‘สุรเดช’ห่วงน้ำท่วมใต้เดือดร้อนหนัก ชี้รัฐบาลต้องบูรณาการทุกหน่วย วางแนวทางช่วยปชช.

'สุรเดช'ห่วงน้ำท่วมใต้เดือดร้อนหนัก ชี้รัฐบาลต้องบูรณาการทุกหน่วย วางแนวทางช่วยปชช.

‘สุรเดช’ห่วงน้ำท่วมใต้เดือดร้อนหนัก ชี้รัฐบาลต้องบูรณาการทุกหน่วย วางแนวทางช่วยปชช.

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

‘สุรเดช’ห่วงผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้เดือดร้อนหนัก ชี้รัฐบาลต้อง บูรณาการทุกหน่วย เพื่อวางแนวทางช่วยประชาชน แนะขอประสบการณ์’ลุงป้อม’บริหารจัดการน้ำ 8 ปีไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ

เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ขณะนี้ ซึ่งประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักว่า สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ขณะนี้ถือว่าหนักมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากมาย โดยส่วนตัวตนขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ทุกคน ทุกจังหวัด ซึ่งในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ โดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค มีความเป็นห่วงผู้ประสบภัยอย่างมาก และได้กำชับสมาชิกให้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเต็มที่ และดูแลอย่างใกล้ชิด พยายามเข้าไปให้ถึงจุดที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทุกจุด ทั้งนี้พลเอกประวิตร ได้สั่งให้ตั้งศูนย์โรงครัวที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อทำอาหารพร้อมทานแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย และยังได้ตั้งศูนย์ประสานงานของพรรคเพื่อรับเรื่องร้องทุกข์ต่างๆจากประชาชนด้วย หากประชาชนผู้ประสบภัยหรือญาติผู้ประสบภัยต้องการความช่วยเหลืออะไร สามารถประสานไปที่ศูนย์ประสานงานของพรรคได้ตลอด

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการน้ำในครั้งนี้ ที่ดูเหมือนไม่มีการเตรียมการหรือวางแผนเพื่อป้องกันเหตุจากภัยธรรมชาตินี้เลย ทั้งๆ ที่เคยเกิดขึ้นในภาคเหนือ ไล่ลงมาถึงภาคกลางและสุดท้ายในภาคใต้ เรามีประสบการณ์ให้เห็นมาแล้ว แต่กลับไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือจนทำให้เกิดเสียหายอย่างมากมายในทุกจังหวัดของภาคใต้ ดังนั้นจึงอยากเสนอแนะให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ตื่นตัวในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างแข็งขัน ควรเร่งหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกจังหวัดเพื่อวางแนวทางในการช่วยเหลือและอพยพประชาชนโดยเร็วที่สุดเพราะเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ประชาชนไม่สามารถเก็บของขึ้นที่สูงหรืออพยพออกจากบ้านได้ทัน 

นายสุรเดช กล่าวด้วยว่า ความจริงการบริหารจัดการน้ำ มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลกรมชลประทาน ดูแลเกี่ยวกับการระบายน้ำ เมื่อมีปัญหาน้ำมาก ก็ต้องเรียนรู้วิธีการที่จะเกลี่ยน้ำ โดยต้องดูว่าพื้นที่ไหนที่น้ำท่วมยาก ก็เกลี่ยน้ำจากพื้นที่ที่มีน้ำมากไปยังจุดที่น้ำท่วมยากได้ และยังมีสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกรมทรัพยากรน้ำ รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่กำกับดูแลกรมอุตุนิยมวิทยา ที่จะต้องคอยแจ้งเตือนประชาชน ก่อนมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้นทั้งหมดต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทั้งประเทศ 

นายสุรเดช กล่าวว่า ครั้งนี้ต้องบอกว่าการบริหารจัดการน้ำผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น จะเห็นได้ว่าทางจังหวัดไม่มีการ
เตรียมการหรือเตรียมมาตรการรองรับอะไรเลย ขนาดเรือ หรือแม้แต่เรือยาง ที่จะขนย้ายประชาชนผู้ประสบภัยอพยพไปในศูนย์พักพิงยังมีไม่เพียงพอ การให้ความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง ซึ่งไม่ควรปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้เพราะหน่วยงานหลักของรัฐบาลจะต้องมีอุปกรณ์พร้อมสำหรับเรื่องนี้อยู่แล้ว การแจ้งเตือนต้องรวดเร็ว และปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีมากมายก็น่าจะแจ้งเตือนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะสามารถจะประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศคือ
องค์การบริหารมหาสมุทร และชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือ NOAA ซึ่งเป็นศูนย์เตือนภัยพิบัติ ตั้งอยู่ที่เกาะฮาวายสหรัฐอเมริกา ที่จะมีการแจ้งเตือนไปทั่วโลก หากประสานได้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์มาก

เมื่อถามว่าศูนย์เตือนภัยในบ้านเราก็มีเช่นกันแต่อาจจะมีปัญหา ขัดข้องบ้าง แจ้งเตือนบ้าง ไม่แจ้งเตือนบ้าง นายสุรเดช กล่าวว่า เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้แล้วจะโทษใคร ก็ต้องโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลย ตนอยากให้ย้อนดูในสมัยพลเอกประวิตร ในช่วงที่เป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งกำกับดูแลกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งดูแลการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง มา 8 ปี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้เลย ตนถึงได้บอกว่าพรรคพลังประชารัฐซึ่งขณะนี้ก็ร่วมรัฐบาลอยู่ ทำไมไม่คิดที่จะไปขอความรู้จากพลเอกประวิตรซึ่งท่านมีความรู้และ ประสบการณ์มากในเรื่องนี้ ซึ่งพลเอกประวิตร เองเคยพูดกับสมาชิกพรรคว่า เรื่องของน้ำต้องให้กรมทรัพยากรน้ำเป็นหลักในการประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเอาข้อมูลมาประมวล หาแนวทางแก้ปัญหาแบบบูรณาการโดยเฉพาะการเกลี่ยน้ำหรือถ่ายน้ำออกจากเขื่อน

