ศาล รธน. มติเอกฉันท์! ตีตกคำร้องMOA ‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ ชี้ไร้หลักฐานล้มล้างการปกครอง

ศาล รธน. มติเอกฉันท์! ตีตกคำร้องMOA ‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ ชี้ไร้หลักฐานล้มล้างการปกครอง

ศาล รธน. มติเอกฉันท์! ตีตกคำร้องMOA ‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ ชี้ไร้หลักฐานล้มล้างการปกครอง

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.33 น.

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีตกคำร้อง MOA ‘เสี่ยหนู-เท้ง’ ระบุเป็นเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกัน  ไม่ใช่ข้อตกลงยินยอมให้ครอบงำ  ไร้พยานหลักฐานล้มล้างการปกครอง

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมวินิจฉัยคดีที่นายนิยม นพรัตน์ (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กล่าวอ้างว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ผู้ถูกร้องที่ 1) และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลง (MerMorandum of Agreement : MOA) ตกลงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคประชาชนพิจารณาให้ความเห็นชอบ ผู้ถูกร้องที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้ผู้ถูกร้องที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อนำไปสู่การแก้ไข หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนหรือกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ หมวด 15 อันเป็นการได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายบริหารที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยมติพรรคการเมืองยินยอมให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ภายใต้ข้อผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ โดยมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันไว้ล่วงหน้า เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา114 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

ทั้งนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 อีกทั้งยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าเป็นการใช้ สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จึงมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ

โดยผลการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา การอภิปรายแล้วเห็นว่า MOA ระหว่างผู้ถูกร้องที่ 1 กับผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นการเจรจาหรือการประกาศเจตจำนงทางการเมืองร่วมกัน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

“ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และเมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว คำขออื่นย่อมเป็นอันอันตกไป”

ศาล รธน. นัด ไต่สวนพยานคดี‘ภูมิธรรม-ทวี’จุ้นฮั้ว สว. 24 ธ.ค.นี้ ไม่อนุญาต‘สราวุธ’ถอนตัว

ศาล รธน. นัด ไต่สวนพยานคดี‘ภูมิธรรม-ทวี’จุ้นฮั้ว สว. 24 ธ.ค.นี้ ไม่อนุญาต‘สราวุธ’ถอนตัว

ศาล รธน. นัด ไต่สวนพยานคดี‘ภูมิธรรม-ทวี’จุ้นฮั้ว สว. 24 ธ.ค.นี้ ไม่อนุญาต‘สราวุธ’ถอนตัว

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ศาล รธน.นัดไต่สวนพยานคดีสถานะ‘ภูมิธรรม-ทวี’ จุ้นคดีฮั้วเลือก สว. 24ธ.ค.นี้  พร้อมไม่อนุญาต‘สราวุธ’ถอนตัวจากการพิจารณาคดี

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยก อำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

โดยศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายแล้ว เห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา กำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลในวันพุธที่ 24 ธ.ค 68 เวลา 10.30 น ณ ห้องพิจารณาคดีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลฯจะอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล

อย่างไรก็ตาม ก่อนพิจารณาเรื่องนี้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดี เนื่องจากได้รับความเห็นชอบเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากวุฒิสภา ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วไม่อนุญาต เพราะไม่เกี่ยวข้องต่อการพิจารณาคดี ทั้งนี้ ตาม พ.รป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 33 และมาตรา34

‘กมธ.ศึกษายกเลิก MOU43-44’ เล็งขยายเวลาเพิ่ม 30 วัน เหตุพิจารณาไม่ทัน

‘กมธ.ศึกษายกเลิก MOU43-44’ เล็งขยายเวลาเพิ่ม 30 วัน เหตุพิจารณาไม่ทัน

‘กมธ.ศึกษายกเลิก MOU43-44’ เล็งขยายเวลาเพิ่ม 30 วัน เหตุพิจารณาไม่ทัน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.19 น.

