‘จูรี’ชี้ชัด! 3ศพหาดใหญ่ ‘ความเสียหายที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ’ เหตุเกิดจาก’ช่วยเหลือไม่เป็นระบบ’

'จูรี'ชี้ชัด! 3ศพหาดใหญ่ 'ความเสียหายที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ' เหตุเกิดจาก'ช่วยเหลือไม่เป็นระบบ'

‘จูรี’ชี้ชัด! 3ศพหาดใหญ่ ‘ความเสียหายที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ’ เหตุเกิดจาก’ช่วยเหลือไม่เป็นระบบ’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.58 น.

‘จูรี’ผ่าวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ชี้ความเสียหายร้ายแรงเกิดจาก ‘ช่วยเหลือไม่เป็นระบบ’ แนะตั้ง ‘ศูนย์บัญชาการเขต’ โดย อสม.-สท.

24 พ.ย.68 นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์คลิปเปิดเผยภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ ภายหลังจากได้ลงพื้นที่เพื่อเกาะติดสถานการณ์ มาตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่าปัญหาร้ายแรงเกิดจากการจัดการช่วยเหลือที่ไม่เป็นระบบ นำมาสู่ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สะเทือนใจที่มีรายงานการเสียชีวิต 3 รายในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุจากการจมน้ำและการขาดออกซิเจนเนื่องจากระบบฟอกอากาศไม่ทำงาน ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการเข้าถึงผู้ประสบภัยกลุ่มเสี่ยงอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังมองว่าอีกสาเหตุเกิดจากปัญหาความล่าช้า จากการที่ทีมกู้ภัยส่วนใหญ่เป็น อาสาสมัครจากภายนอกพื้นที่ ทำให้ไม่คุ้นเคยกับรายละเอียดของซอยลึกหรือพิกัดที่แน่นอนของกลุ่มเปราะบาง ส่งผลให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้าและทำงานซ้ำซ้อน

นายจูรี กล่าวว่า ขอเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างที่ต้องดำเนินการทันที โดยเน้นหลักการกระจายอำนาจการสั่งการไปสู่ระดับพื้นที่จริง ด้วยการจัดตั้งศูนย์บัญชาการในแต่ละเขต หรือศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจในแต่ละเขต 4 เขตของ อ.หาดใหญ่ การใช้บุคลากรท้องถิ่นเป็นหัวใจหลัก อย่าง อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข) และ สท. (สมาชิกสภาเทศบาล) เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการควบคุมและนำทาง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ทราบข้อมูลสำคัญ เช่น รายชื่อผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และรายละเอียดซอยต่าง ๆ เป็นอย่างดี

“แนวทางนี้จะช่วยให้การนำทางเรือกู้ภัยมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยในพื้นที่ลึกได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความซ้ำซ้อน ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันเวลาและทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความสูญเสียที่เกิดจากความล่าช้าในการจัดการ” นายจูรี กล่าว 

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.26 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี 2568

24 พฤศจิกายน 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ  และนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย มอบทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาแก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568  ซึ่งเป็นการมอบทุนฯ ในรูปแบบต่อเนื่อง 3 ปี รวมจำนวน 60 ทุน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 450,000 บาท โดยมี นายวีระยุทธ คีลาวงค์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา อีก 20 แห่ง คณะครู อาจารย์ และผู้แทนนักเรียนจากโรงเรียน ร่วมในพิธี ณ หอประชุมโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

การมอบทุนการศึกษา เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เพื่อช่วยเหลือสังคม “สร้างชีวิต” ให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา เติมเต็มความหวังเป็นอนาคตของครอบครัวสังคม และประเทศชาติ โดยตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่างๆและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรายงานสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดย สพฐ. กำชับการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย การสนับสนุนทรัพยากร และการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ขณะที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชายแดน 7 จังหวัดได้สะท้อนความต้องการเร่งด่วน เช่น งบประมาณตั้งศูนย์พักพิง การบริหารอาหารกลางวันช่วงปิดภาคเรียน การซ่อมแซมอาคารเรียน การเรียนทางไกล การเตรียมหลุมหลบภัย และการดูแลด้านสภาพจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

