‘อภิสิทธิ์’ห่วงเรื่องเอกภาพ งง! ประกาศฉุกเฉินแต่ตั้งสารพัดศูนย์

'อภิสิทธิ์'ห่วงเรื่องเอกภาพ งง! ประกาศฉุกเฉินแต่ตั้งสารพัดศูนย์

‘อภิสิทธิ์’ห่วงเรื่องเอกภาพ งง! ประกาศฉุกเฉินแต่ตั้งสารพัดศูนย์

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

“อภิสิทธิ์”ถึงกับงง รบ. ประกาศภาวะฉุกเฉินแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่ทำเนียบฯ-กระทรวงต่างๆ ยังมีศูนย์อีก ชี้ ไม่เป็นเอกภาพ

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดงาน ฟังจริง คิดจริง ทำจริง เรื่อง โลกร้อน น้ำท่วม วิกฤตธรรมชาติ ที่เราต้องจัดการ ตอนหนึ่งว่า ผลกระทบจากโลกร้อนที่เกิดขึ้นคือสภาพความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศที่นำมาสู่ความรุนแรงที่สำคัญในขณะนี้คือโลกทั้งโลกต้องแก้ปัญหานี้ด้วยกันแต่ประเทศที่รับผลกระทบจากสิ่งนี้ไม่ได้กระจายเท่าเทียมกันและภูมิภาคของเราก็เป็นภูมิภาคที่ถูกจับตาว่ามีความเสี่ยงสูง วันนี้คนทั้งประเทศกำลังกังวลและห่วงใยภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ซึ่งจากการลงพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ผ่านมา พบว่าการช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ว่าไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือไม่อยากช่วย แต่ทั้งหมดไม่ได้เดินหน้าเลย เพราะเมื่อคนไปช่วยไม่รู้ว่าจะเข้าไปพื้นที่อย่างไรไม่มีการประสานงานที่ดี

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า  ทราบว่ารัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินแล้วในช่วงบ่ายเมื่อวาน(25 พ.ย.) แต่ตนขอสารภาพว่ายัง งง ว่าเมื่อประกาศภาวะฉุกเฉิน มีการตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจ
โดยให้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ. ทสส.) เป็นหัวหน้ารับผิดชอบ แต่รัฐบาลก็มีอีกศูนย์อยู่ที่ทำเนียบฯ และกระทรวงต่างๆก็ยังจะเปิดศูนย์ ซึ่งน่าเป็นห่วงเรื่องความเป็นเอกภาพ ดังนั่นในเรื่องนี้คือสิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ว่าที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า  เราต้องกลับไปที่ต้นเหตุก่อนว่า เกิดจากอะไร ทำไมการพัฒนาของเราไม่ยั่งยืน ตราบใดที่การเมืองในประเทศและระหว่างประเทศยังเป็นแบบนี้ และปัญหาเหล่านี้ก็รุนแรงขึ้น ซึ่งจะเป็นความท้าทายย้อนกลับมา และความสามารถของเราในการรับมือสิ่งนี้เป็นอย่างไร ในด้านบวกก็ต้องบอกว่าแต่ละปีที่ผ่านมาเรามีเทคโนโลยีใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งน่าจะช่วยเราได้ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่มาลดต้นทุนเพื่อให้เราใช้วิถีชีวิตที่ยั่งยืนมากขึ้น ไปจนถึงระบบข้อมูล การประมวลข้อมูลที่ทำให้สามารถสั่งการตรงนี้ได้ดีขึ้น

‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ส่งหนังสือด่วนจี้‘นายกฯ’ใช้‘สตาร์ลิงค์’ช่วยน้ำท่วมใต้ โวจ่อทลายรังสแกมเมอร์

‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ส่งหนังสือด่วนจี้‘นายกฯ’ใช้‘สตาร์ลิงค์’ช่วยน้ำท่วมใต้ โวจ่อทลายรังสแกมเมอร์

‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ส่งหนังสือด่วนจี้‘นายกฯ’ใช้‘สตาร์ลิงค์’ช่วยน้ำท่วมใต้ โวจ่อทลายรังสแกมเมอร์

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.30 น.

‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึง‘นายกฯ’ จี้ใช้‘สตาร์ลิงค์’ช่วยน้ำท่วมใต้ ชี้แกะรอยสแกมเมอร์มานานเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง อยู่ที่ไหนในโลกก็ใช้อินเทอร์เน็ตได้ จี้‘ดีอี’แจงปมนำเข้าสแกมเมอร์ 500 คน  นัดถก กมธ.นัดหน้า 11 ธ.ค. ยันเข้าใกล้การทลายรังสแกมเมอร์แล้ว

26 พ.ย.2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กมธ.ว่า  ในช่วงเช้าเป็นการตามต่อที่มีการกำหนดนัดล่วงหน้าเอาไว้เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้ว โดยเราตามเรื่องของสแกมเมอร์ เราให้ความสำคัญกับกรณีที่มีการฟอกเงินผ่านบริษัทแห่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกับอาจจะเรียกว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาคือนายฮุน โต หรือกลุ่มบริษัทฮวยวัน

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า โดยก่อนที่จะมีการพิจารณาวาระนี้เราได้มีการหารือในเรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งไม่ได้มีแค่ในพื้นที่ภาคใต้อย่างเดียว หลายๆ พื้นที่ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องน้ำท่วมมาก่อนหน้านั้นเหมือนกัน จึงเป็นที่มาว่าทาง กมธ. จะมีมติในการส่งข้อเสนอในการบริหารจัดการกรณีอุทกภัยที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ให้กับนายกรัฐมนตรี โดยมีเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์คือจากการที่เราติดตามเรื่องสแกมเมอร์มาเป็นระยะเวลานาน เราพบว่าเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทรงพลังมากในเรื่องของสแกมเมอร์คือสตาร์ลิงค์ หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งเป็นอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกคุณสามารถใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำได้ ซึ่งบริษัทที่ทำเรื่องนี้คือสเปซเอ็กซ์ที่เจ้าของคืออีลอน มัสก์ ก่อนหน้านี้ทางสเปซเอ็กซ์ เคยมีความพยายามเจรจากับประเทศไทยเพื่อเข้ามาดำเนินการในประเทศไทย แต่เข้าใจว่ายังติดเงื่อนไขเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย เลยยังไม่สามารถทำได้ แต่ตนคิดว่าถ้ารัฐบาลอาศัยอำนาจพิเศษในเวลานี้ที่มีอยู่ เพื่อนำไปสู่การพูดคุยกับทางสเปซเอ็กซ์ซึ่งเป็นเจ้าของสตาร์ลิงค์ตนคิดว่าเราสามารถที่จะใช้สตาร์ลิงค์มาใช้ในเรื่องของการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ แน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดในการช่วยแก้ปัญหา แต่ในพื้นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาด พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ตนคิดว่าการเอาเครื่องมือนี้มาใช้จะเป็นประโยชน์มาก

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า โดยเรามีข้อเสนอ 4 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นก็คือการเอาสตาร์ลิงค์มาใช้เป็นการกระจายสัญญาณโดยเฉพาะกับศูนย์กู้ภัยหน่วยย่อยในพื้นที่ประสบภัย นอกจากยังมีเรื่องของการทำงานแบบซิงเกิลคอมมานด์ไม่ใช่สะเปะสะปะอย่างที่เป็นมา รวมไปถึงจะต้องมีการระดมอุปกรณ์และพาหนะจำเป็นต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งล่าสุดมีข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นล้านคนแต่ที่ช่วยได้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น นอกจากนั้นการสื่อสารรวมถึงสิ่งของจำเป็นก็เป็นเรื่องที่เราเห็นว่ามีความสำคัญซึ่งทั้งหมดนี้เป็นมติแม้เราจะไม่ได้กำหนดวาระไว้ล่วงหน้า แต่เราเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่อชาติบ้านเมือง จึงมีมติส่งเรื่องให้นายกฯ เป็นหนังสือด่วนที่สุด  เพราะเรามีบทเรียนว่าพวกคอลเซ็นเตอร์มันใช้สตาร์ลิงค์เก่งมาก และคุณภาพสตาร์ลิงค์มันดี ถ้าเราเอามาใช้ในเรื่องดี ก็จะสามารถมีส่วนในการช่วยบรรเทาสาธารณภัยที่เรากำลังเจออยู่ในเวลานี้ได้