‘กมธ.ศึกษายกเลิก MOU43-44’ จ่อ ขยายเวลาเพิ่ม 30 วัน เหตุพิจารณาไม่ทัน ‘สฤษฏ์พงษ์’ เผย ที่ประชุมยังเห็นต่าง หนุน ‘รัฐบาล’ จัดเวทีดีเบต ให้ความรู้ประชาชน ย้ำ อำนาจยกเลิกอยู่ที่ ครม. ขอยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ 

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษา ว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทำรายงาน มีเวลาศึกษาจนถึงวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ซึ่งคิดว่าไม่ทันจึงต้องขอขยายเวลาศึกษาออกไปอีก 30 วัน เพื่อให้มีเวลาในการรวบรวมเอกสาร และข้อมูล ของแต่ละฝ่ายให้ได้เต็มที่ ซึ่งทางกรรมาธิการได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อไปรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบข้อมูลให้สมบูรณ์โดยมี นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธาน 

ส่วนขณะนี้ เหตุการณ์ชายแดนเริ่มปะทุอีกครั้ง ทาง กมธ.ได้ประเมินสถานการณ์ไว้หรือไม่ นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เราประเมินทุกสถานการณ์ แต่การจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก MOU เป็นอำนาจของรัฐบาล แต่บทบาทของกมธ.ก็ทำเต็มที่เพื่อเสนอให้รัฐบาล ส่วนรัฐบาลจะฟังหรือไม่ฟังข้อมูลจากกรรมาธิการ ก็เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีในที่ประชุมขณะนี้ ก็มีความเห็นที่แตกต่างกันทั้งในส่วนข้าราชการ อดีตข้าราชการ และภาคประชาชน แต่ในความเห็นที่แตกต่างกันก็พยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ใครเป็นฝ่ายที่ถูกหรือฝ่ายที่ผิด แต่อาจมีฐานข้อมูลความเชื่อและการตีความที่แตกต่างกัน 

เมื่อถามว่าในที่ประชุมมีการพูดคุยหรือไม่ว่าถ้าหากยกเลิก MOU43-44 จะทำให้เราเสียเปรียบหรือได้เปรียบมากกว่ากัน นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ฝ่ายที่เห็นควรไม่ให้ยกเลิกก็ให้เหตุผลว่าหากเรายกเลิกเราก็จะเสียสิทธิ์และเสียเปรียบ ส่วนฝ่ายที่บอกว่ายกเลิกได้ทันทีก็เพราะว่าเขาผิดอนุสัญญาและเป็นโอกาสในจังหวะที่ประเทศไทยควรยกเลิก แต่ยังมีอีกหลายประเด็นทั้งเรื่องที่ต้องพิจารณา เช่น การตีความตามเส้นแนวเขตว่าจะใช้แนวเขตตามขอบหน้าผาหรือแนวสันปันน้ำ ซึ่งวันนี้จะมีการคุยกันในเรื่องเขตรอยต่อไทยกัมพูชาที่เป็นสันเขาและล้ำเข้ามาในดินแดนของประเทศไทย ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร 

เมื่อถามว่ารัฐบาลเตรียมจัดดีเบตรับฟังความเห็นเรื่อง MOU43-44 ทาง กมธ.จะมีส่วนร่วมอย่างไรนั้น นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะพี่น้องชายแดน 7 จังหวัด โดยนำวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญให้ข้อมูลทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแก่ประชาชนตามแนวชายแดน 

ส่วนจะทำให้เราเสียเปรียบกัมพูชาหรือไม่ในการดีเบตครั้งนี้ นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ความได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ที่ข้อกฎหมายอยู่แล้ว สิ่งที่ประเทศไทยเราจะได้ก็คือประชาชนได้มีความรู้เพิ่มขึ้น และเห็นด้วยในการทำประชามติแบบประเทศประชาธิปไตย เราอย่าไปคิดว่าตอนเซ็น MOU ทำไมไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพอคราวนี้ตัดสินใจให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตนคิดว่ารัฐบาลหรือ ครม. จะตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือไม่เพียงแต่ต้องการให้ประชาชนมามีส่วนร่วม และการที่กัมพูชาทำพฤติกรรมแบบนี้เราก็ต้องเก็บข้อมูลเพราะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เราก็ต้องไปเก็บข้อมูลว่าละเมิดอย่างไร สิ่งเหล่านี้พอถึงเวลาจะย้อนกลับและเป็นคนประโยชน์ต่อประเทศไทย

