‘ชมพู่-อารยา’ ร่วมเวทีเสวนาประเด็นผลักดัน ‘หัตถศิลป์ไทยสู่เวทีโลก’

'ชมพู่-อารยา' ร่วมเวทีเสวนาประเด็นผลักดัน 'หัตถศิลป์ไทยสู่เวทีโลก'

‘ชมพู่-อารยา’ ร่วมเวทีเสวนาประเด็นผลักดัน ‘หัตถศิลป์ไทยสู่เวทีโลก’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.53 น.

“ชมพู่–อารยา เอ ฮาร์เก็ต” แฟชั่นไอคอนระดับท็อปของเมืองไทย ร่วมประเด็นสำคัญในการยกระดับผ้าครามไทยสู่เวทีโลก ในงาน “Kraam International Symposium 2025” ณ เอ็มทาวเวอร์ (EM Tower) ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) ร่วมถกประเด็นแฟชั่นบนเวที ร่วมด้วยเหล่ากูรูดีไซน์และนักวิจัย ดันงานคราฟต์ไทยให้เป็นมากกว่าสินค้าพื้นเมืองที่แข่งขันได้ในตลาดแฟชั่นโลก

กิจกรรมในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ของงาน “Kraam International Symposium 2025” เสวนาวิชาการระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “HANDS ACROSS CULTURE” ที่จัดขึ้นโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อัดแน่นไปด้วยองค์ความรู้ที่น่าสนใจอย่างมากบนหัวข้อ “World of Craft” เริ่มต้นด้วย  เวิร์กช็อป “Kram: A Handicraft Heritage from Plant to Fabric” ลงลึกถึงรากเหง้าผ้าครามไทยกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ดร.กรกลด คำสุข, ดร.แพรวา รุจิณรงค์, ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิริผล และ คุณปราชญ์ นิยมค้า ที่พาผู้เข้าร่วมงานเรียนรู้กระบวนการ “คราม” ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การก่อหม้อครามด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ ไปจนถึงเทคนิคการย้อมแบบ “Mastery” เพื่อสร้างสรรค์เฉดสีที่งดงามและยั่งยืน

ต่อด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองของแฟชั่นไอค่อนและนักแสดงชื่อดังของไทยอย่าง คุณชมพู่–อารยา เอ ฮาร์เก็ต ร่วมกับ คุณโอ–ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบนวัตกรรม และ คุณชารีฟ ลอนา สถาปนิกชื่อดัง บนเวที “WWD Métiers d’Art Forum” ที่เจาะลึกถึงเส้นทางการนำความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก การสร้างอัตลักษณ์ที่ร่วมสมัย และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของงานคราฟต์ไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยได้แชร์ประสบการณ์ตรงจากการนำผ้าไทยไปเฉิดฉายบนพรมแดงระดับอินเตอร์ ที่เสมือนเป็นการจุดประกายซอฟต์พาวเวอร์ให้กับผ้าไทยได้เป็นที่รู้จักในระดับอินเตอร์ 

ปิดท้ายด้วยความตระการตากับเสวนาและแฟชั่นโชว์ “From Roots to Runways: การพัฒนางานหัตถกรรมไทยสู่แนวทางการออกแบบแฟชั่นยั่งยืน” นำโดย คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ที่ได้มาเปิดตัว Presentation Collection WISHARAWISH 2026 SS คอลเลกชั่นเดียวกับที่สร้างชื่อในงาน Rakuten Fashion Week TOKYO ผ่านนายแบบ 8 ลุคสุดพิเศษ สะท้อนศักยภาพของช่างฝีมือไทยจาก 4 ภาค ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่งานแฟชั่นระดับสากล

นอกจากกิจกรรมบนเวที บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะโซน Kraam Market ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ผ้าครามและงานหัตถกรรมคุณภาพเยี่ยมจาก 22 ร้านค้ากลุ่มชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนิทรรศการ Global Forum on Arts & Craftsmanship ที่จัดแสดงผลงานการออกแบบจากดีไซเนอร์ระดับประเทศ

สำหรับการจัดงาน “Kraam International Symposium 2025” ยังคงเปิดให้เข้าชมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสัมผัสและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ ณ ชั้น 14 เอ็มทาวเวอร์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ติดตามภาพบรรยากาศและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  www.cdd.go.th Facebook: ผ้าไทยใส่ให้สนุก  

ท่วมหนักในรอบ25ปี! ‘โบว์ เมลดา’ เป็นกระบอกเสียงให้คนหาดใหญ่ หลังเจอวิกฤต

ท่วมหนักในรอบ25ปี! 'โบว์ เมลดา' เป็นกระบอกเสียงให้คนหาดใหญ่ หลังเจอวิกฤต

ท่วมหนักในรอบ25ปี! ‘โบว์ เมลดา’ เป็นกระบอกเสียงให้คนหาดใหญ่ หลังเจอวิกฤต

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.51 น.