พร้อมกันนี้ สพฐ. ได้จัดทำระบบรายงานสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ (obecbordersafe) ให้เขตพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 16 แห่ง ใช้งานได้อย่างถูกต้องและทันต่อเวลา โดยกำหนดให้รายงานข้อมูลวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. และช่วงบ่าย เวลา 15.00 น. รวมถึงตั้งไลน์กลุ่มประสานงานเพื่อให้การติดตามสถานการณ์เป็นไปอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

​ม.นครพนม – เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

​ม.นครพนม - เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

​ม.นครพนม – เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับเรือนจำกลางนครพนม จัดโครงการ “สืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประจำปี 2568” ณ แปลงนาใหญ่ ภายในเรือนจำกลางนครพนม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี และ นายฉลาด อ่อนหัวโทน ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครพนม ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยนักศึกษา บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาผู้ต้องขังทั้งชายและหญิง เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ ส่งเสริมการเรียนรู้วิถีเกษตรไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักศึกษาซึ่งอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่นา อันเป็นการปลูกฝังคุณค่าของแรงงาน ความสามัคคี ความอดทน และความภาคภูมิใจในตนเอง อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร และสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานราชการในพื้นที่

อาจารย์สรินทรเทพ สายเนตร ภูกฤตธาดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาสหวิทยาการศึกษา คณะเกษตรและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า โครงการ “ลงแขกเกี่ยวข้าว” เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ภาคปฏิบัติในหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาเกษตรศาสตร์ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยนครพนมกับเรือนจำกลางนครพนม ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันมีผู้เรียนในระบบรวมประมาณ 350 คน จาก 3 เรือนจำ ได้แก่ เรือนจำกลางนครพนม เรือนจำจังหวัดสกลนคร และเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร

หลักสูตรดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) และมีระยะเวลาพ้นโทษไม่น้อยกว่า 3 ปี ได้ศึกษาในหลักสูตรเต็มรูปแบบ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อาหาร สัตวศาสตร์ พืชศาสตร์ ประมง และด้านช่าง โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิ ปวช. ซึ่งสามารถนำไปใช้สมัครงานในภาครัฐหรือเอกชนได้ตามคุณสมบัติ

นอกจากนี้ สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษระหว่างศึกษา หากประสงค์จะศึกษาต่อ สามารถโอนย้ายเข้าสู่ระบบการเรียนปกติที่คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ทันทีโดยไม่เสียสิทธิ์ทางการศึกษา

โครงการสืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่างของการใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการพัฒนา ฟื้นฟู และคืนคนดีสู่สังคม ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้กับการสืบสานวัฒนธรรมเกษตรไทย

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ 'สมเด็จพระพันปีหลวง'

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.57 น.

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

24 พ.ย.68 เมื่อเวลา 14.45 น. นายธนัท เชี่ยวชาญอักษร ประธานกรรมการ บริษัท ธนัทเฮิร์บ พาณิชย์ จำกัด ร่วมกับ นางสาวอัญรินทร์  กุลเกียรติเดช ประธานกรรมการ บริษัท  บีวายบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พร้อมคณะ จำนวน 14 คน มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า 6 ที่นั่ง และ 2 ที่นั่ง จำนวน 2 คัน แก่พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ณ อาคารสำนักพระราชวัง เพื่อใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.12 น.

สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับ Konrad Adenauer Stiftung จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “AI กับ อนาคตรัฐบาลดิจิทัล: สู่การยกระดับมาตรฐานบริการภาครัฐ 2025 

24 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ ว่า สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับ Konrad Adenauer Stiftung ได้จัดงานเสวนาวิชาการครั้งสำคัญในหัวข้อ “AI กับ อนาคตรัฐบาลดิจิทัล: สู่การยกระดับมาตรฐานบริการภาครัฐ 2025 (AI and the Future of Digital Governance: Advancing Public Service Transformation in 2025)” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยงานเสวนาฯ ได้รับเกียรติจาก ดร. ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ สมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร พรรคเพื่อไทย แสดงวิสัยทัศน์ AI และ Digital Platform กับ การยกระดับการบริการภาครัฐ และกล่าวต้อนรับโดย ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ผู้อำนวยการ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย

การเสวนาครั้งนี้ได้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนจากกระทรวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบรัฐบาลดิจิทัล ผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ ผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น

โดยมี วิทยากรผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นางสาวศนิ จิวจินดา ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายจตุรวิทย์ นิโรจน์ธนรัฐ รองนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์, นาย เปรมชาย จงเจริญ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ดิจิทัล สำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร, นายเอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการ กทม. และโฆษก กทม. และ ดร.บุรเทพ โชคธนานุกล สถาบันวิจัยประชาการและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมกันนี้ นายพลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการเสวนาด้วย

สำหรับเนื้อหาในวงเสวนาเน้นย้ำว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเครื่องมือทางเทคนิคเฉพาะทาง มาเป็น เทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างการบริหารภาครัฐ การนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นการสะท้อนแนวโน้มใหม่ของ “รัฐบาลดิจิทัล” ที่เปลี่ยนบทบาทของรัฐจาก “ผู้ให้บริการแบบรวมศูนย์” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบบริการสาธารณะที่มีฐานบนข้อมูลและเทคโนโลยี” ซึ่งมีการยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศต่างๆ เช่น เอสโตเนีย สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่แสดงให้เห็นว่า AI สามารถ ลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ เสริมความโปร่งใส และ ยกระดับคุณภาพบริการสาธารณะ ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ในวงเสวนาได้กล่าวถึงความคืบหน้าและอุปสรรคในไทย ว่าประเทศไทยได้ดำเนินงานภายใต้แนวนโยบาย “Thailand 4.0” และ “Digital Government Development Plan” รวมถึงการออก “แผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2565–2570” ที่วางรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และกรอบจริยธรรมการกำกับดูแล โดยมี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เป็นแกนหลักในการจัดตั้ง แพลตฟอร์มกลางของรัฐ เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลและลดการพัฒนาแบบแยกส่วน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล, การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี, การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ความจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจ ให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อการใช้ AI ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ ได้มีการหยิบยกกรณีศึกษา: กรุงเทพมหานคร (BMA) ถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการใช้ AI ยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น ระบบบริหารจัดการจราจรด้วย AI (AI Traffic Control System) เพื่อวิเคราะห์และปรับสัญญาณไฟจราจรลดความแออัด

แพลตฟอร์ม BMA OSS (One Stop Service) สำหรับบริการประชาชนแบบดิจิทัลครบวงจรในการยื่นคำขอและติดตามสถานะ

แพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” กลไกส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยอัตโนมัติ

การดำเนินการเหล่านี้เป็นก้าวแรกของ “มหานครดิจิทัล” แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การฝึกอบรมบุคลากร และการจัดทำแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวให้รัดกุมยิ่งขึ้น

การเสวนาในครั้งนี้จึงถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการ สร้าง “ระบบนิเวศของความไว้วางใจ” และกำหนดแนวทางเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างยั่งยืน 

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน ‘รมว.นฤมล’สั่งเต็มกำลัง

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน 'รมว.นฤมล'สั่งเต็มกำลัง

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน ‘รมว.นฤมล’สั่งเต็มกำลัง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“รมว.นฤมล”สั่งอาชีวะลุยช่วยน้ำท่วมใต้ เปิดโรงครัว 8 แห่งทำอาหาร 2,500 กล่องต่อวัน ส่งถึงมือชาวหาดใหญ่–รัตภูมิ–นาทวี–พะโค๊ะ เตรียมตั้งศูนย์ Fix It ฟื้นฟูหลังน้ำลด

