​’สว.สำรอง’ร้อง’เลขาฯวุฒิ’ ทบทวนปม’2 กกต.ใหม่’ ยังไม่ถูกโปรดเกล้าฯแต่โหวตเลือก ปธ.แล้ว

​'สว.สำรอง'ร้อง'เลขาฯวุฒิ' ทบทวนปม'2 กกต.ใหม่' ยังไม่ถูกโปรดเกล้าฯแต่โหวตเลือก ปธ.แล้ว

​’สว.สำรอง’ร้อง’เลขาฯวุฒิ’ ทบทวนปม’2 กกต.ใหม่’ ยังไม่ถูกโปรดเกล้าฯแต่โหวตเลือก ปธ.แล้ว

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.19 น.

“สว.สำรอง”ร้อง”เลขาฯวุฒิ” ทบทวนปม”2 กกต.ใหม่”ยังไม่ถูกโปรดเกล้าฯแต่โหวตเลือก ปธ.แล้ว ขณะ”หมอเปรม”หวั่นเร่งรัดเปลี่ยนชุดทํางานกลางคัน อาจหวังเพื่อเป่าคดี ลําเอียงทางการเมืองในตอนเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา กลุ่ม สว.สำรอง เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อขอให้ทบทวนการเลือกประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนใหม่ เนื่องจาก 2 กกต.ใหม่นั้น ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จึงอาจไม่เป็นธรรม และยื่นหนังสือต่อ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.ในกรณีดังกล่าวด้วย

โดย นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ตามที่กรรมการการเลือกตั้ง ทั้งที่ดํารงตําแหน่งอยู่ และที่ได้รับมติจากวุฒิสภา แต่ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ได้มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา และมีการลงมติเลือกประธานกรรมการการเลือกตั้งคนใหม่ ซึ่งมีเสียงสนับสนุนณรงค์ กลั่นวารินทร์ 4 ต่อ 3 และเป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า มติดังกล่าวเป็นมติที่ชอบธรรมหรือไม่

เนื่องจากกรรมการการเลือกตั้ง 2 คน ที่ผ่านการลงมติโดย สว.เสียงข้างมากนั้น ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดํารงตําแหน่งอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อมีการเลือกประธานกรรมการการเลือกตั้งคนใหม่ จึงเกิดคําถามอย่างมากมาย ดังนั้น วันนี้ กลุ่ม สว.สํารอง เห็นว่า เป็นประเด็นที่ควรจะต้องมีการพิจารณาถึงเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง จึงได้นําเรื่องนี้มายื่นเพื่อตรวจสอบกับเลขาธิการวุฒิสภา 

นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า น่าสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการเรียกประชุมกรรมการการเลือกตั้งในวันดังกล่าว เมื่อสืบค้นแล้วปรากฏว่า มีหนังสือของเลขาธิการวุฒิสภาไปถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องของให้เลือกประธานกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 7 พ.ย. สรุปความได้ว่า เนื่องจากวุฒิสภาได้มีการลงมติเลือกกรรมการการเลือกตั้ง 2 ท่าน ที่ผ่านมติไปแล้ว ก่อนปิดสมัยประชุม เพื่อแทนที่ตำแหน่งที่ว่าง แต่อย่างไรก็ตาม 2 ท่านที่เลือกไปนั้น ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ จึงเป็นที่น่าสงสัยอีกว่า ทําไมจึงต้องเร่งรัดเร่งรีบที่จะให้เลือกประธานกรรมการการเลือกตั้งคนใหม่ โดยนัยที่ไม่สมบูรณ์ทางกฎหมายเช่นนี้ 

เรื่องราวทั้งหมด จึงถูกมองว่า หรือมีภารกิจเร่งรีบเรื่องใดที่จําเป็นต้องอาศัยเสียงของประธานและกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ เพราะพบอีกว่า มี 2 เรื่องคือ เรื่องคดีฮั้ว สว.ซึ่งจะมีการพิจารณาถึงวันที่ 15 ธ.ค.ที่กรรมการการเลือกตั้งชุดเก่า จะยังมีอํานาจพิจารณาอยู่ตามเวลาคดี ทำให้การเปลี่ยนก่อนวันดังกล่าวจะเป็นเหตุผลให้พลิกคดีได้หรือไม่ เนื่องจากจากสํานวนคดีก่อนหน้านี้ เป็นสํานวนที่นั่นหนามากว่ามีการดําเนินการผิดกฎหมายในขั้นตอนใดอย่างไร หากเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นการพลิกคดี ทําให้ถือว่าเป่าคดี หรือทําให้คดีนั้นเป็นมวยล้มหรือไม่ 

นพ.เปรมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในระยะหลังนายกรัฐมนตรีไม่เป็นการบริหารราชการแผ่นดินตามตําแหน่งหน้าที่ แต่ไปมุ่งเรื่องประกาศระดมพลพรรคพวกจากบ้านใหญ่ต่างๆ มา เพื่อเตรียมการการเลือกตั้ง สส.ดังนั้น จึงต้องเตรียมกรรมการการเลือกตั้งให้สอดคล้องรองรับกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะถึงในเร็วๆ นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็มีการออกมาเปิดประเด็นเองว่า อาจมีการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันเปิดสมัยประชุมสภา จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับข้อสงสัยว่า หรือจะต้องเตรียมกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นเหมือนอย่างที่มีคําเคยกล่าวในอดีตว่า กกต.ของเรา ก่อนที่จะลงสู่สนามเลือกตั้งหรือไม่ 

ดังนั้น ต้องระวัง ทั้งเรื่องกฎหมาย และตรวจสอบอดีตของกรรมการการเลือกตั้ง เช่น ประธานกรรมการการเลือกตั้งคนเดิม ที่ต้องคําพิพากษาถึงขั้นจําคุก ว่าได้มีการกระทําไม่ถูกกฎหมายอย่างไร ถึงได้รับโทษทัณฑ์รุนแรงขนาดนั้น จึงควรระมัดระวังความประพฤติที่อาจผิดกฎหมายของกรรมการการเลือกตั้งคนใหม่ 

“จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ถือว่า เป็นการประพฤติมิชอบ สามารถยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้มีมติสรุปส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาได้ด้วยว่า เป็นการกระทําที่มิชอบด้วยกฎหมายอย่างไร มีโทษตามกฎหมายอย่างไร สอดคล้องกับมาตรา 157 หรือไม่ ย้ําว่า ไม่ใช่เรื่องเล็ก บางครั้งมีการเปิดตัวเพื่อกลบกระแส แต่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ต้องเรียนว่า หากเกิดจากกรรมการการเลือกตั้งชุดใดสีใด มีความลําเอียงที่อาจเกิดทางการเมืองหรือไม่ เพราะถ้าถูกกฎหมาย แต่ไม่ชอบธรรม ก็ทําให้พังทลายได้เหมือนกัน”

ด้าน พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.ในบัญชีรายชื่อสำรอง เป็นตัวแทนคณะ สว.สำรอง ระบุว่า ได้ยื่นเรื่องต่อเลขาธิการวุฒิสภา สืบเนื่องจากที่เคยทำหนังสือแจ้งให้ กกต.เลือกประธาน กกต.โดยอ้างว่า สว.ได้ให้ความเห็นชอบ กกต. 2 ท่านแล้ว แต่ยังไม่ได้นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ แต่อย่างใด จากนั้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน กกต.ก็ได้มีการประชุมกันโดยมี กกต. 5 ท่านเดิม และอีก 2 ท่าน ที่ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ได้ 4 คะแนน ขณะที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ได้ 3 คะแนน

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวต่อว่า สื่อมวลชนและนักวิชาการหลายท่านได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า การเลือกประธาน กกต.ในครั้งนี้ถูกต้องชอบธรรมโดยกฎหมายหรือไม่ แม้เลขาธิการวุฒิสภาจะอ้างว่า ดำเนินการตามมาตรา 12 วรรค 9 ก็จริง แต่เนื่องจากในมาตรา 15 นายอิทธิพรก็ยังเป็น กกต.และยังรักษาการอยู่ ความเป็นประธาน กกต.ของนายอิทธิพรจึงยังคงอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการ ดังนั้น การเลือกประธาน กกต.ขึ้นมาแทน จึงเหมือนการเลือกซ้อนหรือไม่

ทั้งนี้ มาตรา 12 วรรค 9 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. ระบุว่า “เมื่อมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว หากเป็นกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วย ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบร่วมกับกรรมการซึ่งยังไม่พ้นตำแหน่ง ถ้ามีเพื่อการเลือกกันเองให้หนึ่งคนเป็นประธานกรรมการแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ”

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ในเมื่อเกิดความสงสัยเช่นนี้ ก็ควรทำให้ชัดเจน จะได้ไม่มีข้อกังขากันต่อไป จึงได้นำหนังสือขอให้เลขาธิการวุฒิสภาได้ทบทวนเรื่องนี้ ก่อนจะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เกิดความชัดเจน

​‘เพื่อไทย’ติงวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ระบบแจ้งเตือน-เครื่องมือไม่พร้อม

​‘เพื่อไทย’ติงวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ระบบแจ้งเตือน-เครื่องมือไม่พร้อม

​‘เพื่อไทย’ติงวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ระบบแจ้งเตือน-เครื่องมือไม่พร้อม

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.16 น.

“เพื่อไทย”ติงวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ระบบแจ้งเตือน-เครื่องมือไม่พร้อม ช่วย ปชช.ไม่ทั่วถึง ห่วงลามระบบสาธารณสุข แนะถอดบทเรียนทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ ป้องภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า ขอแสดงความเสียใจกับชาวหาดใหญ่และชาวใต้ที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ ซึ่งถือว่าใหญ่สุด ด้วยภาพที่เกิดขึ้นสิ่งที่เราเห็น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นอุทกภัยที่หลายฝ่ายอาจคาดไม่ถึง ทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ในเรื่องการรับมือในการแก้ปัญหา เราต้องยอมรับ ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งและเคยดูแลน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ จ.น่าน ต้องยอมรับตรงๆ ว่าไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง อาจเป็นเพราะการคาดการณ์สถานการณ์ ปริมาณน้ำมหาศาล การเตรียมพร้อม การแจ้งเตือนการเตือนภัย เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ไม่มีความพร้อม จึงทำให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากดูจากภาพของอาสาสมัครที่เข้าไป แม้แต่ตัวเองก็ยังจะเอาตัวเองไม่รอด และต้องยอมรับว่าประชาชนได้รับผลกระทบจริงๆ จะไปโทษใครไม่ได้ ไม่อยากจะโทษ แต่สิ่งที่ต้องโทษคือเชิงระบบทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่ต้องรู้คืออุทกภัยต้องเกิด และการเกิดอุทกภัยในยุคนี้ไม่เหมือนกับยุคก่อนที่ผ่านมา ฝนที่ตกเป็นลักษณะเรนบอมตกเฉพาะที่เฉพาะจุด เช่นเดียวกับที่เกิดในภาคเหนือ ฉะนั้น เรื่องการเตรียมการณ์ การเตรียมความพร้อม และการแก้ไขสถานการณ์ขณะที่มีเหตุการณ์ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ทีมงานต่างๆ เครือข่ายทั้งหมดพร้อมมากน้อยขนาดไหนการระดมคน ความเชื่อเหลือได้มากน้อยแค่ไหน อย่างที่ จ.น่าน ตนต้องขอบคุณหลายฝ่าย เช่น อบจ.ที่ส่งทีมเข้าไปช่วยตั้งแต่เกิดภัยพิบัติจนหลังจบภัยพิบัติ ซึ่งตนอยากเห็นความร่วมมือแบบนี้

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า ดังนั้น ข้อเสนอ ข้อแนะนำจากทุกฝ่ายรัฐบาลควรรับ อย่างข้อเสนอของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ควรจะรับไป หากคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ชัดเจน อย่าคิดว่าเป็นฝ่ายการเมือง เป็นฝ่ายค้าน ขอให้เอาประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้งก่อน