นางเอกสาว โบว์ เมลดา ได้ออกมาช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้าน หลังคนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมที่เรียกว่าหนักที่สุดในรอบ 25 ปี ส่งผลให้ชาวบ้านเดือดร้อน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีน้ำ-ไฟใช้ และไม่มีอาหารกักตุน พร้อมฝากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือคนในทุกพื้นที่เพื่อช่วยเหลือ 

ล่าสุด โบว์ ได้แชร์ภาพน้ำท่วมลงในสตอรี่ไอจีส่วนตัว ระบุข้อความว่า “ในฐานะที่สามารถเป็นกระบอกเสียงได้ ตอนนี้หาดใหญ่น้ำท่วมเกือบทุกพื้นที่ ชาวบ้านลำบาก ไม่มีอาหารกักตุน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีน้ำใช้ (การประปางดจ่ายน้ำ) บางพื้นที่ตัดไฟแล้ว ผู้สูงอายุและสัตว์เลี้ยงกำลังเดือดร้อน บางพื้นที่ท่วมถึงหลังคาบ้าน และมีประกาศว่าจะท่วมสูงขึ้นอีกในเวลา 18.00 น. ฝากทุกหน่วยงานเข้าช่วยเหลือคนหาดใหญ่ทุก ๆ พื้นที่ ฝากทุกคนช่วยเป็นกระบอกเสียงให้คนหาดใหญ่” 

‘กล้าธรรม’เปิด‘บิ๊กเนม-สส.หลายพรรค’ย้ายร่วมก๊วน 2 ธ.ค.นี้ จับตา‘ประภัตร’ย้ายซบ

‘กล้าธรรม’เปิด‘บิ๊กเนม-สส.หลายพรรค’ย้ายร่วมก๊วน 2 ธ.ค.นี้ จับตา‘ประภัตร’ย้ายซบ

‘กล้าธรรม’เปิด‘บิ๊กเนม-สส.หลายพรรค’ย้ายร่วมก๊วน 2 ธ.ค.นี้ จับตา‘ประภัตร’ย้ายซบ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.30 น.

‘กล้าธรรม’เปิด‘บิ๊กเนม-สส.หลายพรรค’ย้ายร่วมก๊วน 2 ธ.ค.นี้ จับตา‘ประภัตร’ย้ายซบ  

24 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 ธ.ค.68 พรรคกล้าธรรม (กธ.) เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ครั้งใหญ่  ในการสู้ศึกเลือกตั้ง ที่ไบเทค บางนา นอกจากเปิดตัวสส.ปัจจุบันของพรรคที่จะลงเลือกตั้งแล้ว ยังจะมีการเปิดตัวสส.และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคอีกด้วย

ก่อนหน้านี้มีกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และสส.ใต้ในกลุ่ม รวมถึงนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคปชป.ที่มีโอกาสสูงที่จะมาร่วมงานกับพรรคกธ.เช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้น ยังมีนายปริญญา ฤกษ์หร่าย สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) นายจักรัตน์ พั้วช่วย สส.เพชรบูรณ์ พรรคพปชร. นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร สส.นครปฐม พรรครทสช.ก็รวมถึง สส.เพื่อไทย อีกจำนวนหนึ่ง

มีรายงานข่าวด้วยว่า นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ก็มีโอกาสมาร่วมงานกับพรรคกธ.ด้วย โดยมีรายงานว่า มีการพูดคุยกันระยะหนึ่งแล้ว และต้องจับตาว่าจะมีการเปิดตัวในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ หรือไม่

ทั้งนี้ ภายหลังนายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคชทพ. นำ สส.บางส่วนไปเปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย(ภท.) เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา นายประภัตร ไม่ได้เดินทางไปด้วย

‘โสภณ’เผย‘นายกฯ’สั่งจัดเรือลาดตระเวนอพยพปชช.หนีน้ำท่วมสงขลาตลอด 24 ชั่วโมง

‘โสภณ’เผย‘นายกฯ’สั่งจัดเรือลาดตระเวนอพยพปชช.หนีน้ำท่วมสงขลาตลอด 24 ชั่วโมง

‘โสภณ’เผย‘นายกฯ’สั่งจัดเรือลาดตระเวนอพยพปชช.หนีน้ำท่วมสงขลาตลอด 24 ชั่วโมง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.12 น.