“สิ่งสำคัญที่สุด ที่ผมอยากทำความเข้าใจกับประชาชนคือ ให้ประชาชนยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ สิ่งที่เห็นต่างกันในข้อเท็จจริงเราอย่านำประเด็นที่เห็นต่างกันทำเพื่อชัยชนะ ประเด็นที่เห็นต่างและทำให้กัมพูชาเอาประเด็นที่เห็นว่ามีประโยชน์ไปอ้างได้ในเวทีโลก” นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าว

นายกฯลั่นไม่กลั่นแกล้งใคร ‘ก.ยุติธรรม’ออกระเบียบคุมพักโทษ

นายกฯลั่นไม่กลั่นแกล้งใคร 'ก.ยุติธรรม'ออกระเบียบคุมพักโทษ

นายกฯลั่นไม่กลั่นแกล้งใคร ‘ก.ยุติธรรม’ออกระเบียบคุมพักโทษ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.14 น.

‘อนุทิน’แจงเหตุ ‘ก.ยุติธรรม’ออกระเบียบคุมพักโทษ ไม่คิดกลั่นแกล้งใคร ลั่นรบ.นี้ไม่คิดแก้แค้นทุกอย่างเดินตามก.ม.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงยุติธรรม ออกระเบียบให้ทบทวนส่งตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำและการพิจารณาการพักการลงโทษ ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสกัดนายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกฯไม่ให้ออกมาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ว่า  ตนไม่เชื่อว่าใครจะคิดแบบนั้น รัฐบาลนี้เข้ามา ไม่ต้องการที่จะให้ใครใช้อำนาจหน้าที่ไปกลั่นแกล้งใครคนใดคนหนึ่ง ที่เป็นคู่แข่ง ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งพวกตนเคยโดนมา วันนี้เราเข้ามาตรงนี้ สิ่งที่เราควรจะทำ คือไม่ใช่ไปแก้แค้น โดนอะไรมาก็กระทำอย่างเดิมกลับไป มันไม่มีหรอก  มีแต่จะเข้ามาแล้วทำให้มันเกิดความถูกต้องที่สุด กลไกของการใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมายจริงๆ ไม่ใช่เป็นไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่มีบารมีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ เรื่องนี้จะต้องแก้ไข ความตั้งใจที่เข้ามาจะต้องแก้ไขเรื่องนี้ และใครที่เข้ามาจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่มีความยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย

‘อนุทิน’ เผยลงนามยกฎีกาขออภัยโทษ’ทักษิณ’แล้ว ตามเรื่องสมัย‘ทวี’ ทำค้างไว้

'อนุทิน' เผยลงนามยกฎีกาขออภัยโทษ'ทักษิณ'แล้ว ตามเรื่องสมัย‘ทวี’ ทำค้างไว้

‘อนุทิน’ เผยลงนามยกฎีกาขออภัยโทษ’ทักษิณ’แล้ว ตามเรื่องสมัย‘ทวี’ ทำค้างไว้

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.09 น.

’อนุทิน‘เผยทูลเกล้าฯอภัยโทษ‘ทักษิณ’แล้ว ตามเรื่องสมัย‘ทวี’ ทำค้างไว้ยกฎีกา 

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการขออภัยโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รัฐบาลได้นำขึ้นทูลเกล้าฯแล้วหรือยังว่า ได้เช็คแล้ว มันเป็นเรื่อง ที่ค้างมาตั้งแต่สมัยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม ซึ่งเราก็ยืนตามนั้นไป

เมื่อถามต่อว่านายกฯได้ลงนามและส่งไปเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้ลงนามและส่งไป โดยบอกว่า เรื่องนี้ได้มีการดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว และพ.ต.อ.ทวีให้ยก จากนี้ก็เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งเราจะไปก้าวล่วงไม่ได้

เมื่อถามอีกว่าที่นายกฯบอกว่ายก หมายถึงการยกฎีกาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พ.ต.อ.ทวี เสนอมา 

เมื่อถามต่อว่าทางพรรคเพื่อไทยมองว่า เป็นนัยทางการเมือง นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่มีครับ ผมไม่เหมือนเขา ผมทำตามเนื้อผ้า ทำตามกฎหมายทุกอย่าง ต้องไม่เอาสิ่งที่ตัวเอง ชอบทำแล้วไปเที่ยวป้ายว่าคนอื่นจะทำเหมือนตัวเอง ไม่ได้หรอก”