อย่างไรก็ตามสำหรับประเด็นหลักที่เรากำลังพิจารณาในเรื่องสแกมเมอร์นั้น ตนคิดว่าเราเห็นสัญญาณที่ดีมากขึ้น ซึ่งตนยังไม่สามารถลงรายละเอียดได้ เพราะมีความละเอียดอ่อน แต่ตอนนี้คิดว่าฝ่ายผู้ปฏิบัติน่าจะเริ่มจับหลักได้แล้วว่าควรจะไปอย่างไร เราเองได้มีการสอบถามในเรื่องของบริษัทที่ไปทำเอ็มโอยูกับทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ด้วย แต่ทางหน่วยงานไม่ได้เตรียมตัวมา ในกรณีที่มีข่าวว่ามีการนำแก๊งสแกมเมอร์กว่า 500 คนเข้ามาในประเทศไทยซึ่งพูดง่ายๆ เอ็มโอยูมันก็เป็นเหมือนหลังพิงให้มีการออกวีซ่าต่างๆ ให้ เราก็จะมีการตามต่อไป โดยมีการบรรจุวาระอีกครั้งในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ซึ่งเราก็คงจะผ่านช่วงน้ำท่วมไปแล้วและน่าจะทำให้สังคมกลับมาโฟกัสในเรื่องสแกมเมอร์ควบคู่กับการแก้ปัญหาในเรื่องการเยียวยาต่างๆ ให้ประชาชน ตนคิดว่าเราใกล้มากขึ้นในเรื่องที่จะทลายโดยเฉพาะรัง ตัวเป้ง ๆ หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินได้มากขึ้นแล้ว โดยภาพรวมทิศทางอาจจะยังไม่น่าพอใจ แต่เราก็เริ่มเห็นความก้าวหน้าบางอย่าง และคาดหวังว่า ป.ป.ง. ตำรวจไซเบอร์ ตำรวจสอบสวนกลาง รวมไปถึง กลต.จะทำงานร่วมกัน และหวังว่าในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีความชัดเจนที่เป็นรูปธรรมขึ้น

เมื่อถามว่าหากได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่มาร่วมชี้แจงจะสาวไปถึงตัวใหญ่ของสแกมเมอร์ได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้มันมีเคสไอดี แต่ตนขอไม่ลงรายละเอียด เรามีผู้เสียหาย เราเส้นทางการเงิน โดยมีเคสที่เกี่ยวข้องมากกว่า 100 เคส สิ่งที่จะต้องต่อยอดก็คือเราจะมี 2 ทาง คือเราอาจจะเจาะไปที่ฮวยวัน เป็นการเฉพาะ กับสองเราขยายผลจากเคสไอดีที่มี ซึ่งข้อเสนอของกมธ.คือให้ไปด้วยกันทั้งคู่ เราคิดว่าหน่วยงานเข้าใจเรื่องของการทำงานแล้วหลังจากที่คุยกันมาหลายนัด การปรับจูนต่างๆ มีทิศทางที่ดีขึ้น เพียงแต่การลงมือปฏิบัติมันยังเป็นสิ่งที่เราคิดว่ายังขาดอยู่ ซึ่งมีโมเดลที่เราทำสำเร็จคือกรณีเวิลด์คอยน์ซึ่งก่อนหน้านี้มีประเด็นว่ามีผู้ไปสแกนม่านตาแล้วเขาไม่ได้ให้ความยินยอมคือพูดง่ายๆ ไม่ได้เข้าใจว่าข้อมูลที่เขาสแกนไปเอาไปทำอะไร ล่าสุดการที่มีแอคชันออกมาว่าให้มีการสั่งลบข้อมูลดังกล่าว เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าดี เพียงแต่สิ่งที่จะต้องทำคือมันมีผู้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และเชื่อมกับฮวยวันด้วย ตนคิดว่าคงจะต้องเอาทุกอย่างมาสอดประสานให้มันลิงค์กันต่อไป และนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้งระบบเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมให้สิ้นซาก

‘กกต.’โวยุบสภาพรุ่งนี้ก็พร้อมจัดเลือกตั้ง เตือนว่าที่ผู้สมัครท้องถิ่นปมแจกของน้ำท่วม-ปีใหม่

'กกต.'โวยุบสภาพรุ่งนี้ก็พร้อมจัดเลือกตั้ง เตือนว่าที่ผู้สมัครท้องถิ่นปมแจกของน้ำท่วม-ปีใหม่

‘กกต.’โวยุบสภาพรุ่งนี้ก็พร้อมจัดเลือกตั้ง เตือนว่าที่ผู้สมัครท้องถิ่นปมแจกของน้ำท่วม-ปีใหม่

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.23 น.

‘กกต.’โวยุบสภาพรุ่งนี้ก็พร้อมจัดเลือกตั้ง เผยเลือกตั้งอบต.11 ม.ค.นี้ คาดใช้สิทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ65 เตือนน้ำท่วม-เทศกาลปีใหม่แจกของเสี่ยงเจอร้องเรียน

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2568 นายแสวง บุญมีเลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ม.ค.2569 ว่า เราตื่นตัวและสื่อสารไปยังพื้นที่ หน่วยงานองค์การบริหารส่วนตำบลที่จะทำการเลือกตั้ง รวมทั้งถ้าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งก็เป็นชุดความรู้เดียวกัน  อีกทั้งปฏิทินงานก็ชัดเจนตามกฏหมายอยู่แล้ว เราเองก็ได้ทำไปตามปกติ จึงมีความพร้อมในทุกๆการเลือกตั้ง

ส่วนทีมีข้อสังเกตว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นจะน้อยกว่าการเลือกตั้งสส.นั้น  เลขาธิการกกต. กล่าวว่า จริงๆ แล้วเลือกตั้งท้องถิ่นมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ร้อยละ 65 ก็ยังถือมามากอยู่ แต่เราก็อยากได้จำนวนมากเท่าสส. ซึ่งท้องถิ่นเป็นองค์กรที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด การเลือกตั้งคือการเลือกตัวแทนไปทำงาน จึงอยากให้เห็นความสำคัญของการเลือกตั้งนี้ ส่วนที่ประชาชนไปใช้สิทธิ์ไม่มากพอตามที่เราคาดหวังไว้ก็เป็นโจทย์ให้เรากลับมาศึกษาว่า เกิดจากตัวระบบหรือประชาชนมีภารกิจ แต่สิ่งที่จะทำให้เห็นชัดเจนมากในการเลือกตั้งครั้งนี้คือการรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิ์เยอะๆ ซึ่งในการเลือกตั้งท้องถิ่นเราก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65

เมื่อถามผู้สมัครจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรในช่วงเทศกาล นายแสวง กล่าวว่า ในเรื่องคุณสมบัติคิดว่าผู้ที่จะมาสมัครก็ต้องศึกษารายละเอียดอยู่แล้ว เพราะเราก็เข้มงวดถ้ารู้ว่าไม่มีสิทธิ์สมัครแล้วมาสมัครก็จะได้รับโทษ ส่วนการหาเสียงที่ต้องอยู่ในกรอบ อย่างเช่นช่วงเทศกาลที่ต้องมีการแจกของ ถ้าอยู่ในช่วงของการประกาศให้มีการเลือกตั้งก็แจกไม่ได้