‘โสภณ’เผย‘นายกฯ’สั่งจัดเตรียม‘เรือลาดตระเวน’อพยพประชาชนหนี‘น้ำท่วมสงขลา’ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระดมสรรพกำลังทุกจังหวัดโดยรอบเข้าพื้นที่ ยอมรับชาวบ้านประกาศว่าจ้างช่วยเหลือผ่านโซเชียลมีจริง ยันศักยภาพรัฐบาลเพียงพอ

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 24 พ.ย. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวสั้นๆ ภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งที่ 2/2568 ถึงแนวทางการช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ขณะนี้ระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ลงไปอย่างเต็มที่เรียบร้อยแล้ว

จากนั้นนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมด่วนคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งจากที่ได้รับรายงานสถานการณ์หนักสุดคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาพรวมน่าจะดีขึ้น แต่ปัญหาที่เฝ้าระวังอยู่ตอนนี้คือมวลน้ำ ก้อนใหญ่จะไหลเข้าหาดใหญ่ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ย.) ฉะนั้น วันนี้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยราชการทางทหารกรมชลประทานและทุกหน่วย รอบจังหวัดสงขลาระดมเรือ เข้าไปอพยพประชาชน ออกมาอยู่ในศูนย์พักพิง รวมถึงเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเข้าในพื้นที่หาดใหญ่

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับให้จัดหาน้ำดื่ม และอาหารที่มีคุณภาพให้ประชาชน ในภาวะที่กำลังเดือดร้อน และจัดเตรียมงบเยียวยาระยะเร่งด่วนให้กับประชาชน ซึ่งสำนักงบประมาณแจ้งว่าพร้อมอำนวยความสะดวกไม่ให้ติดขัด พร้อมย้ำว่า จะไม่มีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายไม่ทัน ยืนยันว่ารัฐบาลเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบภัยอย่างหนักในขณะนี้ โดยเตรียมพร้อมดีที่สุดเพื่อให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด

เมื่อถามว่า จะต้องขอความร่วมมือกองทัพในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 4 ก็บัญชาการอยู่ในพื้นที่ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะลงพื้นที่หาดใหญ่วันพรุ่งนี้  พร้อมย้ำว่าทุกหน่วยที่มีภารกิจเกี่ยวข้องไปอยู่ในพื้นที่สงขลาหมด ซึ่งการช่วยเหลือรัฐบาลได้เน้นในหน่วยทหารที่มีความพร้อม

เมื่อถามว่า กรณีประชาชนเรียกร้องให้ช่วยเหลือเรื่องสัญญาณสื่อสารมีปัญหา ทำให้ติดต่อขอความช่วยเหลือยาก นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลทราบดี โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีเรือลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง ในการขนคนออกมา เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของชีวิต

ส่วนตัวเลขผู้ที่ติดค้างในพื้นที่นั้นไม่สามารถระบุได้แน่นอน เพราะประชาชนบางส่วนที่อยู่ได้เขายังคงอยู่ในพื้นที่ แต่ส่วนไหนต้องการอพยพรัฐบาลก็จะพาออกมา ซึ่งขณะนี้ตัวเมืองหาดใหญ่ได้อพยพ 100% แล้ว ยกเว้นบางคนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ขอออกมาจากพื้นที่ ยืนยันว่าหน่วยงานราชการพร้อมอพยพ

เมื่อถามว่า มีประชาชนบางส่วนได้ประกาศว่าจ้างขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางโซเชียล เป็นเงินหลายหมื่นบาท นายโสภณ ยอมรับว่า อาจจะมีบางส่วน นอกจากส่วนราชการมีมูลนิธิต่างๆเขาลงไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่อยู่แล้ว ซึ่งอาจไม่ทันการณ์ แต่เชื่อว่า มีน้อย และการช่วยเหลือทางราชการเพียงพออยู่แล้ว พร้อมมั่นใจว่า รัฐบาลจะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างเต็มความสามารถที่ทำได้

ครม.เศรษฐกิจเคาะ 3 แพ็กเกจ คิกออฟ Thailand FastPass ปลดล็อก 80 โครงการ ลงทุนจริง 4.8 แสนล้าน

ครม.เศรษฐกิจเคาะ 3 แพ็กเกจ คิกออฟ Thailand FastPass ปลดล็อก 80 โครงการ ลงทุนจริง 4.8 แสนล้าน

ครม.เศรษฐกิจเคาะ 3 แพ็กเกจ คิกออฟ Thailand FastPass ปลดล็อก 80 โครงการ ลงทุนจริง 4.8 แสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.52 น.

‘ครม.เศรษฐกิจ’เคาะ 3 แพ็กเกจ คิกออฟ Thailand FastPass นำร่องโครงการให้ลงทุนจริง 80 โครงการ 4.8 แสนล้าน ดันเม็ดเงินลงทุนปี 68-70 ไม่ต่ำกว่า 3.9 แสน ล. พร้อมเตรียมเงินเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน 5,000 ล้านบาท

24 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ว่า ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการลงทุนและการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต โดยมอบหมายให้บีโอไอขับเคลื่อนและดำเนินการ 3 มาตรการ ได้แก่

1.มาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขปัญหา/อุปสรรคเพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการลงทุนสูง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การผลิตพลังงานสะอาด และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยการจัดทำระบบ Thailand FastPass เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยจะเป็นกลไกใหม่ที่นำมาใช้เพื่อปลดล็อกอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ให้สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างถาวร รวมถึงการจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน โดยมอบหมายให้บีโอไอพิจารณากำหนดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น และติดตามการจัดทำ SLA ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกต่อไป ตั้งเป้าให้การพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตเร็วขึ้นอย่างน้อย 20–50% เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงอย่างรวดเร็ว พร้อมดำเนินการภายในเดือน ธ.ค.68 

2.มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) จำนวน 1 แสนคน และ 3.มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

มาตรการที่ 2 และ 3 จะใช้เงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ในวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเร็วและวางรากฐานการเติบโตในระยะต่อไป โดยได้มอบหมายบีโอไอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ดำเนินการขับเคลื่อน

ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า นอกจากกลไก Thailand FastPass แล้ว ในส่วนของการแก้ไขปัญหา/อุปสรรคเพื่อเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้น บีโอไอได้คัดเลือกโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อนำร่องแก้ไขปัญหาจำนวน 80 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 4.8 แสนล้านบาท โครงการส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านระบบเครือข่ายสายส่งไฟฟ้ามีข้อจำกัดในบางพื้นที่ ปัญหาการจัดหาที่ดินอุตสาหกรรม ปัญหาด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมถึงปัญหาการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ

นายนฤตม์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน ดังนี้  ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้ลงทุนมีพลังงานไฟฟ้าอย่างเพียงพอ จึงมีมติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เร่งรัดการออกประกาศหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการลงทุนขยายระบบสายส่งไฟฟ้าให้เข้าถึงพื้นที่เป้าหมายตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง เร่งออกหนังสือยืนยันการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center ที่เตรียมลงทุน  นอกจากนี้ เพื่อให้มีกลไกพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อตอบโจทย์ทิศทางการลงทุนสีเขียวในอนาคต จึงให้สำนักงาน กกพ. เร่งออกประกาศหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบที่ 2 (UGT2) และโครงการนำร่องซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นอกจากนี้ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงวางแผนการลงทุนโครงข่ายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการลงทุนสำคัญต่อไป

นายนฤตม์ กล่าวอีกว่า ด้านพื้นที่ลงทุน เพื่อจัดเตรียมพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงาน EEC (กรณีในพื้นที่ EEC) เพื่อพิจารณาทบทวนการวางและปรับปรุงผังเมืองรวมและผังชุมชน กำหนดแนวทางการเพิ่มพื้นที่นิคมฯ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต ภายในเดือนมีนาคม 2569 และให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำแนวทางผ่อนผันให้อนุญาตขุดถมดินเพื่อเตรียมพร้อมที่ก่อสร้างไปพลางก่อนระหว่างยื่นความเห็นชอบรายงาน EIA ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ ให้บีโอไอประสานกับคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดและติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านกฎหมายต่อไป

นายนฤตม์ กล่าวว่า ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการบุคลากรต่างชาติทักษะสูงที่จะเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อปริมาณงาน เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และให้กรมการจัดหางาน พิจารณายกเว้นการใช้ระบบ e-Work Permit ซึ่งยังพัฒนาไม่เสถียร สำหรับการบริการที่ศูนย์วันสต็อป ภายในเดือนธันวาคม 2568 และให้ปรับปรุงระบบ e-Work Permit สำหรับศูนย์วันสต็อป ให้มีประสิทธิภาพและทดสอบระบบจนเสถียร ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 พร้อมเชื่อมโยงระบบ Single Window ของบีโอไอกับระบบ e-Visa ของกรมการกงสุลให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทั้ง 3 ด้าน รายงานผลการดำเนินการต่อบีโอไอต่อไป

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ด้านการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ บีโอไอจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการออกใบอนุญาตเป็นรายกรณี โดยเฉพาะใบอนุญาตที่มีผลต่อการเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าลงทุนตามแผนโดยเร็ว และจะนำกลไก Thailand Fast Pass มาใช้เร่งรัดในระยะต่อไป

