ทบ.นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ 17 ประเทศ ลงพื้นที่บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว

ทบ.นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ 17 ประเทศ ลงพื้นที่บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว

ทบ.นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ 17 ประเทศ ลงพื้นที่บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.24 น.

ทบ. นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ไทย – กัมพูชา 

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 กองทัพบก นำคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย รวม 20 นาย จาก 17 ประเทศ เดินทางลงพื้นที่กองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว เพื่อเยี่ยมชมการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ภายใต้กิจกรรม Army Open House ของกรมข่าวทหารบก ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยมี พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง  

ในการลงพื้นที่กองกำลังบูรพา คณะได้เดินทางไปยัง กองพันทหารราบที่ 12 กรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อรับทราบข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการ และการดำเนินงานของกองกำลังบูรพา หลังรัฐบาลได้มีมติระงับข้อตกลงในปฏิญญาร่วม และทางการไทยยืนยันที่จะดำเนินการในส่วนของประเทศไทย เพื่อความปลอดภัยให้ประชาชน โดยมี พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ให้การต้อนรับ

ภายหลังการบรรยายสรุป คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ซึ่งเป็นด่านชายแดนสำคัญในการควบคุมการสัญจรและการค้าชายแดนฝั่งตะวันออก ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งในบริเวณดังกล่าวสามารถสังเกตเห็นอาคาร Entertainment Complex ได้อย่างชัดเจน โดยคณะได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับแหล่ง Scam Center ในฝั่งปอยเปต สถานการณ์ และ การปราบปรามขบวนการ จากนั้นได้เดินทางไปยังพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และบ้านหนองหญ้าแก้ว ในการจัดการชายแดน และสำรวจสภาพความเสียหายจากการยิงยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาที่ผ่านมา 

กิจกรรม Army Open House ในครั้งนี้ทำให้คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และเข้าใจบริบทความซับซ้อนของปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา รวมทั้งเห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการสร้างสันติภาพตามกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งข้อมูลสำคัญดังกล่าว จะทำให้คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศ สามารถสื่อสารขยายผลไปยังประเทศของตนได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์
 

ซัด’เขมร’กระพือข่าวชั่ว นำ’AOT ปลอม’ลงพื้นที่-จุดประทัดใส่ร้ายไทยโยนระเบิด

ซัด'เขมร'กระพือข่าวชั่ว นำ'AOT ปลอม'ลงพื้นที่-จุดประทัดใส่ร้ายไทยโยนระเบิด

ซัด’เขมร’กระพือข่าวชั่ว นำ’AOT ปลอม’ลงพื้นที่-จุดประทัดใส่ร้ายไทยโยนระเบิด

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.00 น.

“ผบ.ฉก.นย.ตราด”ซัด”เขมร” ใช้ยุทธวิธีสร้างข่าวลือกระพือข่าวชั่ว นำ”AOT ปลอม”ลงพื้นที่ พร้อมจุดประทัดใส่ร้ายไทยโยนระเบิดใส่สร้างสถานการณ์

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นาวาเอกธรรมนูญ วรรณนา ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ นาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) เปิดเผยภายหลังกัมพูชาอ้างว่า นําคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ลงพื้นที่ แต่ได้ยินเสียงระเบิดจากฝั่งไทย ต้องยกเลิกภารกิจ ว่า ตนอยู่ในพื้นที่ตอนเกิดเหตุ เนื่องจากไปตรวจพื้นที่เพื่อคุ้มกันการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่บ้านชําราก อ.ชําราก จ.ตราด ซึ่งในระหว่างตรวจพื้นที่มีการรวมกลุ่มกันของคนกัมพูชาในพื้นที่เป็นฐานของเขาประมาณ 30 นาย มีการใส่หมวกสีฟ้า จึงนำกล้องส่องทางไกลส่องดู พร้อมใช้โดรนบินเพื่อไทยถ่ายภาพระยะไกล จากนั้นมีเสียงดังเกิดขึ้น

“สรุปว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ นำคนมาใส่หมวกสีฟ้า มาร่วมตัวกันที่ฐานปฏิบัติการของเขา แล้วจุดประทัด มีเสียงดัง และไปให้ข่าวว่าทหารไทยโยนระเบิดใส่ ซึ่งหากเป็นคณะ AOT จริง เขาจะเดินมาหาที่แนวของไทย แต่วันนี้อยู่ห่างไกลประมาณ 200 เมตร เพื่อให้เห็นชัด และมีการตัดภาพ นำภาพเก่าของคณะ AOT จริง ลงพื้นที่มาประกอบ ซึ่งหากเป็นคณะ AOT จริง เขาจะเดินเข้ามาเพื่อประสานว่าจะมาขอดูพื้นที่ ซึ่งครั้งก่อนก็มา เขาก็ทําแบบนี้ แต่ครั้งนี้ไม่เข้ามา กัมพูชามีการจัดฉาก นําคนมาปลอมตัวเป็น AOT และก็โยนประทัดใส่เพื่อให้มีเสียงดัง นี่คือยุทธวิธีที่ผู้ก่อการร้ายเขาใช้กัน สร้างข่าวลือกระพือข่าวชั่ว”

ด้าน พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่าตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ว่าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนของกัมพูชา (ASEAN Observer Team: AOT) ได้ยุติภารกิจตรวจสอบการหยุดยิงบริเวณช่องทางผ่านแดนในเขตจังหวัดโพธิสัตว์ ภายหลังได้ยินเสียงคล้ายการใช้อาวุธจากฝ่ายไทยนั้น สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในระยะที่ 1 ของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (TMAC) ซึ่งปฏิบัติการอยู่ ที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และเป็นพื้นที่เดียวกับที่ฝ่ายไทยสามารถเก็บกู้วัตถุระเบิดได้จำนวนมาก รวมทั้งระเบิด PMN-2 ที่มีสภาพใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการลับลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ตราด (ฉก.นย.ตราด) ที่ลาดตระเวนคุ้มกันชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดอยู่นั้น ตรวจพบว่าทหารกัมพูชาหลายนายได้นำคณะ AOT–Cambodia มาปรากฏตัวบริเวณแนวรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยจัดทำไว้ เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดและเพื่อมิให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถรบกวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยได้เหมือนที่เคยปฏิบัติมา และได้พยายามขอข้ามแนวลวดหนามมา ซึ่งทางฝ่ายไทยไม่อนุญาตให้ทหารกัมพูชานำคณะดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการได้ของฝ่ายไทยได้

