กางทางออก win-win 3 พรรค‘ภท.ยุบสภา-พท.ซักฟอก-ปชน.แก้รัฐธรรมนูญ

กางทางออก win-win 3 พรรค‘ภท.ยุบสภา-พท.ซักฟอก-ปชน.แก้รัฐธรรมนูญ

กางทางออก win-win 3 พรรค‘ภท.ยุบสภา-พท.ซักฟอก-ปชน.แก้รัฐธรรมนูญ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.32 น.

กางทางออก win-win 3 พรรค‘ภท.ยุบสภา-พท.ซักฟอก-ปชน.แก้รัฐธรรมนูญ

25 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “แนะทางออก win-win ทั้ง 3 พรรค” ระบุว่า…          

แนะทางออก win-win ทั้ง3พรรค

ถ้าพูดถึงกระแสข่าวการยุบสภา ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศไว้ว่า จะยุบสภาภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 แต่ได้มีกระแสกดดันจนรัฐบาลอาจจะต้องยุบสภาเร็วขึ้น ล่าสุดนายอนุทินประกาศว่า ถ้ารอกันไม่ไหว ก็จะยุบสภาให้ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568

หลังจากนั้นนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ก็ออกมาให้ข่าวว่า นายอนุทินได้ส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลว่า รอฟังความเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวันที่ 12 ธันวาคม 2568

นั่นแสดงว่าวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถึงขั้นยุบสภาก็ว่าได้ เพราะเป็นวันเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันแรก และทุกฝ่ายก็คาดการณ์ว่า อาจจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนั้นด้วย

ถ้าหากพรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจริง นายอนุทินก็จะประกาศยุบสภาในทันที ความเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างพรรคการเมือง3พรรค คือพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่ต่างฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายและความต้องการที่แตกต่างกัน

ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ต้องการที่จะให้รัฐบาลบริหารประเทศครบตามที่ประกาศไว้ในMOA คือ ยุบสภาภายในวันที่ 31 มกราคม 2569

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็ประกาศชัดว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้แน่นอน เป็นการยื่นอภิปรายตามมาตรา 151 ซึ่งเป็นการอภิปรายแบบลงมติ ซึ่งนายอนุทินได้ประกาศแล้วว่า ถ้าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอยื่นญัตติตามมาตรา 152 รัฐบาลไม่หนีการตรวจสอบ พร้อมที่จะชี้แจงการอภิปราย

ในส่วนของพรรคประชาชน มีความต้องการจะให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านที่ประชุมร่วมรัฐสภา3วาระ แล้วค่อยยุบสภา ถ้าหากจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อยากจะให้ยื่นเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล หรือเป็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 152  เพราะเป้าหมายของพรรคประชาชน ต้องการที่จะอภิปรายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ3พรรคการเมือง เป็นเรื่องเกมการเมืองล้วนๆ ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการใดๆทั้งสิ้น ถ้าหากว่า3พรรคการเมืองได้มีการพูดคุยเจรจาหาทางออกให้กับบ้านเมือง โดยทุกฝ่ายไม่ต้องเสียหน้า หรือที่เรียกกันว่า win-win กันทุกฝ่าย อยากเสนอให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้พูดคุยกัน หาทางออกให้กับสถานการณ์ทางการเมือง เพื่อรักษาหน้าทั้ง 3 พรรค

นั้นก็คือรัฐบาลควรจะเปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง ในวันที่ 8-9 ธันวาคม หลังจากนั้นเว้นไป 15 วัน ลงมติในวาระสาม คือวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เมื่อผ่านวาระสามไปแล้ว รัฐบาลก็ประกาศยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน เป็นของขวัญปีใหม่

ซึ่งถ้าหากมีการแก้ปัญหาในลักษณะเช่นนี้ จะเกิดผลก็คือ

1.รัฐบาลก็ไม่เสียหน้า ไม่ถูกข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน ได้ทำตามMOAคือแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว

2.พรรคเพื่อไทยก็ไม่เสียคำพูด ที่ประกาศว่า จะยืนยันติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็ได้ยื่นจริง แต่รัฐบาลก็ยุบสภาเสียก่อน

3.พรรคประชาชน ที่ต้องการจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เพื่อจะนำไปเป็นคำถามในประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปก็สำเร็จ

เพราะฉะนั้นเห็นว่าทางออกดังกล่าว เป็นทางออกที่ไม่มีใครเสียหน้า win-winกันทุกฝ่าย จึงเสนอไปยังตัวแทนรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ควรจะเป็นเจ้าภาพ เชิญตัวตัวแทนพรรคการเมือง3พรรคมาพูดคุย หาทางออกร่วมกัน เมื่อจบแล้วก็คืนอำนาจให้กับประชาชน ทุกพรรคไปแข่งขันในสนามเลือกตั้งต่อไป

ศาลนัดชี้ชะตา’ชูวิทย์’ หมิ่น’ภท.’ปมค้านนโยบายกัญชาเสรี-ต้านเลือก สส.

ศาลนัดชี้ชะตา'ชูวิทย์' หมิ่น'ภท.'ปมค้านนโยบายกัญชาเสรี-ต้านเลือก สส.

ศาลนัดชี้ชะตา’ชูวิทย์’ หมิ่น’ภท.’ปมค้านนโยบายกัญชาเสรี-ต้านเลือก สส.

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.29 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ.1225/2566 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ มอบอำนาจให้ นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตนักการเมือง เป็นจำลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาฯ

โดยโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2566 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศเรื่อง กําหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง วันรับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และสถานที่ที่พรรค การเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ

ในการนี้ โจทก์ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จํานวน 387 คน และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จํานวน 98 คน