เมื่อถามว่า ระบบสาธารณสุขโรงพยาบาลก็น่าเป็นห่วง หลังจากนี้ต้องมีการถอดบทเรียนเพื่อทำแผนในอนาคตอย่างไร นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ตนเป็นห่วงมากเรื่องโรงพยาบาลและสถานพยาบาล ถ้าเราไม่มีการเตรียมความพร้อม สิ่งที่จะกระทบที่สุดคือการดูแลความเจ็บป่วย การเคลื่อนย้ายการวางศูนย์อพยพดูแล หากไม่มีแผนตรงนี้ จะเหนื่อยมากและเป็นอันตรายอาจจะก่อวิกฤติได้ เรื่องการดูแลผู้ป่วยในภาวะวิกฤตต่างๆ เรื่องน้ำเรื่องไฟต้องพร้อมมาก ในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเราได้วางเครือข่ายรับมือกรณีที่มีการตัดน้ำตัดไฟต้องมีเครื่องปั่นไฟ ต้องมีระบบน้ำที่คอยดูแลผู้ป่วยของตนเอง เราต้องมีแผนชัดและถอดบทเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สุด ต้องทำเป็นแผนและยุทธศาสตร์ระดับชาติในการป้องกันภัยพิบัติ

วัดความจริงใจรัฐบาล! จับตา ครม.วันนี้เคาะ พ.ร.ฎ.เปิดประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่

วัดความจริงใจรัฐบาล! จับตา ครม.วันนี้เคาะ พ.ร.ฎ.เปิดประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่

วัดความจริงใจรัฐบาล! จับตา ครม.วันนี้เคาะ พ.ร.ฎ.เปิดประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.15 น.

“ณัฐวุฒิ”เผยเตรียมยื่นร่างแก้ รธน.ให้”วันนอร์”เร็วสุดเย็นพรุ่งนี้ ห่วง”ยุบสภา”ก่อนถก รธน.วาระ 3 อ้อนรัฐบาลรอ 15 วันหลังผ่านวาระ 2 กังวลที่ทำมาสูญเปล่า จับตา ครม.วันนี้เคาะ พ.ร.ฎ.เปิดประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่ วัดความจริงใจรัฐบาล

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณา ว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเดินไปตามกรอบที่เราได้กำหนดไว้ โดยการประชุมวันนี้จะเป็นการจัดการเชิงธุรการทั้งหมด ซึ่งในวันที่ 26 พฤศจิกายน จะเชิญผู้ที่แปรญัตติ ซึ่งมี สว. 4 คน สส. 2 คนเข้ามา แปรญัตติในมาตราต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยแต่ในบางประเด็นทาง กมธ.ฯ ก็ได้ปรับแก้ไปตามที่สมาชิกได้แปรญัตติไว้แล้ว เช่น เราพิจารณาแล้วเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 156 เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นจะต้องมีการแก้ไข

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณากฎหมายเสร็จทั้งหมดจะต้องมีการบรรจุร่างรายงาน ส่วนคำสงวนบางส่วนของผู้แปรญัตติและกรรมาธิการที่เห็นต่าง เช่น นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. , นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. , นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สว.และอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับสูตร 20 หยิบ 1 ทั้งนี้ ทางกรรมาธิการจะพิจารณารายงานร่วมกันในช่วงบ่ายของวันที่ 26 พ.ย.หากเป็นเช่นนั้นเราจะพิจารณาได้จบสิ้นและส่งให้ประธานรัฐสภา อย่างช้าที่สุดในวันที่ 27 พ.ย.แต่หากพรุ่งนี้เสร็จเรียบร้อยก็จะส่งรายงานได้เลย

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวว่า ตัวแทนของคณะรัฐมนตรีที่อยู่ในกรรมาธิการ ส่งเสียงมาว่าไม่จำเป็นต้องรอร่างเสร็จขอเพียงส่งเสียงมา การนำเสนอในคณะรัฐมนตรีเพื่อเปิดประชุมวิสามัญ นอกจากการทำหน้าที่ในฐานะประธานจะต้องติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ว่าจะมีการขอพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่และจะเปิดตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่ากับว่ากรณีของกรรมาธิการงานของเราใกล้เสร็จแล้ว และหากมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป ทางกรรมาธิการก็พร้อมพิจารณาในสภาต่อไป

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทาง กมธ.ฯ มีความห่วงใย คือ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จถึงวาระสามหรือไม่เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่เหมือนกับกฎหมายอื่น เมื่อพิจารณาวาระสองเสร็จรัฐธรรมนูญจะต้องรอไว้ 15 วันก่อนลงมติวาระ 3 หากมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญในวันที่ 1 ธันวาคม เพื่อพิจารณาวาระสอง การลงมติในวาระสามอาจจะเกิดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคมเป็นต้นไป หรือถ้าเปิดประชุมสมัยวิสามัญ วันที่ 8 ธันวาเป็นต้นไปการพิจารณาวาระสามจะเกิดขึ้นในปลายเดือนธันวาคม

“ในนามของกรรมาธิการจึงขอโอกาสอยากให้รัฐธรรมนูญที่เราลงทุนลงแรงรับหลักการอย่างเอกฉันท์ คณะกรรมาธิการประชุม 15 ถึง 16 ครั้ง ได้ผลิดอกออกผล กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ปลดล็อค แต่เราก็คิดถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่สำหรับพวกเราเองเราอยากผลักดันให้การแก้ไขรัฐครั้งนี้สำเร็จก่อนปีใหม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นการยุบสภาหรือการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขที่อาจจะทำให้รัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ พวกผมก็อยากขอโอกาสทำให้แล้วเสร็จ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนสูงสุด แต่เราก็พร้อมทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหวังว่าจะไม่มีอะไรที่มาขัดขวางหรือมาขัดแย้งกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรอบนี้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวค่อว่า ในที่ประชุมยังเห็นตรงกันให้นำข้อความหมวด 1 และหมวด 2 จากรัฐธรรมนูญปี 2560 มาใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่มีการแก้ไขถ้อยคำ ส่วนจะมีกรรมาธิการคนอื่นเห็นเป็นอย่างไรก็คงจะมีการไปลงมติในที่ประชุมรัฐสภา

เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองหากมีการยุบสภา ห่วงหรือไม่ว่าอาจจะทำให้สิ่งที่เราทำมาสูญเปล่าหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่เป็นห่วงเสียทีเดียวก็ไม่ได้ ก่อนหน้านี้กมธ.ฯเคยพูดคุยเรื่องนี้ในตอนต้นของการประชุมเราควรจะโฟกัสที่เนื้อหามากกว่า จึงมีการวางสถานการณ์การเมืองไว้ก่อน แต่เชื่อว่าน่าจะไม่มีการยุบสภาก่อนพิจารณาวาระ 2 เสร็จสิ้น

ส่วนจะมีการพิจารณาถึงวาระ 3 หรือไม่เนื่องจากมีการรอระยะเวลา 15 วันนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แม้จะบอกว่าไม่ได้ห่วงขนาดนั้น แต่ในเมื่อเราเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว จะเห็นว่าการปลดล็อคการแก้รัฐธรรมนูญเกิดยากมากในรอบ 8 – 9 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงจะเป็นโอกาสที่ดีที่ใกล้เคียงที่สุดในการจะนำไปสู่การแก้ไขได้ จึงไม่อยากให้มีอุปสรรคหรือปัญหาทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นมาเป็นข้อจำกัดหรือเป็นปัญหาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นเชื่อมั่นตรงกับกรรมาธิการหลายท่านว่า ในเมื่อระยะเวลาแค่ 15 วันก่อนลงมติวาระ 3 อาจจะใช้กลไกการตรวจสอบรัฐบาลในรูปแบบหลากหลาย ซึ่งฝ่ายค้านทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชนพรรค พรรคเพื่อไทย ก็ดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน ดังนั้นขอให้รออีกไม่เกิน 15 ถึง 16 วันได้หรือไม่ ก่อนจะมีสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงใดๆ พวกเราอยากให้เป็นเช่นนั้น และผม ก็สนับสนุนความคิดของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่าไม่ควรจะเอาสองเรื่องมาผูกกัน เพราะจะสะท้อนว่ารัฐบาลจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคมจริง รัฐบาลเองก็ไม่สามารถยุบสภาได้ในเมื่อในเมื่อยุบสภาไม่ได้ ก็ขอรอให้พิจารณารัฐธรรมนูญให้จบไปพร้อมกันได้หรือไม่

ส่วนที่มีกระแสข่าวจะยุบสภาก่อนยื่นอภิปรายนั้น ตนก็ไม่สามารถก้าวล่วงการแก้ปัญหาของรัฐบาลได้ และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดจะจบลงแค่วาระ 2 ซึ่งในทางกฎหมายอาจไม่ตกไป 100% อยู่ที่ว่ารัฐบาลใหม่จะหยิบขึ้นมา พิจารณาต่อหรือไม่แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าเมื่อตกไปก็เสมือนเริ่มกระบวนการใหม่อีก ซึ่งไม่รู้ว่ามีฉันทามติอย่างไร ฉะนั้นแม้จะมีความกังโดยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายหรือโดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่า ความกังวลน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งแต่ท้ายที่สุดหากเราสามารถเดินหน้าได้ ในเวลาที่เหลืออีกไม่มาก ทำไมเราถึงจะไม่ทำเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นก่อน จึงขอส่งสัญญาณแรงๆ เนื่องจากมีการตั้งคำถามว่าทำไมไม่รอให้กรรมาธิการทำวาระ 3 ให้เสร็จจนนำไปสู่การตั้งคำถามประชามติรอบเดียว ประชาชนจะได้ไม่เสียโอกาสในการใช้สิทธิ์ หากเป็นเช่นนั้นจริงอยู่ที่ฉันทามติของประชาชนว่าจะเห็นควรแก้หรือไม่ ซึ่งไม่ควรเป็นสิ่งที่เอาประเด็นทางการเมืองไปจำกัดการใช้สิทธิ์ของประชาชน

“ในนามของ กมธ.ฯ เราเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็อยากให้จบอย่างมั่นใจ และอยากขอโอกาสให้จบเสียทีในช่วงโอกาสที่เราได้ทำ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

‘ไชยชนก’เชื่อนายกฯยึด MOA หาก‘ยุบสภา’ก่อนคือทำตามข้อตกลงครบแล้ว ไม่เชื่อชิ่งหนีซักฟอก

‘ไชยชนก’เชื่อนายกฯยึด MOA หาก‘ยุบสภา’ก่อนคือทำตามข้อตกลงครบแล้ว ไม่เชื่อชิ่งหนีซักฟอก

‘ไชยชนก’เชื่อนายกฯยึด MOA หาก‘ยุบสภา’ก่อนคือทำตามข้อตกลงครบแล้ว ไม่เชื่อชิ่งหนีซักฟอก

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.39 น.

‘ไชยชนก’ชี้‘อนุทิน’ประกาศรอสัญญาณ 12 ธ.ค.ไม่ใช่การขู่‘เพื่อไทย’ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มั่นใจ‘ภูมิใจไทย’พร้อมถูกซักฟอก ยันจะ‘ยุบสภา’ก็ต่อเมื่อสำเร็จตาม MOA แล้วอยากคืนอำนาจให้กับประชาชน

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และเลขาธิการพรรคพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าให้รอดูสัญญาณวันที่ 12 ธ.ค. ว่า ในมุมมองของตนหากเราทำทุกอย่างเสร็จสิ้นภายใต้ MOA การคืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว ถ้าทำเสร็จตนคิดว่าน่าจะเป็นในมุมมองนั้นมากกว่า แต่โดยรวมสถานการณ์ปัจจุบัน เราก็ต้องเร่งทำทุกอย่างแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ก่อน

