‘พท.’ได้ทีบี้’รบ.’เร่งช่วยเหลือ ปชช.ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้

'พท.'ได้ทีบี้'รบ.'เร่งช่วยเหลือ ปชช.ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้

‘พท.’ได้ทีบี้’รบ.’เร่งช่วยเหลือ ปชช.ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

‘พท.’ได้ทีบี้’รัฐบาล’เร่งช่วยเหลือ ปชช.ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 พ.ย.2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค พท. แถลงถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า พรรค พท. ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลเอาใจใส่ในการบริหารจัดการ เร่งเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ที่ผ่านมาได้มีการออกเซลล์บรอดแคสต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรค พท.ได้ทำไว้ แต่แนวทางการจัดทำศูนย์พักพิงและแผนอพยพ อย่างน้อยรัฐบาลต้องทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น ในพื้นที่อ.หาดใหญ่ที่ขณะนี้สั่งอพยพ 100 เปอร์เซ็นต์ พรรค พท.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขและเอาใจใส่เรื่องนี้โดยเร็ว

‘ประเสริฐ’จี้‘ข้าวฟ่าง-กานต์’ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย เหตุฝ่าฝืนจริยธรรม-ไม่ให้เกียรติ

‘ประเสริฐ’จี้‘ข้าวฟ่าง-กานต์’ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย เหตุฝ่าฝืนจริยธรรม-ไม่ให้เกียรติ

‘ประเสริฐ’จี้‘ข้าวฟ่าง-กานต์’ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย เหตุฝ่าฝืนจริยธรรม-ไม่ให้เกียรติ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.35 น.

“ประเสริฐ”จี้”ข้าวฟ่าง-กานต์”ลาออกสมาชิกเพื่อไทย เหตุฝ่าฝืนจริยธรรม-ไม่ให้เกียรติ หลังโผล่ร่วมกิจกรรม”ภท.” แฉมีพฤติกรรมดูดเพื่อน สส.ด้วย รับเห็นสัญญาณหลังไม่แสดงท่าทีชัดเจน

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท.แถลงถึงกรณี น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น และ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี รวมถึงสมาชิกพรรค พท.อีกส่วนหนึ่งไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่น ว่า เรื่องนี้พรรคมีความเห็นว่าคนเหล่านั้นไม่เคารพต่อคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังไม่เคารพต่อความรู้สึกของพี่น้องคนเสื้อแดง คนรักประชาธิปไตย ดังนั้น การที่ สส. 2 ท่านและก่อนหน้านี้มีอีก 8 คน ที่เปิดเผยตัวเองอย่างชัดเจนว่าจะไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จึงเป็นการไม่ให้เกียรติพรรค พท.และเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมของพรรค

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การไปแสดงตนเช่นนั้นของ 2 สส.ดังกล่าว ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พท.และ น.ส.สรัสนันท์ ก็ดำรงประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นโควตาของพรรค พท.จึงควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นพรรคจะดำเนินการในเรื่องมาตรฐานจริยธรรมต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการชักชวน สส.ภายในพรรค โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ให้ย้ายออกจากพรรคไปด้วย

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้พรรคได้สังเกตดูว่าสมาชิก 2 ท่านที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น พรรคได้ให้นโยบายในการไปพบปะประชาชนและหาเสียงเลือกตั้ง บอกว่าการแสดงตนควรจะมีการขึ้นป้ายที่มีสัญลักษณ์ของพรรค พท.อย่างชัดเจน และเมื่อไปพบปะกับประชาชนก็ควรจะมีการสื่อสารที่แสดงให้เห็นถึงว่าตัวเองอยู่สังกัดพรรค พท.รวมถึงการแสดงออกทางโซเชียลก็ควรจะมีการแสดงออกอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ซึ่งพรรคได้มีการพูดคุยแล้วแต่ไม่ปรากฏว่าทั้ง 2 คน จะดำเนินการเพื่อให้สมาชิกพรรค พท.และพรรคมีความรู้สึกว่ายังยืนยันที่จะอยู่กับพรรค พท.