ทั้งนี้โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของบีโอไอในการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาท  ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ   1.โครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566–2567 แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ 65 โครงการ มูลค่าลงทุน 271,738 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาบีโอไอได้เร่งประสานงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะรายให้กับนักลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีโครงการบางส่วนสามารถเริ่มลงทุนจริงหรือมีแผนเริ่มลงทุนที่ชัดเจนแล้ว 40 โครงการ มูลค่า 148,543 ล้านบาท  โดยยังเหลือโครงการที่ติดปัญหา/อุปสรรคสำคัญต่างๆ เช่น ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ด้านการจัดหาพื้นที่ และใบอนุมัติ/อนุญาตต่างๆ จำนวน 25 โครงการ มูลค่า 123,195 ล้านบาท  และ 2.โครงการขนาดใหญ่ที่เพิ่งได้รับอนุมัติในปี 2568 ที่ประสบปัญหาคล้ายกันและจะนำมาแก้ไขในคราวเดียวกันอีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท  โดยบีโอไอจะติดตามและเร่งรัดให้โครงการทั้งหมดเดินหน้าได้ เพื่อช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจริงและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงผลักดันการเติบโตต่อเนื่องในปี 2569

เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบ มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) ที่ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรจำนวน 100,000 คน แบ่งออกเป็นนักศึกษาที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 30,000 คน และแรงงานที่ต้องการยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) 70,000 คน โดยการจัดอบรมและยกระดับทักษะแรงงานระดับ ปวส. ขึ้นไป ผ่านรูปแบบการฝึกอบรมทั้ง Bootcamp, การเรียนแบบ Onsite และ Online รวมถึงการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ โดยต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม และ มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่จะให้เงินสนับสนุน 30–50% ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 100 ล้านบาทต่อบริษัท สำหรับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยผู้ขอต้องเป็นนิติบุคคลที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม 

“มาตรการ Thailand FastPass และแพ็กเกจใหม่ของบีโอไอ ทั้งเรื่องการยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวเพื่อแข่งขันได้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มแก้ไขอุปสรรคในเชิงระบบ พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ทันสมัยและตอบโจทย์ทิศทางในอนาคตของภาคอุตสาหกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง” นายนฤตม์ กล่าว

เช็กความพร้อม! พรรคไหนส่งผู้สมัครได้เท่าไร ‘ปชน.-กธ.’ครบ 400 เขต ‘ภท.-โอกาสใหม่’ตามมาติดๆ

เช็กความพร้อม! พรรคไหนส่งผู้สมัครได้เท่าไร ‘ปชน.-กธ.’ครบ 400 เขต ‘ภท.-โอกาสใหม่’ตามมาติดๆ

เช็กความพร้อม! พรรคไหนส่งผู้สมัครได้เท่าไร ‘ปชน.-กธ.’ครบ 400 เขต ‘ภท.-โอกาสใหม่’ตามมาติดๆ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.37 น.

เปิดความพร้อมพรรคการเมือง ‘ปชน.-กธ.’มีสิทธิส่งผู้สมัครครบ 400 เขต 77 จังหวัดแล้ว ‘ภท.-โอกาสใหม่’ตามมาติดๆ 76 จังหวัด ส่วน‘พท.’ 59 จังหวัด

24 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีความไม่แน่นอนในเรื่องระยะเวลาของการยุบสภา โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยรอการส่งสัญญาณจากตนเองในเรื่องของการยุบสภาในช่วงวันที่ 12 ธ.ค.นี้

จากการตรวจสอบข้อมูล ณ.วันที่24 พ.ย.ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ความพร้อมของพรรคการ เมืองที่มีการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง และ ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด เพื่อทำไพรมารีโหวตส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดได้ครบทั้ง 400 เขตใน 77 จังหวัดพบว่า มีเพียง 2 พรรคการเมือง คือพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.)

ส่วน 2 พรรคสามารถส่งได้ 76 จังหวัด คือ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคโอกาสใหม่

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 73 จังหวัด โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งผู้สมัครรองรับเลือกตั้งได้ 59 จังหวัด

รองลงมาเป็นพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่งผู้สมัครได้ 48 จังหวัด พรรคเสรีรวมไทย 36 จังหวัด พรรคไทยภักดี ส่งผู้สมัครรองรับเลือกตั้งได้ 15 จังหวัด พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ส่งผู้สมัครได้ 14 จังหวัด

พรรคไทยสร้างไทย 12 จังหวัด พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ และพรรคแรงงานสร้างชาติส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง สส.ได้  10 จังหวัด ทั้งนี้มีพรรคการเมืองในระบบฐานข้อมูลอยู่จำนวน 76 พรรคการเมือง

‘ครม.เศรษฐกิจ’ปลดล็อกร้านค้า‘คนละครึ่งพลัส’ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

‘ครม.เศรษฐกิจ’ปลดล็อกร้านค้า‘คนละครึ่งพลัส’ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

‘ครม.เศรษฐกิจ’ปลดล็อกร้านค้า‘คนละครึ่งพลัส’ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.18 น.