เมื่อถามว่ามีคนตีความว่าอาจจะเป็นการยุบสภา  ก่อนจะถึงวันที่ 31 ม.ค. 69 นายไชยชนก ถามกลับว่า เพราะอะไร หากเป็นเรื่องการขู่อภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย ตนคิดว่าเราพร้อมอภิปราย ส่วนตัวไม่มีอะไรกังวลต่อการซักฟอก และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ฉะนั้น การที่นายกรัฐมนตรีประกาศด้วยเหตุผลนั้น ตนคิดว่าไม่ใช่ เพราะท้ายที่สุดอำนาจอยู่ที่นายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า แบบนี้เป็นไปได้สูงที่จะยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 69 ตามกรอบ MOA หรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ถ้าจะยกตนเชื่อว่าเราต้องมั่นใจว่าทำตามกรอบ MOA และอยากคืนอำนาจให้กับประชาชน

‘ธรรมนัส-บิ๊กเล็ก’ร่วมถกแก้น้ำท่วมใต้ ด้าน’นายกฯ’เตรียมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

'ธรรมนัส-บิ๊กเล็ก'ร่วมถกแก้น้ำท่วมใต้ ด้าน'นายกฯ'เตรียมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

‘ธรรมนัส-บิ๊กเล็ก’ร่วมถกแก้น้ำท่วมใต้ ด้าน’นายกฯ’เตรียมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.26 น.

“ธรรมนัส-บิ๊กเล็ก”ร่วมประชุมแก้ไขน้ำท่วมใต้ ผ่าน Conference จากหาดใหญ่ ขณะที่”นายกฯอนุทิน”เตรียมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แก้ปัญหา

เมื่อเวลา 06.45 น.วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เดินทางถึงท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อเดินทางไปติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยจะเดินทางไปที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพไทย หรือ ศบภ.ทท.ที่ บน.56 อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย และการบูรณาการทำงาน ระหว่างฝ่ายปกครอง, ทหาร, ตำรวจ รวมไปถึงจิตอาสาต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเดินทาง พล.อ.ณัฐพล ได้เดินมาพูดคุยกับทีมงานเพื่อทำความเข้าใจและมีการประเมินสถานการณ์ในการปรับแผนการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยในช่วงหนึ่งได้พูดถึงปัญหาในการเข้าให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ส่งมาทางสื่อออนไลน์ ในการขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งการใช้กำลังพลในการสนับสนุนหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาอย่างเต็มที่โดยทางเรา ก็จะทำงานอย่างเต็มที่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม วันนี้ พล.อ.ณัฐพล จะร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีผ่านระบบ VDO Conference จากในพื้นที่ เพื่อรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ล่าสุด พล.อ.ณัฐพล เดินทางมายังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกลาโหมส่วนหน้า โดยกองบัญชาการกองทัพไทย ในพื้นที่ภัยพิบัติ ที่ บน.56 อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย และสำรวจความต้องการการให้การสนับสนุนของเหล่าทัพ เช่น การปฎิบัติงานของทหารช่าง, การจัดชุดกู้ภัยเป็นปฏิบัติการพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะนี้ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดจะเป็นการคอยสนับสนุนศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือ ศนภ.ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางมาร่วมประชุมผ่านระบบ VDO Conference ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่เป็นประธานการประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดภาคใต้ ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

ขณะเดียวกัน นายกฯ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้มีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ พร้อมยืนยันว่า ได้มีการกระจายการช่วยเหลือลงไปในพื้นที่ค่อนข้างมาก และมีการรับทราบข้อมูล ซึ่งพื้นที่ใดต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน และยังเข้าไปไม่ถึง ก็จะมีการใช้เครื่องมือและเครื่องจักรที่มีกำลังเพิ่มขึ้น และจะเพิ่มจำนวนกำลังพลและบุคลากร ตนเองจึงตัดสินใจที่จะให้มีการยกระดับสถานการณ์ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะให้เลขาธิการสภาความมั่นคง เป็นผู้ยกร่างประกาศดังกล่าว

– 006

‘เสธ.ทบ.’เผยเร่งอพยพปชช.‘น้ำท่วมหาดใหญ่’เร็วที่สุด เชื่อ‘นายกฯ’แก้ปัญหาไม่ให้สะเปะสะปะ

‘เสธ.ทบ.’เผยเร่งอพยพปชช.‘น้ำท่วมหาดใหญ่’เร็วที่สุด เชื่อ‘นายกฯ’แก้ปัญหาไม่ให้สะเปะสะปะ

‘เสธ.ทบ.’เผยเร่งอพยพปชช.‘น้ำท่วมหาดใหญ่’เร็วที่สุด เชื่อ‘นายกฯ’แก้ปัญหาไม่ให้สะเปะสะปะ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.21 น.

‘เสธ.ทบ.’เผยระดมยุทโธปกรณ์-กำลังพล ช่วย‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ถึงพื้นที่วันนี้ เร่งอพยพประชาชนพื้นที่วิกฤตโดยเร็วที่สุด เชื่อ‘นายกฯ’แก้ปัญหาบริหารจัดการไม่ให้สะเปะสะปะ

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 25 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดภาคใต้ ถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่า ในส่วนของกองทัพบกได้ระดมเครื่องมือและทรัพยากรที่มีในทุกกองทัพภาคลงไปช่วยในกองทัพภาคที่ 4 เช่น พื้นที่ภาคใต้ตอนบน พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งเริ่มส่งลงพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 24 พ.ย. เช่น รถยกสูง เรือท้องแบน เรือยาง เฮลิคอปเตอร์จากส่วนกลาง รวมถึงกำลังพลที่มีความสามารถที่ได้รับการฝึกในการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย

ส่วนกรณีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่วิกฤตที่ออกจากพื้นที่ไม่ได้ ตอนนี้เราระดมเครื่องมือที่มีอยู่ทั้งหมด ในพื้นที่จนหมดมือแล้ว ทั้งเฮลิคอปเตอร์ รถบรรทุก รวมถึงอุปกรณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ ขณะนี้รอเครื่องมือส่วนกลางที่จะลงไปสนับสนุนเพิ่มเติม ยอมรับว่าเครื่องมือในพื้นที่มีไม่เพียงพอ และเครื่องมือบางส่วนจะไปถึงในพื้นที่วันนี้