“เรื่องนี้พรรคได้สอบถามหลายครั้ง รวมถึงได้มีการทำความเข้าใจตลอดเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวเคยยืนยันว่าอยู่พรรคเพื่อไทย แต่เมื่อปรากฏภาพเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ฉะนั้น การดำเนินการต่างๆ ก็ไม่เคารพต่อสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้มอบให้ในการเลือกตั้งปี 2566 และไม่เคารพต่อมวลชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอนแก่นและอุบลราชธานีที่เป็นฐานมวลชนของพี่น้องรักประชาธิปไตย” นายประเสริฐ กล่าว

เขมรขโมย!! ‘ทภ.2’แฉทหารกัมพูชาฉกลวดหนามจากพื้นที่ชายแดน คาดล่อทหารไทยเหยียบระเบิด

เขมรขโมย!! 'ทภ.2'แฉทหารกัมพูชาฉกลวดหนามจากพื้นที่ชายแดน คาดล่อทหารไทยเหยียบระเบิด

เขมรขโมย!! ‘ทภ.2’แฉทหารกัมพูชาฉกลวดหนามจากพื้นที่ชายแดน คาดล่อทหารไทยเหยียบระเบิด

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

‘กองทัพภาค 2’แฉทหารเขมรขโมยลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดน บริเวณช่องระยี–ช่องเปรอ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ คาดอาจล่อทหารไทยเหยียบกับระเบิด

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน กรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่กัมพูชานำลวดหนามหีบเพลงออกจากพื้นที่ชายแดน พร้อมมีการกล่าวอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของทหารไทย จากการตรวจสอบของหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในพื้นที่รอยต่อระหว่าง ช่องระยี–ช่องเปรอ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

โดยเมื่อวันที่ 23 พ.ย.2568 เวลาประมาณ 09.00 น. ขณะกองร้อยทหารพรานที่ 2101 ปฏิบัติภารกิจวางแนวรั้วลวดหนาม เพื่อควบคุมพื้นที่และป้องกันการรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชา เจ้าหน้าที่ชุดที่กำลังปฏิบัติงานได้รับรายงานจากชุดระวังป้องกันว่า มีกำลังทหารกัมพูชาประมาณ 20 นายเคลื่อนที่เข้ามาใกล้จุดปฏิบัติงาน จึงมีการหยุดภารกิจชั่วคราวและจัดกำลังที่ออกปฏิบัติงานเข้าไปเจรจา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดวางลวดหนามประมาณ 200 เมตร เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ

จากการพูดคุยนานประมาณ 20 นาที เจ้าหน้าที่กัมพูชาถอนกำลังกลับไปยังพื้นที่ของตนเอง แต่เมื่อหัวหน้าชุดทหารพรานได้นำกำลังที่เข้าไปเจรจากลับมายังจุดเดิม พบว่าลวดหนามหีบเพลงที่เตรียมไว้สำหรับวางแนวควบคุมได้หายไป หลังจากตรวจพบว่าลวดหนามสูญหาย หน่วยได้ควบคุมพื้นที่วางกำลังป้องกันโดยรอบ และได้มีการตรวจสอบวัตถุระเบิดในพื้นที่อย่างละเอียด 

ปัจจุบันหน่วยวางกำลังควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และได้นำลวดหนามใหม่เข้าไปติดตั้ง และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จากการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการซุกซ่อนวัตถุอันตราย เช่น กับระเบิดและทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (PMN-2) เป็นต้น และอาจเป็นเล่ห์เหลี่ยมของทหารกัมพูชาที่หลอกล่อให้ทหารเราติดตามเข้าไปในพื้นที่สังหาร 