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2566 จําเลยได้บังอาจกระทําความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกรรมต่างวาระ คือ จำเลยบังอาจ จัดให้ ให้ เสนอให้สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคํานวณเป็นเงินให้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น งดเว้นการลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนน โดยขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยให้แก่ผู้สมัครในสังกัดพรรคของโจทก์บนเวทีปราศรัยชั่วคราว ณ ลานกีฬาแฟลตดินแดง สน.ดินแดง ซึ่งในขณะนั้นมีประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัยมากกว่า 2,000 คน จําเลยได้บังอาจตั้งโต๊ะแถลงข่าวโดยใช้เครื่องขยายเสียงขนาดเล็ก (โทรโข่ง) และแจกเสื้อให้แก่ประชาชนได้จูงใจ ให้ประชาชนทั่วไปงดเว้นการลงคะแนนในเลือก สส.สังกัดของโจทก์ โจมตีข้อความอันเป็นเท็จ ด้วยโทรโข่ง อาทิ “เฮ้ย! ไม่จริง ไม่จริงอย่าไปฟัง ไอ้หนูโกหก อย่าไปฟัง ไอ้นโยบายบ้ากัญชา” และมีป้ายไวนิล ข้อความอันเป็นเท็จ อาทิ “กัญชาค่ายเยาวชน, ภูมิใจ พรรคบ้ากัญชา ไม่เลือกพรรคบ้ากัญชา, กัญชาคือ ยาเสพติด ยกเลิกกัญชา, เยาวชนติดกัญชาเพราะมึง และ เลือกพรรคผิดติดกัญชา” เป็นต้น

การกระทําของจำเลยผิดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง โดยประการที่น่าจะทําให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย คดีนี้ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

เร่งเติมศูนย์อพยพ! ‘นายกฯ’ระดมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

เร่งเติมศูนย์อพยพ! 'นายกฯ'ระดมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

เร่งเติมศูนย์อพยพ! ‘นายกฯ’ระดมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.10 น.

เมื่อเวลา 22.20 น.วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับรายงานจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ หรือไม่ ว่า ตนได้รับรายงานจาก นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยตรง ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส อยู่ในพื้นที่ แต่ไม่ได้อยู่ในศูนย์บัญชาการ คืนนี้คาดว่าจะได้พูดคุยกัน ในพื้นที่มีสัญญาณไม่เสถียร

เมื่อถามว่า ความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วม นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมีความห่วงทุกอย่าง ขณะนี้กำลังเร่งเติมศูนย์อพยพให้เพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ให้พื้นที่ในการให้ประชาชนอพยพ เข้ามาอยู่อย่างปลอดภัย แต่ตอนนี้ต้องมีการเพิ่มสูงอพยพอีกเป็นจำนวนมาก พรุ่งนี้คงต้องส่งคนลงไปดู และจัดการบริหารสถานการณ์อย่างเต็มที่ น้ำไม่ได้มาแล้วไป อาจต้องมีการยกระดับหากสถานการณ์ในเรื่องของการบริหารสถานการณ์

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทุกคนทำงานอยู่หน้างานอย่างเต็มที่ มีการเสริมทรัพยากรลงไปอย่างเต็มที่เช่นกัน ขณะนี้ไม่ใช่การต้องทำตามระเบียบแล้ว ตนได้ประกาศให้ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ประสบภัย ดังนั้น จึงสามารถระดมหน่วยงานทุกหน่วยงานเข้าไปช่วยได้ ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ย.) พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะลงพื้นที่ ขณะที่ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้อยู่ในพื้นที่แล้วเพื่อบูรณาการงานร่วมกัน

เมื่อถามต่อว่า โรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้มีการขอรับการสนับสนุนเครื่องปั่นไฟนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ในพื้นที่หาดใหญ่นั้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กำลังเร่งต่อไฟกลับคืนมาให้ได้ เมื่อสักครู่นี้ผู้ว่าฯ สงขลา ได้มีการพูดคุยกับตน ยืนยันว่าภายในครึ่งชั่วโมงไฟจะกลับมา แม้จะมีปัญหา แต่คาดว่าองคาพยพรับทราบปัญหาแล้ว และกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ เมื่อน้ำล้นเข้ามา เครื่องปั่นไฟก็อาจใช้ได้ไม่พอ ในรายละเอียดนั้นคนหน้างานไม่มีใครอยู่เฉย ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนรัฐบาลได้ประกาศให้ระดมความช่วยเหลือลงไปอย่างเต็มที่เช่นกัน เรื่องของความปลอดภัยขณะนี้ต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อถามอีกว่า มีการขอสนับสนุนเรือเพิ่มเข้าไปในพื้นที่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ต้องใช้เรือที่มีกำลังเพราะน้ำเชี่ยว เรือท้องแบนไม่สำคัญ ซึ่งเรือที่มีกำลังต้องเป็นเรือใหญ่ การจะเข้าไปในพื้นที่ก็ลำบาก ขณะนี้กำลังเร่งระดมเจ็ตสกี ขณะนี้มีการใช้เครือข่ายของเอกชนและราชการ ส่วนเรือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีเรือ แต่เรือแบบเจ็ตสกีกำลังจัดซื้ออยู่ สิ่งที่สำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การขนย้ายทรัพย์สินของชาวบ้านออกมา แต่ต้องเป็นการนำตัวของชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่อันตรายออกมา

เมื่อถามว่า นายกฯ จะลงพื้นที่อีกครั้งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้กำลังคิดอยู่ ถ้าไม่ลงวันที่ 25 พ.ย.ก็อาจจะต้องขนกันลงไปอีก เพื่อไปช่วยตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ แต่จริงๆ การทำงานในเวลานี้คนหน้างานก็ทำงานไป ตอนเองไปก็ยุ่ง แม้จะสั่งให้ไม่ต้องมารับแต่ก็มากันอยู่ดี สู้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ให้การสนับสนุนอาจจะทำให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงการตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเข้าช่วยเหลือประชาชน นายกฯ กล่าวว่า มันมีเบอร์ 4 เบอร์ แต่คาดว่า 4 สายนี้ก็มีคนโทรเข้ามาเป็นประวิง ทั้งนี้ สามารถติดต่อได้ที่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้นำปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัด ในการดูแลเขตพื้นที่ตัวเองให้เต็มที่ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดเน้นในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ขณะนี้ให้เน้นเรื่องของการช่วยเหลือชีวิตประชาชนก่อนมายังศูนย์พักพิง

เป็นเรื่องของนายกฯ ‘อนุทิน’ตอบชัด หลังลือสะพัดชิงยุบสภา 12 ธ.ค.

เป็นเรื่องของนายกฯ 'อนุทิน'ตอบชัด หลังลือสะพัดชิงยุบสภา 12 ธ.ค.

เป็นเรื่องของนายกฯ ‘อนุทิน’ตอบชัด หลังลือสะพัดชิงยุบสภา 12 ธ.ค.

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.02 น.