เมื่อถามว่า ต้องเร่งช่วยประชาชนที่อยู่ในพื้นที่วิกฤตอย่างไร พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ตามแผน ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์มี พล.ต.ภูมเดชา พ่วงเจริญ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 (ผบ.มทบ.42) และ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว โดยมีการวางแผนแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อให้หน่วยต่างๆลงไปสนับสนุนให้การช่วยเหลือ

เมื่อถามว่า การบริหารจัดการในพื้นที่สะเปะสะปะ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนในเรื่องการขอความช่วยเหลือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะแก้ไขปัญหาในวันนี้ เมื่อถามว่าตามแผนจะต้องใช้เวลากี่วันที่จะนำคนอยู่ในพื้นที่วิกฤตออกมาทั้งหมด พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่าต้องทำอย่างเร็วที่สุด

นายกฯ ร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ปี 2568

นายกฯ ร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ปี 2568

นายกฯ ร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ปี 2568

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.30 น.

นายกฯ ร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ปี 2568 เชิญชวนคนไทยร่วมแสดงพลัง ในการยุติความรุนแรง โดยไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ย้ำทุกภาคส่วนร่วมสร้างสังคมปลอดภัย และเป็นพลังสำคัญยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวในโอกาส “การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” ประจำปี พ.ศ.2568 โดยขอส่งความระลึกถึง และความปรารถนาดี มายังประชาชนคนไทยทุกคน และทุกครอบครัว องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล” เพื่อรณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญของปัญหาการใช้ความรุนแรง การคุกคาม ความอยุติธรรมต่อสตรีและเด็กหญิงทั่วโลก ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกคน แสดงพลังไม่ยอมรับ และไม่นิ่งเฉยต่อความรุนแรงทุกรูปแบบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 มีมติเห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความรุนแรง และร่วมกันยุติปัญหาความรุนแรงทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ส่งผลกระทบโดยตรงเป็นอย่างมากต่อผู้ประสบเหตุ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลด้านลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมในวงกว้างรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญ ของปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ปกป้อง คุ้มครอง และเยียวยาเด็ก เยาวชน สตรี และประชาชนที่ได้รับความรุนแรง หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมสัมพันธภาพ และสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้สถาบันครอบครัว มีความเข้มแข็งด้วยการปลูกฝังค่านิยม และวัฒนธรรมที่ดีของคนในสังคม และสร้างความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าต่อไปว่า ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าถึง เทคโนโลยีดิจิทัลได้ง่ายขึ้น และมีภัยคุกคามทางไซเบอร์หลายรูปแบบ ที่อาจถูกนำมาใช้ในการสร้างความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งมีการแพร่ขยายไปในบุคคลทุกระดับ ในปีนี้รัฐบาลจึงกำหนดจัดงานรณรงค์ส่งเสริมความรู้ ภายใต้แนวคิด “ยุติความรุนแรงทางดิจิทัล เพื่อสตรีและเด็กผู้หญิง” เพื่อเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วน และทุกคนในสังคม ต้องร่วมกันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว รวมทั้งต้องระมัดระวังภัยทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่อาจจะนำมา ซึ่งภัยร้ายแรงแก่ชีวิตและทรัพย์สิน

นายกรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันรณรงค์ยุติปัญหาความรุนแรงนี้ จะส่งเสริมให้ครอบครัว และสังคมไทยเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และความเอื้ออาทร ซึ่งจะเป็นเกราะคุ้มกัน ไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวและสังคม และยังช่วยยกระดับ สถาบันครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง เป็นรากฐานที่มั่นคงของสังคมไทยของเราอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน มาร่วมแสดงพลัง ในการยุติความรุนแรง โดยไม่ใช้ความรุนแรง ในการแก้ไขปัญหาและร่วมกันต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ มิให้เกิดขึ้นในครอบครัวและสังคมไทย  ผมขอให้ทุกครอบครัวและทุกๆ คนในสังคม อยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความเข้าใจ ความเอาใจใส่ รับฟังซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะเผชิญปัญหาอุปสรรคใด ๆ ขอให้หยุดคิด ตั้งสติให้ดี พูดคุย คิดก่อนทำอย่างรอบคอบ นึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อทำให้การอยู่ร่วมกัน ในสังคมของทุกคน อยู่อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมมีความปลอดภัยและสงบสุขตลอดไป

– 006

‘หัวหน้าเพื่อไทย’แนะ 4 แนวทางกู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ระบบสาธารณูปโภคเป็นอัมพาต

‘หัวหน้าเพื่อไทย’แนะ 4 แนวทางกู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ระบบสาธารณูปโภคเป็นอัมพาต

‘หัวหน้าเพื่อไทย’แนะ 4 แนวทางกู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ระบบสาธารณูปโภคเป็นอัมพาต

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.27 น.

‘หัวหน้าเพื่อไทย’แนะ 4 แนวทางกู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ระบบสาธารณูปโภคเป็นอัมพาต

25 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ. หาดใหญ่ จ. สงขลา ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต (ธงแดง) และยังคงไม่หยุด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำ แต่คือ “ระบบสาธารณูปโภคที่เป็นอัมพาต”

ผมติดตามสถานการณ์และถอดบทเรียนเปรียบเทียบกับน้ำท่วมภาคเหนือที่ผ่านมา พบว่าบริบทของหาดใหญ่คือ “Urban flood” หรือภัยพิบัติในเขตเมืองเศรษฐกิจ ความเสียหายไม่ได้มาจากดินโคลนเหมือนเชียงราย แต่มาจากการที่เมืองขาดน้ำสะอาดและระบบไฟฟ้าที่สุ่มเสี่ยง

ในนามพรรคเพื่อไทย ผมขอส่งข้อเสนอแนะเร่งด่วน 4 ข้อ ไปยังรัฐบาลและศูนย์ปฏิบัติการฯ เพื่อปรับแผนรับมือให้ทันสถานการณ์ “เดี๋ยวนี้” ครับ

