‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.34 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับคณะของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วัดนามูล พุทธาวาส ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น

ในการนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบนโยบายเร่งรัดการจัดที่ดินทำกิน และแนวทางการจัดที่ดินนิคมสหกรณ์คงมูล เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงมูล ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง แนวทางการพัฒนาและผลักดันทุเรียนดูนสาดสู่การส่งออก และการจัดการน้ำทั้งระบบ และติดตามความคืบหน้าการขุดลอกพัฒนาแหล่งน้ำ อ่างเก็บน้ำคลองชัย หมู่ที่ 8 ตำบลดูนสาด พร้อมทั้งได้มอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรในพื้นที่ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนปัจจัยการผล ประกอบด้วย ต้นกล้าพริก ต้นกล้ามะเขือ เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง เมล็ดพันธุ์กวางตุ้ง และเมล็ดพันธุ์คะน้า

จากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เดินทางไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอกระนวน พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ให้กำลังใจ และมอบแนวทางในการปฏิบัติงานในโอกาสนี้ด้วย

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.30 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วมการประชุมเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปี 2569 และผ่านระบบการประชุมทางไกล (VCS) โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์และมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปี 2569 การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ระดับพื้นที่ การลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร และการมอบนโยบายและข้อสั่งการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปี 2569 ดังนี้ ด้วยในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูร้อนของทุกปี จะเกิดสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีค่าสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน คุณภาพสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปี 2568 – 2569 เป็นไปตามกฎหมายและแผนที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 -2570 และระยะ 5 ปีต่อไป ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธาธารณภัยจังหวัด และกรุงเทพมหานคร บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ ในการกำกับและควบคุมให้เป็นไปตามแนวทางการบริหารการเผาในพื้นที่เกษตร โดยให้ตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการของรัฐ หากพบการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ขัดต่อแนวทางการบริหารการเผาในพื้นที่เกษตรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ให้มีการส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปแปรรูปหรือเพิ่มมูลค่าแทนการเผาอย่างจริงจัง ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

– 006

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว’69

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว'69

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว’69

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ปีงบประมาณ 2569 ผ่านระบบออนไลน์ (GDCC Space Plus)

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ปีงบประมาณ 2569 โดยมี นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน กล่าวรายงาน การประชุมในครั้งนี้ เพื่อทราบถึงแนวทางการดำเนินโครงการสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการโครงการ ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่วางไว้ ณ ห้องประชุมสุทธิพร จีระพันธุ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผ่านระบบออนไลน์ (GDCC Space Plus)

โครงการสร้างฝายชะลอน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นโครงการที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2568 จำนวน 1,216 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 46 จังหวัด มีการจ้างแรงงานซึ่งเป็นเกษตรกร ส.ป.ก. 15,105 แรงงาน และยังสามารถสร้างความชุ่มชื้น โดยระบบฝายจะแพร่กระจายน้ำไปในพื้นที่ประมาณ 128,359 ไร่

โดยในปีงบประมาณ 2569 ส.ป.ก. ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ 2569  ประเภทงบดำเนินงาน งบประมาณ 8,849,800 บาท (แปดล้านแปดแสนสี่หมื่นเก้าพันแปดร้อยบาทถ้วน) ครอบคลุมเขตปฏิรูปที่ดิน 19 จังหวัด จำนวน 116 แห่ง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจจากการจ้างแรงงานในชุมชน สร้างความรับรู้ ตระหนักรู้ของพี่น้องเกษตรกรในชุมชน ถึงประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ

-(016)

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมประชุม’นบข.’ เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมประชุม'นบข.' เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมประชุม’นบข.’ เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

โดยการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ข้าวโลกข้าวไทย อธิบดีกรมการข้าวได้รายงานผลการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 ในส่วนของโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก อนุมัติเงินแล้ว 1 แห่ง 2 สัญญา 500 ล้านบาท โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร อนุมัติวงเงินแล้ว 8 แห่ง 33 สัญญา รวม 1,418.33 ล้านบาท