ทั้งนี้ ทุกการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริงในพื้นที่ และให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของผู้ใต้บังคับบัญชาในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่าเป็นการรายงานเหตุการณ์จริงและทุกการตัดสินใจเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงานรวมทั้งมองเห็นความสำคัญของการปกป้องอธิปไตย และการป้องกันตัวในความอยู่รอดของสนามรบเป็นสำคัญ

ขอบคุณภาพจากเพจมังกรซ่อนตัว

‘นายกฯ’เซ็นตั้ง‘ธรรมนัส’นั่งผอ.ศูนย์‘ศนภ.’บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติ

‘นายกฯ’เซ็นตั้ง‘ธรรมนัส’นั่งผอ.ศูนย์‘ศนภ.’บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติ

‘นายกฯ’เซ็นตั้ง‘ธรรมนัส’นั่งผอ.ศูนย์‘ศนภ.’บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

‘นายกฯ’เซ็นตั้ง‘ธรรมนัส’นั่งผอ.ศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เร่งช่วยเหลือประชาชน พร้อมให้ระดมคน-เครื่องมือ เข้าพื้นที่เพิ่มเติม ดูแลประชาชนจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย

24 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) ได้ลงนามจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์  เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อกำกับดูแลการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างทันที ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายสิริพงศ์ ยังเปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจังหวัดสงขลา และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง รัฐบาลได้เร่งดำเนินมาตรการรองรับและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยได้มอบหมายให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) จังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการส่วนหน้าสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในภาคใต้ตอนล่าง 5 จังหวัด (สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส)  เป็นจุดรวมการประสานและสั่งการทรัพยากรเข้าพื้นที่ประสบภัยทันที โดยมีภารกิจหลักในการประสานความต้องการสนับสนุนในพื้นที่ พร้อมจัดส่งทรัพยากรด้านเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยประชาชนใน 5 จังหวัดภาคใต้ เช่น เรือเล็ก เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ เครื่องสูบน้ำ รถยกสูง รถผลิตน้ำดื่ม รถประกอบอาหาร สะพานเบลีย์ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

ล่าสุดจังหวัดสงขลา ประกาศเขตภัยพิบัติแล้วทั้ง 16 อำเภอ พร้อมให้อพยพประชาชนด่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวของทางราชการที่จัดเตรียมไว้ ได้แก่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และทัพเรือภาคที่ 2 จังหวัดสงขลา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งนำกำลังทุกภาคส่วนลงช่วยเหลือประชาชนแบบเต็มกำลัง และขณะนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังติดตามปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมให้ทุกหน่วยงานเร่งระดมกำลัง เครื่องจักร และยุทโธปกรณ์ลงพื้นที่ทันทีเพื่อช่วยเหลือประชาชน

“รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยศูนย์ส่วนหน้าที่จัดตั้งขึ้นนี้จะทำให้การช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพ โดยรองนายกฯ ธรรมนัส ในฐานะผู้อำนวยการ ศนภ. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมทั้งกำชับให้เร่งช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ พร้อมประสานการสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติมทันที โดยย้ำว่าการปฏิบัติงานต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และประชาชนสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างปลอดภัย” นายสิริพงศ์ กล่าว

‘สุไพรพล’หัวเสีย โวย!ไอโอเอาทัวร์มาลงปมโพสต์‘คนละครึ่ง’

‘สุไพรพล’หัวเสีย โวย!ไอโอเอาทัวร์มาลงปมโพสต์‘คนละครึ่ง’

‘สุไพรพล’หัวเสีย โวย!ไอโอเอาทัวร์มาลงปมโพสต์‘คนละครึ่ง’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.50 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายสุไพรพล เพ็ญแข หรือ ป๊อบ คู่ชีวิต นายจักรภพ เพ็ญแข ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตบางพลัด-บางกอกน้อย พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทัวร์ฉ่ำ!

