธุรกิจก่อสร้างและซ่อมแซมที่กำลังมีความต้องการสูงในช่วงฟื้นฟู

6. สร้างหาดใหญ่ให้รองรับภัยพิบัติได้ดีขึ้น: นำข้อเสนอต่างๆ มาทำเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมือ รัฐ-เอกชน-ประชาชน เพื่อวางรากฐานเมืองให้รองรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

“ผมหวังว่าจะได้เห็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมและตรงจุดจากภาครัฐในเร็ววัน การทำขั้นตอนเยียวยาให้ง่ายและรวดเร็วคือเป้าหมายขั้นต่ำที่รัฐต้องจัดการให้ได้ เพื่อให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ตั้งหลักได้เร็วที่สุด และกลับมาสร้างเมืองให้ดีกว่าเดิม” นายวีระพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

สส.สิงโต วอนอย่ามองหาดใหญ่ บ้านป่าเมืองเถื่อน ขอสื่ออย่าทำให้บอบช้ำกว่านี้

สส.สิงโต วอนอย่ามองหาดใหญ่ บ้านป่าเมืองเถื่อน ขอสื่ออย่าทำให้บอบช้ำกว่านี้

สส.สิงโต วอนอย่ามองหาดใหญ่ บ้านป่าเมืองเถื่อน ขอสื่ออย่าทำให้บอบช้ำกว่านี้

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.46 น.

สส.สิงโต ยันคนหาดใหญ่น่ารัก ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน วอนสื่ออย่าทำให้บอบช้ำกว่านี้เลย

29 พฤศจิกายน นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ สส.สิงโต สส.เขต 9 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ยืนยันว่าหาดใหญ่ไม่ได้เป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน” หลังจากสื่อหลายสำนัก และสื่อโซเชียลเผยแพร่ข่าวพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในหาดใหญ่ ที่ออกมา คุกตามอาสาสมัครกู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในำพื้นที่น้ำท่วม และขโมยข้าวของจากบริษัทห้างร้าน

สส.สิงโต โพสค์ระบุว่า

“คนหาดใหญ่น่ารัก”
เราไม่ได้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบที่สื่อหลายสำนักนำเสนอ อย่าทำให้นักท่องเที่ยวกลัว อย่าให้เมืองเราบอบช้ำไปมากกว่านี้เลยครับ

นอกจากนี้ สส.สิงโต ยังคอมเมนท์เพิ่มว่า “คนไม่ดี ไม่น่ารักมีทุกที่ แต่อย่าเอามาเหมารวมครับ ตอนนี้สื่อนำเสนอภาพลักษณ์เมืองหาดใหญ่เป็นอันธพาลมาก…พอเถอะครับ แค่นี้พวกเราก็บอบช้ำพอแล้ว”

เด็จพี่ บี้ อนุทิน รมต. ขอโทษ ปชช. เร่งแจงยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมหาดใหญ่ให้ชัด

เด็จพี่ บี้ อนุทิน รมต. ขอโทษ ปชช. เร่งแจงยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมหาดใหญ่ให้ชัด

เด็จพี่ บี้ อนุทิน รมต. ขอโทษ ปชช. เร่งแจงยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมหาดใหญ่ให้ชัด

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.39 น.

“เด็จพี่” บี้ “อนุทิน-รมต.” ขอโทษ ปชช. เร่งแจงยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมหาดใหญ่ให้ชัด จี้เยียวยา พร้อมฟื้นความเชื่อมั่น เสนอยกระดับรับมือน้ำท่วม ภัยพิบัติเป็นวาระแห่งชาติ นำโมเดลยุค “ยิ่งลักษณ์ ” ศึกษาปรับใช้ได้ทันที ห่วงกรุงเทพฯอยู่ในจุดเสี่ยงจมน้ำ แนะรีบวางแผนรับมือ  