อีกทั้งที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาในหลายประเด็น เช่น การทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69, การขอขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2566/67 มาตรการดูดซับผลผลิตข้าวส่วนเกิน ปีการผลิต 2568/69 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต (โครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูง) โดยกรมการข้าวได้รับมอบหมายให้พัฒนาพันธุ์ข้าว และเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาดโดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาการกำกับดูแลคุณภาพข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การทบทวนกฎระเบียบการนำเข้าข้าวตามพันธกรณี WTO และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ นบข. 5 คณะ (ด้านการผลิต ด้านการตลาด พิจารณาชดเชยดอกเบี้ยฯ ติดตามกำกับดูแลฯ ระดับจังหวัด และจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทย)

– 006

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.25 น.

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

นางสาวทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านการประมงน้ำจืด กรมประมง ให้ข้อมูลจากงานเสวนาล่าสุด “น้องหมอคางดำ พระเอก? หรือผู้ร้าย?” ว่า จากการที่กรมประมงได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ผลสำรวจล่าสุด แสดงให้เห็นว่า จังหวัดพัทลุงและปราจีนบุรีไม่พบการแพร่ระบาดแล้ว ส่งผลให้พื้นที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำลดลงเหลือ 17 จังหวัด ขณะที่จังหวัดตราดและปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่กันชนที่กรมประมงให้ความสำคัญในการเฝ้าระวัง ก็ยังไม่พบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ยังคงไม่พบการแพร่ระบาดมาโดยตลอด

สำหรับเกณฑ์การประเมินระดับความชุกชุมของปลาหมอคางดำ กรมประมงใช้เกณฑ์ชี้วัด “จำนวนปลา” ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยระดับความชุกชุมมาก คือมากกว่า 100 ตัว ระดับปานกลาง 10–100 ตัว และระดับน้อย พบปลาต่ำกว่า 10 ตัว ซึ่งจากผลการสำรวจเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า 8 จังหวัดอยู่ในระดับปานกลาง และอีก 9 จังหวัดอยู่ในระดับน้อย สอดคล้องกับแนวโน้มการลดลงของประชากรปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้านความคืบหน้าการดำเนินมาตรการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำตามแผนบูรณาการ 7 มาตรการ กรมประมงสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศรวมกว่า 7.35 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็นในแหล่งน้ำธรรมชาติประมาณ 2.5 ล้านกิโลกรัม และในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 4.8 ล้านกิโลกรัม

ส่วนมาตรการที่ 2  มีการปล่อยปลาผู้ล่า รวมแล้วกว่า 1.14 ล้านตัว ปล่อยปลาขนาด 4–5 นิ้ว  ตามความเหมาะสมกับระบบนิเวศ

ทั้งปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน และปลาเทพา เป็นต้น  เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำตามกลไกธรรมชาติควบคู่กับการสนับสนุนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเลี้ยงปลาผู้ล่าในบ่อเพาะเลี้ยงเพื่อลดต้นทุนและควบคุมประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการที่ 4 ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออก ซึ่งกรมประมงยืนยันว่าปลาหมอคางดำสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการผลิตปลาป่น น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นไม้ รวมถึงการแปรรูปเป็นอาหารเมนูต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน

สำหรับมาตรการที่ 5 กรมประมงยังสร้างการรับรู้และความตระหนักสร้างการมีส่วนร่วมชุมชน และได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุก โดยเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับให้ประชาชนแจ้งพบปลาหมอคางดำได้แบบเรียลไทม์ และมีทีมสำรวจเข้าตรวจสอบทันทีเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที

ในส่วนมาตรการที่ 6 กรมประมงเดินหน้าการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการควบคุมปลาหมอคางดำในระยะยาว โดยเฉพาะการศึกษาชุดโครโมโซม 4n เพื่อทำให้ปลาหมอคางดำเป็นหมัน ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพและถือเป็นอีกแนวทางสำคัญที่มีศักยภาพในการควบคุมประชากรในเชิงวิทยาศาสตร์

ขณะทีมาตรการที่ 7 ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ กรมประมงได้ปล่อยสัตว์น้ำพื้นถิ่นและสัตว์น้ำชายฝั่งกลับคืนสู่ธรรมชาติรวมกว่า 82 ล้านตัว ทั้งปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ หอยลาย และปูม้า เพื่อเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นสมดุลของระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นางสาวทิวารัตน์ เสริมว่า ข้อมูลล่าสุดทั้งหมดสะท้อนชัดว่ามาตรการควบคุมปลาหมอคางดำของกรมประมงกำลังสร้างผลลัพธ์ในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่อง และกรมประมงยังคงร่วมกับชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อควบคุมและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ เพื่อสร้างโอกาสให้กับชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ’ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ'ปลาหมอคางดำ'ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ’ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ “ปลาหมอคางดำ” ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกของไทยได้ผลจริง

นางสาวทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านการประมงน้ำจืด กรมประมง เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำในพื้นที่แพร่ระบาดว่า ข้อมูลสำรวจล่าสุดเดือนกันยายน 2568 ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดพัทลุงและปราจีนบุรีไม่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอีกต่อไป ขณะที่พื้นที่กันชน เช่น จังหวัดตราดและปัตตานียังคงปลอดภัยเช่นเดียวกับทะเลสาบสงขลาที่ไม่พบการแพร่ระบาดมาโดยตลอด จำนวนจังหวัดที่พบการแพร่ระบาดลดลงเหลือ 17 จังหวัดจากเดิม 19 จังหวัด ความชุกชุมของปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่าง ๆ มีแนวโน้มลดลงอยู่ในระดับปานกลางและระดับน้อย

กรมประมงประเมินความชุกชุมของปลาหมอคางดำโดยใช้จำนวนปลาในพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยระดับมากคือมากกว่า 100 ตัว ระดับปานกลางคือ 10 ถึง 100 ตัว และระดับน้อยคือต่ำกว่า 10 ตัว ผลสำรวจเดือนกันยายนพบว่า 8 จังหวัดอยู่ในระดับปานกลาง และอีก 9 จังหวัดอยู่ในระดับน้อย สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการควบคุมที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง

การควบคุมปลาหมอคางดำเป็นไปตามแผนบูรณาการ 7 มาตรการ กรมประมงสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศรวมกว่า 7.35 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็นในแหล่งน้ำธรรมชาติ 2.5 ล้านกิโลกรัม และในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.8 ล้านกิโลกรัม ขณะที่การปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน และปลาเทพา รวมกว่า 1.14 ล้านตัว ถูกปล่อยลงทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อควบคุมประชากรตามกลไกธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการด้านการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออกได้แก่ การผลิตปลาป่น น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นไม้ และการแปรรูปเป็นอาหาร ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับการควบคุมประชากร นอกจากนี้กรมประมงยังสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนแจ้งพบปลาหมอคางดำแบบเรียลไทม์ พร้อมทีมสำรวจตรวจสอบทันที

ด้านการวิจัย กรมประมงกำลังศึกษาชุดโครโมโซม 4n ของปลาหมอคางดำเพื่อทำให้เป็นหมัน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการควบคุมประชากรในระยะยาว และมาตรการฟื้นฟูระบบนิเวศมีการปล่อยสัตว์น้ำพื้นถิ่นและสัตว์น้ำชายฝั่งกว่า 82 ล้านตัว เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ หอยลาย และปูม้า เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นสมดุลระบบนิเวศ

นางสาวทิวารัตน์ สรุปว่า มาตรการทั้งหมดกำลังสร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความร่วมมือของชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อควบคุมและใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วาระสำคัญคือ การพิจารณามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว เช่น โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก และการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการที่เก็บสต็อก หารือมาตรการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อปรับโครงสร้างการผลิต เช่น การดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และส่งเสริมการปลูกพืชอื่นทดแทนข้าวนาปรัง รวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ภายใต้ นบข.เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการผลิต การตลาด และยุทธศาสตร์ข้าวไทย ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

– 006

รังสีวิทยาสมาคมฯ ผนึกกำลัง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ลงนาม MOU ยกระดับการวินิจฉัยโรคไอแอลดี

รังสีวิทยาสมาคมฯ ผนึกกำลัง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ลงนาม MOU ยกระดับการวินิจฉัยโรคไอแอลดี

รังสีวิทยาสมาคมฯ ผนึกกำลัง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ลงนาม MOU ยกระดับการวินิจฉัยโรคไอแอลดี

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.23 น.

รังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด ประกาศลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “Advancing ILD Diagnosis” เพื่อยกระดับมาตรฐานการวินิจฉัยโรคไอแอลดี (ILD) หรือปอดเป็นพังผืดในประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาโปรแกรมช่วยรายงานผล HRCT และผลักดันการใช้งานแนวทาง การรายงานผล (HRCT Structured Report Template) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและสร้างมาตรฐานการวินิจฉัย ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ
 
โรคไอแอลดี (iLD) หรือปอดเป็นพังผืด  เป็นโรคหายาก ที่วินิจฉัยได้ยาก เนื่องจากมีอาการคล้ายโรคปอดอื่นๆ หากโรคลุกลามอาจมีความรุนแรงเทียบเท่ามะเร็ง และผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษา มักเสียชีวิตภายใน 3-4 ปี การวินิจฉัยที่แม่นยำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงมีความสำคัญสูงสุด


 
ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล “HRCT Checklist & Structured Report Program” เพื่อสนับสนุนการทำงานของรังสีแพทย์ในการรายงานผล HRCT และร่วมกันส่งเสริมการนำแนวทาง นี้ไปใช้อย่างแพร่หลายโดยได้รับการรับรองจากราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย (RCRT)
 
รศ.นพ. วิวัฒนา ถนอมเกียรติ นายกรังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือนี้ถือเป็น ก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานการวินิจฉัยโรคไอแอลดี ในประเทศไทย เครื่องมือนี้จะช่วยให้รังสีแพทย์มีแนวทาง การรายงานผล HRCT ที่มีโครงสร้างชัดเจน ลดความคลาดเคลื่อน และที่สำคัญคือสนับสนุนการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถ วางแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจยิ่งขึ้น”
 
นาย ริคาร์เต้ เซลวานเตส ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราภูมิใจ ที่ได้ร่วมมือกับรังสีวิทยาสมาคมฯ ในการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงาน ของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการวินิจฉัยโรคไอแอลดี ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ การรักษาที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วยชาวไทย”


 
ภายในงานยังมีการเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “บทบาทของรังสีแพทย์ในการยกระดับการวินิจฉัย ‘โรคปอดอินเตอร์สติเชียล (ILD)’ ด้วย HRCT Report มาตรฐาน” โดยมี ผศ. นพ. วราวุฒิ สุขเกษม กรรมการราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย, อ. พญ. ชญานิน นิติวรางกูร ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พญ. ลัคนา กาญจนกูล Head of Medicine, บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด ร่วมให้ข้อมูลถึงความท้าทายในการวินิจฉัยโรคไอแอลดี และประโยชน์ของโครงการนี้
 
การลงนามในครั้งนี้คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของรังสีแพทย์ในการวินิจฉัย  และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการดูแลผู้ป่วยโรคไอแอลดีหรือปอดเป็นพังผืดในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สคส. เปิดคอร์ส “เรียนฟรี PDPA” ปลดล็อกความรู้ ลดเหลื่อมล้ำ รู้เท่าทันภัยไซเบอร์

สคส. เปิดคอร์ส “เรียนฟรี PDPA”  ปลดล็อกความรู้ ลดเหลื่อมล้ำ รู้เท่าทันภัยไซเบอร์

สคส. เปิดคอร์ส “เรียนฟรี PDPA” ปลดล็อกความรู้ ลดเหลื่อมล้ำ รู้เท่าทันภัยไซเบอร์

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จุดเริ่มต้นแห่งการหลอกลวงดังกล่าว มักเริ่มจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะผ่านการแฮ็กบัญชี การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล การโทรหลอกให้กดลิงก์ปลอม และความประมาทจากการไม่ระมัดระวังจนเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก กลายเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นการเสริมองค์ความรู้ด้าน PDPA ให้กับประชาชน จะทำให้ประชาชนทราบถึงสิทธิ และหน้าที่ของตน ตลอดจนเทคนิคพื้นฐานในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล จะเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญ ช่วยให้ทุกคนปลอดภัยและรับมือกับความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ และอยู่ในสังคมดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้าขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้ประชาชนทั่วประเทศ ด้วยการเปิด หลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC e-Learning) ให้เรียนฟรีเป็นครั้งแรก ตั้งเป้าสร้างทักษะด้านความปลอดภัยข้อมูลให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. เปิดเผยว่า ความรู้เรื่อง PDPA ไม่ใช่เรื่องขององค์กรอีกต่อไป แต่เป็น “ทักษะที่ประชาชนทุกคนจำเป็นต้องมี” เพื่อป้องกันตัวเองในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามใหม่ ๆ การเปิดเรียนฟรีครั้งนี้จึงเป็น “ของขวัญปีใหม่” เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้คนไทย รับมือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทุกวัน ทั้งการแชร์ข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ การคลิกลิงก์จนตกเป็นเหยื่อ  และการถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด

ทุกหลักสูตรฟรี เรียนได้ทุกที่ มีใบรับรอง โดย 2 หลักสูตรสำคัญ เปิดให้เรียนฟรีสำหรับประชาชน และบุคลากรทุกสาขา

1) หลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล–DPO–ผู้ประมวลผล ฯลฯ ระยะเวลาเรียน 3 ชั่วโมง 7 นาที เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ ความเข้าใจกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสามารถนำไปปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมครบถ้วนทั้งมิติด้านกฎหมายและการปฏิบัติ ได้แก่ ความรู้เบื้องต้นของกฎหมาย PDPA , การเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล, วิธีปฏิบัติตามกฎหมายในองค์กร, สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล, การส่งหรือโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศ, การกำกับดูแลและบังคับใช้ตามกฎหมาย ซึ่งหลักสูตรนี้เหมาะสำหรับภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ ผู้ดูแลระบบ และองค์กรทุกประเภทที่ต้องการยกระดับการปฏิบัติตาม PDPA อย่างเป็นระบบ

2) หลักสูตรด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับประชาชนทั่วไป ใช้เวลาเรียนเพียง 1 ชั่วโมง 34 นาที เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนได้ทราบถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ฐานทางกฎหมายในการเก็บ รวบรวมหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล, การปฏิบัติเมื่อมีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เหมาะกับประชาชนทั่วไปได้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของ PDPA

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ ย้ำว่า การเปิด PDPC e-Learning ฟรี เป็นแนวทางลดช่องว่างความรู้ด้านดิจิทัลของประชาชนไทย เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนของประเทศ ก็สามารถเรียนรู้ได้เท่าเทียมกัน ด้วยอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว ไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

โดยการเปิดเรียนฟรีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานเชิงรุกของ สคส. ที่ต้องการสร้างสังคมตื่นรู้ด้านข้อมูลส่วนบุคคล และป้องกันปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว โรงเรียน จนถึงองค์กรต่าง ๆ โดยตั้งเป้าว่าในปี 2569 ประชาชนจะต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน PDPA มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ปัจจุบันมียอดผู้เข้าเรียนแล้วกว่า 5,000 คน และจบหลักสูตรกว่า 3,000 คน ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 รับปีใหม่ 2569 นี้ สคส. ขอคืนความสุขให้คนไทยด้วย “ความรู้ที่เท่าเทียม” พลิกความเสี่ยงให้เป็นความปลอดภัย และเสริมภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ให้คนไทยก้าวสู่ปีใหม่อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และใช้ชีวิตดิจิทัลได้อย่างมีอิสระมากขึ้น พร้อมมุ่งขยายฐานตัวเลขของผู้เข้าเรียนให้ได้มากที่สุด” พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

เรียนง่าย เข้าถึงสะดวก พร้อมรับใบประกาศนียบัตร ทุกคนสามารถเข้าเรียนได้ทันทีที่ www.pdpc.or.th แล้วเลือกเมนู e-Learning

ลงทะเบียนง่าย เรียนจบรับ ใบประกาศนียบัตรดิจิทัล (Certificate) จาก สคส. นำไปใช้ประกอบการสมัครงาน อัปสกิลบุคลากรองค์กร หรือเพิ่มความรู้ส่วนบุคคลได้

เปิดตัวแคมเปญ ‘KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)’ ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

เปิดตัวแคมเปญ 'KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)' ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

เปิดตัวแคมเปญ ‘KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)’ ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี และฮอนด้า ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เปิดตัวแคมเปญ “KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)” ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน และ ส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยตามแนวคิดของไทย “ทำดีได้ดี”

มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (Toyota Mobility Foundation – TMF) และ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda Motor Co., Ltd. – Honda) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Administration – BMA) ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ “KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสององค์กรในการร่วมกันแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนในประเทศ

 ทั้งนี้ TMF และ Honda ได้ร่วมมือกันภายใต้คณะอนุกรรมการด้านต่างประเทศของกรอบความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม “Tateshina Meeting” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “การสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นศูนย์” ทั้งสององค์กรได้แบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการด้านความปลอดภัยทางถนนที่ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาประยุกต์และขยายผลสู่ระดับสากล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการจราจรที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรเตรียมดำเนินแคมเปญในประเทศไทย ภายใต้แนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมความเชื่อของไทย “ทำดีได้ดี (TAM-DEE-DAI-DEE / Good Deeds Bring Good Returns)” เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีและลดอุบัติเหตุทั้งจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พร้อมทั้งมีการติดตามและประเมินผลลัพธ์ของแคมเปญ เพื่อพัฒนาแนวทางด้านความปลอดภัยทางถนนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแคมเปญ: https://kubdeedaidee.com

1. ความเป็นมาของโครงการ

ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผลลัพธ์ที่ตามมาของการพัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ คือ อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มคนรุ่นใหม่

แม้ว่าที่ผ่านมาได้มีการดำเนินกิจกรรมรณรงค์และโครงการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการ พัฒนามาตรการและแนวทางใหม่ๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ภายใต้แคมเปญนี้ TMF และ Honda ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ (รถยนต์และรถจักรยานยนต์) จะร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้และรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Networking Services – SNS) เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง

โดยได้รับการสนับสนุนจาก กรุงเทพมหานคร (BMA) ผ่านการดำเนินกิจกรรมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแคมเปญ รวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อของกรุงเทพมหานคร โครงการนี้ยังมีแผนที่จะพัฒนากิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่อย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

2. แนวทางและวัตถุประสงค์ของโครงการ

แคมเปญนี้จัดทำขึ้นเพื่อเชื่อมโยง “ทำดีได้ดี” ซึ่งเป็นสุภาษิตไทยที่สืบทอดกันมายาวนานในวิถีชีวิตของคนไทย เข้ากับพฤติกรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีแนวคิดในการ “ตีความใหม่” ว่าความรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เพียง “หน้าที่” ที่ต้องปฏิบัติเท่านั้น แต่เป็น “การกระทำที่ดี” ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งตนเองและผู้อื่น พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

TMF และ Honda มุ่งหวังที่จะสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ต่างมีความเอื้อเฟื้อและใส่ใจต่อกัน ภายใต้แนวคิด “ขับดี (KUB-DEE)” แคมเปญได้หยิบยกพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การสังเกตและระมัดระวังรถจักรยานยนต์ในขณะขับขี่ การตรวจสอบจุดอับสายตา และการเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย — มานำเสนอเป็นตัวอย่างของ “พฤติกรรมการขับขี่ที่ดี”

แนวทางเหล่านี้ถูกออกแบบบนพื้นฐานข้อมูลเชิงลึกจากรูปแบบอุบัติเหตุและพฤติกรรมการขับขี่ที่พบบ่อยในประเทศไทย เพื่อเน้นย้ำให้ผู้ขับขี่ตระหนักและจดจำว่าพฤติกรรมเหล่านี้คือ “การทำดี” ที่สร้างความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

3. แผนดำเนินการของโครงการ

ในการสร้างสรรค์ภาพหลักของแคมเปญบนเว็บไซต์ TMF และ Honda ได้ร่วมมือกับศิลปินไทยรุ่นใหม่ นายสราวุธ พานนู เพื่อนำเสนอผลงานที่ผสานเอกลักษณ์ของศิลปะไทยแบบดั้งเดิมเข้ากับสไตล์ร่วมสมัยอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารแนวคิด “ทำดีได้ดี” ในมิติใหม่ ที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น และสะท้อนแนวคิดของแคมเปญในรูปแบบที่ทั้งทันสมัยและคงไว้ซึ่งรากฐานของวัฒนธรรมไทย

นอกจากนี้ ภายในเว็บไซต์แคมเปญยังได้เพิ่มฟีเจอร์เชิงอินเทอร์แอ็กทีฟ “KUB-DEE-DAI-DEE Generator” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ใช้งานสามารถเลือกพฤติกรรมการขับขี่ที่ต้องการตระหนักรู้มากขึ้น จากหมวด “KUB-DEE (ขับดี)” ที่แนะนำไว้ในเว็บไซต์ และสามารถสร้างวอลล์เปเปอร์หรือวิดีโอสั้นในสไตล์ของตนเอง เพื่อแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้โดยตรง

กลไกนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้ใช้ได้รับความรู้ด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ “ประกาศเจตนารมณ์แห่งการขับดี” ต่อสังคมรอบข้าง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

4. ทิศทางต่อไปของโครงการ (Future Developments)

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นต้นไป แคมเปญ “ทำดีได้ดี ขับดีได้ดี” จะเริ่มเผยแพร่ทั้งในรูปแบบ ออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น โซเชียลมีเดีย สื่อโฆษณากลางแจ้ง เว็บไซต์แคมเปญพิเศษ รวมถึง สื่อในเครือของกรุงเทพมหานคร (BMA) เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง และส่งต่อแนวคิด “ขับดีได้ดี” เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีในสังคมไทย

จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการดำเนินแคมเปญ “ทำดีได้ดี ขับดีได้ดี” ในระยะแรก ทำให้มีแผนที่จะขยายผลต่อเนื่องในปี 2026 โดยร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) และ มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย เพื่อส่งต่อแนวคิดและสารรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนไปสู่ประชาชนในวงกว้างยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แทนของแต่ละองค์กรร่วมแสดงความคิดเห็น ดังนี้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่า “กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนนมาโดยตลอด การเปิดตัวแคมเปญ ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ โดย TMF และ Honda ถือเป็นก้าวสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมการขับขี่อย่างมีน้ำใจและปลอดภัย ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง กรุงเทพมหานครพร้อมสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ และจะเดินหน้าพัฒนาระบบถนนให้ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อทุกคนต่อไป”

มร. ซูซูมุ มัตสึดะ (Susumu Matsuda), รองประธานกรรมการ มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (Toyota Mobility Foundation) กล่าวว่า “ในที่ประชุม Tateshina Meeting เราให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า ‘ความปลอดภัยทางถนนเป็นสิ่งที่ทุกคนร่วมกันสร้างได้’ เราเชื่อว่าการที่แต่ละคนได้คิดว่า ‘ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง’ และลงมือปฏิบัติจริง คือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวคิด ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ จะได้รับการยอมรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนชาวไทย และช่วยส่งต่อจิตสำนึกแห่งความเอื้อเฟื้อและความปลอดภัยให้แผ่ขยายระหว่างผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์”

ด้าน มร. ฮิเดอากิ ทาคาอิชิ (Hideaki Takaishi), ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ TMF ในการเปิดตัวแคมเปญ ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนที่เป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย การส่งเสริมให้เกิดการขับขี่อย่างมีน้ำใจ ทั้งในมุมมองของผู้ใช้รถยนต์และผู้ใช้รถจักรยานยนต์ จะช่วยมอบทั้ง ‘ความปลอดภัยและความสุข’ ให้กับทุกคน และร่วมกันก้าวไปสู่สังคมที่ปลอดอุบัติเหตุอย่างแท้จริง”

-(016)