แหม… ทัวร์ลงกันใหญ่เชียวครับ แค่เล่าสิ่งที่แม่ค้าริมถนนเขาบ่นเรื่อง “คนละครึ่ง” และเสนอวิธีการปรับปรุงหน่อยเดียวเอง

เข้าใจกันผิดครับ ป๊อบชอบโครงการ “คนละครึ่ง” มาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ชอบ รัฐบาลเขาก็ออกนโยบายได้เร็วกว่าเราทำตอนดิจิตอลวอลเลต ต้องยอมรับ เลยทันใจชาวบ้าน ช่วยแก้ปัญหาในเวลานี้ได้ แล้วป๊อบจะไปคัดค้านอะไร

ป๊อบถึงลงพื้นที่แนะนำตัวด้วยการเชียร์ “คนละครึ่ง” ไปทั่ว ถึงขนาดที่แสดงความเห็นส่วนตัวว่า ใจอยากทำโครงการนี้ต่อ แต่สัญญาไม่ได้ ถ้าเราทำ เราคงไม่ทำแค่นี้ “คนละครึ่ง” ต้องพัฒนาไปกว่านี้ มันต้องมีเงินเต็มทั้งเดือน ไม่ใช่ดีเฉพาะต้นเดือน

และรัฐบาลต้องควบคุมเรื่องราคาสินค้าไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาล่วงหน้าแบบนี้ เจตนาคือ อยากให้ชาวบ้านมีเงินในกระเป๋ามาก ๆ ครับ

เมื่อคืนไอโอเอาทัวร์มาลงใหญ่โต แนวหน้าเริ่มต้นดาบแรกโดยไปเน้นใช้คำว่า “นโยบายล้มเหลว” ทั้ง ๆ ที่เราพูดชัดเจนทั่วทั้งสองเขตว่า โครงการนี้ชาวบ้านชอบ เราเอาด้วย

ที่รู้ว่าเป็นไอโอ ไม่ใช่คนธรรมดา เพราะหลักฐานมันชัด ยอดคนเข้ามาเอนเกจชั่วโมงจะกว่าร้อย แต่ยอดแชร์นิดเดียว ผิดธรรมชาติ เรารู้เลย

สรุปว่า คนละครึ่งดีครับ แต่ดีกว่านี้ได้อีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น นายสุไพรพล พร้อมด้วย นายจักรภพ เปิดเผยเรื่องนี้อีกครั้ง โดยนายจักรภพ ระบุว่า ชาวชุมชนบางพลัดให้การต้อนรับอบอุ่น หลายคนเข้ามากอดและพูดคุยเพราะเคยต่อสู้ร่วมกันในขบวนประชาธิปไตยหลายสิบปีก่อน แต่สิ่งที่ได้ยินซ้ำ ๆ จากแม่ค้าและประชาชน คือความจริงด้านเศรษฐกิจของโครงการคนละครึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัว ตนและป๊อบ มองว่าโครงการคนละครึ่งดี ชาวบ้านชอบ เราสองคนก็ชอบ  แต่สิ่งที่พี่น้องสะท้อนคือ ความเจ็บปวดที่เกิดจากการขึ้นราคาสินค้าล่วงหน้า ทำให้ประหยัดจริงแค่ไม่กี่บาท  นี่คือสิ่งที่เราต้องแก้ไข ไม่ใช่ปฏิเสธโครงการ

นายสุไพรพล กล่าวเสริมว่า ความตั้งใจของโครงการคนละครึ่งคือช่วยลดค่าครองชีพ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการบางส่วนกลับปรับราคาขึ้น ก่อนเข้าร่วมโครงการ ทำให้ส่วนลดที่ประชาชนควรได้รับหายไปทันที พอลดราคาด้วยคนละครึ่งแล้ว ประชาชนจึงประหยัดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องนี้เกี่ยวกับ ภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องดูแลราคาให้เข้มงวดกว่านี้ ไม่ใช่เอาแต่โฆษณาว่าโครงการดีอย่างเดียวโดยไม่แก้จุดบอดเชิงระบบ