เมื่อถามอีกว่า มองว่าหากนายทักษิณออกมาช่วยหาเสียง กลับการไม่ได้ออกมาช่วยหาเสียงจะมีผลอะไรอะไรกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เวลาหาเสียงต้องถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง  คนอื่นคิดหรือเปล่าไม่รู้ แต่อย่างพวกตน เราเอาสิ่งที่เรามีอยู่ และศักยภาพไปทำให้ประชาชนมั่นใจ เราไม่เคยไปหาเสียง แล้วไปด่าคู่แข่งหรือไปด้อยค่าคู่แข่ง ไม่ต้องกังวลหรอกครับพรรคภูมิใจไทยไม่ทำเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

‘อนุทิน’ วางตัว ‘เอกนิติ’ เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 เลือกตั้งครั้งหน้า

'อนุทิน' วางตัว 'เอกนิติ' เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 เลือกตั้งครั้งหน้า

‘อนุทิน’ วางตัว ‘เอกนิติ’ เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 เลือกตั้งครั้งหน้า

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.01 น.

‘อนุทิน’ ส่งซิก “เอกนิติ” แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 เหตุ”ภูมิใจไทย”พรรคใหญ่ขึ้น 

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 นายกรัฐมนตรีได้เช็คอำนาจตัวเองแล้วหรือไม่ว่าสามารถยุบสภาได้หรือไม่ว่า เที่ยวหน้าตนมีแคนดิเดตนายกฯเพิ่มอีกคน  โดยระหว่างนั้นนายอนุทิน ได้หันพร้อมพยักหน้าและทำปากจู๋ไปยังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ยืนอยู่ข้างๆ

เมื่อถามต่อว่า ใช่นายเอกนิติ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อ้าวพูดมาขนาดนี้แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนี้ นายเอกนิติ ถึงกับยืนอมยิ้มแบบเขินๆ 

เมื่อถามอีกว่านายเอกนิติ ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ยัง 

เมื่อถามถึงเหตุผลที่มีแคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุผลอะไร นายอนุทินกล่าวว่า ก็เป็นไปตามความเหมาะสม และเป็นไปตามสถานการณ์ทางการเมือง พรรคมันน่าจะใหญ่ขึ้น มันก็ไม่ควรจะไปอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง

เมื่อถามอีกว่าเป็นคนนอกหรือคนใน นายอนุทินกล่าวว่า จีบอยู่ ก่อนจะบอกว่าเห็นไหมพอพูดเรื่องนี้ปุ๊บ ขอไปก่อนแล้วนะ ก่อนที่นายอนุทิน จะยิ้มและเดินออกจากไมค์สัมภาษณ์ และหันไปแตะแขนของนายเอกนิติ และเดินตึกไทยคู่ฟ้า

‘อนุทิน’ ฟุ้งรัฐบาลนี้มา’คอร์รัปชัน’ลด ชี้ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ผบ.ตร.พร้อมให้ตรวจสอบ

'อนุทิน' ฟุ้งรัฐบาลนี้มา'คอร์รัปชัน'ลด ชี้ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ผบ.ตร.พร้อมให้ตรวจสอบ

‘อนุทิน’ ฟุ้งรัฐบาลนี้มา’คอร์รัปชัน’ลด ชี้ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ผบ.ตร.พร้อมให้ตรวจสอบ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.50 น.

“อนุทิน” ฟุ้งรบ.นี้มา คอร์รัปชัน ลด พร้อมเป็นศัตรูการทุจริต บอกซื้อขายตำแหน่งวงการตร. ผบ.ตร.พร้อมให้ตรวจสอบ