เมื่อถามถึงช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ ที่เตรียมตัวจะสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นต้องระมัดระวังด้วยหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า  การแจกของถ้าอยู่ในช่วงประกาศให้มีการเลือกตั้งอย่างไรก็ผิดอยู่แล้ว ซึ่งก็กำลังครบวาระอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะแจกของในช่วงเวลาไหนมีคนร้องเรียนแน่ แต่ก็ต้องดูว่าข้อเท็จจริงเกิดขึ้นอย่างไร

เมื่อถามข้อจำกัดของการหาเสียงในช่วง 180 วันก่อนครบวาระนายแสวง กล่าวว่า  เราได้มีการส่งสัญญาณเตือนไปแล้วกับท้องถิ่นว่าให้ ระมัดระวังและตัวของผู้ที่จะสมัครคงมีการระมัดระวังตัวเองด้วย

ทั้งนี้ นายแสวง ยังกล่าวถึงความพร้อมเลือกตั้งทั่วไปหากรัฐบาลยุบสภา ว่า เราพร้อม ถ้าวันพรุ่งนี้ยุบเราก็พร้อม  เราไม่รู้ว่าจะวันไหนแต่เราพร้อม พร้อมทุกเงื่อนไขรามถึงการทำประชามติด้วย แต่ต้องเป็นเวลาตามกฎหมาย

เมื่อถามว่าถ้านายกรัฐมนตรียุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เรื่องประชามติจะกระทบหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า คงตอบแทนไม่ได้  เรื่องประชามติก็ยังไม่ทราบ รู้แค่ว่ามีการเซ็น MOA กัน ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เรารู้แค่ว่าถ้าจะทำรัฐบาลก็แจ้งมาเท่านั้นเอง

นายแสวง ยังกล่าวถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งทั่วไปว่า ถ้ามีการยุบสภาภายในปีนี้ก็จะใช้จำนวนประชากรของปี 2567 ซึ่งเราเตรียมไว้แล้ว แต่ถ้ายุบหลังปีใหม่ก็ต้องใช้จำนวนประชากรของสิ้นปี 2568 และต้องแบ่งเขตใหม่ จริงๆ เราเห็นจำนวนประชากร ปี 2567 แล้ว ปี 2568 ก็คงไม่ได้ต่างกันมาก อาจจะมีบางเขตที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เช่น จังหวัดหนึ่งเพิ่มแล้วอีกจังหวัดก็จะไปลดอีกจังหวัดหนึ่ง

ปชป. ย้ำ 3 เรื่องจุดยืนรัฐธรรมนูญ ไม่แก้หมวด 1-2 จริยธรรมต้องเป็นที่ประจักษ์

ปชป. ย้ำ 3 เรื่องจุดยืนรัฐธรรมนูญ ไม่แก้หมวด 1-2 จริยธรรมต้องเป็นที่ประจักษ์

ปชป. ย้ำ 3 เรื่องจุดยืนรัฐธรรมนูญ ไม่แก้หมวด 1-2 จริยธรรมต้องเป็นที่ประจักษ์

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

ประชุมร่วม กก.บห.-สส. ปชป. ย้ำ 3 เรื่อง จุดยืน รธน. ไม่แก้หมวด 1-2 จริยธรรมต้องเป็นที่ประจักษ์  – มอบ “ชัยชนะ” ถกญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ – จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค ซึ่งถือเป็นการประชุมร่วมนัดแรกอย่างเป็นทางการภายหลังการรับรองสถานะจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญใน 3 เรื่องสำคัญ 

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นชอบกับการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการคัดเลือกตัวแทนจากประชาชนโดยตรง และมีการคัดเลือกอีกครั้งผ่านกระบวนการของ สส. และ สว. ตามแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับย้ำว่ากระบวนการยกร่างจะต้องไม่มีการแก้ไข หมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) รวมไปถึงการคงไว้ซึ่งการตรวจสอบคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ด้านจริยธรรมของนักการเมืองที่ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

สำหรับเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ประชุมร่วมฯ เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ดังนั้นหากมีเรื่องใดเป็นเรื่องที่สมควร พรรคฯ ก็พร้อมให้การสนับสนุนในการกระบวนการตรวจสอบ จึงได้มอบหมายให้นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้ประสานการพูดคุย เพื่อนำเข้ามาหารือในที่ประชุมฯ ต่อไป

ส่วนประเด็นสำคัญที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึง สถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมที่หาดใหญ่ โดยวานนี้จากการที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายวีระพงษ์ ประภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายชัยชนะ เดชเดโชและตน ได้ร่วมกันลงพื้นที่ ที่ประชุมได้สรุปปัญหาสำคัญที่ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย พบว่ามีความไม่ชัดเจน 3 อย่าง พูดไม่ถึง ส่งไม่ถึง ช่วยไม่ถึง 

โฆษกพรรคฯ เพิ่มเติมว่า พูดไม่ถึง หรือปัญหาการสื่อสาร ขาดศูนย์ประสานงานที่เป็นเอกภาพ ขณะที่ระบบแจ้งเตือนภัย (Cell Broadcast) ยังขาดประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลการอพยพ ส่งไม่ถึง คือปัญหาการกระจายเสบียง แม้ของบริจาคอาจจะไม่ขาด แต่การกระจายอาหารยังไม่ทั่วถึง ทำให้มีผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงบางส่วนยังไม่ได้รับอาหารตามมื้อที่ควรจะเป็น และขาดแคลนสิ่งของจำเป็นเฉพาะกลุ่ม เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ยาสามัญ เป็นต้น ส่วน ช่วยไม่ถึง คือการจัดการกำลังพล อาสาสมัครและหน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้สะดวก เนื่องจากปัญหาคมนาคม การขาดผู้ประสานงานในพื้นที่ รวมถึงปัญหาทางเทคนิคอื่นๆ เช่น การเคลื่อนย้ายรถ เรือ หรือเจ็ตสกี ที่ไม่สามารถเดินทางเข้าพื้นที่วิกฤตได้

ทั้งนี้ แม้จะมีข่าวดีจากรัฐบาลที่มีการตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจและมอบอำนาจให้แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการสูงสุดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคฯ ได้นำเสนอมาโดยตลอด ดังนั้นเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเต็มที่ ที่ประชุมร่วมฯ ของพรรคฯ มีมติให้จัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นประธานศูนย์ฯ

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ในฐานะประธานศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาชน ได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยพิบัติ และอุทกภัยมาแล้วระดับหนึ่งจากปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคกลาง ดังนั้นจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ ที่ต้องการรับความช่วยเหลืออยู่ในขณะนี้ ทางมูลนิธิฯ และเครือข่ายภาคประชาชน จึงขอร่วมอาสาเป็นอีกช่องทางสำหรับช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่ง โดยพี่น้องประชาชนสามารถนำสิ่งของมามอบให้ที่สำนักงานใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ ถนนเศรษฐศิริ หรือสามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงการคลัง เลขที่บัญชี 068-0-02360-7 ตนเชื่อมั่นว่าคนไทยเราไม่ทิ้งกัน 

‘เพื่อไทย’สงวนความเห็นถกแก้รธน.วาระ 2-3 ย้ำควรมี‘สสร.’ เสนอแก้‘20หยิบ 1’เพิ่มผู้เชี่ยวชาญ

‘เพื่อไทย’สงวนความเห็นถกแก้รธน.วาระ 2-3 ย้ำควรมี‘สสร.’ เสนอแก้‘20หยิบ 1’เพิ่มผู้เชี่ยวชาญ