“โครงการคนละครึ่งจะยิ่งมีผลดี หากรัฐออกแบบ “แพ็คเกจนโยบาย” หลายชุดมาช่วยเสริมกันเหมือนยุครัฐบาลไทยรักไทยที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ขึ้นๆ ลงๆ และไม่ฝากความหวังไว้กับนโยบายเดียว หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสทำโครงการนี้ต่อ ก็อยากพัฒนาให้ประชาชนมีเงินใช้เต็มเดือน ไม่ใช่แค่ต้นเดือน และรัฐต้องควบคุมราคาสินค้าให้เข้มแข็งเพื่อหยุดการฉวยโอกาสขึ้นราคาก่อนเริ่มโครงการ เจตนาของเราคืออยากให้ประชาชนเหลือเงินในกระเป๋ามากที่สุด” นายสุไพรพล กล่าว

อย่างไรก็ตามในช่วงบ่าย นายจักรภพ และนายสุไพรพล ได้เดินทางไปยัง “ร้านกาแฟบางอ้อ” ที่มีกรจัดจัดเป็น แกลเลอรีศิลปะขนาดเล็ก–อบอุ่น–สวยงามสไตล์โฮมเมด ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของย่านบางอ้ออย่างลึกซึ้ง โดยแกลเลอรีแห่งนี้สร้างและดูแลโดย อาจารย์ภูมิ ภูติมหาตมะ ศิลปินรุ่นใหม่สายเลือดศิลปากร ผู้พัฒนาสถานที่ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง จนกลายเป็นเพชรซ่อนเร้น ทางศิลปะกลางชุมชนดั้งเดิม โดยอาจารย์ภูมิเล่าว่า ร้านนี้อยู่ในย่านมุสลิมเก่าแก่ บรรยากาศสบาย ๆ ใช้วัตถุดิบฮาลาลทั้งหมด แม้ร้านเองจะไม่ใช่มุสลิมโดยตรงก็ตาม แต่ตั้งใจให้ทุกคนเข้าถึงได้

นายสุไพรพล กล่าวว่า บางพลัดคืออัตลักษณ์ล้ำค่า มีของดีมากกว่าที่คนในกรุงเทพฯ นึกถึง และหากได้รับโอกาสเป็นตัวแทนเขต ตั้งใจจะร่วมทำงานกับคนเก่งและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างอาจารย์ภูมิ บางพลัดจะต้องเป็นเขตที่คนภูมิใจ วัฒนธรรมต้องถูกสืบต่อ คนในพื้นที่ต้องมีรายได้มากพอที่จะรักษาอัตลักษณ์และเสน่ห์ของชุมชนไว้ได้นานที่สุด

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นโยบายที่ล้มเหลว! ‘สุไพรพล’สะท้อน’คนละครึ่ง’ความจริงอันเจ็บปวด) 

– 006

‘นายกฯถกครม.ศก.’เร่งช่วยน้ำท่วมใต้ มอบ‘ธรรมนัส’เกาะติด เข้าเกณฑ์เยียวยาทุกหลัง

‘นายกฯถกครม.ศก.’เร่งช่วยน้ำท่วมใต้ มอบ‘ธรรมนัส’เกาะติด เข้าเกณฑ์เยียวยาทุกหลัง

‘นายกฯถกครม.ศก.’เร่งช่วยน้ำท่วมใต้ มอบ‘ธรรมนัส’เกาะติด เข้าเกณฑ์เยียวยาทุกหลัง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.49 น.