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ออกมาเปิดเผยว่ามีการคอร์รัปชันจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปีละ 2-3 แสนล้านบาทว่า ตนว่าน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเรื่องพวกนี้เราไม่ได้อยู่ในความสนใจ และเราตั้งใจเข้ามาปราบปรามให้เต็มที่ มันเป็นเรื่องเดียวที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่แค่ใครได้เงินทองไปเท่านั้น แต่เป็นภาพลักษณ์และความมั่นใจของต่างประเทศ รวมถึงการจัดอันดับต่างๆทำให้ต้นทุนต่างๆของเราสูงมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ตั้งใจเป็นศัตรูต่อการทุจริตอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวซื้อขายตำแหน่งตำรวจชั้นนายพล นายอนุทิน กล่าวว่าพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.บอกว่าถ้าตนมีความสงสัยตามข่าวท่านยินดีที่จะให้มีการตรวจสอบก็จะต้องขอดูเรื่องหลักฐานต่างๆก่อน สังคมปัจจุบันเป็นสังคมของการกล่าวหาเยอะมาก รวมถึงการใช้สื่อต่างๆเราก็ต้องปรับตัวถ้าเราเต้นกับทุกเรื่องก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี มัวแต่ไปสอบคนโน้นคนนี้เขาก็ไม่สามารถทำงานแบบปกติได้ ต้องดูเป็นเรื่องๆไป เรื่องตรงนี้ต้องขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายร่วมมือปราบปรามเรื่องนี้อยู่แล้ว

‘อดีตตุลาการศาล รธน.’ หนุน สูตร 20 หยิบ 1 เลือก กมธ.ร่างรธน. ประนีประนอมทุกฝ่าย ไม่ขัดคำวินิจฉัยฯ

'อดีตตุลาการศาล รธน.' หนุน สูตร 20 หยิบ 1 เลือก กมธ.ร่างรธน. ประนีประนอมทุกฝ่าย ไม่ขัดคำวินิจฉัยฯ

‘อดีตตุลาการศาล รธน.’ หนุน สูตร 20 หยิบ 1 เลือก กมธ.ร่างรธน. ประนีประนอมทุกฝ่าย ไม่ขัดคำวินิจฉัยฯ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.03 น.

ระวังมีปัญหากับคนไทย! ‘อดีตตุลาการศาล รธน.’ กระตุกเตือนอย่าเซาะกร่อน ‘หมวด1หมวด2’ ชี้สูตร ‘20หยิบ1’ เฟ้นเลือก ‘กมธ.ร่างรธน.’ ประนีประนอมทุกฝ่าย ไม่ขัดคำวินิจฉัยฯ แนะทำกติกาประเทศฉบับใหม่ ต้องยึดทริปเปิลวิน  ‘ข้างมาก-ข้างน้อย-ประชาชน’ ชนะไปพร้อมกัน 

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมการกฤษฎีกา ในฐานะอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ใครได้ประโยชน์ บนเวทีสัมมนาวิชาการ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภาร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ตอนหนึ่งว่า สำหรับแนวคิดของตนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย ทั้งนี้คนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมดในแผ่นดิน ดังนั้นจะทำอย่างไรต่ออุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ หลักวิชาที่มาจากหลากหลาย เพื่อทำให้เดินไปได้ โดยตนมองว่าต้องหาสมดุล และดุลยภาพให้ได้ ท่ามกลางความหลกหลายของผลประโยชน์ ความเชื่อทางลัทธิการปกครอง การเมือง การปกครองประเทศ รวมทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลาย ทำอย่างไรเพื่อหาตัวร่วมให้ได้จุดที่จะเป็นนประโยชน์สูงสุดกับประเทศและปวงชนนชาวไทย

นายจรัญ กล่าวต่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องหา ทรีวินโซลูชั่น ไม่ใช่แค่ วิน-วินสองด้านเท่านั้น เพราะงานใหญ่ระดับชาติ ต้องมีทริปเปิ้ลวิน วินแรก คือ เสียงข้างมาก เป็นแกนใหญ่ของความเห็นที่ลงตัวร่วมกันของคนส่วนใหญ่ส่วนฝ่ายข้างน้อย ที่เห็นแตกต่างหลากหลายต้องให้ความเคารพกับเสียงข้างมาก ขณะที่วินที่สอง คือ คนไทยฐานะเจ้าของประเทศ อำนาจอธิปไตยและมีส่วนร่วมสถาปนารัฐธรรมนูญไทย ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ตนจึงเห็นว่าฝ่ายข้างมากต้องไม่ทอดทิ้งความเห็นหลากหลายที่แตกต่าง ต้องหาที่อยู่ที่ยืน ที่เหมาะสมให้กับฝ่ายที่เห็นต่าง คือ ข้างน้อยเพื่อให้ได้รับชัยชนะที่เดินไปพร้อมกัน ไม่เป็นที่พอใจของ 100% ของสองฝ่าย แต่พอทนได้ พอรับได้ในช่วงระยะเวลาเฉพาะหน้า นอกจากนั้นต้องมีวินของปวงชนชาวไทยและประเทศไทย เพราะหากเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อยหาจุดร่วมกับสองฝ่ายได้ แต่หากเป็นภัย เป็นพิษต่อประเทศ ประชาชน  หากประเทศย่อยยับอับพัง ฝ่ายข้างมากและข้างน้อยยจะอยู่สุขได้อย่างไร จึงคงต้องมีทริปเปิ้ลวินให้ได้