‘เพื่อไทย’สงวนความเห็นถกแก้รธน.วาระ 2-3 ย้ำควรมี‘สสร.’ เสนอแก้‘20หยิบ 1’เพิ่มผู้เชี่ยวชาญ

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

‘เพื่อไทย’ยืนยันสงวนความเห็นนำไปอภิปรายแก้ รธน. วาระ 2-3 ย้ำควรมี‘สสร.’เหตุปล่อยรัฐสภาตั้ง กมธ. ยกร่างฯ เสมือนถูกจัดตั้งโดยเสียงข้างมาก เสนอแก้‘สูตร 20 หยิบ 1’ ให้เพิ่มผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มาถ่วงดุล

26 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว สส. น่าน และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ร่วมกันแถลงข่าวในนามของคณะกรรมาธิการฯ สัดส่วนพรรคเพื่อไทย

นายชูศักดิ์ระบุว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้ข้อสรุปสาระสำคัญของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะนำสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 2 และ 3 ทุกครั้งกรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยก็ให้ความสนใจร่วมประชุมโดยตลอด และวันนี้จะได้สรุปการแปรญัตติของกรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็นด้วยกัน เพื่อนำไปสู่การอภิปรายในรัฐสภาวันที่ 10-11 ธันวาคมนี้

นายชูศักดิ์กล่าวว่า ประเด็นแรกคือ ที่ประชุมกรรมาธิการฯ ไม่ได้นำเอาประเด็นเรื่องสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอเข้าสู่การพิจาณา กรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยจึงสงวนความเห็นว่า ขอให้มี สสร. ตามร่างที่เราเคยนำเสนอ เพราะเห็นว่าจะเป็นคำตอบของสภาที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราเชื่อว่า สสร. จะทำหน้าที่ได้ดีกว่ามีเพียงกรรมาธิการ

“สสร  ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยให้มีการเลือกตั้งโดยประชาชนมา 300 คน รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน เป็น สสร. จากนั้น สสร. จะตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา” นายชูศักดิ์ กล่าว

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่ 2 เมื่อกรรมาธิการฯ ไม่เห็นชอบให้มี สสร. และกำหนดให้มีกรรมาธิการ 2 ประเภท คือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรรมาธิการชุดละ 35 คน แต่เราเห็นว่า เขาตัดการเลือกตั้งโดยประชาชนออก จึงไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่ยึดโยงกับประชาชน การให้รัฐสภาคัดเลือกโดยตรงด้วยระบบ 20 หยิบ 1 เสี่ยงทำให้ในที่สุดผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้น จะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญของรัฐสภาเสียงข้างมาก เราจึงได้สงวนความเห็นในประเด็นนี้ไว้ด้วย

“แทนที่จะใช้ 20 หยิบ 1 ทั้งหมด เราเสนอให้มาจากรัฐสภาเพียง 25 คน จึงต้องใช้สูตรคำนวณ 28 หยิบ 1 แต่ที่เหลืออีก 10 คนให้มาจากการแต่งตั้งโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ให้เป็น 35 คน เพราะเราต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมาถ่วงดุลในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นกรรมาธิการของรัฐสภาเสียทั้งหมด ส่วนคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ ก็ใช้วิธีแบบเดียวกัน คือให้มาจากการคัดเลือกขององค์กร หรือสมาคมต่างๆด้วย 10 คน” นายชูศักดิ์ กล่าว

นายชูศักดิ์เชื่อว่า สสร. วิธีนี้ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง แต่ให้ประชาชนเสนอตัวเป็นผู้สมัคร แล้วให้รัฐสภาหยิบมาให้เหลือ 100 คน ตรงกันข้าม หากเราตัดประชาชนออกจากกระบวนการเหล่านี้ อาจทำให้ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ด้าน นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในหลักการที่คณะกรรมาธิการสัดส่วนพรรคเพื่อไทยวางไว้ คือการสงวนความเห็นในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ คือ 1.หลักการใหญ่โดยรวม เช่น องค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่เราเห็นต่างกับกรรมาธิการส่วนใหญ่ชัดเจน บวกกับมาตราที่ต่อเนื่อง และ 2.เป็นการสงวนความเห็นหลายประเด็น หลายมาตรา กับที่ร่างกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว  แต่เราเห็นควรว่าควรเห็นด้วยอย่างอื่น เราจึงเสนอสงวนความเห็น ดังนี้ เรื่องที่มาของผู้เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ ซึ่งมีที่มาจะแตกต่างกับร่างของกรรมาธิการ แต่ส่วนของตนคือมีลักษณะเป็นการทั่วไป ตามความเชี่ยวชาญ และแบ่งสัดส่วนชัดเจน คือ คุณสมบัติทั่วไป 20 คน และผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาต่างๆ อีก 15 คน

ส่วนกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ในสัดส่วนกรรมาธิการยกร่างฯ และกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ นั้น กรรมาธิการทำร่างแบบเปิดกว้างให้มีเฉพาะเรื่องสัญชาติการเกิด คือสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ การกําหนดถิ่นที่อยู่ภูมิลําเนามีผลสําคัญ จึงขอสงวนความเห็นไว้ว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นจะต้องมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยหรือมีทะเบียนบ้านในประเทศไทยที่ตรวจสอบได้ แม้ตัวอยู่ต่างประเทศ แต่ต้องมีทะเบียนบ้านในประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันในการตรวจสอบ เรื่องความเป็นอยู่ และที่มาที่ไป ความรับผิดรับผิดชอบที่เกิดขึ้น จะต้องติดตามได้

สำหรับการคัดเลือกกรรมาธิการของรัฐสภา เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมาธิการ สูตร 20 หยิบ 1 นั้น เราเห็นภาพแล้วว่า อนาคตรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นอย่างไร หากผ่านวาระ 2 เราพอเห็นเงาแล้วว่า กรรมาธิการ 35 คนนั้น จะถูกเสมือนจัดตั้งในระบบรัฐสภาชุดหน้า และเห็นภาพว่าใครคุมเสียงข้างมาก ซึ่งเสียงข้างมากก็ย่อมเลือกกรรมาธิการยกร่างฯ ในสัดส่วนที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เช่นกัน แม้มีเพียงแค่ 20 คน ก็สามารถกําหนดเกณฑ์วิธีการเขียนรัฐธรรมนูญด้านใดด้านหนึ่งได้อยู่แล้ว

“เราจึงเป็นห่วง และเป็นที่มาที่ผมจะสงวนความเห็น ให้เลือกจากรัฐสภาโดยการลงคะแนนจากเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แสนยากนี้มาใช้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นไปไม่ได้เลย คือการปกป้องรักษารัฐธรรมนูญให้อยู่ ซึ่งมีหลักการว่า ทุกภาคส่วนของสมาชิกรัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบ คือมีเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง และต้องมี สว. เห็นชอบด้วยในกึ่งนั้น แต่ข้อเสนอของผม ใช้แค่ 1 ใน 5 หรือคือ 40 คน และสัดส่วนฝ่ายค้านอีกไม่น้อยกว่า 20% มาเลือก 1 คน เชื่อว่า เสียงข้างมากไม่สามารถครอบงําชี้นําได้ ถ้า สส. สว. ตามสัดส่วนดังกล่าวไม่เห็นด้วย ก็จะไม่มีทางได้เป็น” นพ. ชลน่านกล่าว

นพ. ชลน่านยังเสนอประเด็นการให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของที่ประชุมรัฐสภา เมื่อกรรมาธิการยกร่างฯ เสร็จแล้ว ให้ส่งมาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ถ้าเห็นชอบแล้ว ก็ส่งร่างนั้นไปทําประชามติเลย แต่หากพิจารณาแล้วยังมีสิ่งควรแก้ไข รัฐสภาก็ส่งสิ่งที่ควรแก้ไขไปให้กรรมาธิการยกร่างฯ พิจารณาแก้ไข แล้วส่งกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง

ขณะที่ นายจาตุรนต์ระบุว่า ในขณะนี้เราเห็นปัญหา เราก็จะไปทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการพิจารณาวาระ 2 คืออภิปรายให้ที่ประชุมรัฐสภา เห็นว่า ปัญหาคืออะไรและมีทางออกอย่างไร เมื่อพิจารณาวาระ 2 เสร็จแล้วจึงจะเห็นแนวโน้มว่า รางแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีเนื้อหา ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ มีเงื่อนไข 2 ข้อ

ประกอบด้วย เนื้อหาสุดท้ายจะออกมาอย่างไร และท่าทีของสมาชิกรัฐสภาส่วนต่างๆ ได้แสดงความเห็นในมาตราสำคัญๆ ไว้อย่างไร จึงจะมีแนวโน้มให้เห็นได้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ เราต้องการให้พิจารณาอย่างรอบคอบจริงจัง ใช้เหตุผล หลักการของเราคือ ต้องการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่วนการสงวนคำแปรญัตติ ได้มีการประเมิน หรือไม่ว่าจะมีโอกาสชนะหรือไม่ นายจาตุรนต์ มองว่า มีโอกาสชนะและไม่ชนะ เพราะข้อเสนอมีความหลากหลายมาก บางเรื่องก็เห็นชัดว่ากรรมาธิการในส่วนของพรรคใหญ่มองตรงกัน หากยังยันยืนยันตามที่สงวนนั้น แล้วเสียงของส่วนอื่นไม่มากกว่า บางเรื่องก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เราสงวนเป็นฝ่ายเสียงข้างมากก็ได้ โดยผลการพิจารณาในวาระสอง จะเป็นผลต่อการตัดสินใจของสมาชิกพรรค ว่าจะลงมติอย่างไร ในวาระ 3

‘ธรณ์’กระตุกพรรคการเมือง ยกระดับนโยบายรับมือโลกร้อนเป็นนโยบายหลัก ไม่ใช่ของแถม

'ธรณ์'กระตุกพรรคการเมือง ยกระดับนโยบายรับมือโลกร้อนเป็นนโยบายหลัก ไม่ใช่ของแถม

‘ธรณ์’กระตุกพรรคการเมือง ยกระดับนโยบายรับมือโลกร้อนเป็นนโยบายหลัก ไม่ใช่ของแถม

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

ดร.ธรณ์ ชี้กรณีหาดใหญ่ ทำคนเริ่มกล้วโลกร้อน กระตุกพรรคการเมืองต้องปรับตัว ทำเป็นนโยบายหลัก มิใช่แค่ของแถม 

26 พ.ย. 68 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล ได้โพสต์เฟสบุีค ระบุว่า วันนี้ผมมีพูดที่พรรคประชาธิปัตย์ เขาติดต่อไว้นานแล้ว หัวเรื่องคือการรับมือภัยพิบัติในยุคโลกร้อน ในกรณีหาดใหญ่

จากการสื่อสารที่ผิดพลาดในช่วงต้น คนกลับเข้าไปในช่วงรอยต่อระลอก 1-2 ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดในการรับมือภัยพิบัติ นั่นคือมีผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก
มาถึงการช่วยเหลือของภาครัฐ การประเมินสถานการณ์ที่ไม่ดีพอ การใช้ระบบแบบเดิมๆ คือสั่งการ ทำให้เกิดการทำงานที่เชื่องช้าและสับสน
การประสานงานที่วุ่นวาย การสื่อสารที่ขาดหาย และการไม่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทุกอย่างที่เรามีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สุดท้ายแล้วภาคประชาชนคือพระเอก (ทุกท่านที่กรุณาเสียสละลงไปกู้ภัยและช่วยชาวบ้าน)
แต่ภาคประชาชนก็คงทำได้เพียงซัพพอร์ต เราต้องการภาครัฐให้นำทาง แต่มันก็ไม่ค่อยมีอย่างที่หวัง
หลายหน่วยงานลงไปช่วยกัน พี่ๆ ทหารไปช่วย กรมประมงกรมทะเลก็เอาเรือออกไป ผมทราบดีและอยากขอบคุณจากใจ

แต่การนำทางมันต้องมากกว่านั้นมากๆ การสื่อสารต่อผู้คนทั่วประเทศที่เป็นห่วงใจจะขาด มันต้องทำดีกว่านั้น
การลงมือทำในพื้นที่ มันต้องจริงจังและฉับพลัน ทุกนาทีมีค่าหมายถึงชีวิต
ในโลกโซเชียล โพสต์ต่างๆ ที่ทยอยขึ้นมา ผ่านไป 3-4-5 วัน ความช่วยเหลือยังไม่มาถึง ยิ่งทำให้ศรัทธาสูญหาย

แม้แต่ผมผู้ไม่ค่อยหวังอะไรอยู่แล้ว บอกเสมอว่าการรับมือภัยโลกร้อนของไทย อยู่ในสภาพตัวใครตัวมัน ผมยังไม่คิดว่ามันจะเศร้าได้ถึงขนาดนี้
ในยุคของผม ภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่เจอคือพายุเกย์และสึนามิ เรายังเชื่อและศรัทธาภาครัฐมากกว่านี้

อาจเป็นเพราะยุคนี้มีโซเชียล มีการทำงานของภาคประชาชนที่พัฒนาไปข้างหน้า ขณะที่ภาครัฐตามไม่ทัน ทำให้การเปรียบเทียบเห็นชัดขึ้น
และยิ่งโลกร้อนขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งภัยพิบัติเกิดขึ้นถี่แค่ไหน เรายิ่งเห็นภาพชัด
มันจึงเป็นสถานการณ์ที่ผมบอกมาตลอด โลกร้อนมันน่ากลัว เราต้องให้ความสำคัญมากๆ กับการรับมือ

จากกรณีหาดใหญ่ ผมเชื่อว่าคนไทยเห็นความน่ากลัวของโลกร้อน เริ่มคิดถึง เริ่มหาข้อมูล เริ่มรู้สึกถึงความเสี่ยง
เริ่มอยากให้คนที่เขาเลือกไปเป็นผู้แทน ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ต้องมีอะไรที่เขาศรัทธาได้
มีอะไรที่จะทำให้พวกเขาวางใจว่าจะไม่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

มันก็จะสะท้อนกลับมาสู่การปรับตัวของพรรคการเมือง ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ให้ความสำคัญกับการรับมือโลกร้อนมากขึ้น นอกเหนือไปจากเอะอะก็ Net Zero
จนสักวัน โลกร้อนจะกลายเป็นนโยบายหลัก มิใช่แค่ของแถม
และต้องเป็นนโยบายที่ทำได้ มิใช่แค่แถลงไว้แต่ทำไม่ได้ เพราะมันจะย้อนมาปักอกตัวเองให้เจ็บหนัก

นั่นคือบางเรื่องที่อยากพูดบ่ายนี้ครับ

หมายเหตุ – ตราบใดที่ไม่เล่นการเมือง นักวิชาการต้องเป็นกลาง ผมยินดีไปพูดให้พรรคไหนก็ได้ และไม่คิดจะเล่นการเมืองครับ

‘อนุทิน‘ลงนามคำสั่งแบ่งงาน‘รองนายกฯ-รมต.’คุมช่วยเหลือเยียวยา‘น้ำท่วมใต้’รายจังหวัด

‘อนุทิน‘ลงนามคำสั่งแบ่งงาน‘รองนายกฯ-รมต.’คุมช่วยเหลือเยียวยา‘น้ำท่วมใต้’รายจังหวัด

‘อนุทิน‘ลงนามคำสั่งแบ่งงาน‘รองนายกฯ-รมต.’คุมช่วยเหลือเยียวยา‘น้ำท่วมใต้’รายจังหวัด

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

‘อนุทิน‘ลงนามคำสั่งแบ่งงาน‘รองนายกฯ-รมต.’คุมช่วยเหลือเยียวยา‘น้ำท่วมใต้’รายจังหวัด

26 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 11/2568 เรื่อง มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยเพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยดังต่อไปนี้ ประกอบด้วย

1.มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรับผิดชอบกำกับดูแลในพื้นที่ ดังนี้

1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และปัตตานี 

2.นายโสภณ ชารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดยะลา

3.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดสงขลา

4.นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

5.นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟู ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดตรัง 

6.นายนภินทร ศรีสรรพาง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

7. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดสตูล

8.นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ  รมช.เกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

2.มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

1.รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รับผิดชอบการกำหนดมาตรการด้านการเงินการคลัง เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ 

2.นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการ ประสานงานภาคเอกชน และภาคประชาชนในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย

3.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบการจัดตั้ง และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสื่อสารมวลชนและการรับข้อมูลจากประชาชน

4.รมว.สาธารณสุข รับผิดชอบการจัดระบบสาธารณสุขในการดูแลประชาชน

5.รมว.กลาโหม รับผิดชอบการประสานงานฝ่ายความมั่นคงในการเข้าปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ

6.รมช.กลาโหม รับผิดชอบการจัดตั้งและปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานรับ-ส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่  26 พ.ย.2568

ศป.กฉ.เผยน้ำท่วมใต้ ดับแล้ว 33 ราย! คาด 5 วันสถานการณ์คลี่คลาย

ศป.กฉ.เผยน้ำท่วมใต้ ดับแล้ว 33 ราย! คาด 5 วันสถานการณ์คลี่คลาย

ศป.กฉ.เผยน้ำท่วมใต้ ดับแล้ว 33 ราย! คาด 5 วันสถานการณ์คลี่คลาย

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.01 น.

ศป.กฉ. โต้ข่าวเท็จ จมน้ำเสียชีวิต 80 ราย ระบุ มี 33 รายใน 7 จว.ใต้ แจง ฮ.ตกข่าวปลอม เปิดลงทะเบียนอาสาสมัครช่วยน้ำท่วมผ่าน “แอปทางรัฐ” รบ.ซัพพอร์ตค่าใช้จ่าย ระบุ นายกฯลงพื้นที่ หวังไปแก้อุปสรรคหน้างาน สทนช.คาด 5 วันคลี่คลายลง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 26 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงภายหลังการประชุม ศป.กฉ. ว่า สถานการณ์น้ำภาพรวมปริมาณน้ำฝนที่เติมเข้ามามีปริมาณที่ลดน้อยลง แนวโน้มของน้ำในพื้นที่ภาคใต้มีแนวโน้มลดลง แต่อย่างไรก็ตาม บางจังหวัดที่ถัดออกไปจาก จ.สงขลาเริ่มมีการแจ้งเตือนแล้ว เช่น สตูล นครศรีธรรมราช บางจังหวัดได้มีการแจ้งอพยพตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 พ.ย.แล้ว ทั้งนี้ พบว่าหลังมีการแจ้งเตือนให้มีการอพยพ ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ประมาทต่อสถานการณ์ คิดว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องอพยพ ซึ่ง ศป.กฉ. มีความกังวลว่าหากแจ้งเตือนให้อพยพแล้ว ยังไม่เร่งรีบที่จะอพยพ อนาคตอาจจะเกิดความยากลำบากในการอพยพได้ ทาง ศป.กฉ.จึงสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ดำเนินการสำรวจกลุ่มเปราะบาง ไปเชิญชวนประชาชนให้ไปอยู่ในศูนย์พักพิงเลย เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดในอนาคต สำหรับแนวทางคือ ในทุกจังหวัดกรณีที่เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ศูนย์พักพิงจะมีการกำหนดจุดให้คนในพื้นที่ทราบก่อน ที่จะมีคำสั่งอพยพ ซึ่งจะดำเนินการเช่นนี้ทุกครั้ง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กรณีมีข่าวว่าโรงพยาบาลหาดใหญ่มีจำนวนผู้เสียชีวิต 80 คนนั้น ขอยืนยันว่าข้อมูลนั้นไม่ตรงกับความจริง โดยได้รับรายงานจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตครึ่งหนึ่ง 40 คน เป็นผู้เสียชีวิตที่อยู่ในโรงพยาบาลอยู่แล้ว 14 คน เป็นผู้เสียชีวิตที่ไม่ได้มาจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่เสียชีวิตจากการรักษาพยาบาล ดังนั้น ข้อมูลที่ออกมาไม่เป็นความจริง โดยกระทรวงสาธารณสุขได้รายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี และยะลา มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 33 คนใน 7 จังหวัด แบ่งเป็นนครศรีธรรมราช 9 ราย พัทลุง 4 ราย สงขลา 6 ราย ตรัง 2 ราย สตูล 2 ราย ปัตตานี 5 ราย และยะลา 5 ราย สาเหตุการเสียชีวิต เช่น ถูกน้ำพัด ไฟฟ้าช็อต ดินถล่ม ตกน้ำ และจมน้ำ ข้อมูลนี้ทาง ศป.กฉ.จะแจ้งให้ประชาชนได้ทราบทุกวัน ขอวิงวอนถึงประชาชน ผู้ปรารถนาดี เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เพราะเป็นการสร้างความหวาดหวั่น ไม่เชื่อมั่น ทำลายขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ขอให้ใช้ความระมัดระวัง ส่วนกระแสข่าวเฮลิคอปเตอร์ตกใกล้กับโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ยืนยันไม่เป็นความจริง ตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่มีเหตุการณ์ ฮ.ตกแต่อย่างใด ตลอด 2-3 วันมีเฟคนิวส์มาก จึงขอความกรุณาในการเผยแพร่ข่าว ทั้งนี้ ทาง ศป.กฉ.ได้มีการรวบรวมข้อมูลผ่านระบบ AI เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้มีการส่งข้อมูลให้กับ ศป.กฉ.ส่วนหน้า และจะมีการอัปเดตให้ ศป.กฉ.ส่วนหน้าเป็นรายชั่วโมง

นายสิริพงศ์ กล่าวถึงกรณีการแชร์ว่าโรงพยาบาลประสบปัญหาขาดแคลนอาหารและไฟดับว่า ทาง ศป.กฉ.ได้ประสานให้หน่วยงานนำเครื่องปั่นไฟไปติดตั้งให้โรงพยาบาล แต่ปัญหาคือ เรื่องการส่งอาหารที่ล่าช้าไป จากเดิมควรจะต้องส่งตอน 18.00 น.เย็น แต่เมื่อคืนวาน อาหารไปถึงตอน 20.00 น. ส่วนผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยวิกฤตย้ายออกมาหมดแล้ว ยังคงเหลือผู้ป่วยที่สามารถดูแลตามสถานการณ์ได้ เรายังคงมีการพูดคุยกันอย่างเมื่อวานไฟติด แต่ไม่เข้าใจว่าเจตนาผู้โพสต์ว่าไฟดับมาจากอะไร ยืนยันขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มีการบริหารจัดการเรื่องคิวในการส่งอาหารเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีกต่อไป

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ได้มีการเปิดศูนย์อำนวยการประสานงานธารน้ำใจไทยสู้กับอุทกภัย 2568 ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ ดอนเมือง ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดอาจจะไปรวมศูนย์เกี่ยวกับสิ่งของบริจาคที่ทางจังหวัดได้ และจังหวัดดำเนินการส่งต่อมาที่ศูนย์อำนวยการประสานงานธารน้ำใจฯ ส่วนผู้ที่อยู่ กทม. หากจะบริจาคสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์นี้ นอกจากประชาชนจะให้เป็นสิ่งของเครื่องใช้แล้ว เรายินดีที่จะรับการสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องของกำลังและทรัพยากร เช่น เจ็ตสกี สปีดโบ๊ท รถยนต์ยกสูง รถลากจูง อุปกรณ์กู้ภัย สิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีพ ลักษณะการช่วยเหลือเหล่านี้ หากต้องการได้รับการสนับสนุนทางศูนย์จะมีเครื่องบิน C 130 บินส่งให้ทุกวัน วันละ 5 รอบ ขณะเดียวกัน วันนี้ แอปพลิเคชัน ทางรัฐ จะเปิดให้ผู้ที่ต้องการจะเป็นอาสาสมัคร ไปร่วมทำงานกับกู้ภัยในพื้นที่ลงทะเบียน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าน้ำมันในการเติมยานพาหนะ เพื่อปฏิบัติการในพื้นที่ ส่วนกู้ภัย อาสาสมัครที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลจะมีลงทะเบียนย้อนหลังให้เพื่อเป็นการสนับสนุน

“สถานการณ์ครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าอาศัยทางภาครัฐอย่างเดียว กำลังอาจจะไม่เพียงพอ และอาจจะเกิดความล่าช้า ทำให้เกิดความเสียหายมาก อาสาสมัครเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยเหลือให้ทันสถานการณ์ แต่รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้ท่านเป็นอาสาสมัครแล้วไปสู้เพียงลำพัง รัฐบาลสู้ไปกับท่านด้วย ไปช่วยชาวใต้ด้วยกัน” โฆษก ศป.กฉ.ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายกฯเดินทางลงไปพื้นที่ จ.สงขลาวันเดียวกัน ลงไปจุดไหน และช่วยได้มากน้อยแค่ไหน นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การเดินทางไปของนายกฯคือ การไปดูปัญหาอุปสรรคหน้างานว่า การประสานงานหน้างานมีการดำเนินการอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอะไรหรือไม่ มีข้อมูลส่วนไหนที่จะสามารถดำเนินการร่วมกันได้ เป็นเรื่องการบริหารจัดการเป็นหลัก เมื่อถามถึงกรณีดรามาระบุว่านายกฯอยู่ส่วนกลางดีกว่าลงพื้นที่ เพราะจะทำให้คนต้องมารอต้อนรับ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า หน้างานตรงนี้มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผอ.ศป.กฉ. ในการบูรณาการข้อมูลต่างๆ การที่นายกฯลงไป ไม่ได้เป็นภาระ ท่านไปคณะเล็ก ไม่ได้แจ้ง ไม่ได้มีนักข่าวตามไป และท่านไม่ได้มีความประสงค์แจ้งว่าจะต้องมีขบวนมาต้อนรับ แต่เป็นการไปปฏิบัติหน้าที่และดูถึงข้อจำกัด ถึงข้อกำหนดต่างๆ ว่าในการดำเนินการมีอุปสรรคอย่างไร เท่านั้นเอง

เมื่อถามว่า มีการคาดการณ์หรือไม่ว่าอีกกี่วันสถานการณ์น้ำจะลดลง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สทนช. คาดการณ์ว่า ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ภายใน 5 วัน สถานการณ์จะคลี่คลายไปกว่านี้มาก แต่อาจจะมีบางจุดที่เป็นแอ่งเล็ก เป็นพื้นที่ต่ำอาจจะลงไม่หมด แต่ในภาพรวมถ้าเทียบกับสถานการณ์วันนี้ จะเห็นว่าสถานการณ์เริ่มลดลงแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีทีมกู้ภัยถูกยิงปืนไล่ระหว่างช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานแล้ว ประเด็นนี้มีหลายสาเหตุ บางสาเหตุแจ้งว่าอาจจะเป็นเพราะเรียกแล้วไม่ได้ยินก็เป็นได้ แต่ในความจำเป็นที่จะต้องมี ศป.กฉ. เนื่องจาก ศป.กฉ.จะรู้สถานการณ์หน้างานว่าควรจะมีข้อปฏิบัติอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ตอนนี้ บางหน่วยงานเอาเรือหางยาวเข้าไปปรากฏว่าเรือหางยาวที่เข้าไปช่วงแรกคว่ำทุกลำเลย เพราะสู้แรงน้ำไม่ได้ นี่คือความจำเป็นที่จะต้องมีการพูดคุยกับ ศป.กฉ.ก่อน หรือแม้แต่ในการใช้ยานพาหนะบางอย่างในเขตชุมชน หรือคนที่อยู่ในตัวบ้านที่ไม่ได้อพยพออกมา ก็ต้องใช้ความระมัดระวัง เข้าใจว่าทุกคนรีบหมด ในขณะที่ติดอยู่ในบ้านก็มีความทุกข์ร้อน ดังนั้น การบริหารสถานการณ์แบบนี้ในทุกฝ่าย จึงมีความสำคัญ

เมื่อถามถึงกรณีประชาชนติดอยู่ในพื้นที่ และไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ทาง กสทช.ได้รายงานให้ ศป.กฉ.ทราบว่า หลายจุดที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าไปเติมน้ำมันให้กับเครื่องปั่นไฟได้ สามารถดำเนินการได้แล้ว เมื่อถามว่า สถานการณ์วิกฤตขณะนี้ เป็นเพราะแผนอพยพในช่วงแรกไม่ดีใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มีทั้งการทำงานภาคพื้น ซึ่งรัฐบาลยืนยันการทำงานในภาคพื้น มีการแบ่งเขตรับผิดชอบในการอพยพผู้คนอยู่ ยกตัวอย่าง บางกรณีในบางจังหวัดมีการแจ้งเตือนให้อพยพ แต่ประชาชนยังไม่อพยพ ซึ่งการอพยพคนมายังศูนย์พักพิงต่างๆ พอแบ่งโซนแล้วอาจจะมีตกหล่นอยู่ แต่ยืนยันว่าเรายังตามเก็บให้ครบทุกคน ดังนั้น ย้ำว่ามีการทำงานแบบภาคพื้นและการทำงานแบบออนไลน์

เมื่อถามการติดตามผู้สูญหายซึ่งไม่สามารถติดต่อได้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การติดต่อไม่ได้อาจจะมีหลายสาเหตุ เช่น บางคนติดอยู่ในพื้นที่แต่โทรศัพท์แบตเตอรี่หมด ซึ่งการสูญหายในลักษณะนี้ยังไม่สามารถตีได้ว่าเป็นการสูญหาย ยอมรับว่าติดต่อไม่ได้มีหลายเคส แต่ตัวเลขที่ได้รับการยืนยันว่าสูญหายแล้ว มี 1 ราย ที่ จ.สตูล

ไปสู้ในสภา!‘ชลน่าน’สงวนความเห็น แก้รธน. ทวงคืน‘สสร.-โละสูตร 20 หยิบ 1’

ไปสู้ในสภา!‘ชลน่าน’สงวนความเห็น แก้รธน. ทวงคืน‘สสร.-โละสูตร 20 หยิบ 1’

ไปสู้ในสภา!‘ชลน่าน’สงวนความเห็น แก้รธน. ทวงคืน‘สสร.-โละสูตร 20 หยิบ 1’

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.54 น.

‘ชลน่าน’ประเมินถก‘แก้รธน.’วาระสอง2 แค่วันเพียงพอ แม้มีรายละเอียดมาก-ถกกันหนัก แต่จะมีข้อยุติด้วยระบบเสียงข้างมาก เผยสงวนความเห็นไปสู้ในรัฐสภา ทวงคืน‘สสร.-โละสูตร20 หยิบ1’

26 พ.ย.2568 ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้เปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 10-11 ธ.ค. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวาระสอง ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีจำนวนมาตรารวม 50 มาตรา แม้ว่าร่างมาตราจำนวนไม่เยอะ แต่ในส่วนของมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขมาตรา 256 นั้น 39  มาตรา ซึ่งเป็นรายละเอียดที่มีจำนวนมาก และถูกแก้ไขแทบทุกมาตรา ดังนั้นสมาชิกสามารถอภิปรายได้ทุกมาตรา แต่ตนเชื่อว่าระยะเวลา 2 วันนั้นจะพอ  ส่วนการอภิปรายในวาระสองนั้น ตนมองว่าในระบบรัฐสภาที่ใช้เสียงข้างมาก ต้องหาข้อยุติได้ แม้ว่าจะสู้ หรือ ถกเถียงกันอย่างหนัก แต่ด้วยกลไกเสียงข้างมากต้องมีมติและต้องจบ

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการคาดการณ์ว่า สว. อาจลงคะแนนไม่ให้ผ่าน เพราะมีข้อติดใจ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นไปได้ เพราะรัฐธรรมนูญรองรับการออกเสียงของสว. ไว้ด้วยว่า ต้องใช้เสียงสว.ร่วมเห็นชอบด้วย หากการอภิปรายในวาระสองที่มีประเด็นเป็นผลกระทบ อาจส่งผลให้ในวาระสามไม่ผ่านด้วย  แต่จากการประเมินทิศทางของสว. ผ่านกมธ.ที่เป็นสัดส่วนของ สว. นั้น แนวโน้มยังเป็นไปตามเสียงข้างมาก และขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก

เมื่อถามว่าเนื้อหาที่แก้ไขมีประเด็นใดที่กังวลใจบ้าง นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ที่กังวลหนักสุดคือ ที่มาของกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ที่ถูกชี้นำครอบงำได้จากการเลือกของรัฐสภายุคหน้า ที่ทำให้รัฐธรรมนูญตกเป็นของคนกลุ่มนั้น ซึ่งทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนค่อนข้างยาก ยกเว้นว่ารัฐสภารับข้อสงวนของกมธ.เสียงข้างน้อยที่สงวนไว้  ซึ่งตนสงวนความเห็นให้ใช้วิธีการเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน ไม่ยึดติดกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คือ ใช้การลงมติโหวตเลือกกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ โดยต้องผ่านเกณฑ์เสียงข้างมาก ที่ได้รับความเห็นชอบจากทุกภาคส่วน คือ มี สว. เห็นชอบ 1 ใน 5 หรือ 40 คน และได้เสียงฝ่ายค้าน 20% เพื่อลดการถูกครอบงำ และตนมองว่าสูตร 20 หยิบ 1 นั้น จะทำให้เกิดการครอบงำ

“วิธีที่เสนอนั้นผมไม่ชอบและต่อต้าน เพราะใช้เสียงข้างน้อยครอบงำเสียงข้างมาก แต่วิธีนี้ผมเห็นว่าเหมาะกับบางเรื่อง เช่น การคัดเลือกบุคคล เพื่อป้องกันเสียงข้างมากกินรวบ ทั้งนี้ประเด็นนี้ผมเสนอให้ทบทวนแล้ว แต่กมธ.เสียงข้างมากไม่ยอม จึงต้องสงวนไว้เพื่อไปสู่ในวาระสองต่อไป ซึ่งในทิศทางการสงวนความเห็นนั้น จะมีทั้งเชิงประเด็น เช่น สนับสนุน สภาร่างรัฐธรรมนูญ แทนกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และรายมาตรา เช่น กลไกได้มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ สูตร 20 หยิบ 1 เป็นต้น” นพ.ชลน่าน กล่าว

‘กมธ.แก้รธน.’ถกปิดจ๊อบข้อสรุปทุกมาตราแล้ว รอเข้าวาระ 2

‘กมธ.แก้รธน.’ถกปิดจ๊อบข้อสรุปทุกมาตราแล้ว รอเข้าวาระ 2

‘กมธ.แก้รธน.’ถกปิดจ๊อบข้อสรุปทุกมาตราแล้ว รอเข้าวาระ 2

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.56 น.

‘กมธ.แก้รธน.’ถกปิดจ๊อบข้อสรุปทุกมาตราแล้ว รอเข้าวาระ 2 แย้มหากพิจารณาแค่ 10-11 ธ.ค. ไม่พอ จะใช้ 12 ธ.ค.วันเปิดประชุมสภาฯลุยต่อ

26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) และน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ที่ประชุมกมธ.ฯ พิจารณาครบทุกมาตราแล้ว วันนี้(26 พ.ย.)จะเป็นการทบทวนถ้อยคำ และเชิญผู้แปรญัตติมาชี้แจง ซึ่งหวังว่าทุกอย่างจะทำให้เสร็จได้ภายในวันนี้ เพื่อที่จะส่งให้ประธานรัฐสภาบรรจุวาระต่อไป ส่วนการเปิดประชุมสมัยวิสามัญวันที่ 10 -11 ธ.ค.จะเพียงพอหรือไม่นั้น ที่ประชุมกมธ.ฯ ยังไม่ได้เริ่มจัดเวลา แต่ได้คำนวณไว้ว่า ถ้าการพิจารณาในวันที่ 10 ธ.ค.และ 11 ธ.ค.ไม่เพียงพอ ก็จะใช้วันที่ 12 ธ.ค.ที่เป็นวันเปิดสมัยประชุมสภาสามัญพอดี เพื่อจะได้พิจารณาต่อไปได้เลย

ด้านน.ส.พนิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า เวลาในการอภิปรายจะต้องมาตกลงกันในการประชุมวิป 3 ฝ่ายอีกครั้ง หลังจากที่ประธานรัฐสภาได้เรียกประชุม ซึ่งการพิจารณาก็คงจะเป็นบรรยากาศอย่างที่คุ้นเคยคือเช้ายันดึก เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญ ที่ทางรัฐสภาให้ความสำคัญ ซึ่งแต่ละมาตราต้องพูดคุยกันนาน เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันให้ได้ในการที่จะผ่านวาระ2 และบรรยากาศในที่ประชุมกมธ.ฯ การพิจารณาก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยรอแค่เข้าวาระ 2 เท่านั้น

เมื่อถามถึงคำถามในการทำประชามติที่จะต้องผ่านที่ประชุมสภาด้วย น.ส.พนิดา กล่าวว่า จะต้องมีการพูดคุยกัน ในระดับหนึ่งก่อน

เมื่อถามว่าเนื้อหาที่ยังมีข้อขัดแย้งจำนวนมากนั้น กังวลหรือไม่ว่าในวาระ 2 จะหาข้อยุติไม่ได้ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เรียกว่าเป็นข้อเห็นต่างดีกว่า เพราะในหลักการพิจารณา มีข้อเห็นต่างจากกมธ.ฯ หลายคน ถึงได้เปิดโอกาสให้ กมธ.ฯแต่ละคนได้อภิปรายอย่างเต็มที่ โดยเอาเหตุผลมาพูดคุยกัน จึงทำให้ใช้เวลาประชุมนานกว่าที่กำหนด เพราะมีหลายหลักการที่ต้องใช้เวลาในการถกเถียง ซึ่งหลังจากถกเถียงกันในหลายมาตรา และเมื่อยังมีความเห็นที่ต่างกันก็ต้องขอมติ ซึ่งทุกมาตรา ทางกมธ.ฯก็มีมติเสียงข้างมากแล้ว ส่วนความเห็นต่างในกรรมาธิการก็ได้มีการสงวนความเห็นไว้แล้วเพื่อที่จะนำไป อภิปรายในวาระ 2 ต่อไป