‘นายกฯ’ถก‘ครม.เศรษฐกิจ’สั่งเร่งช่วยเหลืออุทกภัย‘ภาคใต้’ ยอมรับ‘หาดใหญ่’ท่วมหนักสุด มอบ‘ธรรมนัส’เกาะติดพื้นที่อำนวยการ พร้อมบูรณาการทุกฝ่ายลดระดับภัยพิบัติ คาดสถานการณ์จะคลี่คลายรวดเร็ว พร้อมเร่งเยียวยา-ฟื้นฟูเข้า ครม. ชี้ชาวบ้านเข้าเกณฑ์ทุกหลังคาเรือน

เมื่อเวลา 14.00น. วันที่ 24 พ.ย.68 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 โดยวาระสำคัญเป็นการพิจารณามาตรการผลักดันการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (Thailand Fast Part) เสนอโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บีโอไอ ทั้งนี้ก่อนการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า หารือนอกรอบประมาณ 20 นาที ก่อนที่ทั้งสองจะเดินจากตึกไทยคู่ฟ้ามาที่ตึกบัญชาการ 1 เพื่อเข้าห้องประชุม

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดประชุมว่า ขอเปิดประชุม คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจหรือการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 5/2568 และก่อนจะเริ่มประชุม ตนขอมอบเป็นข้อสั่งการและนโยบายเรื่องการช่วยเหลืออุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการเกิดเหตุอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ และที่มีสภาพหนักสุดคือที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  ซึ่งตนและคณะได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งในที่แห่งนี้ที่ได้ประสบภัยด้วยคือประธานหอการค้า ต้องขออภัยที่ได้อุตส่าห์นำสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศไปประชุม ประจำปีที่อำเภอหาดใหญ่ มีผู้คนไปมากมาย แต่เกิดอุบัติเหตุน้ำท่วมก่อน และความรุนแรงทำให้กระแสไฟฟ้าทั้งหลายไม่สามารถจ่ายได้ในอาคาร ซึ่งตนได้พบกับท่านที่สนามบิน เพราะต้องใช้เวลารอการเดินทางนานมาก แต่อย่างน้อยยังโชคดี ท่านสามารถที่จะประสานไฟล์ทเดินทางกลับได้ ต้องขออภัยท่าน ณ โอกาสนี้ด้วย และขออภัยพี่น้องประชาชนทุกท่าน

นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ตนได้มอบให้หน่วยงานต่างๆในพื้นที่เรื่องดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและช่วยเหลือเยียวยากับผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งสถานการณ์การช่วยเหลือเยียวยาดูแล ลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ส่วนที่ยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้คือจำนวนปริมาณน้ำที่ยังคงมีการเพิ่มมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตัวพายุปริมาณฝนยังไม่ได้หยุด ตั้งแต่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีฝนตกตลอดเวลา ทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาอำเภอหาดใหญ่ เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่รับน้ำและยังมีน้ำจากเขาที่มาจากอำเภอสะเดา เข้ามาเติม ซึ่งจริงๆอำเภอหาดใหญ่ มีคลองระบายน้ำที่เป็นมาตรฐานที่เรียกว่าคลองชลประทาน ร.1 หากทุกคนเคยผ่านก็จะได้เห็น ไม่เหมือนคลอง แต่เหมือนแม่น้ำเส้นหนึ่งมีความกว้างมากพอสมควร แต่ยังไม่สามารถที่จะระบายน้ำได้

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานกำลังเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำอย่างเต็มที่ และเมื่อช่วงเช้านี้ตนได้ขอให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหกรณ์ เดินทางลงไปอำนวยการ เพื่อที่จะลดระดับของความเป็นภัยพิบัติให้ได้มากและเร็วที่สุด และในฐานะที่รัฐบาลมีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมานานแล้ว เพื่อป้องกันบรรเทาภัยพิบัติ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส ก็เป็นประธานบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัตินั้น ได้เดินทางลงไปบูรณาการความร่วมมือของทุกฝ่าย ซึ่งตนได้รับรายงานในเบื้องต้นว่าได้ไปขอความร่วมมือฝ่ายกองทัพภาค 4 และกรมชลประทาน ที่ร.อ.ธรรมนัส กำกับดูแลโดยตรง ขณะเดียวกันส่วนของฝ่ายปกครอง ตนได้ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รับฟังข้อสั่งการของร.อ.ธรรมนัส เพื่อบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงาน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี จึงมีความคาดหมายว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงด้วยความรวดเร็ว

นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ มีบริเวณกว้างครอบคลุมหลายอำเภอ หนักที่สุดคืออำเภอหาดใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ ดังนั้นต้องเร่งฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับมาโดยเร็ว ส่วนเรื่องมาตรการฟื้นฟูต้องขอทาง นายเอกนิติและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยขอยืนยันว่าได้สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำการสำรวจผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเข้าเกณฑ์ทุกหลังคาเรือนบวกกับทรัพย์สินที่เสียหายมีความชัดเจนเข้าเกณฑ์ช่วยเหลือเยียวยา ฉะนั้น อยากให้เร่งฟื้นฟูให้กับประชาชนขั้นต้นเรื่องการเยียวยาอย่างที่ดำเนินการมาตลอด ขอให้เร่งดำเนินการและนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

‘เอกนิติ’ปัดรัฐบาลส่งสัญญาณชงโครงการของบก่อน 9 ธ.ค. ชิงจังหวะก่อน‘ยุบสภา’

‘เอกนิติ’ปัดรัฐบาลส่งสัญญาณชงโครงการของบก่อน 9 ธ.ค. ชิงจังหวะก่อน‘ยุบสภา’

‘เอกนิติ’ปัดรัฐบาลส่งสัญญาณชงโครงการของบก่อน 9 ธ.ค. ชิงจังหวะก่อน‘ยุบสภา’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.48 น.

‘เอกนิติ’ปัดรัฐบาลส่งสัญญาณเร่งชงโครงการของบก่อน 9 ธ.ค. ชิงจังหวะก่อน‘ยุบสภา’ ยันเจรจา‘ภาษีสหรัฐ’ยังเดินหน้าอยู่

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลส่งสัญญาณให้แต่ละกระทรวงเสนอโครงการงบประมาณภายในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ เพื่อชิงจังหวะก่อนยุบสภา 12 ธ.ค. ว่า ยัง วันนี้ทุกอย่างจะเป็นไปตามปกติ ยังไม่มีการสั่งการดังกล่าว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังเดินอยู่

ด้านนายขณะที่นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568 จะมีการหารือในเรื่องความคืบหน้าในการเจรจาภาษีสหรัฐฯ

‘นายกฯ’รับปากพยายามดัน‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ให้ทัน‘ยุบสภา’

‘นายกฯ’รับปากพยายามดัน‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ให้ทัน‘ยุบสภา’

‘นายกฯ’รับปากพยายามดัน‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ให้ทัน‘ยุบสภา’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

‘นายกฯ’บอกพยายามดัน‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ให้ทัน‘ยุบสภา’ เลี่ยงตอบทุกกระทรวงเสนองบก่อน 9 ธ.ค.นี้

เมื่อเวลา 13.50 น.วันที่ 24 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 ถึงความชัดเจนการทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะทันก่อนยุบสภา หรือไม่ ว่า ก็พยายาม

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวให้ทุกกระทรวงเสนอโครงการของงบประมาณก่อนวันที่ 9 ธ.ค.นี้ นายกฯ ชี้ไปที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภา รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก่อนระบุว่า ขอประชุม ครม.เศรษฐกิจ ก่อนแล้วค่อยแถลง

‘นายกฯ’ตอก‘สุไพรพล’ไปถามปชช. หลังโวย‘คนละครึ่งพลัส’เป็นโครงการที่ผิดพลาด

‘นายกฯ’ตอก‘สุไพรพล’ไปถามปชช. หลังโวย‘คนละครึ่งพลัส’เป็นโครงการที่ผิดพลาด

‘นายกฯ’ตอก‘สุไพรพล’ไปถามปชช. หลังโวย‘คนละครึ่งพลัส’เป็นโครงการที่ผิดพลาด

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.24 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายสุไพรพล เพ็ญแข ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตบางพลัด-บางกอกน้อย พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่ผิดพลาด เรื่องนี้สวนทางกับความเห็นของประชาชนหรือไม่ นายกฯ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ไปถามประชาชนส่วนใหญ่” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นโยบายที่ล้มเหลว! ‘สุไพรพล’สะท้อน’คนละครึ่ง’ความจริงอันเจ็บปวด)