“ถ้าเราหาจุดสมดุลไม่ได้ บทสังเคราะห์ที่ชี้ทางออกของประเทศไม่ได้ จะแตกสามัคคี แม้เป็นรอยเล็ก ดูไม่ร้ายแรงสำหรับคนไทย ทะเลาะเป็นปกติ แต่ไม่แตกสามัคคี แต่หากเป็นรอยร้าว จะเชื้อเชิญมหาอำนาจในโลกที่แข่งขันล่าอาณาเขต เขตอิทธิพลของเขาที่แข่งกัน 2 ขั้ว 3 ขั้ว ซึ่งใช้ประเทศที่แตกแยกเป็นสงครามตัวแทน สุนัขรับใช้เหมือนกับเหตุการณ์ในยูเครน และประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศ” นายจรัญ กล่าว

นายจรัญ กล่าวต่อว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแบบจัดทำใหม่ทั้งฉบับ ใครได้ประโยชน์ ผมมองว่าใครก็ตามไม่สำคัญต้องประคองให้ประเทศไทยและปวงชนชาวไทยได้ประโยชน์ จากนั้นค่อยไปดูข้างมากข้างน้อย และกมธ.ที่รัฐสภาแต่งตั้ง พบการลงมติไม่เอาประชาชนเลือกผู้เขียนรัฐธรรมนูญ 70 คน และให้รัฐสภาหยิบ 35 คน ผมโล่งอกเพราะไม่ต้องขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเสี่ยงเป็นเงื่อนไขการปลุกระดม เพราะการขยับแบบที่แก้ไขนั้นไม่ทำให้ประเทศไปสู่จุดเสี่ยง ขณะที่กรรมการที่สองที่ปรับ ผมชื่นใจมาก” นายจรัญ กล่าว

อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังกล่าวถึงสูตรการเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่ม จำนวน20 คน เลือกกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 1 คน ว่า ตนขอชื่นชม และคนที่ทำเก่งมาก เพราะไม่มีในตำราหรือในทฤษฎีฝรั่ง แต่ไดไ้สังเคราะห์ออกมาอย่างถูกใจ ตนมั่นใจว่าฝ่ายข้างมาก เอาแบบนี้  ฝ่ายข้างน้อยที่ไม่มั่นใจ พอรับได้  เช่น พรรคที่ได้สส. 100  คนหยยิบได้ 5 คน หากมีสส. 200 คนหยิบได้ 10 คน สว.มี 200 คน หยิบได้ 10 คน ถือว่ามีส่วนร่วม ไม่ขัดแย้งอะไรในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นในประเด็นความเสี่ยงต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ ตนยังมองไม่เห็นความเสี่ยง แต่หากให้ตนเลือก ขอเลือกวิธีแก้ไขรายประเด็น เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ที่ทำให้เกิดดุลยภาพและการแก้ไขต้องเรียงลำดับความสำคัญ ซึ่งกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือพัฒนาการรัฐธรรมนูญจะยั่งยืนมั่นคง ต่อเมื่อใช้เวลาพอสมควร ในแต่ละประเด็นให้ประชาชนส่วนใหญ่ตกผลึกและพอรับได้  ที่ผ่านมาเคยศึกษาว่ามีประเด็นในรัฐธรรมนูญ จำนวน  27 ประเด็นที่ต้องพิจารณา ซึ่งต้องแก้ตามสถานการณ์บ้านเมือง 

“ทั้งนี้ในความเสี่ยงที่อาจมี คือ อย่าเผลอปล่อยให้ไป เซาะกร่อนบ่อนทำลาย หมวด 1 และหมวด2 ผมเบาใจ ว่าไม่น่าจะเกิด เพราะหากแตะหมวด 1 หมวด2 รวมถึงมาตราที่เป็นรากฐานมาจากหมวด 1 หมวด 2 มีปัญหา ไม่ใช่ปัญหากับคุณหรือผม แต่เป็นปัญหาของประเทศไทย ปวงชนชาวไทย รวมถึงไม่เปลี่ยนแปลงมาตรา 255 ซึ่งผมมองว่าหากไปยุ่งกับพระราชอำนาจเชื่อว่าจะเป็นปัญหา ส่วนม็อบจะจุดติดหรือไม่อย่าประมาท จะพัง จะเกิดขึ้นได้ ผมมองว่าต้องช่วยกันทั้งนี้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่ผ่านมา ทุกฉบับเป็นรัฐธรรมนูญพระราชทาน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากสัญญาประชาคม หรือ มาจากความเห็นพ้องต้องกันของคนไทย”อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าว

นายจรัญ กล่าวด้วยว่า ในรัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบระบบตรวจสอบที่ดูเหมือนกลายเป็นผู้ปกครองประเทศ ผิดหลักระบบตรวจสอบ เป็นเหตุผลที่ฝ่ายทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตนมองในแง่ดีต้องเรียกร้องทำกันใหม่ แต่ทำใหม่ขอเพียงว่าอย่าทิ้งประสิทธิภาพการป้องกัน ปราบปรามคนทุจริต โกงบ้าน โกงเมือง ฉ้อราษฎร์บังหลวง กลไกของรัฐธรรมนูญ2560 ปราบโกงมีประสิทธิภาพมาก และเป็นเงื่อนไขที่ถูกมองว่ามากเกินไป อย่างไรขอความกรุณารัฐสภาออกแบบให้มีจุดสมดุล เป็นทริปเปิลวินให้ประเทศ ทั้งนี้อย่าปล่อยปละละเลยให้เสียงข้างมากกินรวบ ขอให้แสดงออก อย่าก้าวร้าว ทำอย่างสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของอธิปไตย

สุดยอด!!! เจาะลึกกลยุทธ์’ศุภจี’เจรจาอเมริกา ใช้ศักยภาพอาหารไทย สร้างแต้มต่อระดับโลก

สุดยอด!!! เจาะลึกกลยุทธ์'ศุภจี'เจรจาอเมริกา ใช้ศักยภาพอาหารไทย สร้างแต้มต่อระดับโลก

สุดยอด!!! เจาะลึกกลยุทธ์’ศุภจี’เจรจาอเมริกา ใช้ศักยภาพอาหารไทย สร้างแต้มต่อระดับโลก

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.33 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นาย ชัยรัตน์ คงศุภมานนท์ นักธุรกิจไทยในอเมริกา ที่ได้ร่วมประชุมกับศุภจี ตอนศุภจีไปอเมริกา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Chairat Kongsuphamanon ระบุว่า  หลังจากที่ผมโพสต์ลง Facebook เรื่องคุณ ศุภจี รัฐมนตรี อันเป็นที่รักของพวกเรา ก็เพิ่งรู้ว่า ท่านมีแฟนคลับเยอะมากจริง ๆ

สิ่งที่ประทับใจมากคือเรื่อง กลยุทธ์ของท่าน เหมือนกับที่ท่านทำกับไทยคม และเครือดุสิต ไป ที่ไหนที่นั่นดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่านเริ่มจากดูว่าเราได้เปรียบอะไร มีอะไรที่คนอื่นไม่มี แต่ลูกค้าต้องการ เราถึงจะต่อรองและเจรจาแล้วได้เปรียบ 

ไทยเราประเทศเล็ก เราต้องหา มุมชก ดีๆ ไม่งั้นขยันแทบตายก็ไม่เห็นผลลัพธ์ ยิ่งท่านมีเวลาน้อย ท่านเลยต้องเลือกกลยุทธ์ที่ทำ แล้วประเทศชาติจะได้ประโยชน์ เห็นผลเลย จริงๆ ( สงสัยเราต้อง เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายในการให้คนเก่งๆ คนดีแบบนี้เข้ามาทำงานในกระทรวงต่างๆต่อ เพราะขนาดช่วงเวลาสั้นสั้นยังทำให้เห็นผลได้ขนาดนี้ถ้ามีเวลาซักสี่ปีจะทำอะไรได้มากมายขนาดไหน)

เรื่อง วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ เรื่อง Food Security เพื่อให้ประเทศมหาอำนาจ ตระหนักว่าไทยคือประเทศที่เขาควร “ต้องมาคุยด้วย” เพราะเรามีศักยภาพด้านอาหารที่โลกขาดไม่ได้

เป็นกลยุทธ์ที่ผมมองว่าสุดยอดมาก— ขายของแบบไม่ต้องง้อ แต่ทำให้เขาอยากคุยกับเราเอง

แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือ คือ ท่านลงรายละเอียดลึกมาก ๆ

เมื่อเราคุยกันเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และรัฐบาลสหรัฐเองก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะลดภาษีสินค้าอาหารนำเข้า ท่านรัฐมนตรีถามต่อทันทีว่า

“แล้วมีสินค้าไหนบ้าง ขอลงรายละเอียดเลยว่าเป็นสินค้าตัวไหน อาหารตัวไหน?”

เราจะได้เจรจากับสหรัฐอเมริกาได้เลยว่าสินค้าตัวนั้นนั้น ที่อเมริกาไม่ได้เลี้ยงเยอะ ไม่ได้ปลูกเอง เป็นสินค้าที่ขาดตลาด และไม่ใช่สินค้าที่เราเข้าไปแข่งกับเขาโดยตรง จึงสามารถใช้เป็นจุดเจรจา

เพื่อขอลดภาษีได้ — เป็นประโยชน์ทั้งผู้บริโภคอเมริกัน และผู้ผลิตไทย

เห็นได้ชัดว่า ท่านมีทั้งวิสัยทัศน์ และความลึกเชิงกลยุทธ์ที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่พูดภาพใหญ่ แต่ลงถึงรายละเอียดสินค้าแต่ละตัว 

ท่านเดินทางมาถึงดึก ๆ แต่เช้าก็ประชุมทันที ไม่มีเวลาให้เจ็ตแล็กเลย เห็นเลยว่าท่านทำงานหนักมาก

อีกอย่างที่ผมประทับใจ คือ ความนอบน้อมและความเป็นกันเอง

ทีมงาน เทน้ำให้ท่านก็ยกมือไหว้ ไม่มีพิธีรีตองอะไรเลย

และอีกท่านที่อยากชื่นชมจากใจ คือ

ท่านผอ. นิวัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ ลอสแอนเจลิส

ผมรู้จักท่านมา 2–3 ปี เห็นเลยว่าท่านรู้ตลาดลึกและ “มาทำงานจริง ๆ” และตั้งใจช่วยผู้ประกอบการไทยให้ส่งออกมาอเมริกาได้จริงแบบเป็นรูปธรรม ขอขอบคุณท่านมากครับ

ประเทศไทยเรายังมีคนดี คนเก่งแบบนี้อีกเยอะ และ

ผมเชื่อเสมอว่า ประเทศไทยยังมีอนาคตที่ดี มีสินค้าที่ตลาดโลกต้องการ และไม่เคยขาดคนเก่งคนดี แต่ขาดพื้นที่ให้คนเก่ง คนดีแบบนี้เข้าไปช่วยประเทศชาติ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศุภจีถกเอกชนสหรัฐฯ แนะไทยเร่งเจรจาเรื่องภาษี

นายกฯถกวางกรอบงบปี 70 ขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาประชาชน

นายกฯถกวางกรอบงบปี 70 ขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาประชาชน

นายกฯถกวางกรอบงบปี 70 ขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาประชาชน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.17 น.

นายกฯถกวางกรอบงบปี 70 ขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาปชช.  พร้อมกำหนดกรอบประมาณการจากรายรับรายจ่าย -ฐานะการคลังล่วงหน้า 3 ปี 

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 19 พ.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้เรานัดประชุมกัน เพื่อพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วิธีการงบประมาณปี 2561 มาตรา 24 เพื่อเป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปีประมาณการรายได้วงเงินงบประมาณรายจ่ายและวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณโครงสร้างงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการจากรายรับรายจ่าย และฐานะการคลัง ซึ่งรัฐบาลมีการประมาณการล่วงหน้า 3 ปี โดยการพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณในวันนี้ มีเพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนในนโยบายสำคัญสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และเพื่อการรักษาวินัยของการเงิน การคลังรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลังโดยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่าและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน.