‘อนุทิน’นั่งรถทหารดูน้ำท่วมรอบเมืองหาดใหญ่ รับรู้สึกกดดัน-เป็นห่วงประชาชน

‘อนุทิน’นั่งรถทหารดูน้ำท่วมรอบเมืองหาดใหญ่ รับรู้สึกกดดัน-เป็นห่วงประชาชน

‘อนุทิน’นั่งรถทหารดูน้ำท่วมรอบเมืองหาดใหญ่ รับรู้สึกกดดัน-เป็นห่วงประชาชน

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.05 น.

นายกฯนั่งรถทหารดูสถานการณ์น้ำท่วมรอบเมืองหาดใหญ่  แจกน้ำดื่ม-ข้าวกล่องผู้ประสบภัย รับ รู้สึกกดดัน-เป็นห่วงปชช. หลังมีเสียงสะท้อนชาวบ้านอดทนมา 5 วันแล้ว จ่อกลับ กทม.เรียกประชุมด่วน ออกมาตรการ ช่วยเหลือ-เยียวยา-ฟื้นฟู ลั่นทำทุกอย่างให้ดีที่สุด กำชับจว.ไหนประกาศพื้นที่ประสบภัย มีงบจัดการ 

เมื่อเวลา 10.30น.วันที่ 26 พ.ย.ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นั่งรถยกสูงของทหารตระเวนดูพื้นที่อ.หาดใหญ่ โดยรอบที่ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมแจกข้าวกล่องและน้ำดื่มให้กับประชาชน ตั้งแต่บริเวณสะพานโคกพระ อ.หาดใหญ่ ก่อนนั่งรถต่อไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กองทัพภาคที่ 4 เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยนายกฯได้พูดคุยกับ แม่ทัพภาคที่ 4 และสาธารณสุขจังหวัดสงขลา เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือประชาชน 

จากนั้นเวลา 11.00 น.นายกฯเดินทักทายประชาชนที่เข้ามาพักในศูนย์พักพิงชั่วคราว ที่อาคารศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยระหว่างทางน.ส.ณัฐฐารินทร์ เกษมสารพิพัฒน์ หรือ เจ๊เอ๋ เจ้าแม่เงินกู้ จิตอาสา ที่มาบริจาคของให้กับประชาชน ได้ตะโกนว่า “นายกฯ เอ๋อยู่นี่ ช่วยเอ๋หน่อย เอ๋ไม่ไหวแล้ว นายกฯ ยังไหวอยู่ไหม ดีใจจังเลยได้เจอนายกฯ ตัวเป็น ๆ แล้ว ขอให้กำลังใจนายกฯ แก้ไขให้ได้นะ“ ก่อนที่นายกฯ ตอบกลับว่า ”ยังไหว“ และอวยพรให้คนที่มาบริจาคเจริญ ๆ ยิ่งขึ้น

ต่อมานายกฯ ตรวจเยี่ยมโรงครัวของกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งประกอบอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย และได้พูดคุยให้กำลังใจกับจิตอาสาที่เข้ามาทำงานภายในโรงครัวของศูนย์พักพิงฯด้วย

จากนั้นนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการที่หลายฝ่ายมองว่าล่าช้า ว่า ตอนนี้เราดูแลคนจำนวนหลายหมื่นคน มีศูนย์พักพิงและศูนย์อพยพอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ซึ่งในวันเดียวกันนี้ นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้สั่งการ และดูแลพื้นที่ ซึ่งงบประมาณมี เพราะได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยสามารถใช้เงินได้เลย โดยวันนี้ที่ตนลงมากับผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)ก็เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างสั่งการภายใต้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ดำเนินการทุกอย่างโดยทันที ผู้บังคับบัญชาสูงสุด คือ พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.)  รัฐบาลก็ได้มอบอำนาจให้ และให้การสนับสนุนทุกอย่าง วันนี้ตนก็ลงมาเพื่อที่จะช่วยท่านด้วย ทั้งนี้ ยอมรับว่า กดดันมาก ๆ และเป็นห่วงประชาชน หลังมีเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนที่อดทนมานานกว่า 5 วันแล้ว 

เมื่อถามถึงเรื่องเงินเยียวยา ครอบครัวละ 9,000 บาทที่อาจจะไม่เพียงพอนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ในขณะนี้ และเมื่อตนกลับไป ก็จะเร่งเรียกประชุมด่วน สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้โดยเฉพาะ เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟู เพราะตอนนี้ความเสียหายเยอะมาก

เมื่อถามว่า สำหรับผู้ป่วยตามโรงพยาบาล มีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ ทยอยลำเลียงผู้ป่วยที่อยู่ไอซียู และ ผู้ป่วยที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ ได้ลำเลียงมาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลสงขลา ส่วนโรงพยาบาลหาดใหญ่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งฟื้นฟู 

เมื่อถามถึฃกรณีที่มีแพทย์ และพยาบาลโพสต์ว่าขาดอาหาร และขาดออกซิเจน จะช่วยอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ลำเลียงผู้ป่วยทั้งหมดไปที่โรงพยาบาลที่สามารถให้บริการได้ เพราะน้ำเข้ามาท่วม เมื่อท่วมก็ท่วมห้องเครื่องต่างๆ ด้วย

เมื่อถามต่อว่านายกฯประกาศในห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย ว่าจะไม่กลับจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย นายอนุทิน กล่าวว่า จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อบัญชาการทุกอย่างร่วมกัน โดยมีผบ.ทสส. บัญชาการในพื้นที่ ส่วนตนเองจะไปๆ มาๆ เพราะศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.ฉก.) อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อถามถึงกรณีมีการสั่งอพยพประชาชน ที่อำเภอละงู จังหวัดสตูล เนื่องจากฝนยังตกอยู่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่ตนมอบให้ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัด ดำเนินการอย่างเต็มที่ และถ้าจังหวัดไหนประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย ก็จะมีงบประมาณในการจัดการ 

เมื่อถามอีกกรณีมีหลายคนวิจารณ์ว่า รัฐบาลตั้งศูนย์ต่าง ๆ ทับซ้อนกัน นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าวก่อนจะขอตัวเข้าไปประชุม

‘มาดามหยก’ ส่งอินดี้ทีม-จิตอาสา 50 ชีวิต จัดเรือ สปีดโบ๊ท เจสกี อาหาร น้ำดื่ม ใส่สิบล้อ 2 คันรถ และรถกะบะ ลงพื้นที่หาดใหญ่

'มาดามหยก' ส่งอินดี้ทีม-จิตอาสา 50 ชีวิต จัดเรือ สปีดโบ๊ท เจสกี อาหาร น้ำดื่ม ใส่สิบล้อ 2 คันรถ และรถกะบะ ลงพื้นที่หาดใหญ่

‘มาดามหยก’ ส่งอินดี้ทีม-จิตอาสา 50 ชีวิต จัดเรือ สปีดโบ๊ท เจสกี อาหาร น้ำดื่ม ใส่สิบล้อ 2 คันรถ และรถกะบะ ลงพื้นที่หาดใหญ่

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.41 น.

‘มาดามหยก’ ส่งอินดี้ทีม ร่วมกับจิตอาสากว่า 50 ชีวิต เหนือ-อิสาน จัดเรือ สปีดโบ๊ท เจสกี อาหาร น้ำดื่ม ใส่สิบล้อ 2 คันรถ และรถกะบะ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ช่วยผู้ประสบอุทกภัยด่วน พร้อมส่งกำลังใจ ทุกฝ่ายระดมช่วยเต็มที่ เชื่อสถานการณ์คลี่คลายเร็ววันนี้

นางสาวกชพร เวโรจน์ หรือมาดามหยก หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (Indy) และ ประธานชมรม Change Together กล่าวถึง สถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ว่า หลังจากทางอินดี้ทีม ชมามChange Together & Indy Team ไปช่วยส่งอุปกรณ์ สิ่งของจำเป็นให้ทหารบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะช่วงนี้ มีอากาศหนาวเย็น จึงได้มีการส่งเสื้อกันหนาว และเสบียงอาหารต่างๆไปให้  ซึ่งหลังจากเสร็จภารกิจชายแดนแล้ว ก็บังเอิญมีปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่จังหวัดสงขลา ที่เกิดน้ำท่วมหนักสุดในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา มาดามหยก ได้มอบหมายให้ นายชาญชัย โตพฤกษา รองประธานชมรม Change Together และนายนเรศร์ เกิดดี นำทีมงาน Indy Team เดินทางลงพื้นที่ไปให้ความช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้อง ชาวบ้านผู้ประสบภัย  โดยเดินทางจากภาคอีสาน 2 ทีม จากภาคเหนือ 2 ทีม นำโดยเอมมี่จิตอาสา และ ทีมคุณบาสรวมจำนวนอาสาสมัครกว่า 50 คน แล้วไปสมทบกับอาสาสมัครของพรรคก้าวอิสระในพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อลงไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่หาดใหญ่ 

นางสาวกชพร กล่าวว่า สิ่งที่เราได้จัดเตรียมไปมีทั้งเรือที่มีเครื่องยนต์ เกือบ 20 ลำ มีเจสกี 8 ลำ และสปีดโบ๊ท เพื่อสามารถขับไปตามซอยเล็กๆในการหาผู้ประสบภัยได้ รวมทั้งยังมีอาหารการกิน ต่างๆ โดยใส่รถสิบล้อไปจำนวน 2 คัน ซึ่งรถของอินดี้ทีมจากพรรคก้าวอิสระ ได้ลงไปในพื้นที่ตั้งแต่เกิดปัญหาน้ำท่วมวันที่ 2 ซึ่ง ขณะนี้กำลังหาจุด ที่น้ำไม่ท่วมเพื่อเป็นที่ตั้งโรง ทานของพรรคก้าวอิสระ (Indy) เพื่อ ทำอาหารแจกจ่ายให้กับผู้ ประสบภัยด้วย ทั้งนี้หากในพื้น ที่ยังขาด หรือต้องการสิ่งใด ทาง อินดี้ทีมของพรรคก้าวอิสระ ก็สามารถส่งไปให้เพิ่ม เติมได้ตลอด

หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ กล่าวว่า อินดี้ทีมของเรา จะไปอยู่ในจุดโซนที่ 8 ซึ่งถือว่าเป็นโซนอันตราย และโดยระหว่างทางที่อินดี้ทีมเดินทางไปนั้น ก็ได้พบเรืออาสาสมัครด้วยกันคว่ำทางทีมจึงได้เข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเจอปัญหาลมแรงและน้ำไหลแรง

“ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวอิสระ Indy team และประธานชมรม Change Togetherขอส่งกำลังใจ ให้ผู้ประสบภัย น้ำท่วมในภาคใต้ ทุกคนทุกครอบครัว ขอให้มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับภัยธรรมชาตินี้ต่อไปเชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์ จะคลี่คลายลง ขอให้อดทนอีกนิดเพราะขณะนี้ความช่วยเหลือจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือภาคเอกชนหรือแม้แต่ประชาชน ที่ได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย ต่างพร้อมใจกันที่จะให้ความช่วยเหลือและ support ตลอดเวลา และหากประสบภัย หรือญาติผู้ประสบภัยต้องการความช่วยเหลือสามารถที่จะติดต่อหรือ inbox มาในเพจของพรรคก้าวอิสระได้เลย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคน inbox เข้ามาจำนวนมากเรียกว่าทุกนาทีเลยซึ่งเราก็ยินดีอย่างมากและไม่ลังเลที่จะประสานงานต่อและแจ้งอาสาสมัครในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเลย” 

นางสาวกชพร กล่าวต่อว่า อินดี้ทีมของพรรคก้าวอิสระ มีการประสานกับอาสาสมัครในพื้นที่จากฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล มูลนิธิหรือ ภาคส่วนใด ก็ตามเราสามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะเหตุการณ์นี้ใหญ่ เกินกว่าที่รัฐบาลหรือหน่วยงานใดจะดำเนินการเพียงลำพังฝ่ายเดียวได้ ต้องอาศัยทุกฝ่ายมาร่วมด้วยช่วยกัน  โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การให้ความช่วยเหลือประชาชน ให้ได้เร็วที่สุดเพื่อลดการสูญเสีย จากภัยพิบัติครั้งนี้

‘กรมโยธาธิการและผังเมือง’ สั่งการเต็มกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยพื้นที่หาดใหญ่ สงขลา

‘กรมโยธาธิการและผังเมือง’ สั่งการเต็มกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยพื้นที่หาดใหญ่ สงขลา

‘กรมโยธาธิการและผังเมือง’ สั่งการเต็มกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยพื้นที่หาดใหญ่ สงขลา

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.38 น.

กรมโยธาธิการและผังเมือง สั่งการเต็มกำลัง เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง สั่งการโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา ระดมสรรพกำลัง เครื่องมือ และบุคลากร สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูพื้นที่อย่างครบวงจร
นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้สั่งการโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา ให้ระดมการสนับสนุนภารกิจจังหวัดอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา และอำเภอหาดใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเน้นย้ำถึงการใช้กำลังพล เครื่องมือ และเครื่องจักรกลอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ได้ส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา ที่กำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในจุดต่างๆ ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด

นายไมตรี สรรพสิน โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา กล่าวว่า อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มอบนโยบายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา ในฐานะ “หน่วยงานช่างของแผ่นดิน และ  ช่างของจังหวัด” เข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และหน่วยงานในพื้นที่อย่างเต็มกำลังทั้งในช่วงที่เกิดอุทกภัยและช่วงหลังน้ำลด โดยภารกิจหลักในระยะแรกคือ การสนับสนุนด้านการอพยพประชาชน และการส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ ซึ่งในเบื้องต้น ได้นำทีมลงพื้นที่ส่งมอบอาหารและน้ำดื่มแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนตามจุดต่างๆ อาทิ อาคารศูนย์อพยพผู้ประสบอุทกภัยเทศบาลเมืองควนลัง จุดบริการประชาชนของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครหน่วยงานและองค์กรต่างๆ บริเวณซอยสุภาพอ่อนหวาน และถนน  นวลแก้วอุทิศ ตำบลคอหงส์ พร้อมทั้งสนับสนุนการอพยพประชาชนในพื้นที่วิกฤต

สำหรับแผนการดำเนินการในระยะต่อไป หลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายและน้ำลดแล้ว สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสำรวจความเสียหายทางด้านอาคารและโครงสร้างของบ้านเรือนประชาชน ศาสนสถาน (วัด) และอาคารของหน่วยงานราชการ เพื่อประเมินและวางแผนการฟื้นฟู นอกจากนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ยังได้จัดทำ “หนังสือคู่มือตรวจสอบและซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด” เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้นและดำเนินการซ่อมแซมได้ด้วยตนเองอย่างถูกวิธี โดยสามารถเข้าถึงคู่มือดังกล่าวได้ง่าย ๆ ผ่านการสแกน QR Code ที่ด้านหน้าหนังสือ

กรมโยธาธิการและผังเมือง มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการประสานความร่วมมือและส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ข้อมูลความช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์จากทุกภาคส่วนแก่พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่ประสบภัย และให้พื้นที่กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

‘สุชาติ’ สั่งตั้ง ‘วอร์รูม ทส.’ รับมือวิกฤติน้ำท่วม ‘หาดใหญ่-สุราษฎร์’

‘สุชาติ’ สั่งตั้ง ‘วอร์รูม ทส.’ รับมือวิกฤติน้ำท่วม ‘หาดใหญ่-สุราษฎร์’

‘สุชาติ’ สั่งตั้ง ‘วอร์รูม ทส.’ รับมือวิกฤติน้ำท่วม ‘หาดใหญ่-สุราษฎร์’

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.35 น.

รองนายกฯ สุชาติ สั่งตั้ง “War Room ทส.” รับมือวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่–สุราษฎร์ ระดมกำลัง–เฮลิคอปเตอร์ช่วยประชาชน 24 ชม. ตามคำสั่งนายกฯ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีคำสั่งด่วนให้จัดตั้ง War Room บูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัด ทส. เพื่อเร่งช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกล อุปกรณ์กู้ภัย รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ทุกลำ เข้าประจำการช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

การประชุม War Room มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมครบถ้วน ทั้งปลัดกระทรวง ทส. ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี อธิบดีทุกกรม คณะที่ปรึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 ผู้อำนวยการสถานีจัดการคุณภาพน้ำและอากาศที่ 11 ผู้อำนวยการสถานีควบคุมไฟป่าที่ 14 รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด ทส.

รองนายกฯ สุชาติ กล่าวระหว่างการประชุมว่า
“ผมต้องขอบคุณปลัดกระทรวง อธิบดีทุกกรม คณะที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ลงพื้นที่ช่วยพี่น้องประชาชนโดยไม่เหน็ดเหนื่อย ผมเข้าใจดีว่าประชาชนกำลังเดือดร้อน เราต้องช่วยให้ทุกคนปลอดภัย และเข้าใจสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย นี่คือภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด การประชุมครั้งนี้จะทำให้เราวางแผนและประสานงานได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

ทั้งนี้ War Room ทส. จะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการกลางในการสั่งการและประสานงานของทุกหน่วยงานภายในกระทรวง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเดินหน้าภารกิจช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนสถานการณ์คลี่คลาย.

วรวงศ์ สส.ลพบุรี เพื่อไทย ร่วมส่งเรือพร้อมทีมกู้ภัย ช่วยอพยพผู้ประสบภัยในอ.หาดใหญ่

วรวงศ์ สส.ลพบุรี เพื่อไทย ร่วมส่งเรือพร้อมทีมกู้ภัย ช่วยอพยพผู้ประสบภัยในอ.หาดใหญ่

วรวงศ์ สส.ลพบุรี เพื่อไทย ร่วมส่งเรือพร้อมทีมกู้ภัย ช่วยอพยพผู้ประสบภัยในอ.หาดใหญ่

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.25 น.

“วรวงศ์” สส.ลพบุรี เพื่อไทย ร่วมส่งเรือพร้อมทีมกู้ภัย ช่วยอพยพผู้ประสบภัยในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ย้ำคนไทยไม่ทิ้งกัน

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นายวรวงศ์ วรปัญญา สส.ลพบุรี และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่และหัวหน้าพรรค มีนโยบายให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนเร่งระดมกำลัง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันนี้ตนได้จัดหาเรือพร้อมด้วยทีมกู้ภัย เดินทางเข้าพื้นที่หาดใหญ่โดยทันที โดยได้เริ่มช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังติดอยู่ภายในอาคารบ้านเรือนออกมา โดยจะเร่งดำเนินการต่อเนื่องเพื่อช่วยพี่น้องออกมาให้มากที่สุดต่อไป

“ขอส่งกำลังใจและขอบคุณพี่ๆ ที่เสี่ยงภัยในการลงพื้นที่ช่วยเหลือ คนไทยไม่ทิ้งกัน ทุกคนต่างมีหน้าที่ออกไป ใครช่วยกันได้คนละไม้คนละมือ ดูแลตัวเองกันด้วยปลอดภัยทุกคนครับ ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่ร่วมกันสนับสนุนการช่วยเหลือครั้งนี้“ นายวรวงศ์ กล่าว
 

มติศาล รธน. ตีตกอีก ไม่รับคำร้อง ‘ปชน.-ภท.’ ทำ MOA ยันชัดไม่ล้มล้างการปกครอง 

มติศาล รธน. ตีตกอีก ไม่รับคำร้อง 'ปชน.-ภท.' ทำ MOA ยันชัดไม่ล้มล้างการปกครอง 

มติศาล รธน. ตีตกอีก ไม่รับคำร้อง ‘ปชน.-ภท.’ ทำ MOA ยันชัดไม่ล้มล้างการปกครอง 

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

ศาลรธน ตีตกอีก คำร้องขอวินิจฉัย ปชน.ทำMOA ภท.ชี้ยังไม่เข้าข่ายใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครอง

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ บริษัท ไอเอ็มที กรุ๊ป จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กล่าวอ้างว่า การกระทำของพรรคประชาชน ผู้ถูกร้อง ที่จัดทำบันทึกข้อตกลง ทางการเมือง (MOA) กับพรรคภูมิใจไทยเป็นการทำข้อตกลงนอกกรอบรัฐธรรมนูญ ผูกพันอำนาจอธิปไตย ของประชาชนและองค์กรตามรัฐธรรมนูญล่วงหน้าโดยไม่ผ่านกระบวนการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องสนับสนุนนโยบายสกุลเงินดิจิทัล ของรัฐ และแนวคิดการคลังแบบกระจายศูนย์ กระทบต่อหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอธิปไตยทางการคลัง ของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และมาตรา 174 ละเมิดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองในฐานะวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มี หน้าที่ดำเนินการเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสาร ประกอบเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกข้อตกลงทางการเมือง (MOA) ซึ่งเป็น การเจรจาหรือการประกาศเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันของผู้ถูกร้องกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49วรรคหนึ่ง กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