24 พ.ย.2568 เวลา 12.30 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงวิกฤตสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังส่งผลกระทบอย่างหนักในหลายจังหวัดภาคใต้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ระดมกำลังทุกวิทยาลัยอาชีวศึกษาลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนในพื้นที่ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดสงขลา 5 แห่ง เปิดโรงครัวประกอบอาหารแห่งละ 500 กล่อง รวมกว่า 2,500 กล่องต่อวัน ส่งกระจายให้ประชาชนตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในอำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิ อำเภอนาทวี และอำเภอพะโค๊ะ เพื่อให้ชาวบ้านที่ติดอยู่ในจุดเสี่ยงต่าง ๆ ได้รับอาหารและน้ำดื่มอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ ได้ประสานวิทยาลัยจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีอีก 3 วิทยาลัย เข้าตั้งโรงครัวเสริมในพื้นที่ศูนย์พักพิงที่จังหวัดจัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับผู้ประสบภัยที่อพยพออกมาจากพื้นที่น้ำท่วมลึก

ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ส่วนวิทยาลัยเทคโนโลยีพานิชนาวี จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดส่งเรือท้องแบนจำนวน 3 ลำ มาช่วยภารกิจเคลื่อนย้ายและลำเลียงสิ่งของในจังหวัดสงขลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงผู้ประสบภัยในจุดที่รถไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว หากในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ระดับน้ำในอำเภอรัตภูมิ สงขลา กลับสู่ภาวะปกติ กระทรวงศึกษาฯ จะเร่งตั้ง ศูนย์ “Fix It Center” โดยเป็นความร่วมมือของวิทยาลัยในจังหวัดสงขลาและสุราษฎร์ธานี เพื่อฟื้นฟู ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเกษตร รถจักรยานยนต์ และสิ่งของต่าง ๆ ของประชาชน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายหลังน้ำลด

“กระทรวงศึกษาธิการ จะเดินหน้าสนับสนุนทุกภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกหน่วยที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รพ.หาดใหญ่ วิกฤตหนักสุด น้ำใกล้ท่วมเครื่องปั่นไฟ อัพเดทจุดช่วยเหลือสาธารณสุข

รพ.หาดใหญ่ วิกฤตหนักสุด น้ำใกล้ท่วมเครื่องปั่นไฟ อัพเดทจุดช่วยเหลือสาธารณสุข

24 พ.ย. 2568 18:48 น.

รพ.หาดใหญ่ วิกฤตหนักสุด น้ำใกล้ท่วมเครื่องปั่นไฟ อัพเดทจุดช่วยเหลือสาธารณสุข

รพ.หาดใหญ่ วิกฤตหนักสุด น้ำใกล้ท่วมเครื่องปั่นไฟ เฝ้าระวังผู้ป่วยไอซียู อีกประมาณ 130 ราย พร้อมอัปเดตโรงพยาบาลในพื้นที่ จ.สงขลา เปิดจุดบริจาค อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า อุปกรณ์ยังชีพ ที่ค่ายเสนาณรงค์

ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 21พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญภาวะน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง กระแสน้ำที่เพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็วได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ขณะเดียวกันถนนหลายสายไม่สามารถสัญจรได้ ทำให้การเข้าช่วยเหลือประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มีคำสั่งประกาศอพยพประชาชนในเขตเมืองหาดใหญ่เกือบทั้งหมดไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตรายจากระดับน้ำที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ศูนย์อพยพหลายแห่งยังประสบปัญหาในด้านการจัดการและการขนย้ายประชาชน เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาดเป็นบางช่วง และบางพื้นที่มีน้ำเชี่ยว จนไม่สามารถนำรถและเรือเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที เช่นเดียวกับผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากที่ยังไม่สามารถนำออกมาจากที่พักอาศัยได้

ระบบสาธารณสุขในพื้นที่น้ำท่วม จ.สงขลา ขณะนี้เข้าขั้นวิกฤต โดยเฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลหาดใหญ่ ที่ตอนนี้ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำ ที่จะเคลื่อนเข้ามาอย่างใกล้ชิด ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายแพทย์ปพน ดีไชยเศรษฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า หน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยกู้ภัยต่าง ๆ กำลังเร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากหลายพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักไปยังศูนย์พักพิงขนาดใหญ่ ได้แก่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โดยทั้งสองแห่งได้รับการปรับพื้นที่ให้รองรับผู้ป่วยและญาติได้อย่างปลอดภัยมากที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงน่าเป็นห่วง

หนึ่งในจุดวิกฤตที่สุดตอนนี้คือ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ถือเป็นโรงพยาบาลศูนย์หลักของภาคใต้ตอนล่าง ระดับน้ำภายนอกอาคารเพิ่มสูงขึ้น จนใกล้จะท่วมเครื่องปั่นไฟอีกประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าทั้งหมด โดยจะกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยอย่างร้ายแรง จึงต้องมีการส่งต่อผู้ป่วยบางส่วนไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์แล้วจำนวน 20ราย ขณะที่ผู้ป่วยรายอื่นยังต้องเฝ้าติดตามสภาพเครื่องปั่นไฟอย่างใกล้ชิด หากระบบยังทำงานได้ โรงพยาบาลก็จะสามารถให้บริการผู้ป่วยวิกฤตได้ต่อเนื่อง

ส่วนโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ อำเภอนาทวี จ.สงขลา ปัจจุบันถูกมวลน้ำล้อมรอบ จนต้องตัดกระแสไฟ และหันมาใช้เครื่องปั่นไฟสำรองเป็นหลัก โดยมีผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 4 ราย ได้รับการเคลื่อนย้ายมายังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เรียบร้อยแล้ว ขณะที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย ก็มีผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ 2 รายที่ต้องนำส่งไปยังโรงพยาบาลปัตตานีเพื่อความปลอดภัย

การลำเลียงผู้ป่วยจากพื้นที่เสี่ยงเป็นภารกิจสำคัญในเวลานี้

นายแพทย์ปพน เผยว่า ตอนนี้รถทหารเป็นพาหนะหลักในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากพื้นที่น้ำท่วม หากพื้นที่ใดมีระดับน้ำสูงเกินกว่ารถจะเข้าถึงได้ ทางแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ยืนยันความพร้อมในการใช้เฮลิคอปเตอร์เข้ารับผู้ป่วยทันที โดยเริ่มจากผู้ป่วยอาการหนักและผู้ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจก่อนเป็นลำดับแรก พร้อมกันนี้ยังได้ประสานงานกับการไฟฟ้าเพื่อเร่งปรับปรุงระบบไฟในโรงพยาบาลบางแห่ง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ไฟฟ้าได้และช่วยลดความเสี่ยงในการดูแลผู้ป่วย

สำหรับโรงพยาบาลหาดใหญ่ ขณะนี้ยังมีผู้ป่วยในแผนก ICU อยู่ประมาณ 130 ราย โดยมีราว 20 รายที่จำเป็นต้องย้ายออกก่อน ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจยังสามารถอยู่ในโรงพยาบาลได้ตามปกติ แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากระบบไฟฟ้าถูกตัด

ผู้ป่วยติดเตียงตามบ้านเรือนในพื้นที่น้ำท่วมก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน ทีมทหารและหน่วยเรือเร็วได้ระดมกำลังออกปฏิบัติการเพื่อรับผู้ป่วยเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีศูนย์รับแจ้งเหตุประจำอยู่ที่ค่ายเสนาณรงค์ จ.สงขลา ทำหน้าที่ประสานงานและจัดสรรกำลังเข้าพื้นที่ทันทีที่ได้รับการร้องขอ

นายแพทย์ปพน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สิ่งของจำเป็นที่ต้องการเร่งด่วนที่สุดคือ รถและเรือสำหรับใช้รับผู้ป่วยจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึง “อาหาร” สำหรับประชาชนและผู้ป่วยในศูนย์พักพิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุด จังหวัดจึงได้จัดตั้งครัวกลางที่ค่ายเสนาณรงค์เพื่อประกอบอาหารและกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ส่วนเครื่องมือแพทย์ยังถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน

ประชาชนที่ต้องการช่วยเหลือสามารถนำสิ่งของบริจาค เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์ยังชีพต่าง ๆ สามารถไปมอบได้ที่ค่ายเสนาณรงค์ เพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยและการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

มือระเบิดพลีชีพโจมตีฐานทัพในปากีสถาน ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 12 ราย

มือระเบิดพลีชีพโจมตีฐานทัพในปากีสถาน ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 12 ราย

24 พ.ย. 2568 16:52 น.