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ เกิดความผิดพลาดจากการบริหาร แจ้งเตือนไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนอพยพไม่ทัน บ้านเรือนประชาชน ข้าวของ ทรัพย์สิน ร้านค้า สถานที่สำคัญๆ เสียหายนับหมื่นล้านบาท เทียบไม่ได้กับชีวิตพี่น้องประชาชนที่สูญเสียเป็นจำนวนมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย หลีกหนีความรับผิดชอบไม่พ้น นายกฯ รัฐมนตรี ผู้บริหารรวมถึงหน่วยงานข้าราชการที่รับผิดชอบ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น ควรจะออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ ขอโทษประชาชนอย่างเป็นทางการ เหมือนประเทศอารยะ เช่น ญี่ปุ่น เวลาเกิดผลเสียหาย กระทบชีวิตประชาชน ความเดือดร้อนกว้าง ผู้นำจะออกมายืดอกขอโทษยอมรับข้อผิดพลาด กับประชาชนทันที 

“น้ำท่วมหาดใหญ่ น้ำท่วมภาคใต้ ถึงเวลาแล้วควรยกระดับภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม พายุลมแรงให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเต็มรูปแบบ รัฐบาล นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ควรนำข้อเสนอเหล่านั้นมานั่งพิจารณา ลงมือทำได้ทันที วางแนวทางรัฐบาลนี้ไม่ทัน รัฐบาลหน้าก็ต้องมาสานต่อ จะละเลยไม่ได้ ปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ความเหมาะสม ไม่ใช่แค่หาดใหญ่ ทางใต้ รวมไปถึง พิษณุโลก สุโขทัย นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา หมดเวลาแล้ว ที่จะให้หลายๆอำเภอเป็นที่พักน้ำ บ้านเรือน เรือกสวนไร่นาต้องพังทุกปี เราต้องการแบบนี้จริงๆหรือ” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า เท่าที่สัมผัสชาวบ้านและสังคมเรียกร้องอยากให้เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เหมือนกับเหตุการณ์สึนามิ สาธารณสุขได้โพสต์เฟซบุ๊กขอถุงบรรจุศพ แต่ต่อมาลบโพสต์ทิ้งเหมือนปิดอะไรหรือไม่ อย่าทำเหมือนช้างตายทั้งตัว จะเอาใบบัวมาปิดคงไม่มิด ยิ่งทำให้ผู้คนในสังคมสงสัย คนที่ไปอยู่หาดใหญ่ มีทั้งคนในพื้นที่ คนเข้าไปค้าขายลงทุน นักท่องเที่ยว คนต่างพื้นที่มาหางานทำ รัฐบาลบอกจะให้เงินเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท จะกี่ศพ ที่มาจากสาเหตุจากน้ำ ควรสรุปตัวเลขให้ชัด หน่วยงานต้องรายงาน พูดให้ตรงกัน งานของรัฐบาลหลังน้ำลดคงจะมีอีกมาก สายตาคนไทย สายตานานาชาติจับจ้องมาที่ไทย จะวางแผนแก้ไขอย่างไรเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาล 

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ เผชิญภาวะดินทรุดทุกปี พื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล น้ำทะเลหนุน จากคำเตือนผู้เชี่ยวชาญบอก กรุงเทพ เสี่ยงที่จะจมทะเลในอนาคต จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลต้องเร่งวางระบบป้องกันน้ำท่วมในระดับมหานคร ใช้โมเดลจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่นญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ หรือที่ไหน มาใช้ให้เหมาะสมกับกรุงเทพฯ ปรับให้เหมาะกับภูมิประเทศของไทย แต่ระบบบริหารจัดการ จะวางโครงสร้าง จะทำอย่างไร ควรเร่งลงมือทำ เห็นคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญแล้วน่าเป็นห่วง กรุงเทพฯ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะรุนแรงกว่าหาดใหญ่มาก คนกับน้ำอยู่ร่วมกันได้ แต่ต้องเริ่มทำในวันที่ยังมีเวลา