เมื่อเวลา 22.20 น.วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวว่า จะมีการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ว่า ยังยืนยันเหมือนตอนที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องการยุบสภาเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และตอนนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่า หากพรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นหรือไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน ตอบว่า ก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี

20จนท.คุกหนาว จ่อถูกพักราชการ/ให้ออกไว้ก่อน เซ่นคุกวีไอพีบำเรอกามจีนเทา

20จนท.คุกหนาว  จ่อถูกพักราชการ/ให้ออกไว้ก่อน  เซ่นคุกวีไอพีบำเรอกามจีนเทา

20จนท.คุกหนาว จ่อถูกพักราชการ/ให้ออกไว้ก่อน เซ่นคุกวีไอพีบำเรอกามจีนเทา

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“โฆษกกรมคุก” เผยเร็วๆ นี้ เตรียมเปลี่ยนแปลงคำสั่ง 20 จนท.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากแค่โยกย้ายไปต่างจังหวัด อาจโดน “พักราชการ-ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” ระบุพบหลักฐานกลุ่มเจ้าหน้าที่บางส่วนบินมาเก๊าจริง DSI ตั้งเรื่องเรียกสอบรายตัว

จากกรณีนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม มีคำสั่งลงนามโยกย้าย นายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและพวก อันเนื่องจากการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และพบว่ามีเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดให้บริการบำเรอกามผู้ต้องขังจีนเทา

เก็บหลักฐานเพิ่มเติม

ล่าสุด เมื่อเช้าวันที่ 24 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวราย งานบรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหา นคร ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหา นคร ว่าเป็นวันแรกที่จะมีเจ้าหน้าที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบด้วย กรมราชทัณฑ์ เข้าทำการสอบสวนข้อมูลเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ มหานคร รวมถึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เข้าเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน

โดย นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราช ทัณฑ์ รักษาการแทน ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ตนได้ส่งเอกสารประสานไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้สนับสนุนส่งเจ้าหน้าที่นิติวิทย์มาร่วมตรวจเก็บพยานหลักฐานพยานวัตถุในห้องเกิดเหตุ (ห้องลับใต้บันได) ซึ่งได้มีการซีลพื้นที่ไว้เรียบ ร้อยแล้วสำหรับนำไปตรวจสอบ ก่อนรับผลรายงานและนำเสนอไปยังคณะกรรม การตรวจสอบข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ดี คาดว่าระหว่างในวันที่ 25-26 พ.ย. ทางพล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จะได้มีการแถลงความคืบหน้าต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 ราย ที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวและคำสั่งย้ายของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเบื้องต้นเริ่มมีพยานหลักฐานชัดเจนแล้ว จึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเพิ่มเติม อาทิ พักราชการไว้ก่อน หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นต้น และเรื่องนี้เป็นผลกระทบต่อองค์กรเป็นอย่างยิ่ง รมว.ยุติธรรม จึงให้ความสำคัญอย่างมากในการจัดระเบียบความโปร่งใส นอกจากนี้ ประเด็นการเดินทางไปยังต่างประเทศของกลุ่มเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหา นครที่ไม่มีการแจ้ง และบางกลุ่มก็มีความชัดเจนในส่วนของการเดินทางไปมาเก๊าอีกด้วย

สอบปากคำ20จนท.เรือนจำ

ขณะที่ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า วันนี้จะมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กองคดีความมั่นคง เดินทางเข้าไปสอบสวนข้อมูลเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ที่รับผิดชอบด้านงานเอกสารการให้การบริการสวัสดิการผู้ต้องขัง การควบคุมดูแลผู้ต้องขัง การเบิกตัวผู้ต้องขัง เพื่อขอรับข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบการเยี่ยมญาติ การจ่ายเงิน การรับโอนเงิน สลีปโอนเงินต่างๆ รวมถึงรายงานการสอบสวนข้อมูลเบื้องต้นของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรมราชทัณฑ์ที่ได้ดำเนินการก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการสอบปากคำเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทั้ง 20 ราย (ที่ถูกคำสั่งย้าย) ผู้ต้องขังจีนเทา 2 ราย หญิงสาวนางแบบชาวจีน 2 ราย รวมถึงการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน พยานวัตถุ และพยานเอกสารของเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่ามีการรวบรวมรายการสิ่งของใดไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม หากผลการสอบสวนปากคำในส่วนของเจ้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครทั้ง 20 รายที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดำเนินการบันทึกคำให้การก่อนหน้านี้ มีส่วนใดเพิ่มเติมที่ดีเอสไอเล็งเห็นว่าจะต้องสอบสวนปากคำเพิ่ม ก็จะได้มีการประสานออกหมายเรียกพยานแก่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครทั้ง 20 รายดังกล่าว มาสอบถามไม่ว่าจะเป็นประเด็นของเรื่องเส้นทางการเงินก็ตาม ทั้งนี้ ดีเอสไอจะได้ประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อดูประวัติย้อนหลังการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรของนายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

เชื่อปปช.สอบทรัพย์สิน

พ.ต.ท.อนุรักษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ ปกติแล้วเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องมีการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ซึ่งส่วนนี้จะเป็นกฎหมายของ ป.ป.ช. ที่จะไปตรวจสอบว่ามีการครอบครองทรัพย์สินมูลค่าสูงผิดปกติอย่างไรหรือไม่ นับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งเป็น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหา นคร อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ยังคงเป็นเพียงเรื่องสืบสวน ที่ต้องดูว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทั้ง 20 ราย มีพฤติการณ์ กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ ซึ่งถ้าหากพบการกระทำความผิดดังกล่าว ดีเอสไอจะต้องสรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปตามขั้นตอน

ทนายโต้บอสกันต์ไม่เกี่ยว

นายวิฑูรย์ เก่งงาน “ทนายอ๋อง”ทนายความของนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ บอสพอล ผู้ต้องหาคดีบริษัทดิไอคอนฯ(The iCON) เปิดเผย ว่า ตนได้โทรศัพท์คุยกับทนาย ความของบอสกันต์-กันต์ กันตถาวร เพื่อถามถึงข้อเท็จจริง ทนายวิฑูรย์ บอกว่า ตอนนี้ข่าวที่ออกไปทำให้เสียหายหนักมากเพราะนายกันต์ไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นและไม่ได้ให้ใครเข้าเยี่ยมวันอาทิตย์ เพราะหากเป็นแบบนั้นจริงทนายความก็ต้องรู้ คงไม่มีใครปิดบังข้อเท็จจริงเรื่องนี้ จึงปฏิเสธเรื่องนี้มา

เมื่อถามว่าทนายความในฐานะที่เข้าออกเรือนจำพิเศษกรุงเทพเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่อง VIP หรือไม่ ทนายวิฑูรย์ บอกว่า คนที่อยู่ข้างในไม่เคยเล่าให้ตนเองฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้น ส่วนที่คุยกับนายสามารถ เจนชัยจิตรวณิช หรือจ๊อบ ก็บอกว่าพอได้ยินข่าวและเพิ่งรู้ ซึ่งนายสามารถอยู่แดน 1 กับนายกันต์ ส่วนบอสพอลอยู่แดน 4 ไม่ได้อยู่แดนเดียวกับผู้ต้องขังชาวจีน

ร้องปปช.สอบ‘ผบ.คุก’

วันเดียวกันที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายศรีสุวรรณ จรรยา องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิด อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯกับพวก หลังถูกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจฯ หลังตรวจพบมีการนำหญิงสาวมาบริการนักโทษจีนเทาบางรายในห้องลับและพบสิ่งของต้องห้ามมากมายในห้องลับ อันเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามกฎหมายของ ป.ป.ช.โดยตรง

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่าสั่งย้ายหรือจะให้ออก ผบ.เรือนจำพิเศษฯกับพวกดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายขั้นสูงสุดซึ่งเป็นที่ครหาของสังคมได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อเรื่องเงียบลงไม่เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนอีกต่อไป เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกตั้งกรรมการสอบก็อาจจะหลุดพ้นและกลับมาเติบโตในชีวิตราชการต่อไป โดยไม่มีการลงโทษในทางอาญาใด ๆ ดังกรณีตัวอย่างหลาย ๆ กรณี อาทิ กรณีการเอื้อประโยชน์ให้นักโทษไป รพ.ตำรวจที่ชั้น 14 เป็นต้น นอกจากนั้นยังปรากฎในการสั่งย้ายเจ้าหน้าที่รัฐหลายองค์กรในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเรื่องเงียบคนที่ถูกสั่งย้ายก็ยังคงอยู่ในวงการราชการ และบางรายมีตำแหน่งใหญ่โตมากกว่าเดิมก็มี

“สนธิญา”บุกร้องปปง.

ด้านนายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือถึง คณะการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อให้ตรวจสอบยึดอายัดทรัพย์ นายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง หลังมีข่าวเรื่องคุก VIP เอื้อประโยชน์ให้นักโทษจีนเทา

นายสนธิญากล่าวว่า สายของตัวเองให้ข้อมูลมาว่าในกระบวนการนี้ได้มีการจ่ายเงินเป็นขั้นบันได แบ่งเป็น 3 5 7 9 ไปจนถึง 15 ล้านบาท ซึ่งจะรับเงินกันในต่างประเทศและใช้บัญชีของผู้อื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ถึงอย่างไรก็ตามเชื่อว่าในทุกเส้นทางการเงินจะต้องมีพิรุธและทิ้งร่องรอยไว้ วันนี้จึงเดินทางมาให้ข้อมูลต่อ ปปง. เพื่อตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในความผิดมูลฐานตาม พรบ.ปปง.2542รวม 7 ข้อ และ ความผิดอังยี่ซ่องโจรด้วย

แบงก์ชาติขยับ สกัดเงินทุนเทา คุมร้านแลกเงิน ซื้อขายทองคำ

แบงก์ชาติขยับ  สกัดเงินทุนเทา  คุมร้านแลกเงิน  ซื้อขายทองคำ

แบงก์ชาติขยับ สกัดเงินทุนเทา คุมร้านแลกเงิน ซื้อขายทองคำ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“แบงก์ชาติ” เดินหน้ารุก สกัดเงินทุนเทา ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรม ยกระดับ KYC-CDD ให้เข้มข้น คุมร้านแลกเงิน –ซื้อขายทอง โยงค่าเงินบาท

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงมาตรการควบคุมทุนเทาและการไหลเข้าออกของเงินบาท โดยชี้แจงว่าภายใต้กฏหมายปัจจุบัน ธปท. ไม่มีข้อมูลการไหลเข้า-ออกของเงินบาท (flow เงินบาท) หากมีธุรกรรมต้องสงสัย เช่น โอนเงินเกิน 5 แสนบาท ฝากเงินสด เกิน 2 ล้านบาท ข้อมูลจะถูกนำส่งจะนำส่งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เท่านั้น

สำหรับแนวทางจัดการกับทุนเทา ธปท. จะดำเนินการเพิ่มขึ้นใน 2 มิติ คือ เพิ่มการมองเห็นข้อมูลเส้นทางเงินต้องสงสัย ด้วยการใช้กฎหมายหรือเกณฑ์ที่มีอยู่ ได้แก่ พ.ร.บ.สถาบันการเงิน และ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน เข้าไปกำกับ ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมตามเงื่อนไขที่ ธปท.กำหนด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันไม่ให้ภาคการเงินถูกใช้เป็นช่องทำทุจริต เช่น กรณีมีเงินก้อนใหญ่ถูกโอนเข้าและออกเกือบจะทันที หรือบัญชีที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์พนันออนไลน์ เพื่อดำเนินการต่อหรือส่งข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของ ปปง. ในการดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ จะยกระดับการกำกับดูแลและการรู้จักลูกค้าของผู้ใต้กำกับ เช่น ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยจะออกหลักเกณฑ์ยกระดับการทำความรู้จักลูกค้าให้เข้มข้นขึ้น ทั้งกระบวนการรู้จักลูกค้าที่สามารถระบุตัวตน และพิสูจน์ตัวตน หรือ KYC (Know Your Customer) และการตรวจสอบข้อเท็จจริงในข้อมูลของลูกค้า หรือ CDD (Customer Due Diligence) เพื่อจับจุดเสี่ยงและจัดการได้เร็ว รวมทั้งนำมาใช้ยกระดับการป้องกันต่อไป

สำหรับผู้ให้บริการ e-Wallet และ Money Transfer Agent ยกระดับการกำกับดูแลเทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ เช่น มี customer profiling หรือมาตรการกำหนดวงเงินการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัลให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการทำธุรกรรมของลูกค้าแต่ละราย, ตรวจสอบระบบการตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และ enforce เมื่อพบว่าผู้ให้บริการเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย

สำหรับ Money Changers จะเพิ่มคุณภาพและความสามารถของผู้ให้บริการในการติดตามตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติ รวมทั้งกำหนดมาตรฐานการให้บริการลูกค้าเพิ่มเติม

นายวิทัย ยังกล่าวถึง ธุรกรรมทองคำในปัจจุบันว่ามีผลกระทบต่อค่าเงินค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในบางช่วง นอกจากนี้ยังส่งผลให้ร้านทองต้องบริหารความเสี่ยง (Square position) ทั้งการทำธุรกรรมทองคำกับต่างประเทศ และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX)

ปัจจุบัน ธปท. มีข้อมูลของร้านทองเฉพาะกรณีที่ร้านทองทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) กับธนาคารพาณิชย์ ในประเทศ แต่ไม่มีข้อมูลหากร้านทองซื้อขายทองคำกับตลาดต่างประเทศ การทำธุรกรรม FX ผ่านบริษัทในเครือในต่างประเทศ รวมทั้งกรณีทำธุรกรรมด้วยคริปโตเคอเรนซี่

ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้นเพื่อติดตามผลกระทบต่อค่าเงิน และกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องให้ตรงจุดต่อไป

‘ปชน.’กล่อม‘พท.’ ขอให้ชะลอยื่นซักฟอกรัฐบาล รอแก้ไขรธน.ผ่านวาระ3 ‘หนู’ดัน‘คนละครึ่ง’เฟส2

‘ปชน.’กล่อม‘พท.’  ขอให้ชะลอยื่นซักฟอกรัฐบาล  รอแก้ไขรธน.ผ่านวาระ3  ‘หนู’ดัน‘คนละครึ่ง’เฟส2

‘ปชน.’กล่อม‘พท.’ ขอให้ชะลอยื่นซักฟอกรัฐบาล รอแก้ไขรธน.ผ่านวาระ3 ‘หนู’ดัน‘คนละครึ่ง’เฟส2

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ปชน.’กล่อม‘พท.’ ขอให้ชะลอยื่นซักฟอกรัฐบาล รอแก้ไขรธน.ผ่านวาระ3 ‘หนู’ดัน‘คนละครึ่ง’เฟส2 หวังให้ทันก่อนจะยุบสภา ปัดเร่งชงของบก่อน9ธ.ค.

นายกฯอนุทิน พยายามดัน “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 ให้ทันยุบสภา เลี่ยงตอบทุกกระทรวงเสนองบก่อน 9 ธันวาคม นี้ ด้าน “สุชาติ” ปัดส่งสัญญาณของบฯชิงยุบสภา แนะฝ่ายค้านอยากฟังคำชี้แจง ให้ยื่น ม.152 ถ้าอยากบีบบังคับกันก็ ม.151 ขณะที่ “เท้ง” ยอมรับนัดคุย “จุลพันธ์” ขอชะลอยื่นซักฟอก รอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 ก่อน“อิ๊งค์-เอม-พงศ์” นำพวงมาลัยมะลิ เยี่ยม ทักษิณ ชี้เป็นธรรมเนียมที่บ้าน ช่วงวันเกิดแม่ต้องกราบพ่อด้วย

เมื่อวันที่ 24พฤศจิกายน2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาด ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 ถึงโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะดำเนินการได้ทันก่อนยุบสภาหรือไม่ ว่าจะพยายาม ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ระบุให้ทุกกระทรวงเสนอโครงการของบประมาณ ก่อนวันที่ 9 ธันวาคมนี้ โดยนายกฯชี้ไปที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง พร้อมกล่าวว่า ขอประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อนแล้วค่อยแถลง เมื่อถามกรณีนายจักรภพ เพ็ญแข ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางพลัด-บางกอกน้อย พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ระบุว่าไปเดินตลาดพบว่าโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่ผิดพลาด นายอนุทินกล่าวว่า ให้ไปถามประชาชนส่วนใหญ่

รบ.ปัดส่งสัญญาณของบก่อน9ธ.ค.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึง กระแสข่าวที่รัฐบาลส่งสัญญาณให้แต่ละกระทรวงเสนอโครงการงบประมาณภายในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ เพื่อชิงจังหวะก่อนยุบสภา 12 ธันวา ว่า ยัง วันนี้ทุกอย่างจะเป็นไปตามปกติ ยังไม่มีการสั่งการดังกล่าว ส่วนความคืบหน้าในการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกานั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ก็ยังเดินอยู่

‘สุชาติ’ปัดเร่งชงของบฯชิงยุบสภา

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมวทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวรัฐบาลส่งสัญญาณให้แต่ละกระทรวงเสนอโครงการงบประมาณภายในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ จะเป็นการส่งสัญญาณยืนยันการยุบสภา 12ธ.ค.นี้หรือไม่ ว่า เรื่องนี้ตนไม่มั่นใจและไม่ได้ดูเรื่องงบประมาณมาก เพราะขณะนี้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลในเรื่องน้ำท่วม รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่อุทยานต่างๆ ซึ่งเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องของปลัดกระทรวงและอธิบดี

อยากฟังชี้แจงยื่น152บีบบังคับ151

เมื่อถามย้ำว่า นายกฯได้สั่งการให้ส่งโครงการงบประมาณก่อนวันที่ 9 ธ.ค.นี้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ยืนยันไม่มี ไม่ได้บอก ไม่ได้คุยเรื่องงบประมาณแต่อย่างใด เมื่อถามถึงความชัดเจนของสัญญาณการยุบสภาฯ 12 ธ.ค.นี้ นายสุชาติ กล่าวว่า ทุกคนพร้อมอยู่แล้ว เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เขาจะขีดให้เราไปทางไหนก็ไปทางนั้น เพราะทุกอย่างอยู่ใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญเดียวกัน ซึ่งพร้อมทุกมิติอยู่แล้ว เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่นายกฯจะประกาศยุบสภา 12 ธ.ค.นี้ นายสุชาติ กล่าวว่า อยู่ที่นายกฯพูด ถ้าจะซักฟอกแล้ว อยากจะฟังคำชี้แจ้ง ก็ต้องเป็นการอภิปรายตามมาตรา 152 โดยไม่ลงมติ แต่หากต้องการจะบีบบังคับกันก็ยื่นมาตรา 151 แค่นั้น เราไม่มีปัญหา พร้อมอยู่แล้ว และเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองพร้อมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง และขณะนี้เริ่มทำพื้นที่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรต่อกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ เพราะทุกพรรคล้วนแต่มีความมั่นใจอยู่แล้ว