‘ครม.เศรษฐกิจ’ปลดล็อกร้านค้า‘คนละครึ่งพลัส’ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ ‘โฆษกรัฐบาล’บอก‘เฟส 2’เข้า ครม.ทันก่อน‘ยุบสภา’แน่

24 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โดยขั้นตอนต่อไป ครม.เศรษฐกิจจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินงานเชื่อมระบบระหว่างคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่งพลัสได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากโครงการช่วยเหลือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นโครงการที่มีเงินช่วยเหลือต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถซื้อสินค้าจากร้านค้าคนละครึ่งพลัสที่มีจำนวนร้านมากกว่าร้านที่ขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาในเรื่องของขนาดของโครงการและวงเงินที่จะให้ประชาชนใช้จ่าย โดยต้องพิจารณาถึงแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ เนื่องจากในขณะนี้มีปัญหาเรื่องของอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณในการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ก่อนที่รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าทันแน่นอน

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมครม. เศรษฐกิจ ยังรับทราบความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส โดยรัฐบาลได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากนโยบาย โดยข้อมูลล่าสุดวันที่ 23 พ.ย.68 พบว่ามีร้านค้าเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสแล้วจำนวน 968,692 ร้านค้า มีผู้ใช้สิทธิ์ครบทั้งจำนวนแล้ว 1,652,014 คน ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบแล้วกว่า 54,132 ล้านบาท

‘นายกฯ’เลี่ยงตอบปมแจ้งสมาชิกเตรียมตัวยุบสภา 12 ธ.ค.นี้

‘นายกฯ’เลี่ยงตอบปมแจ้งสมาชิกเตรียมตัวยุบสภา 12 ธ.ค.นี้

‘นายกฯ’เลี่ยงตอบปมแจ้งสมาชิกเตรียมตัวยุบสภา 12 ธ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.31 น.

‘นายกฯ’เลี่ยงตอบปมแจ้งสมาชิกเตรียมตัวยุบสภา 12 ธ.ค.นี้

เมื่อเวลา 15.17 น.วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกฯย้ำในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ให้สมาชิกทุกคนเตรียมตัวในวันที่ 12 ธ.ค.2568 โดยนายกฯร้องอุทานว่า “เอ้า! ถามเรื่องการเมือง นึกว่าถามเรื่องงาน”

‘นายกฯ’สั่งระดมทุกทรัพยากรช่วยน้ำท่วมใต้ โวยดราม่าผัดมาม่า บอกพวกจ้องหาเรื่อง

‘นายกฯ’สั่งระดมทุกทรัพยากรช่วยน้ำท่วมใต้ โวยดราม่าผัดมาม่า บอกพวกจ้องหาเรื่อง

‘นายกฯ’สั่งระดมทุกทรัพยากรช่วยน้ำท่วมใต้ โวยดราม่าผัดมาม่า บอกพวกจ้องหาเรื่อง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.22 น.

‘นายกฯ’สั่งระดมทุกทรัพยากรช่วยน้ำท่วมใต้ เผย‘ธรรมนัส’พร้อมเสริมเฮลิคอปเตอร์ขนคนติดค้างในบ้าน แจง รพ.ย้ายผู้ป่วยไปรพ.ใกล้เคียงแล้ว โวยดราม่าผัดมาม่า บอกพวกจ้องหาเรื่อง

เมื่อเวลา 15.17 น.วันที่ 24 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ว่า ตอนนี้ระดมทรัพยากรจากทุกหน่วยงานหลักๆ ลงไปในพื้นที่ ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) เสริมเฮลิคอปเตอร์เข้าไป เพื่อไปขนสิ่งของเอาไปไว้ให้คนในจุดที่ถนนตัดขาด และตอนนี้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในส่วนที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ลงไปในพื้นที่แล้ว และอธิบดีปภ.ลงไปถึงพื้นที่ในเวลา 15.00 น.ของวันเดียวกันนี้