นายสุรเดช กล่าวว่าขณะนี้ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เราต้องเร่งลงไปในพื้นที่สำรวจดูว่าประชาชนที่เดือดร้อนอยู่ในจุดไหนบ้างเพื่อที่จะเร่งช่วยเหลือ อพยพและเยียวยา นอกจากนี้ต้องอาศัยกำลังทหารที่จะเข้าไปช่วยดูแลประชาชนด้วยเพราะกองทัพจะมีอุปกรณ์พร้อมอยู่แล้วทั้งรถบรรทุกใหญ่ เฮลิคอปเตอร์เครื่องไม้ เครื่องมือต่างๆ ที่สำคัญต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงที ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ที่เกิดปัญหาน้ำท่วม ต้องทำงานอย่างเข้มข้น นายกในฐานะที่เป็นรมว.มหาดไทยด้วยต้องเรียกหน่วยงานทุกหน่วยมาร่วมหารือเพื่อที่จะวางแนวทางให้ชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้โดยเร็วที่สุด

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.24 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ดังนี้

1.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงยุติธรรม)

โดยแต่งตั้งตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอ คือ นายยอดฉัตร สาริกา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (นิติการ) สูง] กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เสนอแต่งตั้ง นางศิริลักษณ์ ทัสนารมย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) สำนักงาน กปร. ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน กปร.ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 9 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

1. นายนิกรเดช พลางกูร ตำแหน่ง อธิบดีกรมสารนิเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

2. นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

3. นายพิชิต บุญสุด ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก

4. นายศิระ สว่างศิลป์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์

5. นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต รัฐคูเวต

6. นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน นิวซีแลนด์

7. นายดามพ์ บุญธรรม ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรชาอุดีอาระเบีย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา แคนาดา

8. นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง ตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

9. นายอัครพงศ์ เฉลิมนนท์ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ญี่ปุ่น ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน เนการาบรูไนดารุสซาลาม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 9 รายดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายกานตพันธุ์ พิศาลสุขสกุล ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายชิดชนก สุขมงคล รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3. นายโอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

4. นายสุทธิพล เอี่ยมประเสริฐกุล รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

5. นายณัฐ โก่งเกษร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5.เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้ง นายวัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์ เป็นผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อ.ส.พ.)

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

6.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวฝนทิพย์ วรัญญูรัตนะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

7.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

8.เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง และการบรรจุและแต่งตั้งผู้ออกจากราชการกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ดังนี้

1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.1 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง

1.2 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง

2. การบรรจุและแต่งตั้งผู้ออกจากราชการกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 1 ราย คือ นายพลวรรธน์ วิทูรกลชิต ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2563 ให้บรรจุและแต่งตั้งกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

9.เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นายนริศ ขำนุรักษ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

10.เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายธนกร วังบุญคงชนะ) เป็นผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาสมัยสามัญครั้งที่ 2

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาสมัยสามัญครั้งที่ 2

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาสมัยสามัญครั้งที่ 2

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. …. (ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568)

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. …. (ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568) ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

โฆษกฯ กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. …. เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัยๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน และวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 12 ธันวาคม โดยการเรียกประชุม ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ประกอบกับได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ.2568 กำหนดให้ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งสำหรับปี พ.ศ.2568 ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ดังนั้น สมควรที่จะให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองสำหรับปี พ.ศ.2568 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568

สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

ปีที่ 1 – 3 กรกฎาคม 2566 – 30 ตุลาคม 2566

ปีที่ 2 – 3 กรกฎาคม 2567 – 30 ตุลาคม 2567

ปีที่ 3 – 3 กรกฎาคม 2568 – 30 ตุลาคม 2568

ปีที่ 4 – 3 กรกฎาคม 2569 – 30 ตุลาคม 2569

สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง

ปีที่ 1 – 12 ธันวาคม 2566 – 9 เมษายน 2567

ปีที่ 2 – 12 ธันวาคม 2567 – 10 เมษายน 2568

ปีที่ 3 – 12 ธันวาคม 2568 – 10 เมษายน 2569

ปีที่ 4 – 12 ธันวาคม 2569 – 10 เมษายน 2570

‘อรรถพล’ตั้งศูนย์กระจายน้ำมันรอบ‘สงขลา’ ส่งเรือ-กู้ภัยช่วยปชช. ยันพลังงานเพียงพอในพื้นที่

‘อรรถพล’ตั้งศูนย์กระจายน้ำมันรอบ‘สงขลา’ ส่งเรือ-กู้ภัยช่วยปชช. ยันพลังงานเพียงพอในพื้นที่

‘อรรถพล’ตั้งศูนย์กระจายน้ำมันรอบ‘สงขลา’ ส่งเรือ-กู้ภัยช่วยปชช. ยันพลังงานเพียงพอในพื้นที่

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

‘อรรถพล’ตั้งศูนย์กระจายน้ำมันรอบสงขลา ส่งเรือ-กู้ภัยช่วยประชาชน ยันมีพลังงานเพียงพอในพื้นที่ ใช้ไฟฟ้าจากกระบี่-ขนอมช่วยเสริม หลัง‘โรงไฟฟ้าจะนะ’หยุดทำการ

25 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการช่วยเหลือด้านพลังงานในพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ว่า เราดูแลเกี่ยวกับความเรียบร้อยของพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม สำหรับพื้นที่น้ำท่วม หลายจุดสถานีบริการน้ำมันปิดตัวลง ได้มีการสั่งการไปว่าพื้นที่โดยรอบให้มีการสำรองน้ำมันให้เพียงพอ เพื่อที่จะจัดส่งเข้าไปในพื้นที่ ตอนนี้มีสายบริการน้ำมันหลายจุดที่จะให้ความช่วยเหลือจ่ายพลังงาน และมีการประสานงานกับศูนย์อื่นๆ อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม มาตรการช่วยเหลือดังกล่าวได้มีการสั่งการให้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจัดน้ำมันเพื่อที่จะไปช่วยเหลือหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า มีการจัดไว้ ซึ่งจะมีการช่วยเหลือในหลายรูปแบบ และได้มีการสั่งการหน่วยงานราชการไม่ว่าจะเป็น ปตท. หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ที่เตรียมจะให้การช่วยเหลือ อย่างถุงยังชีพ แต่ละหน่วยงานได้เตรียมไว้ 1 หมื่นชุด จะทยอยส่งไปในพื้นที่เรื่อยๆ ส่วนปตท. จะมีหน่วยซีล ทั้งเรือและหน่วยกู้ภัยที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามว่า ในส่วนของน้ำมันจะมีจุดศูนย์กลางที่จะคอยกระจายน้ำมันไปยังจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ็ตสกี หรือเรือที่ต้องใช้น้ำมัน ที่ขณะนี้มีความขาดแคลนอย่างมากหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า เราจะมีคลังน้ำมันที่จะคอยกระจายอยู่แล้ว ซึ่งมีการสั่งการไป โดยแต่ละจุดจะมีจุดจ่ายอยู่ ไม่ได้มีแค่จุดเดียว ซึ่งเราใช้สถานีบริการน้ำมันที่อยู่รอบนอกเป็นเซ็นเตอร์ในการกระจายไปแต่ละจุด และหน่วยงานราชการของ ปตท. จะมีการประสานงานกับหน่วยงานราชการทุกหน่วยเพื่อที่จะส่งน้ำมันให้กับทุกหน่วยที่ไปส่งน้ำมันในทุกพื้นที่ ซึ่งจุดส่งมอบแต่ละจุดมีการประสานงานไว้หมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า น้ำมันที่แจกจ่ายในพื้นที่ฟรีหรือเสียค่าใช้จ่าย  นายอรรถพล กล่าวว่า ในการช่วยเหลือก็ส่วนหนึ่ง ส่วนงบประมาณจะเป็นความรับผิดชอบของหน่วยราชการแต่ละหน่วยที่มีงบประมาณของเขาอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า คลังน้ำมันที่สำรองไว้ ใช้ได้กี่วันและเพียงพอหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า มีเพียงพอ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการตัดขาดการจัดส่งน้ำมันจากส่วนกลางแต่อย่างใด แต่ว่าอาจจะมีความล่าช้าบ้าง เพราะมีพื้นที่น้ำท่วม บางถนนอาจจะต้องอ้อมบ้าง แต่ยืนยันว่ายังไม่มีจุดใดที่ถูกตัดขาด

รมว.พลังงาน กล่าวว่า ส่วนเรื่องของไฟฟ้าในพื้นที่ตอนนี้โรงไฟฟ้าจะนะต้องหยุดทำการเพราะน้ำท่วมเข้าไปในพื้นที่ ส่วนเรื่องการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอในพื้นที่ภาคใต้นั้น ไม่มีปัญหา เพราะเราใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าขนอม เข้าไปช่วยเสริมได้ ฉะนั้น ไม่ได้มีปัญหาอะไร มีเพียงพอในพื้นที่แน่นอน

‘อนุทิน’ประกาศ‘พรก.ฉุกเฉิน’แก้น้ำท่วมใต้ มอบอำนาจ‘ผบ.ทสส.’ไม่ซ้ำซ้อน‘ธรรมนัส’

‘อนุทิน’ประกาศ‘พรก.ฉุกเฉิน’แก้น้ำท่วมใต้ มอบอำนาจ‘ผบ.ทสส.’ไม่ซ้ำซ้อน‘ธรรมนัส’

‘อนุทิน’ประกาศ‘พรก.ฉุกเฉิน’แก้น้ำท่วมใต้ มอบอำนาจ‘ผบ.ทสส.’ไม่ซ้ำซ้อน‘ธรรมนัส’

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.51 น.

‘อนุทิน’ประกาศ‘พรก.ฉุกเฉิน’แก้น้ำท่วมใต้ มอบอำนาจ‘ผบ.ทสส.’บัญชาเหตุการณ์ ยันไม่ซ้ำซ้อน‘ธรรมนัส ผอ.ศนภ.’ ลั่นรัฐบาลทำงานไม่ช้า เร่งแก้ปัญหาประชาชน บอกจะดูภาพรวมที่วอร์รูมทำเนียบฯไม่ลงพื้นที่ซ้ำ เพราะลง2รอบเห็นภาพชัด

เมื่อเวลา 12.55 น.วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ว่าวันนี้เราจะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดสงขลา และได้มอบให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.)เป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ คือการบูรณาการความช่วยเหลือทั้งหมดในการสั่งการในการอนุมัติ และในการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานทุกอย่างมีความเบ็ดเสร็จอยู่ในนั้น

เมื่อถามว่าสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่บางจุดการช่วยเหลือเข้าไม่ถึงประชาชนไม่รู้จะร้องขอความช่วยเหลืออย่างไรนายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ที่พื้นที่ มีทุกหน่วยงานระดมความช่วยเหลือประชาชนอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว และเรากำลังกระจายคนเข้าไปรับพี่น้องประชาชนในทุกที่ตอนนี้โดยร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)  พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม  โดยร.อ.ธรรมนัส และพล.อ.ณัฐพล อยู่ในพื้นที่แล้ว ส่วนนายพิพัฒน์กำลังเดินทางลงพื้นที่

เมื่อถามต่อว่า จำเป็นต้องต้องการพื้นที่ดูเลยหรือไม่นายกฯ กล่าวว่า อยู่ในการปฏิบัติ ซึ่งเขากำลังทำหน้าที่อยู่

เมื่อถามย้ำว่าในเรื่องของกรมอุตุนิยมวิทยามีอะไรต้องแจ้งเตือนหรือไม่ เพราะปริมาณน้ำขึ้นสูง นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้เราก็ต้องไปบริหารสถานการณ์เรื่องการระบายน้ำ ทำหลายอย่างควบคู่กันไปและเรื่องของอาหาร เรื่องของวัสดุในการดำรงชีพทุกอย่างตอนนี้มีความพร้อมหมด ทางเหล่าทัพได้จัดเตรียมยานพาหนะต่างๆทั้งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ เรือและรถระดมกันลงไปช่วยเหลือพี่น้องในพื้นที่เกิดเหตุ

เมื่อถามอีกว่าความล่าช้าก่อนหน้านี้เป็นเพราะอะไรนายกฯกล่าวว่า ไม่ได้ล่าช้า แต่ในการปฏิบัติมันไม่ได้ล่าช้า

เมื่อถามต่อว่ามันติดขัดเรื่องอะไร นายกฯกล่าวว่า ไม่ได้ติดขัดทำงานกันอย่างเต็มที่ ในช่วงที่มันเกิดเหตุใหม่ๆทุกคนต้องกระจายกำลัง กระจายทรัพยากรกระจายกำลังพลลงไปช่วยเหลือชีวิต ความปลอดภัยของประชาชนเป็นลำดับแรกก่อน ตอนนี้เมื่อเราทราบปัญหาหลายเรื่องแล้ว เราถึงมาเร่งจัดตั้งกองบัญชาการทั้งส่วนหน้า ส่วนสนับสนุนและใช้สถานการณ์ฉุกเฉินใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)สถานการณ์ฉุกเฉินในการกำกับดูแล

เมื่อถามอีกว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลตั้งวอร์รูมศูนย์เผชิญเหตุค่อนข้างช้า นายกฯย้อนถามว่าใคร รัฐบาลไม่ได้ช้า แล้วแต่เขา คนทำงานไม่ได้ช้า