1. กู้วิกฤต “น้ำสะอาด” ทันที (Water rescue) ตอนนี้โรงกรองน้ำหาดใหญ่หยุดการผลิต สิ่งที่พี่น้องต้องการด่วนที่สุดคือ “น้ำดื่ม”

ข้อเสนอ: รัฐต้องระดม “รถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่” จากเหล่าทัพและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เข้าไปจอดในจุดปลอดภัย (Safe zone) กลางเมืองหาดใหญ่ ภายใน 24 ชม. เพื่อผลิตน้ำแจกจ่าย ไม่ต้องรอถนนแห้ง เพราะคนขาดน้ำไม่ได้

2. แจ้งเตือนต้องมี “Action plan” (Active warning) การรู้แค่ระดับน้ำไม่พอ แต่ต้องรู้ว่า “ต้องทำตัวอย่างไร”

ข้อเสนอ: ใช้ระบบ Cell broadcast ยิงตรงเข้ามือถือระบุพิกัดชัดเจนว่า “โซนไหนต้องออกตอนนี้” “รถอพยพจอดที่ไหน” “จุดรับน้ำอยู่ตรงไหน” เพื่อลดความสับสนและความตื่นตระหนกหน้างาน

3. “เกราะป้องกันเศรษฐกิจ” (Economic shield) หาดใหญ่คือเมืองค้าขาย ความเสียหายหยุดชะงักแค่วันเดียว กระทบห่วงโซ่ทั้งภาคใต้

4. รัฐบาลล้มเหลวในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ ต้องตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ด่วน เพื่อทำงานแบบเกาะติดและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในทุกมิติ

ข้อเสนอ: กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติต้องเตรียมประกาศมาตรการ “พักชำระหนี้และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan)” สำหรับคนหาดใหญ่ทันที เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ทิ้งภาคเศรษฐกิจให้ล่มสลาย

วิกฤตครั้งนี้หนักหนา แต่ถ้าเราบริหารจัดการด้วย “ข้อมูล” และ “ความเร็ว” เราจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

พรรคเพื่อไทยขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวสงขลา และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าทุกท่าน เราจะเกาะติดสถานการณ์และผลักดันความช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติครับ

สับสนช่วยเหลือประชาชน! กระตุกรัฐต้องปฏิวัติ’ปัญหาบริหารจัดการ’ใหม่

สับสนช่วยเหลือประชาชน! กระตุกรัฐต้องปฏิวัติ'ปัญหาบริหารจัดการ'ใหม่

สับสนช่วยเหลือประชาชน! กระตุกรัฐต้องปฏิวัติ’ปัญหาบริหารจัดการ’ใหม่

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า ปัญหาบริหารจัดการ

น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่และภาคใต้
บ่งชี้ว่า​ การบริหารจัดงานตามปกติไม่ได้
มีการช่วยเหลือแต่ไม่ทั่วถึง​ไม่มีประสิทธิภาพ
เกิดความสับสนในการช่วยเหลือประชาชน
มีคนถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการช่วยเหลือ

รัฐบาลต้องตั้งศูนย์บริหารฉุกเฉิน
เพื่อให้การทำงานมีการรวมศูนย์
แจกงานออกช่วยเหลือไม่ซ้ำซ้อน
ไม่มีคนตกหล่น​ ที่ไม่ได้รับการดูแล

รัฐบาลควรศึกษาการแก้ปัญหาระยะยาว
ต้องขุดคลองระบายน้ำหรือวางท่อน้ำใต้ดิน
เพื่อเร่งหรือเปลี่ยนทางน้ำไม่ให้ท่วมหนัก
งบจะสูงเท่าไรต้องลงทุนอย่าให้ซ้ำซาก

น้ำคงต้องท่วมเช่นนี้อีกหลายปี
อุปกรณ์ข่วยชีวิตคนต้องจัดหา
ทั้งเรือ​ ​รถ​ ฮ.​ ปภ. ต้องปฏิวัติใหม่

ยึดแบบยิ่งลักษณ์! ‘ปลอดประสพ’ได้ทีฉะรัฐบาลเหลว อวดภูมิแนะ 9 ข้อแก้น้ำท่วมใต้

ยึดแบบยิ่งลักษณ์! ‘ปลอดประสพ’ได้ทีฉะรัฐบาลเหลว อวดภูมิแนะ 9 ข้อแก้น้ำท่วมใต้

ยึดแบบยิ่งลักษณ์! ‘ปลอดประสพ’ได้ทีฉะรัฐบาลเหลว อวดภูมิแนะ 9 ข้อแก้น้ำท่วมใต้

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.43 น.

ยึดแบบยิ่งลักษณ์! ‘ปลอดประสพ’ได้ทีฉะรัฐบาลเหลว อวดภูมิแนะ 9 ข้อแก้น้ำท่วมใต้

25 พฤศจิกายน 2568 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

หาดใหญ่ ล่มอีกแล้ว ไม่มีข้าวกินด้วย

แปลกไหมภายใน 24 ชม. นายกอนุทินไปหาดใหญ่ถึง 2 ครั้งท่านบอกว่า นอนไม่หลับ เพราะเป็นห่วง น่าจะเพราะบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วมครั้งแรกไม่เบ็ดเสร็จเรียบร้อย คือยิ่งไปยิ่งท่วม ถึงตอนนี้ก็ท่วมมา 2 รอบแล้ว และก็กำลังจะเกิดรอบ 3 ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอนจากเทือกเขาสันกาลาคีรี อ.สะเดา

ขอตั้งข้อสังเกตว่า กทม. และหาดใหญ่ก็มีสภาพทางภูมิศาสตร์และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจคล้ายกัน เช่น กทม. มีแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านเมือง ในขณะที่หาดใหญ่มีครองอู่ตะเภายาว 116 กม. และคลอง ร.1 ที่ ร.9 ทรงสร้างเพื่อช่วยระบายน้ำไหลผ่านเมืองเหมือนกัน

แต่ก็มีความแตกต่างในทางอุทกวิทยาและภูมิศาสตร์คือ กทม. รับน้ำจากภูเขาและแม่น้ำ 4 สายใหญ่ทางเหนือซึ่งห่างไป 900 กม. และใช้เวลา  2 อาทิตย์จึงจะไหลมาถึงแถมยังมีเขื่อนสารพัดกักเก็บควบคุมไว้ แต่หาดใหญ่รับน้ำป่าจากเขาคอหงส์ เขาหลวงและเขาสันกาลาคีรีซึ่งห่างไปเพียง 100 กม. โดยไม่มีอะไรมากั้นเลย ดังนั้นภายใน 3-6 ชม. เมื่อฝนตกหนักบนภูเขา น้ำก็มาถึงหาดใหญ่แล้ว นอกจากนี้กทม. และหาดใหญ่ล้วนเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่เป็นปากทางระบายน้ำสู่ทะเล และในช่วงท่วมเมืองก็จะเป็นช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงสุดเหมือนกัน

อาทิตย์ที่แล้วต้องถือว่า หาดใหญ่และภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกชุกมาก ถึงขั้นพยากรณ์ได้ว่า น้ำจะท่วม ซึ่งผมก็เตือนแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ท่านคงนึกว่า ตัวเองแน่ จึงไม่ฟัง แล้วตอนนี้เป็นไงครับ ฝน 5 วัน 600 มม. ถือว่าสูงมาก บนบานยังไงก็ท่วม หนีไม่พ้น การเตรียมการ การเตือนภัย การอพยพ การเตรียมอาหารล้วนไม่พอหมด แปลกมาก ผมไม่เห็นทหารสักคน ไม่เห็นรถทหารยูนิม็อคสูงๆ ออกมาช่วยราษฎรเลย มันเกิดอะไรขึ้น

ผมไม่อยากปิดบังจึงขอแนะนำสิ่งก่อสร้างและสิ่งที่รัฐบาลควรทำ ดังนี้

1. ขยายความกว้างของคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภาอีกเท่าตัว เพื่อช่วยระบายน้ำ ซึ่งจะใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท โครงการนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ได้เตรียมแบบแปลนไว้แล้ว ส่วนเงินให้ไปถาม คสช. คุณประยุทธ์ว่า เอาไปใช้ทำอะไรจึงหมดแล้ว

2. เจาะถนนที่เชื่อมหาดใหญ่กับจังหวัดสงขลาซึ่งตัดผ่านทุ่งระบายน้ำ โดยต้องเปิดหลายๆจุด กว้างจุดละประมาณ 100 เมตร

3. ต้องรื้อประตูน้ำที่ปากระวะที่สร้างมานมนานแล้ว เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ล้าสมัย ไม่ได้ใช้แล้วและทำลายระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำเค็ม น้ำจืดและน้ำกร่อยของทะเลสาบสงขลาตอนใน เรื่องนี้ถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ผมจะแนะนำเชิงบังคับให้ทำเป็นสิ่งแรกเลย  เมื่อไม่มีประตูน้ำที่ไม่ใช้แล้วมาขวางกั้น การระบายน้ำจากพัทลุงจะระบายง่ายขึ้น วัชพืชเช่น สาหร่าย ผักตบชวาจะหมดไป กุ้งก้ามกรามและปลากระบอกจะกลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

4. หาทางขยายหรือสร้างอุโมงค์ระบายน้ำที่ปากน้ำทะเลสาบที่คับแคบเพราะถูกทำเป็นท่าเรือในสมัยท่านนายกเปรม ในครั้งนั้นเท่าที่จำได้ผู้สร้างต้องการหาจุดหนีคลื่นเท่านั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้เมื่อ 40ปีที่แล้ว ผมก็ได้เคยให้ความเห็นคัดค้านไว้แล้ว

5. หาดใหญ่เป็นแอ่งกระทะและลุ่ม จึงรับน้ำจากทุกทิศ ยังไงหากเกิดฝนตกหนักก็ท่วมอีกแน่นอน ดังนั้นจึงต้องสร้างผนังกั้นน้ำถาวร(polder) ให้กับสถานที่สำคัญเช่น โรงพยาบาลและสนามบิน

6. การช่วยเหลือราษฎรในวันนี้ให้ทั่วถึง ต้องล่องเรือแจกอาหารตามบ้าน เหมือนที่พวกผมเคยทำที่เกาะอยุธยาเมื่อปี 2554

7. คลองเล็กคลองน้อยจำนวนมากที่ระบายน้ำออกทะเล ตอนนี้ถูกอุดตันไปหมดแล้ว ต้องเอารถไปขุดสันดอนทรายที่เกิดจากลมมรสุมออก เพื่อช่วยให้ระบายน้ำออกทะเลได้สะดวก

8. ช่วงนี้ยังมีพายุฝนอยู่ กรุณาอย่าใช้เฮลิคอปเตอร์ของลูกน้องผมทั้ง 2 กระทรวงเลย มันอันตรายมาก

9. ต้องตั้งศูนย์บัญชาการในระดับรัฐบาลเหมือนตอนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งศูนย์บัญชาการที่ดอนเมือง และให้ทุกกระทรวงมาตั้งศูนย์เป็นรายกระทรวงด้วย

     ท่านนายกครับ การไปเยี่ยมราษฎร การพูดเพราะต่อประชาชนเป็นเรื่องดี แต่ยามนี้ประชาชนเขาต้องการสั่งการที่ชัดเจน ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เขาก็ยังไม่ต้องการเงินเยียวยา 9,000บาทอะไรของท่าน การจะซื้อใจอะไร ก็ซื้อให้ถูกเวลาครับ

น้ำท่วมครั้งนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตถึงความสับสนอลหม่านของทุกหน่วยราชการทุกระดับ การประสานงานกันเพื่อแก้ปัญหาในช่วงวิกฤตบกพร่องในทุกระดับตั้งแต่จังหวัดลงมา และมีความประมาท