‘ปานเทพ’เผย’บวรศักดิ์’เล็งถกยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นเอกสารสนธิสัญญาฝรั่งเศส 151 หน้า

'ปานเทพ'เผย'บวรศักดิ์'เล็งถกยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นเอกสารสนธิสัญญาฝรั่งเศส 151 หน้า

‘ปานเทพ’เผย’บวรศักดิ์’เล็งถกยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นเอกสารสนธิสัญญาฝรั่งเศส 151 หน้า

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

“ปานเทพ”เผย”บวรศักดิ์”เล็งถกยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นเอกสารสนธิสัญญาฝรั่งเศส 151 หน้า ยึดเขตขอบหน้าผาสมัย ร.5 ขอคงเส้นคงวา

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงการเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้เรียกมาหารือ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2543-2444 แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ (กมธ.) โดยระบุว่า รัฐบาลจะทำประชามติยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าว ซึ่งกัมพูชารู้ว่าประเทศไทยกำลังทำประชามติ ถึงขนาดให้โฆษกกระทรวงยุติธรรม ออกมาระบุว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ แสดงว่าเขารับรู้ว่าเราประกาศเป็นนโยบาย

ส่วนรัฐบาลจะทำประชามติหรือไม่เป็นการตัดสินใจของรัฐบาล และการดีเบตในพื้นที่ 7 จังหวัดในขณะนี้ ที่จะจัดโดยกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าอยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำประชามติหรือไม่ เพราะถ้าจะทำประชามติต้องประกาศการทำประชามติก่อน หลังจากนั้นกระบวนการให้ความรู้กับประชาชนจะเริ่มตามระบบที่กำหนดระยะเวลาไว้ 90 วัน แต่ปัญหาคือ ที่กำลังทำอยู่ตอนนี้คืออยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือไม่ และถ้ารัฐบาลตัดสินใจจะยุบสภาก่อนก็ไม่แน่ว่าจะได้ทำประชามติเรื่องนี้หรือไม่ จึงต้องกลับมาถามทางรัฐบาลว่าหากไม่ได้ทำประชามติ รัฐบาลจะเป็นผู้ประกาศยกเลิกเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับเองหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจ ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกรรมาธิการ

ขณะเดียวกัน ตนได้มอบหลักฐานให้กับกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง ให้ระวังในพื้นที่พนมดงรัก แต่ช่วงช่องบก ช่องสะงำ ความยาว 195 กิโลเมตร ซึ่งไม่เคยมีหลักเขตแดนและไม่ต้องมี ซึ่งการสู้กันระหว่างไทยกัมพูชาในปี 2505 มีเอกสารหลักฐาน มีสนธิสัญญาฝรั่งเศส ไม่ใช่สันปันน้ำ หลังขอบหน้าผาที่ทะเลาะกันอยู่ จึงได้มีการยื่นเอกสารพร้อมคำแปล 151 หน้าให้กับกองทัพภาคที่ 2 และจะนำเสนอนายบวรศักดิ์ ต่อไป

นายปานเทพ กล่าวว่า เราต้องไม่เปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลง ก่อนย้ำว่า สิ่งที่ตกลงกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร ต้องคงเส้นคงวาอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการให้สัมภาษณ์เสร็จนายปานเทพ ได้เดินกลับโดยทันที เนื่องจากนายบวรศักดิ์ เลื่อนการประชุมไปเป็นวันศุกร์ที่ 28 พ.ย.นี้