เมื่อถามว่า ในส่วนของโรงพยาบาลที่เครื่องปั่นไฟไม่เพียงพอจะช่วยดำเนินการอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า โรงพยาบาลจะต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง เรายังมีโรงพยาบาลที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงที่ไม่มีสภาวะน้ำท่วม ซึ่งทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานมีแผนเผชิญเหตุอยู่ แต่ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำให้เกิดความมั่นใจ คือ ต้องให้การดูแลผู้ประสบภัยที่ยังอยู่ในบ้าน ซึ่งได้เร่งให้นายอำเภอไปบอกว่าต้องออกมาอยู่ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และเร่งจัดเรื่องอาหาร ของใช้ และถุงยังชีพต่างๆตอนนี้ระดมเข้าไปในพื้นที่

เมื่อถามย้ำว่าคิดว่ากี่วันสถานการณ์น้ำจะคลี่คลายได้ นายกฯ กล่าวว่า ล่าสุดจากที่ตรวจสอบมาถ้าไม่มีฝนเติม ก็จะใช้เวลาระบายน้ำออกประมาณสัปดาห์กว่าๆ

เมื่อถามต่อว่าเรื่องเรือที่จะไปรับประชาชนออกมาไม่เพียงพอ นายกฯ กล่าวว่า เรืออย่างเดียวไม่ได้ เพราะน้ำมีความเชี่ยวบางทีเรือใหญ่ หรือเรือเครื่องเข้าไปตามซอกไม่ได้ ต้องใช้รถยกสูงพยายามเข้าไปให้ได้มากที่สุด แต่ส่วนที่เป็นพื้นที่ประสบภัยหนักๆ น้ำท่วมมาก จนถูกตัดไฟประชาชนส่วนใหญ่ออกมาที่ศูนย์พักพิงและหลายคนได้ไปอยู่ตามบ้านญาติ

เมื่อถามอีกว่ารถยกสูงจะใช้ได้ได้ผลจริงหรือไม่เพราะมีภาพปรากฏว่าน้ำท่วมครึ่งคันรถ นายกฯ กล่าวว่า รถทหารก็มีที่ยกระดับขึ้นมา เขาจะเข้าไปในที่ที่สามารถปฏิบัติการได้

เมื่อถามย้ำว่า 2 วันที่ผ่านมาเกิดความโกลาหลประชาชนที่เดือดร้อน ไม่รู้จะไปแจ้งกับใคร เมื่อแจ้งหน่วยงานบอกว่าน้ำเชี่ยวไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ นายกฯกล่าวว่า สถานการณ์เรื่องน้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย แต่ในเรื่องของอาหาร  ยารักษาโรค และการจัดศูนย์พักพิง ตอนนี้เข้ารูปเข้ารอยเพิ่มมากขึ้นกว่าวันแรก  แต่เรื่องที่ยังเป็นปัญหาคือปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาตรงนี้ เราต้องไปเร่งติดตาม เพราะได้ข่าวว่ายังมีคนติดอยู่ในบ้านชั้นสอง ตนจึงสั่งการให้ทางจังหวัดระดมคนหาวิธีช่วยเหลือออกมา เดี๋ยวตนจะตรวจสอบกับร.อ.ธรรมนัสอีกครั้ง เพราะอยู่ในพื้นที่แล้ว ร.อ.ธรรมนัส ระดมเฮลิคอปเตอร์ ถึงขั้นเตรียมอุ้มออกจากบ้านโดยเฮลิคอปเตอร์เลย  แต่สภาพอากาศแบบนี้ถ้ามีฝนอยู่ด้วย ก็ไม่น่าจะสะดวก แต่เราก็เตรียมความพร้อมไว้ทุกทรัพยากรที่มีอยู่ตอนนี้

เมื่อถามถึงกรณีที่มีบางส่วนออกมาดราม่าการที่นายกฯไปผัดมาม่าแจกผู้ประสบภัย โดยมองว่านายกฯน่าจะสั่งการที่เป็นรูปธรรม ในการช่วยเหลือมากกว่า

นายอนุทิน กล่าวว่า คนพูดก็ตั้งใจหาเรื่อง ตนลงพื้นที่อยู่ 8-9 ชั่วโมงผัดข้าว แค่ 10 นาที ขอยืนยันว่าเรามีความพร้อมในการตั้งศูนย์ดูแลผู้ประสบภัย ซึ่งได้สั่งการไปหมดแล้ว

‘กมธ.แก้รธน.’นัดถกเนื้อหาครั้งสุดท้าย 25 พ.ย.นี้ ห่วง‘ยุบสภา’ก่อน

‘กมธ.แก้รธน.’นัดถกเนื้อหาครั้งสุดท้าย 25 พ.ย.นี้ ห่วง‘ยุบสภา’ก่อน

‘กมธ.แก้รธน.’นัดถกเนื้อหาครั้งสุดท้าย 25 พ.ย.นี้ ห่วง‘ยุบสภา’ก่อน

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.49 น.

‘โฆษก กมธ.แก้รธน.’เผยนัดถกเนื้อหาครั้งสุดท้ายพรุ่งนี้ รับมีหลายเนื้อหา-ความเห็นแย้งรอพิจารณา แต่พยายามทำให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา ห่วง‘ยุบสภา’ก่อนโหวตวาระ3 ดักคออย่าทำลายเจตจำนงประชาชน ที่อยากได้กติกาประเทศใหม่

24 พฤศจิกายน 2568 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ย.) กมธ.จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเนื้อหาที่รอการพิจารณา ซึ่งมีทั้งที่ต้องลงมติในชั้นกมธ. และการปรับแก้ไขถ้อยคำตามที่กฤษฎีกาเสนอ จากนั้นในวันที่ 26 พ.ย. ช่วงเช้าได้เชิญผู้ที่แปรญัตติเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงประกอบคำแปรญัตติ โดยมีผู้เสนอคำแปรญัตติทั้งสิ้น 5 คน แบ่งเป็นสส. 1 คนและสว. 4 คน เบื้องต้นคาดว่ากมธ.จะพิจารณาเนื้อหาทั้งฉบับให้แล้วเสร็จได้ตามกำหนดเวลาคือ วันที่ 26 พ.ย. ก่อนที่จะส่งรายงานของกมธ.ให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าต้นสัปดาห์หน้า เพื่อให้บรรจุวาระการประชุมของรัฐสภา

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเนื้อหาที่รอลงการมติของกมธ. นั้นมีหลายประเด็น ส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญ เช่นการกำหนดให้กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องเว้นวรรคทางการเมือง ซึ่งเนื้อหาในร่างกำหนดให้เว้นวรรค 2 ปี แต่มีกมธ.ที่มีความเห็นต่างมองว่าควรกำหนดเวลาให้นานกว่านั้น  รวมไปถึงขั้นตอนหลังจากที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ในหลักการคือ ต้องส่งให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งมีข้อพิจารณาว่าจะให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือให้สามารถเสนอความเห็นเพื่อให้กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญพิจาณาปรับปรุงแก้ไข ก่อนส่งให้รัฐสภาลงมติอีกครั้งว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวสำหรับการลงมติตัดสินให้ใช้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง แต่มีกมธ.ที่เสนอความเห็นให้เพิ่มเติมใช้เกณฑ์ออกเสียงเห็นชอบส่วนของสว.ร่วมด้วย ซึ่งทั้งหมดนั้นจะมีการพูดคุยและอาจปรับเนื้อหาได้

เมื่อถามถึงข้อเสนอของกมธ.ฝั่งพรรคเพื่อไทยที่ขอให้ทบทวนรายละเอียดบางมาตรา นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า มีการขอเสนอให้ทบทวนโดยยื่นเป็นหนังสือเป็นในส่วนของสูตรการได้มาซึ่งกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ คือ 20 หยิบ 1 ซึ่งที่ประชุมได้ประชุมอภิปรายมาหลายวัน แต่ไม่มีข้อเสนออื่นที่แตกต่าง แม้จะมีการช่วยออกแบบ แต่การประชุมกมธ.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เห็นความจำเป็น้องทบทวน อีกทั้งการพิจารณามีหลายมาตราที่รอลงมติ 

เมื่อถามว่ากับการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาวาระสอง ที่ยืนยันแล้วจะเกิดขึ้นในวันที่ 10-11 ธ.ค.นี้ มองอย่างไร นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ไม่ติดอะไร เพราะยังอยู่ในกรอบไทม์ไลน์ และการลงมติวาระสามจะยังอยู่ในช่วงเดือนธ.ค.นี้

เมื่อถามว่ากังวลว่าจะยุบสภาก่อนหรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นที่กังวลที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของกมธ. ซึ่งกมธ. พยายามทำให้เสร็จภายในเดือน พ.ย. นี้ ขณะที่ประเด็นการยุบสภาตนขอวิงวอนไปยังฝ่ายการเมืองว่า  อย่าเล่นเกมการเมืองมากเกินไป เพราะขณะนี้ประชาชนกำลังรอคอยการไปใช้สิทธิ์ลงประชามติเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใน 2 ประเด็นคำถาม

“อย่าให้เกมการเมืองเป็นอุปสรรคต่อเจตนารมณ์ของประชาชน หากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น อาจมีคำถามจากประชาชนต่อพรรคการเมืองที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องสะดุดลง ดังนั้นอย่าทำให้เจตจำนงของประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเสียไป” นายนรเศรษฐ์ ​กล่าว