เมื่อถามต่อว่าความรู้สึกของประชาชน ณ ขณะนี้ อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ นายกฯ กล่าวว่า ช่วยเหลือเต็มที่ ตอนนี้ทุกอย่างที่ช่วยเหลือประชาชนระดมลงไปอย่างเต็มที่ งบประมาณทรัพยากรและการสนับสนุน จากทุกองค์กรที่รัฐบาลกำลังดูแลอยู่รวมถึงความร่วมมือที่เราได้จากทางองค์กรต่างๆภาคเอกชนเราสนับสนุนลงไปเต็มที่

เมื่อถามว่าสถานการณ์ใน 3 โรงพยาบาลถือว่าวิกฤติแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ต้องทำงานร่วมกัน เพราะน้ำทำลายวงจรไฟฟ้าต่างๆ แต่เรามีรถปั่นไฟ ทั้งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) เข้าไปสแตนบายรออยู่ และระดมคนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ในภาคส่วนอื่นๆลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่างไฟ ให้มีความมั่นใจว่าในสถานที่ที่ต้องดูแลผู้ป่วยจะต้องมีไฟฟ้าโหลดไว้อยู่ตลอดเวลาและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจะต้องวางแผน โดยทางแพทย์บอกว่าผู้ป่วยไอซียูไม่ใช่จะเคลื่อนย้ายกันง่ายๆ ฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะทำให้ มีสาธารณูปโภคที่ใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา เราก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้าย

เมื่อถามด้วยว่าทางหน่วยงานมีข้อมูลที่จะเข้าไปช่วยอพยพประชาชน แต่ละพื้นที่มีกี่จุดและยังมีประชาชนตกค้างจำนวนเท่าไหร่ นายกฯกล่าวว่า ในรายละเอียดจะให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลง มันมีหลายหน่วยงาน หลายภารกิจ เดี๋ยวจะตั้งเป็นคณะโฆษกที่จะแถลงเหตุการณ์ในแต่ละวันเหมือนสมัยที่เราทำช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทุกวันกำลังดำเนินการอยู่ โดยวอร์รูมจะเซ็ตไว้ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ใช่วอร์รูมเป็นศูนย์ปฏิบัติการที่เราจะเชื่อมต่อกับทางหน่วยงานส่วนหน้า โดยหน่วยงานต่างๆได้ลงไปจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงานแล้ว แต่คนที่จะรวบรวมการดำเนินงานทั้งหมดคือผู้อำนวยการสถานการณ์

เมื่อถามต่อว่าตอนนี้รัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ใช่หรือไม่ ไม่มีอะไรเกินมือใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เราก็ควบคุมสถานการณ์ และไม่ใช่แค่ควบคุมอย่างเดียว แต่ดำเนินการช่วยเหลือและบรรเทาสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ องคาพยพทั้งหลายก็ระดมไปอยู่ในพื้นที่หมดแล้ว

เมื่อถามอีกว่ารัฐบาลจะบอกแผนให้ประชาชนรับทราบได้หรือไม่ว่าตรงไหนปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย นายกฯ กล่าวว่า หน้างานเขาจะต้องไปดำเนินการให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างที่สุดเราตอนนี้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)อยู่ในพื้นที่และตอนนี้ยกระดับขึ้นมาเป็นระดับภัยระดับที่ 4 ซึ่งตรงนี้เท่ากับว่าปภ.ซึ่งตนจะมอบหมายปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพราะ ความจริงจะต้องเป็นรมว.มหาดไทย แต่รมว.มหาดไทย บัญชาการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่แล้ว จึงให้ปลัดให้กระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ในด้านงานของกระทรวงมหาดไทยที่สามารถขอความร่วมมือหรือสั่งการข้ามหน่วยได้

เมื่อถามต่อว่ามีเดทไลน์หรือไม่ว่าจะต้องเอาคนออกมาให้หมดภายในวันไหม นายกฯกล่าวว่า เดตไลน์  ไม่มีหรอก เราต้องพยามเอาคนออกมาจากบ้านเรือ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สถานการณ์หากที่คลายลง ต้องเร่งเข้าไปฟื้นฟูดูแลและทำให้เขาเกิดความมั่นใจว่าในช่วงที่เขากำลังกลับเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเรือนของเขาต้องมีเครื่องยังชีพให้เขาด้วย

เมื่อถามว่าในหลวงทรงมีพระราชกระแสห่วงเรื่องการอพยพคน นายกฯ กล่าวว่า ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งมาและได้พระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ให้ไปดูแลด้วย ส่วนในเรื่องของการระดมสรรพกำลังต่างๆ พาหนะ เครื่องมือต่างๆตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เราได้เร่งดำเนินการไปแล้ว

เมื่อถามต่อว่าต้องกำหนดกรอบให้สั้นลงหรือไม่ในการช่วยเหลือประชาชน นายกฯ กล่าวว่าทุกอย่างต้องทำแข่งกับเวลาอยู่แล้ว ส่วนได้ประเมินสถานการณ์น้ำ และมีข้อเรื่องปริมาณฝนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีตลอด สถานการณ์ตอนนี้ที่นั่นก็รอการระบายน้ำออกไปให้เร็วที่สุด ถ้าไม่มีฝนเติมมา และฝนวันนี้ดีกว่าเมื่อวาน ฉะนั้นถ้าไม่มีฝนเติมเข้ามาและไม่มีน้ำไหลมาจากที่อื่น เพราะอำเภอหาดใหญ่เป็นแอ่งกระทะ มันก็จะค่อยๆระบายมวลน้ำที่อยู่ในเมืองออกไปได้ เมื่อถึงระดับที่เราเข้าไปให้การช่วยเหลือ โดยไม่มีอุปสรรคใดๆแล้ว เราก็ระดมเรื่องการช่วยเหลือเข้าไปอย่างเต็มที่

เมื่อถามย้ำว่าหลังจากนี้ปริมาณน้ำจะลดลงใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ถ้าไม่มีฝนเติมเข้ามาและตอนที่ไปลงพื้นที่เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เขาบอกว่าฝนจะหยุดแล้วเป็นช่วงฝนท้ายๆ แต่มันก็กลับมาอีก ตรงนี้เขาเรียกพยากรณ์อากาศ ตอนนี้เราเน้นเรื่องการรับมือให้การช่วยเหลือประชาชนและเป้าหมายตอนนี้ การช่วยเหลือ ช่วยชีวิตและสร้างความปลอดภัย ให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยให้มากที่สุดก่อน

เมื่อถามว่านายกฯจะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนคิดว่าจะติดตามอยู่ที่นี่ เพราะมีบุคลากรเพราะมีบุคลากรที่อยู่หน้างานสั่งการและมีอำนาจโดยตรงอยู่ในพื้นที่เต็มแล้ว ที่ตนลงไปในพื้นที่ 2 วันแรกเพื่อจะได้เห็นสภาพ ซึ่งเวลามารับฟังรายงาน พอเห็นภาพก็มอบหมายงานสั่งงานได้คล่องตัวขึ้น ตอนนี้ภาพ 2 วัน ที่ตนได้ลงพื้นที่ไปอยู่ตรงนั้น ก็พอเห็นสภาพความเสียหาย ทำให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

เมื่อถามย้ำว่าตกลงคนที่มีอำนาจตัดสินใจในพื้นที่ในพื้นที่เป็นของผบ.ทสส.หรือร.อ.ธรรมนัส นายกฯ กล่างว่า  ร.อ.ธรรมนัส ถ้าเขาไปเจอหน้างาน อย่างเช่น ถ้าผ่านไปโรงพยาบาล สมมุติว่าเกิดเหตุการณ์ไฟดับ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับกระทรวงท่าน ท่านก็สามารถสั่งการได้เลย เพราะท่านทำในฐานะรัฐบาลคือนายกฯเป็นคนสั่งการ ตนบอกแล้วรัฐมนตรีทุกคนสั่งการเปรียบเสมือนนายกฯสั่งการก็ช่วยกันสั่งการไปไม่ใช่อำนาจอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งทุกคนอยู่หน้างานสามารถสั่งการได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป้าหมายคือความปลอดภัยของประชาชน ส่วนผบ.ทสส. ทำหน้าที่บูรณาการทั้งหมด และย้ำว่าอำนาจไม่ได้ซ้ำซ้อนกัน ตอนนี้เมื่อทุกคนกระจายความช่วยเหลือไปหมดแล้ว เดี๋ยวเค้าจะมารายงานสถานการณ์ความเป็นไปต่างๆ ซึ่งผบ.ทสส.ในฐานะผู้อำนวยการสถานการณ์ ก็จะรวบรวมสถานการณ์ทั้งหมดและจัดหน่วยงานความรับผิดชอบไปตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ รัฐบาลกับ ผบ.ทสส.เป็นคนเดียวกัน และบูรณาการการทำงานร่วมกันภายใต้กฎหมาย

เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่ ร.อ.ธรรมนัสเป็น ผู้อำนวยการ แต่กลับไม่มีแผนบริหารจัดการ และการประชุมแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ทำไมไม่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยจังหวัดสงขลา แต่ไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายกฯ กล่าวว่า “ คุณพูดอย่างนี้ได้อย่างไรเขาลงไปคนแรกเลย ลงไปถึงก่อนผมอีก ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย ร.อ.ธรรมนัสลงไปพร้อมกับอธิบดีกรมชลประทาน และอธิบดีกรมชลประทานยังอยู่ในพื้นที่ เพื่อบัญชาการเรื่องการระบายน้ำ ขณะนี้ยังไม่ได้กลับ และช่วงที่ตนลงพื้นที่ก็ได้หารือกับอธิบดีกรมชลประทาน  และ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ร.อ.ธรรมนัส พยายาม ลงพื้นที่แต่ฟ้าปิด ทำให้เครื่องไม่สามารถลงได้ และท่านบอกกับตนว่าจะรีบลงไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

‘ศุภมาส’สั่งปรับผังสื่อรัฐเกาะติด‘น้ำท่วมใต้’เรียลไทม์ หลังครม.ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

‘ศุภมาส’สั่งปรับผังสื่อรัฐเกาะติด‘น้ำท่วมใต้’เรียลไทม์ หลังครม.ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

‘ศุภมาส’สั่งปรับผังสื่อรัฐเกาะติด‘น้ำท่วมใต้’เรียลไทม์ หลังครม.ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.26 น.

‘ศุภมาส’สั่ง NBT กรมประชาสัมพันธ์ จับมือ อสมท. ปรับผังสื่อรัฐ เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้แบบเรียลไทม์ หลัง ครม. มีมติให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์

25 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ว่า ขณะนี้รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง หลังคณะรัฐมนตรีมีมติให้ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัว บูรณาการกำลัง และเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา ทั้งการอพยพ การลำเลียงผู้ประสบภัย การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และที่พักพิง รวมถึงอุปกรณ์ยังชีพเร่งด่วน

น.ส.ศุภมาสกล่าวว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการช่วยเหลือทุกด้านกำลังดำเนินไปเต็มกำลัง โดยเฉพาะด้วย พระมหากรุณาธิคุณของในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงห่วงใยประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ได้พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือ รวมถึงถุงยังชีพพระราชทานและโรงครัวพระราชทานลงพื้นที่ทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

ในส่วนของการสื่อสาร น.ส.ศุภมาสได้สั่งการให้ NBT กรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท. ปรับผังรายการและขยายการรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ลดความสับสนในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

สถานีโทรทัศน์ NBT ได้ล้มผังรายการปกติและออกอากาศรายการพิเศษ “เกาะติดน้ำท่วมใต้” รายงานสถานการณ์จากพื้นที่จริงตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 พร้อมเชื่อมสัญญาณไปยังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ รวมทั้งช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook YouTube TikTok NBT Connext และเพจประชาสัมพันธ์จังหวัด โดยเฉพาะ สวท. สงขลา FM 90.5 MHz ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลหลักของภาคใต้ในแบบเรียลไทม์

ด้าน อสมท. ได้ร่วมเชื่อมสัญญาณรายการพิเศษจาก NBT เพิ่มการรายงานในข่าวทุกช่วงเวลา พร้อมระดมสถานีวิทยุเครือข่ายภาคใต้ทั้ง 10 สถานี เพื่อสะท้อนสถานการณ์ภาคสนามและความต้องการเร่งด่วนของประชาชน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดทำ ระบบข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์ สำหรับประชาชน ซึ่งรวมข้อมูลระดับน้ำ จุดถนนขาด สถานะไฟฟ้า น้ำประปา เส้นทางอพยพ และจุดรับส่งผู้ประสบภัย โดยเผยแพร่ผ่านทุกช่องทางสื่อ ได้แก่ ช่อง 9 ช่อง 11 เพจกรมประชาสัมพันธ์ เพจสวท.สงขลา และ FM 90.5 MHz เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที

น.ส.ศุภมาสกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นรูปธรรม ดิฉันได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับอสมท. เปิด “ศูนย์รับบริจาคสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้” ณ สถานีโทรทัศน์ NBT ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เปิดรับบริจาคทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.

ประชาชนสามารถนำ เครื่องอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ มาบริจาคได้ที่ศูนย์ดังกล่าว โดยสิ่งของทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังพื้นที่ประสบภัยทันที พร้อมการสนับสนุนการขนส่งจากสายการบินนกแอร์

สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคเป็นเงิน สามารถบริจาคโดยตรงผ่านบัญชี

“สภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ”

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขบัญชี 045-3-04637-0

ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้จากช่อง NBT

“รัฐบาลจะใช้ศักยภาพของสื่อรัฐ ทั้งกรมประชาสัมพันธ์และอสมท. อย่างเต็มกำลังเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์ ขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลจากสื่อภาครัฐเพื่อความปลอดภัย รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบและความสูญเสียให้ได้มากที่สุด” น.ส.ศุภมาส กล่าว

‘ชูวิทย์’ ตีตรา ‘รัฐล้มเหลว’ ไร้คุณธรรม! จวกปมคุก-ตำรวจ-น้ำท่วม

'ชูวิทย์' ตีตรา 'รัฐล้มเหลว' ไร้คุณธรรม! จวกปมคุก-ตำรวจ-น้ำท่วม

‘ชูวิทย์’ ตีตรา ‘รัฐล้มเหลว’ ไร้คุณธรรม! จวกปมคุก-ตำรวจ-น้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐล้มเหลว

คำว่า “คุณธรรม“ ทุกรัฐต้องมี เพื่อค้ำจุนระบบให้คงอยู่

หากรัฐไหนมีเรื่องแบบที่จะกล่าวด้านล่างนี้ ก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็น “รัฐพัฒนา“ แต่จะเป็น “รัฐล้มเหลว” เสียมากกว่า 

มีรัฐไหนที่ คุกใหญ่ใจกลางกรุง เรือนจำพิเศษกรุงเทพ มีผู้หญิงเข้าไปให้บริการนักโทษถึงในคุก

แต่ทำได้แค่ให้รัฐมนตรี อธิบดี ไปเดินตรวจเรือนจำ ย้าย ผบ. ผู้คุม มันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง?

สักพักก็หนักกว่าเก่า เพราะทุนเทามีไม่อั้น และขอย้ำว่าไม่ใช่นักโทษมาร้องเรียนเปิดชื่อ นามสกุล มีหวังคนร้องต้องถึงฆาตแน่นอน 

มีรัฐไหนที่ ตำรวจผู้รักษากฎหมายทำการซื้อขายตำแหน่ง ผู้ที่ต้องการเติบโตต้องขายรถ ขายบ้าน หรือแม้แต่กู้เงินสหกรณ์สวัสดิการของตำรวจเอง มาจ่ายเพื่อให้ได้ตำแหน่ง แทนการตั้งใจทำงาน

มีรัฐไหนที่ คุณหญิงกำมะลอเดินสายเร่ขายตำแหน่งร้อนๆ ใครอยากได้ต้องชั่งเงินจ่ายเหมือนกระดาษเป็นกิโลๆ ให้ผู้มีอำนาจ

แต่ทุกครั้ง คนซื้อ คนขาย และคนกลาง ลอยนวลไปได้ ไม่เคยติดคุกสักคน

มีรัฐไหนที่ มีทั้ง พรบ.ตำรวจ คณะกรรมการมากมายชื่อแปลกๆ จำยาก มักอ้างเรื่องคุณธรรมไว้นำหน้า

แต่หาได้ช่วยให้ตำรวจดีๆ มีคุณธรรมได้เติบโตจากการทำงาน กลับได้คนจ่ายเงินซื้อตำแหน่งไปเติบโตแทน

มีรัฐไหนที่ ฝ่ายค้านยกคะแนนให้ฝ่ายรัฐบาล เพื่อบังคับให้แก้กฎกติกาก่อน แล้วค่อยไปเลือกตั้งกันใหม่

มีรัฐไหนที่ พรรคการเมืองไร้อุดมการณ์ หวังเพียงดูด ส.ส. บ้านใหญ่ บ้านเล็ก สารพันบ้าน เพื่อจะได้มีอำนาจรัฐ

ทั้งตั้งใจให้ดูด และเต็มใจให้ดูด 

ตั้งโต๊ะแถลงข่าวทำท่ากอดกัน จูบปากคล้องมือ หัวร่อดีใจได้เกี๊ยะเซียะชั่วคราว

ก่อนจะถึงเวลาแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ค่อยมาแทงหน้าแทงหลังทะเลาะกันใหม่

เราจึงไม่รู้ว่าประเทศชาติได้ประโยชน์อะไรกับการกระทำแบบนี้ 

แต่อ้างกันทุกทีว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง 

มีรัฐไหนที่ องค์กรอิสระทำหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบตามระบบ

แต่กลับไม่ได้มีอิสระ เพราะมือที่มองไม่เห็นกุมอำนาจ ส.ว. “ยกมือ” ให้ผ่าน หรือไม่ผ่านคุณสมบัติ 

แต่ยังเรียกตัวเองว่า ”องค์กรอิสระ“ มันอิสระเสียที่ตรงไหน เมื่อตอนมาไม่ได้อิสระจริงๆ

มีรัฐไหนที่ น้ำท่วมกันทุกปี และยังคงท่วมเหมือนเดิม ที่เดิม ชาวบ้านต้องย้ายไปอยู่บนหลังคา แม้ว่าเราจะเสียงบประมาณ “บูรณาการทางน้ำ” มากกว่า 30 ปี ใช้งบประมาณเป็นล้านล้านบาทเพื่อป้องกันน้ำท่วม 

แต่สิ่งเดียวที่ทำได้เมื่อน้ำท่วม คือ “ถุงยังชีพ” ไปแจกชาวบ้านแก้ขัด บางทีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง รัฐไม่เคยป้องกันน้ำท่วมได้ก่อนสักครั้ง

มีรัฐไหนที่ นายกฯ รัฐบาล เอาเงินแจกคนละครึ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะหวังเพียงคะแนนเสียงเลือกตั้งระยะสั้นๆ ใกล้ๆ แต่ไม่ทำอะไรระยะยาว

พอเกิดวิกฤตน้ำท่วมกลับแก้อะไรไม่ได้ เพราะต้องรอรัฐบาลใหม่ ประชาชนได้แต่เฝ้ารออย่างไร้ความหวัง

รัฐเราจึงน่าจะเป็น ”รัฐล้มเหลว“ เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำไม่เหมือนรัฐที่พัฒนาแล้วเขาทำกัน