ส่วนที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213นั้น แม้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เมื่อพิจารณาประเด็นที่ผู้ร้องยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ปรากฏว่าเป็นการขอให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย กรณีกฎกระทรวง ฉบับที่ 13(พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 มาตรา 40 ถึง มาตรา 43  และขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการตราพระราชกำหนด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการยืนตามคำร้องนี้ กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งว่าการกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ

ศาล รธน. ตีตกคำร้องขอเพิกถอนคำพิพากษาศาลฎีกา-คำวินิจฉัย กกต. เพิกถอนสิทธิ

ศาล รธน. ตีตกคำร้องขอเพิกถอนคำพิพากษาศาลฎีกา-คำวินิจฉัย กกต. เพิกถอนสิทธิ

ศาล รธน. ตีตกคำร้องขอเพิกถอนคำพิพากษาศาลฎีกา-คำวินิจฉัย กกต. เพิกถอนสิทธิ

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.28 น.

ศาลรธน.ตีตกคำร้องขอเพิกถอนคำพิพากษาศาลฎีกา-คำวินิจฉัยกกต.เพิกถอนสิทธิ เหตุไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ และมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นายสุรพล ผิวบาง และนายอธิทัชร์ โภควรรณวิทย์ ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 14 (24) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5มาตรา 26และมาตรา 252 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องทั้งสอง ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 ปี และการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกา ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่สั่งเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้องทั้งสองเป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เป็นอันใช้บังคับมิได้ เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ทำให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ดังกล่าว

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 14 (24) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มาตรา 26และมาตรา 252เป็นการขอให้ ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 และมาตรา 231 (1) กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2562 มาตรา 48 ประกอบมาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสองไม่อาจยื่น คำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองโต้แย้งคำวินิจฉัยของกกต. ที่สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของผู้ร้องทั้งสองไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 ปี และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลฎีกาผู้ เป็นอันใช้บังคับมิได้ นั้น เป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสอง ไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212

‘อนุทิน’ลั่น!อยู่หาดใหญ่ยาว ไม่จำเป็นไม่กลับกรุงเทพฯ เจอปชช.ฟ้อง‘รถปภ.’ไม่จอดรับ

‘อนุทิน’ลั่น!อยู่หาดใหญ่ยาว ไม่จำเป็นไม่กลับกรุงเทพฯ เจอปชช.ฟ้อง‘รถปภ.’ไม่จอดรับ

‘อนุทิน’ลั่น!อยู่หาดใหญ่ยาว ไม่จำเป็นไม่กลับกรุงเทพฯ เจอปชช.ฟ้อง‘รถปภ.’ไม่จอดรับ

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.56 น.

‘นายกฯ’ลั่น! ไม่จำเป็นไม่กลับกรุงเทพฯ ถกวอร์รูมแก้‘น้ำท่วมใต้’ อยู่สั่งการในพื้นที่จนกว่าจะคลี่คลาย เจอประชาชนฟ้อง‘รถปภ.’ไม่จอดรับ

26 พฤศจิกายน 2568 ที่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมผ่านระบบออนไลน์จากกองบิน 56 จ.สงขลา ไปที่ห้องประชุมเสนาณรงค์ มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม , พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4  ร่วมประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย ครั้งที่ 1 / 2568 โดยมีทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อติดตามสถานการณ์และการดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

นายอนุทิน กล่าวในที่ประชุมว่า  จะยังคงอยู่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หากไม่มีเหตุจำเป็นอื่นจะไม่บินกลับโดยเด็ดขาด

ขณะที่ นพ.ปพน ดีไชยเศรษฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ได้ชี้แจงประเด็นข่าวปลอม กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับยอดผู้เสียชีวิตของรพ.หาดใหญ่ ว่า ขณะนี้มีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ ที่รพ. 14 ราย และได้สั่งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังรพ.สงขลานครินทร์ และรพ.หลักใกล้เคียง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และกำลังเร่งดำเนินการลำเลียงออกซิเจนให้แก่ผู้ป่วยซึ่งตอนนี้ยังเพียงพอต่อผู้ป่วยที่ต้องใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายอนุทิน พร้อมคณะ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย  นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าฯสงขลา ลงพื้นที่ติดตามระดับน้ำ บริเวณสะพานข้ามคลองชลประทาน บ้านบางแฟบพัฒนา ต.ควนลัง มีประชาชนบางส่วนเข้ามาร้องเรียนว่า พยายามโบกรถขอความช่วยเหลือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) 2 คัน แต่ไม่มีใครจอด จนวันนี้นายกฯมาลงพื้นที่หาดใหญ่ ถึงจะจอดเจอประชาชน ทำให้นายกฯ หันไปสั่งการผู้ว่าฯสงขลา ก่อนจะพูดคุยกับประชาชนและมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และกล่าวให้กำลังใจประชาชนที่ประสบภัย

ทั้งนี้ มีรายงานว่านายกฯรัฐมนตรี ได้ยกเลิกภารกิจเป็นประธานในพิธีเปิดการทดสอบและประเมินค่าการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี ประจำปี 2569 (Air Tactical Operations Evaluation 2026) ในวันที่27 พ.ย.นี้ รวมถึงกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรในวันที่ 28- 29 พ.ย. ที่จ.ภูเก็ต

นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่านายกฯ ได้ยกเลิกนัดหมายวาระงานล่วงหน้าตลอดสัปดาห์นี้เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด

‘โรม’เซ็งตำรวจไม่มาแจง‘กมธ.ฯ’ปมส่วยเว็บพนัน ลั่นไม่อยากเห็นนักการเมืองเป็น‘ม้า’ให้ทุนเทา

‘โรม’เซ็งตำรวจไม่มาแจง‘กมธ.ฯ’ปมส่วยเว็บพนัน ลั่นไม่อยากเห็นนักการเมืองเป็น‘ม้า’ให้ทุนเทา

‘โรม’เซ็งตำรวจไม่มาแจง‘กมธ.ฯ’ปมส่วยเว็บพนัน ลั่นไม่อยากเห็นนักการเมืองเป็น‘ม้า’ให้ทุนเทา

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

‘โรม’เซ็งตำรวจไม่มาแจง‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ปมส่วยเว็บพนัน ยันไม่ได้เข้าข้างใคร ลั่นไม่อยากเห็นตำรวจรับสินบน-นักการเมืองยึดอำนาจรัฐแล้วเป็น‘ม้า’ให้ทุนเทามายึดประเทศ

26 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กมธ.ในวาระติดตามความคืบหน้าปัญหาและแนวทางการปฏิรูปราชการตำรวจ โดยเฉพาะกรณีตำรวจ 200 นายรับส่วยจากขบวนการเว็บพนันออนไลน์  ว่า วันนี้เราเชิญหลายหน่วยงาน โดยมี 2 เรื่องคือในฝั่งของตำรวจ และฝั่งการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน แก๊งสแกมเมอร์และการรับส่วยต่างๆ ซึ่งเราก็เชิญทั้งหน่วยงานและฝ่ายตำรวจด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทางนายกรัฐมนตรี หรือฝั่งผู้ร้อง

ประเด็นคือว่าตนได้รับหนังสือแจ้งว่าทางฝ่ายตำรวจจะไม่มา ซึ่งการที่เราประชุมกันในวันนี้เกิดจากการประชุมครั้งล่าสุดทางฝ่ายตำรวจแจ้งเราว่าเขาเองไม่พร้อมในเรื่องการชี้แจงข้อมูล ตนจึงได้นัดในวันนี้ช่วงบ่าย เพื่อที่ทางฝ่ายตำรวจจะได้มีข้อมูลมาชี้แจงทาง กมธ. ซึ่งตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ที่ทางเจ้าหน้าที่จะได้มีโอกาสหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาในเรื่องการรับส่วย แต่เมื่อพร้อมใจกันไม่มาก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ท่านไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจง

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วถ้าจะให้เป็นธรรมกับฝ่ายตำรวจด้วย ซึ่งเขาบอกว่ามี กมธ.หลายชุดที่นัดเขา แต่ตนอยากจะบอกว่าถือเป็นโอกาสที่เราจะได้พูดถึงการทำงานของ กมธ. ว่าก่อนที่เราจะออกหนังสือเชิญใคร ฝ่ายเลขาของกมธ. จะมีการหารือกันอยู่แล้ว เพราะถ้าชุดไหนที่มีการประชุมกันในวาระหรือประเด็นที่ซ้ำกัน โดยหลักมันจะออกหนังสือเชิญซ้ำกันไม่ได้ โดยหลักมันจะต้องหนังสือเชิญไม่ได้ มันจะต้องรวมกัน แต่การทางตำรวจบอกหลายคณะเชิญเขานั้น ประเด็นมันไม่ได้เหมือนกัน ทาง ผบ.ตร.ไม่จำเป็นที่จะต้องมอบหมายคนๆ เดียวกันในการมาชี้แจงทุกคณะก็ได้ทำไมไม่ใช้ผู้บังคับบัญชาคนอื่นๆ ในการไปทำหน้าที่ชี้แจงแทน

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการเชิญของกมธ.ก็ไม่ได้กระชั้น น่าจะมีเวลาให้ทุกฝ่ายเตรียมตัว จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ท่านไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจง แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องใช้โอกาสนี้รวบรวมข้อมูลทุกอย่างเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ. และยืนยันว่าพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไม่ได้เข้าข้างใครทั้งสิ้น อาจจะมีคนพยายามบอกว่าเราเข้าข้างใครหรือไม่ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และขอให้พี่น้องประชาชนเป็นฝ่ายตัดสิน ในฝั่งตำรวจเราไม่อยากเห็นเจ้าหน้าที่รับสินบน ในฝ่ายการเมืองเราก็ไม่อยากเห็นนักการเมืองมายึดอำนาจรัฐ แล้วเป็นม้าให้ทุนเทามายึดประเทศ อันนี้คือสิ่งที่เราพยายามแก้และอยากเห็นประเทศมีความเข้มแข็งในหลักนิติรัฐ นิติธรรมต่อไป

‘เลขาฯกกต.’เผยเตรียมนำเทคโนโลยีช่วยเลือกตั้ง หวังเพิ่มยอดผู้มาใช้สิทธิ์

'เลขาฯกกต.'เผยเตรียมนำเทคโนโลยีช่วยเลือกตั้ง หวังเพิ่มยอดผู้มาใช้สิทธิ์

‘เลขาฯกกต.’เผยเตรียมนำเทคโนโลยีช่วยเลือกตั้ง หวังเพิ่มยอดผู้มาใช้สิทธิ์

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.41 น.

‘เลขาฯกกต.’เผยเตรียมนำเทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกปชช.ในการเลือกตั้ง หวังเพิ่มยอดผู้มาใช้สิทธิ์ ยันทุกขั้นตอนตรวจสอบได้ แจงปมร้องยุบพรรค พิสูจน์พรรคกระทำหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่ตัวบุคคล

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บรรยายพิเศษเรื่อง “การเตรียมความพร้อมเลือกตั้งอบต. กับความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ” ตอนหนึ่งว่า การเมืองดีมาจากการเลือกตั้งที่ดี การเลือกตั้งที่ดีก็คือการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม ซึ่งการเมืองที่ดีนั้นสังคมไทยโหยหามานาน พิจารณาได้จากรัฐธรรมนูญที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือฉบับปี 2540 จนมาถึงทุกวันนี้ที่เราพยายาม ทำให้การเมืองผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง แต่มาถึงวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าเดินไปข้างหน้า หรือถอยหลัง ทุกคนน่าจะมีคำตอบ

ส่วนเรื่องการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งอะไร วันไหน กกต. พร้อม แต่แต่สิ่งก็ต้องคำนึงคือประชาชนและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง อย่างกรณีเกิดอุทกภัยที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  หรือในพื้นที่ภาคกลาง  และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)จะครบวาระอีกไม่กี่วันนี้  การดำเนินการเรื่องการรับสมัครหรืออื่นๆอาจต้องมีการขยับ แต่การเลือกตั้งก็ยังมีอยู่

นายแสวง ยังกล่าวด้วยว่า ในทุกการเลือกตั้งสิ่งที่กกต.คิดและคำนึงถึงเหมือนกันคือผลที่ตามมาจากการบริหารจัดการ ซึ่งการเลือกตั้งที่ดีมีองค์ประกอบสำคัญคือ พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ถ้าหาเสียงอยู่ในกติกา ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียงปัญหาก็จะไม่เกิด  ส่วนต่อมาประชาชนผู้เลือกตั้งถ้าไม่รับหรือเรียกรับก็จะไม่เกิดปัญหาอีกเช่นกัน ส่วนที่สามคือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ซึ่งเราออกแบบให้มาจากประชาชน อย่างการเลือกตั้งสส.ครั้งที่จะถึงนี้ มีประมาณ 120,000 หน่วย หน่วยละ 9 คน เราใช้ประชาชนเป็นกปน. ประมาณ 1 ล้านคน รวมถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประมาณ 53 ล้านคน

นายแสวง กล่าวว่า มองว่ากกต.เป็นหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบได้ทุกเรื่อง แค่เรายืนไม่ถูกที่ ก็จะโดนจากทุกทิศ  จึงต้องยืนอยู่ที่ถูกที่จุดเดียว  สิ่งที่เราได้วินิจฉัยไป ก็อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย เราไม่ได้วินิจฉัยตามอำเภอใจ แต่เป็นผลการกระทำของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้น ซึ่งเราพร้อมจะให้ตรวจสอบการทำงานของสำนักงานฯ และกปน.

ส่วนสุดท้ายคือกติกาในการเลือกตั้งหลายครั้งเราถูกตำหนิ  อย่างการเลือกตั้งอบต.ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีสมาชิกลาออกไปเลือกตั้งก่อน เราทำอะไรไม่ได้เพราะกฎหมายให้สิทธิ์ หรืออย่างนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง ประชาชนก็บอกว่ากกต. ไม่ทำอะไรเลย  แต่คือกฎหมายให้พรรคการเมือง เสนอนโยบายที่จะใช้หาเสียง โดยต้องระบุว่านำเงินมาจากไหนและมีประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ มีความเสี่ยงอย่างไรต้องให้ประชาชนได้ศึกษาและลงคะแนน ซึ่งกกต. ไม่มีอำนาจที่จะไปบอกว่านโยบายนี้ดีหรือไม่ดี แต่ละพรรคการเมืองเสนอมาเข้าข่ายเป็นประชานิยม เป็นเงินหลาย 100,000 ล้านบาท เราก็ไม่มีศักยภาพที่จะวิเคราะห์ว่านโยบายไหนดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องให้ข้อมูลกับประชาชน เกิดเข้าใจและให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ส่วนจะทำให้การเลือกตั้งเป็นความสุจริตและเที่ยงธรรมได้อย่างไรนั้นมองว่าไม่ว่าจะการเลือกตั้งแบบไหนเราออกแบบหน่วยเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม อยู่ในหลักการคือหลักการของสิทธิในการเลือกตั้งตามปฎิญาสากล และกฎหมาย รวมถึงหลักการมีส่วนร่วมเพราะเราออกแบบวันเลือกตั้งการมีส่วนร่วมคือให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมาเป็นกรรมการประจำหน่วย ซึ่งเป็นคนของประชาชนที่เป็นอาสาสมัคร รวมถึงการพยายามรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้เสียงลงคะแนนให้มากที่สุดซึ่งเป็นปัญหาของระบบในประเทศ ไทย เพราะการเลือกตั้งครั้งที่สูงสุดมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์กว่า 76% แต่ตอนนี้ปัญหาของระบบคือเป็นกันทั่วโลกและต้องเป็นทฤษฎีศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นที่ประชาชนไม่ออกใช้สิทธิ์เลือกตั้ง คงจะเป็นมุ่งหมายที่ต้องได้ข้อสรุปและนำมาแก้ไขว่าเราจะทำให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพราะเป็นระบบที่ประชาชนสามารถเลือกตัวแทนได้อย่างโดยตรง

นอกจากนี้มองว่าปัจจัยที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือความสุจริตที่อาจเกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งกับอย่างที่สองคือนอกหน่วยเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งนั้นได้ออกแบบเรื่องความโปร่งใส ทั้งการแสดงตน การรับบัตร การหย่อนบัตรลงไปในหีบ การนับคะแนนขานคะแนน ส่วนต่อมาคือความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ในเชิงระบบเหมือนการลงคะแนนคือนับคะแนนศึกที่หน่วยเลือกตั้งหลังจากที่นับคะแนนเสร็จ มีข้อมูลแสดงชัดเจนว่าหน่วยนั้นมีบัตรเท่าไหร่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่าไหร่และมีประชาชนมาทั้งหมดเท่าไหร่

ส่วนปัญหาใหญ่ที่เป็นคำถามทุกการเลือกตั้งคือมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีกกต. ไม่รู้อยู่หน่วยเดียวซึ่งเป็นทุกการเลือกตั้งแสดงว่ายังมีการทำลักษณะนี้อยู่ หากถามว่าเราทราบหรือไม่ จริงๆมีศูนย์ข่าวมีชุดตรวจเคลื่อนที่เร็ว และความเคลื่อนไหวของ ผู้สมัคร พรรคการเมือง เรามีบัญชีหัวคะแนนหมด แต่สิ่งที่ยากคือการหาพยานหลักฐานที่จะนำมาใช้ในการวินิจฉัย ว่าใครกำลังทำผิดกฎหมายอันนี้จะมีลักษณะมีความซับซ้อน ถ้ามองภายในแง่ดีคือหากผู้สมัครไม่ทำเสียเองหรือประชาชนไม่รับซื้อเองมันก็จะไม่เกิดขึ้น

ส่วนความเที่ยงธรรมคือการใช้กฎหมายให้เที่ยงตรงตามเนื้อหา เราต้องตีความให้ชัดเจนเพราะคนที่ได้รับผลกระทบคือผู้สมัครพรรคการเมืองหรือประชาชน ต่อมาคือเมื่อบังคับผิดกฎหมายต้องบังคับใช้กฎหมายให้เสมอภาคกันบางเรื่องกฎหมายไม่ได้เป็นความผิดแต่ว่าจะขัดกับความรู้สึกของประชาชนอย่างคดีที่ประชาชนสนใจ คือคดียุคพรรคการเมือง มีอยู่ในกกต. ประมาณ 50-60 คดี ในความรู้สึกของประชาชนถ้าคนของพรรคการเมืองทำจะเป็นสมาชิกหรืออย่างไรก็จะมีคนมาร้องทันทีให้ยุบพรรคและความรู้สึกคนก็จะติดตามไปว่าเป็นเข้าข่าย แต่ถ้ามาดูตามกฏหมายการยุบพรรคได้ ก็ต้องเป็นพรรคทำผิด ไม่ใช่สมาชิกไปทำแล้วผิดก็ทำในนามส่วนตัว ต้องดูว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดอะไรบางอย่างอาจจะผิดกฎหมายอื่นแต่ไม่ใช่เหตุยุบพรรคตามกฏหมายพรรคการเมือง”

เลขาธิการกกต. กล่าวอีกว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะใช้เทคโนโลยีเพื่อบอกว่าหน่วยเลือกตั้งอยู่ที่ไหนและมีคนเลือกตั้งเท่าไหร่ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวในการเลือกตั้งและเสียเวลาน้อยที่สุด

“ ไม่ใช่ว่าเราไม่พัฒนา หรือไม่คิดทำอะไร เราพยายามนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและการบริหารจัดการในการที่จะให้คนมาลงคะแนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสิ่งที่คนมาลงคะแนนได้เยอะคือความชอบธรรมของระบบประชาธิปไตยซึ่งมีปัญหาอยู่ทั่วโลก มันคือความท้าทายอย่างหนึ่งของตัวระบบและคนก็อยู่ในระบบเองว่าจะทำอย่างไรให้มีความชอบธรรม เพราะเรากำลังจะเลือกผู้บริหารเข้าไปทำหน้าที่แทนเรา เขาควรจะได้รับความชอบธรรมด้วย อยากให้มั่นใจว่าความสุจริต เที่ยงธรรม ที่จะเกิดในการเลือกตั้ง ผมกล้ารับประกันว่า มีความสุจริตและเที่ยงธรรมและโปร่งใสในหน่วยเลือกตั้ง เราออกแบบการตรวจสอบไว้ทุกขั้นตอน”