เคลียร์“สนธยา”แฮปปี้ลงสส.เขต1

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการหารือกับ นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มชลบุรี เลือกตั้งจัดตัวผู้สมัคร สส.ชลบุรี ของพรรค ภท. โดยเฉพาะในเขต 1 ว่า จบแล้ว ไม่มีอะไร เมื่อวันที่ 23 พ.ย.คุยกันเรื่องอื่น คุยเรื่องความเหมาะสมเขตอื่นที่ไม่ใช่พื้นที่เขต 1 ส่วนพื้นที่เขต 1 นายสนธยาเข้าใจ เพราะเราทำการเมืองมาด้วยกันตั้งแต่พรรคพลังชล ซึ่งมองว่าตนมีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้แทนเขตนั้น ยืนยันว่ามีความพร้อมในพื้นที่เขต1 ตนเป็นสส.เขต 1ชลบุรี มาหลายสมัย ถามย้ำว่า นายสุชาติ จะลงเขต1เองหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ยืนยันตนมีความประสงค์ขอเสนอตัวเหมือนเดิม เพราะเคยเป็น สส.แบบแบ่งเขต ครั้งที่แล้วตนแค่ขึ้นบัญชีรายชื่อ ไปช่วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯเท่านั้น ตอนนั้นต้องดูหลายจังหวัดเท่านั้นเอง

“ผมบอกกับพี่แป๊ะว่า ผมเหมาะสมกับเขต 1 ถ้าเฮ้งลงไม่มีปัญหา ก็โอเค แต่ถ้าเป็นคนอื่นก็ต้องดูความเหมาะสม ชาวบ้านแฮปปี้ ผู้นำแฮปปี้หมด ไม่มีแอบกินข้าวลับหลังใคร เราก็แฮปปี้ดี”นายสุชาติ ระบุ

ไผ่กอเดียวกันคนชลบุรีอยากให้รวม

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ได้คุยประเด็นดังกล่าวหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า รู้อยู่แล้วว่า เรา 2 คนคุยกันได้ ไม่อย่างนั้นจะชวนมานั่งแถลงข่าวร่วมกันได้อย่างไร เมื่อถามว่า ต้องมีการคุยกันในพรรค เพื่อคุยถึง 10 เขตในชลบุรี เพื่อความเข้าใจกันหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนว่าที่คุยกับนายอนุทินและนายสนธยา ก็รู้อยู่แล้วว่าผู้สมัคร สส.ที่ลงเป็นคนบ้านเดียวกัน รู้จักกันหมด ไม่มีใครนอกเหนือ จากไผ่กอเดียวกันทั้งนั้น เมื่อถามว่า การจับมือกันกับนายสนธยา เป็นการสกัดกระแสพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ เพราะครั้งที่แล้วคะแนนตัดกันเอง นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าคนข้างนอกมองจะมองแบบนั้น แต่คนใน จ.ชลบุรี ไม่ได้มองแบบนั้น คนชลบุรีอยากให้เรารวมกัน เมื่อถามอีกว่า เป็นภาพสะท้อนชลบุรีที่อยากสนับสนุนบ้านใหญ่และบ้านใหม่ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เรามาจากบ้านเดียวกัน ผู้นำทุกอำเภอ ตำบล เทศบาล อยากให้พี่กับน้องอยู่ด้วยกัน เมื่อก่อนตนอยู่กับนายสนธยาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เป็นอะไร เป็น สจ. สท. ขึ้นรถคันเดียวไปด้วยกัน ภาพก็เป็นแบบนั้น

‘เท้ง’รับคุย‘จุลพันธ์’ขอชะลอยื่นซักฟอก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้เชิญนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายวีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร 3แคนดิเดตนายกฯของพรรคประชาชนมาร่วมรายการ โดยช่วงหนึ่ง นายสรยุทธสอบถามถึงการทำหน้าที่หากพรรคเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยุบสภา จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญชะงักไปหรือไม่ โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง พรรคประชาชนก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล คงไม่สามารถไปอุ้มอะไรได้

ทั้งนี้ นายสรยุทธ ระบุว่า ได้ยินว่า นายณัฐพงษ์ไปขอ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าเพื่อไทย ให้รอผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ3ก่อนค่อยยื่นซักฟอก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่การขอ แต่เป็นการพูดคุย ประเมินทิศทางทางการเมือง เป็นการเอาประโยชน์ประเทศเป็นตัวตั้ง แต่รายละเอียดคงบอกไม่ได้ เป็นเรื่องมารยาท แต่ยืนยันไม่ได้พูดกันว่าครั้งหน้าจะร่วมรัฐบาลยังไง หรือแบ่งโควต้ากันยังไง นายสรยุทธ กล่าวว่า เป็นการคาดการณ์ว่า รธน.จะผ่านวาระ 3 แล้ว ค่อยให้เพื่อไทยไปยื่นตอนนั้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นบทสนทนาที่สามารถคาดการณ์ได้ ทุกคนคาดการณ์ได้ว่าบทสนทนาจะเป็นในทิศทางไหน ที่เข้าไปคุยกับคุณจุลพันธ์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจว่าเซ็นเอ็มโอเอ เพราะอยากให้ประเทศเดินหน้า อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่การตัดสินใจเป็นเรื่องของคุณ ถ้ายื่นไปก็พร้อมทำหน้าที่เต็มที่ แต่ก็เป็นสิทธิของคุณ

‘จุลพันธ์’ยอมรับพูดคุยกับ’เท้ง’จริง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคปชน.ใยอมรับว่า คุยกับ นายจุลพันธ์ เพื่อให้ชะลอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไปก่อน โดยขอให้เสร็จสิ้นลงมติวาระ3ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีการร้องขอมาจริง โดยนายณัฐพงษ์เป็นคนขอว่าไม่ให้พูด และเป็นคนขอว่ายังไม่ใช่ประเด็นที่จะสื่อสาร ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องของจุดยืนว่าเราจะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่นายณัฐพงษ์และพรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อให้รอการลงมติวาระ3 ซึ่งยังไม่มีข้อตัดสินใจหรือข้อสรุป ดังนั้นหลังจากนี้ไม่เกินก่อนเปิดสมัยประชุม คงจะได้ติดต่อประสานงานและพูดคุยกันกับนายณัฐพงษ์และทีมเพื่อสรุปในเรื่องของทิศทาง