หากใครจะลองคอมเม้นท์ดูว่า เรายังมีอะไรไม่เหมือนรัฐอื่นๆ เขาอีก

ก็เสริมกันมาได้ ไม่หวงห้าม

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ยังโพสต์ใต้คอมเมนต์ อีกว่า หวังดูด ส.ส. ภาคใต้สงขลา แต่น้ำท่วมจะพาเอาคะแนนหล่นตกน้ำท่วมไปด้วย คนใต้จำไว้

‘ปชป.’รุดช่วยน้ำท่วมใต้!‘อภิสิทธิ์’แนะรัฐเร่งตั้ง‘ศูนย์ประสานงาน’ช่วยผู้ติดค้าง-ปรับระบบสื่อสาร

‘ปชป.’รุดช่วยน้ำท่วมใต้!‘อภิสิทธิ์’แนะรัฐเร่งตั้ง‘ศูนย์ประสานงาน’ช่วยผู้ติดค้าง-ปรับระบบสื่อสาร

‘ปชป.’รุดช่วยน้ำท่วมใต้!‘อภิสิทธิ์’แนะรัฐเร่งตั้ง‘ศูนย์ประสานงาน’ช่วยผู้ติดค้าง-ปรับระบบสื่อสาร

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.10 น.

‘ปชป.’รุดช่วยวิกฤตน้ำท่วมใต้! ‘อภิสิทธิ์’แนะรัฐเร่งตั้ง‘ศูนย์ประสานงาน’ช่วยผู้ติดค้างจำนวนมาก เรียกร้องปรับระบบสื่อสาร เชื่อมประชาชนกับอาสาให้ถึงกันได้

25 พฤศจิกายน 2568 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ ประภา นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค และนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้า ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่องมาหลายวัน

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้เชื่อว่ามีพี่น้องประชาชนติดอยู่ในพื้นที่ แม้จะได้รับแจ้งให้อพยพก็ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ ขณะที่ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ตนได้พบบรรดาอาสาสมัคร และหน่วยงานที่ระดมสรรพกำลังมา แต่ไม่สามารถเข้าดำเนินการช่วยเหลือได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ รัฐบาลจำเป็นจะต้องจัดตั้งศูนย์กลางเพื่อให้พี่น้องประชาชน อาสาสมัคร สามารถเชื่อมต่อประสานกันได้ เพราะการสื่อสารในขณะนี้ก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก จำเป็นที่จะต้องระดมความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการสื่อสารอย่างเป็นระบบซึ่งจะเป็นหัวใจของการช่วยเหลือที่เกิดประสิทธิภาพที่สุด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มีความรุนแรงกว่าช่วงที่ตนอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน ซึ่งสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเฉพาะหน้าที่สุดในขณะนี้คือการเร่งจัดการวางระบบความช่วยเหลือและอพยพประชาชน

‘บิ๊กเล็ก’สั่งทุกเหล่าทัพ ระดมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์ ช่วยเหลือน้ำท่วมใต้

'บิ๊กเล็ก'สั่งทุกเหล่าทัพ ระดมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์ ช่วยเหลือน้ำท่วมใต้

‘บิ๊กเล็ก’สั่งทุกเหล่าทัพ ระดมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์ ช่วยเหลือน้ำท่วมใต้

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.57 น.

“บิ๊กเล็ก”ประชุม ศบภ.ส่วนหน้า ระดมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์ ช่วยเหลือน้ำท่วมใต้ รับหนักใจหลังกระแสน้ำแรง สั่งกองทัพอากาศเตรียมพร้อม C130 ลำเลียงความช่วยเหลือลงพื้นที่ ด้าน”มทภ.4″พร้อมยกเฮลิคอปเตอร์ส่งอาหารหลังฟ้าเปิด

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังประชุมศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกลาโหมส่วนหน้า โดยกองบัญชาการกองทัพไทย ในพื้นที่ภัยพิบัติ โดยรับฟังรายงานจาก พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ตนได้สั่งการในที่ประชุมให้ทุกเหล่าทัพ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้สนับสนุนเครื่องมือในการอพยพประชาชน ทั้งเรือ, รถ และเฮลิคอปเตอร์ รวมถึงประสานงานกับภาคเอกชน ในการสนับสนุนเรือเจ็ตสกี ซึ่งปัจจุบันได้รับรับทราบจากแม่ทัพภาคที่ 4 ว่ากระแสน้ำในพื้นที่ไหลแรง ไม่สามารถใช้เรือท้องแบนได้ จึงจำเป็นจะต้องใช้เรือเจ็ตสกี เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ จะมีการเร่งรัดให้การช่วยเหลือ โดยให้กองทัพอากาศเตรียมเครื่องบินลำเลียง C130 ในการลำเลียงกำลังพล, เครื่องมือ และสิ่งของเพื่อมาช่วยเหลือประชาชน และสนับสนุนสถานการณ์ให้ทันท่วงที พร้อมกันนี้ยังได้มีการประสานจัดชุดแพทย์เคลื่อนที่มาสนับสนุนในพื้นที่

ขณะที่กองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือ นทพ.ซึ่งมีผู้บัญชาการ นทพ.จะอยู่ในพื้นที่ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกลาโหมส่วนหน้า และแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้บัญชาการในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กองทัพที่ 4 ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ขณะนี้เกิดน้ำท่วม 10 จังหวัดแล้ว ซึ่งได้มีการแบ่งระดับปัญหาน้ำท่วมแล้ว โดยขณะนี้ อ.หาดใหญ่ หนักที่สุด รองลงไปจะเป็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วนอีก 6 จังหวัดที่เหลือก็ประสบอุทกภัยเช่นเดียวกัน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ก็ที่สั่งให้การช่วยเหลือ พร้อมย้ำว่า มีการแบ่งพื้นที่ในการช่วยเหลือ โดยใช้ทางรถไฟเป็นเส้นแบ่งเขต โดยทางทิศตะวันออกจะเป็นการรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 4 ส่วนทิศตะวันตก เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตนได้ฝากว่า หากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ก็ขอให้มีการเพิ่มเติมการช่วยเหลือให้มากกว่านี้ เพื่อจะกระจายความรับผิดชอบไปสู่หน่วยต่างๆ

ขณะที่เรื่องของการลำเลียงอาหารช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง จะดำเนินการอย่างไรนั้น พลเอก ณัฐพล ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่หนักใจ แต่จะพยายามทำให้สุดความสามารถ เนื่องจากกระแสน้ำมีความแรง เรือไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ในขณะเดียวกันสภาพอากาศก็ปิด เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถส่งอาหารได้ แต่แม่ทัพภาคที่ 4 รับปากว่า เมื่อไหร่ก็ตามสภาพอากาศเปิด จะจัดเฮลิคอปเตอร์ไปส่งอาหาร และต่อไปเมื่อได้รับสนับสนุนเรือเจ็ตสกี ก็จะใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการลำเลียงอาหารเข้าไปในพื้นที่ได้

พลเอก ณัฐพล ขอยืนยันว่า ทุกเหล่าทัพให้การสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะที่มีการตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือ ศนภ.ซึ่งเหล่าทัพก็ทำงานภายใต้กรอบดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการยกระดับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะประกาศใช้ พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ พลเอก ณัฐพล ให้ความมั่นใจกับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ว่า หากภาคเอกชนให้ความสนใจในความช่วยเหลือก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ โดยเฉพาะกองทัพอากาศ ซึ่งยืนยัน จะให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง และจะระดมทั้งกำลังพล เครื่องมือยุทธโธปกรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในกองทัพมาช่วยเหลือประชาชน เพราะตนเองตระหนักเสมอว่า ยุทปกรณ์ต่างๆ ที่กองทัพจัดหามานั้นมาจากภาษีประชาชน ดังนั้นเมื่อประชาชนเดือดร้อน ก็ต้องนำเครื่องเหล่านั้นมาช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ

‘ธรรมนัส’นั่งบัญชาการแก้น้ำท่วมใต้ เร่งอพยพ ปชช.ในพื้นที่กระแสน้ำแรง

'ธรรมนัส'นั่งบัญชาการแก้น้ำท่วมใต้ เร่งอพยพ ปชช.ในพื้นที่กระแสน้ำแรง

‘ธรรมนัส’นั่งบัญชาการแก้น้ำท่วมใต้ เร่งอพยพ ปชช.ในพื้นที่กระแสน้ำแรง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.52 น.

“ธรรมนัส”นั่งบัญชาการแก้น้ำท่วมใต้ เร่งอพยพ ปชช.ในพื้นที่กระแสน้ำแรง ส่งเรือเจ็ตสกีแรงม้าสูง-เรือหางยาว-เรือหน่วยซีล-เฮลิคอปเตอร์ ขณะที่”กรมชลประทาน”เปิดประตูระบายน้ำทุกบาน คาดภายใน 3 วัน สถานการณ์คลี่คลาย

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดภาคใต้ ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบ VDO Conference ว่า ขณะนี้ได้มีการระดมความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องไฟฟ้าที่โรงพยาบาลถูกตัด และผู้ป่วยฉุกเฉินต้องใช้ออกซิเจน ดังนั้นขณะนี้ได้มีการตั้งศูนย์บัญชาการฯ โดยมีตนเองบัญชาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งจะติดตามสถานการณ์อยู่ที่หาดใหญ่ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตอนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สั่งการทุกเหล่าทัพ ระดมกำลังเข้ามาช่วยเหลือในพื้นที่นี้ทั้งหมด ส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย หรือ ปภ. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้การแต่งตั้งศูนย์ของ ปภ. ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการตั้งศูนย์บัญชาการอยู่ที่โรงแรมซิกเนเจอร์ และเป็นศูนย์อพยพด้วย ซึ่ง ณ เวลานี้การลำเลียงอาหารผู้ประสบภัย จะให้แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ควบคุมควบคุมดูแลทั้งหมด ซึ่งยืนยันว่า อาหารมีเพียงพอ แต่ขณะนี้จะต้องอพยพประชาชนที่เดือดร้อนออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่ชาวบ้านสะท้อนว่า ไม่รู้ว่าจะอพยพได้อย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เนื่องจากตั้งแต่คืนวันอาทิตย์จนถึงเวลานี้มีกระแสน้ำรุนแรง เรือเจ็ตสกีบางลำเข้าไปไม่ถึง อีกทั้งเรือท้องแบนก็เข้าพื้นที่ไม่ได้ ดังนั้นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่กระแสน้ำแรง วันนี้จะมีการแก้ไขปัญหาใหม่ โดยจะใช้เรือเจ็ตสกีที่มีแรงม้าสูงเข้าไปช่วยเหลือประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีภาพของประชาชนตะโกนขอความช่วยเหลือบนหลังคาบ้าน จะเข้าดำเนินการช่วยเหลือได้เมื่อไหร่นั้น ร.อ. ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้จะมีการบัญชาการให้เป็นเรื่องเป็นราว และเป็นรูปธรรม ที่จะดำเนินการเพื่อเข้าช่วยเหลือ พร้อมกับยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้เนื่องจาก คาดการณ์ว่า น้ำจากอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดฝนตกหนักมาสมทบกับน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ที่มีจำนวนมากอยู่แล้ว และน้ำทุกมุมไหลลงมารวมกันทั้งหมด ทำให้เกิดปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นสูง มีความเชี่ยว และลึก ส่งผลให้เรือท้องแบนเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ จึงได้มีการเพิ่มเรือหางยาวของชาวประมงเข้าไปช่วย และเรือจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือ หน่วยซีล พร้อมกับส่งเรือเจ็ตสกีแรงม้าสูงเข้าไปช่วยเพิ่มเติม ซึ่งจะระดมช่วยเหลือในทุกจุด

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของฝน และวันพรุ่งนี้จะเบาลง ดังนั้น การระบายน้ำจึงเป็นหน้าที่ของกรมชลประทาน ก็จะมีการระบายน้ำให้เร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้บานประตูทุกบานของลำน้ำ เปิดไว้หมดแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน สถานการณ์จะคลี่คลาย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนที่ยังติดอยู่ในบ้านเรือนว่า วันนี้จะมีการช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 โซน โดยใช้เส้นทางรถไฟเป็นหลัก ก็คือ โซนตะวันออก กับโซนตะวันตก และมีจุดที่จะนำรถทหาร และรถกรมชลประทาน รวมถึง ปภ.ไปตั้งในแต่ละจุด และใช้เจ็ตสกี หรือเรือที่สามารถผ่านกระแสน้ำแรงได้ เข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่แจ้งความช่วยเหลือเข้ามาทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีการสั่งอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งเฮลิคอปเตอร์จากทุกกองทัพภาค สแตนด์บายไว้จำนวน 10 ลำ

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยอมรับว่า มีปัญหาเรื่องของการสื่อสาร ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์  ซึ่งได้มีการแก้ไขปัญหาแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระสอบทรายไปทับเสาส่งสัญญาณ ประกอบกับกระแสน้ำแรง และไฟฟ้าดับ ซึ่งวันนี้ก็จะเร่งแก้ไข