มือระเบิดพลีชีพโจมตีฐานทัพในปากีสถาน ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 12 ราย

เกิดเหตุระเบิดพลีชีพ 2 ครั้ง โจมตีสำนักงานใหญ่ของกองกำลังกึ่งทหารปากีสถานในเมืองเปชวาร์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 3 นาย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 12 คน นายกรัฐมนตรีปากีสถานกล่าวว่าเป็น “แผนก่อการร้ายที่ถูกยับยั้งได้” แต่ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

วันนี้ (24 พ.ย.) เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย 2 ครั้ง โจมตีสำนักงานใหญ่ของกองกำลังกึ่งทหาร “ตำรวจแห่งสหพันธรัฐ” ในเมืองเปชวาร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 3 นาย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 12 คน

ตำรวจเปิดเผยว่า กลุ่มผู้โจมตีติดอาวุธ ได้บุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของกองกำลังฯ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในเมืองเปชวาร์ โดยผู้ก่อเหตุจะต้องฝ่าด่านรักษาความปลอดภัยหลายชั้นจึงจะสามารถบุกเข้าไปได้ พยานในพื้นที่ให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่นว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น 2 ครั้ง เมื่อเวลาประมาณ 08:10 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ทางการปากีสถานได้แถลงถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “แผนก่อการร้ายที่ถูกยับยั้งได้” เนื่องจากผู้ก่อเหตุถูกยิงเสียชีวิตที่ประตูทางเข้า ก่อนที่จะสามารถบุกเข้าไปในอาคารได้

นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน กล่าวว่า “ผู้ก่อเหตุในครั้งนี้จะต้องถูกระบุตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” 

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ปิดล้อมพื้นที่ และทีมกู้ภัยเข้าประจำการในที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้รับบาดเจ็บ 5 นาย และพลเรือน 7 คน

กองกำลังตำรวจแห่งสหพันธรัฐ ซึ่งเดิมคือกองกำลังชายแดน มีหน้าที่รับมือกับสถานการณ์ที่เกินความสามารถของกองกำลังตำรวจทั่วไป เช่น การรุกล้ำของกลุ่มชนเผ่า และความรุนแรงของแก๊งอาชญากรรม

เมืองเปชวาร์ เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดไคเบอร์ปักตูนควา ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายแดนอัฟกานิสถาน และเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงจากการก่อความไม่สงบมาอย่างยาวนาน โดยกลุ่มตาลีบันปากีสถาน (TTP) ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่นี้ และเคยออกมาอ้างความรับผิดชอบในการโจมตีในลักษณะคล้ายกันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ ต่อเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้.

ที่มา BBC

อาชญากรทางเพศออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

อาชญากรทางเพศออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

24 พ.ย. 2568 16:38 น.

อาชญากรทางเพศออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ผู้นำแก๊งอาชญากรรมทางเพศออนไลน์ “Vigilantes” ที่ใช้เทเลแกรมในการผลิตและเผยแพร่วัสดุล่วงละเมิดทางเพศนับพันรายการ ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต หลังก่ออาชญากรรมอย่างเป็นระบบและล่อลวงเหยื่อมากกว่า 261 ราย ซึ่งเป็นจำนวนเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศทางไซเบอร์ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้

นายคิม นก-วาน วัย 33 ปี ผู้นำแก๊งอาชญากรรมทางเพศบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม ถูกศาลเกาหลีใต้ตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในวันนี้ (24 พ.ย.) หลังจากพบว่าเขาก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและแลกเปลี่ยนสื่อล่วงละเมิดทางเพศนับพันชิ้น นายคิม นก-วาน เป็นหัวหน้าของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “Vigilantes” (ศาลเตี้ย) ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบคล้ายพีระมิด ทำหน้าที่แบล็กเมล์เหยื่อให้ผลิตเนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้ง และนำไปเผยแพร่ในห้องสนทนาออนไลน์

ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 ถึงเดือนมกราคม 2025 กลุ่ม Vigilantes ได้แสวงหาประโยชน์จากเหยื่ออย่างน้อย 261 คน นับเป็นจำนวนเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศทางไซเบอร์ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้

นายคิม ซึ่งเรียกตัวเองว่า “บาทหลวง” ในกลุ่ม ถูกตัดสินว่ามีความผิดในการก่ออาชญากรรมที่เป็นระบบ รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์ และการเผยแพร่ภาพที่แสดงถึงการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ศาลได้ตัดสินลงโทษเขาในข้อหาจัดตั้งและดำเนินการองค์กรอาชญากรรม, การผลิตและเผยแพร่สื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศและสื่อที่ถ่ายทำอย่างผิดกฎหมาย, การบังคับให้ใช้สื่อที่ถ่ายทำอย่างผิดกฎหมาย และความผิดฐาน “กึ่งข่มขืน” หรือการล่วงละเมิดทางเพศในขณะที่เหยื่อไม่สามารถขัดขืนได้

ศาลระบุว่า “นายคิม กล่าวในศาลว่าเขารู้สึกสำนึกผิด แต่เขาได้ก่ออาชญากรรมนับไม่ถ้วนตลอดสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา” ศาลกล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อพิจารณาถึงความโหดร้ายของอาชญากรรม และการที่เขาไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ให้แก่เหยื่อ จึงจำเป็นต้องแยกเขาออกจากสังคมอย่างถาวร” 

ตำรวจเปิดเผยว่า นายคิมได้ค้นหาเหยื่อทั้งชายและหญิงผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ล่อลวงพวกเขาให้มายังแอปพลิเคชันเทเลแกรม ก่อนจะทำการแบล็กเมล์ โดยเขาเข้าหาผู้ชายที่แสดงความสนใจในการสร้างหรือเผยแพร่ภาพ “Deepfake” และเข้าหาผู้หญิงที่แสดงความสงสัยใคร่รู้เรื่องเพศ จากนั้นเขาจะขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ หรือรายงานต่อเจ้าหน้าที่ทางการ

เหยื่อบางรายจะถูกเกณฑ์เข้าสู่รูปแบบพีระมิดของ Vigilantes และได้รับตำแหน่งต่างๆ เช่น “ผู้เผยแพร่ศาสนา” และ “มัคนายก” เพื่อให้พวกเขาไปล่อลวงเหยื่อรายอื่นๆ เข้ามาอีก

นายคิมสั่งให้เหยื่อทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และเด็กส่ง “รายงานประจำวันรายชั่วโมง” และเขียนจดหมายแสดงความสำนึกผิด หากใครไม่ทำตามจะถูกลงโทษด้วยการบังคับให้ถ่ายภาพเปลือย หรือ ทำร้ายตัวเอง

สื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่ผลิตโดยกลุ่ม Vigilantes มีจำนวนมากกว่า 2,000 ชิ้น นอกจากนี้ ในฐานะหัวหน้าแก๊ง นายคิมยังได้ข่มขืนผู้เยาว์หญิงถึง 10 ราย, บังคับให้ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่น และถ่ายทำตัวเองขณะก่อเหตุรุนแรงจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

จากการสืบสวนพบว่า นายคิมมีส่วนร่วมในช่องและห้องแชทของเทเลแกรมอย่างน้อย 453 ช่อง เพื่อก่ออาชญากรรม โดย 60 ช่องเป็นช่องที่เขาดำเนินการด้วยตนเอง

คดีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เทเลแกรมให้ความร่วมมือกับตำรวจเกาหลีใต้ โดยการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการสืบสวนและนำไปสู่การจับกุมนายคิม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลี ได้จัดตั้งระบบความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเป็นทางการกับเทเลแกรม ในเดือนตุลาคม 2024 ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทางการได้อย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC