‘สรยุทธ’คอนเฟิร์ม!!! ‘ผู้พันปุ่น’เตรียมลงสมัครท้าชิง ผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาชน

'สรยุทธ'คอนเฟิร์ม!!! 'ผู้พันปุ่น'เตรียมลงสมัครท้าชิง ผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาชน

‘สรยุทธ’คอนเฟิร์ม!!! ‘ผู้พันปุ่น’เตรียมลงสมัครท้าชิง ผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาชน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.07 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หลังจากมีกระแสข่าวว่า  พรรคประชาชนมีการทาบทาบ น.ต. ศิธา ทิวารี อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคไทยสร้างไทย มาเป็นผู้สมัครของพรรค ขณะที่  นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ขอไม่ยืนยันและไม่ปฏิเสธข่าวใด เพราะคิดว่าเวลานี้สิ่งสำคัญ คือ พรรคต้องตกผลึกทุกขั้นตอนในกระบวนการภายใน และเมื่อได้ข้อสรุป 100% ก็จะแจ้งต่อสาธารณะต่อไป

ล่าสุด  สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง  ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ผ่านรายการ ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ว่าแหล่งข่าวคอนเฟิร์มว่า น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคไทยสร้างไทย เตรียมเป็นแคนดิเดตของ “พรรคประชาชน” ลงสู้ศึกสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 69 ซึ่งเตรียมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้

คุกรออยู่!!! ‘หมอวรงค์’ตั้งคำถาม ซ้ำรอยเดิมหรือไม่? หาก’ทักษิณ’ได้พักโทษผู้สูงอายุ 70 ปี

คุกรออยู่!!! 'หมอวรงค์'ตั้งคำถาม ซ้ำรอยเดิมหรือไม่? หาก'ทักษิณ'ได้พักโทษผู้สูงอายุ 70 ปี

คุกรออยู่!!! ‘หมอวรงค์’ตั้งคำถาม ซ้ำรอยเดิมหรือไม่? หาก’ทักษิณ’ได้พักโทษผู้สูงอายุ 70 ปี

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.48 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom ระบุว่า#ทักษิณจะไม่ได้สิทธิ์พักโทษจริงหรือ

การที่อัยการสูงสุด ได้อุทธรณ์คดี 112 ของนายทักษิณ ถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการกฎหมาย เพราะในอดีตที่ผ่านมาเราจะพบว่า คดีความผิดตามมาตรา 112 นั้นมีการอุทธรณ์เกือบทุกคดี

ปัญหาที่สร้างความสับสนให้กับสังคมคือ ผลของการอุทธรณ์คดี112นี้ จะทำให้นายทักษิณพักโทษไม่ได้จริงหรือ ซึ่งพวกเราต้องมาดูข้อเท็จจริงของหลักเกณฑ์การพักโทษ

ในหลักการทั่วไปการพักโทษถือว่าเป็นประโยชน์ ที่นักโทษได้ประกอบคุณงามความดี และอย่างน้อยๆนักโทษรายนั้น ต้องถูกจำคุกมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือน

ส่วนการพักโทษ ก็จะมีเกณฑ์เจ็บป่วยหนักหนัก เช่นเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นเอดส์ระยะสุดท้าย ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น หรือมีความพิการที่ดูแลตนเองไม่ได้ ซึ่งนายทักษิณไม่เข้าเกณฑ์นี้อยู่แล้ว

อดีตที่ผ่านมานายทักษิณ จะได้รับการพักโทษในกรณี “มีอายุเกิน 70 ปีและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้หรือช่วยเหลือตัวเองได้น้อย” ถ้าประเมินคะแนนขีดความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง”ระยะยาว”ของผู้สูงอายุ จากคะแนนเต็ม 20 ต้องได้คะแนนไม่เกิน 11

นั่นหมายความว่านายทักษิณ ต้องมีปัญหากินข้าว ล้างหน้าแปรงฟัน ลุกจากที่นอน การใช้ห้องน้ำ การเคลื่อนที่ภายในบ้าน การสวมใส่เสื้อผ้า การขึ้นลงบันได การอาบน้ำ การกลั้นอุจจาระ และการกลั้นปัสสาวะ

ถ้านายทักษิณมีปัญหา ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองจริงๆ และต้องเป็นปัญหาระยะยาว นายทักษิณก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษ สำหรับนักโทษที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ไม่เกี่ยวกับคดีมาตรา 12 นี้

แต่การพักโทษกรณีพิเศษที่ผ่านมา มีการตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการประเมินคะแนนให้ต่ำ ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่ ดังนั้นรอบนี้ถ้านายทักษิณจะได้สิทธิ์นี้ และมีการประเมินคะแนนให้ต่ำเพื่อช่วยเหลือ ผมบอกได้เลยว่าคุกรออยู่

งานเข้า! ‘เรืองไกร’ร้อง ป.ป.ช.สอบที่มาเงินบริจาค-จักรยาน ‘สส.ไอซ์’

งานเข้า! 'เรืองไกร'ร้อง ป.ป.ช.สอบที่มาเงินบริจาค-จักรยาน 'สส.ไอซ์'

งานเข้า! ‘เรืองไกร’ร้อง ป.ป.ช.สอบที่มาเงินบริจาค-จักรยาน ‘สส.ไอซ์’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.18 น.

‘เรืองไกร’ร้อง ป.ป.ช. สอบที่มาเงินบริจาค’สส.ไอซ์’จำนวน 203,000 บาท และจักรยาน ยื่นบัญชีหรือไม่

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอดีตวุฒิสมาชิก เปิดเผยว่า จากการติดตามเงินบริจาคของทุกพรรคการเมืองในเว็บไซต์ กกต.ที่เปิดเผยล่าสุดเป็นของเดือนกันยายน 2568 พบข้อสังเกตในส่วนของพรรคประชาชนที่แจ้งว่า ได้รับเงินบริจาคจากบุคคลที่บริจาคเกิน 5,000 บาท รวม 50 ราย รวม 1,049,800 บาท มีข้อสังเกต คือ รายที่ 15 น.ส.รักชนก ศรีนอก บริจาครวม 203,000 บาท กรณีจึงมีเหตุอันควรตรวจสอบจากบัญชีทรัพย์สินที่เคยยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อ 4 ก.ค. 2566

นายเรืองไกร กล่าวว่า จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินก็มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเรื่องจักรยานตามมาด้วย ดังนั้น วันนี้จึงได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์EMS ขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนางสาวรักชนก ว่าเงินบริจาคให้พรรคประชาชนเดือนกันยายน จำนวน 203,000 บาท มีที่มาอย่างไร และจักรยานได้มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ และมีกรณีจะเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยในแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้

ข้อ 1. เนื่องจากเว็บไซต์ กกต.ได้เปิดเผยบัญชีรายชื่อผู้บริจาคและจำนวนเงินที่บริจาคให้พรรคการเมืองต่างๆตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ประจำเดือนกันยายน 2568 โดยในรายของพรรคประชาชนมียอดรวม 50 ราย รวมเป็นเงิน 1,049,800 บาท โดยมีข้อสังเกตในลำดับที่ 15 คือ น.ส. รักชนก บริจาครวม 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 203,000 บาท คิดเป็นประมาณ 19.34 % ซึ่งเป็นยอดที่สูงกว่ารายอื่นๆ

ข้อ 2.จากข้อมูลของ กกต.ดังกล่าว เมื่อย้อนไปดูบัญชีทรัพย์สินของ น.ส. รักชนก ศรีนอก ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง วันที่ 4 ก.ค. 2566 พบว่า มีการแสดงรายการทรัพย์สินรวม 5,840,477.67 บาท หนี้สินรวม 1,814,816.54 บาท

ข้อ 3. รายการทรัพย์สินรวม 5,840,477.67 บาท มี 6 รายการ คือ เงินฝาก 354,508.75 บาท เงินลงทุน 716,404.92 บาท ที่ดิน 1,750,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1,750,000 บาท ยานพาหนะ 1,000,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 269,564 บาท

ข้อ 4.ยานพาหนะ 1,000,000 บาท คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ทะเบียน กรุงเทพฯ จำนวน 1 คัน ได้มาเมื่อ 12 มีนาคม 2563 และทรัพย์สินอื่น 269,564 บาท เป็นหนังสือ 733 เล่ม

ข้อ 5. ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา วันที่ 28 ต.ค. 2566 หัวข้อ เปิดบัญชีทรัพย์สิน 3 สส.ก้าวไกล ‘ไอซ์ รักชนก’ 5.8 ล.โชว์หนังสือ 733 เล่ม มีดาบพิฆาตอสูร

ข้อ 6. เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2566 เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ หัวข้อ ส่องจักรยาน “ไอซ์รักชนก” รุ่นไหน คันละกี่บาท ปั่นแซงรถสปอตเข้าวิน ระบุไว้บางส่วนว่า จักรยานของ ไอซ์รักชนก จากพรรคก้าวไกล เป็นเเบรนด์ธรรมดาไม่เเพง BTWIN รุ่น Elops 100 สีดำ โดยเป็นประเภทซิตี้ไบค์ ท่านั่งหลังตรง ไม่สปอร์ต สบายตัว 1 สปีด พร้อมบังโคลน แร็คจักรยาน และขาตั้ง ตัวสะท้อนแสงด้านหน้าและด้านหลัง ตัวสะท้อนแสงที่ล้อและบันไดจักรยาน โดยใส่กระเป๋าหน้าเพื่อไว้ใส่ของเล็กน้อย ราคาคันละ 5,700 บาท

ข้อ 7. เมื่อวันที่ 29 ก.ค. Insagram Thairath ลงข่าวไว้บางส่วนว่า ‘สส.ไอซ์’ ปั่นจักรยานลงพื้นที่ สุดงง! เจอท่อระบายน้ำสูงกว่าพื้นบ้านประชาชน  โพสต์ภาพหลังลงพื้นที่ ซอยกำนันแม้น 13 โดยระหว่างทางได้พบการก่อสร้างถนนใหม่ มีการทำท่อระบายน้ำยกสูงกว่าพื้นบ้านประชาชนหลายสิบเซนติเมตร…

ข้อ 8.พจนานุกรม ฉบับราชบัณ ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 จักรยาน น. รถถีบ ยานพาหนะประเภทรถที่มีล้อ 2 ล้อ ล้อหนึ่งอยู่ข้างหน้าและอีกล้อหนึ่งอยู่ข้างหลัง มีโครงเหล็กเชื่อมล้อหน้ากับล้อหลัง มีคันบังคับด้วยมือติดตั้งอยู่บนล้อหน้า ขับเคลื่อนด้วยกำลังคนผู้ขี่ซึ่งใช้เท้าถีบบันไดรถให้วิ่ง เรียกว่า จักรยานสองล้อ ถ้ามี 3 ล้อ เรียกว่า จักรยานสามล้อ

ข้อ 9. ข้อเท็จจริงจากเว็บไซต์ กกต. จึงควรตรวจสอบว่า เงินบริจาคจำนวน 203,000 บาท นั้น มาจากเงินฝากบัญชีใด มีที่มาโดยถูกต้องและจะชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ได้ หรือไม่ และจักรยาน ที่ควรมีมูลค่าประมาณ 5,700 บาท อันเป็นราคาที่สูงกว่าหนังสือ และยังใช้ลงพื้นที่เมื่อ 29 ก.ค. ในขณะเป็น สส. แล้วนั้น จักรยานดังกล่าวซึ่งเป็นยานพาหนะตามพจนานุกรม ได้มีการยื่นไว้ในบัญชีทรัพย์สิน หรือไม่ (ทั้งในบัญชียานพาหนะ หรือบัญชีทรัพย์สินอื่น)

รทสช.ปรับทัพสื่อสาร! ตั้ง ‘อรรถวิชช์’ รักษาการโฆษกพรรค

รทสช.ปรับทัพสื่อสาร! ตั้ง 'อรรถวิชช์' รักษาการโฆษกพรรค

รทสช.ปรับทัพสื่อสาร! ตั้ง ‘อรรถวิชช์’ รักษาการโฆษกพรรค

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.57 น.

‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “ดร.อรรถวิชช์” รักษาการโฆษก พร้อมดัน “ศศิกานต์–เกรียงไกรมาศ” ขึ้นรองโฆษกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศปรับโครงสร้างทีมสื่อสารครั้งสำคัญ โดยแต่งตั้ง ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ทำหน้าที่ รักษาการโฆษกพรรค เพื่อเสริมความเข้มแข็งด้านการสื่อสารนโยบายและทิศทางทางการเมืองของพรรคให้คมชัดยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและดีเจดัง ให้ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทางพรรคขอย้ำถึงจุดยืนว่า รวมไทยสร้างชาติ คือ “พรรคของคนทำงาน” สมาชิกทุกคนเข้าสู่สนามการเมืองด้วยความมุ่งมั่นเพื่อ‘ทำงานการเมือง’ ไม่ใช่เพื่อ ‘เล่นการเมือง’ และพร้อมผลักดันงานทุกด้านให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

การปรับทัพครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาการสื่อสารให้ทันสถานการณ์ ตอบโจทย์ประชาชน และนำเสนอนโยบายได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเข้าถึงมากยิ่งขึ้น

ไร้จุดขายใหม่!!! เพื่อไทยยังขุด ‘ผีทักษิณ’ มาหากินต่อ

ไร้จุดขายใหม่!!! เพื่อไทยยังขุด 'ผีทักษิณ' มาหากินต่อ

ไร้จุดขายใหม่!!! เพื่อไทยยังขุด ‘ผีทักษิณ’ มาหากินต่อ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.44 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความระบุว่า “เพื่อไทย ขุดทักษิณ มาขายอีก”

หลังจากนายทักษิณ ชินวัตร ถูกอัยการสูงสุดมีความเห็น  ยื่นอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 ต่อศาลอุทธรณ์ และในวันเดียวกันศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นายทักษิณชดใช้ภาษี จากการขายบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นให้กับกองทุนเทมาเสก ประเทศสิงคโปร์ 17,600 ล้านบาท ทำให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคน ออกมาเคลื่อนไหว พยายามพลิกวิกฤตของนายทักษิณครั้งนี้ให้เป็นโอกาส เพื่อหวังเพิ่มคะแนนเสียง และเรียกคะแนนสงสารจากประชาชน ที่เห็นได้ชัดคือ 

กรณีนายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้โพสต์เฟซบุ๊ก ข้อความว่า “การกระทำต่อคุณทักษิณ ถูกมองว่ามาแบบซีรี่ส์ที่มีการจัดวาง ขัดต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก

ผลักไสไล่ส่งเอาคนที่สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศมากๆ ไปอยู่ต่างประเทศ และ ขังคุก จากนั้น ก็เอาเอาพวกเฮงซวยมาบริหารประเทศ 

ไม่แปลกใจที่ประเทศถดถอยมาตามลำดับ จนหนี้ประเทศ และ หนี้ครัวเรือนสูงสุด คนไทยส่วนใหญ่ แทบไม่มีความหวังกับประเทศนี้อีกเลย

สงสารประเทศไทย พอได้หรือยังครับ!”

ข้อความของนายก่อแก้วโดยพยายามที่จะโยงคดีของนายทักษิณ ซึ่งเป็นคดีที่ศาลยุติธรรมได้พิพากษาพิจารณาอย่างละเอียดถ่องแท้แล้ว พยายามนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองให้ได้ หรือแม้แต่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กไทม์ไลน์ของนายทักษิณเกี่ยวกับคดีความต่างๆ 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการพยายามจะใช้โอกาสของนายทักษิณ ที่โดนคดีหาเสียงให้กับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยในวันนี้ไม่มีจุดขายเลย นอกจากจุดขายเดิมที่ก่อตั้งพรรคมา ก็คือขายตัวนายทักษิณ ชินวัตร จึงจำเป็นต้องใช้นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากมวลชนคนเสื้อแดง และผู้สนับสนุนส่วนหนึ่ง ที่ยังสวามิภักดิ์ต่อนายทักษิณ ซึ่งไม่ว่านายทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย จะตระบัดสัตย์ เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้ก็ยังสนับสนุนอยู่ จึงพยายามจะรักษามวลชนคนเหล่านี้ไว้ 

เห็นได้จากตั้งแต่นายทักษิณเข้าอยู่เรือนจำคลองเปรม ทุกวันเสาร์จะมีแกนนำคนเสื้อแดงหลายคน เปลี่ยนหน้ากันมาจัดกิจกรรมที่หน้าเรือนจำ นัดกินก๋วยเตี๋ยวบ้าง นัดกินข้าวมันไก่บ้าง ปราศรัย ไฮปาร์คกัน รวมไปถึงวันที่บุคคลในครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมคุณทักษิณ ก็จะมีการเกณฑ์มวลชนคนเสื้อแดงมาให้กำลังใจ ซึ่งพยายามจะปลูกกระแส เพื่อต้องการให้เป็นจุดขายของพรรคเพื่อไทย 

ซึ่งในวันนี้ถ้าดูผลการสำรวจของนิด้าโพล ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง คะแนนของพรรคเพื่อไทยตกต่ำอย่างน่าใจหาย คงจะไม่มีไม้เด็ดหรือวิธีการใดที่จะกอบกู้คืนความนิยมจากประชาชนได้นอกจากขายนายทักษิณเหมือนเดิม เพราะนั้นจะเห็นได้ว่า คนในพรรคเพื่อไทยก็พยายามใช้วิธีการเดิมๆ ปลุกผีทักษิณ นำคุณทักษิณมาขายในสนามการเมืองอีกครั้งหนึ่ง 
จึงพยายามนำเอาเงื่อนไขที่อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดีความผิดมาตรา 112 กับศาลฎีกาตัดสินให้ชดใช้ภาษีขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น 17,600 ล้านบาท มาเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่าประชาชนตื่นรู้และเข้าใจว่านี่คือลูกไม้เก่าๆของพรรคเพื่อไทย ที่ใช้มาโดยตลอด ถึงวันนี้คนไทยจับได้ไล่ทันกันหมดแล้ว

โฆษกรัฐบาล ฟาด ‘วันนอร์’ ย้อนแย้ง ชี้ช่องฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ปิดทางยุบสภาฯ

โฆษกรัฐบาล ฟาด 'วันนอร์' ย้อนแย้ง ชี้ช่องฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ปิดทางยุบสภาฯ

โฆษกรัฐบาล ฟาด ‘วันนอร์’ ย้อนแย้ง ชี้ช่องฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ปิดทางยุบสภาฯ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.12 น.

โฆษกรัฐบาล สวน “วันนอร์” ย้อนแย้ง ตีความคับแคบ หลังชี้ช่องฝ่ายค้านยื่นซักฟอก ปิดทางนายกฯยุบสภาฯ ชี้ ประธานสภาฯ ต้องตรวจญัตติ แจ้งนายกฯ ทราบก่อน ถึงจะยุบไม่ได้ 

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.68 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ที่นายวันมูหะมัด นอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทยราษฎร ออกมาให้ความเห็นว่า แค่ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ  นายกรัฐมนตรีก็ยุบสภาฯไม่ได้แล้ว ว่า เรื่องนี้ ตนมองว่านายวันนอร์ ตีความในทางที่แคบเกินไป  ไม่ได้ตีความจากข้อเท็จจริงที่ ใช้ปฏิบัติ เพราะในเงื่อนไข หลังการยื่นไป นายกรัฐมนตรี จะยื่นยุบสภาฯ ไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรืออภิปรายแล้ว เสียงได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง 

แต่ในความเป็นจริง การที่ฝ่ายค้านมายื่น ไม่เพียงพอเป็นเหตุ ที่จะมาบอกว่าฝ่ายบริหาร จะยุบสภาฯ ไม่ได้ เพราะถึงเวลาแล้ว ประธานสภาฯ ต้องมีหน้าที่ในการตรวจญัตติ ให้ครบถ้วนก่อน และต้องแจ้งให้นายกรัฐมนตรี ทราบ 

ดังนั้น การที่จะยุบสภาฯไม่ได้ ก็ต่อเมื่อ 1. ประธานสภาฯตรวจยุติแล้ว บรรจุลงในระเบียบวาระ และ แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เมื่อสองอย่างครบถ้วนแล้ว จึงจะมาบอกได้ว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ยุบสภาฯ 

นายสิริพงศ์ ยังยกตัวอย่าง รัฐบาลที่แล้ว กรณีที่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งพาดพิงบุคคลภายนอก ถึงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่พรรคฝ่ายค้านเป็นผู้ยื่น ซึ่งประธานก็ยังไม่รับบรรจุในทันทีทันใด และไปขอให้ฝ่ายค้านแก้ญัตติ ถ้าเราจำกันได้ ฝ่ายค้านก็ต้องมาแก้ญัตติกันหลายครั้ง ดังนั้น การกระทำของ นายวันนอร์ ในอดีต จึงเป็นสิ่งยืนยัน ว่า ประธานสภาฯ ต้องตรวจญัตติก่อน และเงื่อนไขที่จะครบถ้วนว่านายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ยื่นยุบสภาฯ คือ ต้องตรวจญัตติก่อน และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ ดังนั้นการที่พูดแบบนั้นออกมา เท่ากับว่าย้อนแย้ง  กับสิ่งที่ท่านเคยทำมาในอดีต ทั้งนี้ ที่ออกมาพูดไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจะยุบสภาก่อนหรือไม่ แต่ไม่อยากให้ต้องมาพูดเรื่องเหล่านี้กลับไปกลับมา เพราะนายกฯพูดหลายรอบแล้ว ว่า ตาม MOA

‘ชนนพัฒฐ์’พร้อมสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ประกาศวางมือทางการเมือง ถ้าผิดจริง

'ชนนพัฒฐ์'พร้อมสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ประกาศวางมือทางการเมือง ถ้าผิดจริง

‘ชนนพัฒฐ์’พร้อมสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ประกาศวางมือทางการเมือง ถ้าผิดจริง

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.53 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมขอเรียนชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมถือว่าความโปร่งใสและการยืนอยู่บนหลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

วันนี้จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนอีกครั้งว่า

ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนอย่างเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบจาก ป.ป.ง. หรือจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมยินดีให้ตรวจสอบจนถึงที่สุด เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏอย่างตรงไปตรงมา

สำหรับกรณีที่ผมไม่ได้เดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการนั้น ผมขอเรียนว่า ไม่ได้มีเจตนาเลี่ยงการตรวจสอบแต่อย่างใดเพราะการตรวจสอบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายจริง ๆ คือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานมาโดยตลอด และพร้อมให้ตรวจสอบในทุกมิติ

ผมขอยืนยันว่า หากผลการตรวจสอบสรุปว่าผมมีความผิดจริง ผมพร้อมยุติบทบาททางการเมืองทันที เพราะผมเชื่อว่า “คนทำงานให้ประชาชน ต้องยอมรับทุกผลลัพธ์จากการตรวจสอบ”

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อมั่นในข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ผมมีว่า ผมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้

ผมขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า ผมจะยืนหยัดต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมตามหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่โต้เถียงใคร ไม่กล่าวโทษใคร และไม่ใช้วาทกรรมทางการเมืองตอบโต้ใครทั้งสิ้น

หน้าที่ของผม คือสู้ในชั้นกฎหมาย หน้าที่ของประชาชน คือได้รับความจริง และหน้าที่ของนักการเมือง คือรับผิดชอบต่อสังคม

ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด

ขอบคุณทุกกำลังใจ และขอบคุณทุกคำวิจารณ์ที่เกิดจากความหวังดีต่อบ้านเมือง

ชนนพัฒน์ นาคสั้ว

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ศึกบัตรทองเดือด!!! ‘หมอเหรียญทอง’ปลุกต้าน NGO

ศึกบัตรทองเดือด!!! 'หมอเหรียญทอง'ปลุกต้าน NGO

ศึกบัตรทองเดือด!!! ‘หมอเหรียญทอง’ปลุกต้าน NGO

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.33 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอเชิญชวน รพ.-หน่วยบริการ-บุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขาวิชาชีพทั่วราชอาณาจักรในระบบบัตรทอง รณรงค์ต่อต้านองค์กรแอบอ้างภาคประชาชนที่ร่วมกันบ่อนทำลายระบบบัตรทองด้วยการบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิดๆ ต่อ รพ.และหน่วยบริการในระบบบัตรทอง ซึ่งจะนำไปสู่การด้อยคุณภาพมาตรฐานของ รพ.และหน่วยบริการ ส่งผลเสียหายต่อการรักษาชีวิตและสุขภาพของประชาชน

การรณรงค์ต่อต้านนี้ ขอให้ทุก รพ.-หน่วยบริการ-บุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขาวิชาชีพต่อต้านไปตามอิสระ ใครอยากจะต่อต้านอย่างไรก็ขอให้เป็นไปตามเสรีภาพที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ป่วยเดือดร้อน เช่น การไม่ยอมรับองค์กรแอบอ้างประชาชนเหล่านี้ ไม่รับการติดต่อประสานงาน ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ช่วยเหลือองค์กรแอบอ้างภาคประชาชน ไม่คบค้าสมาคม เป็นต้น

หากองค์กรแอบอ้างภาคประชาชนยังคงบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจ รพ.-หน่วยบริการ ไปในทางที่ผิดๆ ขอให้ทุก รพ.-หน่วยบริการ-บุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขาวิชาชีพทั่วราชอาณาจักร ร่วมกันยกระดับการต่อต้านองค์กรแอบอ้างภาคประชาชนขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าองค์กรแอบอ้างภาคประชาชนจะมีสำนึกรับผิดชอบต่อ รพ.และหน่วยบริการ ในการรักษาคุณภาพมาตรฐานของ รพ.และหน่วยบริการ เพื่อการรักษาชีวิตและสุขภาพของประชาชน

พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา

ผู้รักระบบหลักประกันสุขภาพตัวจริง ไม่แอบอ้างประชาชน

สะเทือน’เต้น’!!! ‘ครูวีระ’ ย้ำชัด ผลงานล้นฟ้าก็ไม่ยกเว้นโทษ หากทำผิดกฎหมาย ชี้คดีภาษี’ทักษิณ’คือบทเรียน

สะเทือน'เต้น'!!! 'ครูวีระ' ย้ำชัด ผลงานล้นฟ้าก็ไม่ยกเว้นโทษ หากทำผิดกฎหมาย ชี้คดีภาษี'ทักษิณ'คือบทเรียน

สะเทือน’เต้น’!!! ‘ครูวีระ’ ย้ำชัด ผลงานล้นฟ้าก็ไม่ยกเว้นโทษ หากทำผิดกฎหมาย ชี้คดีภาษี’ทักษิณ’คือบทเรียน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.07 น.

วันที่ 3 กันยายน 2568  นายวีระ สุดสังข์ หรือ “ฟอน ฝ้าฟาง” ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โพสต์ภาพ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยมีข้อความว่า ทั่นเต้น โวยลั่น คดีภาษีทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน คือผลพวง อภินิหารของกฎหมาย ในยุค คสช. ย้ำ ทักษิณ คือนายกฯ ที่มีผลงานมากที่สุด แต่ถูกกระทำทางการเมืองมากที่สุด

ขณะที่ ยวีระ สุดสังข์ หรือ “ฟอน ฝ้าฟาง” ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่ต่อสู้เพื่อทักษิณ หลายคนบาดเจ็บ หลายคนเสียชีวิต หลายคนติดคุกติดต่อกันหลายปี หลายคนสูญเสียความเป็นครอบครัว กรณีทักษิณติดคุกคราวนี้เพียง 1 ปี เทียบอะไรไม่ได้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่เสียสละเพื่อทักษิณ เพราะฉะนั้น ทักษิณไม่ต้องโอดโอยว่า “เสียใจและเจ็บช้ำ”

คนไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีแก่แผ่นดิน ถ้าทักษิณไม่จงใจหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีตั้งแต่คราวขายหุ้นเทมาเส็ก ณ วันนี้ทักษิณก็ไม่ต้องโอดโอยว่า “เสียใจและเจ็บช้ำ”

กรณีท่านเต้นออกมาโวย “ทักษิณคือนายกที่มีผลงานมากที่สุด” ทักษิณหรือใครก็ตามจะมีผลงานมากมายล้นฟ้า “ถ้ากระทำผิดกฎหมายย่อมรับโทษตามกฎหมาย” ไม่มีการยกเว้นอันเนื่องจากผลงานมากมาย

สำหรับทักษิณยังมีคดีอื่นรออยู่อีกมากมาย นับแต่คดี ม.112 และคดีชั้น 14 ล้วนเป็นคดีความที่เกิดจากการกระทำของทักษิณทั้งสิ้น ไม่มีใครไปแกล้ง ไม่มีใครไปกระทำ นอกจากทักษิณกระทำตัวเอง ทักษิณเลือกทางผิดเอง

การติดคุกของทักษิณจะเป็นอุทาหรณ์และแบบอย่างที่ดีแก่นักการเมืองที่โกงชาติบ้านเมืองอยู่ขณะนี้ กฎแห่งกรรมและกฎหมาย จะตามมาล่าอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจงระมัดระวังเอาไว้ว่า “คุกมิได้มีไว้ขังคนจน” แม้ใครจะเป็นคนรวยแค่ไหน ตำแหน่งยศศักดิ์สูงเพียงใดก็ไม่อาจหลีกหนีกฎแห่งกรรมและกฎหมายได้ “คุกมีไว้ขังทุกคนที่กระทำผิดกฎหมาย”

สาวกของทักษิณโปรดยอมรับความจริงและอย่าพยายามบิดเบือนความจริงเหล่านี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ณัฐวุฒิ’เรียงไทม์ไลน์ คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป เหตุอภินิหารกฎหมาย ทำ‘ทักษิณ’เจอความอยุติธรรม

ประชาคมแพทย์ ซัด กัมพูชา นำ’อดีตเชลยศึกป่วยจิตเวช’ กลับสู่สนามรบ จี้ ICRC-UNHRC ตรวจสอบ

ประชาคมแพทย์ ซัด กัมพูชา นำ'อดีตเชลยศึกป่วยจิตเวช' กลับสู่สนามรบ จี้ ICRC-UNHRC ตรวจสอบ

ประชาคมแพทย์ ซัด กัมพูชา นำ’อดีตเชลยศึกป่วยจิตเวช’ กลับสู่สนามรบ จี้ ICRC-UNHRC ตรวจสอบ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.47 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ โพสต์ข้อความระบุว่า ความเห็นของ “ประชาคมแพทย์” ต่อกรณีการนำอดีตเชลยศึกที่มีอาการทางจิตเวชกลับสู่สนามรบของกัมพูชา

“นี่ไม่ใช่เพียงการละเมิดข้อตกลง แต่เป็นการทำร้ายมนุษย์ที่มีความเปราะบางทางจิตใจอย่างร้ายแรงที่สุด”

กรณีที่เพจ SMART Soldiers Strong ARMY รายงานว่า “ซึม ซ็อมแอง” อดีตเชลยศึกกัมพูชาซึ่งไทยช่วยชีวิต ดูแลรักษา และปล่อยตัวกลับไปตามหลักมนุษยธรรมเมื่อปี 2568 — กลับไปปรากฏตัวในบังเกอร์พร้อมอาวุธในแนวรบอีกครั้ง ทั้งที่ได้ลงนาม Parole ยืนยันว่าจะไม่กลับเข้าสู่การรบ —สิ่งนี้ ไม่ใช่เพียงการผิดข้อตกลง แต่เป็นปัญหา “มนุษยธรรม” และ “จริยธรรมทางการแพทย์–สิทธิมนุษยชน” ที่รุนแรงมาก บุคคลรายนี้เป็นหนึ่งในผู้ที่ไทยส่งตัวกลับเพราะ มี อาการป่วยหนัก และมี อาการทางระบบประสาทหรือจิตเวช แต่กลับถูกนำไปใช้ในแนวรบ และถูกสื่อบางสำนักยกย่องเป็น “วีรบุรุษ”

ทั้งที่ การนำผู้ป่วยจิตเวชกลับเข้าสู่สงคราม ถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากล อย่างโจ่งแจ้ง และขัดต่อ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 ข้อ 21–22 ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคีร่วมกับไทยด้วย

หลักการทางการแพทย์และมนุษยธรรมที่ถูกละเมิดอย่างชัดเจน

1) ผู้ป่วยจิตเวชคือ “ผู้เปราะบาง” ตามมาตรฐานสากล
บุคคลที่มีภาวะ
ความผิดปกติทางจิต
PTSD
ความผิดปกติทางระบบประสาท
ล้วนเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการรักษา ประเมินซ้ำ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ไม่ใช่ถูกส่งกลับเข้าสู่สถานการณ์คุกคามชีวิต

2) การใช้ผู้ป่วยเป็นกำลังรบ = การทำร้ายมนุษย์ที่ไร้ความสามารถในการตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ทหารที่มีอาการทางจิตอาจไม่สามารถ
ประเมินความเสี่ยง
ควบคุมอารมณ์
รู้เท่าทันสถานการณ์รบ
หรือมีวิจารณญาณที่เพียงพอต่อการทำงานในสนามรบ
การส่งผู้ป่วยเข้าสมรบคือการผลักให้เขาไปสู่ ”สนามมรณะ” โดยตรง

3) ละเมิด Geneva Convention III มาตรา 21–22 อย่างชัดแจ้ง
ซึ่งกำหนดว่า
อดีตเชลยศึกต้องไม่ถูกบังคับกลับไปสู่การสู้รบทันที
ต้องได้รับการคุ้มครองจากเหตุการณ์ที่เป็นภัยต่อชีวิต—รวมถึงสภาพจิตใจที่ไม่พร้อม
การกลับไปปรากฏตัวพร้อมอาวุธหลังลงนาม Parole เป็นหลักฐานว่าข้อตกลงไม่ถูกเคารพ

4) ละเมิดจริยธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์
การนำบุคคลที่ป่วยทางจิตเข้ารบ เทียบได้กับ
> “การส่งผู้ป่วยเข้าไปในกองไฟ เพราะรู้ว่าเขาไม่มีแรงจะหนี”
นี่ไม่ใช่สงครามอย่างเป็นธรรม แต่เป็นการใช้ “ผู้ป่วย” เป็นเครื่องมือ

ความเห็นในฐานะแพทย์
ประชาคมแพทย์ขอชี้อย่างหนักแน่นว่า การกระทำลักษณะนี้เป็น
ความรุนแรงทางสิทธิมนุษยชน
การละเมิดจิตวิญญาณของการแพทย์ที่เน้นการปกป้องชีวิต
ความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพการยกย่องในสื่อ
ในฐานะคนทำงานด้านแพทย์ เรารับไม่ได้กับการที่
> “ผู้ป่วยถูกใช้เป็นอาวุธ”
แทนที่จะได้รับการรักษา

ข้อเรียกร้องจาก “ประชาคมแพทย์” ต่อองค์กรสิทธิมนุษยชน (ไทยและสากล)

1) ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
รวมถึงประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยืนยันสถานะทางการแพทย์ของบุคคลดังกล่าว และประเมินการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น และดำเนินการประท้วงอย่างจริงจัง
2) ขอให้คณะกรรมการกาชาดสากล (ICRC) ส่งทีมตรวจสอบภาคสนาม
โดยเฉพาะเรื่อง
สภาพของอดีตเชลยศึก
การละเมิด Geneva Convention
การใช้ผู้ป่วยจิตเวชในกองกำลัง
3) ขอให้ UNHRC และ OHCHR ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เพราะเป็น precedent อันตราย ที่อาจเกิดซ้ำ และเปิดช่องให้มีการ “ใช้ผู้ป่วยเป็นทรัพยากรสงคราม”
4) ขอให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบและปฏิบัติตามพันธกรณี Geneva Convention
โดยเฉพาะหลักการคุ้มครองผู้ที่เปราะบางทางจิตใจและอดีตเชลยศึก
5) ขอให้สื่อมวลชนทั้งสองประเทศรายงานบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่สร้างภาพฮีโร่บนความเจ็บป่วยของมนุษย์
การทำให้ผู้ป่วยกลายเป็น “เครื่องมือเชิดชูความกล้าหาญ” เป็นการทำร้ายเขาซ้ำสอง

เสียงสุดท้ายจากประชาคมแพทย์
ประเทศไทยได้ทำหน้าที่ในฐานะรัฐภาคี Geneva Convention อย่างครบถ้วนแล้ว
ช่วยชีวิต
ให้การรักษา
ส่งตัวกลับด้วยมนุษยธรรม
แต่เมื่อฝ่ายตรงข้ามนำผู้ป่วยกลับสู่สนามรบ
นั่นไม่ใช่เพียงการ “แหกกฎ”
แต่เป็น การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ป่วยและเปราะบางที่สุด
ประชาคมแพทย์ยืนอยู่ข้าง
หลักมนุษยธรรม
หลักกฎหมายสากล
และความเป็นมนุษย์เหนือการเมืองและสงคราม
เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปกป้องชีวิตหนึ่งชีวิตที่ไม่มีทางป้องกันตัวเองจากคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้
Admin ประชาคมแพทย์