แต่เป็นสิทธิ์’พท.’ยื่นซักฟอกหรือไม่

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะยื่นซักฟอกภายหลังเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูนผ่านวาระ 3 สำเร็จได้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ทุกอย่าง เพราะเราต้องคำนึงถึงทุกองค์ประกอบ ต้องมีการหารือกันซึ่งได้มีการพูดคุยกันแล้วหนึ่งครั้งถึงทิศทางการทำงานของทั้งสองพรรค ดังนั้นก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการใดๆ โดยมารยาทตนจะประสานงานกลับไป แต่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดนี้ จะป็นการตัดสินใจภายในว่า จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร เมื่อไหร่ หากทางพรรคประชาชนตัดสินใจอย่างไร จะร่วมในกระบวนการตรวจสอบ หรือจะรอหรือจะเว้นวรรคอย่างไรเป็นอำนาจ และเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองที่สามารถดำเนินการได้

‘พท.’แฉงูเห่าชวนเพื่อนสส.ย้ายซบภท.

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย (พท.) แจ้งว่า หลังจาก น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และน.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ไปปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประเด็นดังกล่าวพรรคเพื่อไทย ทราบพฤติกรรมของสส.ทั้ง 2 คนมาสักระยะหนึ่งแล้ว เมื่อผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยสอบถามทั้ง 2 คน กลับให้คำตอบและยืนยันมาตลอดว่าจะอยู่กับพรรคเพื่อไทย และจะไม่ย้ายไปพรรคอื่น ทำให้พรรคเพื่อไทยจึงยังให้โอกาส อย่างไรก็ตาม สุดท้ายทั้งคู่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะย้ายไปพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะ น.ส.สรัสนันท์ ที่หลังจากเปิดตัวลงสมัครกับพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่กลับมีพฤติกรรมชักชวนเพื่อน สส.หลายคนในพรรคเพื่อไทย ให้ไปอยู่พรรคภูมิใจไทยด้วยกัน เพื่อหวังต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า ไม่มีเพื่อน สส.พรรคเพื่อไทยตอบตกลงย้ายพรรคไปด้วย

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า น.ส.สรัสนันท์ มีเจตนาและตั้งใจจะย้ายไปพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่แรก รวมทั้งยังพยายามประวิงเวลา เพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยสรรหาตัวบุคคลมาลงสมัครรับเลือกตั้งแทนได้ทัน อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยได้สรรหาตัวบุคคลลงสมัครเลือกตั้งแทน น.ส.สุดารัตน์และ น.ส.สรัสนันท์ ได้แล้ว

‘อิ๊งค์-เอม-พงศ์’นำพวงมาลัยเยี่ยมพ่อ

เวลา 10.30น.ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร บรรยากาศการเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 19 นับตั้งแต่ถูกคุมขังภายในเรือนจำ ขณะที่สมาชิกครอบครัวซึ่งร่วมเดินทางมาเยี่ยม โดยวันนี้มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” อดีตนายกรัฐมนตรี บุตรสาวคนเล็ก, น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ “เอม” บุตรสาวคนกลาง และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือ “พงศ์” สามีของ น.ส.พินทองทา ทั้งสามคนเดินทางมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนยกมือไหว้สื่อมวลชน จากนั้น นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ เดินทางตามมาภายหลังเพื่อร่วมเข้าเยี่ยมด้วย

ธรรมเนียมที่วันเกิดแม่ต้องกราบพ่อ

ต่อมา เวลา 11.25น.น.ส.แพทองธาร เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมญาตินายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (บิดา) ภายในเรือนจำ ว่า วันนี้ตนเองได้นำพวงมาลัยดอกมะลิเข้าไปกราบบิดา เนื่องจากเป็นธรรมเนียมทางบ้านและของครอบครัว เนื่องจากเพิ่งผ่านวันเกิดของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ปกติหากอยู่พร้อมหน้ากันก็จะกราบทั้งบิดาและมารดาในวันเดียวกัน ดังนั้นวันนี้จึงนำพวงมาลัยมากราบนายทักษิณที่เรือนจำแทน ส่วนกรณีที่อัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 ประเด็นรายละเอียดขอให้เป็นหน้าที่ของทนายวิญญัติเป็นผู้ชี้แจง เมื่อถามถึงบรรยากาศการพูดคุยกับนายทักษิณ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นการสนทนาตามปกติ ก่อนโบกมือทักทายสื่อมวลชนและผู้สนับสนุนที่มารอหน้าเรือนจำ พร้อมเดินทางกลับด้วยรถยนต์ส่วนตัว โดยมี น.ส.พินทองทา และนายณัฐพงศ์ ขึ้นรถออกไปพร้อมกัน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำ ควรที่จะได้รับเงินชดเชยก่อนใคร หากเกินกว่ากำหนดที่ตกลงกันไว้ พี่น้องประชาชนในพื้นที่รับน้ำคือกลุ่มคนที่เสียสละ ควรจะได้รับการชดเชยจากรัฐเช่นกัน”

นายนพพล เหลืองทองนารา

สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย

‘ธรรมนัส’ยกเลิกบินหาดใหญ่ สภาพอากาศป่วนหนัก นั่งซูมบัญชาการด่วนแทน

'ธรรมนัส'ยกเลิกบินหาดใหญ่ สภาพอากาศป่วนหนัก นั่งซูมบัญชาการด่วนแทน

‘ธรรมนัส’ยกเลิกบินหาดใหญ่ สภาพอากาศป่วนหนัก นั่งซูมบัญชาการด่วนแทน

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.33 น.

“รองนายกฯ ธรรมนัส” แจงติดสภาพอากาศแย่บินลงหาดใหญ่ไม่ได้ แต่ยังคงตามติดสถานการณ์น้ำท่วมใกล้ชิด เผย พรุ่งนี้เช้าเตรียมบินช่วยผู้ประสบภัยต่อเนื่อง

24 พ.ย.68 เวลา 20.20 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)โพสต์เฟสบุ๊คระบุว่า “ในวันนี้เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องขึ้นเพื่อบินไปที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาได้ แต่ยังคงนั่งประชุมผ่านทางระบบ zoom กับปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แม่ทัพภาคที่ 4  อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อประสานช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ที่ยังคงติดค้างและรอคอยความช่วยเหลือ 

พร้อมระบุด้วยว่า ”ในวันพรุ่งนี้ในช่วงเช้า ผมจะรีบเดินทางไปยังอำเภอหาดใหญ่ เราทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องครับ“

‘อนุทิน’ลั่นประเทศไทย4ปีข้างหน้า หากตนเป็นนายกฯข้างหน้าไม่ปัง-ก็พัง

'อนุทิน'ลั่นประเทศไทย4ปีข้างหน้า หากตนเป็นนายกฯข้างหน้าไม่ปัง-ก็พัง

‘อนุทิน’ลั่นประเทศไทย4ปีข้างหน้า หากตนเป็นนายกฯข้างหน้าไม่ปัง-ก็พัง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.20 น.

นายกฯ เผย น้ำท่วมหาดใหญ่เป็นวิกฤติในรอบ 15 ปี  ลั่นประเทศไทย 4 ปี หากตนเป็นนายกฯอยู่ 4 ปีข้างหน้าไม่ปัง-ก็พัง

24 พ.ย.68 เมื่อเวลา 21.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย 
พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ร่วมงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR”

โดยนายกฯกล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่มาร่วมงานในวันนี้สายไปพอสมควรวันนี้ตั้งแต่เช้าก็มีภารกิจต่อเนื่องมาโดยตลอดและมีเหตุการณ์ที่ใช้เวลาเยอะ คือเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา ถึงแม้ว่าตนจะลงไปดูสถานการณ์และไปสั่งการถึง 2 วันติดต่อกัน แต่ฟ้าก็ไม่เป็นใจ เพราะหลังจากเรากลับมาปรากฏว่ามีมลน้ำอีกละลอกหนึ่งซึ่งเราไม่ได้คาดฝันว่าจะมีจำนวนมหาศาลขนาดนี้เข้ามาใน อำเภอหาดใหญ่ เพราะนอกจากเป็นน้ำที่มาจากนอกพื้นที่แล้วยังมีปริมาณฝนที่ตกไม่หยุดและเป็นการตกที่ค่อนข้างหนักตลอดทั้งวัน ทั้งคืนรับทราบมาว่าเป็นวิกฤตในรอบ 15 ปี ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สูงสูงสุด อย่างไรก็ตาม ตนก็ได้สั่งการและมอบหมายให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่รับผิดชอบในสถานการณ์ต่างๆได้อยู่ในพื้นที่และอำนวยการรักษาสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้การช่วยเหลือต่างๆมีความพร้อมแล้ว ตอนนี้เราสู้กับธรรมชาติ แต่ในเรื่องของการดูแลให้ความช่วยเหลือกับประชาชน เรามีการเตรียมตัวโดยระดมหน่วยงานทุกหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน ถือเป็นครั้งแรกเหตุการณ์ที่หาดใหญ่ทำให้เราต้องมานั่งคิดว่าแค่ข้ามคืนเดียวเมื่อมีอุบัติติภัยไม่ใช่เฉพาะเรื่องน้ำ ถ้ามันตัดไฟ ตัดน้ำ ตัดการเดินทางทุกโหมดสิ่งที่มันเกิดขึ้นภายในไม่ถึง 10 ชั่วโมงเมืองหาดใหญ่กลายเป็นเมืองที่ไม่สามารถหาทรัพยากรอะไรได้เลย อาหารไม่มี วัตถุดิบไม่มี เราจะต้องให้ความสำคัญในการวางแผนรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ แบบนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะเมืองที่มีสภาพเศรษฐกิจเติบโตอย่างเมืองหาดใหญ่

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนยังไม่ทันได้หายใจมาถึงก็ถูกเรียกขึ้นมาทันทีและให้มาพบปะกับเพื่อนๆพี่ๆทุกคนในห้องนี้ภายใต้หัวข้อเรื่อง THAILAND THE NEXT 4 YEAR  ประเทศไทยในอีก 4  ปีข้างหน้าเป็นอย่างไรก็ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่าใครจะได้มาเป็นผู้นำ เพราะผู้นำแต่ละคนมีวิธีการขับเคลื่อนวิธีการตั้งนโยบายให้กับประเทศไปคนละแนวทาง ภาพจบอาจจะไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ตนจะต้องตั้งต้นจากการพูดให้ชัดว่าประเทศไทย 4 ปีต่อจากนี้ในมุมมองของตนบนเงื่อนไขที่ว่าถ้าเป็น 4 ปีที่ยังมีตนเป็นนายกฯอยู่ 4 ปีข้างหน้าสำหรับประเทศไทยถ้าไม่ปังก็พัง เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า PANG  แล้วแต่ว่าเราจะอ่านว่าปังหรือพัง เพราะเป็น 4 ปีที่เราเปลี่ยนแปลงด้วยความรวดเร็ว ถ้ายืนอยู่ผิดที่หรือเดินช้าอาจจะพบกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ได้ ซึ่งการที่ตนพูดว่ายืนผิดที่คือในเชิงภูมิศาสตร์ การยืนคือการไปอิงแอบกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากเกินไป หรือแม้แต่การกระโดดไปกระโดดมาตามกระแส แต่การยืนถูกที่คือการยืนให้เด่นยืนให้โลกรู้ว่าคุณค่าของประเทศไทยอยู่ตรงไหน 

นายกฯ กล่าวอีกว่า การทำงานของตนบางครั้งเราจำเป็นที่จะต้องเดินทางสายกลาง โดยที่เราต้องมีดีในตัวเองมากพอสมควร แต่ถ้าเรากระโดดไปกระโดดมานึกสภาพว่าถ้าเราไม่มีความมั่นคงด้านไหนเลย และพยายามกระโดดไป กระโดดมาตรงไหนได้เปรียบไปไหนไปด้วยช่วย 2 บาทคนที่กระโดดก่อนคนที่เหนื่อยที่สุดคือเรา เพราะเรามัวแต่กระโดดไปกระโดดมา แต่ถ้าเราไปอิงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไปภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยก็อาจจะยังไม่ใช่ และไม่ได้เอื้ออำนวยให้เราสามารถอยู่ในตำแหน่งนั้นได้ แต่เราต้องหาจุดแข็งของเราในการที่เราจะดีลกับประเทศต่างๆในโลกนี้โดยที่เขาต้องให้ความสนใจต่อเราซึ่งเราทำได้และทำมาโดยสม่ำเสมอ