ต่อมาเมื่อวันนี้ (19 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 11.00 น.) ระหว่างที่หน่วย TMAC ของไทยกำลังปฏิบัติงานต่อเนื่อง ได้สังเกตเห็นกลุ่มทหารกัมพูชากำลังสังเกตการณ์อยู่ภายในฐานจอมวย ซึ่งห่างจากแนวรั้วลวดหนามประมาณ 150 เมตร ได้เกิดเสียงดังคล้ายประทัดหรือเสียงไม่ทราบที่มา บริเวณไม่ไกลจากบริเวณนั้น กำลังพลทั้งสองฝ่ายก็ได้หลบและเข้าสู่ที่กำบังตามมาตรการความปลอดภัย ภายหลังตรวจสอบโดยละเอียดของฝ่ายไทยพบว่าไม่มีการใช้อาวุธหรือการปฏิบัติการใดๆ จากฝ่ายไทย โดยเบื้องต้นจากการสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายประทัดมากกว่าเป็นเสียงจากอาวุธปืน ซึ่งอาจเป็นการสร้างสถานการณ์โดยฝ่ายกัมพูชาเอง

กองทัพเรือยืนยันว่าไทยดำเนินการด้านมนุษยธรรมตามมาตรฐานสากล และมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนมาโดยตลอด โดยจะเดินหน้าปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนต่อไป ทั้งนี้ กองทัพเรือยังคงยึดมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และพร้อมประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและไม่ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติม

– 006

นักวิชาการ มธ. แนะเร่งคลอดมาตรการกำกับ ‘อินฟลูฯ’ ป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสังคม

นักวิชาการ มธ. แนะเร่งคลอดมาตรการกำกับ ‘อินฟลูฯ’ ป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสังคม

นักวิชาการ มธ. แนะเร่งคลอดมาตรการกำกับ ‘อินฟลูฯ’ ป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสังคม

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารฯ ธรรมศาสตร์ ระบุ ประเทศไทยควรกำหนดจริยธรรม จรรยาบรรณ และมีมาตรการกำกับดูแล ‘อินฟลูเอนเซอร์’ เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแพร่สู่สังคม โดยเฉพาะในเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อน ‘สุขภาพ การเงิน กฎหมาย’ พร้อมยกกรณีศึกษานานาประเทศ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงประเด็นการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องของอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้อินฟลูเอนเซอร์ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่สร้างรายได้และมีแนวโน้มเติบโตขึ้น สอดรับกับพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลข่าวสารของประชาชนที่ใช้ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางหลัก โดยปัจจุบันประเทศไทยมีอินฟลูเอนเซอร์มากถึง 2 – 3 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียงแค่ประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น นั่นทำให้เนื้อหาจากอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลต่อผู้คน ประเทศไทยจึงควรมีการดำเนินการเพื่อกำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณ ตลอดจนมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้การเผยแพร่นำไปสู่ผลกระทบเชิงลบต่อสังคมในวงกว้าง

สำหรับการจัดทำมาตรการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบเชิงลบจากเนื้อหาหรือประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ความรู้ทางสุขภาพและความงาม การเงินและการลงทุน ความรู้ทางกฎหมาย ฯลฯ เพราะการนำเสนอเนื้อหาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงใช้ความคิดเห็นหรือความรู้สึก แต่จำเป็นต้องมีองค์ความรู้เฉพาะทางที่ถูกต้อง รวมถึงช่วยป้องกันไม่ให้อินฟลูเอนเซอร์แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทุกวันนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีกฎระเบียบในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน มีเพียงความพยายามในการปรับปรุงกฎหมายฉบับอื่นๆ ให้ช่วยดูแลผู้บริโภคให้มากขึ้น เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯลฯ เท่านั้น

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ในหลายประเทศทั่วโลกมีการกำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณ และจัดทำมาตรการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์แล้ว อาทิ ประเทศฝรั่งเศส มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ โดยต้องแจ้งการประกอบอาชีพ ลงทะเบียนกับสรรพากร และต้องมีใบรับรองด้วย ซึ่งเป็นไปเพื่อส่งเสริมจริยธรรมและความรับผิดชอบ 

ในสหรัฐอเมริกา ก็มีโดยมีหน่วยงานที่ชื่อว่า Federal Trade Commission (FTC) ซึ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค กำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่าอินฟลูเอนเซอร์ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์กับแบรนด์ให้สาธารณชนได้รู้ เช่น เป็นพนักงาน ได้รับของหรือค่าจ้าง หรือกรณีเป็นภาพเฉยๆ ไม่มีเสียงก็ต้องเขียนกำกับว่า Branded Content หรือ Sponsored Content และต้องมีการระบุให้ชัดด้วยไม่ใช่การแฝงเป็นแฮชแท็กเล็กๆ ขณะที่ประเทศจีน มีการกำหนดมาตรการอย่างชัดเจนถึงการสร้างเนื้อหาที่มีการพูดคุยหัวข้อที่จริงจัง อาทิ การเงิน สุขภาพ การแพทย์ กฎหมาย การศึกษา ฯลฯ จะต้องแสดงหลักฐานใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพก่อนเผยแพร่ ไม่เช่นนั้นอาจต้องเจอโทษปรับสูงถึง 4.5 แสนบาท หรืออย่างนิวซีแลนด์ อังกฤษ ก็มีแนวทางการกำกับดูแลเช่นกัน

นอกจากนี้ ทางแพลตฟอร์ม อย่างเฟซบุ๊ก ยูทูป ติ๊กต็อก (TikTok) ฯลฯ แม้ที่ผ่านมาจะมีกลไก มาตรการ หรือแนวทางกลางสำหรับกำกับควบคุมเนื้อหาที่ไม่มีความเหมาะสมไว้แล้ว ทั้งในลักษณะสำหรับคนทั่วไป และการดำเนินทางธุรกิจของอินฟลูเอนเซอร์ แต่ก็ควรจะต้องมีการกำหนดแนวทางการกำกับควบคุมเนื้อหาเชิงธุรกิจที่มีความเฉพาะทางหรือมีประเด็นอ่อนไหวต่อความมั่นคงในชีวิตของผู้คนมากขึ้น และมีบทลงโทษอย่างชัดเจน รวมไปถึงทางหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลในด้านนี้ อาจจะต้องมากำหนดให้ชัดถึงเส้นความเหมาะสมของเนื้อหากับการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยอาศัยข้อมูลรายงานผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเป็นฐาน รวมถึงข้อมูลการละเมิดกฎหมายต่างๆ ที่เกิดจากการสื่อสารหรือการสร้างเนื้อหาของอินฟลูเอนเซอร์เพื่อนำไปสู่มาตรการในการควบคุมควบคู่กันไปด้วยอีกส่วน 

รศ.ประไพพิศ กล่าวว่า สถาบันการศึกษาจะมีส่วนสำคัญต่อการสร้างวิธีคิด มุมมอง และความเข้มแข็งให้กับนักศึกษาที่จะก้าวไปสู่สายอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ สำหรับธรรมศาสตร์สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทักษะเพื่อการทำอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ (TU NEXT) เป็นคอร์สเรียนออนไลน์ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และมีสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งที่ควรระวัง ตลอดจนมีรายวิชาด้านจริยธรรม หรือกฎหมายเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ของคณะต่างๆ ที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคนสามารถลงเรียนได้

“จริงๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในมุมหนึ่งอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ก็สร้างโอกาส และความเท่าเทียมให้คนทั่วไปได้กลายเป็นคนที่มีศักยภาพในการสร้างเนื้อหาจนกลายเป็นอาชีพได้ แต่อีกมุมก็คือเนื้อหาที่เผยแพร่มีความถูกต้อง และมีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันบ่อยครั้งสื่อเองก็ให้พื้นที่กับอินฟลูเอนเซอร์มากจนเป็นปัจจัยที่อาจสร้างผลกระทบเชิงลบมากขึ้นไปอีก หากไม่มีการตรวจสอบความเชี่ยวชาญในประเด็นที่มีความอ่อนไหวต่อสังคมก็มีการหยิบมาเผยแพร่ต่อจนมีอิทธิพลในวงกว้างด้วย ฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการกำกับควบคุม เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่เป็นผู้บริโภค” รศ.ประไพพิศ กล่าว 

‘บวรศักดิ์’เผย’นายกฯ’เตรียมลงนาม ไทยร่วมเป็นสมาชิก OECD 8 ธ.ค.นี้

'บวรศักดิ์'เผย'นายกฯ'เตรียมลงนาม ไทยร่วมเป็นสมาชิก OECD 8 ธ.ค.นี้

‘บวรศักดิ์’เผย’นายกฯ’เตรียมลงนาม ไทยร่วมเป็นสมาชิก OECD 8 ธ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.33 น.

“บวรศักดิ์”เผย”นายกฯ”เตรียมลงนาม ไทยร่วมเป็นสมาชิก OECD 8 ธ.ค.นี้ คาดใช้ 5 ปี ปรับมาตรฐานรัฐ-ดันจีดีพีเพิ่ม 1.6% ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนทะลุแสนล้าน

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (OECD) ว่า ขณะนี้มีคำขอเข้าเป็นสมาชิก OECD อีก 8 ประเทศ ใน 8 ประเทศนั้น มี 2 ประเทศในเอเชีย คือ ไทย และอินโดนีเซีย ตนเพิ่งกลับจากการประชุมโต๊ะกลมของ OECD ซึ่งประเทศสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกประมาณ 50 – 60 ประเทศ ไปประชุมที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน โดยตนได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นคนแรก เพราะเป็นรองนายกฯ ที่ไป ส่วนประเทศอื่นเป็นรัฐมนตรี

ทั้งนี้ OECD เป็นองค์กรของประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นประเทศที่มีมาตรฐานที่โลกยอมรับ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ไทยเคยร่วมมือกับ OECD มานานแล้ว มีโปรแกรมที่ทำร่วมกับเขามาเยอะ จนวันนี้ในปี 67 ไทยรู้สึกว่าเราควรจะขอเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้เหมือนญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเราไปยื่นความจำนงขอเข้าเป็นสมาชิกปีกว่าแล้ว โดยวันที่ 8 ธ.ค.นี้ เลขาธิการ OECD จะเดินทางมาลงนามความเข้าใจเริ่มต้น เป็นการเปิดกระบวนการอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้ามาดูว่าไทยทำมาตรฐาน ซึ่งมี 250 ฉบับ เกี่ยวพันกับส่วนราชการไทยตรงๆ เลย 34 ส่วนราชการ มีกระบวนงานที่ต้องปรับปรุงเป็นหมื่นกระบวนงานเพื่อให้เข้ามาตรฐาน OECD จะมีการทำต่อไปทั้งหมด 5 ขั้นตอน ถึงจะเข้าเป็นสมาชิกได้

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกี่ยวพันกับส่วนราชการไทยโดยตรง 34 หน่วยงาน และมีกระบวนการที่ต้องปรับปรุงเป็นหมื่นอย่าง เพื่อให้เข้ากับมาตรฐานของ OECD ซึ่งไทยตั้งความหวังไว้สูงว่า ปี 73 เราควรจะเข้าเป็นสมาชิก นับแต่นี้ไป 5 ปี ซึ่งคนใน OECD บอกว่าเป็นการตั้งความหวังไว้สูง เพราะหลายประเทศใช้เวลานานกว่านี้มาก ซึ่งการได้เป็นสมาชิก OECD จะทำให้ได้ประโยชน์ ถ้าไทยได้เข้าต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับโลก โดยเฉพาะนักลงทุนตะวันตกและเอเชีย เขาจะรู้ทันทีว่ามาตรฐานของกฎหมาย ข้อบังคับ นโยบายของรัฐบาล และการปฏิบัติของส่วนราชการเข้าสู่มาตรฐานโลกของประเทศที่พัฒนาแล้ว สิ่งที่จะได้คือ เงินลงทุนที่มาจากทั่วโลกจะมาเมืองไทยด้วยความมั่นใจ ตนเชื่อว่าถ้าเราได้เป็นสมาชิกเงินลงทุนจะไหลมาที่ไทยเยอะ เพราะมาตรฐานเราอยู่ในระดับสหรัฐฯ แคนาดา เยอรมัน เป็นต้น เศรษฐกิจไทยจะโตขึ้น จีดีพีโตขึ้น 1.6% หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.7 แสนล้านบาท จ้างงานมากขึ้น นอกจากนี้ จะช่วยยกระดับกฎหมายให้มีคุณภาพ การเป็นสมาชิกเป็นเสมือนแรงผลักหรือการบ้านที่บังคับให้ไทยต้องปฏิรูปโครงสร้างในหลายมิติ ต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นอย่างเข้มแข็ง

นายบวรศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ เลขาธิการ OECD จะมาลงนาม MOU ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในเรื่องดังกล่าวด้วย

‘บวรศักดิ์’เผยขยายเกษียณอายุ 65 ปีใช้งบไม่เยอะ ชี้ถ้าเล่นการเมืองแรง‘ยุบสภา’ธ.ค.นโยบายล่ม

‘บวรศักดิ์’เผยขยายเกษียณอายุ 65 ปีใช้งบไม่เยอะ ชี้ถ้าเล่นการเมืองแรง‘ยุบสภา’ธ.ค.นโยบายล่ม

‘บวรศักดิ์’เผยขยายเกษียณอายุ 65 ปีใช้งบไม่เยอะ ชี้ถ้าเล่นการเมืองแรง‘ยุบสภา’ธ.ค.นโยบายล่ม

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.30 น.

‘บวรศักดิ์’เผย‘ก.พ.-สำนักงบฯ’ทำรายละเอียดขยาย‘อายุเกษียณ 65 ปี’ ชี้ทำกันทั้งโลก บอกข้าราชการระดับรองไม่ต้องห่วงได้‘เลื่อนขั้น’แน่ ชี้ถ้าเล่นการเมืองแรงๆ ‘ยุบสภา’ธ.ค.68 ก็ทำไม่ทัน

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าภายหลังหารือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถึงแนวคิดขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี ว่า ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ไปคุยสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ในการจัดทำรายละเอียดเพราะอย่างไรก็ต้องทำไม่วันนี้ก็วันหน้า เพราะใน 10 ปี คนสูงอายุจะมากกว่าจำนวนคนที่เกิด และคนในวัยทำงานจะแบกรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 ต่อ 1 จากปัจจุบันที่รับภาระดูแลผู้สูงอายุ 2 ต่อ 1 ซึ่งประเทศอยู่เฉยไม่ได้ และเกือบทั้งโลกก็มีการขยายอายุเกษียณ เราจะมาห่วงประเด็นที่ว่าคนที่เป็นรองจะได้ขึ้นเมื่อไหร่ ตรงนั้นเขามีวิธีการที่จะดำเนินการเป็นขั้นบันไดเหมือนศาล ซึ่งข้าราชการที่เป็นรองอธิบดีหรือเป็นรองอะไรไม่ต้องห่วง ท่านได้เลื่อนแน่ ซึ่งต้องคิดเรื่องเงินเท่านั้นเอง แต่หากไม่ทำอะไร 10 ปี คนจะเข้าระบบราชการน้อยลง ก็จะพบปัญหาขาดแคลนข้าราชการ ไม่ตัดสินใจวันนี้ก็ต้องตัดสินใจเร็ว ๆ นี้

“พอรัฐบาลขยับเป็น 65 ปี เอกชนขยับตามแน่นอน เศรษฐกิจก็จะไปตามนั้นฉะนั้นไม่ได้อยู่เฉพาะแต่ราชการ แต่รอ ก.พ. ให้ศึกษาร่วมกับสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ให้ดี เงินใช้ไม่เยอะหรอก” นายบวรศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า จะสามารถสำเร็จได้ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะยุบสภาเมื่อไหร่ ถ้ารัฐบาลยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 69 อย่างที่แถลงก็เกิด แต่ถ้าเล่นการเมืองกันมาก ๆ ยุบสภาในเดือน ธ.ค. 68 ก็ไม่เกิด มันจะไปทันได้อย่างไร วันนี้ก็วันที่ 19 พ.ย. 68  แล้ว เปิดประชุมสภาวันที่ 12 ธ.ค. 68 และถ้าเล่นกันแรง ๆ ก็เป็นสิทธิที่นายกฯ จะกราบบังคมทูลให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ก็ขึ้นอยู่กับการเมือง

‘บิ๊กเล็ก’สั่งยกระดับสูงสุด ปกป้องอธิปไตย พร้อมโต้ทันทีหาก’กัมพูชา’ล้ำเส้น

'บิ๊กเล็ก'สั่งยกระดับสูงสุด ปกป้องอธิปไตย พร้อมโต้ทันทีหาก'กัมพูชา'ล้ำเส้น

‘บิ๊กเล็ก’สั่งยกระดับสูงสุด ปกป้องอธิปไตย พร้อมโต้ทันทีหาก’กัมพูชา’ล้ำเส้น

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

“พล.อ.ณัฐพล” ถก สภากลาโหม สั่งยกระดับสูงสุด ป้องรุกล้ำอธิปไตย  เผย ปักหมุดชั่วคราวบ้านหนองจาน เสร็จภายในธ.ค. คนกัมพูชา กว่า 200 ครัวเรือน อยู่ใต้เส้นสีแดง ต้องออกจากพื้นที่ เผย ครม.มอบ GBC หาแนวทางปฏิบัติ 

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 10/2568 โดยมี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ เข้าร่วม

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล แถลงว่า การแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในห้วงของการระงับ การปฏิบัติตามข้อตกลงปฏิญญา ซึ่งการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเหล่าทัพมีเรื่องสําคัญอยู่สองประเด็น คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนในเขตอธิปไตยของไทย และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว  อําเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว  ซึ่งแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เสร็จสิ้นเมื่อ 17 พ.ย. จากนั้นเป็นการปักหมุดชั่วคราว เริ่มตั้งแต่วันที่19 พ.ย. ซึ่งการปักหมุดชั่วคราว จะเห็นได้ว่าบริเวณตามแนวชายแดน จะมีเส้นสีน้ําเงิน เส้นสีแดง 

ซึ่งการปักหมุดชั่วคราวจะปักที่เส้นสีแดง ซึ่งใช้เวลา 1 เดือน จะดําเนินการเสร็จกลางเดือน ธ.ค. หลังจากดําเนินการเสร็จแล้ว ก็จะไปเจรจา การปรับถือครองที่ดิน หมายถึงว่าคนกัมพูชาที่อยู่ใต้เส้นสีแดง ซึ่งมีประมาณกว่า 200 ครอบครัว ต้องออกไปจากพื้นที่ ส่วนวิธีการให้ออกไปต้องมีการเจรจาว่าจะดําเนินการอย่างไร ซึ่งวานนี้ (18 พ.ย.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ คณะคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา (GBC) รับผิดชอบเรื่องนี้ 

นอกจากนี้ตนได้เน้นย้ำกับหน่วยว่าการปฏิบัติ ทั้งการเก็บกู้ทุนระเบิด การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ให้เชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าไปร่วมสังเกตการณ์ เป็นพยาน เพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชาสร้างสถานการณ์ เหมือนในห้วงที่ผ่านมาแล้วนําไปขยายผล ควบคู่ไปกับการดูแลกําลังพลตามแนวชายแดน ตามโครงการ น้ําไหล ไฟสว่าง ทางดี มีอินเทอร์เน็ต ของรมช.กลาโหม เพิ่งจะดําเนินการในแปดกองกําลัง แต่เบื้องต้นให้ความสําคัญในพื้นที่ด้านตะวันออกก่อน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า เพื่อให้การทํางานมีความเป็นเอกภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการ ตั้งคณะกรรมการนโยบาย ความมั่นคงชายแดน ซึ่งจะมีนายกฯ รมว.กลาโหม รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการสูงสุดและ ผบ.เหล่าทัพ ผู้อํานวยการสํานักข่าวกรองแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการ เพื่อเป็นการพูดคุยกันในวงเล็ก ในเรื่องเฉพาะความมั่นคงโดยตรง ก่อนที่จะนําเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างคําสั่ง ซึ่งในอนาคตหากมีปัญหาและข้อขัดข้อง จะหารือกันได้ทันที ให้การแก้ไขปัญหาได้ดียิ่งขึ้น มีลักษณะคล้ายกับ ศบ.ทก. 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้เคยระบุว่า พากัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจะไม่มีการประชุมGBC ขัดแย้งกันหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบกลับมาว่า  การประชุม GBC มีขึ้นปีละครั้ง แต่การประชุม GBC ที่ผ่านมาเป็นการประชุมวิสามัญ ซึ่งหลังจากนั้นตนก็ได้ระบุว่าจะไม่คุยด้วยแล้ว แต่การประชุม ครม. ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ ที่ประชุม GBC เป็นผู้ดําเนินการ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ขัดกับคําพูดเดิมที่พูดเอาไว้ แต่เมื่อ ครม.สั่งตนก็ต้องปฏิบัติ 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำต่ออีกว่า การประชุม GBC ที่จะมีขึ้นจะกําหนดกรอบเฉพาะเรื่องบ้านหนองจานใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ก็ได้กล่าวว่า “ใช่ หลังจากมีการปักหมุดชั่วคราวแล้วก็ต้องมาหารือว่าจะอพยพคนออกอย่างไร” พร้อมถามต่อว่า “ที่สั่งการให้ที่ประชุมเตรียมพร้อมในระดับสูงสุดเพื่อรองรับการรุกล้ำอธิปไตยภายหลังกัมพูชามีการเพิ่มเติมกําลัง”  พล.อ.ณัฐพล จึงตอบว่า “ตนขอไม่ลงรายละเอียดในการปฏิบัติ เพียงแต่ หากมีกําลังของฝ่ายกัมพูชาล้ำเส้นปฏิบัติการ ก็ให้ยึดกฎการใช้กําลังได้ทันที”

ซึ่งถ้าหากมีการล้ำเส้นปฏิบัติการสามารถยิงได้ทันทีใช่หรือไม่ ‘พล.อ.ณัฐพล’ บอกว่า “เตือน ด้วยวาจาก่อน หากรุกล้ําเข้ามาอีกก็ยิงเตือน หากล้ำเข้ามาอีกก็ยิงตรง”  อีกทั้งยังบอกอีกว่า กรณีที่กัมพูชานําตัวเชลยศึกที่ทางการไทยปล่อยตัวไปกลับมาสู้รบนั้น ได้ประสานให้กระทรวงต่างประเทศได้ประณาม ผิดอนุสัญญาเจนีวา รวมถึงสัญญาออตตาวา ผิดมาหลายอย่างแล้ว เขาก็ไม่ให้ความสําคัญในเรื่องนี้แต่เราก็ต้องประณามไปเรื่อยๆ ยอมรับว่าไม่สามารถที่จะทําอะไรได้อย่างเด็ดขาด แต่การประณามจะทําให้กัมพูชาขาดการยอมรับต่อนานาชาติ ขาดความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าเชลยศึกที่เหลือยังไม่ปล่อยตัว เนื่องจากกัมพูชายังไม่สิ้นสุดความเป็นปรปักษ์

‘บวรศักดิ์’เตือน’วันนอร์’ ให้ตีความ’ญัตติซักฟอก’อย่างที่เคยทำมา

'บวรศักดิ์'เตือน'วันนอร์' ให้ตีความ'ญัตติซักฟอก'อย่างที่เคยทำมา

‘บวรศักดิ์’เตือน’วันนอร์’ ให้ตีความ’ญัตติซักฟอก’อย่างที่เคยทำมา

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.14 น.

“บวรศักดิ์”เตือน”วันนอร์” เป็น”ปธ.สภาฯ”หลายครั้งแล้ว ให้ตีความ”ญัตติซักฟอก”อย่างที่เคยทำมา ติงฝ่าย กม.แปลกๆ บอกยกร่าง ม.151 มากับมือ ยันแม้ฝ่ายค้านยื่นแต่ยังยุบได้ เหตุต้องอิงข้อบังคับ ตรวจสอบญัตติก่อน

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จะทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า ความจริงประธานสภาฯก็เป็นคนเจนสภา ท่านไม่ได้เป็นประธานสภาฯครั้งแรก ท่านเป็นประธานสภาฯมาตั้งแต่ปี 40 และเป็นประธานสภาฯมาหลายครั้ง ครั้งหลังสุดที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มันมีปัญหาว่าญัตตินั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปพูดถึงคนนอกคือ บิดาท่านนายกฯ ท่านก็ไม่ยอมรับญัตตินั้นและไม่บรรจุ ใช้เวลาอยู่หลายวันที่ฝ่ายค้านต้องไปแก้ นั่นคือ ทางปฏิบัติที่ทำกันมา เพราะข้อบังคับการประชุมสภาเขียนไว้ชัดในข้อ 176 ว่าเมื่อประธานสภาได้รับญัตติไม่ไว้วางใจแล้วให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯแจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ และในวรรคสองบอกว่า เมื่อประธานสภาฯตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องเร่งด่วนและแจ้งให้นายกฯทราบ แปลว่าต้องมีการตรวจสอบว่าญัตตินั้น ครบถ้วนถูกต้องสมบูรณหรือไม่ ทำกันอย่างนี้ มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลนี้บอกว่าไม่ได้ พอรับปั๊บ ฝ่ายค้านยื่นปั๊บ ยุบสภาไม่ได้เลย ด้วยความเคารพ ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด ในมาตรา 151 วรรคสอง ว่าเมื่อมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามวรรคสี่

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงเป็นคนเขียนมาตรานี้เองในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2475-2534 ไม่มีบทบัญญัติห้ามยุบสภาทั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปี 2538 ซึ่งมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 17 ถึง 18 ธ.ค.38 เรื่อง สปก. 4-01 เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งประกาศงดออกเสียงในการลงมติ และรัฐมนตรีพรรคนั้นจะถอนตัวทั้งหมด เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 ธ.ค.38 1 ชั่วโมงครึ่งก่อนการลงมติในเวลา 13.30 น.  เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นไม่สามารถลงมติได้ ตนจึงเสนอให้บัญญัติไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า “เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจอันเป็นการตรวจสอบรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจของฝ่ายบริหารในการถ่วงดุลสภาด้วยการยุบสภาบทบัญญัติมาตรานี้ของรัฐธรรมนูญปี 40 ก็มาปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 158 วรรคหนึ่ง และในรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันในมาตรา 151 ววรรคสอง

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ การห้ามยุบสภาเพราะการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจดังกล่าว จะเริ่มเมื่อใด และสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ถ้าพิจารณาแต่ตัวหนังสือของมาตรา 151 ที่ใช้คำว่า “เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ก็อาจจะบอกว่า ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจก็ห้ามยุบสภาแล้ว ยื่นปั๊บก็ห้ามยุบปุ๊บ ไม่ต้องดูอย่างอื่น นี่เป็นการตีความที่ง่ายแบบตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ได้ดูอย่างอื่นเลย คนไม่ต้องเรียนกฎหมายก็พูดได้ ดูจะง่ายเกินไป แต่ต้องอ่านให้จบวรรค เขาบอกว่าห้ามยุบสภา เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือ การลงมติไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ว่า จะเริ่มห้ามยุบได้ต่อเมื่อญัตตินั้นถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ บรรจุระเบียบวาระและแจ้งให้นายกฯทราบตามข้อบังคับการประชุม

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาว่าด้วยการเปิดประชุมสภา ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง เขียนเรื่องการถอนญัตติ ซึ่งการถอนญัตติไม่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตรงไหนเลย ซึ่งการถอนญัตติจะถอนได้หรือไม่ได้ ต้องย้อนไปข้อบังคับการประชุมสภาเท่านั้น เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด ฉะนั้น ที่พูดว่าต้องดูรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าข้อบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องดูข้อบังคับ จึงไม่ถูกต้อง เพราะการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำได้หรือไม่ ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 62 ซึ่งบอกว่า “การถอนชื่อจากการเป็นผู้ร่วมกันเสนอญัตติใด หรือจากการเป็นผู้รับรองกระทำได้เฉพาะก่อนที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระการประชุม ในกรณีที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้วจะถอนชื่อได้ต่อเมื่อได้รับการยินยอมของที่ประชุม” ดังนั้น เมื่อต้องไปดูข้อบังคับการประชุม ก็ต้องเอาข้อ 62 มาใช้ ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง จะเอาเฉพาะข้อ 62 มาใช้ข้อเดียว แต่ไม่นำข้อบังคับการประชุม ข้อ 176 มาใช้ด้วยก็ดูจะประหลาด เพราะเลือกใช้เฉพาะข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ อันไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ใช้ โดยมาบอกว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่า

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อบังคับข้อ 176 ซึ่งอยู่ในหมวด 9 ส่วนที่ 1 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจบัญญัติว่า “เมื่อประธานสภาได้รับญัตติตามข้อ 175 แล้ว ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งให้ผู้เสนอทราบภายใน 7 วันนั้นนับแต่วันที่ได้รับญัตติ และวรรคสองระบุว่า เมื่อประธานสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เหตุที่ข้อ 176 เขียนแบบนี้ เพราะในอดีตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยื่นนั้นมีความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณ์หลายประการ ล่าสุดญัตติที่ยื่นต่อรัฐบาล น.ส.แพทองธาร สั่งให้ไปแก้หลายครั้ง หรือ สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งมีการถอนชื่อ ทำให้ญัตตินั้นไม่ครบจำนวนผู้ยื่น นอกจากนี้ เมื่อไม่นานนี้ สว. จำนวน 21 คน เข้าชื่อกันยื่นต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ สว.136 คน สิ้นสุดลง ปรากฏว่าพอตรวจสอบลายมือชื่อ ปรากฏว่า มี 3 รายชื่อไม่ถูกต้อง ทำให้การเข้าชื่อดังกล่าว มีจำนวนไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญ ทำให้คำร้องนั้นตกไป

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า แปลว่าไม่ใช่ว่าพอยื่นปั๊บ ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย แสดงให้เห็นว่าแล้วลำพังการยื่นญัตติตามมาตรา 151 วรรคสองแต่เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่รู้เลยว่า ญัตติดังกล่าวมีความถูกต้องสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมหรือไม่ ซึ่งข้อบังคับข้อ 176 จึงบังคับประธานสภาฯให้ตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีข้อบกพร่องก็บังคับประธานสภาฯทำ 2 เรื่องคือ บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้นายกฯทราบ เพื่อบอกนายกฯว่าบัดนี้อำนาจยุบสภาหมดแล้ว และให้เตรียมตัวมารับการอภิปราย ดังนั้น วันนี้เมื่อมีการยื่นตามมาตรา 151 วรรคสอง เฉยๆ โดยแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ถ้าประธานสภาฯแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบ คนที่เสนอประธานสภาฯ ฝ่ายกฎหมายหรือใครก็แล้วแต่ก็ทำให้ประธานสภาฯทำผิดข้อบังคับ เพราะญัตติดังกล่าวอาจมีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ และไม่อาจสามารถบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนได้

รองนายกฯ กล่าวว่า ดังนั้น ต้องตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งให้เวลา 7 วัน เมื่อตรวจสอบแล้วจึงจะแจ้งให้นายกฯทราบ และนับตั้งแต่วันที่แจ้งให้นายกฯทราบ ข้อห้ามที่จะห้ามจะยุบสภาจะเริ่มนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ใช่นับเวลาที่ฝ่ายค้านยื่น ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบ  ถ้าตีความตามมาตรา 151 วรรคสอง โดยไม่ดูข้อบังคับหมวด 9  ส่วนที่หนึ่งข้อ 175 และข้อ 176 ที่เขียนเอาไว้ ต่อไปก็จะอาศัยการยื่นญัตติไม่สมบูรณ์ ทำให้อำนาจยุบสภาของรัฐบาลเสื่อมสูญไปทันที ญัตติยื่นจำนวนคนไม่ครบ มีคนบอกว่าตัวเองยังไม่ได้ลงชื่อ แล้วนับแล้วว่าเวลานั้นเป็นเวลาห้ามยุบสภา รับรองระบบรัฐสภาปั่นป่วนแน่

“ดังนั้น ผมเห็นว่าสิ่งที่ประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือทำมาโดยตลอดจนรัฐบาลแพทองธารนั้น ต้องทำต่อ จะมาเปลี่ยนการตีความบอกว่าฝ่ายกฎหมายเสนอว่าไม่ต้องดูญัตติสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์  ยื่นวันไหนก็เอาวันนั้น ยุบสภาไม่ได้ มันต้องเอาญัตติที่สมบูรณ์แล้ว บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว และแจ้งให้นายกฯทราบ ไม่อย่างนั้นจะแจ้งให้นายกฯทราบได้อย่างไร แล้วอำนาจยุบสภามันจะหมดไปได้อย่างไรเพราะนายกฯยังไม่ได้รับแจ้ง ดังนั้น ผมว่าตีความตามที่เคยทำมาเถอะครับ เป็นการตีความตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ชอบแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายที่มาเสนอต่อประธานสภาฯในคราวนี้ดูแปลกๆ ย้ำว่าตีความไปแบบที่เคยทำมาเถอะครับ”นายบวรศักดิ์ ระบุ

รองนายกฯ กล่าวว่า และเมื่อไม่นานมานี้ สภานี้ก็มีการอาศัยข้อบังคับเดียวกัน ตัดสิทธินายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 โดยอ้างว่าขัดข้อบังคับข้อ 65 ซึ่งห้ามเสนอญัตติที่มีหลักการเดียวกันในสมัยประชุมเดียวกัน ทั้งที่มาตรา 159 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พูดถึงญัตติเสนอชื่อ แต่ใช้คำว่า เสนอชื่อ ก็ยังไปเอาข้อบังคับมาใช้ตีความว่าเป็นญัตติเสนอชื่อนายพิธา ครั้งที่ 2 ไม่ได้ อ้างว่าขัดข้อบังคับ ข้อ 65 เอาข้อบังคับมาใช้ตัดสิทธิคนก็ทำมาแล้ว มาบัดนี้บอกว่าไม่ต้องใช้ข้อบังคับ ตกลงหลักการที่ถูกต้องคืออะไร

‘อาคม ซิดนีย์’ป่วยหนัก โพสต์ภาพนอนเตียง ระบุ’พร้อมตาย’ ฝากความหวังคนรุ่นใหม่

'อาคม ซิดนีย์'ป่วยหนัก โพสต์ภาพนอนเตียง ระบุ'พร้อมตาย' ฝากความหวังคนรุ่นใหม่

‘อาคม ซิดนีย์’ป่วยหนัก โพสต์ภาพนอนเตียง ระบุ’พร้อมตาย’ ฝากความหวังคนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “อาคม ซิดนี่ย์” ของ นายองอาจ ธนกมลนันท์ นักจัดรายการวิทยุใต้ดินที่พำนักอยู่ในออสเตรเลีย ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ได้โพสต์ภาพตนเองนอนบนเตียงผู้ป่วย พร้อมระบุว่า พร้อมตาย สิ่งสำคัญของทุกชีวิต

ผมหายไปหลายวัน ต้องเข้าร.พ.เพราะปวดและแน่นที่หน้าท้อง ทำสแกนสามครั้ง ตามที่หมอเฉพาะทางต้องการ เจอผิดปรกติที่ตับมีจุดอยู่สามจุดแต่ไม่สรุปว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

อีกหนึ่งปัญหาคือ ช่วงลำไส้ เล็กที่เชื่อมต่อลำไส้ใหญ่พบว่าอักเสบ หมอให้ยาถ่ายและสวนล้างลำไส้ แต่ก็ไม่ดีขึ้น เวลานี้ต้องพึ่งยาแก้ปวด และรอทำเคมีบำบัด (chemotherapy) วันจันทร์

ระหว่างรอผมขอกลับมาพักที่บ้าน เข็มที่ปักไว้ถูกถอดออก หลุดพ้นพันธนาการ จึงเขียนมาเล่าเหตุที่ห่างหายไป ผมน่าจะเขียนได้อีกไม่นาน คงต้องเป็นหน้าที่ของคนรุ่นต่อไปครับ

ได้เล่าความจริงประเทศไทยมายี่สิบปีเต็ม ถือเป็นความโชคดีที่ได้จุดเทียนปัญญาเล่มเล็กๆฝากไว้ในสังคมไทย คงต้องรอเทียนปัญญาของคนรุ่นใหม่มาเพิ่มความสว่างไสว

งานเขียนผมยุติลงเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงเทียนแห่งปัญญาของผมได้ดับลง หวังเพียงเทียนปัญญาคนรุ่นใหม่จะเข้ามาเพิ่มจำนวนหมื่นเล่ม แสนหรือล้านเล่ม นั่นหมายถึงชัยชนะของคนไทยทุกคน…..

นี่คือสิ่งสำคัญสุดท้าย ที่ผมเรียกว่าพร้อมตาย

อาคม ซิดนี่ย์
19 พฤศจิกายน 2568

‘ลอลี่’ชี้พิรุธใหม่ขนย้ายฝุ่นแดง เด้งอุตฯระยองเข้ากรุ

'ลอลี่'ชี้พิรุธใหม่ขนย้ายฝุ่นแดง เด้งอุตฯระยองเข้ากรุ

‘ลอลี่’ชี้พิรุธใหม่ขนย้ายฝุ่นแดง เด้งอุตฯระยองเข้ากรุ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.00 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ ว่า
สั่งเด้ง!! อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง [????]
พร้อมยกเลิกถอนอายัด”ฝุ่นแดง”
ซินเคอหยวน 7.7หมื่นตัน
ยันต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานสาวไส้ขบวนการ
พบพิรุธใหม่อาจมีการแอบขนย้าย
ระหว่างมีคำสั่ง หยุดประกอบกิจการ ม.39
ช่วยกันตรวจสอบและเป็นกำลังใจให้จนท.ทุกท่านครับ

นอกจากนี้ยังได้โพสต์คำสั่งปลัดกระทรวงอุตสาหรรม ย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ไปช่วยปฏิบัติราชการกองตรวจราชการ สำนักปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

‘พล.อ.ณัฐพล’ขอบคุณสื่อไทย! ผนึกกำลังต่อสู้เฟคนิวส์ฝั่งเขมร ยอมรับรัฐบาลตอบโต้ล่าช้า

'พล.อ.ณัฐพล'ขอบคุณสื่อไทย! ผนึกกำลังต่อสู้เฟคนิวส์ฝั่งเขมร ยอมรับรัฐบาลตอบโต้ล่าช้า

‘พล.อ.ณัฐพล’ขอบคุณสื่อไทย! ผนึกกำลังต่อสู้เฟคนิวส์ฝั่งเขมร ยอมรับรัฐบาลตอบโต้ล่าช้า

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

19 พฤศจิกายน 2568 พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 10/2568 โดยมี พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ เข้าร่วม

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนไทยที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สู้กับ เฟกนิวส์ ของกัมพูชา ซึ่งมองว่าหากสื่อมวลชนไทย ร่วมมือกัน เฟกนิวส์ของกัมพูชาก็ทําอะไรเราไม่ได้ จึงขอให้ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของรัฐบาลและกองทัพต่อไป

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลตอบโต้เฟกนิวส์ของกัมพูชาช้าไปนั้น ก็ต้องขออภัย ต้องเข้าใจว่ากัมพูชาเตรียมสร้างสถานการณ์ ที่ได้วางพล็อตเรื่องเอาไว้หมดแล้ว ก็ต้องนําเรื่องจริงมาสู้ ก็พยายามที่จะชี้แจงให้เร็วขึ้น ต้องขอความเห็นใจ บางเรื่องต้องตรวจสอบข่าวปราศเกี่ยวข้องกับเหล่าทัพใดก็ต้องไปดําเนินการชี้แจง