อนุทิน ลุยงานวันหยุด เข้าทำเนียบฯ เรียกถกเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด

อนุทิน ลุยงานวันหยุด เข้าทำเนียบฯ เรียกถกเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด

อนุทิน ลุยงานวันหยุด เข้าทำเนียบฯ เรียกถกเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.33 น.

“อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ เร่งถกออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด ขณะ “ภราดร” ประชุม ศป.กฉ.​ เผย นายกฯ​ สั่ง​ก่อนเที่ยงต้องจ่ายน้ำรพ.หาดใหญ่ พร้อมกู้ระบบประปา​จ่ายน้ำทั่วเมืองหาดใหญ่​ ให้เร็วที่สุด 

เมื่อเวลา 10.18 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เรียกประชุมกำหนดมาตรการฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม

ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ นายภราดร ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.​) เป็นประธานการประชุม ศป.กฉ.​ ครั้งที่ 6/2568 โดยมี น.ส.ศุภมาส​ อิศร​ภักดี​ รัฐมนตรี​ประจำ​สำนักนายก​รัฐมนตรี​ นายสิริ​พงศ์​ อังค​สกุล​เกียรติ​ โฆษก​ประจำ​สำนักนายก​รัฐมนตรี​ ในฐานะโฆษก ศป.กฉ. น.ส.รัชดา​ ธ​นา​ดิเรก​ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษก ศป.กฉ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

โดยช่วงแรกของการประชุม​ นายประทีป​ กุศลวัฒนะ​ ผู้อำนวยการการประปาส่วนภูมิภาคเขต 5 รายงานสถานการณ์​การสั่งจ่ายน้ำในพื้นที่​ประสบ​อุทกภัย​ว่า ในพื้นที่อ.หาดใหญ่ ใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาค ขณะนี้การประปาเริ่มจ่ายน้ำแล้ว 15% ของพื้นที่ ซึ่ง อ.หาดใหญ่ มีจุดจ่ายน้ำทั้งหมด 2​ จุด​แต่ถูกน้ำท่วม​ ยืนยันเร่งแก้ไขปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง แต่ยังติดปัญหาเรื่องการจราจร ทำให้การกู้โรงสูบน้ำเป็นไปได้อย่างยากลำบาก โดยได้ขอความร่วมมือจากแม่ทัพภาคที่ 4​ จึงสามารถเริ่มกู้โรงสูบน้ำได้​ ซึ่งโรงสูบน้ำที่​ 1​ สามารถเริ่มจ่ายน้ำได้แล้ว​ แต่โรงสูบน้ำที่​ 2 จะใช้เวลา 3-5 วัน​ ในเบื้องต้นมีการระดมปั๊มน้ำการประปาเขตพื้นที่อื่นเข้ามาช่วยในพื้นที่หาดใหญ่​ แต่ยืนยันว่าในพื้นที่หาดใหญ่เครื่องสูบน้ำไม่มีปัญหาเรื่องดินโคลนอุดตัน หากซ่อมเครื่องได้ก็จะใช้งานได้ทันที

ด้านนายภราดร​ กล่าวว่า ขอให้เร่งดำเนินการซ่อมโรงสูบน้ำให้เร็วกว่านี้​ ทำให้ผู้อำนวยการการประปาส่วนภูมิภาคเขตที่ 5 กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการ 24 ชั่วโมงโดยแบ่งเจ้าหน้าที่เป็น 3 กะ ​ และเตรียมเชื่อมต่อการจ่ายน้ำจากโรงสูบน้ำที่ 1 ไปยังโรงสูบน้ำที่ 2 เพื่อเพิ่มพื้นที่การจ่ายน้ำให้ครอบคลุม แต่อาจทำให้กำลังการส่งน้ำเบาลงไปจากเดิม​ แต่ในวันนี้นายกรัฐมนตรี​ได้สั่งการให้เร่งจ่ายน้ำไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่ให้แล้วเสร็จภายในเที่ยงวันนี้ ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์คาดว่าน่าจะทำได้ก่อนเที่ยงวัน ส่วนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลับสู่ปกติแล้ว

นายภราดร​ กล่าวอีกว่า ขอให้การประปา​ส่งแผนผังการส่งน้ำมาให้ศูนย์ ศป.กฉ.​ ว่าจุดใดสามารถปล่อยน้ำได้บ้างแล้ว และคาดการณ์ว่าจะสามารถจ่ายน้ำได้โซนใดบ้างในช่วงคืนนี้ รวมไปถึงจะสามารถจ่ายน้ำได้ทั้งหมดเมื่อใด 

‘นพดล’แนะรัฐบาล เปลี่ยนวิกฤตเป็นศรัทธา

'นพดล'แนะรัฐบาล เปลี่ยนวิกฤตเป็นศรัทธา

‘นพดล’แนะรัฐบาล เปลี่ยนวิกฤตเป็นศรัทธา

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.39 น.

“นพดล”แนะรัฐบาล เปลี่ยนวิกฤตเป็นศรัทธา

เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ศิษย์เก่าด้านการจัดการนโยบาย เน้นยุทธศาสตร์ (Policy Management-Majoring Strategy) มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ศิษย์เก่าด้านวิทยาการข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science & Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ศิษย์เก่าด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศิษย์เก่า รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย รามคำแหง ได้เผยแพร่เรื่องยุทธศาสตร์ 3 วันเปลี่ยนวิกฤตศรัทธาเป็นคะแนนนิยม ระบุว่า หลังน้ำลด ปัญหาที่ประชาชนเจอหนักที่สุดไม่ใช่แค่ชีวิตพัง บ้านพัง รถเสีย หรือรายได้หยุดแต่คือหนี้กองโตเดินต่อไม่หยุดรอบนความทุกข์ของประชาชนโดยไม่สนใจว่าวิกฤตเพิ่งผ่านพ้นไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้ SME ร้านค้า หรือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ทุกอย่างกำลังกลายเป็น “มหาภัยน้ำท่วมลูกที่สอง” ซ้ำเติมความเจ็บปวดของชาวใต้ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายของรัฐบาลที่จะฟื้นศรัทธากลับมาได้ มาตรการฟื้นชีวิตผู้รอดจึงต้องชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่สัญญา แต่ต้อง 1) เป็นเงิน2) เป็นเวลา 3) เป็นสิทธิ ที่ประชาชนได้ใช้จริงทันที

ยุทธศาสตร์ 3 วันเปลี่ยนวิกฤตศรัทธาเป็นคะแนนนิยม

ยุทธศาสตร์นี้เรียกว่า ยุทธศาสตร์ชุบชีวิตผู้รอด (Recovery First Strategy)
“เงินต้องถึงมือทันที – หนี้ต้องหยุดทันที – ชีวิตต้องเดินต่อได้ทันที”

หลังน้ำลด ความเสียหายที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นให้เห็นคือ ชีวิตพัง บ้านพัง รถเสีย รายได้หยุด แต่หนี้ยังเดินต่อทุกวัน นี่คือช่วงเวลาที่ไม่ใช่การ “เยียวยาแบบเดิม ๆ” แต่ต้องเป็น ยุทธศาสตร์ชุบชีวิตผู้รอด ให้ประชาชนลุกขึ้นยืนได้ทันทีภายใน 72 ชั่วโมงหรือภายใน 3 วัน หัวใจหลักของยุทธศาสตร์นี้คือ รัฐต้องโอนเงินเข้าบัญชีทันที แต่แบ่งแบบ สองยอด สองหน้าที่ สองผลลัพธ์ เพื่อให้ประชาชนทั้งใช้จ่ายได้จริงและไม่ถูกหนี้ท่วมซ้ำเติมความเจ็บปวดรอบสอง

ยอดที่ 1 : เงินใช้จ่ายด่วน (Immediate Life Support Fund) “ได้เงินสดทันที ใช้จ่ายได้จริง ไม่ต้องรอเอกสาร”
• โอนเข้าบัญชีทันทีหลังยืนยันตัวตน (ใช้รูปบ้าน–พิกัด GPS–หมายเลขบัตรประชาชน 13หลัก)
• เป็น “เงินสดพร้อมใช้” สำหรับค่าอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค เสื้อผ้า อุปกรณ์ทำความสะอาด
• ไม่ต้องสำรองจ่าย ไม่ต้องยื่นกองทุนหลายรอบ
• ใช้ได้ทันทีในชีวิตประจำวัน ให้ประชาชนสามารถ “กลับมาหายใจได้อีกครั้ง”
ผลลัพธ์คือ ไม่มีใคร “อด” ไม่มีใครต้องเป็นหนี้เพิ่มเพราะต้องซื้อของจำเป็นหลังน้ำลด


ยอดที่ 2 : ยอดคืนสภาพชีวิต (Recovery Credit Balance) “เงินที่เห็นในบัญชี แต่ระบบธนาคารกักไว้เป็นเกราะป้องกันหนี้”
• โอนเข้าในบัญชีเหมือนยอดเงินปกติ แต่ “ล็อกไม่ให้ถอน”
• ใช้จ่ายเองไม่ได้ แต่ใช้ ชำระหนี้อย่างมีระบบเท่านั้น
• ระบบของธนาคารจะนำยอดนี้ไปชำระเพื่อ:
– ค่างวดผ่อนรถ
– ค่างวดบ้าน
– หนี้ SME รายย่อย
– หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
– อื่น ๆ
• ทำให้ประชาชนไม่ถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่ม ไม่ถูกทวง ไม่ถูกผิดนัดชำระ
• เป็นเงินที่ “ช่วยฟื้นตัวโดยไม่สร้างภาระอนาคต”
ผลลัพธ์ คือ ประชาชนเห็นยอดเงินในบัญชี ทำให้เกิดความมั่นใจ แต่รัฐทำให้แน่ใจว่าเงินนี้จะไปหยุดหนี้ที่พาให้ชีวิตล้มซ้ำ

ทำไมต้อง “สองยอด”
เพราะในภาวะวิกฤต คนต้องกินก่อน แต่ก็ต้องไม่ปล่อยให้หนี้กินคนทีหลัง

ยอดที่ 1 ชุบชีวิต ช่วยให้คนกลับมามีแรง เริ่มต้นใหม่ได้ทันที

ยอดที่ 2 ชุบอนาคต ช่วยหยุดความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด–ยึดรถ–สูญบ้าน เป็นการ “เบรกหนี้ก่อนเบรกชีวิต”

วิธีทำงานจริง (Fast Recovery Protocol) เพื่อไม่ให้เป็นแค่นโยบายสวยหรู รัฐต้องทำให้ประชาชนได้รับทันที:
1. เปิดระบบลงทะเบียนออนไลน์ อบต./เทศบาลและหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรับแจ้งในพื้นที่
2. สแกนบ้านที่เสียหาย รับสิทธิสองยอดทันทีในวันเดียว
3. ยอดที่ 1 โอนสดทันที
4. ยอดที่ 2 เข้าเป็นยอดบัญชีที่ถูกล็อกเพื่อจ่ายหนี้โดยระบบธนาคาร
5. แจ้งผลผ่านแอป/ SMS ว่าจ่ายเข้าบัญชีผู้เสียหายอะไรแล้ว เช่น ค่างวดรถเดือนนี้ “ตัดยอดแล้ว”
6. ป้องกันมิจฉาชีพ โดยตำรวจไซเบอร์ต้องทำงานล่วงหน้าทันที

ผลที่ประเทศเห็นทันที และเปลี่ยนวิกฤตศรัทธา เป็นคะแนนนิยมทันที เพราะ…….
• ไม่มีบ้านไหนต้องกู้หนี้เพิ่มเพื่อซื้ออาหารหลังน้ำลด
• ไม่มีคนผ่อนรถหรือบ้านถูกทวงค่างวดช่วงยังซ่อมบ้าน
• ร้านค้า–ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยเริ่มเปิดขายได้ภายใน 72 ชั่วโมง
• ประชาชน “เห็นเงิน” และ “เห็นการชำระหนี้” แบบโปร่งใส
• เป็นการสร้างศรัทธาระดับประเทศในเวลาเร่งด่วน และเปลี่ยนวิกฤตศรัทธาเป็นคะแนนนิยมได้ใน 3 วัน
ถ้ารัฐบาลลุกขึ้นทำใน 3 วันนี้ ศรัทธาของประชาชนทั้งประเทศจะกลับมาใน 3 วันผศ.ดร.นพดล กรรณิกา www.superpoll.co.thnk358@georgetown.edu   หรือ   nkannika@umich.edu

เอ็ดดี้ ชี้ พรรคการเมืองอันตราย สร้างวาทกรรมแบ่งแยกประชาชน

เอ็ดดี้ ชี้ พรรคการเมืองอันตราย สร้างวาทกรรมแบ่งแยกประชาชน

เอ็ดดี้ ชี้ พรรคการเมืองอันตราย สร้างวาทกรรมแบ่งแยกประชาชน

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.23 น.

29 พ.ย. 68 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความเรื่อง “Social Division Strategy | น้ำใจชาวบ้าน ความจริงใจผู้นำ Vs การเมืองที่สร้างความแตกแยก ทำให้คนเกลียดกัน #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

(ขอออกตัวก่อนสำหรับคนที่อ่านหนังสือไม่เกินแปดบรรทัด “ผมโพสต์ประเด็นเรื่องพรรคการเมืองบางพรรคเล่นการเมืองสกปรก แต่คนที่อ่านไม่เกินแปดบรรทัดจะลงไปคอมเม้นต์ก่อนจะอ่านจบว่า ผมอวยนายกฯ”)

“อำนาจที่แท้จริงมาจากความศรัทธา ไม่ใช่ตำแหน่ง”

ผมเห็นคลิปนี้ใน ตต.ตั้งแต่เมื่อวาน

นายกฯ รับของจากชาวบ้าน ขนมแค่ถุงเล็กๆ ถุงเดียวแต่มันคือตัวแทนน้ำใจและความรักจากชาวบ้าน ทำให้คนระดับนายกฯ ยกมือไหว้ท่วมหัว ดูดีๆ ก็จะเห็นได้ว่าเป็นอาการที่ไม่แสแสร้ง
การยกมือไหว้ท่วมหัว คือการลดอัตตาของผู้มีอำนาจ ลงมาอยู่ระดับเดียวกับประชาชน สะท้อนว่า “อำนาจที่แท้จริงมาจากความศรัทธา ไม่ใช่ตำแหน่ง”

รับมาแล้ว มือสั้นทำขนมหล่นลงพื้นเพราะในใจตื่นเต้นที่ประชาชนแสดงความรักมาให้ขนาดนั้น แต่ไม่ยอมทิ้งหยิบขึ้นมากินเพราะมันคือน้ำใจงามๆ ของชาวบ้าน

อาการมือสั่นหรือการหยิบขนมที่หล่นลงพื้นขึ้นมากิน คือปฏิกิริยาทางกายที่โกหกไม่ได้ แสดงให้เห็นว่าเขาเห็นคุณค่าของ “น้ำใจ” มากกว่า “มูลค่า” ของวัตถุ

ฝ่ายหนึ่งให้เพราะความรัก อีกฝากหนึ่งรับด้วยความตื้นตันใจ

ความงดงามของสังคมไทยและความเป็นไทย ของจริงที่ปัจจุบันเห็นน้อยลงเพราะขบวนการสร้างความแตกแยกในสังคมภายใต้การเล่นการเมืองจากบางพรรคที่เก่งเรื่องสร้างภาพให้ตัวเองดี แต่ทำลายให้สังคมแตกแยก

พรรคการเมืองรูปแบบใหม่มักใช้ยุทธวิธี “Social Division Strategy” (ยุทธศาสตร์สร้างความแตกแยกทางสังคม หรือเรียกว่า ยุทธศาสตร์แบ่งขั้วสังคมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง) คือการสร้างศัตรูร่วมขึ้นมา เพื่อปลุกระดมมวลชน โดยมักจะวาดภาพให้สิ่งเก่าหรือจารีตประเพณีเป็น “ผู้ร้าย” หรือสิ่งที่ล้าหลัง

ทำให้เกิด “Generation Gap War” (สงครามช่องว่างระหว่างวัย) ที่รุนแรงขึ้น ลูกหลานเกลียดชังรากเหง้าตัวเอง

การใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างเชี่ยวชาญ ทำให้สามารถสร้าง “Echo Chamber” (ห้องแห่งเสียงสะท้อน) ที่ขยายความเชื่อผิดๆ หรือบิดเบือนเจตนาดีของฝ่ายตรงข้าม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ สังคมถูกหล่อหลอมให้ตัดสินคนจาก “ภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างในโซเชียล” มากกว่า “การกระทำจริงในพื้นที่” ทำให้ความดีงามแบบเรียบง่าย (อย่างในคลิป) ถูกมองข้าม หรือถูกบิดเบือนไปในทางลบโดยกลุ่มปั่นกระแส

แนวคิดทางการเมืองแบบสุดโต่งบางกลุ่ม มุ่งเน้นการ “Deconstruct” (รื้อความความเป็นไทยจนหมด แล้วสร้างความหมายใหม่เพื่อควบคุมสังคม) รื้อโครงสร้างทางสังคมเดิม โดยอ้างความเท่าเทียม แต่กลับละเลยบริบทของ “ความกตัญญู” และ “ความเอื้ออาทร” ซึ่งเป็นกาวใจ ที่ยึดโยงคนไทยไว้ด้วยกัน

เมื่อความผูกพันทางจิตใจถูกทำลายด้วยวาทกรรมทางการเมือง สังคมจึงเหลือแต่ความกระด้างกระเดื่อง การมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง แทนที่จะเป็นรอยยิ้มและการไหว้แบบไทยๆ

ภาพความงดงามในคลิปนี้ สะท้อนถึง ‘จิตวิญญาณไทย’ ที่แท้จริง ที่ซึ่งผู้นำและประชาชนเชื่อมโยงกันด้วยความรักและความเกรงใจ ไม่ใช่ด้วยอำนาจ แต่น่าเสียดายที่ภาพเหล่านี้เริ่มเลือนหาย เพราะถูกบดบังด้วย ‘วาทกรรมทางการเมืองแบบแบ่งแยก’ จากกลุ่มการเมือง (พรรคไหนคงไม่ต้องบอก) ที่มุ่งเน้นการสร้างความขัดแย้งทางความคิด ปั่นกระแสเกลียดชังรากเหง้าวัฒนธรรมเดิม เพื่อหวังผลคะแนนเสียง จนทำให้สังคมไทยสูญเสียความละมุนละไมและความสามัคคีที่เคยเป็นจุดแข็งของชาติไปอย่างน่าเสียดาย

พรรคการเมืองพรรคไหนที่เล่นการเมืองสกปรกเพื่อทำลาย ความเป็นไทย ซึ่งเป็นการเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง อย่าเลือกพรรคนั้นมาเป็นผู้แทนฯ” 

อนุสรณ์ ชี้ กระแสเรียกร้องนายอนุทินให้ลาออก สะท้อนภาวะสูญเสียความเชื่อมั่น

อนุสรณ์ ชี้ กระแสเรียกร้องนายอนุทินให้ลาออก สะท้อนภาวะสูญเสียความเชื่อมั่น

อนุสรณ์ ชี้ กระแสเรียกร้องนายอนุทินให้ลาออก สะท้อนภาวะสูญเสียความเชื่อมั่น

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.07 น.

อนุสรณ์ ชี้ กระแสเรียกร้องนายอนุทินให้ลาออก สะท้อนภาวะ สูญเสียความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงของรัฐบาลเสียงข้างน้อย 

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสสังคมที่เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ภายหลังจากที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าล้มเหลวในการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วม ว่า วิกฤตน้ำท่วมได้พัฒนาไปเป็นวิกฤตศรัทธาของรัฐบาลอย่างสมบูรณ์แบบ ความเชื่อมั่นของประชาชนเสื่อมทรุดอย่างมีนัยสำคัญ ภาพลักษณ์ที่รัฐบาลพยายามสร้าง คะแนนความนิยมที่พยายามหา ถูกกระแสน้ำพัดพาไปอย่างรวดเร็ว ขณะนี้มีนักวิชาการออกมาประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยกำลังตกที่นั่งลำบาก อยู่ในภาวะเปราะบางและถูกจับตามองจากสาธารณะในแทบทุกมิติ แม้นายอนุทินจะออกมาขอโทษหรือร้องไห้แสดงอารมณ์สะเทือนใจอีกกี่ครั้ง แต่การกระทำดังกล่าว ไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อศักยภาพของรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วม แม้ระดับน้ำในจังหวัดสงขลาจะเริ่มลดลง แต่หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลางยังคงมีประชาชนจำนวนมากที่จมน้ำและรอความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้าน  

 • การสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างเป็นมาตรฐาน
 • การฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
 • การบริหารจัดการภัยพิบัติตามหลักสากล
 • การวางระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม 

“ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยเมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง แต่ความจริงที่เกิดขึ้นแล้วคือ ประชาชนได้ลุกขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปก่อนหน้านี้อย่างกว้างขวาง ผ่านทุกช่องทางสาธารณะ และได้ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ให้พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ไปแล้ว ด้วยพลังของประชาชนเอง” นายอนุสรณ์ กล่าว 

ไอซ์ โดดป้อง ลิซ่า ซัดกลับ ทูตรัศม์ มัวแต่จับผิดผู้หญิงตัวเล็กลุยน้ำท่วม

ไอซ์ โดดป้อง ลิซ่า ซัดกลับ ทูตรัศม์ มัวแต่จับผิดผู้หญิงตัวเล็กลุยน้ำท่วม

ไอซ์ โดดป้อง ลิซ่า ซัดกลับ ทูตรัศม์ มัวแต่จับผิดผู้หญิงตัวเล็กลุยน้ำท่วม

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.35 น.

‘ไอซ์’โดดป้อง’ลิซ่า’ ตอกกลับ ‘ทูตรัศม์’ มัวแต่จับผิดผู้หญิงตัวเล็กลุยน้ำท่วม แทนที่จะซัดรัฐจัดการน้ำท่วมเหลว

นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลแพทองธาร ที่ตั้งคำถามต่อ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ว่าลงพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่ช่วยจริงหรือเพียงทำคอนเทนต์

นางสาวรักชนก ระบุว่า รูปที่ลิซ่าให้น้องผู้หญิงเกาะเสื้อชูชีพออกมา ลิซ่าเคยชี้แจงแล้วว่าในบางช่วงน้องยืนไม่ถึง และว่ายน้ำไม่เป็น จึงต้องให้เกาะชูชีพ ไม่ได้สร้างภาระใด เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ลิซ่าช่วยคนออกมาเป็นร้อย และส่งอาหารไปเป็นพันเป็นหมื่นกล่อง

เธอกล่าวว่า “แต่มันมีคนเห็นแล้วจะกรี๊ดดดดดดดดด” พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมแทนที่จะวิจารณ์รัฐบาลในเรื่องการบริหารจัดการที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ ไม่ให้ข้อมูลตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิตนับร้อย ครอบครัวล่มสลายเป็นจำนวนมาก กลับมุ่งโจมตีลิซ่า ผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งที่ยืนลุยน้ำทั้งวันเพื่อช่วยบ้านเกิดอย่างเต็มกำลัง

นางสาวรักชนก ระบุว่า ขณะลิซ่าอยู่กลางน้ำท่วมจนตัวแทบไม่แห้งตลอดทั้งสัปดาห์ กลับมีคนที่นั่งอยู่สบายในกรุงเทพฯ มาคอยจับผิดรายละเอียดเล็กน้อย พร้อมทิ้งท้ายว่า “เห็นลิซ่าออกข่าวเยอะๆ แล้วอยากกรี๊ด กรี๊ดเลยสิคะ”

เธอปิดท้ายว่าทูตนอกแถวสมชื่อจริงๆ เพราะความคิดความอ่านสภาพนี้ คงไม่ได้อยู่ในสารบบไหนหรอก 

ทบ.ตอบโต้เขมร ไม่หยุดบิดเบือน อ้างทำร้ายปชช. ยันปฏิบัติตามกฎ

ทบ.ตอบโต้เขมร ไม่หยุดบิดเบือน อ้างทำร้ายปชช. ยันปฏิบัติตามกฎ

ทบ.ตอบโต้เขมร ไม่หยุดบิดเบือน อ้างทำร้ายปชช. ยันปฏิบัติตามกฎ

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทบ.ตอบโต้เขมร ไม่หยุดบิดเบือน อ้างทำร้ายปชช. ยันปฏิบัติตามกฎ

โฆษกกองทัพบก ตอบโต้ กัมพูชาชี้ยังไม่หยุดบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อคณะทูต-องค์กรระหว่างประเทศ ย้ำชัดฝ่ายไทยปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง ย้ำกองทัพ เตรียมการปกป้องอธิปไตยอย่งเข้มงวด

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ผลการบรรยายสรุปแก่คณะทูต และองค์กรระหว่างประเทศ โดยมีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อหวังให้สังคมโลกเกิดความเข้าใจผิดต่อประเทศไทย ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งความพยายามของฝ่ายกัมพูชา ในการสร้างภาพและบิดเบือนหลักฐานต่อสังคมโลก เชื่อว่าคณะทูตจากต่างประเทศ ย่อมพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ได้ฟังความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจากเพียงคำกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ชี้แจงข้อมูลและหลักฐานต่อคณะทูต รวมทั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (เอโอที) แล้ว โดยเฉพาะคณะเอโอทีที่ฝ่ายไทย ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ทำให้สามารถแยกแยะเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของฝ่ายกัมพูชา ออกจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

พล.ต.วินธัย กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชา นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน มี 2 ประเด็น คือกรณีกล่าวหาว่าทหารไทยยิงพลเรือนกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว (12 พฤศจิกายน 2568) ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่า ทหารไทยยิงเข้าไปในหมู่บ้านโดยปราศจากการยั่วยุ และยืนยันว่ายังไม่มีการยิงตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชา ตนยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มยิงมายังจุดเฝ้าตรวจของฝ่ายไทยก่อน ลักษณะต้องการสร้างสถานการณ์ ทำให้ฝ่ายไทย จำเป็นต้องยิงเตือนกลับไปตามกฎการใช้กำลัง เพื่อป้องกันตนเอง ยืนยันว่าฝ่ายไทยยิงเตือนในทิศทางตามแนววิถีกระสุนที่ฝ่ายกัมพูชา ยิงมา ซึ่งบริเวณดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้าง หรือพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน และเมื่อเห็นว่าภัยคุกคามด้วยการยิงสิ้นสุด ฝ่ายไทยก็ได้หยุดการตอบโต้ทันที

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ที่สำคัญจากผลการตรวจสอบพื้นที่โดยหน่วยพิสูจน์หลักฐานของไทยร่วมกับคณะเอโอที พบร่องรอยกระสุนที่บังเกอร์ของฝ่ายไทย และบริเวณต้นไม้โดยรอบ ชี้ชัดว่าเป็นการยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ส่วนวิถีกระสุนที่ฝ่ายไทยยิงไม่ได้มุ่งไปในทิศทางพลเรือน หลักฐานเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามกติกาทั้งหมด และไม่ได้มีการยิงพลเรือนตามข้อกล่าวหา

ส่วนกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ (10 พฤศจิกายน 2568) ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าและอยู่ในเขตแดนกัมพูชา ขอชี้แจงว่าจากหลักฐานการตรวจพื้นที่ของคณะเอโอที พบว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ มีลักษณะการวางเป็นกลุ่ม หลายทุ่น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่า และที่สำคัญคือตำแหน่งที่พบอยู่ในเขตแดนไทย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และมีลักษณะแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อไทยอย่างเจตนา จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยจำเป็นต้องระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วม จนกว่าจะมีการคลี่คลายสถานการณ์และยุติการกระทำที่เป็นการละเมิด

พล.ต.วินธัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้นอกจากการเตรียมกำลังป้องกันอธิปไตยภายใต้กฎการใช้กำลังอย่างเข้มงวดแล้ว การติดตามข่าวสารที่ถูกบิดเบือนโดยฝ่ายกัมพูชา ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายไทยต้องพยายามสื่อสารข้อเท็จจริงตอบโต้ เพื่อไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาใช้เทคนิคการสื่อสารฝ่ายเดียว และเทคนิคการสร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จหลอกลวงสังคมโลก เพื่อหวังทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ในภาวะวิกฤต ผมเข้าใจดีว่าทุกคนอยู่ในภาวะกดดัน แต่การใช้อาวุธปืนยิงเรือที่มาช่วยนั้น ไม่มีเหตุผลที่จะกระทำได้ ทั้งในด้านกฎหมายและจริยธรรม ท่านมาช่วยชีวิตเรา ไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะเอาชีวิตท่าน จังหวัดสงขลาควรแถลงขอโทษเรือกู้ภัย เมื่อผิดก็คือผิดและต้องยอมรับผิด”

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์

กำหนดเวลาแล้วเสร็จใน360วัน เปิดสาระร่างแก้รธน. ขีดเส้นห้ามแตะหมวด1-หมวด2

กำหนดเวลาแล้วเสร็จใน360วัน เปิดสาระร่างแก้รธน. ขีดเส้นห้ามแตะหมวด1-หมวด2

กำหนดเวลาแล้วเสร็จใน360วัน เปิดสาระร่างแก้รธน. ขีดเส้นห้ามแตะหมวด1-หมวด2

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กำหนดเวลาแล้วเสร็จใน360วัน เปิดสาระร่างแก้รธน. ขีดเส้นห้ามแตะหมวด1-หมวด2 ส่งรัฐสภาโหวตเห็นชอบหรือไม่ ห้ามคนถูกเพิกถอนสิทธิร่วมร่าง

เปิดสาระร่างแก้ รธน.ให้มี 2 กลไก ปูทางจัดทำฉบับใหม่ มาจากการเลือกของรัฐสภา ขีดกฎห้ามคนถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง-ระงับสิทธิมีส่วนร่วม กำหนดเวลาทำร่างใหม่ 360 วัน ให้รัฐสภาโหวตเห็นชอบหรือไม่ ขีดเส้นห้ามยุ่ง “หมวด1-2” รมว.ยุติธรรม ย้ำภาพถ่ายของ“ทักษิณ ชินวัตร”กับครอบครัวเป็นกิจกรรมทั่วไปของเรือนจำที่เปิดโอกาสให้ญาติเยี่ยมใกล้ชิด ชี้จัดมานานแล้ว ญาติผู้ต้องขังที่เข้าเยี่ยมช่วงนี้จะถ่ายภาพได้

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ที่มีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.ซึ่งได้พิจารณาเนื้อหาแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ และขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งรายงานกมธ.ไปยัง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพื่อให้บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ช่วงวันที่ 10-11พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาในวาระสอง ทั้งนี้ สำหรับเนื้อหาที่ กมธ.พิจารณา และเสนอต่อที่ประชุมนั้น มีการปรับเปลี่ยนจากร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการเกือบทุกมาตรา โดยประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ คือ องค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35คน มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 360วันและปรับสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นกมธ.รับฟังความคิดเห็นและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35คน ทำหน้าที่ อาทิ รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงในการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงแจ้งให้ สส. สว. คณะรัฐมนตรี(ครม.) และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้แสดงความคิดเห็น

ขณะที่หลักเกณฑ์การรับสมัคร ลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะสมัครเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นนั้น ใช้หลักเกณฑ์ คุมสมบัติ และลักษณะต้องห้ามเดียวกัน ทั้งนี้มีประเด็นที่ กมธ. เขียนเพิ่มเติม ได้แก่ ห้ามบุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ อยู่ระหว่างถูกรระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ เป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ลงสมัคร

สำหรับในส่วนของคุณสมบัติกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ นั้น กมธ.ได้กำหนดคุณสมบัติพื้นฐาน เช่น มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า นอกจากนั้นยังกำหนดให้มีคุณสมบัติเฉพาะส่วนของนักวิชาการ ราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง ทั้งนี้พบว่ากมธ.ได้เติมคุณสมบัติเฉพาะขึ้นใหม่ อาทิ เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือผู้วิจัยที่มีรายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัย และนวัตกรรม และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เคยับราชการตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี เคยรับราชการเป็นหน้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ไม่น้อยกว่า 5 ปี ส่วนของนักการเมือง ได้เพิ่มข้อความให้ครอบคลุมถึงนายกเมืองพัทยา ด้วย

นอกจากนั้นได้เพิ่มคุณสมบัติที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับการประกอบวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 5 ปี และบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5ปี สามารถสมัครเข้ารับการเลือกเป็นกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่คุณสมบัติของกมธ.รับฟังความคิดเห็น กมธ.เสียงข้างมาก ให้ใช้คุณสมบัติ 2 ประการ คือ มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 18ปี ซึ่ง กมธ.ได้ลดเกณฑ์อายุที่สมัครลงจากเดิมที่กำหนด ไม่ต่ำกว่า 20ปี ทั้งนี้ กมธ.ได้กำหนดบทบัญญัติเพื่อขจัดการมีส่วนได้เสีย คือห้าม กมธ.ร่างรับธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 2ปี นับจากวันที่พ้นตำแหน่งไว้ด้วย สำหรับการรับสมัคร บุคคลเพื่อเข้ารับคัดเลือก เป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ใช้กลไกเดียวกัน คือ ให้สมัครผ่าน กกต. ด้วยหลักฐานที่กำหนดพร้อมกับวิสัยทัศน์ และรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนับสนุนไม่น้อยกว่า 100 คน ทั้งนี้ยังกำหนดให้ประชาชนมีส่วนตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครและผู้สนับสนุนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและกมธ.รับฟังความคิดเห็น ซึ่งกำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกนั้น กำหนดเวลาให้รัฐสภาทำให้เสร็จภายใน 60วัน โดยใช้สูตร20หยิบ1 คือให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มๆละ20คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด เพื่อเสนอ กมธ.ร่างรัฐธรรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็นได้กมธ.ละ1คน จนครบจำนวน จากนั้นให้ประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับขั้นตอนหลังจากที่ได้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและกมธ.รับฟังความคิดเห็นแล้ว กำหนดให้ประชุมร่วมกันครั้งแรกภายใน15วัน เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยกำหนดให้รับฟังความเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้านและเป็นระบบ พร้อมกำหนดให้ประชุมร่วมกันอย่างน้อยเดือนละ1ครั้ง

ขณะที่ระยะเวลาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้ทำให้เสร็จภายใน360วันและเมื่อทำแล้วเสร็จต้องส่งให้ประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาอภิปรายแสดงความเห็น ให้ข้อเสนอแนะ โดยไม่ลงมติ ภายใน 30 วัน จากนั้นให้รัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญพร้อมคามเห็นและข้อเสนอแนะคืนให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้แก้ไขเพิ่มเติม ให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน ทั้งนี้ยังให้โอกาสขยายเวลาพิจารณาได้1ครั้ง ไม่เกิน30วัน จากนั้นส่งกลับให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งวิธีการออกเสียงให้ใช้การขานชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่หากที่รัฐสภาไม่เห็นชอบ ให้ร่างรัฐธรรรมนูญนั้นตกไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเนื้อหาที่กมธ.เพิ่มเติมขึ้น คือ ข้อกำหนดให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1บททั่วไป และหมวด2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาบัญญัติไว้โดยไม่ให้แก้ไขด้วย

จากประเด็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมครอบครัวโชว์ภาพถ่ายร่วมกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยเป็นการเยี่ยมในห้วงสัปดาห์ที่เรือนจำกลางคลองเปรม จัดกิจกรรมเยี่ยมพิเศษที่ญาติผู้ต้องขังสามารถทำกิจกรรมใกล้ชิดผู้ต้องขังได้ตามประกาศของกรมราชทัณฑ์ที่กำหนดให้เป็นสัปดาห์พิเศษเนื่องในใกล้เทศกาลวันขึ้นปีใหม่ตามที่มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ จนทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ชนหรือไม่

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว ว่า กรณีภาพถ่ายดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะเป็นช่วงที่ทางเรือนจำจัดกิจกรรมเยี่ยมใกล้ชิด ที่มีกิจกรรมให้ญาติผู้ต้องขังรับประทานอาหารและถ่ายรูปร่วมได้ โดยเป็นกิจกรรมที่จัดมานานแล้วกว่า 10 ปี และเป็นกิจกรรมปกติของกรมราชทัณฑ์ ทั้งนี้ได้มอบหมายสั่งการให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ดำเนินการรวบรวมภาพของผู้ต้องขังรายอื่นทั่วไป เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่าญาติผู้ต้องขังที่เข้าเยี่ยมได้ช่วงนี้จะสามารถถ่ายภาพคู่กับผู้ต้องขังทั้งหมด เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกันตามที่มีการจัดกิจกรรม แต่ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์จะออกแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับประเด็นนี้อีกครั้ง

ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี นายสมชาย แสวงการ อดีต สว.โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามเหตุใดจึงมีการถ่ายภาพข่าวดังกล่าวออกมาเผยแพร่ได้ เป็นการอนุญาตทั่วไปหรือไม่ หลัง นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชาย บุตรสาว พร้อมด้วยคู่สมรส เดินทางไปเยี่ยมนายทักษิณ หลังเข้าเยี่ยมได้ปรินท์ภาพสี ขนาดเอสี่ที่ลูกๆ ถ่ายภาพร่วมกับนายทักษิณหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ออกมาให้สื่อมวลชนได้ดูว่า กรมราชทัณฑ์ชี้แจงเป็นการเยี่ยมญาติใกล้ชิด ภายใต้โครงการถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว เป็นการให้บริการของทางเรือนจำ เป็นความสมัครใจของครอบครัวและผู้ถูกคุมขัง สามารถปรินท์ภาพออกมาให้ครอบครัว ญาตินำไปเป็นที่ระลึกได้ ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวถ่ายภาพ รวมทั้งโครงการนี้ทำต่อเนื่องมาหลายปี เท่าที่ทราบโครงการเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดมีมาตั้งแต่ปี 2540 และถูกยกระดับเป็นนโยบายตั้งแต่ปี2550จนถึงปัจจุบัน เรือนจำที่มีความพร้อมจะจัดโครงการตามเทศกาลสำคัญๆ ใกล้สงกรานต์ ใกล้ปีใหม่ เพื่อเสริมสร้างความผูกพันอันดีของผู้ถูกคุมขังกับญาติ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญ 10 ธ.ค.นี้

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญ 10 ธ.ค.นี้

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญ 10 ธ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาพ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ไว้ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา  175ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
 

นายกฯ ลุยเขต 8 หาดใหญ่ ชาวบ้านร้องไม่มีรถ-เรือช่วยอพยพหนีน้ำท่วม อนุทิน ยกมือไหว้ ‘ขอโทษด้วย’

นายกฯ ลุยเขต 8 หาดใหญ่ ชาวบ้านร้องไม่มีรถ-เรือช่วยอพยพหนีน้ำท่วม อนุทิน ยกมือไหว้ ‘ขอโทษด้วย’

นายกฯ ลุยเขต 8 หาดใหญ่ ชาวบ้านร้องไม่มีรถ-เรือช่วยอพยพหนีน้ำท่วม อนุทิน ยกมือไหว้ ‘ขอโทษด้วย’

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.18 น.

“อนุทิน”  บุกเขต 8 หาดใหญ่ สำรวจความเสียหายน้ำท่วม เจอชาวบ้านร้อง “ไม่มีรถ–เรือ” ช่วยอพยพหนีน้ำ โอด ‘ไม่เหลืออะไรเลยบ้านพังหมดเลย’ ก่อนเจ้าตัวยกมือไหว้ ‘ขอโทษด้วย’ ย้ำรัฐมีมาตรการ​เยียวยา​

เมื่อเวลา 18.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษ รมว.วัฒนธรรม ลงพื้นที่เขต 8 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่

ทันทีที่นายกรัฐมนตรี​ เดินทางมาถึง ชาวบ้านได้ร้องเรียนนายกรัฐมนตรีว่า ไม่มีรถ ไม่มีเรืออะไรมาเลยที่จะเข้ามาช่วยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ โดยชาวบ้านแจ้งว่า “ไม่เหลืออะไรเลย บ้านพังหมดเลย”

ขณะที่นายกฯได้กล่าวกับชาวบ้านว่า เดี๋ยวอาทิตย์หน้ารัฐบาลจะมีโครงการสนับสนุน 100,000 บาท สำหรับซ่อมรถ–ซ่อมบ้าน และอีก 100,000 บาท สำหรับฟื้นฟูกิจการ รวมถึงมาตรการเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย สัปดาห์หน้าพร้อมอนุมัติ 

นอกจากนี้ นายกฯได้นำเครื่องดื่มและอาหารเดินแจกจ่ายมอบให้ประชาชนในพื้นที่ด้วย พร้อมบอกกับชาวบ้านว่า “อดทนนิดหนึ่ง” และยกมือไหว้พร้อมกล่าวว่า “ขอโทษด้วยนะครับ” 
 
ทั้งนี้นายกฯได้เดินเยี่ยมเยียนประชาชนพร้อมเน้นย้ำเรื่องมาตรการเยียวยาของรัฐบาลให้ประชาชนรับทราบว่ามีมาตรการอะไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม สำหรับเขต 8 ในอำเภอหาดใหญ่นั้น เป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามเดินทางเข้าไปช่วยอพยพประชาชนแล้ว แต่พบว่ามีเสียงปืนยิงขู่หลายครั้ง ทำให้การเข้าพื้นที่ทำได้ด้วยความยากลำบาก